‘นฤมล’เผย’กยท.-เครือข่ายฯ’เลื่อนกรีดยางออกไป 1 เดือน ลดอุปทาน

'นฤมล'เผย'กยท.-เครือข่ายฯ'เลื่อนกรีดยางออกไป 1 เดือน ลดอุปทาน

‘นฤมล’เผย’กยท.-เครือข่ายฯ’เลื่อนกรีดยางออกไป 1 เดือน ลดอุปทาน

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.08 น.

“นฤมล”เผย กยท.จับมือเครือข่ายฯ”เลื่อนกรีดยางออกไป 1 เดือน ลดอุปทาน สร้างแรงกดดันต่อสมดุลของตลาด ทำราคายางพาราพุ่งกระฉูด ตลาดยางสุดคึกคัก

2 พฤษภาคม 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวถึงสถานการณ์ราคายางพาราปัจจุบันว่า ยางทุกชนิดปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยในวันนี้( 2 พ.ค.)ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 (ไม่อัดก้อน) ราคาปรับขึ้นมา 70 บาทต่อกิโลกรัม (กก.),ยางแผ่นดิบคุณภาพดี (ความชื้นไม่เกิน 3%)  ราคาปรับขึ้นมา 68 บาทต่อกิโลกรัม,น้ำยางสด ราคาปรับขึ้นมา 58.75 บาทต่อกิโลกรัม,ยางก้อนถ้วย (DRC 100%) ราคาปรับขึ้นมา 58 บาทต่อกิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 70%) ราคาปรับขึ้นมา 40.60 บาทต่อกิโลกรัม

“ราคายางที่ปรับขึ้นต่อเนื่องในขณะนี้เป็นผลมาจากความร่วมมือระหว่างการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)และคณะกรรมการเครือข่ายฯ และการยางแห่งประเทศไทย ในการขอความร่วมมือเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางเลื่อนฤดูกาลเปิดกรีดยางออกไปอีก 1 เดือน จากเดิมที่จะทำการเปิดเดือน พ.ค. 2568 โดยให้เริ่มทำการเปิดกรีดเดือน มิ.ย. 2568 ซึ่งจะทำให้ผลผลิตยางหายไปจากระบบตลาดโลกไม่ต่ำกว่า 3 แสนตัน หากมูลค่าผลผลิตยางพาราชนิดแผ่นรมควันชั้น 3 (ไม่อัดก้อน) กิโลกรัมละ 72.04 บาท (ข้อมูลจากการประกาศราคายางของฝ่ายเศรษฐกิจการยาง กยท. ณ วันที่ 3 เมษายน 2568) โดยคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 14,400 ล้านบาท ในช่วงเวลาดังกล่าวการลดลงของอุปทานนี้จะสร้างแรงกดดันต่อสมดุลของตลาด ส่งผลทำให้ตลาดโลกยางตื่น กลัวอนาคตซัพพลายจะขาดทำให้ผู้ค้าที่มีคำสั่งซื้อไว้จะต้องรีบซื้อ ของเก็บไว้ส่งมอบ ส่งผลทำให้ตลาดยางกลับมาคึกคักใหม่อีกรอบ”

นางนฤมล กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ มุ่งมั่นแก้ปัญหาด้านราคายาง เพื่อคลายความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรโดยเร็วที่สุด ในระหว่างเลื่อนเปิดกรีดยาง เกษตรกรชาวสวนยางสามารถบำรุงรักษาต้นยางให้แข็งแรงสมบูรณ์ เตรียมพร้อมเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อเปิดกรีด โดย กยท. จะสนับสนุนเงินกู้จากองทุนพัฒนายางพารา มาตรา 49 (3) แก่สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผ่านโครงการสิบเชื่อระยะสั้น สำหรับสถาบันเกษตรกรกรเพื่อจัดหาปัจจัยการผลิตในการเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตยางพารา (สถาบันฯ ละ 1 สัญญา)วงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท/ 1 สัญญา โดยปลอดดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 4 เดือนโครงการสินเชื่อระยะสั้น สำหรับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเพื่อจัดหาปัจจัยการผลิตฯ เริ่มต้งแต่เดือน พฤษภาคม เป็นต้นไป 

นอกจากนี้ ตนได้มอบให้ กยท.ช่วยเหลือผู้ประกอบกิจการยางที่รับซื้อยางพาราโดยการช่วยหลือชดเชยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ทั้งนี้จะต้องมีเงื่อนไขเป็นผู้ประกอบกิจการที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมกับวางแผนซื้อโรงงานผลิตยางล้อเพื่อรองรับผลผลิตของเกษตรกรมาแปรรูป เพื่อดึงอุปทานผลผลิตยางออกจากตลาด และเป็นการยกระดับคุณภาพสินค้าผลิตภัณฑ์ยางพาราให้มีมาตรฐาน สร้างโอกาสทางธุรกิจและการตลาด ส่งเสริมให้มีแบรนด์สินค้ายางพาราเป็นของ กยท. รวมถึงเป็นการส่งเสริมการใช้ยางพาราภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น

Zoning by Agri-Map ปรับเปลี่ยนการผลิตให้เหมาะสมกับพื้นที่

Zoning by Agri-Map ปรับเปลี่ยนการผลิตให้เหมาะสมกับพื้นที่

Zoning by Agri-Map ปรับเปลี่ยนการผลิตให้เหมาะสมกับพื้นที่

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.57 น.

Zoning by Agri-Map ปรับเปลี่ยนการผลิตให้เหมาะสมกับพื้นที่

กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 9 ผลักดันการปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม เป็นการผลิตที่เหมาะสมสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ ตลาด และตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงการส่งเสริม สนับสนุนให้เกษตรกรได้จัดการพื้นที่เกษตรกรรมตามแผนที่การเกษตรเชิงรุก หรือ Zoning by Agri-Map เพื่อให้เกษตรกรได้รับการปรับเปลี่ยนการผลิตให้เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ อันส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตลดลง ผลผลิตและรายได้เพิ่ม มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

กรมพัฒนาที่ดิน โดย สถานีพัฒนาที่ดินอุทัยธานี สำนักงาน   พัฒนาที่ดินเขต 9 พาไปลงพื้นที่เกษตรกรตัวอย่างของ นางเกศชนก ชาวป่า เกษตรกร ตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ที่เข้าร่วมโครงการฯ กับ กรมพัฒนาที่ดิน สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/0Lfy2w71tqs

‘หมอดินกำแพงเพชร’เดินหน้าพัฒนาคุณภาพสินค้าจากแปลงใหญ่กล้วยไข่ GI (GAP)

'หมอดินกำแพงเพชร'เดินหน้าพัฒนาคุณภาพสินค้าจากแปลงใหญ่กล้วยไข่ GI (GAP)

‘หมอดินกำแพงเพชร’เดินหน้าพัฒนาคุณภาพสินค้าจากแปลงใหญ่กล้วยไข่ GI (GAP)

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.53 น.

หมอดินกำแพงเพชร เดินหน้าพัฒนาคุณภาพสินค้าจากแปลงใหญ่กล้วยไข่ GI (GAP) สู่ระบบการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม PGS ……ชูผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าสูง”เม็ดอมจากปลีกล้วยไข่สกัด”

สถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร โดย นางสาวสุชญา ตรีระแสง นักวิชาการเกษตรชำนาญการ พร้อมด้วย กลุ่มวิชาการฯ สพข.9 โดย นางสาวนิโลบล สุจสินธุ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ นายพีรดนย์ สุริยะธง นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ และ นางสาวกมลวรรณ ทองอ่อน นักวิชาการเเกษตร ลงพื้นที่ติดตาม และให้คำปรึกษาขั้นตอนและกระบวนการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม PGS ให้กับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ PGS ท่าพุทรา กลุ่มใหม่ขึ้นที่ 1 ต.ท่าพุทรา อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร โดยมี หมอดินดวงฤทัย เงินยวง เป็นประธานกลุุ่ม

เกษตรกรกลุ่มนี้เป็นสมาชิกแปลงใหญ่กล้วยไข่และได้รับการขึ้นทะเบียน GI นอกจากขายผลผลิตสด ยังมีผลิตภัณฑ์จากการแปรรูปจากกล้วยไข่หลายชนิด เช่น กล้วยไข่หนึบหนับ ผงแป้งกล้วย ไซรับกล้วย น้ำพริกกล้วย และ เม็ดอมจากปลีกล้วยไข่สกัดเพื่อเพิ่มน้ำนม บำรุงครรภ์ โดยเกษตรกรเป็นสมาชิกธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ มีปัจจัยการผลิตปุ๋ยหมัก พด 1 น้ำหมักชีวภาพ พด.2 จึงมีความพร้อมและตั้งใจสมัครเข้ารับการรับรองแบบมีส่วนร่วม PGS เพื่อพัฒนาคุณภาพสินค้า และทำการเกษตรอย่างยั่งยืนต่อไป

– 006

‘อธิบดีกรมการข้าว’ประชุมติดตามความก้าวหน้า’โครงการเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย’

'อธิบดีกรมการข้าว'ประชุมติดตามความก้าวหน้า'โครงการเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย'

‘อธิบดีกรมการข้าว’ประชุมติดตามความก้าวหน้า’โครงการเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย’

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.28 น.

กรมการข้าว ประชุมติดตามความก้าวหน้า “โครงการเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย” เตรียมพร้อมเยียวยาชาวนาโดนน้ำท่วม

วันพฤหัสบดีที่ 1 พ.ค. 2568 เวลา 09.30 น. นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ครั้งที่ 2/2568 โดยมีผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กรมการข้าวเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ Zoom Meeting

ในการประชุมดังกล่าวได้มีการหารือถึงความก้าวหน้าของโครงการเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย รวมไปถึงการปรับปรุงคู่มือการปฏิบัติงาน ตลอดจนแนวทางการดำเนินการกรณีเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวเสียชีวิต

– 006

อธิบดีกรมปศุสัตว์เข้าร่วมการหารือ! ระหว่าง’รมช.เกษตรฯ’กับผู้บริหารหอการค้าไทย

อธิบดีกรมปศุสัตว์เข้าร่วมการหารือ! ระหว่าง'รมช.เกษตรฯ'กับผู้บริหารหอการค้าไทย

อธิบดีกรมปศุสัตว์เข้าร่วมการหารือ! ระหว่าง’รมช.เกษตรฯ’กับผู้บริหารหอการค้าไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.50 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์เข้าร่วมการหารือระหว่างรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับผู้บริหารหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

1 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ สัตวแพทย์หญิงวนิดา แจ้งประจักษ์ ผู้อำนวยการกองความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศ นายจิรภัทร อินทร์สุข ผู้อำนวยการกองควบคุมอาหารและยาสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการหารือฯ

โดยมีนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการประชุมหารือร่วม ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำโดย นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และคณะฯ เพื่อหารือแนวทางความร่วมและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรภายในประเทศ และการส่งออกสินค้าเกษตรไปต่างประเทศ โดยมีผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมฯ ณ ห้องรับรอง 112 ชั้น 1 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร

งดบริโภคเนื้อดิบ! กรมปศุสัตว์เตือนเกษตรกร เฝ้าระวังโรคแอนแทรกซ์

งดบริโภคเนื้อดิบ! กรมปศุสัตว์เตือนเกษตรกร เฝ้าระวังโรคแอนแทรกซ์

งดบริโภคเนื้อดิบ! กรมปศุสัตว์เตือนเกษตรกร เฝ้าระวังโรคแอนแทรกซ์

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.56 น.

1 พฤษภาคม 2568 กรมปศุสัตว์เตือน เกษตรกรเฝ้าระวังโรคแอนแทรกซ์ หลังพบผู้ป่วยรายแรกที่มุกดาหาร มีประวัติชำแหละและรับประทานเนื้อโคดิบ โดยเบื้องต้นได้ดำเนินการเก็บตัวอย่าง เนื้อแห้ง หนังแห้งของสุกรและโค เนื้อสัตว์และเลือดที่อยู่บนเขียงที่ใช้ในการชําแหละ ส่งตรวจหาเชื้อที่ศูนย์วิจัยและและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จังหวัดขอนแก่นพร้อมสั่งเฝ้าระวังป้องกันโรคแอนแทรกซ์ในโค กระบือ แพะ แกะ ยันในขณะนี้ยังไม่พบสัตว์ป่วยตายผิดปกติในพื้นที่

นายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากที่พบรายงานผู้ป่วยยืนยันโรคแอนแทรกซ์ที่อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร โดยผู้ป่วยรายดังกล่าวได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลดอนตาล และย้ายมารักษาที่โรงพยาบาลมุกดาหาร ด้วยอาการมีแผลที่มือขวา ต่อมน้ำเหลืองโตที่รักแร้ขวา ผู้ป่วยมีประวัติชำแหละและรับประทานเนื้อโคดิบ โดยแพทย์วินิจฉัยเบื้องต้น คือ septic shock และได้รับผลทางห้องปฏิบัติการรายงานผลการตรวจวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันตรวจพบเชื้อแบคทีเรีย (Bacillus anthracis) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคแอนแทรกซ์

ซึ่งโรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) เป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน ซึ่งมีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacillus anthracis)  สัตว์ที่เป็นโรคนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการหายใจเอาสปอร์ของเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนอยู่ในดินหรือหญ้าเข้าสู่ร่างกาย หรือจากการกินน้ำและอาหารที่มีเชื้อปะปนเข้าไป เมื่อเชื้อเข้าตัวสัตว์จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น พร้อมสร้างสารพิษทำให้สัตว์ป่วยและตายในที่สุด ในระหว่างสัตว์ป่วยเชื้อถูกขับออกมากับอุจจาระปัสสาวะหรือน้ำนม เมื่อทำการเปิดผ่าซากเชื้อสัมผัสกับอากาศจะสร้างสปอร์ทำให้คงทนในสภาพแวดล้อมได้นาน โค กระบือ แพะ แกะ ที่ป่วยมีอาการแบบเฉียบพลัน คือสัตว์ป่วยจะตายอย่างรวดเร็ว มีเลือดสีดำคล้ำไหลออกตามทวารต่างๆ ซากไม่แข็งตัว สำหรับคนที่ทำการผ่าซากหรือบริโภคเนื้อสัตว์ป่วยด้วยโรคนี้ แบบสุกๆ ดิบๆ จะพบแผลหลุมตามนิ้วมือ แขน หรือช่องปาก และมีอาการเจ็บปวดในช่องท้องโรคนี้ทำให้คนตายได้หากตรวจพบโรคช้า

ทั้งนี้สถานการณ์ ณ ปัจจุบันจากการเฝ้าระวังและค้นหาโรค ยังไม่พบสัตว์ป่วยตายผิดปกติในพื้นที่ โดยกรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการเก็บตัวอย่าง ได้แก่ เนื้อแห้ง หนังแห้งของสุกรและโค เนื้อสัตว์และเลือดที่อยู่บนเขียงที่ใช้ในการชําแหละ อุจจาระโคเพื่อส่งตรวจหาเชื้อที่ศูนย์วิจัยและและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จังหวัดขอนแก่น
 
อย่างไรก็ตามจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดกรมปศุสัตว์ได้ดำเนินมาตรการควบคุมโรคแอนแทรกซ์ในสัตว์ที่จังหวัดมุกดาหาร โดยมีแนวทางดังนี้

1. กักและสังเกตอาการสัตว์ภายในฝูง ร่วมกับฉีดยาปฏิชีวนะกลุ่ม penicillin อย่างน้อย 3-5 วัน
2. ขอความร่วมมือห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์เข้าออกในพื้นที่
3. งดนำโคไปเลี้ยงในพื้นที่แปลงหญ้า / แหล่งน้ำ หรือบริเวณที่สงสัย
4. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคแอนแทรกซ์ในสัตว์ภายในตำบล
5. การทำลายเชื้อด้วยโซดาไฟในพื้นที่ชำแหละสัตว์ 3 จุด ได้แก่ บ้านเหล่าหมี 2 จุด และบ้านโคกสว่าง
1 จุด ทั้งนี้ ให้ทำลายเชื้อบริเวณจุดเสี่ยงที่สำคัญ เช่น ที่เชือด ท่อน้ำทิ้ง โดยเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานแต่งกายให้รัดกุม โดยการใส่ชุดป้องกันโรค มาส์กและถุงมือ
6. เฝ้าระวังและเก็บตัวอย่างในสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติม เช่น ดินบริเวณคอกสัตว์ เพื่อตรวจหาการปนเปื้อนเชื้อ
7. ดำเนินการเฝ้าระวังสัตว์ป่วยในพื้นที่อำเภอดอนตาล
8. ประชาสัมพันธ์เตือนภัยให้เกษตรกรให้สังเกตอาการสัตว์เลี้ยง โดยมีนิยาม คือ โค กระบือ แพะ แกะตายเฉียบพลัน เลือดไหลออกจากปาก จมูก ทวารหนัก เลือดมีลักษณะไม่แข็งตัว หากพบมีอาการดังกล่าว
ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที และมีการเฝ้าระวังโรคร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่
9. เน้นประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน งดบริโภคเนื้อดิบโดยเด็ดขาด

“กรมฯขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ แพะแกะ หากพบสัตว์แสดงอาการป่วยหรือตายผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุแบบเฉียบพลัน ห้ามเปิดผ่าซาก ห้ามเคลื่อนย้ายซากหรือชำแหละเพื่อการบริโภค ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ อาสาปศุสัตว์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในพื้นที่ หรือ ผ่านทาง Application DLD 4.0 หรือโทรศัพท์สายด่วน 063-225-6888 เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา“ นายสัตวแพทย์บุญญกฤช กล่าว

.012

ก.เกษตรฯหารือหอการค้าฯผลักดันด้านเกษตร

ก.เกษตรฯหารือหอการค้าฯผลักดันด้านเกษตร

ก.เกษตรฯหารือหอการค้าฯผลักดันด้านเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.55 น.

กระทรวงเกษตรฯ หารือ หอการค้าไทย ผลักดันความร่วมมือเพิ่มศักยภาพภาคเกษตรไทย

วันนี้ (1 พ.ค.) นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้ร่วมหารือกับ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อหาแนวทางความร่วมมือและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรภายในประเทศและการส่งออกสินค้าเกษตรไปต่างประเทศ พร้อมด้วย คณะกรรมการสายงานเกษตรและอาหาร หอการค้าไทย โดยมี คณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมวิชาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เข้าร่วม ที่ห้อง 112 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายอิทธิ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ มุ่งดูแลชีวิตและความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยมีเป้าหมาย คือลดต้นทุนการผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ให้พี่น้องเกษตรกรมีรายได้เพิ่มและอยู่ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งการหารือร่วมกับคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสที่ดี ที่จะสร้างความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนในการพัฒนา แก้ไข และขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม 

สำหรับประเด็นข้อเสนอที่ทางคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้นำเสนอนั้น กระทรวงเกษตรฯ ไม่นิ่งนอนใจ และได้เร่งดำเนินการติดตามแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การส่งออกทุเรียนของไทยไปสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้มีการตั้งคณะทำงานติดตามแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด เพิ่มห้องแลปตรวจสาร Basic Yellow2 (BY2) ให้เร็วขึ้น จนสามารถปลดล็อคส่งออกทุเรียนไทยได้สำเร็จ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า ในส่วนของข้อกังวลเกี่ยวกับมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ขอยืนยันและให้ความมั่นใจว่า กระทรวงเกษตรฯ ยึดหลักรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรเป็นสำคัญ การนำเข้าสินค้าจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร โดยจะพิจารณาการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็นที่ประเทศไทยยังมีการขาดแคลน

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ พร้อมสนับสนุนความร่วมมือกับคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย อาทิ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมแช่เยือกแข็งไทย การยกระดับอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงผำ บูรณาการความร่วมมือขับเคลื่อนศูนย์ประสานงานและประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและอาหาร (AFC) เป็นต้น ซึ่งข้อเสนอต่างๆ สอดคล้องกับแผนการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ ที่ต้องการให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดี มีรายได้มั่นคง ยั่งยืน

015

‘ก.เกษตรฯ’หารือ’หอการค้าไทย’ ผลักดันความร่วมมือเพิ่มศักยภาพภาคเกษตรไทย

'ก.เกษตรฯ'หารือ'หอการค้าไทย' ผลักดันความร่วมมือเพิ่มศักยภาพภาคเกษตรไทย

‘ก.เกษตรฯ’หารือ’หอการค้าไทย’ ผลักดันความร่วมมือเพิ่มศักยภาพภาคเกษตรไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.06 น.

1 พฤษภาคม 2568 นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาพอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อหาแนวทางความร่วมมือและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรภายในประเทศและการส่งออกสินค้าเกษตรไปต่างประเทศ พร้อมด้วย คณะกรรมการสายงานเกษตรและอาหาร หอการค้าไทย โดยมี คณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมวิชาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เข้าร่วม ณ ห้อง 112 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โดยนาย อิทธิ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งดูแลชีวิตและความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยมีเป้าหมาย คือ คือ ลดตันการผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ให้พี่น้องเกษตรกรมีรายได้เพิ่มและอยู่ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งการหารือร่วมกับคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยในวันนี้ นับเป็นโอกาสที่ดี ที่จะสร้างความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาแก้ไข และขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

สำหรับประเด็นข้อเสนอที่ทางคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้นำเสนอนั้น กระทรวงเกษตรฯ ไม่นิ่งนอนใจ และได้เร่งดำเนินการติดตามแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การส่งออกทเรียนของไทยไปสาธาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้มีการตั้งคณะทำงานติดตามแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด เพิ่มห้องแลปตรวจสาร Basic Yellow2 (BY2) ให้เร็วขึ้น จนสามกรถปลดล็อคส่งออกทเรียนไทยได้สำเร็จ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า ในส่วนของข้อกังวลเกี่ยวกับมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ขอยืนยันและให้ความมั่นใจว่า กระทรวงเกษตรฯ ยึดหลักรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรเป็นสำคัญ การนำเข้าสินค้าจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร โดยจะพิจารณาการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็นที่ประเทศไทยยังมีการขาดแคลน

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมสนับสนุนความร่วมมือกับคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย อาทิ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมแซ่เยือกแข็งไทย การยกระดับอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงผ้า บูรณาการความร่วมมือขับเคลื่อนศูนย์ประสานงานและประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและอาหาร (AFC)  ซึ่งข้อเสนอต่างๆ สอดล้องกับแผนการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องการให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดี มีรายได้มั่นคงและยั่งยืน 

ขณะที่ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ กล่าวว่าทากได้หารือแนวทางความร่วมมือและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรภายในประเทศและการส่งออกสินค้าเกษตรไปต่างประเทศ ยอมรับว่าภาคเกษตรและอาหารมีความสำคัญ  อย่างยิ่งต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตร และส่งออกไปยังต่างประเทศ นับว่าเป็นฟันเฟืองสำคัญส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงานแต่ด้วยสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าระหว่างประเทศในปัจจุบัน อาทิ มาตรการภาษีของสหรัฐฯ (US Trade Barrier) ที่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของประเทศ อีกทั้ง ปัญหาสถานการณ์การส่งออกทุเรียนของไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ได้กำหนดให้ผู้ส่งออกต้องแนบรายงานผลการทดสอบ (Test Report) ของสาร Basic Yellow 2 โดยหากไม่ได้การแก้ไขเป็นการเร่งด่วนจะทำให้ภาคเกษตรของไทยได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งห่วงโซ่อุปทานของภาคการเกษตรไทย  เป็นต้น

โดยวันนี้ คณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ชุดที่ 26 ได้นำเสนอนโยบาย Unlocking New Growth : ศักยภาพใหม่แห่งการเติบโต ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์หลักของเราในการขับเคลื่อนประเทศให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก พร้อมทั้งได้ให้ความสำคัญกับ 5 Core Value Chain ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และธุรกิจ ได้แก่ 1) ภาคการค้าและการลงทุน  2) ภาคเกษตรและอาหาร  3) ภาคท่องเที่ยวและบริการ 4) AI Robot & Digital Technology และ 5) Sustainability ในการขับเคลื่อนเป้าหมายให้ตรงจุด พร้อมกับยกระดับภาคเกษตรและอาหารของไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นคลังอาหารของโลก
 
ทั้งนี้ หอการค้าไทย ได้เสนอประเด็นปัญหาและข้อเสนอแนะเร่งด่วนของธุรกิจเกษตรและอาหารต่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาภาคเกษตรภายในประเทศและการส่งออกสินค้าเกษตรไปต่างประเทศ ดังนี้

1. จัดตั้งคณะกรรมการ Global Trade Task Force เพื่อสร้างความร่วมมือภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรภายในประเทศและการส่งออกสินค้าเกษตรไปต่างประเทศ พร้อมทั้ง พิจารณาการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็นจากสหรัฐฯ ที่จะช่วยให้ไทยมีจุดยืนที่ดีขึ้นในการเจรจาต่อรองกับสหรัฐฯ และเสนอให้กระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนงบประมาณเพื่อยกระดับประสิทธิการผลิตและลดต้นทุนสินค้าเกษตร ตลอดจน สนับสนุนการนำเข้าสินค้าเกษตรคุณภาพจากต่างประเทศมาแปรรูปแล้วส่งออกในรูปแบบสินค้ามูลค่าสูง

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ได้มีคำสั่งบริหารฉบับใหม่ชื่อ “Restoring American Seafood Competitiveness” Executive Orders April 17, 2025 เพื่อฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารทะเลของสหรัฐฯ โดยขอให้กระทรวงเกษตรฯ ช่วยประสานงานกับสหรัฐฯ พิจารณายกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าทูน่ากระป๋อง (160414) ที่ผลิตจากทูน่าของสหรัฐฯ ให้กับประเทศไทย (US MFN Rate ทูน่ากระป๋อง 12.5%) และลดอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษีทั้งหมด (Non-Tariff Barriers: NTBs) รวมถึงเร่งรัดการเจรจา FTA เพื่อประโยชน์ทางสิทธิภาษีในด้านสินค้าประมง โดยต้องไม่กระทบเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศ

หอการค้าไทยยังมีข้อห่วงใยเกี่ยวกับปัญหาการส่งออกทุเรียนไปจีน จึงขอให้จัดตั้ง “ทีมประเทศไทยแก้ไขปัญหาส่งออกทุเรียนและผลไม้ไปจีน (Team Thailand)” เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการร่วมกันวางแนวทางการเจรจาและดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาการส่งออกทุเรียนไปยังจีนอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเสนอให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งรัดประสานงานทางการจีนพิจารณาผ่อนปรนมาตรการตรวจสอบสารตกค้างในทุเรียนไทยและเพิ่มเพิ่มความรวดเร็วในการตรวจผ่านด่านเพิ่มเครื่องมือและอุปกรณ์การตรวจ รวมทั้งเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่เพื่อรองรับปริมาณสินค้าที่จะส่งออกไปยังตลาดจีนในช่วงฤดูผลไม้

3. เสนอให้กระทรวงเกษตรฯ ร่วมมือกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย บูรณาการความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนดำเนินการควบคุมการใช้ ผลิต นำเข้า ส่งออก และห้ามมีไว้ครอบครองสารคลอร์ไพริฟอส ตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันปัญหาการส่งออกข้าวไทยไปต่างประเทศ

4. เสนอให้กระทรวงเกษตรฯ ลดอุปสรรคต่อการส่งออก ทั้งด้านกฎหมายและกฎระเบียบที่สุ่มเสี่ยงต่อการขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ NTB อาทิ การเก็บค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้นำเข้าสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ ภายใต้ ร่างพรบ.แก้ไขเพิ่มเติม พรก.การประมง พ.ศ.2558 พ.ศ. …. , ปัญหาการเก็บค่าธรรมเนียม ร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมและยกเว้นค่าธรรมเนียม ภายใต้ พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 เป็นต้น

5. เสนอให้กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมงและกรมปศุสัตว์ เร่งรัดการประสานงานกับ Federal Service for Veterinary and Phytosanitary Surveillances (FSVPS) เพื่อลดอุปสรรคการถูกระงับการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำแปรรูปและอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยจากประเทศรัสเซีย

6. เสนอให้บูรณาการความร่วมมือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมแช่เยือกแข็งไทย โดยการเร่งรัดแก้ไขปัญหาวัตถุดิบขาดแคลน ทั้งด้านการเลี้ยงและการจับจากแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยส่งเสริมและสรรหาแหล่งวัตถุดิบจากประเทศที่มีศักยภาพ ตลอดจนสนับสนุนและส่งเสริมจัดทำนโยบายเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งขาวแวนาไมน์ สนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ระบบเทคโนโลยี ในการตรวจสอบย้อนกลับข้อมูลให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างฐานข้อมูลภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะการตรวจสอบย้อนกลับ พร้อมทั้งจัดระเบียบและขึ้นทะเบียนควบคุมผู้ประกอบการผลิตตลอดห่วงโซ่การผลิตให้เกิดประสิทธิภาพ

7. เสนอให้ยกระดับอาหารแห่งอนาคต (Future Food) โดยร่วมมือกับหอการค้าไทยในการสนับสนุน และส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงผำ ตั้งแต่การให้องค์ความรู้ด้านการผลิต การรับรองตามระบบมาตรฐานสินค้าเกษตร              การพัฒนาสายพันธุ์ผำที่ตลาดต้องการ ฯลฯ พร้อมทั้งสนับสนุน Lab ตรวจวิเคราะห์โปรตีนในผำอบแห้ง และร่วมส่งเสริมการตลาดผำอบแห้งของไทยในชื่อ “ผำฉะ” ที่มีคุณประโยชน์และสามารถประกอบอาหารคล้ายชาเขียวมัทฉะ

8. บูรณาการความร่วมมือขับเคลื่อนศูนย์ประสานงานและประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและอาหาร (AFC) โดยขอให้กระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนและร่วมประชาสัมพันธ์การขับเคลื่อนศูนย์ AFC โดยให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศจัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบศูนย์ AFC ประจำจังหวัด เพื่อร่วมกันทำงานต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด-ราคาตกต่ำของเกษตรกร

โดยคณะกรรมการหอการค้าฯ ชุดที่ 26 ได้รวบรวมข้อเสนอจากสมาชิกหอการค้าทั่วประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะจัดตั้งคณะกรรมการความร่วมมือภาครัฐและเอกชนด้านเกษตรและอาหาร (กรอ.กษ) เพื่อพิจารณานำประเด็นที่เกี่ยวข้องไปร่วมแก้ไขร่วมกันต่อไป

.012

เลขาฯ รมว.เกษตรฯ ร่วมถกคกก.อาหารแห่งชาติ

เลขาฯ รมว.เกษตรฯ ร่วมถกคกก.อาหารแห่งชาติ

เลขาฯ รมว.เกษตรฯ ร่วมถกคกก.อาหารแห่งชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.52 น.

เลขานุการ รมว.เกษตรฯ ร่วมประชุมคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2568

วันนี้ (1 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ ให้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธาน ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งรองนายกฯ เน้นย้ำถึงนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ในการยกระดับภาคเกษตรกรรม ภายใต้แนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีด้านการเกษตรมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและฟื้นฟูนโยบาย  “ครัวไทยสู่ครัวโลก”

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ระยะที่ 1 (พ.ศ.2566-2570) ซึ่งในปี พ.ศ. 2567 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของมูลค่าการค้าอาหารในช่วงเดือน ม.ค.-ก.ย.2567 ที่มีมูลค่าสูงถึง 1.27 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นต่อคุณภาพอาหารไทยในระดับดีมาก

นอกจากนี้คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ รับทราบความก้าวหน้าการขับเคลื่อนแผนฯ ระดับจังหวัด โดยให้จังหวัดไปจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด และให้หน่วยงานกลางกำหนดตัวชี้วัดระดับกระทรวง เพื่อติดตามผล รวมทั้งมีมติเห็นชอบ (ร่าง) แผนขับเคลื่อนการลดการสูญเสียอาหารในห่วงโซ่การผลิต พ.ศ. 2566 – 2570 เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเกษตรกร และภาคเอกชน รวมถึงเห็นชอบการทบทวนและปรับค่าเป้าหมายของตัวชี้วัดภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ระยะที่ 1 (พ.ศ.2566-2570) ใน 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ ด้านความมั่นคงอาหาร ด้านคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร ด้านอาหารศึกษา และด้านการบริหารจัดการ ตลอดจนเห็นชอบการเสริมสร้างความเข้มแข็งของการดำเนินงานของฝ่ายเลขานุการ และคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง ทั้ง 4 หน่วยงาน คือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และกรมอนามัย

015

กรมชลฯ เดินหน้าจ้างแรงงานทะลุ 5 หมื่น หวังสร้างรายได้เสริมเกษตรกร

กรมชลฯ เดินหน้าจ้างแรงงานทะลุ 5 หมื่น หวังสร้างรายได้เสริมเกษตรกร

กรมชลฯ เดินหน้าจ้างแรงงานทะลุ 5 หมื่น หวังสร้างรายได้เสริมเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.15 น.

กรมชลประทาน เดินหน้าจ้างแรงงานชลประทาน ตามนโยบายของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปัจจุบันยอดทะลุกว่า 50,000 คน หวังสร้างรายได้ทดแทนและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรและประชาชน

นายสุริยพล นุชองนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงความก้าวหน้าโครงการจ้างแรงงานชลประทาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ ให้มีรายได้เสริมด้วยการจ้างแรงงานในระบบชลประทาน ในปีงบประมาณ 2568 โดยในปีนี้มีเป้าหมายการจ้างแรงงานกว่า 84,000 คน ระยะเวลา 12 เดือน (ตุลาคม 2567 – กันยายน 2568) ปัจจุบันมีการจ้างแรงงานทั่วประเทศไปแล้วกว่า 52,394 คน หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 61 ของแผนฯ จังหวัดที่มีผลการจ้างแรงงานมากที่สุด 3 ลำดับ ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี 3,889 คน จังหวัดสกลนคร 3,186 คน และจังหวัดเชียงใหม่ 2,663 คน

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ยังคงเดินหน้ารับสมัครจ้างแรงงานอย่างต่อเนื่องให้ได้ตามเป้า 84,716 คน จึงขอเชิญชวนเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ โดยสามารถติดต่อสอบถามหรือสมัครได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือทางสายด่วนกรมชลประทาน 1460