ชายคาพระพิรุณ : 1 กุมภาพันธ์ 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/549396

ชายคาพระพิรุณ : 1 กุมภาพันธ์ 2564

ชายคาพระพิรุณ : 1 กุมภาพันธ์ 2564

วันจันทร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19ทำให้ทุกหน่วยงานต้องปรับตัวในการทำงาน เพื่อคุมเข้มและเฝ้าระวังการระบาดของโรคตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ก็เป็นอีกองค์กรหนึ่งของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีหน่วยงานให้บริการประชาชนอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ที่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์เพื่อให้บริการพี่น้องเกษตรกรได้อย่างทันท่วงทีและทั่วถึง ทั้งนี้ วันก่อน นายเข้มแข็งยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรได้ไลฟ์สด แถลงข่าว “กรมส่งเสริมการเกษตร ก้าวสู่เกษตรวิถีใหม่” สร้างความมั่นใจในมาตรการคุมเข้ม เฝ้าระวังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) พร้อมเปิดแนวทางการก้าวสู่เกษตรวิถีใหม่ ว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้มีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) โดยได้จัดตั้งศูนย์ประสานการปฏิบัติภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการและประสานการปฏิบัติงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุม และเตรียมพร้อมในการรองรับสถานการณ์การระบาดของโรคฯ การปฏิบัติงานตามนโยบาย หรือข้อสั่งการของศูนย์ประสานงานระดับกระทรวงฯ รวมถึงการปฏิบัติงานในทุกหน่วยงานในสังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร ทั้งสำนักงานเกษตรจังหวัด 77จังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ 882 แห่ง ศูนย์ปฏิบัติการ อีก 50 ศูนย์ ให้สามารถบริการประชาชนอย่างต่อเนื่อง ตลอดช่วงสถานการณ์การระบาด รวมถึงต้องร่วมสร้างคุณภาพชีวิตของบุคลากรและสถานที่ ให้สามารถปฏิบัติงานภายใต้สถานการณ์การระบาดได้เป็นอย่างดี

สำหรับการ “ก้าวสู่เกษตรวิถีใหม่” เป็นวิถีใหม่ที่กรมส่งเสริมการเกษตร จะต้องทำงานร่วมกับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง โดยใช้เครื่องมือสื่อสารเป็นตัวช่วย เช่น การเปิดแอปพลิเคชั่น “FARMBOOK” หรือสมุดทะเบียนเกษตรกรออนไลน์ เพื่อลดความเสี่ยงจากการเดินทางมาติดต่อ มีเครือข่ายการทำงานอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) เป็นเครือข่ายการทำงาน ที่มีจิตอาสาคอยอำนวยความสะดวกต่างๆ มาบริการให้กับพี่น้องเกษตรกร รวมถึงการเปิดแคมเปญชวนคนไทยช่วยกันอุดหนุนสินค้าเกษตร “ซื้อสินค้าเกษตรไทย เกษตรกรอยู่ได้ ประเทศไทยอยู่รอด” ที่ได้รับผลกระทบจากการขนส่งสินค้าช่วงสถานการณ์โควิด เช่น มะม่วง กะหล่ำปลี กล้วยไม้ เป็นต้น รวมถึงมีเว็บไซต์ www.ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com ภายใต้สโลแกน “เกษตรกรจริงจริง ทุกสิ่งปลอดภัย เพียงคุณสั่ง เราพร้อมส่ง” เพื่อเป็นสื่อกลางในการรวบรวมข้อมูลสินค้าเกษตร ที่มีช่องทางการติดต่อซื้อขายแบบออนไลน์ และผ่านการคัดเลือกจากคณะทำงานฯ ระดับจังหวัด คัดสรรสินค้าเกษตรคุณภาพดีจากเกษตรกรตัวจริง อาทิ กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่, Smart Farmer (SF), Young Smart Farmer (YSF), วิสาหกิจชุมชน และองค์กรเกษตรกรอื่นๆ จากทั่วประเทศ ถึงมือผู้บริโภคโดยตรงในราคายุติธรรม ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง และได้เพิ่มช่องทางให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายสินค้า บนเว็บไซต์ “www.ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com” ด้วยตนเอง โดยกรมฯ จะมีการคัดเลือกสินค้าเกษตรและสินค้าแปรรูปเกษตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานต่างๆ เช่น GAP, เกษตรอินทรีย์ อย., ฮาลาล ซึ่งปัจจุบัน เป็นช่วงที่สินค้าเกษตรกำลังจะออกสู่ตลาด กรมยังได้เตรียมวางแผนรับมือสินค้าเกษตรโดยจะจัด แคมเปญ อีกครั้งในรูป สั่งสินค้าแบบ pre-order จองผลไม้จากสวนที่กำลังจะออกสู่ตลาดเร็วๆ นี้เช่น มะขาม มะม่วง ทุเรียน รวมไปถึงสินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น หอม กระเทียม ซึ่งรูปแบบและวิธีการสั่ง จะมีการประกาศเชิญชวนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง อยากให้ติดตามข่าวสารผ่าน Facebook “ประชาสัมพันธ์ กรมส่งเสริมการเกษตร” หรือเว็บไซต์กรมส่งเสริมการเกษตร อย่างต่อเนื่อง…

ขุนเกษตรา

รายงานพิเศษ : กรมประมงเร่งสร้างจิตสำนึกประมงพื้นบ้าน ร่วมบริหารจัดการทรัพยากรลูกหอยแครงธรรมชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/549399

รายงานพิเศษ : กรมประมงเร่งสร้างจิตสำนึกประมงพื้นบ้าน  ร่วมบริหารจัดการทรัพยากรลูกหอยแครงธรรมชาติ

รายงานพิเศษ : กรมประมงเร่งสร้างจิตสำนึกประมงพื้นบ้าน ร่วมบริหารจัดการทรัพยากรลูกหอยแครงธรรมชาติ

วันจันทร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากกรณีที่มีข่าวเรือตรวจการณ์ของกรมประมง ถูกกลุ่มเรือประมงพื้นบ้านซึ่งทำผิดกฎหมาย บริเวณกลางอ่าวบางปะกง จังหวัดชลบุรี ขับเรือพุ่งชน จนเป็นเหตุให้เรือตรวจการประมงเสียหาย และเจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 3 นาย โดยสาเหตุของความผิดนั้นคือ การลักกลอบทำการประมงหอยแครง ด้วยเครื่องมือผิดกฎหมาย ทั้งเครื่องมือคราดลูกหอยแครง อวนลากคานถ่าง มุ้งทำถุงอวนลากเก็บลูกหอยแครง ซึ่งเป็นการทำประมงที่สร้างความเสียหายให้ทรัพยากรสัตว์น้ำหน้าดินอย่างมาก ซึ่งนี่ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการทำประมงที่ผิดกฎหมายที่มักเจออยู่เป็นประจำในกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านกลุ่มเล็กๆ แม้ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมประมงจะมีมาตรการกำกับดูแลทั้งด้านกฎหมายและสร้างการรับรู้ ความเข้าใจกับพี่น้องชาวประมงแล้วก็ตาม

บัญชา สุขแก้ว 

นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า โดยปกติแล้ว ในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในทะเล กรมประมงได้แบ่งเขตการประมงออกเป็นการทำประมงนอกชายฝั่ง ซึ่งเป็นเรือที่มีขนาดตั้งแต่ 10 ตันกรอสขึ้นไปหรือเรียกว่าสถานีเรือประมงพาณิชย์ และการทำประมงชายฝั่งไม่เกิน 3 ไมล์ทะเล ซึ่งเป็นการทำประมงพื้นบ้าน ที่ปัจจุบันกรมประมงได้รับขึ้นทะเบียนไว้แล้วประมาณ 56,000 ลำ โดยการทำประมงในเขตชายฝั่งนั้น กรมประมงได้ออกกฎหมายประมงฉบับใหม่มาบังคับใช้ ห้ามเรือประมงขนาดใหญ่เข้าทำการประมงในเขตพื้นที่นี้ จึงได้ส่งผลให้มีทรัพยากรสัตว์น้ำชายฝั่งที่มีความอุดมสมบูรณ์และก่อให้เกิดพันธุ์สัตว์น้ำมากมาย โดยเฉพาะลูกหอยแครง ที่เป็นสัตว์น้ำที่มีมูลค่าสูง ซึ่งจากข้อมูลทางวิชาการพบว่า หอยแครงสามารถวางไข่ได้ตลอดปี แต่ช่วงที่วางไข่มาก จะอยู่ระหว่างช่วงต.ค.–ธ.ค. และช่วง มี.ค. – ส.ค. ซึ่งเมื่อวางไข่แล้วลูกหอยแครงจะมีโอกาสแพร่กระจายไปตามกระแสน้ำที่พัดพาในรัศมี 10 กิโลเมตรจากปากแม่น้ำ และจะตกลงพื้นเคลื่อนตัวเพื่อหาแหล่งอาหารหรือสภาพที่เหมาะสมในการดำรงชีวิตเพื่อเติบโตเป็นหอยแครงเต็มวัยต่อไป

โดยที่ผ่านมา กรมประมงได้มีมาตรการในการอนุรักษ์หอยแครง เดิมเป็นมาตรการที่ออกตามความในพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 ได้กำหนดห้ามมิให้ทำการประมงคราดหอยประกอบเรือกล ในเขต 3,000 เมตร นับจากฝั่ง และห้ามจับลูกหอยแครงที่มีขนาดต่ำกว่า 6 มิลลิเมตร ไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ ก็ตาม แต่เมื่อมีพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ออกมาบังคับใช้ ได้มีการกำหนดให้สามารถทำการประมงหอยแครงในเขตทะเลชายฝั่งได้โดยการจับด้วยมือหรือเครื่องมือที่ไม่ใช้ประกอบเรือกล แต่ยังคงห้ามเครื่องมืออวนลากหรือคราดหอยในเขตทะเลชายฝั่ง ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการทำลายล้างสูงเช่นเดิม ส่วนในเขตทะเลนอกชายฝั่งให้ใช้คราดหอยประกอบเรือกลได้ แต่ต้องได้รับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์เท่านั้น ซึ่งเป็นการผ่อนผันให้มีความสอดคล้องกับวิถีประมงในปัจจุบัน แต่ในกรณีของชาวประมงพื้นที่มีการลักลอบทำการประมงหอยแครง ตามที่ปรากฏในข่าวนั้น ถือเป็นการทำประมงที่ผิดกฎหมาย และยังเป็นการทำประมงที่สร้างความเสียหายให้กับทรัพยากรสัตว์น้ำหน้าดินอย่างมาก โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณกลางอ่าวบางปะกง จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ชุกชุมของลูกหอยแครง

“แม้ที่ผ่านมา กรมประมงบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่ก็ยึดหลักการมีส่วนร่วมที่ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากชุมชนประมงท้องถิ่นโดยมุ่งหวังให้พี่น้องชาวประมงเข้ามามีส่วนร่วมและเป็นกำลังหลักในการวางแผนเพื่อการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรด้วยวิธีการที่เหมาะสมถูกต้องและร่วมกันปรับเปลี่ยนวิธีการ งดเว้นการใช้เครื่องมือทำการประมงที่ผิดกฎหมาย เพื่อลดความสูญเสีย ลดความขัดแย้ง สามารถสร้างเศรษฐกิจฐานราก สร้างอาชีพ และก่อให้เกิดความยั่งยืนในการประกอบอาชีพประมงได้ แต่จะมีเพียงชาวประมงกลุ่มเล็กๆ ที่ยังไม่ให้ความร่วมมือและขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งกรมประมงจะต้องสร้างความเข้าใจ เพื่อดึงกลุ่มเล็กๆ ที่เหลือเหล่านี้ให้เข้ามาสู่ในระบบ ขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายและปฏิบัติตามกฎหมายประมงอย่างเคร่งครัด โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสนับสนุนในการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนประมงท้องถิ่นให้สามารถบริหารจัดการชุมชนประมงของตนในการจัดการทรัพยากร การบำรุงรักษา การอนุรักษ์ การฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืนต่อไป”รองอธิบดีกรมประมงกล่าว

‘เชาว์’ หนุน ‘เฉลิมชัย’ แม่ทัพคุมระบบจัดสรรโควตาพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ให้เป็นธรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.naewna.com/local/549201

‘เชาว์’หนุน‘เฉลิมชัย’แม่ทัพคุมระบบจัดสรรโควตาพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ให้เป็นธรรม

‘เชาว์’หนุน‘เฉลิมชัย’แม่ทัพคุมระบบจัดสรรโควตาพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ให้เป็นธรรม

วันเสาร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2564, 15.34 น.

“เชาว์” หนุน “เฉลิมชัย” คุมระบบจัดสรรโควตาพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ให้เป็นธรรม อย่าให้รายใหญ่ได้แต้มต่อ เปิดทางผู้ประกอบการรายอื่น เข้าถึงการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ สานนโยบาย นำเข้าเสรีของ “อภิสิทธิ์” เชื่อ ยิ่งผู้เล่นมาก ผู้บริโภคยิ่งได้กำไร ดักคอ รายใหม่ ลงทุนแล้วต้องยอมรับความเสี่ยง หยุดเอาคำว่า “เกษตรกร” เป็นตัวประกัน ขู่รัฐเยียวยา เวลาขาดทุน

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2564 นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ Facebook Chao Meekhuad เรื่องสนับสนุน รมว.เกษตร คุมเข้มการกระจายพ่อแม่พันธ์ไก่ไข่ให้เป็นธรรม มีเนื้อหาระบุว่า เมื่อต้นปี 63 ผมเคยเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมในอุตสาหกรรมไข่ไก่ ด้วยการเปิดเสรีให้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ เหมือนสมัยรัฐบาลนายยกอภิสิทธิ์ในปี 2553 เพราะในขณะนั้นมี การผูกขาดการนำเข้าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์โดย 9 บริษัท จนทำให้เกษตรกร รายกลางและรายย่อยได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ถูกบังคับให้ซื้อลูกไก่พ่วงอาหารสัตว์เหมือน ซื้อเหล้าพ่วงเบียร์  ทำให้ราคาต้นทุนพุ่งสูงขึ้นจนส่งผลให้ราคาไข่ไก่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เดือดร้อนทั้งเกษตรกรและประชาชน เมื่อมีการเปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ก็ทำให้กลไกตลาดทำงานตามปกติ ต่อมาเริ่มมีการจำกัดการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ในช่วงรัฐบาลคสช. โดยอ้างเหตุผลไม่ต้องการให้ไข่ไก่ล้นตลาด วัฏจักรปัญหาเดิมกลับมาซ้ำรอยอีก

เมื่อเช้านี้มีโอกาสได้อ่านข่าวที่รมว.เกษตรฯ ชี้แจงเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการปริมาณและจำนวนผู้เลี้ยงพ่อ-แม่พันธุ์ไก่ไข่ โดยท่านให้คำมั่นไว้ว่าจะมีการดูแลให้มีการกระจายพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่อย่างเป็นธรรม หากเกิดกรณีเอาเปรียบบังคับขายพ่อแม่พันธุ์พ่วงอาหารสัตว์จากรายใหญ่ก็พร้อมที่จะเข้าไปดำเนินการอย่างจริงจัง รวมถึงจะมีการเปิดทางให้มีการกระจายโควตาการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่จากที่ในปัจจุบันมี 16 บริษัท ให้ผู้ประกอบการรายอื่นได้ ซึ่งถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี เพราะที่ผ่านมาหลังรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ เปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ก็มีความพยายามที่จะกลับไปสู่การจำกัดการนำเข้าเหมือนเดิม และเกิดปัญหาการกระจายพ่อแม่พันธ์ไก่ไข่ที่ไม่เป็นธรรม จนปัญหาขายพ่อแม่พันธุ์ ลูกไก่ พ่วงอาหารสัตว์กลับมาอีกครั้ง

“ผมเป็นคนที่เชื่อในกลไกตลาด และการเปิดเสรีว่า การสร้างความสมดุลในระบบจะเกิดขึ้นได้ บนการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่มีการให้แต้มต่อเพียงเพราะเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากในทุกธุรกิจยิ่งมีผู้เล่นมากรายเท่าไหร่ ยิ่งเป็นกำไรของผู้บริโภคมากเท่านั้น เนื่องจากสุดท้ายแล้วราคาสินค้าจะปรับตัวเข้าหาจุดสมดุลตามความต้องการของผู้ซื้อและผู้ขาย ที่สำคัญคือคนลงทุนต้องยอมรับความเสี่ยงด้วย อย่าลงทุนพร่ำเพรื่อจนขาดทุนแล้วอ้างความเป็นเกษตรกรมาเป็นตัวประกันข่มขู่ให้รัฐช่วยเหลือเยียวยา” นายเชาว์ ระบุ

มกอช.เดินหน้ายกระดับมาตรฐานปางช้าง เตรียมพร้อมผู้ประกอบการก่อนประกาศภาคบังคับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548823

มกอช.เดินหน้ายกระดับมาตรฐานปางช้าง เตรียมพร้อมผู้ประกอบการก่อนประกาศภาคบังคับ

วันศุกร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า ช้างบ้านนับเป็นต้นทุนสำคัญหลายด้านของประเทศ ทั้งต้นทุนทางวัฒนธรรม ประเพณีและประวัติศาสตร์ ต้นทุนทางธรรมชาติ และต้นทุนทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันช้างมีบทบาทด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย และสร้างรายได้ที่สำคัญให้ประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ และอัตลักษณ์ของการท่องเที่ยวของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม พบว่าปางช้างบางส่วนยังขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องการปฏิบัติที่ดีในการจัดการเลี้ยงช้างที่ถูกต้องเหมาะสม ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องสุขภาพช้างและหลักสวัสดิภาพสัตว์ จึงส่งผลให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพช้างและการทารุณกรรมช้าง

คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร จึงมีมติให้ มกอช.พิจารณาจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร ที่เกี่ยวข้องกับปางช้าง เพื่อปรับปรุงการปฏิบัติที่ดีในการจัดการเลี้ยงช้างที่ถูกต้องเหมาะสม ให้เป็นไปตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ แก้ปัญหาทารุณกรรมช้าง รวมทั้งเป็นการยกระดับมาตรฐานปางช้างไทย โดย มกอช.ได้จัดทำร่างมาตรฐานเสนอคณะกรรมการวิชาการพิจารณาร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติที่ดีสำหรับ ปางช้าง และเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2563 คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรได้เห็นชอบให้มาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้างเป็นมาตรฐานบังคับ โดยใช้บังคับกับปางช้างทุกขนาดและมีผลบังคับใช้นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

โดยมาตรฐานฉบับนี้มีขอบข่ายกำหนดการปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง ครอบคลุมองค์ประกอบปางช้าง การจัดการปางช้าง บุคลากร สุขภาพช้าง สวัสดิภาพสัตว์ สิ่งแวดล้อม การจัดการด้านความปลอดภัย และการบันทึกข้อมูล โดยมาตรฐานสินค้าเกษตรนี้ ไม่ครอบคลุมการเลี้ยงช้างในครัวเรือน โดยไม่มีการประกอบกิจการเกี่ยวกับช้างเพื่อการท่องเที่ยวหรือการแสดง และการเลี้ยงช้างไว้ใช้แรงงาน เช่น การชักลาก เป็นต้น ทั้งนี้ มกอช. ออกประกาศสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เพื่อรับฟังความคิดเห็นในการกำหนดมาตรฐานบังคับ การปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2564 โดยจะสิ้นสุดการรับฟังความคิดเห็นภายในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาดำเนินการออกกฎกระทรวงต่อไป

“มกอช.เตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการปางช้าง ก่อนการประกาศมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้างเป็นมาตรฐานบังคับ โดยร่วมกับกรมปศุสัตว์จัดอบรมสัมมนาสร้างความรู้ ความเข้าใจมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง เพื่อให้ผู้ประกอบการปางช้างดำเนินการยื่นขอการรับรอง ตามมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้างได้ตามกำหนด โดยมีจัดอบรม 4 รุ่น รวมทั้งยังมีแผนพัฒนาผู้ประกอบการต้นแบบปางช้างมาตรฐานอีกด้วย” เลขาธิการ มกอช. กล่าว

ปัจจุบันปางช้างในประเทศไทยมี 250 ปาง แบ่งเป็น 3 ขนาดประกอบด้วย 1.ปางช้างขนาดเล็ก (จำนวนช้างไม่เกิน 10 เชือก) 200 ปาง 2.ปางช้างขนาดกลาง (จำนวนช้าง 11 – 30 เชือก) 40 ปาง และ 3.ปางช้างขนาดใหญ่ (จำนวนช้าง 30 เชือกขึ้นไป) 10 ปาง โดยแบ่งตามลักษณะกิจกรรมเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1.ปางช้างแบบดั้งเดิม 2.ปางช้างแบบท่องเที่ยวเชิงนิเวศ 3.ปางช้างพิการหรือชรา และ 4.ปางช้างผสมผสาน

เตือนเกษตรกรเร่งขึ้น-ปรับปรุงทะเบียนปี’64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548822

เตือนเกษตรกรเร่งขึ้น-ปรับปรุงทะเบียนปี’64

วันศุกร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง มีวัตถุประสงค์เพื่อนำข้อมูลไปใช้วางแผนการผลิต การตลาด และส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรได้ถูกต้องเหมาะสม รวมถึงใช้ในการดำเนินการตามมาตรการต่างๆ ของภาครัฐ สำหรับปี 2564 กรมได้กำหนดแนวทางดำเนินงานขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร เน้นหนักประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรทราบและติดตามเกษตรกรให้แจ้งข้อมูลการเกษตรอย่างถูกต้อง รวดเร็ว ครบถ้วน เพื่อเก็บข้อมูลการเพาะปลูกพืชนำไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลด้านการเกษตร พร้อมประมวลผลข้อมูลการจัดทำสารสนเทศด้านการเกษตร ในภาพรวมของประเทศที่ถูกต้อง สามารถนำข้อมูลไปเผยแพร่บูรณาการใช้ประโยชน์ได้ทั่วไป ทั้งภาครัฐ เอกชน วางเป้าหมายไว้ จำนวน 5.7 ล้านครัวเรือน

ขณะนี้ใกล้เข้าสู่ฤดูกาลผลิต ปี 2564 พบว่า มีผู้มาปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรแล้ว 1,037,976 ครัวเรือน 2,116,273 แปลง พื้นที่เพาะปลูก 14,792,249.55 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 18.21 (ข้อมูล ณ วันที่ 21 มกราคม 2564) ทั้งนี้ การขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งเกษตรกรจะได้รับการสนับสนุนด้านต่างๆ รวมทั้งความช่วยเหลือและสิทธิประโยชน์ตามโครงการที่หน่วยงานภาครัฐจัดทำขึ้น ได้แก่ โครงการประกันรายได้พืช 4 ชนิด คือ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน และโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยเงินช่วยเหลือในอัตราไร่ละ 500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน20 ไร่ ก่อนในเบื้องต้น

ด้านนายสัมฤทธิ์ เทวะภูมิ ผู้อำนวยการกลุ่มทะเบียนเกษตรกร ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำหรับกรอบระยะเวลาขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร เกษตรกรสามารถแจ้งขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้หลังเพาะปลูกพืชไปแล้ว 15 วัน จนถึงก่อนวันเก็บเกี่ยวไม่เกิน60 วัน และจะมีกระบวนการตรวจสอบ พื้นที่ จัดเก็บพิกัดแปลง กรณีแปลงใหม่ แต่สำหรับแปลงเดิมนั้น หลังจากรับแจ้งข้อมูลแล้ว จะใช้วิธีปิดประกาศเป็นเวลา 3 วัน เพื่อการยืนยันหรือคัดค้านของเกษตรกรในหมู่บ้านหรือชุมชนนั้น โดยเกษตรกรต้องมาลงนามรับรองข้อมูลของตนเองด้วย สำหรับเกษตรกรรายใหม่แจ้งขึ้นและปรับปรุงข้อมูลได้ ณ สำนักงานเกษตรอำเภอที่ตั้งแปลงปลูก ในส่วนเกษตรกรรายเดิมปรับปรุงข้อมูลได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกแห่งหรือปรับปรุงผ่านแอปพลิเคชั่น Farmbook ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ปรับปรุงแอปพลิเคชั่น Farmbookให้สามารถตรวจสอบผลรับเงินจากการเข้าร่วมโครงการของภาครัฐ เช่น โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2563/64 โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2563/64 โครงการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไย และมาตรการช่วยเหลืออื่นจากภาครัฐให้เกษตรกรตรวจสอบการรับเงินได้ภายในแอปพลิเคชั่น โดยการเข้าสู่ระบบ จากนั้นเลือกหัวข้อ “ติดตามสิทธิ์” แล้วเลือกชื่อโครงการที่ต้องการตรวจสอบ

“ดังนั้น จึงขอเน้นย้ำว่าหากเกษตรกรปลูกข้าวหรือพืชอื่นแล้ว ให้เร่งมาปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบัน เพื่อสิทธิประโยชน์ของตัวเกษตรกรเอง ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรสั่งการให้สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอติดตามการดำเนินงาน พร้อมกำชับ เร่งรัดให้ทุกจังหวัดตามคู่มือการขึ้นและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรอย่างเคร่งครัด ให้เป็นไปด้วยความถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม จึงขอเชิญชวนให้เกษตรกรมาปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรโดยด่วน สำหรับเกษตรกรรายใหม่หรือแปลงใหม่เพาะปลูก ให้สอบถามไปยังสำนักงานเกษตรหรือผู้นำชุมชนถึงแนวทางปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ด้วย” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : คลองมะเดื่อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548824

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : คลองมะเดื่อ

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : คลองมะเดื่อ

วันศุกร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คลองมะเดื่อเป็นลำน้ำสาขาหนึ่งของลุ่มน้ำนครนายก ต้นน้ำอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญอีกแห่งของจ.นครนายก ด้วยลำธารที่ใส น้ำเย็นสบาย และไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ในช่วงวันหยุดจึงมีนักท่องเที่ยวเข้าไปกางเต็นท์ แคมปิ้งจำนวนมาก แม้เส้นทางจะค่อนข้างลำบากสำหรับรถเก๋งก็ตาม

คลองมะเดื่อเหมือนเป็นลำน้ำคู่ขนานกับคลองท่าด่านถ้าหันหน้าเข้าเขาใหญ่ คลองท่าด่านจะอยู่ขวามือ ส่วนคลองมะเดื่อจะอยู่ซ้ายมือ

กรมชลประทานได้ทำการศึกษาโครงการพัฒนาลุ่มน้ำนครนายกตอนบน เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วม ขาดแคลนน้ำ และปัญหาดินเปรี้ยว ได้ผลสรุปว่า ควรจะดำเนินการสร้างเขื่อน 2 แห่งคือ เขื่อนคลองท่าด่าน และเขื่อนคลองมะเดื่อ

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสให้ดำเนินการก่อสร้างเขื่อนคลองท่าด่าน และกรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2548 ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทาน นามว่า เขื่อนขุนด่านปราการชล อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ส่วนเขื่อนคลองท่าด่าน ยังไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ แต่บริเวณพื้นที่จะสร้างเขื่อนในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนมากๆ

“เขื่อนคลองมะเดื่อ ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 บ้านดง ต.สาริกา อ.เมือง จ.นครนายก มีพื้นที่รับน้ำ 62.30 ตารางกิโลเมตร มีความจุ 85.17 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อแล้วเสร็จจะมีแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อการอุปโภค-บริโภค การเกษตร และช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัย รวมทั้งยังช่วยแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวและช่วยผลักดันน้ำเค็มที่ขึ้นมาทางแม่น้ำบางปะกงอีกด้วย” นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมโครงการ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยเปิดให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อนำไปสู่การศึกษาโครงการอย่างครบถ้วนสมบูรณ์และตรงความต้องการของประชาชนในพื้นที่

ผมเคยเข้าไปคลองมะเดื่อตั้งแต่ปี 2540 ที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักทั่วไป ช่วงนั้นสามารถเดินทางเข้าไปถึงจุดที่น้ำท่วมถึงหากมีการสร้างเขื่อน ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าคลอง 5 (ถ้าจำไม่ผิด) อยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ต่อมามีนักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวมากขึ้น โดยเฉพาะออฟโรดมีการแข่งรถในลำธารอย่างที่เป็นข่าวดังเมื่อหลายปีก่อน ยิ่งทำให้คนรู้จักคลองมะเดื่อมากขึ้น มีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวเพิ่มขึ้นตามลำดับ จนต้องมีการออกกฎระเบียบที่เข้มขึ้นในปัจจุบัน และให้สามารถขับรถเข้าไปเที่ยวได้แค่คลอง 3 เท่านั้น

เมื่อก่อนผมเข้าไปท่องเที่ยวอีกครั้ง เห็นป้ายคัดค้านการสร้างเขื่อนคลองมะเดื่อ ตั้งแต่ทางเข้าบริเวณบ้านดงไปจนถึงคลอง 3 มีการลงทะเบียนนักท่องเที่ยวที่เข้าไปเที่ยว โดยเจ้าของแคมป์ เจ้าของรีสอร์ท ตามมาตรการของรัฐในช่วงการระบาดของโควิด-19

แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปมากคือ มีการรุกล้ำ พื้นที่ป่า ตัดถางป่าเพื่อใช้เป็นสถานที่กางเต็นท์ แคมปิ้งของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมากๆ ไม่ทราบว่ากรมอุทยานแห่งชาติฯ รู้บ้างหรือเปล่า คัดค้านการสร้างเขื่อนแต่กลับปล่อยให้มีการรุกล้ำ ตัดไม้ ทำลายป่าแถมยังมีการเงินที่เก็บจากนักท่องเที่ยวโดยเจ้าของแคมป์ เจ้าของรีสอร์ท ที่รุกล้ำป่าเขาใหญ่อีกด้วย….ตรวจสอบด้วยครับ

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

ก.แรงงานสร้างนักขับภาคเกษตร “เทรนโดรนให้โดนใจ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/456629

ก.แรงงานสร้างนักขับภาคเกษตร “เทรนโดรนให้โดนใจ”

ก.แรงงานสร้างนักขับภาคเกษตร "เทรนโดรนให้โดนใจ"

28 มกราคม 2564 – 09:44 น.

ก.แรงงาน จับมือเอกชน เทรนโดรนให้โดนใจ ลุย 8 จังหวัด สร้างนักขับภาคเกษตร 252 คน สิ้นโควิด-19 ฝึกเพิ่มอีก 10 จังหวัด

28 มกราคม 2564  นายธวัช เบญจาทิกุล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กำลังแรงงานภาคเกษตรเป็นอีกหนึ่งกลุ่มเป้าหมายที่ กพร. ให้ความสำคัญในการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน เนื่องจากเป็นฐานรากสำคัญของระบบเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างรายได้จากการส่งออกสินค้าเป็นจำนวนมาก และเพื่อให้การพัฒนาทักษะฝีมือของกำลังแรงงานภาคการเกษตรสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน มีทักษะสูงสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่และเข้าถึงโอกาสในการทำงานที่มีคุณค่าสร้าง รายได้ที่มั่นคง

ก.แรงงานสร้างนักขับภาคเกษตร "เทรนโดรนให้โดนใจ"

กพร. ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงแรงงาน โดย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และศาสตราจารย์ นฤมล  ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน มุ่งเน้นให้กพร.ใช้แนวทางประชารัฐร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา พัฒนาทักษะฝีมือให้เป็นแรงงานคุณภาพป้อนสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งความร่วมมือกับบริษัท แอโร กรุ๊ป (1992) จำกัด ในการพัฒนาแรงงานภาคเกษตร เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและนโยบายกระทรวงแรงงานดังกล่าว 

ก.แรงงานสร้างนักขับภาคเกษตร "เทรนโดรนให้โดนใจ"

นายธวัช กล่าวต่อไปว่า ความพิเศษของความร่วมมือในครั้งนี้ คือได้นำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (Drone) มาใช้ในการพัฒนาเกษตรกร โดยตั้งเป้าหมายให้เกษตรกรนำโดรนไปใช้ในขั้นตอนการเพาะปลูก ใส่ปุ๋ย ฉีดพ่นสารกำจัดศัตรูพืช ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าของสินค้า และลดความเสี่ยงอันตรายในระหว่างการปฏิบัติงาน ใช้หลักสูตาการฝึกอบรม สาขาผู้บังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (Drone) เพื่อการเกษตร ระยะเวลาการฝึกอบรม 18 ชั่วโมง ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอากาศยานไร้คนขับ เช่น ส่วนประกอบของโดรน การเปลี่ยนชิ้นส่วน การใช้เครื่องบังคับ การผสมสารเพื่อใช้ในการพ่นยาความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน การทำใบอนุญาตและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในปี 2563 ดำเนินการฝึกอบรม       ในพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม ระยอง พิษณุโลก พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี             และนครราชสีมา มีผู้ผ่านการฝึกอบรม 252 คน สำหรับในปี 2564 มีแผนฝึกอบรมเพิ่มเติมอีก 10 จังหวัด         ได้แก่ นครนายก เพชรบุรี นครสวรรค์ ลำปาง แพร่ พะเยา เชียงใหม่ เชียงราย น่าน และอุบลราชธานี คาดว่าจะสร้างนักขับโดรนภาคเกษตรได้ทั้งประเทศในปี 2564 นี้

ก.แรงงานสร้างนักขับภาคเกษตร "เทรนโดรนให้โดนใจ"

“สำหรับแผนการฝึกอบรมปี 2564 ใน 10 จังหวัด ต้องปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์แพร่ระบาด เชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นจัดให้มีการฝึกอบรมตามแนวทางป้องกันการแพร่ระบาด หลักสูตรดังกล่าวมีผู้ให้ความสนใจเข้าฝึกอบรมจำนวนมากในแต่ละจังหวัด จึงเชิญชวนผู้สนใจติดตามข่าวสารของ  กรมพัฒนาฝีมือแรงงานผ่านทางช่องทาง http://www.dsd.go.th. และ http://www.facebook.com/dsdgothai เมื่อเปิด    รับสมัครจะได้แจ้งให้ทราบโดยเร็วที่สุด” อธิบดีกพร. กล่าว

เกษตรโคราชลุยตรวจหน้าสวน! พริกแพงเม็ดละ1บาท คาดต้นกุมภาพันธ์ราคาปกติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548693

เกษตรโคราชลุยตรวจหน้าสวน! พริกแพงเม็ดละ1บาท คาดต้นกุมภาพันธ์ราคาปกติ

เกษตรโคราชลุยตรวจหน้าสวน! พริกแพงเม็ดละ1บาท คาดต้นกุมภาพันธ์ราคาปกติ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2564, 13.06 น.

28 มกราคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านหนองยาง ต.หนองยาง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา นายกังสดาล สวัสดิ์ชัย เกษตรจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยนักวิชาการเกษตร เจ้าหน้าที่เกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ เกษตรกรผู้ปลูกพริกสวน ร่วมกันลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ราคาพริกหน้าสวน รวมทั้งสาเหตุของราคาพริกที่ปรับราคาสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายสิบปี พร้อมทั้งตรวจสอบวิธีการปลูก การได้ผลผลิตออกสู่ตลาดและการจำหน่าย ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

ทั้งนี้ภายหลังจาการลงลงพื้นที่ตรวจสอบราคาพริกหน้าสวน นางกังสดาล เกษตรจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ข้อมูลพื้นที่ปลูกพริกในจังหวัดนครราชสีมา จากทะเบียนเกษตรกร 26 มกราคม พ.ศ 2564  มีพื้นที่ปลูกพริกขี้หนูเม็ดใหญ่ 2,969 ไร่ พริกขี้หนูเม็ดเล็ก (พริกขี้หนูสวน) 1,046 ไร่ รวมพื้นที่ปลูกพริกจังหวัดนครราชสีมา 4,015 ไร่ ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้รวม 3,370,465 กก.โดย อำเภอที่มีพื้นที่ปลูกมากที่สุด ได้แก่ อำเภอขามสะแกแสง 1,134 ไร่ อำเภอเทพารักษ์ 861 ไร่ ภาพรวมความเสียหายจากภัยธรรมชาติจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 140 ไร่

ส่วนปัญหาที่พบในการปลูกพริกที่ทำให้ราคาพริกมีการปรับราคาสูงแต่ละพื้นที่ อาทิ อำเภอโนนสูง พื้นที่การปลูกพริกริมฝั่งแม่น้ำมูลมีการปลูกช้าลง จากเดิมปลูกช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม  แต่ปีนี้ปลูกปลายเดือนธันวาคม เนื่องจากพื้นที่ปลูกประสบภัยพิบัติน้ำท่วมนานกว่าปกติ ทำให้ผลผลิตลดลง เนื่องจากประสบปัญหาภัยหนาว ทำให้ต้นพริกไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควรซึ่งราคา พริกแดง ปัจจุบันหน้าสวน กก.ละ 100 บาท (ปี พ.ศ. 2563 กก.ละ 40 บาท) พริกเขียว ปัจจุบันหน้าสวน กก. ละ 40 -45 บาท (ปี พ.ศ. 2563 กก.ละ 18 -20 บาท)  

ส่วนอำเภอเทพารักษ์ เกษตรกรปลูกพริกน้อยลงและปลูกกันหลายรุ่น ซึ่งรุ่นที่เก็บเกี่ยวผลผลิตที่ได้มีจำนวนน้อย ทำให้ผลผลิตขาดตลาด (ปลูกสลับรุ่น หมุนเวียนกันไป) ราคาซุปเปอร์ฮอต อัมพวา 80 – 120 บาท/กก.เม็ดขาว 100 บาท/กก. ปัจจุบันลงแล้วเหลือ 50 บาท ผลผลิต ทยอยออกวันละ 80 – 90 กก./วัน ในตำบลสำนักตะคร้อมีประมาณ 10 เจ้า ตลาดส่วนใหญ่จะมีพ่อค้ามารับไป ตลาดสี่มุมเมือง กทม. และที่อำเภอด่านขุนทด ผลผลิตที่ออกอยู่ในแปลงมีแต่เมล็ดสีเขียวไม่เข้าสีแดง และประสบปัญหาภัยหนาว พื้นที่ปลูกลดลง

เนื่องจากมีการระบาดของแมลงวันทอง จึงมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกเป็นพืชชนิดอื่นบ้าง ราคาพริกแดง ปัจจุบันหน้าสวน กก. ละ 120 -130 บาท , อำเภอพิมาย ราคา เกษตรกรขายพริกแดงหน้าสวนให้ผู้ค้าส่ง กก.ละ 120 -140 บาท ผู้ค้าส่งขายให้ตลาดพิมายเมืองใหม่ กก. ละ 150 – 200 บาท 

ปัญหาที่พบ พื้นที่ปลูกบริเวณริมฝั่งแม่น้ำมูล ปีนี้เกิดปัญหาน้ำลดลงช้ากว่าปกติ และในนาพื้นที่ตำบลธารละหลอด เครือข่ายจักราช โนนสูง ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกพริกหลักของอำเภอพิมาย ปีนี้ปริมาณน้ำฝนสะสมเยอะทำให้ปลูกพริกช้าลง ผลผลิตจึงออกมาล่าช้ากว่าปกติ ประกอบกับผลกระทบจากภัยหนาวทำให้ผลผลิตออกช้า 

ทั้งนี้สถานการณ์ราคาพริกเริ่มที่จะปรับลดลงต่อเนื่องคาดว่า ช่วงต้นเดือน ก.พ. 2564  ผลผลิตพริกจะเริ่มออกสู่ตลาดราคาก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ  

กาฬสินธุ์แล้งหนัก เกษตรกรใช้น้ำทิ้งจากบ่อกุ้งเลี้ยงข้าวนาปรัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548671

กาฬสินธุ์แล้งหนัก เกษตรกรใช้น้ำทิ้งจากบ่อกุ้งเลี้ยงข้าวนาปรัง

กาฬสินธุ์แล้งหนัก เกษตรกรใช้น้ำทิ้งจากบ่อกุ้งเลี้ยงข้าวนาปรัง

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2564, 11.48 น.

ชาวนาในอำเภอกมลาไสย อำเภอฆ้องชัย และอำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ พื้นที่ห่างไกลคลองชลประทานสายหลักสูบน้ำฝนที่กักเก็บตามบ่อในพื้นที่นา และน้ำทิ้งจากบ่อเลี้ยงกุ้งเข้าใส่แปลงนา เพื่อทำการหว่านเมล็ดพันธุ์และหล่อเลี้ยงต้นข้าวนาปรัง ขณะที่ปริมาณน้ำที่เขื่อนลำปาวปัจจุบันเหลือเพียง 854 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 43% จากความจุ 1,980 ล้านลูกบาศก์เมตร

28 มกราคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามบรรยากาศการประกอบอาชีพ ของเกษตรกรชาว จ.กาฬสินธุ์ในช่วงฤดูแล้ง พบว่าในกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรัง ในเขต อ.กมลาไสย อ.ฆ้องชัย และ อ.ยางตลาด ที่อยู่ในพื้นที่ราบลุ่มและกักเก็บน้ำฝนไว้ตามบ่อในแปลงนา ต่างลงมือหว่านเมล็ดพันธุ์ และสูบน้ำหล่อเลี้ยงต้นข้าว ที่กำลังแตกหน่อกันอย่างคึกคัก ขณะที่ชาวนาที่อยู่พื้นที่ห่างไกลคลองชลประทาน ต้องขาดโอกาสในการทำนาปรัง เนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ปริมาณฝนน้อย และทิ้งช่วงส่งผลให้น้ำเขื่อนลำปาวเหลือน้อย ที่อาจไม่เพียงพอและส่งผลให้ข้าวนาปรังเสียหาย

นายสุนทร ภูฉายา ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีตำบลบัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำในเขื่อนลำปาว ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะฝนทิ้งช่วง ไม่มีน้ำเติมเข้าอ่าง ปัจจุบันเหลือเพียง 854 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 43% จากความจุ 1,980 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้ จากการเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการจัดการชลประทาน (JMC) ที่เขื่อนลำปาว ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แจ้งเตือนเกษตรกรทั้งกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์น้ำและผู้ปลูกข้าว ระมัดระวังใช้น้ำ รวมทั้งให้ลดพื้นที่เลี้ยงกุ้งเลี้ยงปลาและทำนาปรัง เพื่อป้องกันความเสียหาย จากกรณีขาดแคลนน้ำด้วย

นายสุนทร กล่าวอีกว่า ในภาพรวมพบว่าเกษตรกรมีการปรับตัวตามสถานการณ์ โดยลดพื้นที่ประกอบอาชีพดังกล่าว สำหรับตนและชาวนาในพื้นที่ห่างไกลคลองชลประทานสายหลัก ในเขต อ.กมลาไสย อ.ฆ้องชัย และ อ.ยางตลาด   ซึ่งได้รับน้ำไม่เพียงพอ แต่มีความจำเป็นต้องทำนาปรัง เพื่อยังชีพในครัวเรือนและจำหน่าย อาศัยน้ำฝนที่กักเก็บไว้ในบ่อกลางแปลงนา และสูบน้ำจากคลองไส้ไก่ ซึ่งเป็นน้ำทิ้งจากบ่อเลี้ยงกุ้งของเพื่อนบ้านเข้าหล่อเลี้ยงต้นข้าว ทำให้ชาวนาต้องสิ้นเปลืองต้นทุนการผลิตด้านค่าน้ำมันเพิ่มอีก ทั้งยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านรถไถ ค่าปุ๋ยยาที่ราคาแพง แต่ก็จำเป็นต้องลงทุน  เพราะหากไม่ทำนาก็ไมรู้จะทำอะไร เนื่องจากเป็นอาชีพหลัก จึงอยากเรียกร้องส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้ามาควบคุมราคาปุ๋ยยา ช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยว และปรับราคารับซื้อข้าวเปลือกให้สูงขึ้นด้วย เพราะราคาข้าวเปลือกนาปีที่ผ่านมาตกต่ำมาก ทำให้ชาวนาประสบปัญหาขาดทุนซ้ำซาก

กรมวิชาการเกษตรเตือนรับมือหนอนถั่วเหลือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548579

กรมวิชาการเกษตรเตือนรับมือหนอนถั่วเหลือง

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในระยะที่มีอากาศแห้งแล้ง กลางวันอุณหภูมิสูง และกลางคืนอุณหภูมิต่ำเช่นนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองเฝ้าระวังการระบาดของหนอนม้วนใบและหนอนกระทู้ผัก สามารถพบได้ในระยะที่ต้นถั่วเหลืองมีอายุประมาณ 15-30 วัน สำหรับหนอนม้วนใบ จะพบหนอนที่ฟักออกจากไข่ใหม่ๆ อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม
ชักใยบางๆ คลุมตัวไว้แล้วกัดกินผิวใบ เมื่อหนอนโตขึ้นจะกระจายกันออกไปทั่วทั้งแปลง เพื่อสร้างใยยึดใบพืชจากขอบใบของใบเดียวเข้าหากัน หรือชักใยดึงเอาใบมากกว่า 2 ใบมาห่อรวมเข้าหากัน และอาศัยกัดกินอยู่ในใบที่ห่อม้วนนั้นจนหมด จากนั้นค่อยเคลื่อนย้ายเข้าไปทำลายใบอื่นต่อไป

แนวทางในการป้องกันและกำจัดหนอนม้วนใบ หากพบใบถูกเข้าทำลาย 30% ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงแลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตร
ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

นอกจากนี้ เกษตรกรควรติดตามเฝ้าระวังการระบาดของหนอนกระทู้ผักมักพบหนอนกระทู้ผักเข้าทำลายตั้งแต่ถั่วเหลืองเจริญเติบโตทางลำต้นและใบจนถึงระยะออกดอกและติดฝัก โดยหนอนที่ฟักออกมาจากไข่ใหม่ๆ จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มกัดแทะผิวใบด้านล่าง ทำให้เหลือแต่เส้นใบ เมื่อผิวใบแห้งจะมองเห็นเป็นสีขาวเมื่อหนอนโตขึ้น หนอนจะกัดกินเข้าไปจากขอบใบ และจะแยกกลุ่มออกไปกัดกินใบทั่วทั้งแปลง

หากพบการระบาดของหนอนกระทู้ผัก ให้เกษตรกรพ่นด้วยเชื้อไวรัสของหนอนกระทู้ผัก อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่น 1-2 ครั้ง กรณีใบถูกทำลาย 30% ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงแลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอร์ฟลูอาซูรอน 5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไซเพอร์เมทริน/โฟซาโลน 6.25%/22.5% อีซี อัตรา 60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร