ติวเข้มผู้สังเกตการณ์บนเรือประมงรุ่น5 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461804

news_default

ติวเข้มผู้สังเกตการณ์บนเรือประมงรุ่น5

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมงเปิดเผยว่า ตามความในมาตรา 50 และ 51 แห่งพ.ร.ก.การประมงพ.ศ. 2558 กำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตทำประมงนอกน่านน้ำไทย จำเป็นต้องมีผู้สังเกตการณ์ประจำการอยู่ในเรือประมง ทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลการจับสัตว์น้ำ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และสังเกตพฤติกรรมทำประมงของเรือประมงนอกน่านน้ำ ให้ปฏิบัติตามมาตรการอนุรักษ์และบริหารจัดการแหล่งทรัพยากรสัตว์น้ำ ป้องกันขจัดการทำประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามพันธกรณีระหว่างประเทศตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา กรมฯฝึกอบรมเข้มข้นทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติส่งผลให้กรมสร้างผู้สังเกตการณ์บนเรือได้ 4 รุ่น ปัจจุบันออกกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวกับการทำประมงนอกน่านน้ำ ขนถ่ายสัตว์น้ำ รวมทั้งปรับปรุงเพิ่มเติมข้อกำหนดให้สอดคล้องกับมติองค์การบริหารจัดการประมงระดับภูมิภาค (RFMOs) โดยเฉพาะภาคีความตกลงว่าด้วยการประมงในมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ (SIOFA) ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในภาคีสมาชิกและเป็นพื้นที่ทำประมงที่เรือประมงไทยนอกน่านน้ำประสงค์ออกไปทำประมง เพื่อเตรียมพร้อมให้ผู้สังเกตการณ์ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง น่าเชื่อถือ เป็นไปตามกฎหมายระเบียบข้อบังคับต่างๆ กรมจึงจัดอบรมหลักสูตรพัฒนาความรู้ของผู้สังเกตการณ์บนเรือขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 21 ธันวาคม โดยเน้นเสริมสร้างพัฒนาทบทวนความรู้ ความเข้าใจของผู้สังเกตการณ์บนเรือด้านกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องทันสมัย และใช้แบบฟอร์มวิธีบันทึกข้อมูลที่ถูกต้อง รวมถึงถ่ายทอดประสบการณ์จากการปฎิบัติงานของผู้ที่เคยทำหน้าที่ผู้สังเกตการณ์บนเรือมาก่อน เพื่อลดปัญหาอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  ทั้งนี้ ความรู้ที่ผู้เข้าอบรมได้รับจะเป็นประโยชน์ในการเตรียมพร้อม และใช้เป็นแนวทางปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามหลักมาตรฐานสากล ทำให้เกิดการยอมรับต่อสินค้าประมงที่ส่งออก ส่งผลให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ และความมั่นคงต่อทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างยั่งยืนต่อไป

ชายคาพระพิรุณ : 23 ธันวาคม 2562 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461807

586851

ชายคาพระพิรุณ : 23 ธันวาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัจจุบัน ภาคการเกษตรของไทยมีแนวโน้มในการใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อเพิ่มประสิทธิการผลิตพืชสูงขึ้น โดยสังเกตได้จากปริมาณและมูลค่าการนำเข้าปุ๋ยเคมีสูตรสำคัญเพิ่มขึ้นจำนวนมากทุกปี ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายต้องช่วยหันหาช่วยเหลือเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิตลง ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มอบหมายให้หน่วยที่เกี่ยวข้องร่วมกันดำเนินการและเร่งขับเคลื่อน “โครงการสนับสนุนการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกร” ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2561 เป็นหนึ่งกลไกที่จะช่วยปฏิรูปการใช้ปุ๋ยของเกษตรกร โดยให้ความสำคัญกับการใช้ปุ๋ยสูตรที่มีธาตุอาหารพืชเหมาะสม ตามค่าการวิเคราะห์ดินในแต่ละพื้นที่ ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยที่ส่งผลต่อคุณภาพและปริมาณของผลผลิตที่จะได้รับแล้ว ที่สำคัญยังสามารถลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรได้ค่อนข้างมาก และส่งผลต่อการช่วยเพิ่มรายได้ของเกษตรกรในที่สุด โดย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร บูรณาการร่วมกับสถาบันเกษตรกร ทั้งสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร รวมถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ร่วมกันดำเนินโครงการสนับสนุนการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกร” ระยะเวลา 2 ปี (2561-2563) โดยกรมพัฒนาที่ดินจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพและวิธีการผสมปุ๋ยใช้เองให้เหมาะกับสภาพดินและพืชที่จะเพาะปลูกในแต่ละพื้นที่ กรมวิชาการเกษตรจะเข้ามาดูแลเรื่องการผลิตคุณภาพปุ๋ย แนะนำวิธีการผสมปุ๋ยและการเก็บรักษาเพื่อให้ใช้ได้นาน พร้อมทั้งออกใบรับรองปุ๋ยที่ผลิตโดยสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตรจะแนะนำเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยสำหรับช่วงฤดูทำนาหรือทำไร่ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจะสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้นำไปสั่งซื้อแม่ปุ๋ยจากบริษัทเอกชน เพื่อมาผสมและจำหน่ายให้กับเกษตรกร ซึ่งทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมลงไปให้คำแนะนำเรื่องการใช้ปุ๋ยแก่เกษตรกรทุกพื้นที่

สำหรับโครงการ ดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมีสถาบันเกษตรกรแจ้งความจำนงและสนใจที่จะเข้าโครงการฯ แล้วกว่า 202 แห่ง จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ จำนวน 500 แห่ง ในจำนวนนี้มีสถาบันเกษตรกรที่สามารถผลิตหรือผสมปุ๋ยเองเพื่อให้บริการจำหน่ายแก่สมาชิกและเกษตรกรทั่วไปแล้วประมาณ 100 แห่ง กำลังการผลิตกว่า 20,000 ตันต่อปี ซึ่งมีทั้งที่เป็นปุ๋ยสูตรทั่วไปและปุ๋ยสั่งตัด ขณะนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เร่งขับเคลื่อนและขยายผลโครงการฯ อย่างเต็มที่และมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ต่อเนื่อง อาทิ อบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์ดินและปุ๋ยแก่เกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรเข้าใจว่าการผสมปุ๋ยใช้เองมีวิธีการอย่างไร ปุ๋ยสูตรไหนจะเหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง และเทคนิคการใช้ปุ๋ยให้เกิดประสิทธิภาพในการปลูกพืชแต่ละชนิดต้องใช้อย่างไร รวมถึงปรับเปลี่ยนแนวคิดจากเดิมที่นิยมซื้อปุ๋ยสูตรสำเร็จที่ขายตามท้องตลาดซึ่งมีต้นทุนสูง หันมาใช้ปุ๋ยผสมเองที่มีคุณภาพไม่แตกต่างจากปุ๋ยสูตรสำเร็จ

นอกจากนี้ยังมีการเก็บตัวอย่างดินเพื่อส่งตรวจหาธาตุอาหารในดิน การอบรมวิธีการใช้ชุดวิเคราะห์ดินอย่างง่าย (Test Kit) และการส่งโมบายยูนิต (Mobile unit) ลงพื้นที่เพื่อวางแผนการผลิตพืช และสนับสนุนสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกร สำหรับนำไปผลิตปุ๋ยสั่งตัดเพื่อมาให้บริการแก่เกษตรกร ซึ่งการใช้กลไกสถาบันเกษตรกรเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว นับว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก เนื่องจากต้องการผลักดันให้สหกรณ์ได้มีการปรับตัว ทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตปุ๋ย ตลอดจนให้บริการผสมปุ๋ยสั่งตัดแก่สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรทั่วไป ซึ่งจะช่วยขยายธุรกิจของสหกรณ์ให้ช่วยตอบสนองกับความต้องการของเกษตรกรได้อย่างครบถ้วนและส่งผลต่อการสร้างความเข้มแข็งและมั่นคงให้กับสถาบันเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน ซึ่งโครงการจัดหาปุ๋ยสั่งตัดมุ่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ปุ๋ยของเกษตรกรให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และพืชแต่ละชนิด เน้นให้เกษตรกรหันมาใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินหรือชุดดิน และตรงตามความต้องการของพืช สามารถช่วยแต่งเติมการใช้ปุ๋ยได้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทั้งยังได้ปุ๋ยสูตรที่มีอาหารพืชเหมาะสมตามค่าวิเคราะห์ธาตุอาหารพืชที่เป็นปัจจุบัน ช่วยลดต้นทุนการผลิต ทำให้เกษตรกรมีรายได้เหลือจากการจำหน่ายผลผลิตเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย…

จากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการปรับปรุงประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการเพื่อให้ส่วนราชการมีประสิทธิภาพสูงในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ซึ่งหนึ่งในแนวทางการปฏิบัติ คือ การออกเอกสารหลักฐานของทางราชการผ่านระบบดิจิทัล เพื่อให้บริการประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลของภาคราชการ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ประหยัด เพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดความสิ้นเปลืองลดขยะ และรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย สำหรับในส่วนของกรมประมง นายมีศักดิ์
ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหนึ่งในหน่วยงานนำร่องในการพัฒนาการออกเอกสารหลักฐานทางราชการผ่านระบบดิจิทัล ทำให้การออกใบอนุญาตของกรมประมงเป็นไปตามมาตรฐานงานบริการภาครัฐ สามารถลดขั้นตอนและลดระยะเวลาในการพิจารณาอนุญาต ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ.2558 โดยกรมประมงมีการนำระบบดิจิทัลมาพัฒนาใช้ในการออกใบอนุญาตหลายกระบวนงาน อาทิ การออกหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำนำเข้า / ใบอนุญาตให้นำเข้าสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ /ใบอนุญาตให้นำเข้าให้ส่งออกหรือให้นำผ่าน ตามมาตรา 23 หรือ มาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 / ใบแจ้งข้อเท็จจริงของผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกซึ่งวัตถุอันตราย ซึ่งทั้งหมดที่ยกตัวอย่างมานี้ ปัจจุบันกรมประมงได้พัฒนาเป็นระบบดิจิทัลครบถ้วนสมบูรณ์ สามารถดำเนินการได้เป็นไปตามมาตรฐานที่รัฐบาลกำหนดทั้งสิ้นแล้ว ซึ่งการออกเอกสารหลักฐานของทางราชการผ่านระบบดิจิทัล จะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยผลักดันการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมของประเทศไทยได้…

ขุนเกษตรา

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่นครศรีธรรมราช รับฟังแก้ไขปัญหาน้ำ’ลุ่มน้ำปากพนัง’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461826

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่นครศรีธรรมราช รับฟังแก้ไขปัญหาน้ำ’ลุ่มน้ำปากพนัง’

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 17.03 น.

“ธรรมนัส “ลงพื้นที่นครศรีธรรมราช รับฟังแก้ไขปัญหาน้ำ บริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังเดินหน้าแก้ปัญหาน้ำทั้งระะบบ

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมและรับฟังการบริหารจัดการน้ำประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ และประตูระบายน้ำคลองชะอวด – แพรงเมือง ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช ว่า พื้นที่บริหารจัดการน้ำ ที่อยู่ในความรับผิดชอบโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปากพนังล่าง คอบคลุม อ.ปากพนัง อ.เชียรใหญ่ อ.เฉลิมพระเกียรติ และบางส่วนของ อ.หัวไทร รวม 4 อำเภอ มีพื้นที่โครงการ 696,600 ไร่ พื้นที่ชลประทาน 324,000 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 46.50 โดยในส่วนของปัญหาที่พบนั้นได้แก่ 1) ปัญหาน้ำท่วม จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน ระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนมกราคม ของปีถัดไป

2) ปัญหาน้ำแล้ง/การขาดแคลนน้ำ จะเกิดในช่วงฤดูแล้ง ตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึงเดือนมิถุนายน ของทุกปี 3) ปัญหาน้ำเปรี้ยว จะเกิดในช่วงฤดูแล้ง ต่อฤดูฝนช่วงประมาณปลายเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนกรกฎาคม 4) ปัญหาการรุกล้ำและการหนุนสูงของน้ำเค็ม เกิดในช่วงเดือนมกราคม ถึงกุมภาพันธ์ ของทุกปี 5) ปัญหาน้ำกร่อย จะเกิดในพื้นที่ป่าจากของ ต.ขนาบนาก อ.ปากพนัง ประมาณ 2,500 – 3,000 ไร่ และ 6) ปัญหาน้ำเสีย เนื่องจากประตูระบายน้ำต่างๆ ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังตอนล่างได้จะปิดเก็บกักน้ำจืดช่วงปลายฤดูฝน

ทั้งนี้ จากการพัฒนาโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทำให้เกิดการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้ภาคเกษตร โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2551 ได้แบ่งพื้นที่การพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้ ภาคเกษตรออกเป็น 5 เขตพัฒนาอาชีพภาคเกษตร ยกเว้นเขตป่าไม้ ซึ่งมีหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสงขลา และจังหวัดพัทลุง รวมดำเนินการ เป็น 17 หน่วยงาน 85 โครงการ งบประมาณรวม 188,019,535 บาท และในการขับเคลื่อนโครงการนั้นจะมีการจัดประชุมอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ช่วงต้นฤดูฝนเดือนตุลาคม 1 ครั้ง และช่วงต้นฤดูเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง เดือนมีนาคม อีก 1 ครั้ง โดยคณะกรรมการจัดการน้ำชลประทาน ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ (JMC) โดยมีนายอำเภอปากพนังทำหน้าที่ประธาน และมีผู้แทนจากผู้มีส่วนได้/เสีย ภาคส่วนต่างๆ ที่จะบูรณาการบริหารจัดการน้ำร่วมกัน

แล้งมาเร็ว!! อธิบดีกรมชลฯสั่งเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ เตรียมช่วยเหลือปชช. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461809

news_default

แล้งมาเร็ว!! อธิบดีกรมชลฯสั่งเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ เตรียมช่วยเหลือปชช.

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 15.25 น.

อธิบดีกรมชลฯสั่งเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ เหลือน้ำใช้13,129ล้านลบ.ม. เตรียมพร้อมให้การช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน จากสภาพอากาศแห้งแล้งมาเร็ว ปริมาณน้ำต้นทุนลด เร่งทำความเข้าใจทุกพื้นที่ประหยัดน้ำใช้ผ่านวิกฤตแล้งไปให้ได้

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สภาพอากาศที่แห้งแล้งที่มาเร็ว ปริมาณน้ำต้นทุนลดลงในปัจจุบันส่งผลให้ประชาชนในหลายพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน รัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนทุกพื้นที่ จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือ และวางแผนรับมือภัยแล้งในอนาคต ได้สั่งการให้โครงการชลประทานทุกพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ และเตรียมพร้อมให้การช่วยเหลือประชาชน ที่ได้รับผลกระทบร่วมทั้งวางแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อรองรับการขยายตัวของสังคม เพื่อให้มีน้ำเพียงพอในอนาคต

สำหรับการจัดสรรน้ําฤดูแล้งปี 2562/2563 กรมชลประทาน วางแผนการใช้น้ําจากโครงการชลประทานขนาดใหญ่และขนาดกลางท้ังประเทศในช่วงฤดูแล้งปี 2562/2563 (วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – 30 เมษายน 2563) ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ปริมาตรน้ำต้นทุนสามารถใช้การ ได้จํานวน 26,666 ล้าน ลบ.ม.โดยวางแผนจัดสรรน้ำทั้งประเทศจํานวน 17,699 ล้าน ลบ.ม.ตามลําดับความสําคัญดังนี้ เพื่อการอุปโภค-บริโภค 2,300 ล้าน ลบ.ม.รักษาระบบนิเวศน์และอื่นๆ 6,999 ล้าน ลบ.ม. , ภาคเกษตรกรรม 7,881 ล้าน ลบ.ม.งดส่งน้ำนาปรัง 22 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา ภาคอีสานตอนกลางและตอนล่าง ส่วนภาคอุตสาหกรรม 519 ล้าน ลบ.ม.โดยจัดสรรน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4,000 ล้าน ลบ.ม.(เขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ 3,000 ล้าน ลบ.ม. , เขื่อนแควน้อยบํารุงแดน 250 ล้าน ลบ.ม. , เขื่อนป่าสัก 250 ล้าน ลบ.ม.และลุ่มน้ำแม่กลอง 500 ล้าน ลบ.ม.) แยกเป็น เพื่อการอุปโภค-บริโภค 1,150 ล้าน ลบ.ม. , เพื่อการรักษาระบบนิเวศน์และอื่นๆ 2,335 ล้าน ลบ.ม.และเพื่อการเกษตร 515 ล้าน ลบ.ม.พืชใช้น้ำน้อย

ผลการจัดสรรน้ำ (อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง) ทั้งประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ถึงปัจจุบัน ใช้น้ำไปแล้ว 4,570 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 26 ของแผนจัดสรรน้ำ ส่วนในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยฯ ป่าสักฯ ) วันนี้ใช้น้ำไป 18.15 ล้าน ลบ.ม.ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ถึงปัจจุบัน ใช้น้ำไปแล้ว 1,316.66 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 33 ของแผนจัดสรรน้ำ

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง 477 แห่งทั่วประเทศ มีปริมาตรน้ำในอ่างฯ 47,773 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 63 เป็นปริมาตรน้ำใช้การได้ 23,920 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 46 ปริมาตรน้ำในอ่างฯ เทียบกับปี 2561 มี 58,702 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 77 น้อยกว่าปี 2561 จํานวน 10,929 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ 24.18 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ำ ระบายน้ำจํานวน 73.86 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน สามารถรับน้ำได้อีก 28,294 ล้าน ลบ.ม.

ด้าน นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าปัจจุบัน (21 ธ.ค.62) สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ มีปริมาณน้ำ 507 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 20.86 ของปริมาณความจุอ่าง ซึ่งขณะนี้ได้นำน้ำก้นอ่างมาใช้แล้วประมาณ 74 ล้าน ลบ.ม.เพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น

ในส่วนความช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาการขาดแคลนน้ำ กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 6 สนับสนุนเครื่องสูบน้ำช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร และส่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคให้แก่พื้นที่รับน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ได้แก่จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดมหาสารคาม ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูแล้งปี 2562 ที่ผ่านมา จำนวน 49 เครื่อง ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย และมีบางพื้นที่เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว จึงยังคงเครื่องสูบน้ำไว้ช่วยเหลือเฉพาะการอุปโภคบริโภค 6 เครื่อง

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ ชี้แจงสถานการณ์น้ำให้ประชาชน และเกษตรกรในพื้นที่ได้รับทราบอย่างทั่วถึง พร้อมกับรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัดที่สุด โดยเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานชลประทานที่ 6 เข้าร่วมประชุมสานเสวนาเครือข่ายผู้ใช้น้ำเขื่อนอุบลรัตน์ เหนือน้ำ-ท้ายน้ำ เพื่อรายงานสถานการณ์น้ำภาพรวมในลุ่มน้ำชี แผน-ผลการใช้น้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้สถานการณ์น้ำและมาตรการให้ความช่วยเหลือภัยแล้งสร้างการมีส่วนร่วมให้ตระหนักและรับรู้การใช้น้ำให้ประหยัดและรู้คุณค่า

สำหรับในพื้นที่เหนือเขื่อนอุบลรัตน์ สำนักงานชลประทานที่ 6 ร่วมกับ โครงการชลประทานหนองบัวลำภู สำนักงานชลประทานที่ 5 จัดการประชุมร่วมกับเทศบาลตำบลบ้านค้อ อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อประชาสัมพันธ์และชี้แจงให้ประชาชนและเกษตรกรผู้ใช้น้ำบริเวณเหนือเขื่อนอุบลรัตน์ ได้รับทราบถึงสถานการณ์น้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ รวมทั้งขอความร่วมมือจากสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าที่ตั้งอยู่บริเวณรอบๆ อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ไม่เดินเครื่องสูบน้ำเพื่อการเกษตร เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์มีปริมาณน้อย จึงต้องสงวนไว้ใช้สำหรับการอุปโภค-บริโภค และการรักษาระบบนิเวศ ไปจนถึงฤดูฝน ปี 2563

ด้านจังหวัดมหาสารคาม โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเสียวใหญ่ ได้นำรถติดป้ายประชาสัมพันธ์และเครื่องกระจายเสียง ออกวิ่งประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำ ขอความร่วมมือให้เกษตรกรใช้น้ำอย่างประหยัด นอกจากนี้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหนองหวาย ร่วมกับชาวบ้านและผู้นำชุมชน ลงพื้นที่หาแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำอุปโภค-บริโภค ในพื้นที่บ้านเหล่าบัวบ้าน หมู่ 4 ตำบลเหล่าบัวบาน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม ที่ประสบปัญหาน้ำต้นทุนในการผลิตน้ำประปาไม่เพียงพอ พร้อมชี้แจงสถานการณ์น้ำและรณรงค์ให้ใช้น้ำอย่างประหยัด

ทั้งนี้ สำนักงานชลประทานที่ 6 ได้สั่งการให้โครงการชลประทานทั้ง 5 จังหวัดเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมถึงการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์น้ำ พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ ใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า

‘ประภัตร’หนุนเกษตรกร! ปล่อยกู้10ล้านเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งส่งขายจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461796

‘ประภัตร’หนุนเกษตรกร! ปล่อยกู้10ล้านเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งส่งขายจีน

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 14.54 น.

22 ธันวาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้นำคณะเดินทางไปเยี่ยมชมกิจการของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคพื้นที่ จ.เชียงราย ณ ฟาร์มโคขุน 4 x4 บ้านหนองสี่แจ่ง ต.ศรีเมืองชุม อ.แม่สาย จ.เชียงราย เพื่อร่วมหารือร่วมกับกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคกระบือในโครงการส่งเสริมให้แก่เกษตรกรให้มีอาชีพในช่วงฤดูแล้ง

โดยใช้สัตว์เลี้ยงประเภทเลี้ยงโค กระบือ แพะ แกะ และสัตว์ปีก รองรับฤดูแล้งตลอดระยะเวลาประมาณ 4 เดือน ตั้งแต่ต้นปี 2563 เป็นต้นไป ลักษณะเป็นการบริหารจัดการปศุสัตว์ ด้วยปริมาณน้ำที่น้อยกว่าการปลูกพืชและสามารถใช้ทดแทนการทำการเกษตรประเภทอื่นได้เป็นอย่างดีด้วย รวมทั้งยังใช้เวลาเลี้ยงสัตว์เพียงเเค่ 4 เดือนซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลาดังกล่าวก็สามารถขุนสัตว์ออกจำหน่ายได้พอดีด้วย

โดย นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการโครงการฯ โดยมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้ามามีส่วนร่วมด้วยโดยจะมีการการให้เงินกู้แก่เกษตรกร เพื่อนำไปดำเนินการด้วยการคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำและยังเป็นอัตราคงที่เพื่อให้เกษตรกรสามารถดำเนินโครงการได้อย่างเต็มที่และไม่มีภาระมาก ข้อกำหนดคือหากเกษตรกรที่เลี้ยงโค กระบือแพะ แกะ และสัตว์ปีก ก็สามารถเข้าร่วมโครงการได้เลยแต่ต้องมีการรวมกลุ่มกันอย่างน้อย 10 คนขึ้นไปให้เป็นวิสาหกิจชุมชนแล้วยื่นโครงการเพื่อขอสินเชื่อไปยัง ธ.ก.ส.โดยมีเงื่อนไขให้สินเชื่อ 1 กลุ่มสามารถกู้ยืมได้ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท

“การเลี้ยงโค กระบือ แพะ แกะ และสัตว์ปีก นั้น เป็นการทำเกษตรที่ใช้น้ำน้อยแต่มีผลผลิตที่ให้ราคาดี ซึ่งสามารถแก้ปัญหาการทำอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ในช่วงภัยแล้งหรืออุทกภัยได้เป็นอย่างดีด้วย สำหรับจ.เชียงราย ถือว่ามีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านและยังสามารถส่งออกสินค้าไปได้ถึงประเทศจีนที่มีความต้องการค้าปศุสัตว์จำนวนมากจึงถือเป็นโอกาสที่ดีอย่างยิ่ง ดังนั้นเกษตรกรที่สนใจสามารถติดต่อเพื่อปรึกษากับปศุสัตว์อำเภอและจังหวัดได้เลย” นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว

ทาวด้าน น.ส.ผกายมาศ เวียร์รา รองประธานหอการค้า จ.เชียงราย ฝ่ายกิจการค้าชายแดน กล่าวว่าที่ผ่านมาสินค้าประเภทโคกระบือมีชีวิตนั้นทางการจีนได้ให้โควต้านำเข้าแก่ประเทศเมียนมาและ สปป.ลาวปีละกว่า 1 ล้านตัวหรือประเทศละ 500,000 ตัว จึงถือว่าตลาดมีความต้องการสูงมากและในช่วงนี้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงก็สูงเพราะมีการปล่อยน้ำจากเขื่อนลงมาในปริมาณมากทำให้การสัญจรด้วยเรือขนส่งสินค้าในแม่น้ำโขงมีความสะดวก

รายงานข่าวจากด่านศุลกากรเชียงแสนแจ้งว่าในปี 2562 ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการส่งออกโคและกระบือมีชีวิต ผ่านด่านศุลกากรเชียงแสน โดยมีน้ำหนักรวมกันประมาณ 26,677 รวมมูลค่ากว่า 2,261,877,500 บาท ซึ่งถือเป็นสินค้าส่งออกจำนวนมากเป็นอันดับ 2 รองจากน้ำมันเชื้อเพลิง และในปีงบประมาณ 2563 ในเดือน ต.ค.2562 มีการส่งออกเพิ่มเป็นอันดับ 1 โดยมีน้ำหนักรวมกัน 2,265 มูลค่ากว่า 200,920,000 บาท และเดือน พ.ย.มีการส่งออกน้ำหนักรวม 1,964 มูลค่า 174,915,000 บาท ปัจจุบันมีการส่งออกไปทางเรือขนส่งสินค้าแม่น้ำโขงโดยทางกรมปศุสัตว์ได้มีการพัฒนาสถานที่บริเวณด่านกักสัตว์ก่อนการส่งออกที่อ.เชียงแสน ไว้แล้ว

หลอดลมอักเสบในสุนัข #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405833?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

หลอดลมอักเสบในสุนัข

21 ธันวาคม 2562 – 08:36 น.
พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง,หลอดลมอักเสบในสุนัข
เปิดอ่าน 33 ครั้ง

คอลัมน์ – พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง โดย – น.สพ.วิรัช ธนพัฒน์เจริญหรือหมอเล็ก viruch_dvm@yahoo.com

สวัสดีครับ ปีนี้หน้าหนาวบ้านเราค่อนข้างส่งผลกระทบเป็นวงกว้างเกือบทุกพื้นที่ ในสัตว์เลี้ยงที่เรารักก็อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน หากเราเอาใจใส่ไม่เพียงพอ ทำให้ไม่สบายในช่วงอากาศเย็นได้โรคหรือภาวะที่พบได้บ่อยในฤดูนี้มักเป็นเรื่องของระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหลอดลมอักเสบติดต่อในสุนัขโดยมีสาเหตุมาจากไวรัส และแบคทีเรียบางชนิดซึ่งทำให้เกิดการไอ โดยสามารถป้องกันได้ด้วยการทำวัคซีน

แต่ในบางกรณี อากาศหนาวเย็นก็อาจทำให้สัตว์เกิดอาการหลอดลมอักเสบแล้วติดเชื้อแทรกซ้อนได้ โดยในสุนัขพันธุ์หน้าสั้นจะมีความเสี่ยงมากกว่าเนื่องจากโครงสร้างทางเดินหายใจส่วนต้นมีข้อจำกัดในการปรับสภาพลมหายใจให้เหมาะสมกับร่างกาย รวมถึงลูกสัตว์

นอกจากนี้สัตว์ป่วยมีโรคประจำตัว และสัตว์มีอายุล้วนเป็นปัจจัยให้เป็นโรคได้ง่ายขึ้นอีกด้วย ส่วนโรคนี้หากเป็นเล็กน้อยก็มักไม่เป็นไรมาก แต่หากมีอาการรุนแรงอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตปกติได้ เช่น หากเกิดการไอรุนแรง เรื้อรังเป็นเหตุให้ ปอดติดเชื้อ หรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เป็นต้น ในส่วนของการรักษามีหลายแนวทางทั้งการใช้ยาปฏิชีวนะป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน การรักษาตามอาการ รวมถึงการทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น ซึ่งการวางแผนการรักษาของสัตวแพทย์ จึงมีหลายวิธีการเช่น การกินยา ฉีดยา หรือแม้กระทั่งการใช้เครื่องรมยา

ส่วนเรื่องการป้องกันเพื่อที่จะได้ไม่ต้องมานั่งรักษาให้วุ่นวายนั้น อันดับแรก คือ การทำวัคซีนเพื่อป้องกันในส่วนของเชื้อที่วัคซีนสามารถป้องกันโรคได้ ต่อมาในเรื่องของการจัดการตัวสัตว์ให้ได้รับความอบอุ่นอย่างเพียงพอไม่ว่าจะเป็นการใส่เสื้อให้ตัวสัตว์ การดูแลให้กรง หรือคอกมีความอบอุ่นลมไม่โกรก การได้รับสารอาหาร และน้ำที่เหมาะสม และเพียงพอ รวมถึงการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับสัตว์เลี้ยงของท่าน

      หนาวนี้อย่าลืมให้ความอบอุ่นสัตว์เลี้ยงที่รักนะครับ!

“เขียวหมื่นปี”จากไม้ป่าด้อยค่าสู่ราชาไม้ใบ ตอน2 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405831?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“เขียวหมื่นปี”จากไม้ป่าด้อยค่าสู่ราชาไม้ใบ ตอน2

21 ธันวาคม 2562 – 08:25 น.
เขียวหมื่นปี
เปิดอ่าน 80 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้ใบทำเงิน โดย- อุดม ฐิตวัฒนะสกุล  udomgarden1@gmail.com 

  ต่อจากเสาร์ที่แล้ว

คราวที่แล้วได้พูดถึง“เขียวหมื่นปี”หรือที่รู้จักกันดีในนาม“แก้วกาญจนา” หรือที่คนโบราณเรียกว่า“ว่านขันหมาก” วันนี้มาว่ากันต่อในเรื่องของคุณสมบัติและลักษณะเฉพาะของไม้พันธุ์ดังกล่าว จึงนำไปสู่ความต้องการไม่แพ้ความเชื่อด้วยเช่นกัน ทั้งยังมีปัจจัยเสริมช่วยทำให้ไม้ชนิดนี้ได้รับความนิยม และขยายตัวทางการใช้จากเกษตรกรที่เริ่มมีการปลูกเลี้ยงลงแปลงในพื้นที่เฉพาะ

โดยการปลูกริมช่องทางเดินที่อยู่ด้านล่างข้างขอบโต๊ะปลูกกล้วยไม้ คล้ายกับการปลูกเฟิร์นใบมะขามเพื่อสำหรับตัดใบเสริมรายได้จากการปลูกกล้วยไม้เป็นหลักแบบควบคู่กันไปยังตลาดต่างแดน โดยมีการปลูกเขียวหมื่นปีแทรกเสริมหรือปลูกแทนเฟิร์นไปเลย อย่างมีรายได้ที่มิได้ด้อยกว่ากัน จนระบบการค้าและการส่งออกเริ่มมีความชัดเจนในเชิงธุรกิจการเกษตรถึงขั้นหลาย ๆ สวนเริ่มให้ความสำคัญพร้อมเพิ่มการผลิตไม้ที่เคยเป็นแค่ตัวเสริมให้กลับกลายมาเป็นตัวหลักและมีการขยายพันธุ์ปลูกเพิ่ม

ขณะเดียวกัน ก็ยังทำเป็นไม้กระถางส่งขายให้สวนอื่นได้ปลูกอย่างเป็นล่ำเป็นสันและช่วยสร้างรายได้ที่ดีอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี เพราะความแปลกใหม่ที่ไม่มีในธรรมชาติและระบบตลาดในช่วงก่อนหน้านี้ จึงยังส่งผลถึงโอกาสทางการค้าด้วยความชื่นชอบจากตลาดแดนไกล ที่ผู้ส่งออกได้ช่วยเชื่อมความสัมพันธ์นี้ได้ดีเลยทีเดียว

ต้นเขียวหมื่นปีหรือว่านขันหมาก ไม่เพียงแต่จะเป็นการเพิ่มช่องทางทางการค้าให้เป็นทางเลือกแก่ผู้บริโภคปลายทางเท่านั้นแต่ยังช่วยเพิ่มยอดจำหน่ายสินค้าให้เพิ่มมากขึ้นด้วย ณ เวลานั้น แต่ด้วยขีดความสามารถทางการผลิตที่ไม่สอดคล้องกับระบบตลาดจึงเกิดช่องว่างและแนวคิดที่จะนำเข้าต้นพันธุ์ที่แตกต่างไปจากเดิมเข้ามาวางเป็นแม่พันธุ์เพิ่มจากชนิดที่มีอยู่ เพื่อมาปลูกและขยายปริมาณตามแบบที่เคยทำอยู่ก่อนหน้านี้

จากจุดนี้ดูเหมือนจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผู้ผลิตเริ่มหาเก็บชนิดพันธุ์ที่มีอยู่ตามแหล่งต่างๆ ทั้งจากระบบการผลิตที่มีอยู่บ้างแล้วไปจนถึงการรวบรวมจากแหล่งธรรมชาติที่มีกระจายอยู่อย่างที่แทบไม่เคยได้รับความสนใจ จากแหล่งที่มีไม้ชนิดนี้กำเนิดอยู่ จนต่อ ๆ มาไม้ที่ถูกเก็บอยู่ในมือนักปรับปรุงพันธุ์ จนได้ลูกไม้จากการผสมด้วยความตั้งใจ มีการกลายต่างไปจากชนิดพันธุ์ที่มีอยู่อย่างไม่เคยมีมาก่อน

เพียงแต่ว่าจะรู้กันแค่ในวงแคบๆเพียงคนเฉพาะกลุ่มเท่านั้น รอจนกว่าที่จะถึงเวลาอวดโฉม จึงมีการตัดขยายในลำดับหนึ่ง และนั่นย่อมหมายถึงสัญญาณแห่งการเริ่มต้นไม้ชนิดนี้ได้เกิดขึ้นใหม่อย่างแท้จริง ณ ตรงจุดนี้แล้ว

สัมผัส”วิถีชีวิตแห่งสายน้ำ”ชูท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดปริมณฑล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405829?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

 สัมผัส”วิถีชีวิตแห่งสายน้ำ”ชูท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดปริมณฑล

21 ธันวาคม 2562 – 08:11 น.
วิถีชีวิต,กรุงรัตนโกสินทร์
เปิดอ่าน 43 ครั้ง

 สัมผัส”วิถีชีวิตแห่งสายน้ำ”ชูท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดปริมณฑล

งานใหญ่แห่งปีสำหรับพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล ประกอบด้วยจ.นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการในงาน“วิถีชีวิตสายน้ำแห่งกรุงรัตนโกสินทร์”สุดยิ่งใหญ่ตระการตา อิ่มอร่อยกับอาหารชวนชิม ทั้งสตรีทฟู้ด อาหารชาววัง อาหารดั้งเดิมของหลากชนชาติ มาพร้อมกับผลิตภัณฑ์เชุมชนเกรดพรีเมียมและน่าตื่นตาตื่นใจกับการละเล่นพื้นบ้านของชาวไทยเชื้อสาย มอญ อิสลาม จีน ระหว่างวันที่ 25-29 ธันวาคม 2562 เวลา 10.00-21.00 น. ณ วัดชินวรารามวรวิหาร อ.มือง จ.ปทุมธานี

 “ท่องโลกเกษตร”อาทิตย์นี้ชวนเที่ยวงาน“วิถีชีวิตสายน้ำแห่งกรุงรัตนโกสินทร์”ของกลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล ซึ่งประกอบด้วยจ.นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ โดย”ชาธิป รุจนเสรี” รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีมองว่าแต่ละจังหวัดเป็นอู่อารยธรรมสำคัญ ที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติไทย เช่น ปทุมธานีนั้นมีความเป็นถิ่นฐานบ้านเมืองมาแล้วไม่น้อยกว่า 300 ปี

นับตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา มาจนถึงปัจจุบันคือยุคกรุงรัตนโกสินทร์มีมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ที่มีคุณค่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เป็นทรัพยากรการท่องเที่ยวที่มีความหลากหลาย สะท้อนให้เห็นถึงภูมิหลังประวัติศาสตร์ของชาติไทยและพัฒนาการวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆสิ่งเหล่านี้ควรค่าแก่การศึกษาเรียนรู้ และนำมาสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในลักษณะ “การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม”

นอกจากนั้นพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคเศรษฐกิจ 4.0 หรือยุคสังคมโซเชียลมีเดียและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ไม่หยุดยั้งส่งผลต่อพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่ปรับเปลี่ยนไป นักท่องเที่ยวสามารถค้นหาสิ่งที่ต้องการในพื้นที่ผ่านสมาร์ทโฟน และนิยมแชร์ประสบการณ์การท่องเที่ยวผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ที่ได้รับจากการท่องเที่ยว ทั้งสินค้าและบริการการท่องเที่ยว

การกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวและกระตุ้นการใช้จ่ายเงินของนักท่องเที่ยว โดยใช้มรดกทางวัฒนธรรมสายน้ำแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ในพื้นที่จังหวัดในกลุ่มจังหวัด รวมถึงพฤติกรรมการท่องเที่ยวในยุคสังคมโซเชียลมีเดียที่นักท่องเที่ยวและนักเดินทางนิยมแบ่งปันประสบการณ์การเดินทางและการท่องเที่ยวผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดและกระจายรายได้สู่ชุมชน

“กลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑลจึงร่วมมือกันในการจัดงาน “วิถีชีวิตสายน้ำแห่งกรุงรัตนโกสินทร์” เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสถาบันกษัตริย์ รวมทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว ประเพณีวัฒนธรรม สินค้าของดีของกลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล ในระหว่างวันที่ 25-29 ธันวาคม 2562 ณ บริเวณวัดชินวรารามวรวิหาร อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี”รองผู้ว่าฯปทุมธานีกล่าว

อย่างไรก็ตามงาน“วิถีชีวิตสายน้ำแห่งกรุงรัตนโกสินทร์”ที่จัดขึ้นในครั้งนี้เพื่อเฉลิมฉลองสายน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ที่ให้ความชื่นฉ่ำ ชุ่มใจ และหล่อเลี้ยงการเกษตร เป็นการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ด้วย จึงขอเชิญพี่น้องประชาชนได้มาเที่ยวชมแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำอันศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้งวัดวาอารามต่าง ๆ ที่กระจายอยู่ตามแม่น้ำเจ้าพระยาของเราถึง 191 วัดในพื้นที่ดังกล่าวด้วย

มนัญญา เตรียมงัดกฎเหล็กคุมสารพิษ อุดช่องจ่ายใต้โต๊ะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405745?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

มนัญญา เตรียมงัดกฎเหล็กคุมสารพิษ อุดช่องจ่ายใต้โต๊ะ

21 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
มนัญญา,พาราควอต,สารเคมี,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 937 ครั้ง

มนัญญา เตรียมงัดกฎเหล็กคุมสารพิษ ยกขึ้นบนดินอุดช่องจ่ายใต้โต๊ะ จัดระเบียบทุกเม็ด ตั้งแต่โรงงานผลิตสารเคมีเกษตร  ถึงร้านค้า  พร้อมกำชับทุกร้านค้าต้องแยกส่วนขายให

21 ธันวาคม 2562 มนัญญา เตรียมงัดกฎเหล็กคุมสารพิษ ยกขึ้นบนดินอุดช่องจ่ายใต้โต๊ะ จัดระเบียบทุกเม็ด ตั้งแต่โรงงานผลิตสารเคมีเกษตร  ถึงร้านค้า พร้อมกำชับทุกร้านค้าต้องแยกส่วนขายให้ชัด  ลั่นต่อไป1 ทะเบียน ต่อ 1 ชื่อการค้าจะได้รู้ว่าใครผลิตอะไร   หลังคณะกรรมการวัตถุอันตราย ไม่แบนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส ส่วนไกลโฟเซตให้จำกัดการใช้

น.ส.มนัญญา  ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตรเตรียมออกประกาศกระทรวงเกษตรฯ 3 ฉบับ  เพี่อรองรับมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อ  27 พ.ย. 2562  ที่จะออกมา เพื่อดูแลเกษตรกรและประชาชน จากผลกระทบของสารเคมีดังกล่าว รวมถึงเกษตรกรที่จะต้องได้ซื้อสินค้าที่มีการผลิตมีมาตรฐานและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้  จากนี้ไปจะปฏิรูปกรมวิชาการเกษตรในเรื่องการอนุญาตนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรทั้งหมดเพื่อไม่ให้มีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ใต้โต๊ะ ใต้ดินกันอีกต่อไป

ทั้งนี้ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกอบด้วย เรื่องกำหนดให้โรงงานที่จะผลิตสารเคมีหรือวัสดุปัจจัยทางการเกษตร ต้องมีมาตรฐานไอเอสโอ9001 ในเรื่องของขั้นตอนการผลิต และเรื่องบริษัทหรือโรงงานที่จะผลิตสารเคมี ต้องมีไอเอสโอ14001 ซึ่งเป็นมาตรฐานเรื่องการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อม น้ำเสีย และโรงงานต้องมีห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์

สำหรับตรวจสอบสารเคมีมาตรฐานไอเอสโอ 17025 ซึ่งเป็นมาตรฐานกำหนดให้บริษัทผู้ผลิตต้องมีห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์เพื่อตรวจสอบสารเคมีที่บริษัทผลิตจำหน่าย ถึงสารตกค้าง โดยทั้ง3ฉบับ เป็นไปตามพ.ร.บ.วัตถุอันตราย ขณะนี้ร่างดังกล่าว ยกร่างเสร็จแล้ว เตรียมเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธาน โดยจะนัดประชุมในเดือนนี้เพื่อทราบ และประกาศลงราชกิจจาฯ

“ซึ่งความต้องการของดิฉันคือแบนทั้ง 3 สาร แต่เมื่อคณะกรรมการมีมติออกมา ก็ต้องเคารพ แต่เพื่อคุ้มครองประชาชน ดิฉันก็เห็นว่าถึงเวลาที่จะต้องมีการจัดระเบียบโรงงานผลิตสารเคมีเหล่านี้ให้มีมาตรฐาน ประกาศทั้ง3ฉบับจะมีผลทำให้ทุกบริษัทที่มีการผลิตปุ๋ย หรือสารเคมีเกษตร ต้องมีการผลิตที่มีมาตรฐาน จะทำแบบเดิมไม่ได้ ที่นำเข้ามาขายแล้ว มีคนมาซื้อจะนำไปผลิตในยี่ห้อต่างๆตามใจชอบไม่ได้  เช่นสารพาราควอต ไปผสมเป็น3-4ยี่ห้อ ได้มาตรฐานหรือไม่ก็ไม่ทราบ  ดังนั้นต่อไปบริษัทต้นทางจะต้องปฏิบัติตามประกาศ3ฉบับ และต้องรับผิดชอบ”รมช.เกษตรฯกล่าว

น.ส.มนัญญา กล่าวต่อว่า สำหรับร้านจำหน่ายสารเคมี จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพราะมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย 23 พ.ค. 62  มีผลบังคับเมื่อ  20 พ.ย. 62 แล้ว ว่าจำกัดการใช้  ดังนั้นจะต้องมีการแยกมุมจำหน่าย 3 สาร ออกจากสารเคมีทั่วไปให้ชัดเจน ฉลากต้องตัวใหญ่ต้องแสดงให้ประชาชนได้เห็น ผู้ซื้อต้องมีใบอนุญาตการซื้อที่ถูกต้อง และต่อไปการอนุญาตจำหน่ายจะกำหนดให้  1 ทะเบียนต่อ  1 ชื่อการค้าเท่านั้นจะไม่ปล่อยให้ทำกัน 2-3 ชื่ออีก เมื่อมีปัญหาจะได้มีเอกชนรับผิดชอบถูกตัว  ประชาชนจะได้รู้ว่ายี่ห้อที่ประชาชนซื้อมาใช้ ผลิตโดยบริษัทอะไร

นอกจากนั้นเพื่อแก้ปัญหาข้อครหาในเรื่องรับผลประโยชน์ในการขึ้นทะเบียน การต่ออายุสาร และการตรวจเช็คสารเคมีทั่วประเทศ รมช.เกษตรฯ จะกำหนดให้มีการทำทะเบียนร้านค้า ที่ขึ้นทะเบียนไว้ทั้งหมด 1.4หมื่นร้านค้า  โดยให้แยกทำทะเบียนรายชื่อเอกชนผู้จำหน่ายสารเคมีเกษตร เป็นรายภาค และแต่ละภาค แยกทำเป็นรายจังหวัด เพื่อให้มีการตรวจสอบว่าแต่ละจังหวัด มีร้านจำหน่ายสารเคมี ทั้งหมดกี่ร้าน

แต่ละร้าน มีการจำหน่ายสารเคมี อะไรบ้าง ปริมาณเท่าไหร่ และยอดจำหน่ายให้ส่งตัวเลขเป็นรายเดือนเพื่อให้หน่วยตรวจสอบที่มีหน้าที่ สามารถเข้าไปตรวจทะเบียนได้ อย่างรวดเร็วและเป็นการนำเอาทะเบียนการค้าขึ้นมาบนดินจะโปร่งใส ไม่มีข้อครหาจ่ายใต้โต๊ะ“โดยเฉพาะกรณี 3 สารเคมี พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต ให้กรมวิชาการเกษตร ทุกพื้นที่ จัดทำทะเบียนร้านค้าที่มีสาร 3 ตัวจำหน่าย แยกออกให้ชัดเจน เพื่อคุมปริมาณสต็อก และร้านค้า จำนวนสารที่มีในครอบครอง เพราะเป้าหมาย  1 มิ.ย. 2563  ต้องไม่มีพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส

มติกก.วัตถุอันตราย เดือนพ.ค.2562 จำกัดการใช้ ดังนั้นต้องเข้มงวดการจำหน่ายให้กับเกษตรกร ผู้ผ่านการอบรม อบรมการพ่นสาร  โดยให้รายงานจำนวนเป็นระยะ เพื่อคุมสต็อกให้เป็นปัจจุบัน ไม่ให้มีสต็อกเกินกว่าการรายงานไว้ 2.3หมื่นตัน  และสามารถติดตามเส้นทางการใช้สารทั้งระบบ และสำหรับไกลโฟเซต หากต่อไปจะมีการขอนำเข้า ขอให้มีการรายงานต่อรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้วย

รมช.เกษตรฯกล่าวต่อว่า   เพื่อให้มีการลด ละ เลิกการใช้สารเคมีในอนาคต ให้มีการตั้งคณะกรรมการที่ประกอบด้วย หน่วยราชการ เอกชน ผู้ผลิต นำเข้า จำหน่าย ผู้ทรงวุฒิ มาศึกษาว่าใน300 สารที่อนุญาต จะมีกี่ชนิด กี่ตัว ที่ควรยกเลิกการใช้และหรือ ให้มีการจำกัดการใช้ เนื่องจากเทคโนโลยีตรวจพิษ มีมากขึ้น และเพื่อรักษาประโยชน์ และสุขภาพประชาชน  โดยให้คณะทำงานให้แล้วเสร็จในเวลา 90วัน หาข้อสรุปให้ได้ว่าจะต้องยกเลิกสารอะไรเป็นตัวต่อไป

จ่อยกเลิกสัญญาขุดเจาะอุโมงค์ส่งน้ำแม่กวง แม่งัด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405809?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

จ่อยกเลิกสัญญาขุดเจาะอุโมงค์ส่งน้ำแม่กวง แม่งัด

21 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
กรมชลประทาน,เชียงใหม่,เฉลิมชัย,เฉลิมชัย ศรีอ่อน,อุโมงค์ผันน้ำ,อุโมงค์ส่งน้ำแม่กวง แม่งัด
เปิดอ่าน 632 ครั้ง

เฉลิมชัย จ่อยกเลิกสัญญาขุดเจาะอุโมงค์ส่งน้ำแม่กวง แม่งัด จ.เชียงใหม่ หากไม่เสร็จทันปี 64 ระบุล่าช้ากว่าแผนถึง 58% สั่งกรมชลฯติดตามเร่งรัดงานทุกระยะ

21 ธันวาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่ติดตามโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ ได้เดินตรวจในจุดก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำและประตูระบายน้ำแม่ตะมาน กั้นลำน้ำแม่แตง

พร้อมกับประชุมซักถาม กรมชลประทาน บริษัทผู้รับเหมาอย่างละเอียดถึงปัญหาความล่าช้าและสั่งมาตรการแนวทางแก้ไขทั้งระบบ ว่าสั่งการให้กรมชลประทาน และเอกชน เร่งรัดการก่อสร้างทั้งระบบทุกสัญญา 4สัญญา วงเงิน1.5หมื่นล้านบาท ให้แล้วเสร็จภายในอายุสัญญาปี2564 โดยทางฝ่ายนโยบายได้ช่วยประสานงานในเรื่องอนุญาตให้ใช้พื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติศรีล้านนา เพราะหากโครงการนี้สำเร็จ จะช่วยปัญหาการขาดแคลนน้ำและอุทกภัยในจ.เชียงใหม่ และลำพูน

โครงการนี้จะรับน้ำจากลำน้ำแม่แตง ไปเติมเขื่อนแม่กวงฯได้ปีละประมาณ 160 ล้านลบ.ม. ทั้งนี้ได้กำชับให้เร่งรัดโครงการทุกระยะเพื่อให้ได้ตามแผนงาน โดยปัจจุบันให้ตั้งคณะกรรมการติดตามเร่งรัดทุกโครงการของกรมชลฯให้เสร็จตามสัญญา จะได้หารือกับผู้รับเหมาเพื่อให้เร่งทำงาน ซึ่งกรรมการมีหน้าที่คอยกระตุ้นตลอด ไม่เช่นนั้นก็จะเสียหายต่อประชาชนและเงินหลวง

แต่ด้วยระบบบวิธีงบประมาณ ตราบใดที่ยังอยู่ในระยะเวลาสัญญา จะไปยกเลิกบริษัทยังไม่ได้ จะทำให้โดนฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย แต่ถ้าบริษัทใดทำไม่เสร็จตามสัญญา พร้อมยกเลิกทุกบริษัท อย่างที่หาดใหญ่ ตนเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการเกษตรฯเห็นผิดสัญญา ไปสั่งยกเลิกเลย และสั่งให้กรมชลฯเข้าไปดำเนินต่อให้แล้วเสร็จ จากนี้จะมีอีกหลายโครงการที่ต้องยกเลิก

กังวลในส่วนอุโมงค์ส่งน้ำสองฝั่งที่ยังไม่เชื่อมกันจากความล่าช้า ซึ่งกรมชลฯชี้แจงว่าเหตุล่าช้าของการเจาะอุโมงค์สองช่วง จากธรณีวิทยา และสภาพดิน บางช่วงจุดเจาะไปเจอถ้ำทำให้เครื่องหัวเจาะทำงานไม่ได้ ต้องมีการปรับหัวเจาะ บางวันแผนการเจาะได้ 5 เมตร  ก็จะเหลือ 2-3 เมตรต่อวัน

ดังนั้นเหลือ 2 ปี จากนี้จะต้องเร่งรัด และรายงานมาถึงตนให้ทราบทุกระยะ หากติดปัญหาอะไร ผมจะสั่งเร่งแก้ไขทันทีเพิ่มกำลังคน เครื่องมือ  เพราะงานนี้ต้องให้เสร็จทันสิ้นสุด สัญญาปี64 ถ้าบริษัทใดผิดสัญญาผมไม่เอาไว้ ยกเลิกแน่นอน ไม่ได้ขู่จะทำจริงเพราะยิ่งล่าช้า ประชาชนจะเสียโอกาสในการแก้ไขความเดือดร้อน และการใช้งบประมาณแผ่นดินต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทุกพื้นที่

รมว.เกษตรฯกล่าวว่า ในส่วนการก่อสร้างประตูระบายน้ำแม่ตะมาน ท่ออุโมงค์ส่งน้ำลงเขื่อนแม่งัด คืบหน้าแล้ว 50% ช่วยชะลอน้ำลงแม่น้ำปิง ท่อส่งน้ำลงเขื่อนแม่งัด ส่งไปเขื่อนแม่กวง อีกทอด ระยะแรก 13 กม.คืบหน้าไปมาก ปลายปี 64 น่าจะเห็นผลสำเร็จ กรณีปีน้ำหลาก อุกทภัยจะช่วยชะลอ ลดท่วมตัวเมืองเชียงใหม่ได้ ในส่วนท่ออุโมงค์ผ่านพื้นที่อุทยาน จะดำเนินการเร็วที่สุดทุกหน่วยงานรับบัญชาจากนายกรัฐมนตรี จะทำงานได้อย่างรวดเร็วขึ้น

สำหรับโครงการนี้ในภาพรวมปัจจุบันก้าวหน้า42% โดยอุโมงค์ส่งน้ำช่วงแม่แตง-แม่งัด เริ่มอายุสัญญา23มิ.ย.59-27พ.ค.64 และอุโมงค์ส่งน้ำช่วงแม่งัด แม่กวง เริ่มสัญญา 24มี.ค.58-18ส.ค.64 แบ่งการก่อสร้างเป็น2ช่วง4สัญญา รวมขุดเจาะอุโมงค์ยาว49กม.คือ สัญญาที่1 ยาว13.6กม.วงเงิน 2.8พันล้านบาท อุโมงค์ส่งน้ำช่วงแม่แตง-แม่งัด

ผู้รับจ้างโดยบริษัทไร้ททันเน็ลลิ่ง จำกัด ก่อสร้างแล้ว 51% เร็วกว่าแผน2.05% สัญญาที่2 อุโมงค์ยาว 12.2กม.วงเงิน2.1พันล้านบาท ผู้รับจ้างคือบริษัทสยามพันธุ์วัฒนา จำกัด(มหาชน)ดำเนินการแล้ว18% ล่าช้ากว่าแผน64% ในส่วนอุโมงค์ส่งน้ำช่วงแม่งัด-แม่กวง    สัญญาที่1 อุโมงค์ส่งน้ำช่วงแม่งัด-แม่กวง ผู้รับจ้างคือบริษัทอิตาเลียนไทยดิเวล๊อปเมนต์ ยาว12.5กม.วงเงิน 2.3พันล้านบาท าวหน้า23%ล่าช้า48% สัญญาที่2 บมจ.ยูนิคเอนจิเนียริ่ง อุโมงค์ยาว 10.4กม.วงเงิน1.8พันล้านบาท ก้าวหน้า79%ล่าช้ากว่าแผน29% เริ่มสัญญา28เม.ย.58-22ก.ย.62โดยโครงการทำอุโมงค์ผันน้ำจากลำน้ำแม่แตง 26ลบ.ม.ต่อวินาที นี้เป็นการรองรับการใช้น้ำเพิ่มขึ้นในอนาคต 173ล้านลบ.ม.ต่อปี ใน20ปีข้างหน้า จะมีการขยายตัวเขตเมือง เศรษฐกิจ ท่องเที่ยว 2จังหวัด

รมว.เกษตรฯกล่าวถึงสถานการณ์ภัยแล้ง ว่าบูรณาการทุกหน่วยงาน ช่วยเหลือประชาชนได้ทุกพื้นที่ ซึ่งสั่งกรมชลฯผันน้ำจากภาคตะวันตก เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ ลุ่มน้ำแม่กลอง มีน้ำมาก จะผันน้ำไปช่วย ลุ่มเจ้าพระยา จากแผนวางไว้800ล้านลบ.ม.เพิ่มเป็น2พันล้านลบ.ม.

“ยืนยันว่าการบริหารจัดการที่ดี แม้น้ำต้นทุนน้อยจะผ่านไปได้ โดยจะต้องมีน้ำเพียงพอในการอุปโภค บริโภค รักษาระบบนิเวศ และปรับเปลี่ยนทำเกษตร บางพื้นที่มาปลูกพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อย บูรณาการทั้งหมด กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ลงไปทำบ่อบาดาล ติดตั้งแผงโซลาเซล และสั่งกรมชลฯเดินหน้าโครงการผันน้ำลำน้ำยวม มาเติมน้ำเขื่อนภูมิพล ผันน้ำจากภาคตะวันตก มามากขึ้น ซึ่ง กรมชลฯนำเสนอแผนมาแล้ว ส่วนทำนาปรัง ได้ประกาศห้ามมาแต่ต้นฤดูแล้ง และที่ปลูกไปแล้วน้ำไม่พอ รับความเสี่ยงเสียหายได้”นายเฉลิมชัย กล่าว