ลิ้นจี่ค่อมแม่กลองแทงช่อสะพรั่ง ผลผลิตพร้อมออกตลาดเมษายน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/550511

ลิ้นจี่ค่อมแม่กลองแทงช่อสะพรั่ง ผลผลิตพร้อมออกตลาดเมษายน

วันศุกร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสาวรัชนี นาคบุตร รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 ราชบุรี (สศท.10) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จังหวัดสมุทรสงครามเป็นแหล่งผลผลิตลิ้นจี่สำคัญอันดับ 1 ในภาคกลาง เกษตรกรนิยมปลูกลิ้นจี่พันธุ์ค่อม ซึ่งจากการลงพื้นที่ของ สศท.10 เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตลิ้นจี่เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2564 ที่ผ่านมาคาดว่า ในปี 2564 (ข้อมูลพยากรณ์ ณ วันที่ 22 เดือนมกราคม 2564)มีเนื้อที่ยืนต้นและเนื้อที่ให้ผล 5,194 ไร่ลดลงจากปี 2563 ที่มีจำนวน5,203 ไร่ (ลดลง 9 ไร่ หรือร้อยละ 0.17) เนื่องจากไม่ให้ผลผลิตทุกปีเกษตรกรจึงโค่นสวนลิ้นจี่ไปปลูกส้มโอและมะพร้าวน้ำหอมแทน ส่วนผลผลิตรวม 2,415 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มีจำนวน 998 ตัน (เพิ่มขึ้น 1,417 ตันหรือร้อยละ 41.33) เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา (ธ.ค.2563 – ม.ค.2564)มีอากาศหนาวเย็นนานติดต่อกันกว่า 15 วัน จึงทำให้มีโอกาสที่ลิ้นจี่จะติดผลผลิตกว่าร้อยละ 80 ซึ่ง ทั้งนี้ ยังคงต้องเฝ้าระวังฝนหลงฤดูในช่วงที่กำลังติดดอก ซึ่งอาจส่งผลต่อปริมาณผลผลิตลิ้นจี่ปีนี้ โดยผลผลิตจะเริ่มออกสู่ตลาดในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2564 และจะออกสู่ตลาดมากที่สุดในสงกรานต์เดือนเมษายน 2564 ประมาณร้อยละ 50 ของผลผลิตในจังหวัด

สำหรับความพิเศษของลิ้นจี่พันธุ์ค่อมหรือหอมลำเจียก นอกจากเป็นผลไม้ที่มีชื่อเสียงดั่งราชินีผลไม้ของจังหวัดสมุทรสงครามแล้ว ยังได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ในชื่อ “ลิ้นจี่ค่อมสมุทรสงคราม” ซึ่งมีจุดเด่นที่เมื่อสุกเต็มที่จะมีสีแดงเข้ม รูปร่างกลมรูปไข่หรือรูปหัวใจ เมล็ดทรงยาว เปลือกมีหนามตั้งหรือหนามแหลมห่างเสมอกันทั้งลูกและไม่เป็นกระจุก หนังตึง เปลือกบาง เนื้อหนากรอบสีขาวอมชมพูเรื่อๆ เนื้อแห้ง รสชาติหวานอมฝาดมีกลิ่นหอม โดยตามปกติลิ้นจี่สมุทรสงครามจะให้ผลผลิตปีละครั้ง ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน แต่ไม่ได้ให้ผลผลิตทุกปี ซึ่งบางครั้งให้ผลผลิตปีเว้นปี บางครั้งอาจทิ้งระยะห่างนานถึง 3 ปี แล้วแต่สภาพอากาศ การที่จะให้ติดผลนั้นจะต้องมีอุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาต่อเนื่องกันเกิน 15-20 วัน มีอายุการเก็บเกี่ยว 120 วันจะทำให้ลิ้นจี่มีรสชาติอร่อยที่สุด

ทั้งนี้ จึงฝากถึงเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่ให้เก็บเกี่ยวผลผลิตที่ได้คุณภาพ และขอเชิญผู้บริโภคสนับสนุนผลผลิตลิ้นจี่ของเกษตรกรโดยตรงซึ่งช่องทางกระจายผลผลิตมีทั้งจำหน่ายให้ผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่ และจำหน่ายแบบออนไลน์โดยกลุ่มเกษตรกรเอง เพื่อกระจายผลผลิตไปยังผู้บริโภคได้เร็วและมากยิ่งขึ้น หากใครสนใจข้อมูลลิ้นจี่ค่อมสมุทรสงคราม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สศท.10 โทร 0-3233-7951-54 หรืออีเมลzone10@oae.go.th

ชู ‘ตากใบโมเดล’ พัฒนาพื้นที่ตัวอย่างด้านเกษตร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/550507

ชู‘ตากใบโมเดล’พัฒนาพื้นที่ตัวอย่างด้านเกษตร

วันศุกร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมติดตามการดำเนินงานโครงการพัฒนาการเกษตรแบบครบวงจรในอ.ตากใบ “ตากใบโมเดล” ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาสว่า กระทรวงเกษตรฯเล็งเห็นว่าอ.ตากใบ เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาด้านการเกษตร มีพื้นที่ชลประทาน และทรัพยากรดินที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก ทางด้านใช้ประโยชน์ที่ดิน พบว่ามีการปลูกยางพารา ร้อยละ 13.43 ปาล์มน้ำมันร้อยละ 11.44 ไม้ผลผสม ร้อยละ 5.56 มะพร้าว ร้อยละ 5.85 และนาข้าว ร้อยละ 17.07 นอกจากนี้อ.ตากใบ ยังเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิกระดังงา ที่ต.เกาะสะท้อน ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองของอ.ตากใบ อีกทั้ง ยังมีสินค้าประมงที่ขึ้นชื่อคือ ปลากุเลาเค็ม มีการผลิตด้านปศุสัตว์ที่มีคุณภาพ และยังเป็นอำเภอที่มีพื้นที่ติดต่อกับมาเลเซีย สามารถรวบรวมขายส่งสินค้าทางการเกษตรในพื้นที่อ.ตากใบและรอบนอก เพื่อเพิ่มมูลค่าและรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่ได้อย่างดี

“เพื่อเป็นการพัฒนาอ.ตากใบครบวงจร ตั้งแต่ระดับครัวเรือนไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการพัฒนาพื้นที่เป็นระบบโดยการบูรณาการจากทุกภาคส่วน เริ่มตั้งแต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านการเกษตร เช่น ทรัพยากรดิน/น้ำ พัฒนาอาชีพ พัฒนาคุณภาพสินค้า ส่งเสริมการผลิตสินค้าทางการเกษตร เพื่อมุ่งหวังให้เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และพัฒนาอ.ตากใบให้เป็นพื้นที่ตัวอย่าง ในการพัฒนาพื้นที่ขยายผลโครงการพระราชดำริ อย่างเป็นรูปธรรมและเป็นต้นแบบให้พื้นที่อื่นต่อไป”ร้อยเอกธรรมนัส กล่าว

ทั้งนี้ อ.ตากใบเป็นที่ตั้งของโครงการพระราชดำริที่สำคัญ เช่น พื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้แก่ โครงการหมู่บ้านปศุสัตว์ – เกษตรมูโนะ โครงการพัฒนาพื้นที่บ้านโคกอิฐ –โคกใน ยูโย โคกงู โคกกระท่อม และพื้นที่ขยายผลอื่น ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นแบบของโครงการพระราชดำริ สามารถนำผลสำเร็จของโครงการมาเป็นแบบอย่าง และขยายผลในการพัฒนาพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เตือนเกษตรกรระวังโรคใบด่างมันสำปะหลัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/549966

เตือนเกษตรกรระวังโรคใบด่างมันสำปะหลัง

วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสุจารีย์ พิชา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 นครราชสีมา(สศท.5) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผย เนื่องจากเกษตรกรประสบปัญหาระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง และบางพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมช่วงเดือนตุลาคม 2563 เกษตรกรจึงเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนกำหนด ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่ลดลง สำหรับผลผลิตมันสำปะหลังของจ.นครราชสีมาจะออกสู่ตลาดมากช่วงเดือนมกราคม – เมษายน ราคาหัวมันสำปะหลังสดที่เกษตรกรขายได้ (ราคา ณ มกราคม 2564) เฉลี่ย 1.77 บาท/กิโลกรัม ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยจากราคาเฉลี่ย 1.75 บาท/กิโลกรัม เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 เนื่องจากผลผลิตมันสำปะหลังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ประกอบการซึ่งต้องการใช้ต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จากการระบาดของเชื้อโควิด-19 ระลอกใหม่นี้ คาดว่าส่งผลให้ราคาส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศแนวโน้มลดลง ทำให้ราคาหัวมันสำปะหลังสดที่เกษตรกรขายได้อาจปรับตัวลดตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ดังกล่าวเริ่มคลี่คลาย ราคาส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจะมีทิศทางปรับตัวดีขึ้น ดังนั้น เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไม่ให้เดือดร้อนช่วงที่ราคามันสำปะหลังตกต่ำ รัฐบาลจึงดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2563/64 โดยกำหนดราคาและปริมาณประกันรายได้หัวมันสำปะหลังสดเชื้อแป้ง 25% กิโลกรัมละ 2.50 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 100 ตัน และต้องไม่ซ้ำแปลง ในพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศ โดยเกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนผู้ปลูกมันสำปะหลังกับกรมส่งเสริมการเกษตร และแจ้งเพาะปลูกตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 – 31 มีนาคม 2564 ทั้งนี้ ให้เกษตรกรแจ้งระยะเวลาเก็บเกี่ยวกับกรมส่งเสริมการเกษตรนับจากวันที่เพาะปลูกไม่น้อยกว่า 8 เดือน

อย่างไรก็ตาม จากการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังส่งผลกระทบต่อคุณภาพ ปริมาณผลผลิต จากข้อมูลของสำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา (ณ 15 มกราคม) พบการระบาดมากที่สุดในอ.เสิงสาง ครบุรี และปักธงชัย พื้นที่ความเสียหาย 2.74 แสนไร่คิดเป็นร้อยละ 19 ของเนื้อที่เก็บเกี่ยวทั้งจังหวัด ซึ่งขณะนี้สำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมาแก้ไขไปกว่าร้อยละ 43 ของพื้นที่ระบาด ซึ่งจ.นครราชสีมา เร่งทำความเข้าใจให้เกษตรกรยินยอมทำลายแปลงมันหากพบการระบาด แต่หากเกษตรกรไม่ยินยอมให้ทำลายแปลงมัน จ.นครราชสีมาจะแจ้งข้อมูลให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครราชสีมา และกรมวิชาการเกษตรประกาศเป็นพื้นที่กักพืชเป็นรายแปลงต่อไป

ชู ‘ถั่งเช่าไหมไทย’ คุณภาพความปลอดภัยยืนหนึ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/549968

ชู‘ถั่งเช่าไหมไทย’คุณภาพความปลอดภัยยืนหนึ่ง

ชู‘ถั่งเช่าไหมไทย’คุณภาพความปลอดภัยยืนหนึ่ง

วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า เพื่อรองรับความนิยมบริโภคของตลาด “ถั่งเช่า” ในประเทศและส่งเสริมรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมช่วงวิกฤติโควิด-19 มอบหมายให้ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เชียงใหม่ (ศมม.เชียงใหม่) จัดฝึกอบรมหลักสูตร “การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากไหมไทยเพื่อผลิตเป็นถั่งเช่าไหมไทย” ให้เจ้าหน้าที่และเกษตรกรโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริฯ บ้านขุนแตะ ณ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เชียงใหม่ ต.หนองควาย อ.แม่เหียะ จ.เชียงใหม่ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากไหมไทย เพื่อผลิตเป็นถั่งเช่าไหมไทยแก่เกษตรกรให้นำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในการผลิตถั่งเช่าไหมไทย สร้างรายได้ สร้างอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ โดยดำเนินการภายใต้มาตรการควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 และประกาศของคณะกรรมการโรคติดต่อของจังหวัดเชียงใหม่อย่างเคร่งครัด

สำหรับการผลิตถั่งเช่าไหมไทย เป็นความสำเร็จจากการศึกษาวิจัย ระหว่างกรมหม่อนไหมร่วมกับคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เมื่อปี 2556 และได้รับอนุสิทธิบัตรการผลิตถั่งเช่าไหมไทย เมื่อปี 2558 โดยการผลิตถั่งเช่าไหมไทยนั้น นำผลผลิตจากไหม (ดักแด้ไหมไทย)มาเพิ่มมูลค่าโดยแปรรูปเป็นถั่งเช่าเรียกว่าถั่งเช่าไหมไทย เป็นเห็ดที่เจริญบนดักแด้ไหม ประกอบด้วยสารสำคัญหลายชนิด เช่น อะดีโนซีน (Adenosine) คอร์ไดเซปิน(Cordycepin) และสารหลายชนิด มีสรรพคุณทางยา ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง กระตุ้นภูมิคุ้มกัน เพิ่มการไหลเวียนของเลือด อีกทั้งยังสามารถป้องกันรังสี UVB และช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้

“กรมหม่อนไหมตระหนักถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค จึงร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลัน และพิษเรื้อรังในหนู พบว่าสามารถบริโภคด้วยปริมาณ 5,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนัก นอกจากนี้ การบริโภคต่อเนื่องปริมาณ 1,100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักต่อวัน ไม่มีผลต่อสุขภาพและอวัยวะของหนูที่ทดสอบ ดังนั้น ถั่งเช่าไหมไทยจึงเหมาะต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารป้อนสู่ตลาดผู้รักสุขภาพในอนาคต เป็นรายได้ให้เกษตรกรช่วงภาวะวิกฤติเศรษฐกิจปัจจุบัน”นายปราโมทย์ กล่าว

นายปราโมทย์ กล่าวถึงกรณีจะดูว่าถั่งเช่าแท้หรือปลอม ดูได้จากค่าวิเคราะห์คอร์ไดเซปินกับอะดีโนซินเป็นหลัก ซึ่งแหล่งซื้อขายถั่งเช่าในเมืองไทยขณะนี้ส่วนใหญ่ขายถั่งเช่าสีทองและถั่งเช่าหิมะบ้างบางแห่ง โดยจำหน่ายเป็นแคปซูล และชาถั่งเช่า ทั้งนี้ ในไทยมีฟาร์มเพาะเลี้ยงถั่งเช่าสีทองอยู่หลายแห่ง แต่ส่วนใหญ่เพาะเลี้ยงบนอาหารอื่นที่ไม่ใช่หนอนไหม หรือดักแด้ไหม เช่น เลี้ยงบนข้าวกล้อง หรือข้าวสาลี หรือข้าวบาร์เลย์ ซึ่งถั่งเช่าที่ผลิตจากดักแด้ไหมนั้น จะราคาสูงกว่าถั่งเช่าที่ผลิตจากอาหารเลี้ยงเชื้อชนิดอื่น

“กรมหม่อนไหมยังพัฒนาการผลิตถั่งเช่า โดยคำนึงถึงกระบวนการผลิตที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ความปลอดภัยด้านสุขภาพเป็นสำคัญ ควบคู่ไปกับการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกร
รายย่อย เพื่อให้เป็นอีกหนึ่งอาชีพทางเลือกที่สร้างงานสร้างรายได้ให้ครอบครัวและชุมชน ซึ่งนอกจากเป็นการสร้างผลิตภัณฑ์แปรรูปหม่อนไหมที่เป็นเอกลักษณ์แล้วยังสอดคล้องกับนโยบายตลาดนำการผลิตด้วย” นายปราโมทย์กล่าว

ผู้สนใจสั่งซื้อได้ที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือศูนย์ภูฟ้าพัฒนาฯ จ.น่าน และโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริฯบ้านขุนแตะ จ.เชียงใหม่ ซึ่งกรมหม่อนไหมได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีและวิธีการผลิตให้ 2 คือ ศูนย์ภูฟ้าพัฒนาฯ จ.น่าน และโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริฯ บ้านขุนแตะ จ.เชียงใหม่ หรือ สอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักวิจัยและพัฒนาหม่อนไหม โทรศัพท์ 0-2558-7924-6ต่อ 404 หรือ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เชียงใหม่ 05-3114-096-7

ส่องเกษตร : ตั้งโจทย์ผิด คำตอบก็ผิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/549965

ส่องเกษตร : ตั้งโจทย์ผิด คำตอบก็ผิด

วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การเกษตรในปัจจุบันถูกจัดให้เป็นกิจกรรมหนึ่งของภาคเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาที่มุ่งยกระดับเพื่อสร้างให้เกิดรายได้เป็นตัวเงิน เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น เมื่อมองว่าภาคการเกษตรเป็นส่วนหนึ่งของภาคการพัฒนาเศรษฐกิจก็ย่อมพิจารณาตัวแปรต่างๆที่จะมีผลต่อความคุ้มค่าในการลงทุน การใช้โอกาสและการสูญเสียโอกาสในการลงทุน หรือแม้แต่การนำเอาแรงงานภาคการเกษตรไปเปรียบเทียบกับการคำนวณผลตอบแทนกับสาขาอื่นๆ ของภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องไปกับภาคเศรษฐกิจของประเทศ

ผมมีโอกาสอ่านแผนปฏิรูปประเทศฉบับปรับปรุงที่กำลังจะนำมาใช้ในช่วงหลังสถานการณ์โควิค- 19 ซึ่งการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจที่รวมภาคการเกษตรไว้เป็นส่วนหนึ่งด้วย โดยมีจุดเน้นให้เกิดการผลิตภาคการเกษตรในลักษณะเกษตรมูลค่าสูง โดยแผนปฏิรูปฉบับดังกล่าวมีการพิจารณาลงในรายละเอียด เพื่อนำมาวิเคราะห์และกำหนดทิศทางไปสู่การกำหนดแนวทางการปฏิรูป โดยวิเคราะห์ว่าภาคการเกษตรมีการใช้แรงงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ความสามารถในการให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของแรงงานภาคการเกษตร เมื่อเทียบกับผลตอบแทนของแรงงานจากภาคการเกษตรอื่นๆ พบว่า ภาคการเกษตรให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่ำสุดเมื่อคิดออกมาเป็นตัวเงินที่ได้จากจำนวนแรงงานที่ใช้ โดยมองว่าภาคการเกษตรใช้แรงงานผลิตสินค้าที่ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจาะจงไปที่การลงทุนด้านแรงงานเปรียบเทียบกับภาคธุรกิจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมหรือภาคบริการ ประกอบกับประเด็นการใช้พื้นที่ทำการเกษตรของประเทศไทยที่ต้องใช้พื้นที่ราว 149 ล้านไร่โดยมากกว่า 68 ล้านไร่ นำไปปลูกข้าว ซึ่งเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนต่อพื้นที่ต่ำมาก ขณะเดียวกัน ก็ต้องใช้การลงทุนปัจจัยการผลิตที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยต้นทุนด้านแรงงาน แล้วเสนอว่าประเทศไทยควรเปลี่ยนการทำการเกษตรจากการทำการเกษตรที่มูลลค่าผลตอบแทนต่ำไปยังพืชหรือกิจกรรมทางการเกษตรที่ให้ผลตอบแทนต่อหน่วยพื้นที่ที่สูงขึ้น ซึ่งมีการยกตัวอย่างพืชในกลุ่มที่เป็น cash crop ที่ควรจะนำมาใช้ทดแทนและให้มูลค่าสูง เช่น กระเจี๊ยบเขียว ข้าวโพดฝักอ่อน และหน่อไม้ฝรั่ง เป็นต้น

เรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสนใจ เพราะการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ การปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่กระทบกับคนส่วนใหญ่ทั้งทางตรงและทางอ้อม แนวคิดในการวิเคราะห์ดังกล่าวหากอยู่บนสมมุติฐานที่ไม่ครอบคลุม ไม่ถูกต้องย่อมกำหนดทิศทางไปในทางที่ไม่ถูกต้องเช่นกัน และจะกระทบต่อทุกภาคส่วนและประเทศชาติโดยรวม รวมถึงกระทบต่อความมั่นคงของประเทศทางด้านความมั่นคงด้านอาหาร ซึ่งถือเป็นปัจจัยสี่ที่สำคัญ หากชุมชนมีความมั่นคงทางอาหารสูง นั่นแสดงให้เห็นถึงความได้เปรียบและความสามารถในการรองรับผลกระทบหากเกิดภภาวะวิกฤติ และหากประเทศเราเป็นประเทศเกษตรกรรมที่มีความมั่นคงทางอาหารที่เข้มแข็ง หากเกิดเหตุการณ์ใดๆ ขึ้น ก็จะสามารถรองรับต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ และสามารถฟื้นตัวได้ง่ายเมื่อวิกฤตินั้นผ่านพ้น

หากประเทศไทยเลิกปลูกข้าว ด้วยเหตุผลของผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่อาจได้รับต่ำกว่าเมื่อเทียบกับภาคธุรกิจอื่นๆ ในภาคเศรษฐกิจแล้ว นึกไม่ออกว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เพราะคนไทยยังคงต้องรับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก ถือเป็นความมั่นคงทางอาหารของครอบครัวคนไทย ชุมชน และประเทศชาติโดยรวม แต่หากจะทำให้เกิดความมั่นคงให้อาชีพทางการเกษตรที่จะส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และความมั่นคงด้านอื่นๆ ต้องมองภาคการเกษตรโดยมิติองค์รวม มิใช่มองผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างเดียว เช่นการที่นำเอาผลตอบแทนแรงงานมาเปรียบเทียบเท่านั้น ซึ่งย่อมทำให้หลงทิศทาง และกระทบต่อแผนงาน/โครงการที่จะดำเนินงานตามมาด้วย

ประสบการณ์ในการเดินทางไปหลายพื้นที่ทั้งพื้นที่สูงและพื้นที่ทำการเกษตรทั่วประเทศ สิ่งที่ผมเข้าใจและเรียนรู้คือ เกษตรกรหรือประชาชนในพื้นที่นั้นทุกครัวเรือนโดยเฉพาะชุมชนในชนบท ให้ความสำคัญกับการทำนาและมีข้าวไว้รับประทาน แม้แต่ชาวเขาในพื้นที่สูงขอให้มีพื้นที่สำหรับปลูกข้าวไว้ให้พอรับประทานในครัวเรือน ที่เหลือเป็นพื้นที่สำหรับอยู่อาศัย ส่วนรายได้ที่นำมาใช้จ่ายในครัวเรือนจะได้มาจากการรับจ้างหรือรายได้อื่นๆ นอกภาคการเกษตร นั่นคือ ให้ครอบครัวมีความมั่นคงทางอาหาร จากนั้นเป็นการหาเพิ่มเติมตามความจำเป็นในการดำรงชีพหรือเหตุจูงใจอื่นๆ ดังนั้น ภาคการเกษตรจึงเป็นภาคความมั่นคงทางอาหารของครอบครัวซึ่งลักษณะดังกล่าวเป็นลักษณะที่คล้ายคลึงกันของประชาชนและเกษตรกรในเกือบจะทั่วทุกพื้นที่ของไทย

ดังนั้น หากจะปฏิรูปการเกษตร ควรพิจารณาในทุกมิติว่าภาคการเกษตรนั้น ทำหน้าที่ส่วนใดของการพัฒนาประเทศ และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อวิถีชีวิตอย่างไร เพราะถ้าคิดแล้วมองมุมเดียวโดยจัดวางผลตอบแทนทางเศรษฐกิจแล้วเอาเฉพาะประเด็นผลตอบแทนแรงงานเพียงอย่างเดียวมาเปรียบเทียบ ย่อมห่างจากความเป็นจริง สุดท้ายผลที่หวังจากการปฏิรูปประเทศในด้านนี้จะไมเกิดขึ้นจริง เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

สมชาย ชาญณรงค์กุล

‘อธิบดีปศุสัตว์’ เป็นปธ.ขับเคลื่อนการประเมินคุณธรรม-ความโปร่งใสภาครัฐปี’64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/549923

'อธิบดีปศุสัตว์'เป็นปธ.ขับเคลื่อนการประเมินคุณธรรม-ความโปร่งใสภาครัฐปี'64

‘อธิบดีปศุสัตว์’เป็นปธ.ขับเคลื่อนการประเมินคุณธรรม-ความโปร่งใสภาครัฐปี’64

วันอังคาร ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 17.09 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”เป็นประธานขับเคลื่อนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานภาครัฐของกรมปศุสัตว์

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ห้องประชุมม้ากัณฐกะ กรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานประชุมขับเคลื่อนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานภาครัฐของกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และ ผอ.กกจ. , ผอ.กค.และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้มีคำสั่งกรมปศุสัตว์ ที่35/2564 ลงวันที่ 12 มกราคม 2564 แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ของกรมปศุสัตว์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 เพื่อกำหนดนโยบาย แนวทางดำเนิงานของหน่วยงานในกรมปศุสัตว์ เพื่อพัฒนาการปฏิบัติราชการตามกรอบแนวทางการประเมินคุณธรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity andTransparency Assessment : ITA) ของสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 รวมทั้งกำกับติดตามและประมินผลการดำเนินงานการประเมินระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์ประจำปืงบประมาณ พ.ศ.2564

โดยมีเรื่องเพื่อพิจารณา ดังนี้ 1.แนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินโครงการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ของกรมปศุสัตว์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 2.การดำเนิโครงการยกย่องหน่วยงานใสสะอาด กรมปศุสัตว์ ประจำปี พ.ศ.2564 และ 3.การกำหนดมาตรการส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสในภายในของกรมปศุสัตว์ประจำปี พ.ศ.2564

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์จะพิจารณาเพื่อกำหนดนโยบาย แนวทางดำเนินงานของหน่วยงานในกรมปศุสัตว์เพื่อพัฒนาการปฏิบัติตามกรอบแนวทางการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์ต่อไป

สศก.พร้อมบริการข้อมูลตอบโจทย์ชีวิตวิถีใหม่ ย้ำภารกิจหลัก ‘ศูนย์กลางสารสนเทศการเกษตรฯ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/549679

สศก.พร้อมบริการข้อมูลตอบโจทย์ชีวิตวิถีใหม่ ย้ำภารกิจหลัก‘ศูนย์กลางสารสนเทศการเกษตรฯ’

วันอังคาร ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยว่าตามภารกิจหลักสำคัญอย่างหนึ่งของสศก.คือ เป็นหน่วยงานศูนย์กลางการให้บริการข้อมูลสารสนเทศการเกษตรของประเทศ สำหรับเกษตรกร ผู้ประกอบการและหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน ในการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ทั้งการวางแผนบริหารจัดการการแก้ปัญหา ตลอดจนพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศ โดยมีศูนย์สารสนเทศการเกษตร ดำเนินการจัดทำข้อมูล และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการเกษตร ในรูปของสื่อต่างๆ

สำหรับการให้บริการข้อมูลแก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ หน่วยงานต่างๆและประชาชนนั้น สศก.เปิดให้บริการผ่านหลากหลายช่องทาง เพื่อให้ผู้ใช้บริการข้อมูลสามารถเข้าถึงได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว สอดรับกับชีวิตวิถีใหม่ (New Normal)ได้โดยตรงด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้ามาขอรับบริการที่ สศก. ซึ่งปัจจุบัน มีข้อมูลที่ให้บริการครอบคลุมหลายมิติได้แก่ ข้อมูลด้านการผลิตของพืช ปศุสัตว์ และประมง ประกอบด้วย ข้อมูลเนื้อที่เพาะปลูก เนื้อที่เก็บเกี่ยว ผลผลิต ผลผลิตต่อไร่ ตลอดจนปริมาณการผลิตปศุสัตว์และประมง ข้อมูลด้านการตลาด ทั้งราคาที่เกษตรกรขายได้ ณ ไร่นา เป็นรายสัปดาห์ รายเดือน และรายปี ข้อมูลการนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตร ข้อมูลการพยากรณ์ผลผลิตสินค้าเกษตร ข้อมูลภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือนเกษตรกร รวมทั้งการใช้และการถือครองที่ดินทางการเกษตร และข้อมูลแผนที่แสดงความเหมาะสมในการผลิตพืช เพื่อกำหนดเขตเศรษฐกิจสินค้าเกษตร และที่สำคัญในยุคที่ก้าวกระโดดด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล สศก. ได้ให้บริการข้อมูลด้วยการพัฒนาApplication ฟาร์ม D และ กระดานเศรษฐี (RCMO) เพื่ออำนวยความสะดวกในการช่วยให้เกษตรกรเรียนรู้การวางแผนการผลิตได้ด้วยตนเอง ตลอดจนให้บริการเอกสารเผยแพร่ (E-Book) ที่สามารถดาวน์โหลดผ่านเว็บไซต์

นอกจากนี้ สศก. ได้มุ่งเน้นพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data)ด้านการเกษตร โดยมีศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (National Agricultural Big Data Center) หรือ NABC เป็นหน่วยงานหลัก ซึ่งได้ร่วมมือกับกระทรวง และหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในภายนอกสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการวางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่รวบรวมข้อมูล ขนาดใหญ่ หรือ Big Data ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้บริการแก่ทุกภาคส่วนทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถดาวน์โหลด Application ฟาร์ม Dและ กระดานเศรษฐี (RCMO) ได้ที่ QR Code ด้านล่าง และสามารถติดต่อขอรับข้อมูลได้หลากหลายช่องทาง ทั้งทางเว็บไซต์ http://www.oae.go.th หรือทาง Call Center หมายเลขโทรศัพท์ 0-2561-2870 และE-mail : prcai@oae.go.th

ทส.เร่งขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน 3 จว. ช่วยคนว่างงาน-จัดที่ทำกิน-ลดไฟป่าฝุ่นPM2.5 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/549680

ทส.เร่งขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน3จว. ช่วยคนว่างงาน-จัดที่ทำกิน-ลดไฟป่าฝุ่นPM2.5

วันอังคาร ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะผู้ประกอบการและผู้ว่างงาน พร้อมขอให้กวดขันบังคับใช้กฎหมายกับผู้ลักลอบเผาป่าหรือเผาต้นไม้ริมทางอย่างจริงจัง เพื่อลดปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกล่าวถึงความคืบหน้างานขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันในจ.สุพรรณบุรี กาญจนบุรีและนครปฐม ว่า งานในพื้นที่ 3 จังหวัดดังกล่าวเน้นแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน 2 ส่วนคือ การแก้ปัญหาความเดือนร้อนของผู้ได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากโควิด-19 ทั้งผู้ประกอบการและผู้ว่างงาน และการแก้ปัญหาโครงสร้างการพัฒนาจังหวัดด้านต่างๆ ทั้งการเกษตรและการบริหารจัดการน้ำที่ดินทำกินและทรัพยากรธรรมชาติ และด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเร่งสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้ประชาชน เบื้องต้น การแก้ปัญหาความเดือดร้อนของผู้ได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการด้วยการพิจารณาสนับสนุนสินเชื่อผ่านสถาบันการเงินในจ.สุพรรณบุรีและนครปฐมไปแล้ว 164,604 ราย รวมวงเงินกว่า 12,841 ล้านบาท และให้ความช่วยเหลือการขายผลิตภัณฑ์และสนับสนุนสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวกลุ่มผู้ว่างงาน โดยร่วมกับกระทรวงแรงงานจัดทำแผนงานโครงการแก้ปัญหาในแต่ละกลุ่มที่มีการจ้างงานในสุพรรณบุรีและนครปฐมไป 683 อัตรา แล้วยังให้ความช่วยเหลือด้านแรงงาน เช่น จัดโครงการแก้ปัญหาความเดือดร้อนด้านอาชีพ การช่วยเหลือนายจ้าง ลูกจ้าง และสถานประกอบการรับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน เนื่องจากเหตุสุดวิสัย

ขณะเดียวกัน รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดสรรที่ดินทำกินให้ประชาชน ภายใต้กลไกคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) การแก้ปัญหาการทับซ้อนแนวเขตที่ดิน การป้องกันและแก้ปัญหาช้างป่าออกนอกเขตป่า โดยวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำในเขตป่าอนุรักษ์และการปลูกพืชอาหารสัตว์ในเขตป่าอนุรักษ์ให้เป็นแหล่งอาหารของช้างป่า ส่วนปัญหาจากไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ให้จัดทำแผนปลูกป่าและป้องกันไฟป่าในระดับพื้นที่และระดับจังหวัด แล้วขอให้หน่วยงานในระดับพื้นที่กวดขันและบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่ลักลอบเผาป่า หรือเผาต้นไม้ริมทาง หรือก่อให้เกิดไฟป่า พร้อมทั้งให้ติดตั้งสถานีตรวจวัดอากาศเพิ่มเติมครอบคลุมทุกพื้นที่ สิ่งสำคัญทั้ง 3 จังหวัดนี้ต้องตรวจตราการเผาไร่อ้อย การปล่อยมลพิษทางอากาศของโรงงานอุตสาหกรรม และแหล่งกำเนิดต่างๆอย่างเข้มงวด เพื่อช่วยควบคุมปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศไม่ให้เกินค่ามาตรฐาน

สำหรับการช่วยเหลือด้านทรัพยากรน้ำ ได้ค้นพบแหล่งน้ำบาดาลใหม่ 2 แหล่ง บริเวณ อ.เลาขวัญ และห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี จะเร่งทดลองพัฒนาให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ พร้อมติดตามระดับน้ำบาดาลอย่างเคร่งครัดในอนาคตจะมีปริมาณน้ำบาดาลเพียงพอ ควบคู่กับเร่งแก้ปัญหาภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรและน้ำอุปโภค-บริโภค ด้วยการสำรวจพื้นที่ประสบภัยแล้งและตำแหน่งที่เหมาะสมกับการขุดเจาะน้ำบาดาล และพิจารณาโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาล เพื่อเป็นแหล่งน้ำเสริมให้ผู้ประกอบการด้านการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลหนุน พร้อมเร่งทำอ่างพวงเก็บน้ำและระบบกระจายน้ำในลักษณะบ่อพลวงเก็บกักน้ำใช้หน้าแล้งและเป็นแก้มลิงในหน้าน้ำหลาก

ไฟเขียวแผนปฏิบัติการด้านสับปะรดปี’63-65 เน้น 3 มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/549681

ไฟเขียวแผนปฏิบัติการด้านสับปะรดปี’63-65  เน้น3มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ไฟเขียวแผนปฏิบัติการด้านสับปะรดปี’63-65 เน้น3มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

วันอังคาร ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปลัดเกษตรฯเผยคณะอนุกรรมการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านสับปะรด พ.ศ. 2563–2565 เห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการด้านสับปะรด เน้น 3 มาตรการ เพิ่มประสิทธิภาพผลิต เพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมแปรรูป และหนุนส่งออก

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมคณะอนุกรรมการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านสับปะรด 2563-2565 ครั้งที่ 1/2564 ว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติในคราวประชุม ครั้งที่ 1/2563 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2563 ให้ปรับปรุงยุทธศาสตร์สับปะรดปี 2560-2569 เป็นแผนปฏิบัติการด้านสับปะรดพ.ศ. 2563-2565 เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านสับปะรด พ.ศ. 2563 – 2565

โดยที่ประชุมได้เห็นชอบหลักการใน (ร่าง) แผนปฏิบัติการ 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพและบริหารจัดการผลิต 2) ด้านการเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมแปรรูป และ 3) ด้านการเพิ่มศักยภาพการตลาดและการส่งออก มีสาระสำคัญ วิสัยทัศน์ ผลิตสับปะรดคุณภาพ สร้างความยั่งยืนอุตสาหกรรมสับปะรดไทย พันธกิจ 3 ด้าน ได้แก่ เพิ่มประสิทธิภาพและบริหารจัดการผลิต 1) ส่งเสริมการปลูกสับปะรดในพื้นที่เหมาะสมเพื่อลดต้นทุนการผลิต และผลผลิตมีคุณภาพและได้มาตรฐาน 2) สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร 3) ส่งเสริมการวิจัย พัฒนาและการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ ด้านการเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมแปรรูป 1) ส่งเสริมการวิจัย การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสับปะรด 2) เพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพการผลิตภาคอุตสาหกรรม (Productivity) 3) ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มสิ่งเหลือใช้จากกระบวนการผลิต ด้านการเพิ่มศักยภาพ การตลาดและการส่งออก 1) เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกผลิตภัณฑ์สับปะรด 2) ส่งเสริมการบริโภคเมนูอาหารจากสับปะรดตลาดในประเทศและต่างประเทศผ่านสื่อต่างๆ และ 3) ส่งเสริมการสร้างตราสินค้าสับปะรดไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ ประเด็นทั้ง 3 ด้าน จะมีมาตรการและแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน เพื่อให้เห็นผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม โดยที่ประชุมได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรับปรุง (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านสับปะรด พ.ศ. 2564-2565รวมทั้งเพิ่มเติมแผนงาน/โครงการ/งบประมาณที่จะดำเนินการเกี่ยวกับสับปะรดในปี 2564-2565 ให้สมบูรณ์ นอกจากนี้ให้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ปัญหาด้านแรงงานภาคอุตสาหกรรมซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในจังหวัดแหล่งผลิตที่มีโรงงานตั้งอยู่อย่างเร่งด่วน

เปิดสูตร (ลับ) อาหารไก่ตำรับหลวงสุวรรณฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/456993

เปิดสูตร(ลับ)อาหารไก่ตำรับหลวงสุวรรณฯ

เปิดสูตร(ลับ)อาหารไก่ตำรับหลวงสุวรรณฯ

1 กุมภาพันธ์ 2564 – 11:07 น.

ปิดลับมานานสำหรับสูตรผลิตอาหารเลี้ยงไก่  คิดค้นโดยหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ อดีตอธิการบดีคนที่3 นามเดิมทองดี เรศานนท์ 1 ใน 3 บูรพาจารย์หรือสามเสือแห่งวงการเกษตรไทย ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งและวางรากฐานมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากยุคเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน 

ปิดลับมานานสำหรับสูตรผลิตอาหารเลี้ยงไก่  คิดค้นโดยหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ อดีตอธิการบดีคนที่3 นามเดิมทองดี เรศานนท์ 1 ใน 3 บูรพาจารย์หรือสามเสือแห่งวงการเกษตรไทย ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งและวางรากฐานมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากยุคเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน 
ทายาทรุ่นหลานหลวงสุวรรณฯ”ผศ.อนุพร สุวรรณวาจากกสิกิจ” ซึ่งปัจจุบันรั้งตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(สถานีวิทยุม.ก.)ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวการเลี้ยงไก่ในเชิงพาณิชย์ พร้อมสูตรสำเร็จในการผลิตอาหารไก่ เป็นครั้งแรก
        ย้อนไปเกือบ 100 ปีที่แล้วการเลี้ยงไก่ในประเทศไทย มีการเลี้ยงตามบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อกินเนื้อกินไข่ เป็นการเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติให้ไก่อาศัยตามใต้ถุนบ้าน ชายคา โรงนา และต้นไม้ โดยพันธุ์ไก่ที่เลี้ยงจะเป็นไก่พันธุ์พื้นเมือง เช่น ไก่แจ้ ไก่อู และไก่ตะเภา เป็นต้น

เปิดสูตร(ลับ)อาหารไก่ตำรับหลวงสุวรรณฯ

 ครั้นในปี 2467 หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤษดากร บิดาการเกษตรแผนใหม่ เจ้าของสโลแกน “เงินทองเป็นมายา ข้าวปลาเป็นของจริง”ได้นำไก่พันธุ์เล็กฮอร์นมาเลี้ยงแบบทันสมัย เพื่อการค้าเป็นครั้งแรก แต่การเลี้ยงไก่ไม่พัฒนาเท่าที่ควร เนื่องจากในสมัยนั้นไม่มีวัคซีนและยาเพื่อป้องกันและรักษาโรคไก่
ต่อมาในปี 2484 หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์ ได้ร่วมมือกันทดลองเลี้ยงไก่พันธุ์ต่าง ๆ ที่แผนกสัตว์เล็ก บางเขน จนมีไก่เต็มโรงเรือน พร้อมจัดตั้งโรงเรียนเลี้ยงไก่และมีการแข่งขันไก่ไข่ดกเป็นทางการขึ้นเป็นครั้งแรก  
กระทั่งในปี 2489 เป็นปีที่มีการตื่นตัวในการเลี้ยงไก่อย่างมาก เนื่องจากจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นและจอมพลผิน ชุณหวัณ รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและประธานกรรมการการส่งเสริมปศุสัตว์แห่งชาติ ให้การสนับสนุนและส่งเสริมการเลี้ยงไก่เป็นอย่างมาก
และปีเดียวกันนี้เอง หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ 1ใ น3 ทหารเสือวงการเกษตรไทยและผู้ร่วมก่อตั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขึ้นดำรงตำแหน่งอธิการบดีคนที่3 เป็นคนแรกที่มาจากข้าราชการประจำ ได้ริเริ่มงานเลี้ยงไก่เชิงพาณิชย์แบบครบวงจรขึ้นเป็นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลักษณะโรงแรมไก่หรือไก่ขังกรง พร้อมกับมีการผสมเทียมไก่ การตรวจเพศไก่ การคำนวณสูตรอาหารไก่ รวมถึงการฟักไข่ด้วยตู้ฟักทันสมัยที่สั่งตรงมาจากต่างประเทศ 
จากเอกสารโครงการหอจดหมายเหตุศาสตราจารย์ระพี สาคริก ซึ่งท่านได้เขียนบันทึกไว้ถึงการเลี้ยงไก่ของหลวงสุวรรณฯ โดยระบุว่า
“อาจารย์หลวงสุวรรณท่านมีชื่อเสียงเพราะนำเอาการเลี้ยงไก่มาเผยแพร่ในเมืองไทยแต่ก่อนนี้เมืองไทยยังเลี้ยงไก่แบบขังกรงไม่เป็น แต่เป็นการเลี้ยงปล่อยแบบชาวบ้าน เลี้ยงแบบธรรมชาติ  ปล่อยให้ไก่หากินเอง อาจารย์หลวงสุวรรณนำการเลี้ยงแบบขังกรงมาเลี้ยง เริ่มในเกษตรก่อน เพราะฉะนั้นอาจารย์หลวงสุวรรณนำการเลี้ยงแบบขังกรงมาเผยแพร่ ซึ่งนับว่ากล้ามากเพราะมันขัดแย้งกับธรรมชาติ”
                  

เปิดสูตร(ลับ)อาหารไก่ตำรับหลวงสุวรรณฯ

 ขณะที่ ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์หรือสถานีวิทยุม.ก. ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานปู่ได้เล่าถึงสูตรสำเร็จการผลิตอาหารไก่ที่คิดค้นโดยหลวงสุวรรณฯ ผ่านรายการ”เกษตรวาไรตี้”ทางสถานีวิทยุม.ก. โดยระบุว่า 
 หลังได้ค้นเจอสมุดจดบันทึกที่เป็นลายมือเจ้าคุณปู่หลวงสุวรรณฯเขียนไว้ในอดีตทำให้ได้เห็นว่า วัตถุดิบที่ใช้เป็นส่วนผสมของอาหารไก่นั้น จะมีอัตราส่วนที่แตกต่างกันไป  ซึ่งประกอบด้วย ตำข้าวขาว ข้าวโพด หางนมผง ปลาป่น กากถั่วเหลือ ใบกระถิน เปลือกหอยและเกลือป่น  จากทั้งหมด 100 ส่วน
 “สูตรนี้เป็นสูตรลับยังไม่เคยเปิดเผยที่ใดมาก่อน เป็นสูตรที่คุณปู่หลวงสุวรรณได้คิดค้นขึ้นมาและเขียนด้วยลายมือของท่านเอง เมื่อ 70-80 ปีที่แล้ว และยังเป็นสูตรต้นตำรับสูตรอาหารไก่ที่บริษัทใหญ่ผลิตและจำหน่ายอาหารไก่อยู่ในปัจจุบันอีกด้วย”
 ผศ.อนุพร เผยต่อไปว่า ไม่เฉพาะการแบ่งตามอัตราส่วนผสมเท่านั้น วัตถุดิบแต่ละชนิดได้ผ่านการวิเคราะห์วิจัยถึงคุณค่าทางโภชนาการด้วย ทำให้ได้รู้ว่าส่วนผสมแต่ละชนิดจะมีความเหมาะสมกับทุกช่วงอายุของไก่อย่างไร   สูตรอาหารไก่ของหลวงสุวรรณฯจึงไม่ได้มีแต่ส่วนผสมของวัตถุดิบ แต่จะบอกถึงคุณค่าทางโภชนาการด้วย
 “สูตรอาหารไก่ในแต่ละช่วงวัยจะมีผลสรุปการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจน ว่าสูตรทั้งหมดมันประกอบด้วยอะไรบ้าง แล้วก็จะมีการวิเคราะห์ค่าต่าง ๆ  เช่นค่าของโปรตีน แคลซียน ฟอสฟอรัส ค่าของวิตามินต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในซีนโคลีนเท่าไหร่ในจำนวน 100 เปอร์เซ็นที่มีส่วนการผสมของวัตถุดิบ ซึ่งในเชิงวิทยาศาสตร์เราสามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์และตรวจสอบได้ด้วย”ผศ.อนุพรกล่าวย้ำ
อย่างไรก็ตามขณะนี้ทางสถานีวิทยุมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เตรียมจัดเป็นหลักสูตรอาหารไก่ตำรับหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจเพื่อเผยแพร่ให้กับเกษตรกรและผู้สนใจทั่วไปใช้ในการผลิตอาหารไก่ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการเลี้ยงไก่ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังเตรียมร่วมกับภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร ม.เกษตรศาสตร์ในการผลิตสื่อใช้สำหรับการเรียนการสอนต่อไปด้วย    
เนื่องในโอกาสครบรอบ 78 ปีแห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 นี้ มหาวิทยาเกษตรศาสตร์ ขอเชิญชวนคณาจารย์ บุคลากร นิสิตเก่า นักเรีน นักศึกษาร่วมวางพวงมาลาสักการะ อนุสาวรีย์สามบูรพาจารย์ ภายในมหาวิทยาลัย(ติดถนนงามวงศวาน)โดยพร้อมเพรียงกันในเวลา 06.00 น.

เปิดสูตร(ลับ)อาหารไก่ตำรับหลวงสุวรรณฯ

 ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ทายาทรุ่นหลานหลวงสุวรรณฯ ปัจจุบันรั้งตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุม.ก.

เปิดสูตร(ลับ)อาหารไก่ตำรับหลวงสุวรรณฯ
เปิดสูตร(ลับ)อาหารไก่ตำรับหลวงสุวรรณฯ