ซอกแซกอาเซียน : 14 มกราคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/545215

ซอกแซกอาเซียน : 14 มกราคม 2564

ซอกแซกอาเซียน : 14 มกราคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ฉบับที่แล้วผมทิ้งท้ายขอต่อความยาวในเรื่องข้าวๆ เพื่อเสนอไอเดียรวมทั้งสร้างการรับรู้และความเข้าใจต่อสาธารณชน โฟกัสไปที่สาเหตุที่ทำให้ผลผลิตเฉลี่ยข้าวไทยต่ำกว่าเพื่อนบ้าน และแนวคิดการตั้งชื่อพันธุ์ข้าวหอมมะลิ ทั้งนี้ ก็เพื่อหวังจะให้เกิดประโยชน์สำหรับผู้สนใจ หรือผู้เกี่ยวข้องในอันที่จะยกเอาไอเดียที่กล่าวมาพิจารณาเพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวนาไทย หลายท่านยังไม่เคยอ่าน หากสนใจก็ลองไปค้นหาดูในเว็บไซต์หนังสือพิมพ์แนวหน้าครับ

ผมขออนุญาตมาต่อความยาวสาวความยืดเรื่องข้าว ในประเด็นต่อมา คือ เรื่องของการควบคุมหรือการรับรองพันธุ์ข้าวครับ แต่ก่อนที่จะเขียนต่อไป ขอทำความเข้าใจท่านผู้อ่านเพื่อความชัดเจนแจ่มแจ้งและเข้าใจตรงกันก่อนสักนิดว่า คำว่า “พันธุ์” หมายถึง ชื่ออันเป็นนามธรรมของชนิดพันธุ์ข้าวที่เราใช้เรียกกัน ตรงกับภาษาอังกฤษว่า variety เช่น ข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105, พันธุ์ปทุมธานี 1, พันธุ์ กข43 อันนี้ย่อมแตกต่างจาก คำว่า “เมล็ดพันธุ์”หรือ seed ซึ่งมีลักษณะทางรูปธรรม คือตัวเมล็ดข้าวเปลือกที่ใช้นำไปปลูกขยายพันธุ์ ชาวนาทั่วไปอาจเรียกว่า “ข้าวปลูก” ทั้งนี้ เนื่องจากมักมีการใช้คำว่า “พันธุ์” กับ “เมล็ดพันธุ์” อย่างสลับสับสนปะปนไปมา จนกระทั่งได้สร้างความเข้าใจผิดหรือผิดใจกันอยู่เสมอๆ

ใครที่พอจำได้เมื่อสักสองสามปีที่ผ่านมาสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้เตรียมที่จะออกกฎหมายฉบับหนึ่ง มีบทบัญญัติหลายอย่างเกี่ยวกับข้าว และก็มีบทหนึ่งที่ต้องการสร้างกฎเกณฑ์และมาตรฐานใหม่ให้กับ “พันธุ์ข้าว” (ไม่ใช่เมล็ดพันธุ์นะครับ) ที่เลือกเอามาปลูกในนา คือเห็นสมควรที่จะให้มีการควบคุม “พันธุ์ข้าว” โดยมองว่าปัจจุบันเรามีแต่กฎหมายควบคุม “เมล็ดพันธุ์” (ซึ่งเป็นเรื่องของการควบคุมเมล็ดพันธุ์ให้มีคุณภาพบริสุทธิ์ตรงตามมาตรฐาน ความงอกดี) และมีกฎหมายคุ้มครอง “พันธุ์” (ซึ่งเป็นเรื่องของสิทธิบัตรคุ้มครองความเป็นเจ้าของให้แก่ผู้คิดค้นพันธุ์พืชใหม่) แต่ทว่าในเรื่องของการควบคุมชนิดพันธุ์ข้าวที่ใช้ปลูกนั้น ยังไม่มี จะมีก็เพียงระเบียบกรมการข้าวใช้เพื่อการรับรองพันธุ์ข้าวตามความสมัครใจ หมายถึง ถ้าใครหรือหน่วยงานใดก็ตามที่ค้นคว้าวิจัยพันธุ์ข้าวชนิดใหม่ได้ และประสงค์จะให้พันธุ์ข้าวนั้น ได้รับการรับรองพันธุ์ ก็สามารถมายื่นขอรับรองพันธุ์ข้าวใหม่นั้นได้ที่กรมการข้าว โดยมีถ้ามีคุณสมบัติครบถ้วนและผ่านกระบวนการพิสูจน์ทดลองตามวิธีการที่กำหนดจนพบว่าได้มาตรฐานแล้ว พันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่นั้นก็จะได้รับการรับรอง ซึ่งกรมการข้าวจะมีการจดบันทึกไว้ในทะเบียน และออกใบประกาศนียบัตรให้ การรับรองที่ว่านี้ถือว่าเป็นการควบคุมพันธุ์ข้าวไปในตัว แต่กระนั้น ผู้ที่คิดค้นพันธุ์ข้าวดังกล่าว หากไม่ประสงค์จะขอรับรองพันธุ์ตามระเบียบดังกล่าว ก็ไม่มีการบังคับให้ต้องนำพันธุ์ข้าวนั้นมาผ่านการรับรองแต่ประการใด สามารถนำพันธุ์ข้าวออกไปผลิตเมล็ดพันธุ์ปลูกหรือขายได้เลยตามใจชอบ

ประเด็นการรับรองพันธุ์ข้าวนี้ ฝ่ายที่ต้องการควบคุมได้เสนอให้กำหนดไว้ในกฎหมายที่กำลังยกร่างเลยว่า พันธุ์ข้าวที่คิดค้นได้มาใหม่นั้น ต้องนำมาผ่านการรับรองพันธุ์ข้าวโดยกรมการข้าวก่อน จึงจะสามารถนำออกไปผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อจำหน่ายเชิงการค้าให้ชาวนานำไปปลูกได้ ทั้งนี้ โดยมีเหตุผลสนับสนุน คือข้าวพันธุ์ต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นใหม่ หากปราศจากการศึกษาตรวจสอบจัดทำรายละเอียดในทุกด้าน เช่น พ่อแม่พันธุ์ แหล่งที่มา และมีการปลูกทดลองดูถึงคุณสมบัติต่างๆ ทั้งดีและไม่ดี ก็จะทำให้ขาดข้อมูลพันธุ์ข้าวทั้งในส่วนของประวัติสายพันธุ์ พฤติกรรมทางชีววิทยา และอื่นๆ เสี่ยงที่จะนำไปสู่ปัญหาการปะปนพันธุ์ ความไม่สม่ำเสมอของผลผลิต การระบาดของโรคแมลง ข้าววัชพืช/ข้าวเมล็ดสั้น จนอาจมีผลต่อความบริสุทธิ์ของสายพันธุ์ที่ดีและคงที่ แต่ฝ่ายไม่เห็นด้วยก็คัดค้านว่าการค้นคว้าวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยควรเป็นอิสระ จะช่วยให้ประเทศไทยมีพันธุ์ข้าวใหม่ๆ ได้มากขึ้น พันธุ์ข้าวใดไม่ดีจริงหรือตลาดไม่ต้องการก็จะค่อยๆ หายไปเอง การควบคุมอาจทำให้เกิดการผูกขาดขายพันธุ์ข้าวโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ ฟังเหตุผลดูแล้วก็น่าติดตามอยู่คงต้องขยายความต่อคราวหน้าละครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ปิ๊กบ้านเฮาเต๊อะ! ‘สุขใจฟาร์ม’ ภูมิใจนำลูกหลานกลับบ้านสานต่ออาชีพ ‘เกษตรกร’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/545080

ปิ๊กบ้านเฮาเต๊อะ!‘สุขใจฟาร์ม’ภูมิใจนำลูกหลานกลับบ้านสานต่ออาชีพ‘เกษตรกร’

ปิ๊กบ้านเฮาเต๊อะ!‘สุขใจฟาร์ม’ภูมิใจนำลูกหลานกลับบ้านสานต่ออาชีพ‘เกษตรกร’

วันพุธ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2564, 13.46 น.

โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพเกษตร ลำปาง ทิ้งวงการแฟชั่น -ภาพยนตร์ กลับสู่บ้านเกิด สานต่ออาชีพการเกษตร ดูแลครอบครัว

สุขใจฟาร์ม เป็นฟาร์มปลูกผักอินทรีย์ของ คุณภัทราพล วนะธนนนท์ สมาชิกโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพเกษตรที่ต้องการ ซึ่งเป็นนโยบายของนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ในพื้นที่อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง 

ถ่ายทอดเรื่องราวของเกษตรกรรุ่นใหม่ที่กลับมาทำอาชีพเกษตรกรรม ณ ถิ่นฐานบ้านเกิด เพื่อสานต่ออาชีพการเกษตรและยังได้ดูแลครอบครัว ซึ่งวันนี้เหลือแต่คุณแม่ที่แก่ชรา เขาจึงทิ้งทุกอย่างกลับสู่บ้านเกิด

นายภัทราพล วนะธนนนท์ สมาชิกโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน แห่งสุขใจฟาร์ม ฟาร์มปลูกผักอินทรีย์ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง กล่าวว่า  อยู่ในวงการทำเกี่ยวกับวงการแฟชั่น ทำภาพยนตร์ ได้รู้จักผู้คนมากมาย แต่เมื่อทำไปเต็มที่แล้วยังไม่มีความสุข แม่ก็แก่ชราลงทุกวัน เมื่อมีโครงการพาลูกหลานกลับบ้าน ที่เป็นนโยบายดีๆของท่านมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รับมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ก็เลยตัดสินใจเข้าร่วมโครงการและได้มาอยู่กับแม่ กับครอบครัว กับสิ่งที่ตัวเองทำ มีความสุขครับ

ด้านนายบรรจง ชัยขุนพล ผอ.กองพัฒนาระบบสนับสนุนการสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์  ที่มีโอกาสได้อยู่ในพื้นที่และเป็นผู้บริหารของสหกรณ์จังหวัดลำปาง ได้กล่าวว่า นับเป็นโครงการที่สานฝันให้คนรุ่นใหม่ก้าวสู่ความสำเร็จ การเป็นเกษตรกรที่ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้ความรู้ หาตลาดให้ เราวางแผนให้ และเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ร่วมโครงการเขาเรียนรู้เร็ว นับได้ว่าเป็นโครงการที่ให้โอกาสคนรุ่นใหม่ที่อยากกลับบ้าน  น้องๆที่กำลังจะเริ่มต้นสามารถมาเรียนรู้ได้และเป็นเครือข่าย ลูกหลานที่สนใจเข้าไปหาข้อมูล จังหวัดลำปางมีผู้เข้าร่วม 125 ราย ที่นี่มีเครือข่ายและมีตลาดที่รองรับ

สำหรับโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร  เป็นมีเป้าหมายที่จะสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักอาชีพการเกษตรและต้องการกลับคืนสู่ถิ่นฐานบ้านเกิด เพื่อสานต่ออาชีพการเกษตรของครอบครัว และมีเวลาอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวมากยิ่งขึ้น

โดยจะสนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมอาชีพการเกษตรที่มั่นคงให้กับคนรุ่นใหม่ และเป็นพี่เลี้ยงในการดูแลเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งในด้านการถ่ายทอดความรู้การทำเกษตร จัดหาปัจจัยการผลิต บริการเครื่องจักรและเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง  ๆ สนับสนุนโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนประกอบอาชีพ และแนะนำช่องทางการจำหน่ายผลผลิตสู่ตลาด โดยกรมฯจะดำเนินโครงการ 3 ปี ระหว่างปี 63-65ในการพัฒนาและบ่มเพาะอาชีพการเกษตรเพื่อให้เป็นเกษตรกรที่มีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง

นับได้ “สุขใจฟาร์ม” เป็นฟาร์มผักอินทรีย์ที่ประสบความสำเร็จจากโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตรของกรมส่งเสริมสหกรณ์ซึ่งทำให้คนรุ่นใหม่ได้กลับมาทำอาชีพเกษตรในถิ่นฐานบ้านเกิดได้รับองค์ความรู้ด้านการเกษตร การสร้างเครือข่ายการตลาด การจำหน่ายผลผลิตสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืนต่อไป

ส่องเกษตร : ก่อนจะสายเกินแก้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/544950

ส่องเกษตร : ก่อนจะสายเกินแก้

วันพุธ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมาผมเล่าเรื่องเมืองน่าน ซึ่งเป็นผลจากการไปเยือนน่านหลังจากไม่ได้ขึ้นไปบริเวณนั้นหลายปี ยังเห็นภาพจำของเมืองน่านที่ถูกกล่าวถึงว่าเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีการบุกรุกทำลายป่าและทำไร่เลื่อนลอย จนกลายเป็นภูเขาหัวโล้นปรากฏให้เห็นโดยทั่วไป ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชต้นเหตุที่ถูกนำเข้ามาส่งเสริมให้ปลูก มีการนำเมล็ดพันธุ์เข้ามาจำหน่าย ปัจจัยการผลิตต่างๆ รวมทั้งตั้งจุดรับซื้อผลผลิตในพื้นที่ เพียงระยะเวลาไม่นาน พื้นที่ป่าที่เคยมีอยู่ก็ค่อยๆหายไปกลายเป็นป่าข้าวโพดขึ้นมาแทน ผลจากการส่งเสริมการปลูกอย่างครบวงจรทั้งเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย สารเคมี และการรับซื้อผลผลิต จากที่เคยปลูกข้าวเพื่อใช้บริโภคและอาศัยผลผลิตจากป่าในการดำรงชีพ เมื่อแรงจูงใจเพิ่มขึ้นจากผลตอบแทนที่ได้รับและความสะดวกต่างๆ รวมถึงเห็นคนที่ทำก่อนได้ผลตอบแทนที่ดี จึงกระตุ้นให้มีการขยายพื้นที่ปลูกดังกล่าว ในบางพื้นที่เป็นยอดดอย มีความลาดชัดสูงมาก ก็ไม่เหลือไม้ใหญ่ให้เห็นอีกเลย จนในที่สุดแล้วความสมดุลของธรรมชาติที่เคยมีอยู่ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยเป็นแหล่งต้นน้ำกลายเป็นเพียงภูเขาหญ้าในฤดูแล้งเท่านั้น อันเป็นผลมาจากระบบการส่งเสริมการปลูกและระบบการตลาดที่ไร้ความสำนึกต่อผลประโยชน์ของส่วนรวมดังกล่าว

ในอดีตสมัยที่ผมเริ่มรับราชการใหม่ๆที่จังหวัดนครสวรรค์ งานที่พวกเรารับผิดชอบเป็นงานด้านการส่งเสริมพืชไร่และพืชตระกูลถั่ว ซึ่งในสมัยนั้นแหล่งปลูกข้าวโพดที่สำคัญของประเทศ หรือเรียกกันว่า corn belt อยู่แถบภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบนแถวๆ จังหวัดนครสวรรค์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และต่อไปทางจังหวัดเลยซึ่งยังไม่มากนัก ส่วนภาคเหนือตอนบน ยังเป็นเขตป่าไม้และต้นน้ำลำธาร เกษตรกรถือครองพื้นที่ไม่มาก และสภาพพื้นที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกพืชไร่ จึงเหมาะต่อการปลูกพืชที่ให้ผลตอบแทนสูง โดยเป็นการพิจารณาตามข้อมูลพื้นฐานของการถือครองพื้นที่และสภาพพื้นที่อย่างแท้จริง ไม่ได้มองว่าเป็นพื้นที่เป้าหมายที่ต้องไปส่งเสริมให้ปลูกพืชไร่ที่ต้องใช้พื้นที่เป็นจำนวนมาก แต่เมื่อผลประโยชน์บังตา ผู้ที่เกี่ยวข้องและเป็นผู้รับผลประโยชน์โดยตรงก็ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อทรัพยากรของประเทศอันเกิดจากการส่งเสริมการปลูก จนกระทั่งสามารถสร้างภาพภูเขาหัวโล้นให้เกิดขึ้นได้ในเวลาไม่กี่ปี นึกถึงสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นดังกล่าวก็ยังเศร้าใจอยู่เสมอ

การเดินทางไปเมืองน่านครั้งล่าสุดของผม ความคาดหวังว่าภาพภูเขาหัวโล้นน่าจะลดทอนลงมาบ้าง ด้วยหวังว่าคนในพื้นที่ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรกๆ น่าจะสำนึกถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แม้ว่าคนในพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นชาวเขาชาวดอยห่างไกลจากแหล่งข้อมูลต่างๆ และน่ายินดีว่าเริ่มมีพื้นที่สีเขียวที่เกิดจากการปลูกไม้ยืนต้นเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ยังมีพื้นที่ที่ถูกแผ้วถางปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อยู่บ้าง ชาวบ้านในพื้นที่เล่าให้ฟังว่าคนในพื้นที่ส่วนใหญ่เปลี่ยนวิถีการเพาะปลูกกันเป็นส่วนใหญ่ ส่วนพื้นที่ยังมีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนเขา ส่วนใหญ่เป็นคนต่างถิ่น เข้ามาปลูกข้าวโพดไว้แล้วก็จากไป มาอีกทีก็ตอนเก็บเกี่ยว พอชาวบ้านในพื้นที่เข้าไปสอบถามห้ามปรามก็มักจะเกิดปัญหาขึ้น เพราะคนเหล่านั้นจะอ้างว่าเป็นที่หลวง ไม่ใช่ที่ของชาวบ้าน ดังนั้นชาวบ้านจึงไม่มีสิทธิไปว่ากล่าวตักเตือนได้ เจ้าหน้าที่ไม่เห็นว่าอะไร จึงต้องปล่อยเลยตามเลยอย่างที่เห็น

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากกล่าวถึงสำหรับการเดินทางครั้งนี้ คือ ร้านกาแฟวิวดอยที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ตลอดเส้นทางจากตัวเมืองน่านสู่อำเภอสันติสุข และยาวไปถึงอำเภอบ่อเกลือ ลักษณะที่คล้ายคลึงกันของร้านกาแฟเหล่านี้คือเป็นร้านกาแฟที่นั่งชมวิวริมเส้นทางขึ้นเขา ไต่ไปยอดเขาต่างๆ ตามเส้นทาง ผมไม่แน่ใจว่ามีการขออนุญาตก่อสร้างหรือจัดการกันอย่างไรบ้าง บางพื้นที่ที่ผ่านขึ้นไปก็ยังอยู่ระหว่างการปรับปรุงพื้นที่เพื่อจะเปิดเป็นร้านกาแฟให้ทันกับฤดูท่องเที่ยวนี้ ยิ่งช่วงเวลาที่ผมเดินทางขึ้นไปยังไม่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระลอกใหม่ และอากาศเย็นแผ่ปกคลุมลงมาพอดี นักท่องเที่ยวที่ใช้เส้นทางนี้และใช้บริการของร้านกาแฟจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย หากปล่อยให้เติบโตและขยายตัวอย่างไร้ทิศทางเช่นปัจจุบัน ผมเกรงว่าจะเป็นปัญหาตามมา ทั้งประเด็นของการใช้พื้นที่ การจัดการขยะ รวมถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติต่างๆ ฝากไว้ด้วยความเป็นห่วงจริงๆ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

สศก.ร่วมเวทีออนไลน์ UNFCCC Climate Change Dialogues ถกประเด็นด้านปศุสัตว์-ความมั่นคงทางอาหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/544948

สศก.ร่วมเวทีออนไลน์ UNFCCC Climate Change Dialogues ถกประเด็นด้านปศุสัตว์-ความมั่นคงทางอาหาร

วันพุธ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สศก. ร่วมประชุมออนไลน์ United Nation Framework Convention on Climate Change Dialogues หรือ UNFCCC Climate Change Dialogues ระหว่างวันที่ 23 พฤศจิกายน – 4 ธันวาคม 2563 ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนการดำเนินงานของรัฐภาคีภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในประเด็นต่างๆ รวมถึงประเด็นด้านเกษตร โดยการประชุมดังกล่าว แลกเปลี่ยนประเด็นด้านการเกษตร 2 ประเด็น ซึ่งเป็นประเด็นท้าทายที่ทุกประเทศทั่วโลกเผชิญอยู่ ได้แก่ ประเด็นการปรับปรุงระบบการจัดการด้านปศุสัตว์และระบบการผลิตหญ้าอาหารสัตว์ และประเด็นมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงทางอาหารของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภาคเกษตร

จากการรายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of theUnited Nations : FAO) คาดการณ์ว่า การบริโภคโปรตีนที่มาจากเนื้อสัตว์ทั่วโลก จะมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น เป็นร้อยละ 50 ในปี 2593 ซึ่งปัจจุบัน ภาคปศุสัตว์มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกค่อนข้างสูง ดังนั้น หลายประเทศ จึงได้ปรับปรุงระบบการผลิตสินค้าปศุสัตว์ เช่น การปรับปรุงคุณภาพอาหารสัตว์ที่ให้เนื้อสัตว์เพิ่มมากขึ้น การผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในฟาร์ม การคิดค้นนวัตกรรมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคปศุสัตว์

สำหรับความมั่นคงอาหารและระบบอาหาร เป็นอีกประเด็นท้าทายของโลก สถาบันวิจัยผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศพอทสดัม (PorsdamInstitute for climate changeimpact research : PIK) ระบุว่า ระบบการผลิตอาหารในปัจจุบัน ปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณร้อยละ 30 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก การเพิ่มขึ้นของประชากรจะทำให้ต้องผลิตอาหารเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการวางแผนระบบการผลิตอาหารที่มีความสมดุลของมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จะช่วยสามารถผลิตอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการ ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

จากการหารือร่วมกันในที่ประชุมหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย รวมถึงไทย แอฟริกาและลาตินอเมริกา ยังคงต้องการความช่วยเหลือมิติด้านการเงิน องค์ความรู้ ทักษะต่างๆ เพื่อปรับปรุงระบบปศุสัตว์ในประเทศให้ผลิตสินค้าปศุสัตว์ ให้เพียงพอต่อความต้องการและคำนึงถึงมิติด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย และยังนำเสนอแนวทางสร้างความสมดุลระหว่างการผลิตอาหารและการรับมือจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การใช้ประโยชน์สูงสุดจากการใช้ที่ดิน การส่งเสริมการทำเกษตรเท่าทันภูมิอากาศ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเพื่อลดขยะอาหาร เป็นต้น

ทั้งนี้ การแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นด้านการเกษตร 2 ประเด็นข้างต้น กำหนดไว้ใน Koronivia Roadmap ภายใต้ “การทำงานร่วม Koronivia” (KoroniviaJoint Work on Agriculture: KJWA) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งขอการเจรจาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภาคเกษตร โดยกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศไทย และประเทศพัฒนาน้อยที่สุด ยังคงให้ความสำคัญกับการเรียกร้องให้เกิดความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนภาคเกษตร โดยเน้นการสนับสนุนด้านการเงิน การพัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเสริมสร้างศักยภาพด้านการปรับตัวของภาคเกษตร อย่างไรก็ตาม การดำเนินการตาม Roadmap ของ KJWA จะสิ้นสุดลงในปี 2020 ดังนั้น จะต้องมีการเจรจาในประเด็นที่ต้องการผลักดันในอนาคตของ KJWA ว่าจะมีทิศทางต่อไปอย่างไร ในการประชุมรัฐภาคีภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 26 ในช่วงปลายปี 2564 ที่กรุงกลาสโกว์ประเทศสกอตแลนด์ต่อไป

แนะเกษตรกรปลูกเบญจมาศ เฝ้าระวังโรคราสนิมขาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/544949

แนะเกษตรกรปลูกเบญจมาศ เฝ้าระวังโรคราสนิมขาว

วันพุธ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในช่วงที่มีอากาศเย็นระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกเบญจมาศเฝ้าระวังสังเกตการระบาดของโรคราสนิมขาว อาการเริ่มแรกจะพบด้านบนใบมีจุดแผลสีเหลืองขนาดเล็ก ต่อมาแผลจะขยายใหญ่ขึ้น ส่วนบริเวณด้านใต้ใบในตำแหน่งเดียวกันจะพบจุดสีขาวนวลที่เป็นเชื้อราสาเหตุโรค จากนั้นแผลจะขยายใหญ่ขึ้นเป็นจุดนูนกลมสีขาวอมชมพู เมื่อเจริญเต็มที่จะเปลี่ยนเป็นสีขาวเกิดกระจายอยู่ทั่วทั้งใบ ทำให้เนื้อใบตรงข้ามกลุ่มเชื้อราสาเหตุโรคกลายเป็นสีเหลืองและไหม้ ใบมีลักษณะพอง บิดเบี้ยว กรณีที่โรคระบาดรุนแรง จะทำให้ใบเหลือง ไหม้แห้งและร่วง หากพบโรคเกิดกับดอกตูม กลีบเลี้ยง และกลีบดอกจะแห้งไม่คลี่บาน

สำหรับแนวทางป้องกันและกำจัด ให้เกษตรกรกำจัดวัชพืชในแปลงปลูกและบริเวณใกล้เคียง ตัดแต่งใบแก่ออกเพื่อให้ต้นโปร่งมีอากาศถ่ายเทสะดวก ส่วนในพื้นที่ที่เกิดโรคระบาด เกษตรกรควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน และควรปลูกเบญจมาศให้มีระยะห่างพอควร เพื่อให้มีการระบายอากาศที่ดี ในฤดูปลูกถัดไป เกษตรกรควรใช้กิ่งชำหรือต้นพันธุ์ที่ปราศจากโรค หรือก่อนปลูกแช่กิ่งชำหรือต้นพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชชนิดใดชนิดหนึ่ง อาทิ สารเฮกซะโคนาโซล 5%เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารทีบู โคนาโซล 43%เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดฟีโนโคนาโซล + โพรพิโคนาโซล 15%+15% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

นอกจากนี้ เกษตรกรหมั่นสำรวจตรวจดูแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบโรคให้ตัดส่วนที่เป็นโรคนำไปทำลายนอกแปลงปลูก หากโรคยังคงระบาดรุนแรง ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเฮกซะโคนาโซล 5%เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ20 ลิตร หรือสารทีบูโคนาโซล 43% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดฟีโนโคนาโซล + โพรพิโคนาโซล 15%+15% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นสารทุก 7 วัน

ยุคโควิด19 หนุ่มใหญ่ปลูกผักสวนครัวในเมืองไว้กินเอง ประดับสวยงามหน้าบ้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/454893

ยุคโควิด19 หนุ่มใหญ่ปลูกผักสวนครัวในเมืองไว้กินเอง ประดับสวยงามหน้าบ้าน

12 มกราคม 2564 – 11:31 น.

หนุ่มใหญ่ วัย 57 ปี ไอเดียเจ๋งปลูกผักสวนครัวในเมืองใส่ถุงเพาะ – กาละมัง ไว้กินเอง แถมยังประดับสวยงามหน้าบ้าน

ในยุคการแพร่ระบาดเชื้อโควิด -19 รอบ 2 นี้  ได้มีหนุ่มใหญ่ทราบชื่อนายนภดล   เหล่าธรรมประทีป อายุ 57 ปี   อาชีพค้าขาย  ที่อยู่ข้างร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ด  เทศบาลเมืองปราจีนบุรี  ริมถนนหน้าเมือง  อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี   ได้ปลูกพืชผักสวนครัว เขียวขจีหน้าบ้าน   แม้จะอยู่กลางตัวเมืองปราจีนบุรีแลดูทั้งสวยงามและน่าทึ่ง
 

นายนภดล   กล่าวว่า   “  การปลูกผักสวนครัว  เตี่ย (บิดา) เคยพาทำสมัยเด็ก ๆ   ท่านเคยสอนปลูกสวนครัว  สมัยนั้น  มีดินริมแม่น้ำปราจีนบุรี  เตี่ย (บิดา) สอนให้ได้ออกกำลังกาย ไม่เหมือนเด็ก ๆ สมัยนี้   ที่มีอินเตอร์เน็ต ,เกมคอมพิวเตอร์    โดยพ่อปลูกผักบุ้งจีน , ผักกาด, ผักคะน้า  เป็นผักสวนครัว   เป็นพืชอายุสั้นเพียง 30 วัน   แต่ปัจจุบันริมท่าน้ำกลายเป็นเขื่อนกันตลิ่งเกือบหมดแล้ว  จึงต้องมาปลูกผักสวนครัวหน้าบ้านแทน

ก่อนที่จะปลูกผักสวนครัวในภาชนะ ,ในถุงเพาะ   ได้นำขี้ค้างคาว   ที่อาศัยในบ้าน   นำมาคลุกเคล้ากับดินร่วน ที่นำมาจากริมแม่น้ำปราจีนบุรี   นำดินมาใส่ในกระบะ , ใส่ถุงพลาสติกประมาณ 2 สัปดาห์   จนดินร่วนซุยมีสีดำแสดงถึงว่ามีธาตุอาหารสมบูรณ์ดีแล้ว

จากนั้นมาเมล็ดพันธุ์พืชสวน ผักบุ้งจีน  ,เมล็ดผักกาดขาว,เม็ดผักคะน้า ครัวมาโรยใส่ในภาชนะที่เตรียม ทั้งกาละมัง ,กระถาง, ถุงเพาะโดยโรยเมล็ดตามปริมาณที่เหมาะสม  หากเป็นภาชนะก็หลายเมล็ด  หากเป็นถุงเพาะประมาณ 2 เม็ด    หลังจากเมล็ดงอกแล้ว  แยกต้นกล้าอ่อนจากภาชนะ  นำไปใส่ถุงขนาดเล็ก  ไปวางในร่ม4-5 วัน   เมื่อต้นกล้าตั้งต้นดีจึงนำมาวางรับแดดหน้าบ้าน ริมทางเท้าข้าง ๆ ฟุตบาท  แล้วรดน้ำ  รอเพียง 30 วันก็สามารถนำมารับประทานได้  เพราะผักจำพวกนี้โตเร็ว ให้ผลผลิตเร็ว ไม่เป็นโรคง่าย    ลงมือปลูกระยะสั้น ๆ 

กล่าวโดยสรุป    เทคนิคการปลูก ผักสวนครัวของตนเองในเมืองไว้รับประทาน เป็นไม้ประดับนั้นง่าย ๆ  ดังนี้

เริ่มต้นจากการปรุงดิน ใช้ดิน , ปุ๋ยคอก และ  ขุยมะพร้าวในอัตราส่วน 1:1:1    รดน้ำพอชุ่มชื้น     อย่าให้แฉะคลุกให้เข้ากันบ่มไว้   ไม่ต่ำกว่า 7 วัน    กองทิ้งไว้ในร่มหรือใส่ถุงปุ๋ยมัดปากถุงเก็บไว้

จากนั้น    นำถุงเพาะชำขนาด 6 นิ้ว   ใส่ดินให้เต็มแล้วหยอดเมล็ดผักลงไป 2 เมล็ด    โรยดินละเอียดกลบลงไปหนา 1-2 ซม. แล้วค่อยๆรดน้ำ    อย่าให้ดินกระจายวางไว้ที่ร่มรำไร

รอประมาณ 2-3 วันเมล็ดผักจะงอกออกมาให้เห็น เมื่อครบ 7 วัน     ให้นำถุงกล้าผักออกวางที่มีแดด ผักสลัดชอบแดดตลอดวัน ถ้าเมล็ดงอก 2 เมล็ดให้ถอนต้นที่ไม่แข็งแรงทิ้ง 1 ต้น    รดน้ำวันละ 2 ครั้งเช้า-เย็น ถ้าตอนเที่ยง-บ่ายแดดจัด กล้าผักเหี่ยวเฉาอาจจะรดน้ำเพิ่ม    เมื่อผักอายุครบ 40-45 วัน ควรรีบตัดมาบริโภคอย่าปล่อยให้แก่ผักจะแข็งกระด้าง

ซึ่งการการปลูกผัก ในถุงเพาะชำ ในภาชนะนี้  ดีกว่าปลูกในแปลง  เป็นการปลูกผักที่จะทำให้สะดวกในการดูแลเคลื่อนย้าย และการกำจัดวัชพืช  โดยเฉพาะการอยู่ในตัวเมือง – ย่านชุมชน  การปลูกผักวิธีนี้ยังมีข้อดีที่ทุกคนมองข้ามคือ ความสมบูรณ์ของดิน ดินส่วนมากที่นำมาปลูกผักในถุงเพาะชำ หรือในกระถาง ส่วนมากจะเป็นดินที่ปรุงมาแล้วทำให้ดินสมบูรณ์มีธาตุอาหารที่ดี”นายนภดล   กล่าว

และกล่าวต่อไปว่า  “ตนเองเคยปลูกผักแบบนี้มาก่อน    สมัยก่อนโน้นปลูกใส่ถุงเพาะขายต้นละ 10 -15 บาท  แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ขาย  ปลูกเพื่อความเพลิดเพลิน สนุกสนาน ได้พักผ่อนหลังทำอาชีพประจำคือค้าขาย  ได้มารดน้ำ  พรวนดิน  เป็นเหมือนไม้ประดับตกแต่งหน้าบ้าน  ปลูกผักในเมืองไว้กินเองปลอดยาฆ่าแมลง ,ไม่ใส่ปุ๋ยเคมี   ก็มีความสุข  หากใครชื่นชอบมาพุดคุยกันได้ยินดีถ่ายทอดประสบการณ์”นายนภดล   กล่าวในที่สุด

‘อธิบดีปศุสัตว์’ เตรียมเสบียงช่วยเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ เดือดร้อนอุทกภัยน้ำป่าหลาก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/544754

'อธิบดีปศุสัตว์'เตรียมเสบียงช่วยเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ เดือดร้อนอุทกภัยน้ำป่าหลาก

‘อธิบดีปศุสัตว์’เตรียมเสบียงช่วยเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ เดือดร้อนอุทกภัยน้ำป่าหลาก

วันอังคาร ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2564, 11.00 น.

12 มกราคม 2564 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ  ด้านปศุสัตว์ (ศปภ.ปศ.) เปิดเผยว่า ล่าสุดมได้สั่งการหน่วยงานในสังกัดทุกหน่วยงานร่วมกับภาคีเครือข่ายต่างๆ ในพื้นที่ภาคใต้ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงปศุสัตว์จากสถานการณ์เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่บ้านเรือนประชาชนและที่ทำกินของเกษตรกรในหลายจังหวัด ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่รวมถึงผลผลิตของสัตว์ของเกษตรกร 

โดยกรมปศุสัตว์ได้เตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือทุกด้าน ทั้งด้านเสบียงอาหารสัตว์ โดยมีเสบียงสัตว์แห้งสำรองกว่า 4,851 ตัน สำรองในพื้นที่ภาคใต้กว่า 682,400 กิโลกรัม พร้อมยานพาหนะ ทีมสัตวแพทย์และผู้ช่วย พร้อมเวชภัณฑ์ดูแลรักษาสัตว์ ตลอดจนชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว พร้อมออกปฏิบัติการทันทีที่ได้รับการร้องขอ และได้มอบหมายให้ปศุสัตว์เขต 9 จัดตั้งวอรูม (War Room) เพื่อติดตามสถานการณ์ในพื้นที่รับผิดชอบอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้กรมปศุสัตว์ได้รับรายงาน ปศุสัตว์ได้รับผลกระทบในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส รวม 7 อำเภอ 411 ตำบล 157 หมู่บ้าน เกษตรกร 10,150 ราย สัตว์เลี้ยงได้รับผลกระทบ จำนวน 128,125  ตัว ได้แก่ โค 6,216 ตัว กระบือ 60 ตัว สุกร 21 ตัว แพะแกะ 9,728 ตัว และสัตว์ปีก 52,100  ตัว แปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์เสียหาย จำนวน 180 ไร่ เบื้องต้น ได้มอบหญ้าอาหารสัตว์ จำนวน 39,180 กิโลกรัม

นอกจากนี้ ยังได้มอบถุงยังชีพสำหรับสัตว์ จำนวน 120 ถุง ในพื้นที่ จังหวัดยะลา และปัตตานี พร้อมดูแลรักษาสัตว์บาดเจ็บ  11 ตัว ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด/สำนักงานปศุสัตว์อำเภอในพื้นที่ มีความพร้อม และสามารถเข้าให้ความช่วยเหลือ ดูแลสุขภาพสัตว์ บรรเทาความเดือดร้อน ลดความสูญเสียด้านปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงให้น้อยที่สุด

สำหรับพี่น้องเกษตรกรที่ประสบปัญหาหรือได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติดังกล่าว สามารถติดต่อประสานขอความช่วยเหลือได้ตลอดเวลาจากสำนักงานปศุสัตว์อำเภอ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และ ศูนย์ป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ (ศปภ.ปศ.) กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ 

ลดค่าขนส่งสินค้าเกษตร หนุนตลาดออนไลน์ปี’64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/544663

ลดค่าขนส่งสินค้าเกษตร หนุนตลาดออนไลน์ปี’64

วันอังคาร ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในปี 2564 กรมส่งเสริมการเกษตรให้ความสำคัญกับการปรับวิธีการทำงานสู่ความปกติใหม่ ซึ่งเป็นผลกระทบจากเหตุการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด – 19) โดยยึดหลักตลาดนำการผลิต ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้พัฒนาเว็บไซต์ ชื่อ “www.ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com” ภายใต้สโลแกน “เกษตรกรจริงจริง ทุกสิ่งปลอดภัย เพียงคุณสั่ง เราพร้อมส่ง” ขึ้น เพื่อช่วยเป็นสื่อกลางในการนำสินค้าเกษตรคุณภาพดี จากกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ Smart Farmer (SF) Young Smart Farmer (YSF) วิสาหกิจชุมชน และองค์กรเกษตรกรอื่นๆจากทั่วประเทศ ให้ถึงมือผู้บริโภค และเป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูล และช่องทางการติดต่อซื้อขายสินค้าเกษตรแบบออนไลน์ที่ผ่านการคัดสรรจากทั่วประเทศ ประกอบด้วยสินค้าทางการเกษตร ทั้งผลผลิตสด สินค้าแปรรูป และสินค้าหัตถกรรม จำนวน 9 หมวด ได้แก่ ข้าวและธัญพืช ผัก ผลไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ อาหารแปรรูปและเครื่องดื่ม สมุนไพรและเครื่องสำอาง ผ้าและเครื่องแต่งกาย หัตถกรรมและสิ่งประดิษฐ์ และสินค้าอื่นๆ

โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการด้านขนส่งสินค้าในการลดค่าขนส่งให้กับเกษตรกร ได้แก่ 1) บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ซึ่งในเบื้องต้นสนับสนุนอัตราค่าบริการขนส่งอัตราพิเศษ ทั้งสินค้าผลไม้สดและผลิตภัณฑ์แปรรูปให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมกิจกรรม “ส่งของขวัญปีใหม่ @ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com” ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2563 – 31 มกราคม 2564 อัตรากิโลกรัมละ 8 บาท และหากจัดส่งจำนวนมากไม่เกิน 5 กิโลกรัม จะคิดอัตราเหมาจ่าย 30 กล่อง โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการให้นำเล่มทะเบียนเกษตรกรไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ เพื่อขอรับสิทธิ์การส่งของราคาพิเศษดังกล่าว และ 2) บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ลดค่าขนส่งราคาพิเศษร้อยละ 20 ให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเช่นเดียวกัน

ดันซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ขายสินค้าดี-คุณภาพสูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/544664

ดันซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ขายสินค้าดี-คุณภาพสูง

วันอังคาร ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ เร่งขยายซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์กระจายทุกพื้นที่ทั่วประเทศ หวังกระจายสินค้าดีมีคุณภาพสู่ผู้บริโภคในช่วงสถานการณ์โควิด – 19 ระบาด เน้นสินค้าหลัก ข้าวสาร นม ไข่ไก่ อาหารแปรรูป และพืชผักผลไม้ที่สดสะอาด ปลอดภัย ขณะนี้มีซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์แล้ว 94 แห่ง เพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบสหกรณ์กว่า 86 ล้านบาท และเกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตสินค้ากับสหกรณ์ผู้จำหน่ายปลายทาง 170 แห่ง พร้อมขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าจากซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ผ่านระบบออนไลน์ คาดในปี 2564 นี้จะมีสหกรณ์เข้าร่วมโครงการเพิ่มอีก 157 แห่งทั่วประเทศ

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงความก้าวหน้าของโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ว่า เป็นนโยบายที่นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องการสนับสนุนเกษตรกรให้มีแหล่งจำหน่ายผลผลิตพืชผักที่สดสะอาด ปลอดภัย รวมถึงสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผลิตในชุมชน โดยผลักดันให้สหกรณ์การเกษตรหรือสหกรณ์ร้านค้าในแต่ละจังหวัดเข้าร่วมโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ จัดมุมจำหน่ายสินค้าและผลผลิตที่รับซื้อจากสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่วางจำหน่าย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและประชาชนทั่วไป โดยในปี 2563 ที่ผ่านมา มีสหกรณ์เข้าร่วมโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ 94 แห่ง ซึ่งแต่ละจังหวัดจะมีซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์อย่างน้อย 1 แห่ง กรมได้ประสานกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานต่างๆเข้ามาให้คำแนะนำด้านการดำเนินธุรกิจ อบรมความรู้การคัดสรรสินค้าและผลผลิตที่จะนำมาวางจำหน่าย วิธีการจัดวางสินค้า และพัฒนาการให้บริการ และเกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตสินค้ากับสหกรณ์ผู้จำหน่ายปลายทาง 170 แห่ง ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบสหกรณ์เพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา กว่า 86 ล้านบาท

“กรมส่งเสริมสหกรณ์พยายามผลักดันให้มีซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์กระจายไปในทุกจังหวัด เพื่อเป็นจุดจำหน่ายสินค้าเกษตรของสหกรณ์ที่มีคุณภาพ โดยจะนำสินค้าของเกษตรกร ทั้ง ข้าวสาร นม ไข่ไก่ ผลไม้อาหารแปรรูป พืชผักปลอดสารพิษ ส่งมาจำหน่ายให้ผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและส่งเสริมให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดีและแข็งแรง โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด – 19 ขณะนี้ จะขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าจากซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าและผลผลิตที่มีคุณภาพของสมาชิกสหกรณ์ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น” รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ โครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์เป็นอีกหนึ่งโครงการที่มีส่วนสำคัญในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานราก สนับสนุนให้ประชาชนได้เข้าถึงสินค้าเกษตรที่มีความสดสะอาดปลอดภัยได้ในราคาที่เป็นธรรมอย่างทั่วถึง และสอดรับกับนโยบายการตลาดนำการผลิต โดยดำเนินการผ่านเครือข่ายและความร่วมมือกันระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตกับสหกรณ์ปลายทาง ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนและเพิ่มช่องทางกระจายผลผลิตการเกษตรที่มีคุณภาพในแต่ละภูมิภาคได้มากยิ่งขึ้น และในปี 2564 นี้คาดว่าจะมีร้านค้าสหกรณ์สมัครเข้าร่วมโครงการนี้อีกกว่า 157 แห่ง ซึ่งจะทำให้มีซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ตั้งอยู่ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

สศท.แนะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปลูกง่ายใช้น้ำน้อย-ตลาดต้องการสูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/544665

สศท.แนะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปลูกง่ายใช้น้ำน้อย-ตลาดต้องการสูง

วันอังคาร ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเกษม ชาติทอง รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 นครสวรรค์ (สศท.12) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำ ปี 2563 ที่ผ่านมา มีค่าต่ำกว่าปีปกติเนื่องจากปริมาณน้ำฝนตกตลอดฤดูน้อยกว่าปีก่อนส่งผลให้ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำเขื่อนต่าง ๆ ส่วนใหญ่ไม่เพียงพอที่จัดสรรให้เกษตรกรปลูกข้าวนาปรังได้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดแผนปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2563/2564 จำนวน 5.64 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าวรอบที่ 2 จำนวน 3.12 ล้านไร่ พืชไร่ พืชผัก จำนวน 2.52 ล้านไร่ ซึ่งจากข้อจำกัดที่การปลูกข้าวนาปรังเป็นพืชที่มีความต้องการใช้น้ำปริมาณมากกว่าพืชชนิดอื่น และเมื่อแหล่งน้ำไม่เพียงพอให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกพืชหลังนาที่ใช้น้ำน้อยจึงเป็นทางเลือกให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนมาทดแทน จึงมีการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยที่มีความเหมาะสมในช่วงฤดูแล้งทดแทนการทำนา รอบที่ 2 เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำและช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรในพื้นที่ อาทิ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดฝักอ่อน เป็นต้น

หากมองสถานการณ์ปัจจุบัน พบว่า ภาคเหนือตอนล่าง (นครสวรรค์ กำแพงเพชร พิจิตร อุทัยธานี เพชรบูรณ์) เป็นแหล่งปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สำคัญของประเทศ เนื่องจากด้านอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ประเทศไทยมีความต้องการสูงถึงปีละ 8.5 ล้านตัน แต่สามารถผลิตได้เพียง 4.8 ล้านตัน และราคาอยู่ในเกณฑ์ดี ประกอบกับนโยบายรัฐมีโครงการส่งเสริมและสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูกาลทำนาซึ่งปัจจุบันภาคเหนือตอนล่างมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนารวม 258,818ไร่ ให้ผลผลิตรวม 211,431 ตัน

จากการลงพื้นที่ของ สศท.12 เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนาในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยทำการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างข้าวนาปรังในช่วงเวลาเดียวกัน (ณ เดือนธันวาคม 2563) เพื่อศึกษาต้นทุนการผลิตพืชฤดูแล้งสำหรับใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการปรับเปลี่ยนการผลิต ซึ่งจากการศึกษา พบว่า จังหวัดเพชรบูรณ์มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนาประมาณ 89,965 ไร่ แหล่งปลูกสำคัญส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอเมือง หล่มสัก และหล่มเก่า เนื่องจากพื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่เป็นพื้นที่นา จึงมีศักยภาพในการปลูกข้าวโพดหลังนาเพื่อเป็นทางเลือกในการสร้างรายได้ของเกษตรกร และที่สำคัญเป็นพืชที่มีความต้องการใช้น้ำในการเพาะปลูกเพียง 400 – 500 ลบ.ม./ไร่ เท่านั้น สำหรับต้นทุนการผลิต 5,350 บาท/ไร่ ระยะเวลาปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว 115 – 120 วัน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 856 กิโลกรัม/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 7,900บาท/ตัน เกษตรกรจะมีรายได้เฉลี่ย 6,762 บาท/ไร่ ในขณะที่ข้าวนาปรังมีความต้องการใช้น้ำในการเพาะปลูกมากถึง 1,100 –1,300 ลบ.ม./ไร่ ต้นทุนการผลิต 4,863 บาท/ไร่ระยะเวลาปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว 90 – 120 วัน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 595 กิโลกรัม/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 8,404 บาท/ตัน เกษตรกรจะมีรายได้ 5,000 บาท/ไร่ ดังนั้น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา จึงนับเป็นพืชทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับการปลูกในพื้นที่ที่ใช้น้ำน้อย และให้ผลตอบแทนสูง รวมถึงยังช่วยตัดวงจรการเจริญเติบโตและการสะสมของโรคแมลงในนาข้าวได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด เกษตรกรควรหมั่นตรวจดูแลรักษาแปลง และควรเฝ้าระวังการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด อาจสร้างความเสียหายกับผลผลิตได้ ทั้งนี้ จึงอยากขอความร่วมมือเกษตรกรหันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อยทดแทนในพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูก เพื่อช่วยสร้างรายได้และอาชีพให้กับเกษตรกรในช่วงฤดูแล้งนี้ สำหรับเกษตรกรหรือท่านที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 นครสวรรค์ โทร.0-5680-3525 หรืออีเมลzone12@oae.go.th