กำชับกตส.เป็นพี่เลี้ยงสอนเกษตรกรทำบัญชี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548580

กำชับกตส.เป็นพี่เลี้ยงสอนเกษตรกรทำบัญชี

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายมุ่งกระตุ้นการสร้างเศรษฐกิจรากฐานให้ประเทศ สนองตามนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยดำเนินการตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติด้านต่างๆ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการเกษตรพัฒนาสู่ความยั่งยืน ทั้งนี้ กำชับให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ (กตส.) ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับดูแล ดำเนินงานตามภารกิจเสริมสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร ทั้งในด้านตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ให้จัดทำบัญชีและงบการเงินได้และควบคุมคุณภาพงานสอบบัญชีของผู้สอบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ และตามที่ระเบียบกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรได้รับการตรวจสอบบัญชีอย่างโปร่งใส ปราศจากการทุจริต สามารถนำผลตรวจสอบบัญชีและข้อสังเกตจากผู้สอบบัญชีไปแก้ไข ปรับปรุงเพื่อให้การบริหารจัดการของสหกรณ์มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกทุกคนว่าได้รับการดูแลจากสหกรณ์เป็นอย่างดี และได้รับผลประโยชน์ที่พึงได้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม เป็นการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร จำนวน 12.8 ล้านคนทั่วประเทศ

อีกทั้ง งานด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้และส่งเสริมการจัดทำบัญชีครัวเรือน และบัญชีต้นทุนอาชีพสู่พี่น้องเกษตรกรกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ และประชาชนให้เข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ ซึ่งเน้นย้ำให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลสอนแนะการทำบัญชีให้เกษตรกร ได้มีความรู้และเข้าใจในการนำระบบบัญชีไปใช้ในการบริหารจัดการภาคการเกษตร รู้รายรับรายจ่าย รู้เวลาที่เหมาะสม มองเห็นช่องทางในการลดต้นทุนการผลิต ลดรายจ่าย ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและผลิตได้อย่างสมดุลตามกำลังของตนเองและสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ช่วยส่งเสริมการออมและสร้างวินัยทางการเงินที่ดี อันเป็นการช่วยให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่มั่นคง สามารถพึ่งพาตนเองได้ รวมทั้งสร้างเสริมองค์ความรู้ทางบัญชีสู่เยาวชนและประชาชนทั่วไป ให้ได้เรียนรู้การจัดทำบัญชี เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการประเมินและวางแผนการจัดระเบียบรายรับ-รายจ่าย สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างเป็นรูปธรรม อยู่ได้อย่างมีความสุข พอกินพอใช้ สร้างภูมิคุ้มกันความจนด้วยการทำบัญชี ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

“ในสภาวการณ์ปัจจุบันที่มีความผันผวนทางด้านเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงสู่ชีวิตวิถีใหม่ ประชาชนจำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ “บัญชี” จึงเปรียบเสมือนหัวใจของการดำเนินชีวิต หากรู้จักการทำบัญชีอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้เกิดการจัดระเบียบวินัยในการใช้จ่าย มีการวิเคราะห์ข้อมูลทางบัญชี ส่งผลให้เกิดช่องทางในการออมและเพิ่มรายได้ สามารถวางแผนการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ รู้จักการลงทุนที่ก่อให้เกิดความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด เป็นการสร้างความมั่นคงให้ตนเองและครอบครัว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ

สั่งคุมเข้มเฝ้าระวังโรคในสัตว์ปีกทั่วปท. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548582

สั่งคุมเข้มเฝ้าระวังโรคในสัตว์ปีกทั่วปท.

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนมกราคม 2564 องค์การสุขภาพสัตว์โลก(OIE) รายงานพบการระบาดของเชื้อไข้หวัดนกชนิดรุนแรงทั้งหมด 5 ชนิด ได้แก่ H5Nx(ไม่สามารถแยก N ได้) H5N1 H5N5 H5N6 และ H5N8 ทั้งทวีปยุโรปและเอเชีย ซึ่งเอเชียพบในประเทศเกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น อินเดีย อิหร่าน เวียดนาม อิรัก และกัมพูชา โดยปัจจุบันประเทศไทยมีสภาพอากาศแปรปรวน อาจส่งผลต่อสุขภาพสัตว์ปีกทำให้สัตว์ปีกอ่อนแอ ติดเชื้อได้ง่าย ดังนั้นเพื่อเป็นการเฝ้าระวัง ป้องกันโรคระบาดในสัตว์ปีก จึงได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์เฝ้าติดตามสถานการณ์และข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด ตลอดจนบูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ศุลกากร และหน่วยงานอื่นๆ เพื่อตรวจสอบการลักลอบเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกเข้า-ออกตามแนวชายแดน ทั้งนี้ น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้สั่งการให้ปศุสัตว์ทุกจังหวัดโดยเฉพาะจังหวัดที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เข้มงวดในการป้องกันโรค พร้อมทั้งกำชับให้สำรวจ เฝ้าระวังเชิงรุก ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชน หากผู้ใดพบเห็น การลักลอบเคลื่อนย้ายหรือพบสัตว์ปีกป่วยหรือตายผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ สามารถแจ้งเบาะแสแก่อาสาปศุสัตว์ ปศุสัตว์อำเภอ ปศุสัตว์จังหวัด ทางเจ้าหน้าที่จะได้เข้าตรวจสอบ และเฝ้าระวังควบคุมโรคตามมาตรการที่กำหนดไว้ทันที

ซอกแซกอาเซียน : 28 มกราคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548584

ซอกแซกอาเซียน : 28 มกราคม 2564

ซอกแซกอาเซียน : 28 มกราคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คราวที่แล้ว ผมเขียนเกี่ยวกับการควบคุมพันธุ์ข้าว โดยเพื่อส่งเสริมรักษามาตรฐานข้าวไทยได้มีการเสนอออกกฎหมายบังคับให้ต้องผ่านการรับรองเสียก่อนที่จะสามารถนำไปผลิตเมล็ดพันธุ์และจำหน่ายให้ชาวนานำไปปลูกได้ ตกลงที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เมื่อร่างกฎหมายนี้ยุติไป ก็ยังเป็นเพียงความสมัครใจ คือจะนำมารับรองพันธุ์ที่กรมการข้าวหรือไม่ก็ได้ ฉบับนี้ ผมจึงขออธิบายชี้แจงเพิ่มเติมในอีกประเด็นหนึ่ง คือ ข้อจำกัดของกระบวนการรับรองพันธุ์ข้าวของกรมการข้าว

คือมันเป็นความอึดอัดและก็น่าเห็นใจทุกฝ่ายกันพอสมควร เพราะการรับรองพันธุ์ข้าวของกรมการข้าว แนวปฏิบัติก็ได้อธิบายไปแล้วโดยสังเขปในฉบับก่อนๆ ซึ่งจะว่าไปมันก็เปรียบคล้ายกับการไปขอรับรองมาตรฐาน ISO หรือไปขอรับรอง อย. ของกระทรวงสาธารณสุข อะไรทำนองนั้นแหละ ผมเชื่อว่าทุกคนคงเห็นด้วยนะครับว่า หลักของการรับรองก็คือมาตรฐานต้องเข้าขั้น คุณภาพต้องเข้มข้น ถ้าต้องการความเชื่อถือระดับสูงสุด แต่หลักการที่ว่านี้มันก็กลายเป็นดาบสองคมในตัวมันเอง

ส่วนที่ไม่ดี คือทำให้ยุ่งยาก เสียเวลา บางคนเบื่อที่จะต้องมานั่งเป็นวันๆ เพื่อให้คณะกรรมการซักถาม เบื่อที่จะต้องไปทำแปลงปลูกทดลองซ้ำแล้วซ้ำอีก และต้องเก็บข้อมูลละเอียดยิบ ลำพังนักวิจัยของกรมการข้าวเองที่คิดค้นพันธุ์ข้าวซึ่งเป็นหน้าที่อยู่แล้ว มาเจอเรื่องแบบนี้ บางคนก็ยังเกิดความท้อถอย แต่เหตุเพราะเป็นหน้าที่และมีตัวชี้วัด จึงต้องกัดฟันทนตอบคำถาม ทำแปลงทดลองเก็บข้อมูล เพื่อทำให้สำเร็จให้จงใด้ ทีนี้ถ้าเป็นนักวิจัยจากภายนอก เช่น จากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาอื่น จากหน่วยราชการอื่น ที่เขาวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวโดยมิใช่ mandate ของเขาเลย บางคนเขาก็ไม่อยากจะอดทนครับ ยิ่งบางคนจบระดับดอกเตอร์มา ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เอ้ย.. ศักดิ์ศรีของความเป็นนักวิชาการมีสูงมาก เขาก็ไม่อยากมานั่งนานๆ ให้ซักไซ้ไล่เลียงหรอก สู้เอาพันธุ์ข้าวที่พัฒนาได้ไปผลิตเมล็ดพันธุ์และจำหน่ายเลยดีกว่า อาศัยการโหมประชาสัมพันธ์มากๆ ชาวนาเราก็รับแล้ว เพราะจริงๆ แล้ว ธรรมชาติของชาวนาในเขตชลประทานภาคกลางเราเป็นพวกหัวไวใจสู้และชอบลองของใหม่ อะไรที่มาใหม่และเชื่อว่าดี จะต้องเอาก่อนเลย ถ้าสำเร็จก่อนถือว่าสุดยอด เพื่อนบ้านยกนิ้วให้ แต่ถ้าล้มเหลว ปีหน้าก็หาข้าวพันธุ์ใหม่มาปลูกใหม่ ดังนั้นเราจึงได้เห็นมีการนำพันธุ์ข้าวที่ยังไม่ได้มีการรับรองออกมาขายให้ชาวนาปลูก พ่อค้าหัวใสบางคนเห็นกำไรงาม ก็ไปหาเมล็ดพันธุ์ข้าวมาขาย ดีบ้างไม่ดีบ้าง (อย่างมากก็แค่ให้ได้มาตรฐานตามกฎหมายเมล็ดพันธุ์) และนี่คืออีกเหตุผลหนึ่งอันเป็นที่มาของการเรียกร้องให้มีการใช้ปลูกเฉพาะพันธุ์ข้าวที่ได้รับการรับรองแล้วเท่านั้น

ข้อจำกัดของการรับรองพันธุ์ข้าว ปัจจุบันบางท่านก็ว่า นอกจากจะเป็นกระบวนการที่ชักช้าน่าเบื่อแล้ว ยังส่งผลให้ประเทศไทยเรามีจำนวนพันธุ์ข้าวที่น้อย ไม่หลากหลายสนองตอบเท่าที่ตลาดต้องการ เช่น มีผู้กล่าวว่า เรามีเฉพาะพันธุ์ข้าว คือ 1) ข้าวหอม 2) ข้าวพื้นแข็ง และ 3) ข้าวเหนียว แต่ทว่าเราขาดข้าวพื้นนุ่มซึ่งขณะนี้ตลาดกำลังเป็นที่ต้องการมากและประเทศคู่แข่งเพื่อนบ้านเรามีขายนั้น ผมได้รับการยืนยันจากนักวิชาการกรมการข้าว เบื้องต้นสำหรับในประเด็นแรก คือ เรื่องชักช้าใช้เวลามากนั้น ไม่ถูกต้องครับ เรียนว่ากระบวนการรับรองพันธุ์ข้าวของกรมการข้าว พูดง่ายๆ ก็เหมือนกับการสอบวิทยานิพนธ์ ของนักศึกษานั่นแหละ คือ ถ้าตอบคำถามชัดเจนและหากไม่มีการแก้ไขเลย การสอบนั้นก็จะผ่านในครั้งเดียว แต่ถ้าคณะกรรมการสอบขอให้แก้ไข ผู้สอบกลับไปแก้ไขอย่างรวดเร็ว การสอบผ่านก็จะเร็วขึ้นตาม แต่หากคณะกรรมการสอบขอให้แก้ไขผู้สอบไม่ยอมแก้ไข ปล่อยเวลาเนิ่นนานออกไป หรือหายไปเลย ก็เป็นที่แน่นอนว่า คงต้องใช้เวลามากขึ้น

ทั้งนี้ นักวิชาการยืนยันว่า โดยทั่วไปถ้าทุกอย่างครบถ้วน รับรองรองพันธุ์ข้าวแต่ละพันธุ์ใช้เวลาไม่เกิน 2 ปี ส่วนที่มีการพูดกันว่าการรับรองข้าวแต่ละพันธุ์ใช้เวลาถึง 6-7 ปี นั้นผิดครับ เพราะเป็นการนับรวมถึงระยะเวลาการคิดค้นสร้างพันธุ์ข้าวใหม่ตั้งแต่ต้นกระทั่งรับรองพันธุ์เสร็จ แต่ 6-7 ปีนี่ก็เป็นระยะเวลาของวิธีการสร้างพันธุ์ข้าวแบบดั้งเดิมโบราณนะครับ ในทางตรงกันข้าม หากเรามีเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยกว่านี้ ระยะเวลาการได้พันธุ์ข้าวใหม่ก็ย่อมจะสั้นลงกว่าครึ่งแน่นอน

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

สศก.เผยสถานการณ์ลิ้นจี่ 3 จว.เหนือ เริ่มแทงช่อดอก-คาดผลผลิตออกตลาดเม.ย. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548301

สศก.เผยสถานการณ์ลิ้นจี่3จว.เหนือ เริ่มแทงช่อดอก-คาดผลผลิตออกตลาดเม.ย.

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางอังคณา พุทธศรี ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 เชียงใหม่ (สศท.1)สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ของสศท.1 เพื่อติดตามสถานการณ์ผลิตลิ้นจี่ในภาคเหนือ ได้แก่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย และพะเยา ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญที่สุดของประเทศ โดยคาดว่าปี 2564 (ข้อมูลพยากรณ์ ณ วันที่ 15 มกราคม 2564) ทั้ง 3 จังหวัด มีเนื้อที่ยืนต้น 74,199 ไร่ ลดลงจากปี 2563 ที่มีจำนวน 74,433 ไร่ (ลดลง 234 ไร่ หรือร้อยละ 0.31 เนื้อที่ให้ผล 68,968 ไร่ ลดลงจากปี 2563 ที่มีจำนวน 69,252 ไร่ (ลดลง 284 ไร่ หรือร้อยละ 0.41) ส่วนผลผลิตรวม 23,665 ตัน ลดลงจากปี 2563 ที่มีจำนวน 26,654 ตัน (ลดลง 2,989 ตัน หรือร้อยละ11.21) ทั้งนี้ เนื้อที่ยืนต้นและเนื้อที่ให้ผลของทั้ง 3 จังหวัดลดลง เนื่องจากเกษตรกรในภาคเหนือมีการโค่นต้นแก่อายุ 25 ปีขึ้นไปที่ให้ผลผลิตน้อย อีกทั้งยังปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นทดแทน เช่น มะม่วง เงาะ ทุเรียน และส้ม ด้านผลผลิตรวมทั้ง 3 จังหวัด ลดลง เนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อการแทงช่อดอก ซึ่งผลผลิตจะออกสู่ตลาดประมาณช่วงเดือนเมษายน – มิถุนายน 2564 และจะออกมากที่สุดในเดือนพฤษภาคม ประมาณ 17,749 ตัน

ขณะนี้ภาพรวมลิ้นจี่ทุกพันธุ์ในภาคเหนืออยู่ในช่วงแทงช่อดอกไปแล้วประมาณร้อยละ 10 และบางส่วนมีการแตกใบอ่อนไปแล้ว ทำให้ไม่ติดช่อดอก ซึ่งแตกต่างจากปีที่ผ่านมาในช่วงระยะเวลาเดียวกันที่ต้นลิ้นจี่แทงช่อดอกแล้วประมาณร้อยละ 60 เพราะสภาพอากาศที่หนาวเย็นยาวนาน ส่วนระยะเวลาการเก็บเกี่ยวผลผลิต คาดว่าพันธุ์นครพนมจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ช่วงปลายเดือนมีนาคมหรือต้นเดือนเมษายน 2564 ส่วนพันธุ์ฮงฮวย จักรพรรดิ และโอเฮียะจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนมิถุนายน 2564 และจะออกสู่ตลาดมากที่สุดในเดือนพฤษภาคม 2564

สำหรับสถานการณ์ด้านตลาด เกษตรกรคาดว่าผู้ประกอบการรับซื้อรายใหญ่จะเข้ามารับซื้อในพื้นที่ได้ หากสถานการณ์ โควิด – 19 คลี่คลาย โดยมีการจำหน่ายให้กับผู้ค้ารายย่อยในตลาดหรือขายผ่านกลุ่มวิสาหกิจชุมชน รวมถึงเกษตรกรบางกลุ่มมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจำหน่ายผลผลิตให้กับผู้ค้าออนไลน์ต่างๆ เพื่อช่วยในการกระจายสินค้าได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น

ผู้อำนวยการ สศท.1 กล่าวทิ้งท้ายว่า โอกาสนี้ ขอเชิญชวนผู้บริโภคทุกท่านร่วมสนับสนุนผลผลิตลิ้นจี่ของเกษตรกรเพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกร และเป็นกำลังใจให้พี่น้องเกษตรกรในการผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพต่อไป ทั้งนี้ หากท่านใดสนใจข้อมูลสถานการณ์การผลิตลิ้นจี่ภาคเหนือ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.1 เชียงใหม่ โทร. 0-5312-1318 หรืออีเมลzone1@oae.go.th

ยกระดับสร้างฐานข้อมูลป่าชายเลนทั่วปท. ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมรายละเอียดสูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548298

ยกระดับสร้างฐานข้อมูลป่าชายเลนทั่วปท. ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมรายละเอียดสูง

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวว่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) จัดงานการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการจัดทำระบบฐานข้อมูลทรัพยากรป่าชายเลน โดยการจำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลนด้วยภาพถ่ายดาวเทียมรายละเอียดสูง เพื่อสร้างการรับรู้ถึงที่มาและความสําคัญในการดำเนินงาน อีกทั้งเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างหน่วยงานระดับภูมิภาคและส่วนกลาง เพื่อร่วมกันผลักดันและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่งให้ดีขึ้น รวมถึงจัดทำระบบฐานข้อมูลทรัพยากรป่าชายเลน โดยการจำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลนด้วยภาพถ่ายดาวเทียมรายละเอียดสูง ทำให้ทราบว่าพื้นที่ป่าชายเลนของประเทศไทย มีเนื้อที่เพิ่มขึ้นจากเดิม 1 ล้าน 5 แสนไร่ เพิ่มขึ้น 202,435 ไร่ ป่าชายหาดเพิ่มขึ้น 23,462 ไร่และป่าพรุเพิ่มขึ้น 16,217 ไร่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านนายปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการGISTDA กล่าวว่า ปัจจุบัน GISTDA ได้ทำการตรวจสอบพื้นที่ให้มีความถูกต้อง แม่นยำและเป็นมาตรฐาน เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศ ตลอดจนติดตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นพร้อมกันนี้ยังมุ่งหวังให้เกิดการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ที่สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

ฝนหลวงฯครบรอบ8ปี มุ่งมั่นสานต่อภารกิจช่วยปชช.ฝ่าวิกฤติภัยแล้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548299

ฝนหลวงฯครบรอบ8ปี มุ่งมั่นสานต่อภารกิจช่วยปชช.ฝ่าวิกฤติภัยแล้ง

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมฝนหลวงฯ ครบรอบปีที่ 8 แห่งการได้รับสถาปนายกระดับเป็นกรม เดินหน้ามุ่งมั่นทำฝนหลวงอย่างเต็มกำลังความสามารถ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชน และพัฒนาเพื่อเป็นองค์กรชั้นนำในระดับโลกด้านการดัดแปรสภาพอากาศตามศาสตร์ฝนหลวงพระราชทานภายในปี 2580

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นหน่วยงานสนองงานโครงการพระราชดำริฝนหลวงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยตรง ซึ่งตลอดระยะเวลา 8 ปี รวมถึงเมื่อครั้งเป็นสำนักฝนหลวงและการบินเกษตรที่ผ่านมา กรมได้ดำเนินการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในการบรรเทาปัญหาภัยแล้งมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ออกหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 31 ตุลาคม ของทุกปี

นอกจากนี้ ในด้านความก้าวหน้าการดำเนินงานต่างๆ ของกรมฝนหลวงฯ ด้านอัตรากำลัง ได้รับการพิจารณาอนุมัติเพิ่มขึ้นจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งจะทำให้บุคลากรเกิดความสมดุลในการดำเนินชีวิตกับการทำงาน เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดีขึ้น ด้านการพัฒนางานวิจัยเพื่อเสริมศักยภาพการปฏิบัติการฝนหลวง ดำเนินการเรื่องจรวดฝนหลวงเพื่อใช้ในการยับยั้งลูกเห็บ การนำอากาศยานไร้คนขับ (unmanned aerialvehicle : UAV) มาประยุกต์ใช้ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงเมฆอุ่น การศึกษาวิจัยสารฝนหลวงทดแทนซิลเวอร์ไอโอไดด์ด้วยนาโนเทคโนโลยี และการวิจัยสารฝนหลวงทางเลือกที่ใช้ในช่วงสภาพอากาศมีความชื้นสัมพัทธ์น้อยกว่า 60% รวมทั้งการประดิษฐ์เครื่องโปรยสารฝนหลวงกึ่งอัตโนมัติ เพื่อลดความเสี่ยงในการปฏิบัติงาน โดยงานวิจัยต่างๆ ดังกล่าว ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งจะส่งผลดีต่อกรมฝนหลวงฯ ที่สามารถทำงานได้รวดเร็วขึ้น ทั้งนี้ กรมฝนหลวงฯ มีแผนจัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการดัดแปรสภาพอากาศตามศาสตร์ฝนหลวงพระราชทาน ที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี โดยจะเริ่มดำเนินการในปี 2565 รวมทั้งจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ฝนหลวงรูปแบบอินเตอร์แอ๊กทีฟ ซึ่งคาดว่าในอนาคตอาจจะเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของ จ.เพชรบุรี และเป็นแหล่งท่องเที่ยวศึกษาเรียนรู้โครงการพระราชดำริฝนหลวง และพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร อีกด้วย

สำหรับด้านความร่วมมือกับต่างประเทศกรมฝนหลวงฯ มีแผนทำบันทึกข้อตกลงทางวิชาการด้านการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เทคโนโลยี และพัฒนาบุคลากร รวมทั้งร่วมกันวิจัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดัดแปรสภาพอากาศกับประเทศจีนและอินโดนีเซีย ส่วนประเทศมองโกเลีย ศรีลังกา และฟิลิปปินส์ อยู่ระหว่างการประสานงาน ขณะเดียวกันประเทศไทย จะเป็นศูนย์กลางในการสร้างเครือข่ายงานวิชาการด้านการดัดแปรสภาพอากาศในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขับเคลื่อนขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization : WMO)

อย่างไรก็ตาม สำหรับการก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 และการดำเนินงานในปี 2564 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร มีความมุ่งมั่นและตั้งใจปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยเตรียมพร้อมอากาศยาน นักบิน นักวิทยาศาสตร์ เจ้าหน้าที่และเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ และจะเริ่มเปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้ง ประจำปี 2564 อย่างเป็นทางการวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ที่จะถึงนี้ เพื่อเร่งดำเนินการช่วยเหลือพื้นที่ที่ประสบปัญหาทั่วทุกภูมิภาค เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด โครงการพระราชดำริฝนหลวง ในการช่วยบรรเทา
ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนต่อไปนายสุรสีห์ กล่าว

เร่งทำแผนช่วยเกษตรกร-ผู้ส่งออกกล้วยไม้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548300

เร่งทำแผนช่วยเกษตรกร-ผู้ส่งออกกล้วยไม้

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการแก้ปัญหาของเกษตรกรและผู้ส่งออกกล้วยไม้ช่วงสถานการณ์โควิด-19 ว่ากระทรวงเกษตรฯเพิ่มช่องทางกระจายสินค้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์ส่งเสริมเกษตรกรให้ปรับตัวการผลิต ให้หลากหลายของสินค้าเพื่อลดความเสี่ยง ตลอดจนส่งเสริมการนำกล้วยไม้ไทยไปใช้ประดับตกแต่งในโอกาสต่างๆ ของหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจทุกหน่วยงาน ประสานงานโครงการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง เช่น โครงการกล้วยไม้สัญจร โครงการงานกาชาดของจังหวัด โครงการงบพัฒนาจังหวัดฯ เพื่อสร้างการรับรู้ถึงคุณค่าอัตลักษณ์ การใช้ประโยชน์ และสร้างอุปสงค์ของกล้วยไม้ภายในประเทศให้เพิ่มมากขึ้นด้านการเงิน พิจารณาแนวทางการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและการพักหนี้ ด้านแรงงานประสานกับกระทรวงแรงงานเพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับการจ้างแรงงานต่างด้าวด้านการขนส่งกระทรวงคมนาคม โดยทอท. ได้มีการหารือแนวทางการลดค่าใช้จ่ายการเพิ่มพื้นที่โกดังในท่าอากาศยาน และเพิ่มอากาศยานให้สอดคล้องกับอุปทานการขนส่ง นอกจากนี้ ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาผลกระทบในการจ่ายเงินค่าชดเชยแก่เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้ รวมถึงพิจารณาแนวทางให้การช่วยเหลือตามข้อเรียกร้องของเกษตรกรต่อไป

เกษตรนั่งกุมขมับ! โควิดกระทบแรง ตลาดปิดยอดขายลดลงกว่าครึ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548073

เกษตรนั่งกุมขมับ! โควิดกระทบแรง ตลาดปิดยอดขายลดลงกว่าครึ่ง

เกษตรนั่งกุมขมับ! โควิดกระทบแรง ตลาดปิดยอดขายลดลงกว่าครึ่ง

วันอังคาร ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2564, 09.07 น.

เกษตรกรชาวสวนส้มโอ ได้รับผลกระทบจากโควิด จากตลาดที่ปิดตัวลง ส่งผลทำให้ยอดที่เคยส่งจำหน่ายให้ลดลงกว่าครึ่ง

26 มกราคม 2564 เกษตรกรชาวสวนส้มโอ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร นำผลส้มโอ พันธุ์ขาวแตงกวา ที่ออกจากสวนจำนวนมากในช่วงนี้ นำมาจำหน่าย ให้กับลูกค้า ที่ซื้อไปรับประทาน และ จำหน่ายต่อให้กับบรรดา พ่อค้า และ แม่ค้า นำไปจำหน่ายต่อ  โดยการคัดแยกขนาดของผลส้มโอ เพื่อส่งให้กับลูกค้า ในกิโลกรัมละ16-  20 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ลดลงจากเดิม เมื่อปีที่ผ่านมา ที่มีราคาถึงกิโลกรัมละ 22- 25  บาท เนื่องจากสถานการณ์ไวรัส โควิด จึงทำให้ส้มที่ออกจำนวนมาก มีราคาลดลง  และ จำหน่ายไม่ออก เนื่องจากตลาด ที่ซื้อไปจำหน่ายถูกปิด หลายพื้นที่ จึงทำให้ยอดสั่งซื้อลดลง

นางโสภา เอี่ยมพร เกษตรกรชาวสวนส้มโอ หมู่ที่ 4 บ้านวังกระโดน  อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร ระบุ ว่า ในปีนี้ ส้มโอ ออกสู่ตลาดจำนวนมาก แต่ ด้วย สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ส่งผลทำให้ยอดที่เคยส่งจำหน่ายดี กลับ ลดลงกว่าครึ่ง เนื่องจาก แหล่งจำหน่ายตลาด หลายจังหวัดถูกปิดลง จึงทำให้ยอดขายลดลง และ ยังกังวล หากมีการระบาดต่อเนื่อง จะส่งทำให้ส้มที่จะออกอีกครั้ง จำนวนมาก ในช่วงเดือน เมษายน จะจำหน่ายไม่ออก และ มีราคาถูกลง

สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด19 ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นการแพร่ระบาดระลอกใหม่ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา จังหวัดพิจิตรพบผู้ป่วยติดเชื้อโควิดจำนวน 10ราย รักษาหายแล้ว 6 ราย  เสียชีวิต 1 ราย และ กำลังรักษาตัว  3 รายและ ยังไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ เป็นระยะเวลา 22 วัน แล้ว

ติวเข้มผลิตอาหารปลอดภัย มาตรฐานเกษตรอินทรีย์-GAP #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/547995

ติวเข้มผลิตอาหารปลอดภัย มาตรฐานเกษตรอินทรีย์-GAP

วันอังคาร ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคมีแนวโน้มที่ตระหนักถึงความปลอดภัยในการบริโภคอาหารอย่างมีนัยสำคัญ ตื่นตัวในการดูแลสุขภาพเพื่อหลีกเลี่ยงโรคภัยไข้เจ็บต่างๆส่งผลให้เกิดกระแสการบริโภคอาหารปลอดภัยทั้งในและต่างประเทศ “เกษตรอินทรีย์” เป็นหนึ่งในกระบวนการผลิตอาหารปลอดภัย ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรในการผลิตสินค้าเกษตรด้วยหลักธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้ปัจจัยการผลิตจากการสังเคราะห์ ไม่ใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี ฮอร์โมนสังเคราะห์ และไม่ใช้พืชที่มีการดัดแปรพันธุกรรม (GMOs) มีการจัดการผลผลิต และแปรรูป เพื่อรักษาสภาพและคุณภาพเกษตรอินทรีย์ในทุกขั้นตอน โดยกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรให้มีความรู้ และทักษะในการผลิตสินค้าเกษตร ให้มีคุณภาพ ปลอดภัยและได้มาตรฐาน ทำให้มีอาหารที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ดูแลสุขภาพของเกษตรกรผู้ผลิต รักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกษตรอินทรีย์เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการอาหารปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง

ในปี 2564 นี้ กรมส่งเสริมการเกษตรจัดทำโครงการเกษตรอินทรีย์ขึ้น เพื่อพัฒนาเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรให้มีความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์และเป็นวิทยากรหลักในการถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรได้อย่างถูกต้อง มีการอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรเข้าสู่ระยะปรับเปลี่ยนและเข้าสู่การรับรองตามระบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ 58 จังหวัดทั่วประเทศ โดยจัดกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ 1.การสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งเสริม
เกษตรอินทรีย์ ปี 2564 โดยอบรมเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร 100 คน เพื่อเป็นวิทยากรหลักในการถ่ายทอดความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์สู่เกษตรกร 2.อบรมเกษตรกรเข้าสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (รายใหม่) 2,000 ราย หลักสูตร การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เกษตรกรเห็นความสำคัญของการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์

3.อบรมเกษตรกรเข้าสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และศึกษาดูงาน 2,000 ราย หลักสูตร การผลิตสินค้าเกษตรสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ โดยเน้นหนักให้กับเกษตรกรที่ผ่านการอบรมเมื่อปี 2563 เพื่อผลักดันให้เกษตรกรได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และจัดการศึกษาดูงานในแหล่งที่ประสบความสำเร็จ เพื่อจูงใจให้เกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ได้ 4.ติดตามและประเมินแปลงเบื้องต้น 4,000 แปลง ด้วยการให้คำปรึกษาแนะนำเกษตรกรตามฤดูกาลผลิตพืชในแต่ละชนิดอย่างต่อเนื่อง และเน้นหนักในประเด็นที่เกษตรกรยังต้องปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปตามมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ และตรวจประเมินแปลงเบื้องต้น และ 5.สนับสนุนปัจจัยการผลิตเกษตรอินทรีย์ ตามความต้องการและความจำเป็นของเกษตรกร 4,000 แปลง เช่น ปุ๋ยอินทรีย์สารชีวภัณฑ์ เมล็ดพันธุ์ และท่อนพันธุ์อินทรีย์ เป็นต้น

กรมปศุสัตว์เตือน อย่าฉีดวัคซีนเถื่อน ป้องกันอหิวาต์หมู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/548048

กรมปศุสัตว์เตือน  อย่าฉีดวัคซีนเถื่อน  ป้องกันอหิวาต์หมู

กรมปศุสัตว์เตือน อย่าฉีดวัคซีนเถื่อน ป้องกันอหิวาต์หมู

วันอังคาร ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมปศุสัตว์เตือนอย่าฉีดวัคซีนเถื่อน

ป้องกันอหิวาต์หมูชี้อาจระบาดรุนแรง

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เตือน เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร อย่าหลงเชื่อใช้วัคซีนเถื่อนป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่ยังไม่ผ่านการรับรอง อย. ชี้อาจระบาดรุนแรง-กลายพันธุ์ ย้ำผู้ผลิต นำเข้า-ขายมีความผิด ตาม กม.

เมื่อวันที่ 25 มกราคม นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่าตามที่พบการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรทั่วโลก รวมทั้งในประเทศเพื่อนบ้านของประเทศไทยส่งผลเสียหายร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมการผลิตสุกรและอุตสาหกรรมต่อเนื่องรวมทั้งกระทบความมั่นคงด้านอาหารของประเทศที่พบการระบาด ซึ่งในปัจจุบันยังยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ในการป้องกันและยาที่ใช้ในการรักษา จึงอาจมีผู้ฉวยโอกาสจากสถานการณ์ดังกล่าว ผลิตวัคซีนที่กระบวนการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันเป็นสาเหตุให้มีการระบาดของโรคออกไปอย่างกว้างขวางและเชื้อเกิดการกลายพันธุ์ ดังเช่นกรณีมีข่าวฟาร์มเอกชนในต่างประเทศ พบเชื้ออหิวาต์สุกรแอฟริกันสายพันธุ์ใหม่2สายพันธุ์โดยแยกได้จากสุกรป่วยที่แสดงอาการของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ระบุว่า การพบไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้เกิดจากเกษตรกรได้แอบใช้วัคซีนเชื้อเป็นที่ยังไม่อนุญาตให้ใช้ โดยเกษตรกร คาดหวังผลว่าจะสามารถป้องกันโรคนี้ได้ แต่ผลกลับพบว่าสุกรที่ฉีดวัคซีนชนิดนี้ จะป่วยโทรมและแสดงอาการของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ตามมา ทำให้ยากต่อการควบคุมเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ อาจสามารถแพร่ระบาดไปทั่วโลกได้ โดยผ่านเนื้อหมูที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสดังกล่าว หรือจากการแอบลักลอบนำเข้า วัคซีนเชื้อเป็นชนิดนี้

ทั้งนี้ โรคนี้ไม่สามารถติดต่อ หรือมีอันตรายต่อมนุษย์ แต่เป็นโรคติดต่อรุนแรงเฉพาะสุกร ผลทำให้สุกรที่ติดเชื้อตายเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรในบางประเทศพยายามป้องกันสุกรโดยการลักลอบใช้วัคซีนเชื้อเป็นที่ยังไม่ได้รับการอนุมัติ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อโดยบังเอิญจากวัคซีน

สำหรับประเทศไทย ยังไม่มีการอนุญาตให้ผลิต นำเข้า ขายและใช้วัคซีนเพื่อป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาสุกร โดยการผลิต นำเข้า ขาย ยาและวัคซีนซึ่งไม่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) มีความผิดตาม พ.ร.บ. ยา พ.ศ. 2510 ดังนั้น จึงขอแจ้งเตือน มายังเกษตรกรอย่าหลงเชื่อ นำวัคซีนที่ผิดกฎหมายมาใช้ในฟาร์ม ซึ่งอาจส่งผลให้สุกรที่ฉีดอาจติดเชื้อไวรัสจากวัคซีนดังกล่าว และทำให้เกิดการระบาดของโรคในประเทศในวงกว้างได้

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ย้ำว่าสุดท้ายนี้กรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรหากพบเห็นการลักลอบใช้วัคซีนป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือพบเห็นการลักลอบจำหน่ายวัคซีนดังกล่าว รวมทั้งพบสุกรภายในฟาร์มป่วยตายผิดปกติสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ ได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอทุกอำเภอทั่วประเทศ หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ หรือ application DLD 4.0 หรือ สายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-225 -6888 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง