เดินหน้าโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มทฤษฎีใหม่ เปิดรับสมัครเกษตรกรเดือดร้อนจากโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/547992

เดินหน้าโครงการ1ตำบล1กลุ่มทฤษฎีใหม่ เปิดรับสมัครเกษตรกรเดือดร้อนจากโควิด-19

วันอังคาร ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ครั้งที่ 1/2564 ว่า การประชุมดังกล่าวฯเป็นการหารือกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯพิจารณาแผนปฏิบัติงานโครงการ1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ให้เป็นไปตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 ซึ่งได้อนุมัติเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ของกระทรวงเกษตรฯ ตามผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ โดยเห็นควรปรับลดกรอบวงเงินของโครงการจากเดิมที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 วงเงิน 9,805.7075 ล้านบาท เป็น 3,550.9175 ล้านบาทและปรับเป้าหมาย เกษตรกร 32,000 ราย และจ้างงานระดับตําบล 16,000 ราย และขยายระยะเวลาดำเนินโครงการจากเดิมสิ้นสุดเดือนกันยายน 2564 เป็นธันวาคม 2564 พร้อมทั้งเห็นควรให้กระทรวงเกษตรฯ กำกับดูแลหน่วยงานรับผิดชอบดำเนินการตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ อย่างเคร่งครัด และจะเปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมโดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ (5 ประสาน สืบสาน เกษตรทฤษฎีใหม่) ที่ขาดแหล่งน้ำหรือมีแหล่งน้ำไม่เพียงพอต่อการทำเกษตรเข้าร่วมโครงการฯ ได้

สำหรับโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 บรรเทาปัญหาว่างงาน ลดปัญหาเคลื่อนย้ายแรงงานภาคเกษตรกรรมไปสู่ภาคอื่นๆ และสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในท้องถิ่นเป็นแหล่งผลิตอาหาร ทั้งนี้ ผลการรับสมัครเกษตรกรและแรงงานที่เข้าร่วมโครงการฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 5 มกราคม) มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการฯ 33,544 ราย ผ่านการคัดเลือก 20,583 ราย โดยจะเปิดรับสมัครเกษตรกรรอบใหม่ เพื่อให้ครบตามเป้าหมายโครงการและติดตามรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์กระทรวงเกษตรฯต่อไป

กษ.มุ่งสร้างรายได้ยั่งยืนด้วยโรงไฟฟ้าชีวมวล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/547993

กษ.มุ่งสร้างรายได้ยั่งยืนด้วยโรงไฟฟ้าชีวมวล

วันอังคาร ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนเพื่อสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืนให้เกษตรกรด้วยโรงไฟฟ้าชีวมวล เป็นการขับเคลื่อนอย่างบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคการศึกษา อาทิ กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ธ.ก.ส. สภาเกษตรกรแห่งชาติ สภาอุตสาหกรรมฯ และสภาหอการค้าฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาการปลูกพืชที่ไม่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ส่งผลให้ได้รับผลตอบแทนต่ำไปสู่พืชทางเลือกใหม่ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และมีตลาดรองรับที่แน่นอน เช่นโรงไฟฟ้าชีวมวลของชุมชน ซึ่งในหลายพื้นที่ของประเทศไทยมีพื้นที่ที่มีศักยภาพในการปลูกไม้เศรษฐกิจโตเร็ว สามารถใช้เป็นวัตถุดิบป้อนเข้าสู่โรงไฟฟ้าชีวมวลตามนโยบายของกระทรวงพลังงานได้

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะทำงานจัดทำแนวทางสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืนให้เกษตรกรด้วยโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยมีนายชนินทร์ รุ่งแสง คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักเศรษฐกิจการเกษตร ได้พิจารณาสั่งการให้ดำเนินการจัดทำแนวทางส่งเสริมการปลูกพืชพลังงานชีวมวลในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกพืชเป้าหมาย พร้อมทั้งพิจารณากรอบแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสม โดยมีเป้าหมายที่สำคัญเพื่อ “มุ่งสร้างความมั่นคงและยั่งยืนทางรายได้ของเกษตรกรไทย” ภายใต้หลักการตลาดนำการผลิตของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เกษตรฯ ปลื้ม จีนชมระบบการจัดการป้องกันปนเปื้อนไวรัสโควิด-19ในสินค้าผักและผลไม้สดจากไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/456298

เกษตรฯ ปลื้ม จีนชมระบบการจัดการป้องกันปนเปื้อนไวรัสโควิด-19ในสินค้าผักและผลไม้สดจากไทย

เกษตรฯ ปลื้ม จีนชมระบบการจัดการป้องกันปนเปื้อนไวรัสโควิด-19ในสินค้าผักและผลไม้สดจากไทย

25 มกราคม 2564 – 12:36 น.

เกษตรฯ ปลื้ม จีนชมระบบจัดการป้องกันปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 19 ในสินค้าผักและผลไม้สดจากไทย เชื่อมั่นมีความปลอดภัยสูง ขอให้รักษามาตรฐานต่อไป

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. ได้มอบหมายนางสาวรวินันท์ ฉ่ำเฉลิม ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ร่วมหารือกับผู้แทนกรมการกักกันพืชและสัตว์ สำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา ในประเด็นการเปิดตลาดผลไม้จากไทยไปจีน และสร้างความมั่นใจกับภาครัฐของจีนในมาตรการป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ในสินค้าผลไม้ของไทย รวมทั้งหารือเกี่ยวกับมาตรการตรวจสอบกักกันที่ด่านนำเข้า เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการส่งออกผลไม้ในฤดูกาลที่จะมาถึงของปี 2564 โดยมี ดร.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรและมาตรการระหว่างประเทศ และผู้แทนกรมวิชาการเกษตรเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย 

เกษตรฯ ปลื้ม จีนชมระบบการจัดการป้องกันปนเปื้อนไวรัสโควิด-19ในสินค้าผักและผลไม้สดจากไทย

โดยฝ่ายจีนแจ้งว่า รัฐบาลได้ยกระดับมาตรการควบคุมเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ปนเปื้อนในสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ โดยจะมีการสุ่มตรวจสินค้าอย่างเข้มงวดและต้องดำเนินมาตรการการฆ่าเชื้อสำหรับอาหารที่ขนส่งโดยควบคุมอุณภูมิ (Cold Chain) ตั้งแต่ด่านศุลกากร การขนส่ง การกระจายสินค้า และการจำหน่าย ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว ฝ่ายจีนดำเนินการกับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศ 

ทั้งนี้ จีนชื่นชมระบบการจัดการส่งออกผลไม้ของไทยว่า มีประสิทธิภาพมาก และมีความปลอดภัยสูง โดยตลอดระยะเวลาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมาไม่เคยตรวจพบการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในบรรจุภัณฑ์และสินค้าผลไม้จากไทย ฝ่ายไทยเน้นย้ำว่า ภาครัฐ และภาคเอกชนของไทยได้ร่วมผนึกกำลังที่จะดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมเพื่อให้สินค้าไทยมีความปลอดภัยควบคู่ไปกับคุณภาพที่ดี

เกษตรฯ ปลื้ม จีนชมระบบการจัดการป้องกันปนเปื้อนไวรัสโควิด-19ในสินค้าผักและผลไม้สดจากไทย

ในโอกาสนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมกอช. และกรมวิชาการเกษตร ได้นำเสนอมาตรการการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในกระบวนการผลิตและคัดบรรจุผลไม้เพื่อการส่งออก ตามแนวทางในการจัดการความปลอดภัยอาหารในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของ FAO และ WHO ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติให้กับหน่วยงานของรัฐ และผู้ประกอบการผลิตอาหารในการจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหารและป้องกันการปนเปื้อนอาหาร เช่น การควบคุมกระบวนการผลิต วิธีการฆ่าเชื้อ และการสร้างความตระหนักให้พนักงานเพื่อป้องกันโรค เป็นต้น ซึ่งแนวทางดังกล่าวเป็นที่ยอมรับของจีน และจีนขอให้ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโคโรนาในสินค้าผลไม้ต่อไป

เกษตรฯ ปลื้ม จีนชมระบบการจัดการป้องกันปนเปื้อนไวรัสโควิด-19ในสินค้าผักและผลไม้สดจากไทย

“ไทยเป็นผู้ส่งออกผลไม้รายใหญ่ไปยังจีน และจากสถิติปี 2020 จีนนำเข้าผลไม้จากทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นผลไม้ไทยถึง 20 เปอร์เซ็นต์จากปริมาณการนำเข้าผลไม้ทั่วโลกของจีน  ซึ่งไทยส่งส่งออกผลไม้ไปจีนปริมาณกว่า 1.6 ล้านตัน มูลค่ากว่า 103,000 ล้านบาท โดยผลไม้ที่ไทยส่งออกปริมาณมากที่สุด ได้แก่ ทุเรียน ลำไย มังคุด และมะพร้าว ซึ่งจีนเน้นย้ำว่าผลไม้ไทยมีคุณภาพ ประกอบกับไทยมีมาตรการการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวไรโคโรนา 2019 ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ผลไม้ไทยเป็นที่ต้องการ และได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคชาวจีน จึงขอให้ไทยคงมาตรฐานการผลิต และการควบคุมความปลอดภัยที่ดีนี้ต่อไป”เลขาธิการ มกอช. กล่าว 

จีนชมไทยจัดระบบป้องกันเชื้อโควิด-19 ในสินค้าผัก-ผลไม้ได้มาตรฐาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/547921

จีนชมไทยจัดระบบป้องกันเชื้อโควิด-19 ในสินค้าผัก-ผลไม้ได้มาตรฐาน

จีนชมไทยจัดระบบป้องกันเชื้อโควิด-19 ในสินค้าผัก-ผลไม้ได้มาตรฐาน

วันจันทร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2564, 15.28 น.

จีน’ ชมเปราะ ‘ไทย’ จัดการระบบป้องกันปนเปื้อนโควิด-19 ในผักผลไม้สดดีเยี่ยม เชื่อความปลอดภัยสูง แนะให้รักษามาตรฐานต่อไป

25 มกราคม 2564 นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. ได้มอบหมายนางสาวรวินันท์ ฉ่ำเฉลิม ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ร่วมหารือกับผู้แทนกรมการกักกันพืชและสัตว์ สำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา ในประเด็นการเปิดตลาดผลไม้จากไทยไปจีน และสร้างความมั่นใจกับภาครัฐของจีนในมาตรการป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ในสินค้าผลไม้ของไทย รวมทั้งหารือเกี่ยวกับมาตรการตรวจสอบกักกันที่ด่านนำเข้า เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการส่งออกผลไม้ในฤดูกาลที่จะมาถึงของปี 2564 โดยมี ดร.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรและมาตรการระหว่างประเทศ และผู้แทนกรมวิชาการเกษตรเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย 

นายพิศาล กล่าวว่า โดยฝ่ายจีนแจ้งว่า รัฐบาลได้ยกระดับมาตรการควบคุมเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ปนเปื้อนในสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ โดยจะมีการสุ่มตรวจสินค้าอย่างเข้มงวดและต้องดำเนินมาตรการการฆ่าเชื้อสำหรับอาหารที่ขนส่งโดยควบคุมอุณภูมิ (Cold Chain) ตั้งแต่ด่านศุลกากร การขนส่ง การกระจายสินค้า และการจำหน่าย ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว ฝ่ายจีนดำเนินการกับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศ ทั้งนี้ จีนชื่นชมระบบการจัดการส่งออกผลไม้ของไทยว่า มีประสิทธิภาพมาก และมีความปลอดภัยสูง โดยตลอดระยะเวลาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมาไม่เคยตรวจพบการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในบรรจุภัณฑ์และสินค้าผลไม้จากไทย ฝ่ายไทยเน้นย้ำว่า ภาครัฐ และภาคเอกชนของไทยได้ร่วมผนึกกำลังที่จะดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมเพื่อให้สินค้าไทยมีความปลอดภัยควบคู่ไปกับคุณภาพที่ดี

 ในโอกาสนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมกอช. และกรมวิชาการเกษตร ได้นำเสนอมาตรการการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในกระบวนการผลิตและคัดบรรจุผลไม้เพื่อการส่งออก ตามแนวทางในการจัดการความปลอดภัยอาหารในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของ FAO และ WHO ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติให้กับหน่วยงานของรัฐ และผู้ประกอบการผลิตอาหารในการจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหารและป้องกันการปนเปื้อนอาหาร เช่น การควบคุมกระบวนการผลิต วิธีการฆ่าเชื้อ และการสร้างความตระหนักให้พนักงานเพื่อป้องกันโรค เป็นต้น ซึ่งแนวทางดังกล่าวเป็นที่ยอมรับของจีน และจีนขอให้ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโคโรนาในสินค้าผลไม้ต่อไป

“ไทยเป็นผู้ส่งออกผลไม้รายใหญ่ไปยังจีน และจากสถิติปี 2020 จีนนำเข้าผลไม้จากทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นผลไม้ไทยถึง 20 เปอร์เซ็นต์จากปริมาณการนำเข้าผลไม้ทั่วโลกของจีน  ซึ่งไทยส่งส่งออกผลไม้ไปจีนปริมาณกว่า 1.6 ล้านตัน มูลค่ากว่า 103,000 ล้านบาท โดยผลไม้ที่ไทยส่งออกปริมาณมากที่สุด ได้แก่ ทุเรียน ลำไย มังคุด และมะพร้าว ซึ่งจีนเน้นย้ำว่าผลไม้ไทยมีคุณภาพ ประกอบกับไทยมีมาตรการการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวไรโคโรนา 2019 ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ผลไม้ไทยเป็นที่ต้องการ และได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคชาวจีน จึงขอให้ไทยคงมาตรฐานการผลิต และการควบคุมความปลอดภัยที่ดีนี้ต่อไป”เลขาธิการ มกอช. กล่าว 

เตือนเกษตรกร! อย่าหลงเชื่อใช้วัคซีนเถื่อน ป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/547812

เตือนเกษตรกร! อย่าหลงเชื่อใช้วัคซีนเถื่อน ป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

เตือนเกษตรกร! อย่าหลงเชื่อใช้วัคซีนเถื่อน ป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

วันจันทร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2564, 10.00 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”เตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร อย่าหลงเชื่อใช้วัคซีนเถื่อน ป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่ยังไม่ผ่านการรับรอง อาจพบการระบาดรุนแรงและอาจพบการกลายพันธุ์ ย้ำ”ผู้ผลิต-นำเข้า-ขาย”มีความผิดตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2564 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดผยว่า ตามที่มีการพบการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกา ในสุกรทั่วโลก รวมทั้งในประเทศเพื่อนบ้านของประเทศไทย ส่งผลเสียหายร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมการผลิตสุกรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง รวมทั้งกระทบความมั่นคงด้านอาหารของประเทศที่พบการระบาด ซึ่งในปัจจุบันยังยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ในการป้องกันและยาที่ใช้ในการรักษา จึงอาจมีผู้ฉวยโอกาสจากสถานการณ์ดังกล่าวผลิตวัคซีนที่กระบวนการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันเป็นสาเหตุให้มีการระบาดของโรคออกไปอย่างกว้างขวางและเชื้อเกิดการ กลายพันธุ์ ดังเช่น กรณีมีข่าวฟาร์มเอกชนในต่างประเทศพบเชื้ออหิวาต์สุกรแอฟริกันสายพันธุ์ใหม่ 2 สายพันธุ์ โดยแยกได้จากสุกรป่วยที่แสดงอาการของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร การพบไวรัสสายพันธ์ใหม่นี้เกิดเนื่องจากเกษตรกรได้แอบใช้วัคซีนเชื้อเป็นที่ยังไม่อนุญาตให้ใช้ โดยเกษตรกรคาดหวังผลว่าจะสามารถป้องกันโรคนี้ได้ แต่ผลกลับพบว่าสุกรที่ฉีดวัคซีนชนิดนี้จะป่วยโทรม และแสดงอาการของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรตามมา ทำให้ยากต่อการควบคุม เชื้อไวรัสสายพันธ์ใหม่นี้ อาจสามารถแพร่ระบาดไปทั่วโลกได้ โดยผ่านเนื้อหมูที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสดังกล่าว หรือจากการแอบลักลอบนำเข้าวัคซีนเชื้อเป็นชนิดนี้ ทั้งนี้โรคนี้ไม่สามารถติดต่อหรือมีอันตรายต่อมนุษย์ แต่เป็นโรคติดต่อรุนแรงเฉพาะสุกร ผลทำให้สุกรที่ติดเชื้อตายเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรในบางประเทศพยายามป้องกันสุกรโดยการลักลอบใช้วัคซีนเชื้อเป็น ที่ยังไม่ได้รับการอนุมัติ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อ โดยบังเอิญจากวัคซีน

สำหรับประเทศไทยยังไม่มีการอนุญาตให้ผลิต นำเข้า ขาย และใช้ วัคซีนเพื่อป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาสุกร โดยการผลิต นำเข้า ขาย ยาและวัคซีน ซึ่งไม่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีความผิดตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 จึงขอแจ้งเตือน มายังเกษตรกรอย่าหลงเชื่อนำวัคซีนที่ผิดกฎหมายมาใช้ในฟาร์ม ซึ่งอาจส่งผลให้สุกรที่ฉีดอาจติดเชื้อไวรัสจากวัคซีนดังกล่าวและทำให้เกิดการระบาดของโรคในประเทศในวงกว้างได้ สุดท้ายนี้ กรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรหากพบเห็นการลักลอบใช้วัคซีนป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือพบเห็นการลักลอบจำหน่ายวัคซีนดังกล่าว รวมทั้งพบสุกรภายในฟาร์มป่วยตายผิดปกติ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ ได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอทุกอำเภอทั่วประเทศ หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ หรือ application DLD 4.0 หรือ สายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-225-6888 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เตือนชาวสวนมะม่วงเฝ้าระวังโรคราดำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/547750

เตือนชาวสวนมะม่วงเฝ้าระวังโรคราดำ

เตือนชาวสวนมะม่วงเฝ้าระวังโรคราดำ

วันจันทร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนมะม่วงเฝ้าระวังการระบาดของโรคราดำ มักพบคราบราสีดำติดตามส่วนต่างๆ ของต้น เช่น ใบ ยอด ช่อดอก และผล ซึ่งจะทำให้ช่อดอกบานช้า หรือบานผิดปกติ เหี่ยว และหลุดร่วงลงได้ บางครั้งอาจทำให้ไม่ติดผล ถ้าพบอาการของโรคราดำที่ผลมะม่วง จะทำให้ผลเหี่ยวและหลุดร่วงในที่สุด โดยมากจะพบการระบาดของโรคราดำในช่วงที่มีแมลงปากดูด อาทิ เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยหอย และเพลี้ยแป้ง หากพบการระบาดของโรคราดำ ให้เกษตรกรพ่นด้วยน้ำเปล่าล้างสารเหนียวที่แมลงปากดูดขับถ่ายไว้และคราบราดำ เพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค เนื่องจากเชื้อราสาเหตุโรคจะเจริญบนสารเหนียวที่แมลงปากดูด ขับถ่ายไว้ คือ เพลี้ยจักจั่นเพลี้ยหอย และเพลี้ยแป้ง ดังนั้น เกษตรกรควรพ่นด้วยสารกำจัดแมลง กรณีพบเพลี้ยจักจั่น ให้พ่นด้วยสารแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน2.5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ20 ลิตร หรือสารคาร์บาริล85% ดับเบิ้ลยูพีอัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หากพบเพลี้ยหอย ให้พ่นด้วยสารมาลาไทออน 83% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ส่วนถ้าพบเพลี้ยแป้ง ให้พ่นด้วยสารมาลาไทออน 83%อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไทอะมีทอกแซม 25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 2.5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

เกษตรฯผนึก ADB เปิดโครงการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/547745

เกษตรฯผนึกADBเปิดโครงการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศฯ

วันจันทร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นประเด็นท้าทายของโลกมายาวนานนับ 10 ปี ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการเกษตรที่ต้องเผชิญความท้าทายในมิติต่างๆ จากภัยธรรมชาติที่รุนแรงและความถี่มากขึ้น ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมการเกษตรทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนพื้นที่สูง ทำให้เกิดการชะล้างพังทลายของดิน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม ที่ส่งผลให้พื้นที่เกษตรเสียหาย ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯให้ความสำคัญกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคเกษตรเป็นอย่างมาก โดยจัดแผนปฏิบัติการด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศภาคเกษตรมาตั้งแต่ปี 2552

กระทรวงเกษตรฯร่วมมือกับธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asia Development Bank: ADB) มาตั้งแต่ปี 2560 เพื่อดำเนินโครงการ “การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคเกษตร” เพื่อเพิ่มการฟื้นตัวและความยั่งยืนในพื้นที่สูง
(Climate Change Adaptation in Agriculture for Enhanced Recovery and Sustainability of Highlands)” โดยร่วมกันคัดเลือกพื้นที่เป้าหมาย ณ ต.บัวใหญ่ อ.นาน้อย จ.น่าน เป็นพื้นที่ดำเนินโครงการ เนื่องจากเป็นพื้นที่เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งเป็นพื้นที่สูงที่ประสบปัญหาชะล้างพังทลายของดินและขาดแคลนน้ำ โดยมอบให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) และสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดน่านเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับ ADB รับผิดชอบหลักในระดับพื้นที่ ซึ่งตลอดระยะเวลาพัฒนาโครงการฯ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และส่วนภูมิภาค ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม

ล่าสุด ADB เสนอโครงการฯ เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลญี่ปุ่นในการจ้างที่ปรึกษา เพื่อจัดทำโครงการในลักษณะเป็นจุดสาธิตการทำเกษตรบนพื้นที่สูงในพื้นที่ 6 หมู่บ้าน ณ ต.บัวใหญ่ เพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงการคลัง ประเทศญี่ปุ่น ผ่านกองทุนเพื่อการลดความยากจนของรัฐบาลญี่ปุ่น2 ล้านเหรียญสหรัฐ มีระยะเวลาดำเนินงานโครงการ 3 ปี มีสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียเป็นที่ปรึกษาโครงการ ซึ่งเริ่มต้นดำเนินโครงการแล้ว เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2563 และจะสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่สูงได้เรียนรู้วิธีการและแนวทางปรับเปลี่ยนกิจกรรมการเกษตรที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ การรับมือและปรับตัวกับภัยธรรมชาติที่มีความรุนแรงมากขึ้น รวมถึงการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้ตามบริบทที่เหมาะสมกับพื้นที่ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มขีดความสามารถปรับตัวของชุมชนบนพื้นที่สูง รวมถึงการจัดการระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

ชายคาพระพิรุณ : 25 มกราคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/547744

ชายคาพระพิรุณ : 25 มกราคม 2564

ชายคาพระพิรุณ : 25 มกราคม 2564

วันจันทร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปร่วมพิธีเปิด “ตลาดประมงปลอดภัย GAP” เพื่อเกษตรกรไทย ปลอดภัยถึงผู้บริโภค ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาการตลาดสินค้าประมงปลอดภัยในพื้นที่
ตลาดไท อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งโครงการนี้เกิดขึ้นสืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รอบใหม่ที่มีแหล่งแพร่กระจายของเชื้อโรคจากตลาดกลางกุ้งในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครและได้ขยายวงกว้างไปยังพื้นที่อื่น จนสร้างความตื่นตระหนกให้กับพี่น้องประชาชนถึงความปลอดภัยและสุขอนามัยในการบริโภคสัตว์น้ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำและการประกอบอาชีพของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและชาวประมง ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการแปรรูปโรงงานแพจับสัตว์น้ำ ผู้ผลิต ผู้ค้าปลีก ค้าส่ง และส่งออก

แม้จะทราบดีว่า ตั้งแต่เกิดปัญหา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง ได้ให้ความช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรโดยจัดหาพื้นที่จำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำ เช่น การเปิดพื้นที่ในกรมประมงให้เกษตรกรมาขายกุ้ง และในส่วนของภูมิภาคได้ให้สำนักงานประมงจังหวัดทั่วประเทศ เปิดให้เกษตรกรมาขายกุ้งโดยตรงแก่ผู้บริโภค จนสามารถระบายผลผลิตช่วยเหลือเกษตรกรไปได้ถึงกว่า 2.8 แสนกิโลกรัม มูลค่ากว่า 55 ล้านบาท และความร่วมมือกับ ตลาดไทในครั้งนี้ ก็เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้มีจุดจำหน่ายขายส่งอีกทางหนึ่งโดยเนรมิตพื้นที่ตลาดไท กว่า 7,750 ตร.ม. เป็นพื้นที่ค้าส่งสินค้าสัตว์น้ำ “ตลาดประมงปลอดภัย GAP” ซึ่งสินค้าสัตว์น้ำทั้งหมดจะมาจากฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP จากกรมประมงทั้งสิ้นเพื่อให้เกิดตลาดที่มีคุณภาพของสินค้าที่ผู้บริโภคเชื่อถือได้

โดยในเบื้องต้นนั้น ทางตลาดไท ยินดีเปิดให้บริการเกษตรกรนำสินค้ามาจำหน่ายฟรี เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม-20 เมษายน 2564 ส่วนลูกค้าที่ต้องการเข้ามาซื้อสินค้าสัตว์น้ำ “ตลาดประมงปลอดภัย GAP” ตลาดจะเริ่มจำหน่ายสินค้า เวลา 04.00-11.00 น. สำหรับ “ตลาดประมงปลอดภัย GAP”ณ ตลาดไท แห่งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเพิ่มตลาดค้าส่งสินค้าสัตว์น้ำและอาหารทะเลเพื่อเป็นสถานที่กระจายสินค้าสัตว์น้ำเพราะด้วยทำเลที่ตั้งของตลาดไทนั้น มีความเหมาะสม เพราะเป็นตลาดใหญ่ที่ครบวงจร มีฐานลูกค้าที่สามารถกระจายสินค้าสัตว์น้ำไปสู่ภาคอีสานและภาคเหนือ รวมทั้ง Modern Trade ใหญ่ๆ ได้มาก ซึ่งประโยชน์ในระยะสั้น จะสามารถช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำในภาวะวิกฤติ COVID-19 ได้ ส่วนในระยะยาว คือ การพัฒนาให้เกษตรกรเข้าสู่วัฏจักรการตลาดด้วยตนเอง ให้เกษตรกรได้เรียนรู้แนวคิดด้านการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแบบใหม่ เพื่อให้ปริมาณการผลิตและความต้องการสินค้าเกษตรเกิดความสมดุล ซึ่งจะสามารถช่วยแก้ปัญหาเรื่องราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ผลผลิตล้นตลาด ต้นทุนการผลิตสูง เข้าสู่กลไกการตลาดนำการผลิต เพื่อให้เกิดความมั่นคงในการประกอบอาชีพของเกษตรกรได้ และยังทราบว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ทางกรมประมงและตลาดไทจะร่วมกันพัฒนาตลาดแห่งนี้ ให้เป็นตลาดสัตว์น้ำยุคใหม่ เป็นตลาดกลางสินค้าสัตว์น้ำที่ได้มาตรฐาน ถูกสุขอนามัย สินค้าคุณภาพปลอดภัย เกษตรกรจำหน่ายเอง ซึ่งเป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้สามารถเข้าสู่กลไกการค้าได้โดยตรง ลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง ในขณะที่ผู้บริโภคก็จะได้สินค้าดีในราคาที่เหมาะสม

ขุนเกษตรา

โพลนิด้ายก ‘เฉลิมชัย’ แก้ราคายางเจ๋ง ปราบโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมูอยู่หมัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/547689

โพลนิด้ายก'เฉลิมชัย'แก้ราคายางเจ๋ง ปราบโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมูอยู่หมัด

โพลนิด้ายก’เฉลิมชัย’แก้ราคายางเจ๋ง ปราบโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมูอยู่หมัด

วันอาทิตย์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2564, 16.22 น.

“นิด้าโพล”เผยผลสำรวจเกษตรกรร้อยละ 79.27 พอใจผลการทำงาน”เฉลิมชัย ศรีอ่อน” หลังแก้ราคายางเจ๋ง พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในรอบ 3 ปี แถมคุมโรค ASF อยู่หมัด ทำส่งออกสุกรพุ่งถึง 2.2 หมื่นล้าน พร้อมลุยตลาดนำการผลิตจนเห็นผล ประกาศลั่น ปี 64 ลุยทำงานหนักเพื่อเกษตรกรใน 15 โครงการพัฒนา

เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2564 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้เปิดเผยผลสํารวจความคิดเห็นของเกษตรกร เรื่อง “การดําเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ซึ่งทำการสํารวจในช่วงเดือนธันวาคม 2563 – มกราคม 2564 จากเกษตรกรที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,225 ตัวอย่าง ประกอบด้วย เกษตรกรสวนยางพารา 421 ตัวอย่าง เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร 400 ตัวอย่าง และเกษตรกรทั่วไป 404 ตัวอย่าง โดยสอบถามถึงความพึงพอใจต่อผลงาน และการทำงานของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ข้อมูลในภาพรวมพบว่า ผลงานและการทํางานของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน  ค่อนข้างพอใจถึงพอใจมากที่ร้อยละ 79.26 ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ค่อนข้างพอใจถึงพอใจมากที่ร้อยละ 83.26

พร้อมกันนี้นิด้าโพล ยังได้เปิดเผยผลสำรวจที่เจาะลึกถึงความพึงพอใจในแต่ละกลุ่ม พบว่า ความพึงพอใจของกลุ่มเกษตรกรสวนยางพาราต่อผลงานและการทํางานของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ค่อนข้างพอใจถึงพอใจมากที่ร้อยละ 82.90 ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ค่อนข้างพอใจถึงพอใจมากที่ร้อยละ 81.48 สำหรับผลงานที่พึงพอใจ ได้แก่ การประกันรายได้เกษตรกร เงินเยียวยาเกษตรกรชาวสวนยางพารา การรับประกันราคายางพารา และการพักชําระหนี้เงินกู้ยืมเกษตรกร เป็นต้น

ขณะที่ความพึงพอใจของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรต่อผลงานและการทํางานของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ค่อนข้างพอใจถึงพอใจมากที่ร้อยละ 81.00 ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ค่อนข้างพอใจถึงพอใจมากที่ร้อยละ 89.00 โดยผลงานที่พึ่งพอใจ เช่น ราคาซื้อขายเนื้อสุกรมีราคาดีขึ้น และการควบคุมโรคระบาดของกรมปศุสัตว์ เป็นต้น
ส่วนความพึงพอใจของกลุ่มเกษตรกรทั่วไปต่อผลงาน และการทํางานของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ค่อนข้างพอใจถึงพอใจมากที่ร้อยละ 73.76 ส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ค่อนข้างพอใจถึงพอใจมาก ที่ร้อยละ 79.45 สําหรับผลงานที่พึงพอใจ เช่น การจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกร การประกันราคาผลผลิตทางการเกษตร และการส่งเสริมมาตรฐาน GAP เป็นต้น

ทั้งนี้ มีข้อสังเกตุว่า สาเหตุที่เกษตรกรในกลุ่มต่างๆ มีความพึงพอใจต่อผลงาน และการทำงานของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นั้นเป็นผลสืบเนื่องจากความสำเร็จในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญที่สร้างประโยชน์ให้กับเกษตรกรอย่างเด่นชัดในหลายๆนโยบาย อาทิ การผลักดันราคายางพาราจนขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ ภายใต้โครงการและมาตรการต่างๆ ส่งผลให้ราคายางพาราท้องถิ่น ราคาประมูลตลาดกลางการยางแห่งประเทศไทย และราคาส่งออก FOB โดยเฉพาะราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ณ ตลาดกลางยางพาราสงขลา ปรับตัวสูงที่สุดในเดือนตุลาคม 2563 ที่กิโลกรัมละ 83 บาท สูงมากที่สุดในรอบ 3 ปี ขณะที่ราคาสูงสุดปี 2561 ที่กิโลกรัมละ 53 บาท ปี 2562 ราคาสูงสุดที่กิโลกรัมละ 60 บาท ด้วยใช้ยุทธศาสตร์การตลาดนำการผลิตในโครงการประกันรายได้ เฟส 1 และ 2 รวมถึงมาตรการสนับสนุนต่างๆ

ขณะที่นโยบายการตลาดนำการผลิต เป็นการดำเนินงานที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศและการเปลี่ยนแปลงของโลกในทุกมิติ โดยยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง คำนึงถึงประโยชน์ของเกษตรกรเป็นหลัก โดยร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชน จัดหาตลาดเพิ่มช่องทางจำหน่าย นำเทคโนโลยีและข้อมูลทันสมัยมาใช้ทำการตลาดอย่างแม่นยำ สร้างเกษตรกรให้เป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ ส่งเสริมและสร้างความเชื่อมั่นให้สินค้าไทย ผ่านทั้งตลาดออฟไลน์ ตลาดออนไลน์  คอนแทรคฟาร์มมิ่ง  และ เคาน์เตอร์เทรด ได้ส่งผลดีต่อเกษตรกรเป็นอย่างมาก

การเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever : ASF) เป็นอีกผลงานที่ทำให้ไม่เกิดการระบาดได้เด็ดขาด 100% ส่งผลทำให้มีการส่งออกสุกรได้เพิ่มมากขึ้น ในปี 2563 มีมูลค่าเกิน 22,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 300% จากปีที่ผ่านมา อีกทั้งยังรับคำชื่นชมจากองค์กรระหว่างประเทศว่า ไทยเป็นประเทศที่มีการป้องกันที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ปลอดโรคระบาดเป็นเวลา 2 ปีติดต่อกัน ในขณะที่มี 34 ประเทศทั่วโลกได้รับผลกระทบอย่างมาก

ด้าน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงผลการสำรวจของนิด้าโพล ว่า ต้องขอขอบคุณที่เกษตรกรมีความพึงพอใจต่อการทำงานและผลงานที่ผ่านมา ขอยืนยันว่า ตนเองจะทุ่มเททำงานต่อไปอย่างเต็มที่ในการปฎิรูปภาคการเกษตรของประเทศไทย เพื่อให้นำมาซึ่งประโยชน์สุขและความอยู่ดีกินดีของพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะในปี 2564 ที่จะดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ที่กำหนดใน 5 ยุทธศาสตร์ 15 โครงการที่กำหนดไว้

“ปี 2564 ในส่วนของสินค้าเกษตรที่สำคัญ อย่าง ยางพารา ได้ตั้งเป้าให้ไทยเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์จากยางพาราเพื่อส่งออก ส่วนแนวโน้มราคายังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีก และอยู่ในแนวบวก จากปัจจัยความต้องการซื้อของจีน แต่ยังคงต้องจับตาทิศทางราคาในตลาดล่วงหน้าของโตเกียว ซึ่งเป็นปัจจัยชี้วัดที่สำคัญ รวมทั้งปัจจัยกลไกลตลาดและมาตรการของรัฐบาล โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโมเดลเกษตรฯ-พาณิชย์ทันสมัย และนโยบายเกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด

“เป้าหมายดำเนินงานอีกประการ คือ การเดินหน้าสู่เป้าหมายเป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19จะยึดความปลอดภัยในอาหารสำคัญ โดยเฉพาะสุกรจะเป็นสินค้าเรือธง เพราะชื่อเสียงด้านการป้องกันโรคเป็นที่รับรู้ทั่วโลก รวมถึงการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรในสาขาอาชีพต่าง ๆเช่น การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ซึ่งกรมหม่อนไหมจะเน้นทำงานเชิงรุกเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าหม่อนไหมและเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากสถานการณ์ต่างๆ เป็นต้น” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

ขณะที่ น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมถึงการควบคุมโรค ASF ว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังคงมีสถานะปลอดจากโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ท่ามกลางการระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน เป็นเวลา 2 ปีกว่าแล้ว สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญเกิดจากทั้งความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด จนนำไปสู่การเตรียมความพร้อมที่ดี โดยมีแผนเฝ้าระวังป้องกัน ควบคุม และกำจัด ที่มีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับของสากล อีกทั้งรัฐบาลให้ความสำคัญยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ อีกทั้งยังได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนด้วย

“ที่ถือเป็นพลังสำคัญที่ช่วยส่งผลให้ประเทศไทยสามารถยืนหยัดปลอดโรค ASF ได้ คือ ความร่วมมือของภาคเอกชน สมาคมต่างๆ และเกษตรกร รวมถึงหน่วยงานภาครัฐอื่นๆที่เกี่ยวข้องถึง 26 หน่วยงาน ที่รวมพลังกันต้านโรคนี้อย่างเข้มแข็ง หากทุกภาคส่วนยังคงสามัคคี ร่วมแรง  ร่วมใจ กันในการเฝ้าระวัง ป้องกัน อย่างเข้มแข็ง ต่อเนื่อง เชื่อว่าประเทศไทยจะยังคงสถานะการปลอดโรค อันจะเป็นการสร้างอาชีพ  สร้างรายได้ แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร อย่างมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนต่อไป” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

ติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/455948

ติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q  

ติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q  

21 มกราคม 2564 – 15:21 น.

มกอช. เดินสายเปิดคอร์สติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q  เครื่องการันตีผลผลิตทางการเกษตรมีคุณภาพ และปลอดภัย ผ่านการรับรองมาตรฐาน

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า เครื่องหมายรับรอง Q คือ เครื่องหมายรับรองที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศใช้เพื่อแสดงถึงการให้การรับรองสินค้าเกษตรและอาหารว่า เป็นไปตามมาตรฐานที่ประกาศโดยหรือได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ในด้านความปลอดภัยอาหาร (Food Safety) และด้านคุณภาพที่จำเป็น (Essential Quality)

ติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q  

ที่ผ่านมา มกอช. โดยกองควบคุมมาตรฐาน ได้ดำเนินการพัฒนากลุ่มเกษตรกร เครือข่ายเฝ้าระวังความปลอดภัยสินค้าเกษตร เพื่อเฝ้าระวังความปลอดภัยของสินค้าเกษตรในระดับชุมชน พัฒนาต่อยอดโดยนำเครือข่ายเข้าสู่ระบบการเกษตรปลอดภัยเพื่อให้ได้การรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร (มกษ.9001-2556) ส่งเสริมให้มีการใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน (เครื่องหมาย Q) เพื่อแสดงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตผลจากชุมชนหรือกลุ่มของตน พร้อมทั้งได้สร้างช่องทางการจำหน่ายทำให้มีสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพปลอดภัยออกสู่ท้องตลาดมากขึ้น

ติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q  

ทั้งนี้ มกอช. ได้จัดทำ “โครงการยกระดับผู้ผลิตสินค้าเกษตรให้ได้การรับรองตามมาตรฐานทั่วไป ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564” เพื่อพัฒนาเกษตรกร ผู้ประกอบการภาคเอกชน ให้มีความรู้ความเข้าใจด้านมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร (มกษ.9001-2556) และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกษ.9000-2552) สามารถนำความรู้ไปปฏิบัติและได้รับการรับรับรองตามมาตรฐาน อีกทั้งยังมีการสนับสนุนให้ใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน (เครื่องหมาย Q) ตามมาตรฐานทั่วไปเพื่อแสดงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตผล

ติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q  

โดยในช่วงเดือนธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา มกอช. ได้จัดสัมมนาถ่ายทอดความรู้ด้านมาตรฐานสินค้าเกษตร ข้อกำหนดและการขอรับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกษ.9000-2552) การใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน (เครื่องหมาย Q) ให้แก่กลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการภาคเอกชน พร้อมกับลงพื้นสาธิตการประเมินแปลงเพาะปลูกของเกษตรกร จำนวน 3 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 ณ โรงแรมสวนนงนุช พัทยา อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จำนวน 62 คน ครั้งที่ 2 ณ ที่ทำการกลุ่ม PGS ชลบุรี อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี จำนวน 36 คน และครั้งที่ 3 ณ ทำการกลุ่มบ้านไร่เพียงดิน อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี จำนวน 36 คน 

ติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q  

ทั้งนี้ หลังจากที่เกษตรกร และผู้ประกอบการภาคเอกชน ที่ผ่านการอบรมดังกล่าวแล้ว กองควบคุมมาตรฐาน จะทำการการตรวจประเมินเบื้องต้น (Pre-Audit) เพื่อเตรียมความพร้อมในการยื่นขอรับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เมื่อผ่านหรือได้รับการรับรองมาตรฐานแล้ว จะสนับสนุนให้มีการใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน(เครื่องหมาย Q) และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ต่อไป

“มกอช. คาดหวังว่าเกษตรกร และผู้ประกอบการภาคเอกชน ที่ผ่านการอบรม ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตร ได้รับความรู้และได้การรับรองมาตรฐานทั่วไป ทั้งมาตรฐาน GAP,Organic Thailand พร้อมทั้งนำเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน โดยเฉพาะเครื่องหมาย Q ไปใช้เพื่อแสดงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตผลทางการเกษตร”เลขาธิการ มกอช. กล่าวทิ้งท้าย