ไม้ผลตะวันออกรอบแรกคาดให้ผลผลิต 9.9 แสนตัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405805?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ไม้ผลตะวันออกรอบแรกคาดให้ผลผลิต 9.9 แสนตัน

21 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ผลไม้ตะวันออก,สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
เปิดอ่าน 159 ครั้ง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พยากรณ์ไม้ผลตะวันออก รอบแรก สศก. คาด ให้ผลผลิต 9.9 แสนตัน

21 ธันวาคม 2562 นางอัญชนา  ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง การบูรณาการจัดทำข้อมูลปริมาณการผลิตไม้ผลเอกภาพรอบที่ 1 ปี 2563 ซึ่ง สศก. ร่วมมือกับคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก

ทั้งนี้ประกอบด้วย สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 (สสก.3) จังหวัดระยอง สำนักงานเกษตรจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด และกลุ่มไม้ผล กรมส่งเสริมการเกษตร  พิจารณาผลพยากรณ์ไม้ผลภาคตะวันออก ครั้งที่ 1 ของสินค้า 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ จันทบุรี ระยอง และตราด เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการวางแผนบริหารจัดการผลไม้ตั้งแต่ต้นฤดู

สำหรับผลพยากรณ์ปี 2563 ครั้งที่ 1 (ข้อมูล ณ 4 ธันวาคม 2562) พบว่า เนื้อที่ยืนต้น ของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน  713,294 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีจำนวน 692,810 ไร่ (เพิ่มขึ้น 20,484 ไร่ หรือร้อยละ 2.96) โดยทุเรียน เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 5.85  เงาะ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.79 มังคุด ลดลงร้อยละ 0.16 และลองกอง ลดลงร้อยละ 0.17

เนื้อที่ให้ผล ทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 637,849 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีจำนวน 626,339 ไร่ (เพิ่มขึ้น 11,510 ไร่ หรือ ร้อยละ 1.84)  โดยทุเรียน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.08  มังคุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.71  เงาะเพิ่มขึ้น ร้อยละ  0.92  ส่วนลองกอง เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.09

ผลผลิตรวม ทั้ง 4 สินค้า คาดว่าจะมีประมาณ 991,618 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีจำนวน 886,535 ตัน (เพิ่มขึ้น 105,083 ตัน หรือ ร้อยละ 11.85)  โดยผลผลิตจะออกมากช่วงปลายเดือนเมษายน ต่อเนื่องถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2563 ซึ่งคาดว่าผลผลิตรวมของทั้ง 4 สินค้าจะเพิ่มขึ้นทุกชนิด โดยทุเรียน จะเพิ่มขึ้นมากที่สุดอยู่ที่ร้อยละ 15.60 เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยและราคาดีต่อเนื่อง จูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษาต้นทุเรียนดี

รองลงมาได้แก่ เงาะ เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.44  ลองกอง เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.10 และ มังคุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.58 ด้านผลผลิตต่อไร่ ทั้ง 4 ชนิด คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ประกอบกับในปีที่ผ่านมาไม้ผลบางชนิดไม่ติดผล หรือให้ผลผลิตน้อย ทำให้มีเวลาในการพักต้นสะสมอาหารต้นสมบูรณ์ขึ้นส่วนหนึ่ง ประกอบกับราคาผลไม้ที่อยู่ในเกณฑ์ดีในปีที่ผ่านมา  จึงจูงใจให้เกษตรกรมีการดูแลรักษาเป็นอย่างดีเพื่อให้ได้ปริมาณผลผลิตที่มากขึ้น โดยเฉพาะผลผลิตต่อไร่ของทุเรียน คาดว่ามีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

ด้านนายสุชัย กิตตินันทะศิลป์ ผู้อำนวยการ สศท.6 กล่าวเสริมว่า ขณะนี้ ทุเรียน ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 57 ผลผลิตที่ติดในช่วงแรกเป็นทุเรียนพันธุ์เบาและทุเรียนที่ใช้สารกระตุ้นการออกดอก โดยจะเป็นพันธุ์กระดุมและหมอนทอง ซึ่งบางส่วนจะทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 เป็นต้นไป

ส่วนผลผลิตจะออกมากช่วงเมษายนถึงพฤษภาคม เงาะ ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 3.55 จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตรอบแรกได้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคม 2563 ในพื้นที่จังหวัดระยอง มังคุด ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 1.40 ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในระยะปากนกแก้ว หากมีฝนตกจะออกใบอ่อนแทนการออกดอก

ทั้งนี้ สามารถเก็บผลผลิตรุ่นแรกได้ในช่วงเดือนปลายมีนาคม 2563 จะออกชุกช่วงปลายพฤษภาคม ต่อเนื่องถึงมิถุนายน 2563 ส่วนลองกอง สถานการณ์ขณะนี้ยังคาดการณ์การออกดอกไม่ชัดเจน เนื่องจากยังมีฝนประปรายในช่วงเดือนพฤศจิกายน ต้นลองกองยังไม่ขาดน้ำ ทำให้ต้น ใบ ยังไม่สลด แต่คาดจะเริ่มมองเห็นการติดดอกที่ชัดเจนขึ้นในช่วงเดือนมกราคม 2563

อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศที่แปรปรวนอาจทำให้ปริมาณผลผลิตไม้ผลเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้อีก เนื่องจากปีนี้สภาพอากาศในช่วงแรกของภาคตะวันออกที่มีฝนตกทิ้งช่วงไปเร็วกว่าปีที่ผ่านมา อีกทั้งสภาพอากาศหนาวเย็น ส่งผลให้ทุเรียน มังคุด และเงาะ มีการติดดอกออกผลเร็วขึ้น และจะเริ่มเห็นพัฒนาการออกดอกได้ชัดเจนหลังกลางเดือนมกราคม 2563 เป็นต้นไป

หลังจากนี้ สศท.6 จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยจะร่วมกับคณะทำงานฯ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 เพื่อวางแผนบริหารจัดการผลไม้และรายงานผลพยากรณ์รอบสุดท้ายซึ่งเป็นข้อมูลเอกภาพให้ทราบในเดือนมีนาคม 2563 ต่อไป สำหรับท่านที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลไม้ผลภาคตะวันออกเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี โทร. 0 3835 2435 หรืออีเมล zone6@oae.go.th

‘มนัญญา’ลั่น ปฏิรูปกรมวิชาการเกษตร จัดระเบียบซื้อ-ขาย3สาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461601

news_default

‘มนัญญา’ลั่น ปฏิรูปกรมวิชาการเกษตร จัดระเบียบซื้อ-ขาย3สาร

วันเสาร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“มนัญญา”ลั่นถึงเวลา ปฏิรูปกรมวิชาการเกษตรเรื่องอนุญาตนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรขจัดปัญหาผลประโยชน์ใต้โต๊ะเล็งจัดระเบียบ ตั้งแต่โรงงานผลิตสารเคมีเกษตรถึงร้านค้า รวมถึงคนซื้อ กำชับทุกร้านค้าต้องแยกส่วนขายให้ชัด ตั้งกรรมการศึกษา300สารเดินหน้า หาตัวที่ต้องยกเลิกเป็นชนิดต่อไป

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยความคืบหน้าการจำกัดการใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิดคือพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซตหลังคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเลื่อนการยกเลิกใช้ไปอีก 6 เดือนว่าตนสั่งการให้กรมวิชาการเกษตร เตรียมออกประกาศกระทรวงเกษตรฯ3ฉบับ รองรับมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่จะออกมา เพื่อดูแลเกษตรกรและประชาชน จากผลกระทบของสารเคมีดังกล่าว รวมถึงเกษตรกรที่ต้องได้ซื้อสินค้าที่การผลิตมีมาตรฐาน ตรวจสอบย้อนกลับได้ จากนี้ไปจะปฏิรูปกรมวิชาการเกษตรเรื่องอนุญาตนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรทั้งหมด ไม่ให้มีปัญหาผลประโยชน์ใต้โต๊ะ ใต้ดินกันอีกต่อไป

รมช.เกษตรฯกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ประกาศกระทรวงเกษตรฯ 3 ฉบับ ประกอบด้วย เรื่องกำหนดให้โรงงานผลิตสารเคมีหรือวัสดุปัจจัยทางการเกษตร ต้องมีมาตรฐานไอเอสโอ 9001 เรื่องขั้นตอนการผลิต และเรื่องบริษัทหรือโรงงานที่จะผลิตสารเคมี ต้องมีไอเอสโอ14001 ซึ่งเป็นมาตรฐานเรื่องการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อม น้ำเสีย และโรงงานต้องมีห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ สำหรับตรวจสอบสารเคมีมาตรฐานไอเอสโอ 17025 ซึ่งเป็นมาตรฐานกำหนดให้บริษัทผู้ผลิตต้องมีห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์เพื่อตรวจสอบสารเคมีที่บริษัทผลิตจำหน่าย ถึงสารตกค้าง โดยทั้ง 3 ฉบับ เป็นไปตามพ.ร.บ.วัตถุอันตราย ขณะนี้ร่างดังกล่าวยกร่างเสร็จแล้ว เตรียมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธาน ซึ่งนัดประชุมเดือนธันวาคมนี้ เพื่อทราบ และประกาศในราชกิจจาฯ

น.ส.มนัญญากล่าวอีกว่า ความต้องการของตนคือ ยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตรทั้ง 3 ชนิด แต่เมื่อคณะกรรมการฯมีมติออกมา ก็ต้องเคารพ แต่เพื่อคุ้มครองประชาชน ตนเห็นว่าถึงเวลาที่ต้องจัดระเบียบโรงงานผลิตสารเคมีเหล่านี้ให้มีมาตรฐาน ประกาศทั้ง 3 ฉบับจะมีผลทำให้ทุกบริษัทที่ผลิตปุ๋ย หรือสารเคมีเกษตร ต้องมีการผลิตที่มีมาตรฐาน จะทำแบบเดิมไม่ได้ ที่นำเข้ามาขายแล้ว มีคนมาซื้อจะนำไปผลิตในยี่ห้อต่างๆตามใจชอบไม่ได้ เช่น สารพาราควอต ไปผสมเป็น3-4ยี่ห้อ ได้มาตรฐานหรือไม่ก็ไม่ทราบ ดังนั้นต่อไปบริษัทต้นทางต้องปฏิบัติตามประกาศ 3 ฉบับ และต้องรับผิดชอบ

สำหรับร้านจำหน่ายสารเคมี ต้องปฏิบัติตามกฎหมายเคร่งครัด เพราะมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย วันที่ 23 พฤษภาคม 2562 มีผลบังคับเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 แล้วว่าจำกัดการใช้ ดังนั้น ต้องแยกมุมจำหน่าย 3 สาร ออกจากสารเคมีทั่วไปให้ชัดเจน ฉลากต้องตัวใหญ่แสดงให้ประชาชนเห็น ผู้ซื้อต้องมีใบอนุญาตซื้อที่ถูกต้อง และต่อไปการอนุญาตจำหน่ายจะกำหนดให้ 1 ทะเบียนต่อ 1 ชื่อการค้าเท่านั้นจะไม่ปล่อยให้ทำกัน 2-3 ชื่ออีก เมื่อมีปัญหาจะได้มีเอกชนรับผิดชอบถูกตัว ประชาชนจะได้รู้ว่ายี่ห้อที่ประชาชนซื้อมาใช้ ผลิตโดยบริษัทอะไร

รมช.เกษตรฯกล่าวด้วยว่า เพื่อแก้ข้อครหาเรื่องรับผลประโยชน์ในการขึ้นทะเบียน การต่ออายุสาร และการตรวจเช็กสารเคมีทั่วประเทศ รมช.เกษตรฯ จะกำหนดให้ทำทะเบียนร้านค้า ที่ขึ้นทะเบียนไว้ทั้งหมด1.4หมื่นร้านค้า โดยให้แยกทำทะเบียนรายชื่อเอกชนผู้จำหน่ายสารเคมีเกษตร เป็นรายภาค และแต่ละภาค แยกทำเป็นรายจังหวัด เพื่อให้มีการตรวจสอบว่าแต่ละจังหวัด มีร้านจำหน่ายสารเคมีทั้งหมดกี่ร้าน แต่ละร้านจำหน่ายสารเคมี อะไรบ้าง ปริมาณเท่าไหร่ และยอดจำหน่ายให้ส่งตัวเลขเป็นรายเดือน เพื่อให้หน่วยตรวจสอบที่มีหน้าที่เข้าไปตรวจทะเบียนได้รวดเร็ว และเป็นการนำเอาทะเบียนการค้าขึ้นมาบนดินจะโปร่งใส ไม่มีข้อครหาจ่ายใต้โต๊ะ

โดยเฉพาะกรณี 3 สารเคมี พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต ให้กรมวิชาการเกษตรทุกพื้นที่ จัดทำทะเบียนร้านค้าที่มีสาร 3 ตัวจำหน่าย แยกออกให้ชัดเจน เพื่อคุมปริมาณสต๊อก และร้านค้า จำนวนสารที่มีในครอบครอง เพราะเป้าหมาย 1 มิถุนายน 2563 ต้องไม่มีพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสซึ่งมติ กก.วัตถุอันตราย เดือน พ.ค.62 จำกัดการใช้ ดังนั้น ต้องเข้มงวดการจำหน่ายให้กับเกษตรกร ผู้ผ่านการอบรม อบรมการพ่นสาร โดยให้รายงานจำนวนเป็นระยะ เพื่อคุมสต็อกให้เป็นปัจจุบัน ไม่ให้มีสต็อกเกินกว่าการรายงานไว้ 2.3หมื่นตัน และสามารถติดตามเส้นทางการใช้สารทั้งระบบ และสำหรับไกลโฟเซต หากต่อไปจะขอนำเข้า ให้รายงานต่อรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้วย

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้มีการลด ละ เลิกใช้สารเคมีในอนาคต ให้ตั้งคณะกรรมการฯขึ้นมาศึกษาว่าใน300 สารที่อนุญาต จะมีกี่ชนิด กี่ตัว ที่ควรยกเลิกใช้และหรือให้จำกัดการใช้ เนื่องจากเทคโนโลยีตรวจพิษ มีมากขึ้น เพื่อรักษาประโยชน์ และสุขภาพประชาชน โดยให้คณะทำงานให้แล้วเสร็จในเวลา 90วัน หาข้อสรุปให้ได้ว่าจะต้องยกเลิกสารอะไรเป็นตัวต่อไป

ถึงคิวชาวไร่ข้าวโพด ‘อู๊ดด้า’กดปุ่ม900ล. จ่ายค่าประกันรายได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461603

news_default

ถึงคิวชาวไร่ข้าวโพด ‘อู๊ดด้า’กดปุ่ม900ล. จ่ายค่าประกันรายได้

วันเสาร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เกษตรกรปลื้มรับปีใหม่ “จุรินทร์”คิกออฟโอนจ่ายประกันรายได้ข้าวโพดวันนี้กว่า 900 ล้านบาท ย้ำไม่ได้ละทิ้งพืชตัวอื่นๆ เพียงแค่ใช้ยาคนละขนาน

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2562 ที่กระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานคิกออฟจ่ายเงินส่วนต่างโครงการประกันรายได้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นพืช 1 ใน 5 ชนิด ของโครงการประกันรายได้เกษตรกรโดยรัฐบาลปัจจุบัน และเป็นตัวสุดท้ายที่สามารถทำให้โครงการของรัฐบาลโครงการนี้จ่ายเงินให้เกษตรกรครบก่อนสิ้นปี 2562 ทันเป็นของขวัญปีใหม่แก่เกษตรกร

โดยนายจุรินทร์ กล่าวว่า สรุปความคืบหน้าโครงการประกันรายได้ซึ่งประกอบด้วยข้าว มัน ยาง ปาล์ม ที่และได้เริ่มโอนเงินส่วนต่างไปแล้วและจะทยอยโอนให้ครบกับเกษตรกรทั้งหมดที่ได้สิทธิ โดยที่ต้องทยอยเพราะต้องมีการตรวจสอบ และพืชเกษตรบางตัวมีการเก็บเกี่ยวไม่พร้อมกัน และ ณ เวลานี้ ข้าวโพดได้ผ่านความเห็นชอบของครม.แล้วเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา และได้กำหนดวันเริ่มโอนเงินวันแรกคือวันนี้ และจะทยอยโอนให้ครบโดยจะประกันราคาที่ 8.50 บาทต่อกิโลกรัม ที่ความชื้น 14.5% โดยมีวงเงินงบประมาณ 900 กว่าล้านบาท นอกจากนั้นยังมีมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ เข่นมาตรการควบคุมการเคลื่อนย้าย ซึ่งจะอนุญาตให้ทำได้เฉพาะบางจังหวัด เช่น จันทบุรี เชียงราย ตาก นอกจากนั้น ผู้นำเข้าข้าวสาลีจะต้องซื้อข้าวโพดไทยในอัตรา 1:3 รวมทั้งได้กำชับฝ่ายความมั่นคงเข้มงวดกับการป้องกันการลักลอบการนำเข้า

“วันนี้สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าตั้งแต่รัฐบาลแถลงนโยบายไว้กับรัฐสภา รัฐบาลนี้สามารถเริ่มโอนเงินส่วนต่างให้เกษตรกรผู้ปลูกพืชเกษตรครบทั้ง 5 ประเภท ถือเป็นของขวัญปีใหม่ชิ้นใหญ่กับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน” นายจุรินทร์ กล่าว

ทั้งนี้ นายจุรินทร์กล่าวอีกว่า ขอรายงานความคืบหน้าของการโอนเงิน ณ วันที่ 19 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา คือ ข้าว จำนวนเกษตรกรที่มีสิทธิทั้งหมด 4.31 ล้านราย วงเงิน 20,940.84 ล้านบาท โอนแล้ว 785,408 ราย จำนวนเงิน 16,023.06 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 76.52 ของงบประมาณทั้งหมด ยางพารา จำนวนเกษตรกรที่มีสิทธิทั้งหมด 1.7 ล้านราย วงเงิน 23,472.02 ล้านบาท โอนแล้ว 841,390 ราย จำนวนเงิน 5,004.39 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 21.32 ของงบประมาณทั้งหมด ซึ่งผมได้กำชับให้เร่งการตรวจสอบการปลูกยางให้เร็วขึ้น เพื่อจะโอนเงินให้เกษตรกรได้ครบทุกคน

สำหรับปาล์ม มีจำนวนเกษตรกรที่มีสิทธิทั้งหมดกว่า 3 แสนราย วงเงิน 13,000 ล้านบาท โอนแล้ว 324,286 ราย จำนวนเงิน 2,627.56 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 20.21 ของงบประมาณทั้งหมด โดยรัฐบาลมีนโยบายเสริมที่เน้นการป้องกันการลักลอบการนำเข้า และขอให้กระทรวงพลังงานกำหนดให้การใช้น้ำมัน B10 เป็นภาคบังคับ รวมทั้งให้แทงค์น้ำมันปาล์มทุกแห่งติดมิเตอร์ ซึ่งจะเสร็จอีกไม่นานนี้ ทั้งหมดนี้ทำให้ราคาปาล์มเพิ่มสูงขึ้นถึง 5.90 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว ทำให้อาจไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินส่วนต่าง ณ ตอนนี้

มันสำปะหลัง จำนวนเกษตรกรที่มีสิทธิทั้งหมด 520,000 แสนราย วงเงิน 9,442.34 ล้านบาท โอนแล้ว 2,781ราย จำนวนเงิน 63.96 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.68 ของงบประมาณทั้งหมด ที่ยังน้อยอยู่ เพราะเกษตรกรยังทยอยขุด ขุดเมื่อไหร่จะโอนเงินทันที ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลทำงานได้เร็ว จนเกษตรกรขุดมันไม่ทัน และสุดท้ายคือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีจำนวนเกษตรกรที่มีสิทธิทั้งหมด 450,000 แสนราย จะเริ่มโอนงวดแรกวันที่ 20 ธ.ค. นี้ ช่วงบ่าย ให้กับเกษตรกรจำนวน 96,740 ราย จำนวนเงิน 326.42 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 24.5 ของงบประมาณทั้งหมด

โครงการประกันรายได้ ครอบคลุมเกษตรกรทั้งหมด 2.05 ล้านครัวเรือน มีวงเงินรวม 67,778.53 ล้านบาท โอนแล้ว 24,045.39 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 35.48 ของงบประมาณรวมของโครงการประกันรายได้ และยังมีโครงการสินเชื่อสนับสนุนต้นทุนการผลิตและค่าเก็บเกี่ยวให้กับเกษตรกรด้วย วงเงินรวม กว่า 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากรวมโครงการสินเชื่อด้วย ทั้งโครงการจะมีวงเงินรวม 120,961.75 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.74 ของ GDP

“ขอให้เกษตรกรผู้ปลูกพืชรายอื่นสบายใจว่ารัฐบาลจะช่วยท่านด้วย ไม่ใช่ช่วยเฉพาะพืช 5 ชนิดนี้เท่านั้น เพียงพืชชนิดอื่นรัฐบาลจะช่วยยาขนานอื่น” นายจุรินทร์ กล่าว

‘เฉลิมชัย’ฮึ่ม! แผนขุดเจาะอุโมงค์ส่งน้ำแม่กวงฯอืด ขู่ยกเลิกสัญญา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461555

‘เฉลิมชัย’ฮึ่ม! แผนขุดเจาะอุโมงค์ส่งน้ำแม่กวงฯอืด ขู่ยกเลิกสัญญา

วันศุกร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 18.48 น.

‘เฉลิมชัย’ฮึ่ม! แผนขุดเจาะอุโมงค์ส่งน้ำแม่กวงฯอืด ขู่ยกเลิกสัญญา

20 ธันวาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ โดยได้เดินตรวจในจุดก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำ และประตูระบายน้ำแม่ตะมาน กั้นลำน้ำแม่แตง พร้อมกับประชุมซักถามกรมชลประทาน บริษัทผู้รับเหมาอย่างละเอียดถึงปัญหาความล่าช้า และสั่งมาตรการแนวทางแก้ไขทั้งระบบ

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมชลประทาน และเอกชน เร่งรัดการก่อสร้างทั้งระบบทุกสัญญา 4 สัญญา วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท ให้แล้วเสร็จภายในอายุสัญญาปี 2564 โดยทางฝ่ายนโยบายได้ช่วยประสานงานในเรื่องอนุญาตให้ใช้พื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติศรีล้านนา เพราะหากโครงการนี้สำเร็จ จะช่วยปัญหาการขาดแคลนน้ำและอุทกภัยใน จ.เชียงใหม่ และลำพูน โดยโครงการนี้จะรับน้ำจากลำน้ำแม่แตง ไปเติมเขื่อนแม่กวงฯได้ปีละประมาณ 160 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)

ทั้งนี้ ได้กำชับให้เร่งรัดโครงการทุกระยะเพื่อให้ได้ตามแผนงาน โดยปัจจุบันให้ตั้งคณะกรรมการติดตามเร่งรัดทุกโครงการของกรมชลประทานให้เสร็จตามสัญญา จะได้หารือกับผู้รับเหมาเพื่อให้เร่งทำงาน ซึ่งกรรมการมีหน้าที่คอยกระตุ้นตลอด ไม่เช่นนั้นก็จะเสียหายต่อประชาชนและเงินหลวง แต่ด้วยระบบวิธีงบประมาณ ตราบใดที่ยังอยู่ในระยะเวลาสัญญา จะไปยกเลิกบริษัทยังไม่ได้ จะทำให้โดนฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย แต่ถ้าบริษัทใดทำไม่เสร็จตามสัญญา พร้อมยกเลิกทุกบริษัท อย่างที่หาดใหญ่ ตนเข้ามาเป็น รมว.เกษตรฯ เห็นผิดสัญญา ไปสั่งยกเลิกเลย และสั่งให้กรมชลประทานเข้าไปดำเนินต่อให้แล้วเสร็จ จากนี้จะมีอีกหลายโครงการที่ต้องยกเลิก

“กังวลในส่วนอุโมงค์ส่งน้ำ 2 ฝั่งที่ยังไม่เชื่อมกันจากความล่าช้า ซึ่งกรมชลประทานชี้แจงว่าเหตุล่าช้าของการเจาะอุโมงค์ 2 ช่วง จากธรณีวิทยา และสภาพดิน บางช่วงจุดเจาะไปเจอถ้ำทำให้เครื่องหัวเจาะทำงานไม่ได้ ต้องมีการปรับหัวเจาะ บางวันแผนการเจาะได้ 5 เมตร ก็จะเหลือ 2-3 เมตรต่อวัน ดังนั้นเหลือ 2 ปี จากนี้จะต้องเร่งรัด และรายงานมาถึงผมให้ทราบทุกระยะ หากติดปัญหาอะไร ผมจะสั่งเร่งแก้ไขทันที เพิ่มกำลังคน เครื่องมือ เพราะงานนี้ต้องให้เสร็จทันสิ้นสุดสัญญาปี 2564 ถ้าบริษัทใดผิดสัญญาผมไม่เอาไว้ ยกเลิกแน่นอน ไม่ได้ขู่จะทำจริงเพราะยิ่งล่าช้า ประชาชนจะเสียโอกาสในการแก้ไขความเดือดร้อน และการใช้งบประมาณแผ่นดินต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทุกพื้นที่” นายเฉลิมชัย กล่าว

ทั้งนี้ ในส่วนการก่อสร้างประตูระบายน้ำแม่ตะมาน ท่ออุโมงค์ส่งน้ำลงเขื่อนแม่งัด คืบหน้าแล้ว 50% ช่วยชะลอน้ำลงแม่น้ำปิง ท่อส่งน้ำลงเขื่อนแม่งัด ส่งไปเขื่อนแม่กวง อีกทอด ระยะแรก 13 กม.คืบหน้าไปมาก ปลายปี 2564 น่าจะเห็นผลสำเร็จ กรณีปีน้ำหลาก อุทกภัย จะช่วยชะลอลดท่วมตัวเมืองเชียงใหม่ได้ ในส่วนท่ออุโมงค์ผ่านพื้นที่อุทยานฯ จะดำเนินการเร็วที่สุดทุกหน่วยงานรับบัญชาจากนายกรัฐมนตรี จะทำงานได้อย่างรวดเร็วขึ้น อย่างไรก็ตามโครงการนี้ในภาพรวมปัจจุบันก้าวหน้า 42%

‘รมช.ธรรมนัส’ เปิดงานวันดินโลกปี62 พบปะเกษตรกร’ขอนแก่น’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461480

‘รมช.ธรรมนัส’ เปิดงานวันดินโลกปร62 พบปะเกษตรกร’ขอนแก่น’

วันศุกร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 14.36 น.

รมช.ธรรมนัส เปิดงานวันดินโลก ประจำปี 2562 สร้างจิตสำนึก การอนุรักษ์ การใช้ดิน และการใช้ทรัพยากร ให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนพร้อมมอบปัจจัยการผลิต และพบปะเกษตรกร ณ จังหวัดขอนแก่น

20 ธันวาคม 2562 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดงานวันดินโลก ประจำปี 2562 พร้อมมอบปัจจัยการผลิต และพบปะเกษตรกร ณ เทศบาลตำบลนาแพง อำเภอโคกโพธิ์ไชย จังหวัดขอนแก่น ว่า นับตั้งแต่ได้มีการประกาศรับรองตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา ให้วันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันดินโลก FAO โดยกลุ่มสมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินโลก หรือ Global Soil Partnership : GSP ได้จัดกิจกรรมวันดินโลกเป็นประจำทุกปี เพื่อให้เป็นสื่อความสำคัญของทรัพยากรดินให้เป็นที่รับทราบในวงกว้าง ไม่จำกัดอยู่เพียงแต่กลุ่มของนักวิชาการหรือเกษตรกรเท่านั้น เพราะทรัพยากรดินมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการดำรงชีวิตประจำวันของมนุษย์และสัตว์ในการดำรงค์ชีวิตของการอยู่ร่วมกันซึ่งเมื่อไหร่เกิดการใช้ที่ดินผิดประเภท ขาดการอนุรักษ์ จะก่อให้เกิดปัญหาความเสื่อมโทรมของดิน ที่ส่งผลต่อคุณภาพ กำลังการผลิตของดินและกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของมนุษย์ ซึ่งหากดินมีความเสื่อมโทรมที่รุนแรง การฟื้นฟูดินให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์เหมือนเดิมจะทำได้ยากขึ้น

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้จัดงานวันดินโลกขึ้น เพื่อส่งเสริมและปลูกจิตสำนึกให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของดิน ช่วยกันรักษาและฟื้นฟูทรัพยากรดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งเพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านดิน ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ ๙) ให้ประชาชนทั่วไปได้ทราบถึงพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาทรัพยากรดินเพื่อการเกษตรที่สำคัญของพระองค์ และสร้างการรับรู้ถึงความสำคัญของดิน การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรดิน การใช้ประโยชน์ที่ดินให้ตรงกับลักษณะดิน การตรวจวิเคราะห์สมบัติของดิน เพื่อประเมินความอุดมสมบูรณ์ของดิน รวมทั้งเป็นการปลูกจิตสำนึกให้ทุกคนได้เล็งเห็นความสำคัญของทรัพยากรดินมากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเปิดงาน ร้อยเอก ธรรมนัส ยังได้มอบปัจจัยการผลิต พร้อมจรวจเยี่ยมประขาชน และรับเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชนโดยส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาภัยแล้งการจากแคลนที่ดินทำกินซึ่งร้อยเอก ธรรมนัส จะนำเสนอรัฐบาลเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาต่อไปด้วย

เกษตรฯเตรียมรับนมดิบล้นตลาดปี’63 ตั้งรง.แปรรูป-ศูนย์เรียนรู้ครบวงจรฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461274

news_default

เกษตรฯเตรียมรับนมดิบล้นตลาดปี’63 ตั้งรง.แปรรูป-ศูนย์เรียนรู้ครบวงจรฯ

วันศุกร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังตรวจเยี่ยมโครงการตั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมและศูนย์เรียนรู้กิจการโคนมแบบครบวงจรภาคเหนือตอนบน อ.ห้างฉัตร จ.ลำปางว่า พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นห่วงเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม จึงมอบให้กระทรวงเกษตรฯขับเคลื่อนนโยบายเพื่อดูแลเกษตรกรโคนมให้ประกอบอาชีพได้มั่นคง และเล็งเห็นความสำคัญของการตั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมขนาดใหญ่ และตั้งศูนย์เรียนรู้กิจการโคนมครบวงจร เพื่อรองรับปริมาณน้ำนมดิบที่คาดว่าจะเกินความต้องการในปี 2563 จึงมอบหมายองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) พิจารณาแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว ได้แก่1)ตั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นม ดำเนินการโดยอ.ส.ค. เพื่อรองรับผลผลิตน้ำนมดิบที่เพิ่มขึ้น ตามที่รัฐบาลทำโครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตของเกษตรกรเป็นฟาร์มขนาดกลางและขนาดใหญ่ 2)ตั้งศูนย์เรียนรู้กิจการโคนมครบวงจร ที่ประกอบด้วย ศูนย์ Feed Center เพื่อเป็นแหล่งสนับสนุนอาหารโคนมในราคาต้นทุนต่ำ ศูนย์เลี้ยงโคนมทดแทน เพื่อแบ่งเบาภาระของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม นำโคทดแทนมาเลี้ยงยังศูนย์แทน ตามข้อจำกัดด้านแรงงาน สร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่สานต่ออาชีพของครอบครัว และสร้าง Smart Farm เป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษาดูงานด้านกิจการโคนมระดับนานาชาติ

สำหรับการดำเนินการที่ผ่านมา ได้ตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาแนวทางและรูปแบบโครงการจัดตั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมและศูนย์เรียนรู้กิจการโคนมแบบครบวงจรภาคเหนือตอนบน อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง มีนายวิเชียรผลวัฒนสุข ที่ปรึกษาโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เป็นประธานอนุกรรมการ ซึ่งจากการดำเนินงานต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ได้พิจารณาพื้นที่เหมาะสมจัดตั้งโครงการบริเวณเดียวกัน การศึกษาทบทวนโครงการพร้อมออกแบบโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมฯ อีกทั้ง ยังได้รับมอบสัญญาเช่าที่ราชพัสดุจากกรมธนารักษ์ โดยลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมพัฒนาที่ดิน กับอ.ส.ค. เมื่อวันที่26 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การเลี้ยงโคนมในจังหวัดภาคเหนือตอนบนส่วนใหญ่อยู่ใน 3 จังหวัดคือ เชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง ที่เป็นฐานการผลิตน้ำนมดิบที่สำคัญและคุณภาพดีที่สุดของประเทศไทย รวมตัวตั้งเป็นสถาบันเกษตรกร ประกอบด้วย สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม 18 สหกรณ์ บริษัทเอกชน4 แห่ง โรงงานนม 5 แห่ง มีเกษตรกรรวม 1,403 ราย ประชากรโดนม 64,147 ตัว และมีปริมาณน้ำนมดิบที่ผลิตได้ 8,990 ตันต่อเดือน หรือ 299.7 ตันต่อวันและมีแนวโน้มปริมาณน้ำนมดิบของสหกรณ์เพิ่มขึ้นทุกปีในปี 2559 เฉลี่ย 350 ตันต่อวัน โดยมีอัตราการเติบโตของน้ำนมดิบปริมาณปี 2558 และ 2559 ประมาณ 5-6% คาดว่าปี 2563จะมีปริมาณน้ำนมดิบประมาณ 400 ตันต่อวัน

เลาะรั้วเกษตร : เสียแชมป์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461263

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เสียแชมป์

วันศุกร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อปลายเดือน พฤศจิกายน ที่ผ่านมา มีข่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เฉลิมชัย ศรีอ่อน สั่งให้กรมการข้าว เร่งพัฒนาสายพันธุ์ข้าวหอมมะลิ โดยให้ไปศึกษาข้าวกัมพูชา และข้าวเวียดนาม มีลักษณะเด่นอะไรบ้าง เพื่อจะได้พัฒนาข้าวของไทยให้ดีกว่า

เช่นเดียวกับ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ประภัตร โพธสุธน ในฐานะที่ดูแลกรมการข้าว ก็เรียกประชุมผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวทุกแห่ง เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุ และจุดอ่อนทำไมข้าวหอมมะลิของไทย จึงพ่ายแพ้ให้กับข้าวเวียดนาม และให้ปรับปรุงข้าวหอมมะลิของไทยให้เมล็ดข้าวมีความยาวมากขึ้น

จากข้อสั่งการของทั้งสองรัฐมนตรี สาเหตุเนื่องมาจากในการประชุมข้าวโลก ประจำปี 2019 ของผู้ค้าข้าวทั่วโลก ที่กรุงมะนิลาประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 10-13 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา มีการประกวดข้าวที่ดีที่สุดของโลก หรือ World’s Best Rice ซึ่งผลปรากฏว่า ข้าวหอมมะลิของไทย ต้องพ่ายแพ้ให้กับข้าว ST24 ของเวียดนาม

หลังจากเมื่อปีที่แล้ว ข้าวหอมมะลิของไทย ก็พ่ายแพ้ให้กับข้าว Cambodia Jasmine ของกัมพูชา มาแล้วครั้งหนึ่ง นับเป็นความพ่ายแพ้ติดต่อกัน 2 ปี ถ้าย้อนดูสถิติการประกวด World’s Best Rice ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 2552 ข้าวหอมมะลิของไทยก็เคยเสียแชมป์ให้กับข้าวของประเทศอื่นๆ มาแล้ว กล่าวคือ ในปี 2552 และ2553 ข้าวหอมมะลิของไทย ได้รางวัลชนะเลิศ ติดต่อกัน 2 ปี ในปี 2554 เสียแชมป์ให้กับ ข้าวพอซาน ของเมียนมา

ในปี 2555 ข้าว Cambodia Jasmine หรือข้าวมาลีอังกอร์ของกัมพูชา ได้รางวัลชนะเลิศ ในปี 2556 ข้าว Cambodia Jasmine ของกัมพูชา และข้าว California Calrose ของสหรัฐอเมริกา ครองแชมป์ร่วมกัน ในปี 2557 ข้าวหอมมะลิของไทย กับ ข้าว Cambodia Jasmine ของกัมพูชา ครองแชมป์ร่วมกัน ปี 2558 ข้าว Calrose ของสหรัฐอเมริกา ได้รางวัลชนะเลิศ ในปี 2559 และ 25560 ข้าวหอมมะลิของไทย ได้รางวัลชนะเลิศ 2 ปีซ้อน

แต่ในปี 2561 ข้าว Cambodia Jasmine ของกัมพูชา กลับมาคว้าแชมป์อีกครั้ง ผลักข้าวหอมมะลิของไทยไปอยู่ในลำดับที่ 2 และ ในปี 2562 นี้ ข้าว ST24 ของเวียดนาม คว้าแชมป์ไปครอง ในขณะที่ ข้าวหอมมะลิของไทย ได้รางวัลที่ 2 อีกเช่นเคย

ข้าว ST24 เป็นข้าวที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดข้าว ในงานเทศกาลข้าวเวียดนามครั้งที่ 3 ในปี 2561 เป็นข้าวที่ได้มีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ต่อเนื่องมาเป็นเวลานานถึง 20 ปี จนในปี 2557-2558 ได้ทำการปลูกทดสอบคุณสมบัติต่างๆ จนมีความเชื่อมั่น และในปี 2559 เริ่มทำการผลิตในเชิงพาณิชย์ และในปี 2562 ได้รับการรับรอง จากกระทรวงเกษตรของเวียดนาม ให้เป็นพันธุ์ข้าวแห่งชาติ

ข้าว ST24 มีลักษณะเมล็ดยาว สีขาวใส มีกลิ่นหอม ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง และปรับตัวต่อสภาพดินเค็มได้ดี ให้ผลผลิตสูงกว่า 1,300 กิโลกรัมต่อไร่

สำหรับข้าว Cambodia Jasmine ซึ่งชนะเลิศถึง 4 ครั้ง ในปี 2555 2556 2557 และ 2561 นั้น เป็นข้าวเมล็ดยาว มีกลิ่นหอม ลักษณะการหุงต้ม เหมือนข้าวหอมมะลิของไทยมาก จึงมีการวิเคราะห์กันว่า น่าจะเป็นข้าวหอมมะลิที่ไปปลูกที่กัมพูชา ซึ่งข้าวหอมของกัมพูชา มีหลายสายพันธุ์ เช่น ข้าวผกามะลิ ผกาลำดวล ผกาเขนย เป็นต้น

ในการประกวด World’s Best Rice นั้น กรรมการตัดสินจะประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร สมาคมบริษัทที่ปรึกษาเกี่ยวกับการทำอาหารในสหรัฐอเมริกา และเชฟผู้มีชื่อเสียงจากประเทศต่างๆ โดยพิจารณาองค์ประกอบ 4 ด้าน คือ กลิ่น รสชาติ ความเหนียวนุ่ม และรูปร่างลักษณะ

การที่ปีนี้ ข้าวหอมมะลิของไทยตกอันดับมาอยู่ที่ 2 โดยเสียแชมป์ให้กับข้าว TS24 ของเวียดนาม ไม่น่าห่วง หรือวิตกกังวลแต่อย่างใด เพราะเวียดนามส่งออกข้าวประมาณปีละ 7 ล้านตันเท่านั้น ขณะเดียวกันรัฐบาลเวียดนามมีนโยบายลดพื้นที่ปลูกข้าวลง 4.1 ล้านไร่ ภายใน 5 ปี (พ.ศ. 2559-2563)โดยหันมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แทน เพราะทุกวันนี้เวียดนามต้องนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จำนวนมากเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์

การที่เรียกร้องให้มีการเร่งปรับปรุงพันธุ์ข้าว เพื่อให้แข่งขันกับประเทศอื่นได้นั้น เท่าที่ผ่านมากรมการข้าวก็มีข้าวพันธุ์ใหม่ ๆ ออกมาอยู่เสมอแทบทุกปี เพียงแต่ว่าคุณสมบัติของข้าวที่ออกมามีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ไม่ใช่ปรับปรุงพันธุ์มาเพื่อประกวด ลำพังข้าวหอมมะลิของไทย ก็เป็นข้าวที่สุดยอดอยู่แล้ว อยู่ที่ทำอย่างไรจึงจะควบคุมให้ข้าวที่บรรจุถุงจำหน่ายในต่างประเทศ เป็นข้าวที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานและเป็นข้าวหอมมะลิแท้ ๆ ไม่มีข้าวพันธุ์อื่นมาผสม

อีกประการหนึ่งคือชื่อ จะใช้ชื่ออะไรให้เป็นเอกลักษณ์ของไทย ก็ใช้ให้แน่นอน แม้แต่ในการประกวด World’s Best Rice นี้ก็ตาม บางทีใช้ว่า Thai Jasmine Rice บางทีก็ใช้ Thai Hom Mali Rice

ข้าวแต่ละพันธุ์ที่มีการปรับปรุงและพัฒนาขึ้นมาเป็นข้าวพันธุ์ใหม่นั้น ไม่ใช่จะทำได้ภายใน 1-2 ปี แต่ใช้เวลานับ 10 ปี อย่างพันธุ์ TS24 ของเวียดนามนี้ ก็ใช้เวลาถึง 20 ปี การที่ประเทศอื่นจะพัฒนาพันธุ์ข้าวขึ้นมา และชนะการประกวดบ้างก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ อย่าไปซีเรียส มาซีเรียสกับการผลิตข้าวให้ได้คุณภาพมาตรฐาน และราคาที่เป็นธรรมตามกลไกตลาดโดยรัฐไม่ต้องอุ้มทุกปีจะดีกว่า….

แว่นขยาย

คิกออฟ‘โคเนื้อสร้างชาติ’ ชูขอนแก่นโมเดลของขวัญปีใหม่เกษตรกรอีสาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461272

news_default

คิกออฟ‘โคเนื้อสร้างชาติ’ ชูขอนแก่นโมเดลของขวัญปีใหม่เกษตรกรอีสาน

วันศุกร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดงานขับเคลื่อนโครงการภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง “ขอนแก่นโมเดล”ว่า รัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯเป็นห่วงเกษตรกร และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติซ้ำซากในหลายพื้นที่ จึงมีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนให้ประกอบอาชีพสร้างรายได้เพิ่มขึ้น โดยทำโครงการภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ระหว่าง กระทรวงเกษตรฯ โดย กรมปศุสัตว์ กับธ.ก.ส.ไปแล้ว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถภาคปศุสัตว์ไทย ฟื้นฟูอาชีพแก่เกษตรกร สนับสนุนการจัดการตลาดผลิตผลการเกษตรที่เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ และสร้างอาชีพทางเลือกใหม่ด้วยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมมาเลี้ยงสัตว์จำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับจ.ขอนแก่น มีเกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อ 28,774 ราย มีโคเนื้อรวม 162,863 ตัว ตลอดจนเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพเลี้ยงโคเนื้อ และเป็นศูนย์กลางในภาคอีสาน จึงมองเห็นโอกาสที่จะช่วยฟื้นฟูอาชีพแก่เกษตรกรที่ประสบภัย จึงจัดทำโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อภายใต้ชื่อ “โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนสร้างรายได้ ภายใต้โครงการโคเนื้อสร้างชาติ” ด้วยการเลี้ยงโคขุนระยะสั้นไม่เกิน 4 เดือน สร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรและผลิตปุ๋ยมูลสัตว์ใช้เพาะปลูก เพื่อลดต้นทุนการผลิตได้อีกทาง โดยธ.ก.ส.สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนระยะสั้น ตลอดจนพัฒนาศักยภาพคอกกลางรวบรวมโคขุน และคอกกักเพื่อส่งออกให้สหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน 40,000 รายทั่วประเทศ โดยเกษตรกรต้องจัดหาซื้อโคตามคุณลักษณะที่กรมปศุสัตว์กำหนดคือ โคเนื้อเพศผู้ 5 ตัว อายุระหว่าง1 ปีครึ่ง-2 ปี น้ำหนักเฉลี่ย 250 กก. พร้อมกันนี้รัฐสนับสนุนค่าอาหารสัตว์ (TMR) ค่าเบี้ยประกันภัย และบ่อบาดาลเพื่อการเกษตรอีกด้วย

“จ.ขอนแก่น พร้อมทั้งด้านพื้นที่ จึงเริ่มขับเคลื่อน“ขอนแก่นโมเดล”เป็นจังหวัดแรก เพื่อเป็นต้นแบบให้อีก 20 จังหวัดในภาคอีสาน และเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้เกษตรกร โดยในงานจัดประชุมชี้แจงให้เกษตรกรและผู้สนใจอาชีพปศุสัตว์เข้าร่วมรับฟัง ทั้งนี้ จ.ขอนแก่นดำเนินการโครงการสนับสนุนสินเชื่อส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่องไปเบื้องต้นแล้ว มีกลุ่มเกษตรกรกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มสหกรณ์สนใจขอเข้าร่วมโครงการ 149 กลุ่ม เกษตรกร 1,487 คน ปัจจุบันธ.ก.ส.อนุมัติงบประมาณให้เกษตรกรและแปลงใหญ่โคเนื้อ 3 กลุ่มเป็นเงิน 25.57 ล้านบาท โครงการสินเชื่อชุมชนปรับเปลี่ยนเพื่อพัฒนาอาชีพของผู้มีรายได้น้อย (XYZ) 4 กลุ่ม เป็นเงิน 7.44 ล้านบาท รวม 33 ล้านบาท และยังมีเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการอีกจำนวนมาก” นายประภัตร กล่าว

ประเดิมกิจกรรมField Dayที่ปราณบุรี นำเทคโนโลยีเพิ่มศักยภาพผลิตมะพร้าว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461265

news_default

ประเดิมกิจกรรมField Dayที่ปราณบุรี นำเทคโนโลยีเพิ่มศักยภาพผลิตมะพร้าว

วันศุกร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากสถานการณ์ผลิตสินค้าเกษตรปัจจุบันที่แข่งขันด้วยเทคโนโลยี ส่งผลกระทบให้เกษตรกรส่วนใหญ่ที่เป็นเกษตรกรรายย่อย ซึ่งใช้วิธีผลิตแบบเดิมและขาดโอกาสเข้าถึงข้อมูล แหล่งทุน ทรัพยากร และการตลาด ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงจัดกิจกรรมวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ หรือ Field Day ขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมให้เกษตรกร ก่อนเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2563 โดยมอบให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯบูรณาการทำงานสนับสนุนให้เกษตรกรมีองค์ความรู้เพื่อวางแผนการผลิต บริหารจัดการความเสี่ยง สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรนำองค์ความรู้ที่เหมาะสมแต่ละพื้นที่ไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ด้านนายเข็มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่าสถานการณ์ผลิตมะพร้าวในอ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ประสบปัญหา หนอนหัวดำ แมลงศัตรูมะพร้าวระบาดระดับรุนแรง ส่งผลให้สวนมะพร้าวเสื่อมโทรม ผลผลิตลดลง ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่แก้ปัญหาโดยใช้สารเคมีกำจัดศัตรูมะพร้าว และใช้ปุ๋ยเคมีปริมาณสูง เพื่อฟื้นฟูต้นมะพร้าวให้แข็งแรง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น นอกจากนี้ เกษตรกรยังประสบปัญหาราคาผลผลิตไม่แน่นอน กรมจึงใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(ศพก.)อ.ปราณบุรี เป็นศูนย์กลางพัฒนาเกษตรกรในพื้นที่ให้มีความรู้จัดการศัตรูพืชได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน อีกทั้ง ยังส่งเสริมให้เกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าว ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง เพื่อลดต้นทุนการผลิต คัดเลือกพันธุ์ เพาะพันธุ์มะพร้าวใช้เอง และปลูกพืชแซมในสวนมะพร้าวเพิ่มรายได้

สำหรับการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์วันที่ 16 ธันวาคม  รมว.เกษตรฯเป็นประธานเปิดงาน ซึ่งนับเป็นการจัดงานครั้งแรกของปีงบประมาณ 2563 โดยนำเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าว 5 สถานีมาให้เกษตรกรเรียนรู้ ได้แก่ 1) สถานี “เพาะ”: เพาะพันธุ์เอง…ต้นทุนน่ารักเพื่อให้ทราบเทคนิควิธีคัดเลือกพันธุ์ และเพาะพันธุ์มะพร้าว 2) สถานี “หมัก” หมักบ่ม…สะสมของดีไว้ เพื่อให้ทราบเทคนิควิธีผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพใช้เอง เพื่อลดต้นทุนการผลิต 3) สถานี“ใส่”เลือกใส่ปุ๋ยให้พอดี…อย่างใส่ใจ ให้ทราบเทคนิควิธีใช้ปุ๋ยอินทรีย์ควบคู่ปุ๋ยเคมีในสวนมะพร้าวที่เหมาะสม เพื่อลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต 4) สถานี“Fight” ดูแลป้องกันไว้…ศัตรูไม่ได้แอ้ม ให้เกษตรกรเรียนรู้วิธีป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าวอย่างมีประสิทธิภาพโดยวิธีผสมผสาน และ 5) สถานี“แซม” ปลูกหลายอย่างแซมกันไว้…รายได้เพิ่ม

กรมชลฯส่งจนท.แจงสถานการณ์น้ำแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461266

news_default

กรมชลฯส่งจนท.แจงสถานการณ์น้ำแล้ง

วันศุกร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยาล่าสุดว่า มีปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ รวมกัน 11,451 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 46 ของความจุอ่างฯ รวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวม4,755 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 26 ของปริมาณน้ำที่ใช้การได้ นับว่าอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย ทั้งนี้ กรมชลประทานจัดสรรน้ำต้นทุนที่มีอยู่ให้เพียงพอกับการอุปโภค บริโภคก่อนเป็นลำดับแรก 1,150 ล้านลบ.ม. ปล่อยน้ำลงแม่น้ำคูคลองเพื่อรักษาระบบนิเวศน์และผลักดันน้ำเค็ม 2,335 ล้านลบ.ม. ส่งน้ำให้พื้นที่เกษตรต่อเนื่อง สวนผลไม้ ไม้ดอก 515 ล้านลบ.ม. ส่วนที่เหลืออีก 1,877 ล้านลบ.ม.สำรองไว้ต้นฤดูฝนหน้า กรณีฝนมาช้า มาน้อย หรือฝนทิ้งช่วง

ปริมาณน้ำต้นทุนของลุ่มเจ้าพระยาปีนี้จึงไม่พอปลูกข้าวนาปรัง กรมขอความร่วมมืองดปลูกข้าวนาปรังฤดูแล้งปี 2562/63 พร้อมลงพื้นที่สร้างความรับรู้และเสนอแนะแนวทางเลือกสร้างรายได้ หรือป้องกันกรณีเหตุการณ์น้ำน้อย อย่างไรก็ดี ปีนี้กรมชลประทานเตรียมพร้อมเครื่องจักรกล รถบรรทุกน้ำ รวมมากกว่า 2,000 หน่วย เพื่อเข้าปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้ว และจะจ้างแรงงานเกษตรกรเพื่อชดเชยรายได้ควบคู่ไปด้วย ล่าสุดลงพื้นที่พบกลุ่มผู้ใช้น้ำและเกษตรกรจากอ่างเก็บน้ำกระเสียว จ.สุพรรณบุรี ปัจจุบันมีปริมาณน้ำต้นทุนที่ใช้การได้ฤดูแล้งนี้เพียง 22 ล้านลบ.ม. อยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย ที่ประชุมคณะกรรมการจัดการชลประทานโครงการกระเสียวมีมติให้สำรองน้ำ 20 ล้านลบ.ม. ไว้เพื่ออุปโภคบริโภค ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน2562-กรกฎาคม 2563

ผลจากการขอความร่วมมือกลุ่มผู้ใช้น้ำอ่างฯกระเสียวงดทำนาปีต่อเนื่องและนาปรังปี 2562/63 ได้รับผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ ราษฎรเข้าใจให้ความร่วมมือประหยัดน้ำ จึงมั่นใจว่าจะมีน้ำใช้ไม่ขัดสนไปจนหมดหน้าแล้งแน่นอน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ชลประทานยังจัดทำบันทึกชี้แจงสถานการณ์น้ำ จัดเวทีประชุมชุมชน เสียงตามสาย ป้ายประชาสัมพันธ์ในพื้นที่จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง อุทัยธานี และอยุธยา สร้างความรับรู้เข้าใจ และขอความร่วมมืองดทำนาปีและนาปรังต่อเนื่อง