‘ธรรมนัส’ ตรวจราชการพะเยา ติดตามปัญหาหนี้สินเกษตร การพัฒนาลุ่มน้ำอิงตอนบน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/455363

‘ธรรมนัส’ ตรวจราชการพะเยา ติดตามปัญหาหนี้สินเกษตร การพัฒนาลุ่มน้ำอิงตอนบน

'ธรรมนัส' ตรวจราชการพะเยา ติดตามปัญหาหนี้สินเกษตร การพัฒนาลุ่มน้ำอิงตอนบน

15 มกราคม 2564 – 20:32 น.

รมช.เกษตรและสหกรณ์ ตรวจราชการ พะเยา ติดตามการแก้ไขปัญหาหนี้สิน เกษตรกร ในช่วงโควิด – 19 ระบาด ร่วมหาแนวทางพัฒนาลุ่มน้ำอิงตอนบน เพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำ ครอบคลุมทั้ง 7 อำเภอ ตอบสนองเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และรักษาระบบนิเวศน์ท้ายน้ำด้วย

วันที่ 15 มกราคม 2564 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์(รมช.เกษตรและสหกรณ์) เดินทางไปตรวจราชการ ในพื้นที่สำนักงานการปฎิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.)บ้านไฝ่สีทอง ต.หงษ์หิน อ.จุน จ.พะเยา เพื่อติดตามความก้าวหน้า การแก้ไขปัญหา เรื่องหนี้สินของเกษตรกร ในช่วงสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19 ที่มีประชาชน ประกอบอาชีพเกษตรกรเคยมาร้องเรียน

'ธรรมนัส' ตรวจราชการพะเยา ติดตามปัญหาหนี้สินเกษตร การพัฒนาลุ่มน้ำอิงตอนบน

ในระหว่างการรับฟังผลการทำงาน รมช.เกษตรฯ ยังได้ร่วมหาแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำอิงตอนบน แก้ไขปัญหาน้ำหลากในช่วงฤดูฝนหรือช่วงเกิดพายุ เนื่องจากแหล่งกักเก็บน้ำบริเวณต้นน้ำนั้นมีน้อย ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

'ธรรมนัส' ตรวจราชการพะเยา ติดตามปัญหาหนี้สินเกษตร การพัฒนาลุ่มน้ำอิงตอนบน

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้เน้นย้ำการพัฒนาแหล่งน้ำในอนาคตในลุ่มน้ำอิงจะมุ่งเน้นการพัฒนาให้กระจายครอบคลุมทั้ง 7 อำเภอ ตามศักยภาพและความเหมาะสมของพื้นที่ เพื่อตอบสนองความต้องการการใช้น้ำของพี่น้องเกษตรกร และประชาชน ไม่ว่าจะเป็นใช้ในการอุปโภค – บริโภค การทำเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และเพื่อรักษาระบบนิเวศน์ท้ายน้ำอีกด้วย

หนุนเกษตรกรผลิตตามระบบ GAP หมื่นรายปี’64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/545425

หนุนเกษตรกรผลิตตามระบบGAPหมื่นรายปี’64

วันศุกร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรมีบทบาทเป็นหน่วยที่ปรึกษา (Advisory Body) ในการส่งเสริมพัฒนาเกษตรกรให้มีความรู้ ทักษะ ความชำนาญในการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและได้มาตรฐานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยพัฒนาศักยภาพกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรของเกษตรกร (ต้นทาง) ให้ปลอดภัยได้มาตรฐานตามระบบปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices : GAP)เพิ่มขึ้น ด้วยการขับเคลื่อนงานส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรในพื้นที่ที่มีศักยภาพทางการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตร ให้เกิดการพัฒนาระบบผลิตภาคการเกษตรปลอดภัย สินค้าเกษตรมีคุณภาพ ผู้ผลิตและผู้บริโภคมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และยั่งยืนในภาคเกษตรของประเทศไทย

ในปี 2564 กรมส่งเสริมการเกษตรจัดทำโครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร เพื่อพัฒนาเกษตรกรให้มีความรู้ความเข้าใจด้านผลิตตามระบบมาตรฐาน GAP และส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ผลิตสามารถเข้าสู่ระบบมาตรฐาน GAP เพิ่มมากขึ้น มีเป้าหมายเป็นเกษตรกรผู้ผลิตพืช (ยกเว้นข้าว) 10,000 รายในพื้นที่ 77 จังหวัด ทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ซึ่งมีแนวทางการดำเนินงาน ได้แก่ พัฒนาเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรให้เป็นที่ปรึกษาสำหรับเกษตรกร การคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯเตรียมเข้าสู่ระบบมาตรฐาน GAP จัดอบรมเกษตรกรให้มีความรู้ด้านการผลิตตามระบบมาตรฐาน GAP และศึกษาดูงานตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ

นอกจากนี้ ยังจัดเจ้าหน้าที่ออกติดตามให้คำปรึกษาแนะนำด้านการผลิตและตรวจประเมินแปลงเบื้องต้นให้เกษตรกรก่อนยื่นขอการรับรอง GAP การจัดเวทีประชุมรับฟังความเห็นปัญหาและความต้องการของเกษตรกร และสนับสนุนด้านการจัดการผลผลิตร่วมกันในแบบกลุ่ม เช่น แปรรูปผลผลิต บรรจุภัณฑ์ ตราสินค้า การทำ QR- Code รวมทั้งขับเคลื่อนงานส่งเสริมมาตรฐานสินค้าเกษตร ระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตร ในการตรวจรับรองมาตรฐาน GAP ให้มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เกษตรกรหรือผู้สนใจสอบถามข้อมูลโครงการได้ ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ และหากสนใจแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการในปี 2565 ได้ต่อไป

‘เฉลิมชัย’ มุ่งยกระดับปศุสัตว์ไทย ปลื้มทุกภาคส่วนร่วมฝ่าวิกฤติโรคASF #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/545426

‘เฉลิมชัย’มุ่งยกระดับปศุสัตว์ไทย ปลื้มทุกภาคส่วนร่วมฝ่าวิกฤติโรคASF

วันศุกร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่าการเลี้ยงสุกรเป็นอาชีพเกษตรแขนงหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่ง ต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกรไทย มีความแน่นอนของผลผลิต เกิดการสร้างอุปสงค์ให้ห่วงโซ่ต่อเนื่องในกลุ่มผลผลิตทางการเกษตรที่เป็นพืชอาหารสัตว์ของไทย เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง ผลพลอยได้จากข้าว เช่น ปลายข้าว รำข้าว ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องนอกเหนือจากการเป็นอาหารโปรตีนหลักของคนในชาติ อุตสาหกรรมสุกรยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่อง รวมแล้วกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี ภาคเกษตรปศุสัตว์จึงถือเป็นหนึ่งของภาคเกษตรที่มีรากฐานของประเทศและเชื่อมโยงกับการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันภาคการเลี้ยงสุกรของไทยเป็นมืออาชีพมากขึ้น มีความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษามากยิ่งขึ้น

สำหรับในส่วนกระทรวงเกษตรฯ มุ่งสนับสนุนการผลิตและการควบคุมคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรให้มีความปลอดภัยได้มาตรฐาน และตรงความต้องการของตลาด อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯยังมุ่งพัฒนาภาคปศุสัตว์ของประเทศอย่างต่อเนื่องจึงต้องอาศัยความร่วมมือและการบูรณาการจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา และเกษตรกร เพื่อสร้างความตระหนักรู้ กระตุ้นให้เกิดการปรับตัว เสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็งให้ภาคเกษตรและภาคเศรษฐกิจอื่นให้รับมือกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ

“ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน เพื่อผ่านวิกฤติทั้งโรค ASF และโควิด-19ไปให้ได้ จึงต้องขอขอบคุณทั้งภาครัฐที่ทำงานเข้มแข็ง ผู้ประกอบการและเกษตรกรให้ความร่วมมืออย่างดี จนป้องกันการเกิดโรค ASF ในประเทศไทยได้ และที่สำคัญยังเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นเศรษฐกิจของประเทศด้วย”นายเฉลิมชัย กล่าว

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : เตรียมใจก่อนไป..ดอยเสมอดาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/545429

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : เตรียมใจก่อนไป..ดอยเสมอดาว

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : เตรียมใจก่อนไป..ดอยเสมอดาว

วันศุกร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ได้มีโอกาสไปเที่ยวที่ ดอยเสมอดาว และผาหัวสิงห์ อุทยานแห่งชาติศรีน่าน ประทับใจในความสวยงาม แต่เสียดายที่ไม่ได้กางเต็นท์แคมปิ้งบนดอยเสมอดาว เพราะสถานที่ไม่เอื้ออำนวยหลายอย่าง ต้องมากางเต็นท์พักแรมในพื้นที่ของชาวบ้าน

มองในแง่ดีคือ กระจายรายได้ให้ชุมชน

อุทยานแห่งชาติศรีน่าน มีพื้นที่ประมาณ 583,750 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่อ.เวียงสา อ.นาน้อย และอ.นาหมื่น เป็นผืนป่ารอยต่อประเทศไทยกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวจึงเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ เจ้าหน้าที่อุทยานบอกว่า ที่นี่มีสัตว์หายากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น นกยูง เสือดาว เสือดำ หมี กวาง หมาป่า และหมาไน นอกจากนี้ยังมี ช้างป่า วัวแดง และกระทิง

แต่ที่ไปครั้งนี้ไม่พบสัตว์ป่าสักชนิดเลย เพราะไม่ได้เดินป่าหรือไปนั่งห้างดูสัตว์ ตั้งใจจะไปสัมผัสอากาศที่หนาวเย็น นั่งผิงไฟ ดูดาว ดูทิวทัศน์พระอาทิตย์ขึ้น-ตก และที่สำคัญอยากจะเห็นทะเลหมอก

ผมเดินทางไปถึงด้วยรถยนต์ส่วนตัว ประมาณบ่าย 3 โมงกว่าๆ จ่ายค่าผ่านเข้าอุทยานฯตามระเบียบ ดอยเสมอดาว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีลานกว้าง มีเนินเข้าโค้งไปตามสันเขามองเห็นทิวทัศน์เกือบ 360 องศา ที่เป็นภูเขาขึ้นสลับทับซ้อนกันสวยงาม โดยเฉพาะทิศตะวันออกมองเห็นผาชู้ แม่น้ำน่านที่คดเคี้ยวของลำน้ำน่าน ก่อนที่จะไหลลงเขื่อนสิริกิติ์

บริเวณเดียวกันจะมองเห็นผาหัวสิงห์เป็นหน้าผามีรูปร่างเหมือนสิงโตนอนหมอบหันหน้าไปทางทิศตะวันออก เป็นอีกจุดที่นักท่องเที่ยวจะต้องถ่ายรูป ผมก็ไม่พลาดเช่นกัน

ครั้งแรกว่าจะกางเต็นท์ นอนแคมปิ้ง ที่ดอยเสมอดาว จึงได้ติดต่อสอบถามรายละเอียด

เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้ชี้จุดกางเต็นท์ส่วนตัวให้ผมดู เป็นทำเลไม่สวยงามนัก ไกลจากห้องน้ำ ที่จอดรถ และร้านค้าสวัสดิการแตกต่างจากเต็นท์ของอุทยานฯที่ถูกกางไว้เต็มพื้นที่ที่เป็นทำเลที่ดีๆ ผมบอกว่า ไม่เป็นไร ไกลจากผู้คนเงียบสงบดี แม้จะต้องขนสัมภาระจากรถไปไกลก็ตาม มองในแง่ดี ได้ดูดาวเงียบๆ ซึ่งทางอุทยานฯอนุญาตให้จอดรถขนสัมภาระได้ชั่วคราว จากนั้นแล้วค่อยนำไปจอดที่ลานจอดรถ

แต่เมื่อเจ้าหน้าที่บอกกฎเกณฑ์และระเบียบปฏิบัติแล้วผมเปลี่ยนใจไม่นอนที่ดอยเสมอดาวทันที

กฎเกณฑ์และระเบียบของอุทยานฯที่นี่ต่างจากที่อื่นที่ผมเคยไปท่องเที่ยว คือ ไม่ให้ทำอาหารหน้าเต็นท์ ไม่ให้ก่อกองไฟ รวมทั้งห้ามใช้เตาถ่านด้วย(อุทยานฯอื่นๆจะห้ามเฉพาะก่อกองไฟ แต่จะอนุญาตให้ใช้เตาถ่านได้)

อากาศที่หนาวเย็นอุณหภูมิเลขตัวเดียว ต้องขนสัมภาระแยกกันระหว่าง เต็นท์ เครื่องนอน กับ อาหาร เครื่องครัว ซึ่งจุดที่อนุญาตให้ประกอบอาหารนั้นมีเพียงจุดเดียว และอยู่ห่างจากจุดที่กางเต็นท์ส่วนตัวอีกด้วย จะนั่งดูดาวหน้าเต็นท์กับเตาถ่านอุ่นๆก็ทำไม่ได้

มันไม่ใช่การแคมปิ้ง อย่างเช่นอุทยานฯอื่นๆแล้วครับ

เจ้าหน้าที่บอกว่า ถ้าอยากจะทำอาหารหน้าเต็นท์ใช้เตาถ่านได้ จอดรถไม่ห่างจากจุดกางเต็นท์ ต้องไปที่ชาวบ้าน ซึ่งอยู่บริเวณใกล้เคียง จะได้เห็นดาวที่ไม่ต่างกัน ได้ชมพระอาทิตย์ขึ้น-ตก และทะเลหมอกบรรยากาศใกล้เคียงกัน ผมจึงตัดสินใจไปนอนที่ชาวบ้าน…และก็ไม่ผิดหวังครับ

เขียนมา..แค่อยากบอกให้รู้ว่า กฎระเบียบการพักแรมในพื้นที่ดอยเสมอดาว ไม่เหมือนที่อุทยานฯอื่นๆ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม? ทั้งๆ ที่กฎระเบียบการพักแรมในพื้นที่อุทยานฯน่าจะเป็นสากลเหมือนกันทุกอุทยานฯ และที่สำคัญทำเลสวยๆ น่าจะเหลือไว้ในนักท่องเที่ยวที่กางเต็นท์ส่วนตัวบ้างนะครับ


รัฐศักดิ์ พลสิงห์

กยท.จับมือองค์การสวนสัตว์ฯ พัฒนาธุรกิจ-งานวิจัยเพิ่มการใช้ผลิตภัณฑ์ยาง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/545427

กยท.จับมือองค์การสวนสัตว์ฯ พัฒนาธุรกิจ-งานวิจัยเพิ่มการใช้ผลิตภัณฑ์ยาง

วันศุกร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางณพรัตน์ วิชิตชลชัย รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านธุรกิจ เปิดเผยว่า การยางแห่งประเทศไทย(กยท.)ร่วมกับองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ด้านส่งเสริมพัฒนาธุรกิจและงานวิจัย เน้นสร้างนวัตกรรมยางใช้ในกิจการสวนสัตว์ เป็นส่วนหนึ่งเพิ่มปริมาณใช้ยางพาราในประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาธุรกิจผลิตภัณฑ์ยาง เพื่อบริการประชาชน โดยทั้งสองหน่วยงานลงนามความร่วมมือ MOU ส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจและงานวิจัยเน้นเพิ่มการใช้ผลิตภัณฑ์ยางในกิจการของสวนสัตว์ เพื่อให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมด้านยางพารา สนับสนุนการดำเนินงานและเป็นประโยชน์ต่อกิจการขององค์การสวนสัตว์ อาทิ ทำเฝือกช้างจากยางพารา นอกจากนี้ ยังสนับสนุนส่งเสริมศักยภาพการพัฒนาธุรกิจร่วมกัน

ด้านดร.สมิทธิ ดารากร ณ อยุธยา กรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย รักษาการแทน ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การลงนามบันทึกความร่วมมือครั้งนี้ นอกจากหน่วยงานทั้งสองตกลงความร่วมมือ ด้านส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจและการดำเนินงานด้านวิจัย เพื่อบริการแก่ประชาชน รวมทั้งส่งเสริมการดำเนินงานตามภารกิจให้เกิดประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์ร่วมกันแล้ว ยังเพิ่มพื้นที่เผยแพร่เพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ยางและสินค้าบริการ ผ่านสถานที่ตั้งขององค์การสวนสัตว์ฯ ในพื้นที่ต่างๆ ทั้งสวนสัตว์เขาเขียว สวนสัตว์สงขลาสวนสัตว์ขอนแก่น หวังให้เป็นที่รู้จักทั่วถึงมากขึ้น

“มกอช.” เปิด 8 หลักสูตร ติวเข้ม “ผู้ตรวจประเมิน” เสริมศักยภาพรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/455112

“มกอช.” เปิด 8 หลักสูตร ติวเข้ม “ผู้ตรวจประเมิน” เสริมศักยภาพรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร

"มกอช." เปิด 8 หลักสูตร ติวเข้ม "ผู้ตรวจประเมิน" เสริมศักยภาพรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร

13 มกราคม 2564 – 20:10 น.

“มกอช.” เปิด 8 หลักสูตร ติวเข้มผู้ตรวจประเมินหน่วยรับรองภาครัฐ เอกชน เสริมศักยภาพการตรวจสอบและรับรองคุณภาพการผลิตสินค้าเกษตร มุ่งสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคในช่วงวิกฤต COVID-19

13 มกราคม 2564  นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. มีภารกิจเป็นหน่วยงานกลางด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร โดยมีหน้าที่กำหนด ตรวจสอบรับรอง ควบคุม และส่งเสริมมาตรฐานสินค้าเกษตร ตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงผู้บริโภค และเพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรและอาหารของไทยให้ได้มาตรฐาน มีคุณภาพและความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ดังนั้น จึงจำเป็นต้องดำเนินการพัฒนาศักยภาพบุคลากรผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจประเมินของหน่วยรับรอง หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่สนใจทั่วไป ในการตรวจประเมินตามมาตรฐานสากลและมาตรฐานสินค้าเกษตร (มกษ.) เพื่อให้สอดรับกับการถ่ายโอนภารกิจด้านการตรวจสอบและรับรองคุณภาพของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใน 3 ด้าน ได้แก่ งานตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติงาน งานรับรองมาตรฐาน GAP และงานรับรองมาตรฐาน GMP

"มกอช." เปิด 8 หลักสูตร ติวเข้ม "ผู้ตรวจประเมิน" เสริมศักยภาพรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร

ดังนั้น มกอช. โดยกองส่งเสริมมาตรฐาน (กสม.) จึงได้ดำเนินการจัด ฝึกอบรมพัฒนาผู้ตรวจประเมินตามมาตรฐานสากลและมาตรฐานสินค้าเกษตร จำนวน 8 หลักสูตร ได้แก่

1.หลักสูตรผู้ตรวจประเมิน/หัวหน้าผู้ตรวจประเมินระบบบริหารงานคุณภาพ CQI and IRCA Certified ISO 9001:2015 QMS Lead Auditor Training (PR328 Course Specification) (Course Reg No: 18126) จำนวน 2 รุ่น

2. หลักสูตรผู้ตรวจประเมินระบบควบคุมภายในแบบกลุ่ม ตามมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง หลักการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร (มกษ. 9001-2556) (Internal Control System for Food Crop Auditor)  

3.หลักสูตรการตรวจประเมินตามมาตรฐานพืชอาหาร ภายใต้หลักการมาตรฐาน ISO 19011:2018 (Food Crop Auditing Course In accordance with ISO 19011:2018 Guidelines for auditing management systems)

4.หลักสูตรข้อกำหนดและการตรวจประเมินภายในตามมาตรฐาน ISO/IEC 17021-1:2015 (ISO/IEC 17021-1 Introduction and Internal Auditor) 

"มกอช." เปิด 8 หลักสูตร ติวเข้ม "ผู้ตรวจประเมิน" เสริมศักยภาพรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร

5.หลักสูตรข้อกำหนดและการตรวจประเมินภายในตามมาตรฐาน ISO/IEC 17020:2012 (ISO/IEC 17020 Introduction and Internal Auditor)

6.หลักสูตรการพัฒนาผู้ตรวจประเมินตามมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงรวบรวมผักและผลไม้สด (มกษ.9047-2560)

7.หลักสูตรหลักการทั่วไปเกี่ยวกับสุขลักษณะอาหาร การปฏิบัติทางสุขลักษณะที่ดี และระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม (GHP/HACCP) จำนวน 2 รุ่น

และ8.หลักสูตรข้อกำหนดและการตรวจประเมินภายในตามมาตรฐาน ISO/IEC 17065:2012 (ISO/IEC 17065 Introduction and Internal Auditor) รวมทั้งสิ้น 10 ครั้ง ภายใต้ “โครงการพัฒนาผู้ตรวจประเมินตามมาตรฐานสากลและมาตรฐานสินค้าเกษตร” เพื่อสร้างองค์ความรู้ พัฒนาศักยภาพ และเพิ่มจำนวนบุคลากรด้านการตรวจสอบและรับรองคุณภาพให้เพียงพอต่อความต้องการในการขอรับรองมาตรฐานของเกษตรกร รวมถึงเพื่อให้สอดรับกับนโยบายการถ่ายโอนภารกิจฯ 

"มกอช." เปิด 8 หลักสูตร ติวเข้ม "ผู้ตรวจประเมิน" เสริมศักยภาพรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร

“โดยผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมจะได้รับความรู้ ความเข้าใจ รวมถึงทักษะและเทคนิคต่าง ๆ ในการตรวจประเมิน และสามารถนำหลักการพื้นฐานด้านการตรวจสอบและรับรองคุณภาพที่ได้รับไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานได้ เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรและยกระดับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือ ประกอบกับปัจจุบันเกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ระลอกใหม่ ยิ่งต้องเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหารในยุค New Normal ให้กับผู้บริโภคและประเทศคู่ค้า” เลขาธิการ มกอช. กล่าว

AIC กรุงเทพเดินหน้าโครงการใหม่รับปี64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/455053

AICกรุงเทพเดินหน้าโครงการใหม่รับปี64

AICกรุงเทพเดินหน้าโครงการใหม่รับปี64

13 มกราคม 2564 – 14:24 น.

ม.เกษตรศาสตร์ เตรียมจับมือ กรมประมง กรมปศุสัตว์ และกรมส่งเสริมการเกษตร ลงนามร่วมวิจัยและพัฒนาพื้นที่ตลาดอาหารเกษตรปลอดภัยครบวงจร ในนามของ AIC กรุงเทพฯ

13 ม.ค.64 ผศ.ดร.นิคม แหลมสัก รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและกิจการเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากสินค้าเกษตรทุกประเภทของประเทศไทย ได้รับความสนใจและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภครวมถึงผู้ประกอบการทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศเป็นอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันการเปิดพื้นที่ขายอย่างเป็นระบบครบวงจรทั้งในระบบ offline และ online รวมถึงการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตรของประเทศในระดับนานาชาติ ยังต้องอาศัยการทำงานแบบองค์รวมกับหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกร

ดังนั้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะสถาบันการศึกษา จึงได้ประสานความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา กับ กรมประมง กรมปศุสัตว์ และ กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมอาหารปลอดภัย ในนามของ AIC กรุงเทพมหานคร เพื่อพัฒนาพื้นที่ตลาดอาหารปลอดภัยให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และปริมาณสอดคล้องกับความต้องการของประเทศและต่างประเทศ รวมถึงส่งเสริมการตลาดให้กับสินค้าเกษตรทุกประเภทอย่างครบวงจรทั้งในระบบ offline และ online

โดยทั้ง 4 ฝ่าย จะจัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา ในวันที่ 14 มกราคม 2564 เวลา13.30-15.00 น. ณ ห้องประชุมกำพล อดุลวิทย์ อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งผู้ลงนาม ประกอบด้วย ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ และนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจากนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหาร AIC เป็นประธาน และร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามดังกล่าว พร้อมทั้งกล่าวถึงการดำเนินงานโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง และความสำคัญของการดำเนินงานของ AIC อีกด้วย

ส.ป.ก.ทุ่มงบ75ล้าน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน61โครงการ เพิ่มศักยภาพเขตปฏิรูปที่ดิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/545335

ส.ป.ก.ทุ่มงบ75ล้าน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน61โครงการ เพิ่มศักยภาพเขตปฏิรูปที่ดิน

ส.ป.ก.ทุ่มงบ75ล้าน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน61โครงการ เพิ่มศักยภาพเขตปฏิรูปที่ดิน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2564, 13.53 น.

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2564 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นประธานในการประชุมคณะอนุกรรมการโครงการและการเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (อกก.คง.) ครั้งที่ 1 / 2564 ที่ สปก.

โดย นายวิณะโรจน์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้อนุมัติค่าใช้จ่ายสำหรับพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในเขตปฏิรูปที่ดิน และพื้นที่ คทช.วงเงินรวมกว่า 75 ล้านบาท ซึ่งโครงการที่ได้รับอนุมัติงบประมาณสนับสนุนเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้น เป็นโครงการพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐานภายในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งได้จัดเกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่แล้ว นอกจากภารกิจหลักในการจัดที่ดิน ส.ป.ก.ยังมีอีกหนึ่งพันธกิจในการเพิ่มศักยภาพให้กับพื้นที่เกษตรกรรมในการประชุมครั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาอนุมัติและเห็นชอบโครงการต่างๆ ประกอบไปด้วย

1.อนุมัติโครงการและใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างถนนสายหลักผิวจราจรหินคลุกในแปลงเกษตรกรรม ในแปลงบริษัท เขาพนมแพลนเตชั่น จำกัด ต.เขาพนม อ.เขาพนม จ.กระบี่ จำนวน 1 สาย ระยะทาง 3.955 กิโลเมตร เป็นเงิน 4,440,000 บาท

2.เห็นชอบโครงการและใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อนำเสนอที่ประชุม คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) พิจารณาอนุมัติค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการก่อสร้างบ่อบาดาลและระบบสูบน้ำโซล่าร์เซลล์เพื่อการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน (ครั้งที่ 2) จำนวน 61 โครงการ ในพื้นที่ 18 จังหวัด รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 71,235,110 บาท

ทั้งนี้ การอนุมัติการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว เป็นการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ให้สามารถอยู่ในพื้นที่ได้อย่างมีความสุข ซึ่ง ส.ป.ก.จะเร่งรัดดำเนินการโครงการข้างต้นให้แล้วเสร็จอย่างรวดเร็วที่สุด เพื่ออำนวยความสะดวกทั้งในด้านการคมนาคม ตลอดจนเพิ่มศักยภาพพื้นที่ มีแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคและภาคการเกษตรอย่างทั่วถึงและเพียงพอ รวมทั้งเพื่อให้การดำเนินงานและกิจกรรมต่างๆ ของเกษตรดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป

สศท.2ชูแนวทางพัฒนาสินค้าเกษตรGI ‘ทุเรียนหลงลับแล’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/545214

สศท.2ชูแนวทางพัฒนาสินค้าเกษตรGI‘ทุเรียนหลงลับแล’

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประเสริฐศักดิ์ แสงสัทธา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 (สศท.2พิษณุโลก) เปิดเผยว่า ทุเรียนหลงลับแลของจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GeographicalIndication : GI) จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2555 ทุเรียนหลงลับแลของจังหวัดอุตรดิตถ์มีศักยภาพและโอกาสทางการตลาดสูง โดยทุเรียนหลงลับแลมีลักษณะเด่น คือ มีผลทรงกลม หรือกลมรี ขนาดเล็ก เปลือกบาง เนื้อมาก สีเหลืองเข้ม เนื้อแห้งละเอียดเหนียว มีกลิ่นอ่อน รสชาติหวานมัน เมล็ดลีบเล็ก จุดกำเนิดของทุเรียนหลงลับแลอุตรดิตถ์มาจากทุเรียนสายพันธุ์พื้นเมืองที่มีความพิเศษแตกต่างจากทุเรียนพื้นเมืองทั่วไป คือ เป็นทุเรียนที่มีรสชาติดีเมล็ดลีบ ซึ่งภายหลังจากส่งเข้าประกวดทุเรียนและได้รับรางวัลยอดเยี่ยม เกษตรกรจึงได้รับการส่งเสริมให้ปลูกและขยายพันธุ์มาอย่างต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายมากยิ่งขึ้น

สศท.2 ศึกษาแนวทางการพัฒนาทุเรียนหลงลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ โดยผลการศึกษา พบว่า ปัจจุบันจังหวัดอุตรดิตถ์มีเนื้อที่เพาะปลูกทุเรียนหลงลับแล ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI จำนวน 2,612 ไร่ปริมาณผลผลิตรวม 1,400 ตัน แหล่งผลิตสำคัญอยู่ที่อำเภอเมือง อำเภอลับแล และอำเภอท่าปลา เนื่องจากสภาพดินระบายน้ำได้ดี มีอินทรีย์วัตถุตามไหล่เขา และเป็นพื้นที่ลาดเอียง มีสภาพอากาศที่เหมาะสม ส่งผลให้มีการสะสมพลังงานในรูปของสารประกอบคาร์โบไฮเดรตมาก ซึ่งเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของทุเรียนหลงลับแลเป็นอย่างมาก สำหรับต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 46,306 บาท/ไร่ (เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 6 – 7 และสามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 25 – 30 ปี) นิยมปลูกในช่วงต้นฤดูฝน ระยะเวลาการเก็บเกี่ยวอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคมของทุกปี โดยเกษตรกรจะทำการเก็บเกี่ยวเมื่อผลทุเรียนแก่จัด ซึ่งนับตั้งแต่วันดอกบานไปประมาณ 105 – 110 วัน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,253 กก./ไร่ ผลตอบแทนเฉลี่ย 324,466 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 278,160 บาท/ไร่ราคาที่เกษตรกรขายได้ (เกรดคละ) เฉลี่ย 259 บาท/กก.

หากมองถึงสถานการณ์ตลาด พบว่า ผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ 60 เกษตรกรจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการรับซื้อ (ล้ง) ในจังหวัดอุตรดิตถ์ มีเพียงบางส่วนที่จำหน่ายให้แก่พ่อค้ารับซื้อทั่วไปจากต่างจังหวัด เพื่อนำไปจำหน่ายผ่านหน้าร้าน ส่วนอีกร้อยละ 40 จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ facebook ให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง โดยจัดส่งสินค้าผ่านหลายช่องทาง เช่น ไปรษณีย์ไทย KerryExpress ปัจจุบันทุเรียนหลงลับแลพึ่งพาตลาดภายในประเทศเป็นหลัก สำหรับทิศทางตลาดในอนาคตคาดว่า จะมีการขยายเนื้อที่เพาะปลูก เนื่องจากปัจจุบันปริมาณผลผลิตไม่พอความต้องการของตลาดที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

ผู้อำนวยการ สศท.2 กล่าวต่อไปว่า สำหรับแนวทางการพัฒนาเพื่อยกระดับทุเรียนหลงลับแล GI ของจังหวัดอุตรดิตถ์ จะเน้น 4 แนวทาง ได้แก่ แนวทางกลยุทธ์เชิงรุก โดยเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรสินค้า GI ผู้ประกอบการธุรกิจห้องเย็นเพื่อเก็บสต๊อกสินค้าจากเครือข่ายภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และส่งเสริมการตลาด แนวทางกลยุทธ์เชิงแก้ไข สนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร เช่น ระบบส่งน้ำ ระบบประปาบนพื้นที่สูง การพัฒนากระบวนการผลิตด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่ออนุรักษ์และสร้างมูลค่าเพิ่มสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตร และพัฒนานวัตกรรมการเก็บเกี่ยวผลผลิตบนพื้นที่สูง แนวทางกลยุทธ์เชิงป้องกัน สร้างองค์กรภาคีเครือข่าย สนับสนุนองค์ความรู้การพัฒนาสินค้า GI และ Stakeholdersเพื่อพัฒนาระบบตลาด ส่งเสริมการสร้างชุมชนสินค้าGI ต้นแบบ และแนวทางกลยุทธ์เชิงรับ กำหนดมาตรฐานการพัฒนาคุณภาพเพื่อรักษาชื่อเสียงและภาพลักษณ์สินค้า GI พัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลการผลิตและการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ทั้งนี้ ผลการศึกษาวิจัยแนวทางการพัฒนาทุเรียนหลงลับแล GI ดังกล่าวสามารถนำไปเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาจัดทำแผนงานโครงการเพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพทุเรียนหลงลับแล GI ให้ได้มาตรฐาน สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค และพัฒนาสู่การส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ รวมถึงเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ในระยะยาว หากท่านสนใจผลการศึกษาเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ สศท.2 โทร. 0-5532-2650 และ 0-5532-2658 หรือ อีเมล์ zone2@oae.go.th

ก.เกษตรฯหนุนประกันภัยโคนมเสริมความมั่นคง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/545212

ก.เกษตรฯหนุนประกันภัยโคนมเสริมความมั่นคง

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า นโยบายด้านการประกันภัยภาคเกษตรเป็นนโยบายสำคัญภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการบริหารจัดการความเสี่ยงให้เกษตรกรทุกสาขาอาชีพ ปัจจุบันรัฐบาลมีเครื่องมือช่วยเหลือในยามฉุกเฉินแต่ก็ไม่เพียงพอกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นดังนั้น กระทรวงเกษตรฯจึงสนับสนุนให้มีการประกันภัยที่เป็นธรรม เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรโดยแท้จริง สำหรับการดำเนินงานที่ผ่านมา ตนในฐานะกำกับดูแลกรมปศุสัตว์ มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ประสานทุกภาคส่วน เพื่อตอบสนองนโยบายดังกล่าว โดยในส่วนที่ทำไปแล้วและกำลังได้รับความสนใจขณะนี้คือ “โคขุน” ตามโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่องภายใต้บันทึกความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์ กับธ.ก.ส. (โคขุนกู้วิกฤติ COVID-19) ที่ได้ผลักดันเรื่องการประกันภัยโคขุน เพื่อลดความเสี่ยงให้เกษตรกร ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ จึงได้หารือร่วมกับผู้แทนฟาร์มโคนม และบริษัท อาคเนย์ประกันภัยจำกัด เพื่อหาแนวทางร่วมกันเพื่อเป็นการช่วยเหลือดูแลเกษตรกรที่มีอาชีพเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะผู้เลี้ยงโคนม ทำอย่างไรไม่ให้รับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

นายประภัตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากภาคธุรกิจประกันภัย ในการดำเนินโครงการ “ประกันภัยโคนม” เพื่อร่วมบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร พร้อมยกระดับมาตรฐานธุรกิจโคนมในประเทศไทย ในฐานะสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญและเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ขณะเดียวกัน ยังได้มอบแนวทางให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งซึ่งขณะนี้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่เชื้อโควิด-19 รวมไปถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีก และหมู เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง ซึ่งประกันภัยจะช่วยลดความเสี่ยงให้กับเกษตรกร โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานศึกษารายละเอียดต่อไป

นายประภัตร กล่าวต่อไปว่า สำหรับสถานการณ์การเลี้ยงโคนมของประเทศไทยในปัจจุบัน ปี 2563 ประเทศไทยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจำนวน 20,174 ราย ผ่านมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (ฟาร์มโคนม GAP) 6,475 ฟาร์ม จำนวนโคนม 707,236 ตัว โดยเป็นแม่โครีดนม 320,613 ตัว ปริมาณน้ำนมดิบที่มีการทำข้อตกลงการซื้อขาย (MOU) ระหว่างศูนย์รวมนมและผู้ประกอบการจำนวน 3,547 ตัน/วัน ทั้งนี้ 1,000 ตัน ใช้ภายใต้โครงการ “อาหารเสริม (นม) โรงเรียน” ปริมาณนมส่วนที่เหลือเป็นนมพาณิชย์ที่แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นมให้คนไทยได้บริโภค นอกจากนี้ การจัดทำ MOU เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศ และเป็นอาชีพพระราชทานของในหลวงรัชกาลที่ 9ตลอดจนภาคอุตสาหกรรมการเลี้ยงโคนมของไทยนับเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียน อีกด้วย

สำหรับความคุ้มครองที่เกษตรจะได้รับจากการทำประกันภัยโคนม ประกอบด้วย ความคุ้มครองที่เกิดจากการเจ็บป่วยของโคนม, ความคุ้มครองการตายจากการบาดเจ็บโดยอุบัติเหตุ, ความคุ้มครองการตายจากภัย เช่น ไฟไหม้ ฟ้าผ่า น้ำท่วม ลมพายุ ที่ได้รับการรับรองจากสัตวแพทย์ โดยเกษตรกรที่ซื้อประกันภัยโคนมในโครงการจะได้รับค่าสินไหมทดแทนประมาณ 30,000 บาทต่อตัว (เงื่อนไขตามกรมธรรม์)