ก.เกษตรฯจัดงาน’วันดินโลก’ น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ’ในหลวง ร.9′

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458406

news_default

ก.เกษตรฯจัดงาน’วันดินโลก’ น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ’ในหลวง ร.9′

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 18.35 น.

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงาน “วันดินโลก” ระหว่างวันที่ 5 – 8 ธันวาคม 2562 ภายใต้แนวคิด “ปกป้องอนาคต ลดการชะล้างดิน : Stop Soil Erosion, Save our Future” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” (Humanitarian Soil Scientist Award) พระองค์แรกและพระองค์เดียวในโลก

ภายในงานจัดแสดงนิทรรศการพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาทรัพยากรดินเพื่อการเกษตรอย่างครบวงจร ส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์หน้าดินให้คงความสมบูรณ์ พร้อมร่วมฟังเสวนาระดับนานาชาติ และนิทรรศการวิชาการ รวมถึงกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย ระหว่างวันที่ 5 – 8 ธันวาคม 2562 ณ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดิน เสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

ขณะเดียวกันในส่วนภูมิภาค สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดร่วมกับส่วนราชการต่างๆ และหน่วยงานในท้องถิ่นร่วมกันจัดกิจกรรมวันดินโลก ตลอดช่วงเดือนธันวาคม 2562 เพื่อสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ให้ทุกภาคส่วนรับทราบสถานการณ์ทรัพยากรดิน เกิดความตระหนักในการร่วมกันปกป้องดูแลรักษาทรัพยากรดิน ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำหรับการผลิตปัจจัยสี่ในการดำรงอยู่ของชีวิตมนุษย์

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมากลุ่มสมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินโลก (Global Soil Partnership – GSP) ได้จัดกิจกรรมวันดินโลกเป็นประจำทุกปีและกำหนดหัวข้อหลักการจัดงานของแต่ละปี โดยคัดเลือกประเด็นสำคัญ ที่ต้องการผลักดันให้เกิดข้อสรุปหรือส่งผลต่อสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของโลก โดยประเทศต่างๆ จะมีการจัดกิจกรรมรณรงค์สร้างการรับรู้ และสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดิน สำหรับวันดินโลกในปี 2562 นี้ GSP ได้กำหนดหัวข้อ “STOP SOIL EROSION, SAVE OUR FUTURE : ปกป้องอนาคต ลดการชะล้างดิน” ซึ่งเน้นความสำคัญของการมีส่วนร่วมขององค์กร และบุคคล สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ดินและน้ำ ป้องกันและลดการชะล้างการพังทลายของดินเพื่อรักษาระบบนิเวศให้มีความอุดมสมบูรณ์ โดยมีความร่วมมือและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม ชุมชน และประชาชน โดยในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยได้ร่วมกับเครือข่ายดังที่กล่าวแล้วจะขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์และรักษาทรัพยากรดินตามศาสตร์พระราชาให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

สำหรับการจัดงานวันดินโลกณ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี มีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิเช่น นิทรรศการพระราชกรณียกิจเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร , นิทรรศการพระราชกรณียกิจเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยจัดแสดงในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต แสดงภาพ 3 มิติ การจัดการดินและที่ดิน ตั้งแต่ภูเขาจนถึงทะเล เพื่อให้เห็นภาพการป้องกันชะล้างพังทลาย ของดิน การจัดประชุมวิชาการทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับนานาชาติ เสนอผลงานเด่น ความสำเร็จของการปกป้องดูแลดิน และการแลกเปลี่ยนแนวคิดระหว่างหมอดินอาสา เกษตรกรและนักวิชาการ เพื่อสนับสนุนการปกปักรักษาดิน มิให้เสื่อมโทรมจากการใช้ที่ดินของมนุษย์ และในพิธีเปิด จัดให้มีการมอบรางวัล King Bhumibol World Soil Day Award ซึ่งเป็นรางวัลที่ประเทศไทย และองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations-FAQ) ร่วมกันจัดตั้งขึ้น เพื่อมอบแก่บุคคล องค์กร หรือประเทศ ที่รังสรรค์ผลงานการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของดินให้เป็นที่ประจักษ์ ในปี 2562 จะได้มีพิธีประกาศรางวัลและเข้ารับรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

โดยในปีนี้ผู้ที่ได้รับรางวัล King Bhumibol World Soil Day Award ได้แก่ หน่วยงาน Costa Rican Soil Science Association (ACCS) ของสาธารณรัฐคอสตาริกา ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ที่ดำเนินงานด้านการจัดการดิน โดยกิจกรรมที่ส่งเข้าประกวด ได้แก่ การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปรับปรุงบำรุงดินโดยใช้ปุ๋ยหมักในพื้นที่สวนสาธารณะของเมืองซานโฮเซ ทุกวันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 จนเป็นประเพณี ซึ่งกิจกรรมได้เชื่อมโยงสู่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ 2 ประการคือ มลพิษทางดิน และ Climate change และยังส่งผลให้เกิดแผนระดับชาติในการลดปริมาณคาร์บอนในอากาศ นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอื่นๆ สำหรับเยาวชน และผู้เข้าชมงานทั่วไปอีกมากมาย อาทิ การประกวดวาดภาพกระดานดำ การประกวดถ่ายภาพ การจำหน่ายผลผลิตจากการทำเกษตรอินทรีย์ สินค้าเฉพาะของโครงการพระราชดำริและกิจกรรมเดิน Trail walking วันดินโลก @ เขาชะงุ้ม ตามรอยพระบาทบนแผ่นดินของพ่อ ในวันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 06.30 – 08.30 น.ระยะทาง 2 กิโลเมตร เพื่อขึ้นเขาไปชมพลับพลาที่ประทับทรงงานและชมทัศนียภาพที่ปัจจุบันมีความสวยงามในรูปแบบเบิร์ดอายวิวสามารถมองเห็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ ที่เกิดมาจากพระราชดำริ “ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก” ของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่สามารถเปลี่ยนพื้นที่เขาหัวโล้นให้เป็นป่าที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ

นอกจากนั้น กิจกรรมที่สำคัญอีกกิจกรรมหนึ่งในวันดินโลกปี 2562 คือ การแสดงพระธรรมเทศนา “ภูมิกถา” ซึ่งเป็นกัณฑ์เทศน์ เกี่ยวกับดินและวันดินโลก ซึ่งสมเด็จพระสังฆราช ได้มีพระมหากรุณาธิคุณให้มหาเถรสมาคมดำเนินการ โดยได้มีมติให้จัดทำกัณฑ์เทศน์ดังกล่าว เพื่อให้วัดทั่วประเทศไทยได้ใช้แสดงพระธรรมเทศนาให้พุทธศาสนิกชนได้รับทราบและตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดินและร่วมกันปกป้องดูแลรักษาทรัพยากรดินให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน และเป็นสมบัติที่มีคุณค่าที่จะรักษาส่งมอบให้แก่ลูกหลานได้ใช้ประโยชน์สืบไป ด้วยเห็นว่าวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกและกว้างขวาง ดังนั้น ในวันที่ 6 ธันวาคม 2562 จะจัดให้มีการเทศนา ณ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ราชบุรี โดยพระพรหมบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ผู้ประพันธ์กัณฑ์เทศน์ เป็นองค์แสดงพระธรรมเทศนา รวมทั้งจัดให้วัดทั่วประเทศได้แสดงพระธรรมเทศนาดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไปจึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมงาน “วันดินโลก” (World Soil Day) ระหว่างวันที่ 5 – 8 ธันวาคม 2562 ณ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี และร่วมเฝ้ารับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม 2562

เกม!!!ป่าไม้ติดป้ายอายัดฟาร์มไก่‘ปารีณา’ 46 ไร่ ห้ามใช้พื้นที่เด็ดขาด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458396

เกม!!!ป่าไม้ติดป้ายอายัดฟาร์มไก่‘ปารีณา’ 46 ไร่ ห้ามใช้พื้นที่เด็ดขาด

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 17.17 น.

เกม!!!ป่าไม้ติดป้ายอายัดฟาร์มไก่‘ปารีณา’ 46 ไร่ ห้ามใช้พื้นที่เด็ดขาด

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ราชบุรี เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 5 ธันวาคม 2562 นายสุชาติ บัวบาง เจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญการ พร้อมด้วยนายวัชระ ละอออ่อน หัวหน้าหน่วยป้องกันป่าไม้ที่ 1 ราชบุรี และเจ้าหน้าป่าไม้ราชบุรี นำป้ายประกาศจากกรมป่าไม้ และสำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) อายัดที่ดิน ตาม ปจว.ข้อ 4 ลงวันที่ 2 ธันวาคม 2562 เวลา 17.00 น. เข้าไปติดบริเวณพื้นที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ และป่าไม้ปี 2484 ภายในฟาร์มเลี้ยงไก่เขาสนฟาร์มไก่ หมู่ที่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ

หลังจากที่กรมป่าไม้ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีที่ บก.ปทส. เพื่อดำเนินคดีกับ น.ส.ปารีณา พร้อมอายัดพื้นที่ดังกล่าว จำนวน 46 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา โดยที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้นำป้ายดังกล่าวติดรอบบริเวณพื้นที่ทั้งหมด 4 จุด เพื่อประกาศห้ามมิให้บุคคลใดเข้าไปใช้หรือเคลื่อนย้ายทรัพย์สินในที่ดินดังกล่าวเด็ดขาด

สำหรับข้อความบนป้ายประกาศมีการระบุว่า “พื้นที่ตรวจยึดการกระทำความผิดว่าด้วยกรมป่าไม้ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ตามมาตรา 54 ฐาน “ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำด้วยการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า เข้าถือยึดถือและครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถางทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยมิได้รับอนุญาต”

และความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 ฐาน “เข้าไปยึดถือครอบครอง ก่อสร้าง เผาป่า ทำด้วยประการใด ให้เป็นการทำลายหรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดินในที่ดินของรัฐโดยไม่มีสิทธิครอบครอง หรือมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่” เป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขต ป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี จำนวน เนื้อที่ 41 ไร่ 1 งาน 59 ตารางวา และป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 จำนวนเนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 81 ตารางวา รวมจำนวนเนื้อที่ 46 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา ตาม ปจว.ข้อ 4 ลงวันที่ 2ธันวาคม พ.ศ.2562 เวลา 17.00 น.

คดีอาญาที่ ยึดทรัพย์ที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตรวจยึดโดย หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ รบ.1 (จอมบึง) หน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้จอมบึง สังกัดศูนย์ป่าไม้ราชบุรี สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) กรมป่าไม้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน ปิดประกาศ ณ วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2562”

ด้านนายวัชระ ละอออ่อน หัวหน้าหน่วยป้องกันป่าไม้ที่ 1 ราชบุรี กล่าวว่า วันนี้นำป้ายมาติด จำนวน 4 จุด ซึ่งพบการกระทำความผิดกรมป่าไม้ได้ออกหนังสือคำสั่งด่วน ให้หน่วยงานป้องกันรักษาป่าที่ 1 จ.ราชบุรี ตรวจยึด โดยห้ามมิให้บุคคลใดเข้าไปใช้หรือเคลื่อนย้ายทรัพย์สินในที่ดินดังกล่าวเด็ดขาด ส่วนขั้นตอนต่อไปก็เป็นเรื่องของการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

‘อลงกรณ์’เผยกษ.จ่อชงนายกฯตั้งคกก.แก้ไขปัญหาเขื่อนลุ่มน้ำชี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458394

news_default

‘อลงกรณ์’เผยกษ.จ่อชงนายกฯตั้งคกก.แก้ไขปัญหาเขื่อนลุ่มน้ำชี

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 17.08 น.

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากกรณีเครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำชี (คคช.) 200 คน ได้เดินทางไปยื่นหนังสือที่จังหวัดยโสธร เพื่อทวงสัญญาให้ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการก่อสร้างเขื่อนรัอยเอ็ด ยโสธร-พนมไพร และเขื่อนธาตุน้อยลุ่มน้ำชี เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ที่ผ่านมานั้น ล่าสุด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมเสนอนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนลุ่มน้ำชีภายในสัปดาห์หน้า และจะนัดประชุมเพื่องางแนวทางแก้ปัญหาความเดือดร้อนประชาชนในลุ่มน้ำขีต่อไป

ส่วนสาเหตุที่ล่าช้าไปบ้าง เพราะต้องรอรายชื่อกรรมการภาคประชาชนที่ส่งให้หลังจากวันที่ได้พบปะกันที่กระทรวงเกือบ 1 เดือน และได้ส่งรายชื่อให้กรมชลประทาน ซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการดำเนินตรวจสอบให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมายที่กำหนด ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ประสานกรมชลประทานทันที และได้รับรายงานว่า ในวันที่ 6 ธันวาคมนี้ กรมชลประทานจะเสนอคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการไปยังปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ลงนามถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อเซ็นแต่งตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวภายในเดือนธันวาคม เพื่อดำเนินการจัดประชุมโดยเร็วต่อไป

นายอลงกรณ์ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาฝ่ายเลขานุการได้เร่งรัดจัดประชุมคณะกรรมการร่วมผู้ได้รับผลกระทบจากฝายราษีไศล และฝายหัวนา จ.ศรีษะเกษ 3 ครั้ง คือวันที่ 14 วันที่ 26 และวันที่ 28 จนมีความคืบหน้าเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย ตามที่ทางกลุ่มสมัชชาคนจนได้เดินทางมาเรียกร้องให้แก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน

กษ.ติดดาบจนท.ยกระดับสินค้าชุมชนส่งตีตลาด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458348news_default

กษ.ติดดาบจนท.ยกระดับสินค้าชุมชนส่งตีตลาด

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 14.39 น.

นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยหลังเป็นประธานพิธีเปิดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการพัฒนาขีดความสามารถแข่งขันสินค้าเกษตรแปรรูป ระหว่างวันที่ 2 – 4 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า ปัจจุบันไทยประสบปัญหาราคาผลผลิตเกษตรตกต่ำ ผลผลิตล้นตลาด คุณภาพไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะการแข่งขันด้านการตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น กระบวนการบริหารจัดการหลังเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลผลิตการเกษตร จึงมีความสำคัญที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรได้ ประกอบกับปัจจุบันมีกลุ่มเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ตลอดจน

วิสาหกิจชุมชนจำนวนมาก ที่แปรรูปผลผลิตการเกษตร จำหน่ายตามตลาดทั้งในและต่างประเทศ แต่ยังพบว่าสินค้าผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีคุณภาพแตกต่างกัน เนื่องจากผู้ประกอบการขาดความรู้ด้านเทคโนโลยีผลิตพัฒนามาตรฐานการผลิตและผลิตภัณฑ์ การบริหารจัดการ นอกจากนี้ยังผลิตสินค้าที่มีลักษณะคล้ายกันจำนวนมาก ส่งผลให้ไม่ประสบความสำเร็จในที่สุด

ดังนั้น จึงจัดสัมมนาดังกล่าวขึ้น เพื่อสร้างความรู้พัฒนาศักยภาพดำเนินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรแปรรูปให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานด้านการแปรรูปสินค้าเกษตรระดับเขต จังหวัด อำเภอและส่วนกลาง 149 คน รวมทั้งให้เจ้าหน้าที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ทำงานส่งเสริมพัฒนาสินค้าเกษตรแปรรูปสำหรับวิสาหกิจชุมชน

โดยกรมส่งเสริมสนับสนุนความรู้ความเข้าใจ ศักยภาพการบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพการแปรรูปผลผลิตการเกษตร เพื่อยกระดับสินค้าชุมชนให้เข้าตลาดและแข่งขันได้ ตามนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตร และระบบส่งเสริมการเกษตรมิติใหม่ที่มุ่งส่งเสริมพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้เป็น Smart Product คือ ผลผลิตการเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูปมีคุณภาพ ได้มาตรฐานตรงความต้องการตลาด พร้อมแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะทิศทางสินค้าเกษตรแปรรูปยุคใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค การดูแนวโน้มของตลาดที่รองรับ ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปสร้างมูลค่าสูง รวมทั้งสร้างแบรนด์สินค้าให้มีเอกลักษณ์ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ๆ สร้าง Story บอกเล่าที่มาคุณค่าของสินค้านั้น เชื่อมโยงกับบริการ ใช้ IOT ช่วยให้มีตลาดใหม่ทั่วโลกหรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันสินค้าเกษตรแปรรูปให้เจ้าหน้าที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินงานส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน แนวทางสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรแปรรูปสู่การแข่งขันระดับสากล คุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร และตลาดสินค้าเกษตรแปรรูปยุคไทยแลนด์ 4.0

ป่าไม้เปิดผลรังวัดที่ดินอ้างถูก‘ทวี’ฮุบ พบ’ลุงเสี้ยว’เอกสารถือครองครบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458303

ป่าไม้เปิดผลรังวัดที่ดินอ้างถูก‘ทวี’ฮุบ พบ’ลุงเสี้ยว’เอกสารถือครองครบ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 07.59 น.

ป่าไม้เปิดผลรังวัดที่ดินอ้างถูก‘ทวี’ฮุบ พบ’ลุงเสี้ยว’เอกสารถือครองครบ

5 ธันวาคม 2562 นายสุชาติ บัวบาง เจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน เปิดเผยผลสรุปการเข้าตรวจรังวัดพื้นที่ดิน จากกรณีที่นายเสี้ยว นำพา อายุ 74 ปี ชาว อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี และลูกสาวยื่นเรื่องร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมเมื่อครั้งที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ตรวจราชการที่โรงยิมเนเซียม จ.ราชบุรี ก่อนประชุม ครม.สัญจรที่ จ.กาญจนบุรี อ้างว่าถูกนายทวี ไกรคุปต์ บิดาของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ บุกรุกที่ดินกว่า 30 ไร่ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ป่าไม้ลุยรังวัดที่ดิน‘ลุงเสี้ยว’ หลังอ้าง‘ทวี’พ่อปารีณาบุกล้อมรั้ว ฮุบ 30 ไร่) ว่า จากการใช้เครื่องรับสัญญาณดาวเทียม GPS ตรวจแนวเขตที่ดิน โดยให้ลุงเสี้ยว พร้อมด้วยลูกสาวอีก 2 คน คือ น.ส.อำไพ และ น.ส.ปราณี นำพา เป็นผู้ชี้แนวเขตทั้งหมด พร้อมทั้งให้เจ้าหน้าที่ได้ทำการนับจำนวนเสาปูนและต้นมะพร้าวที่นายทวีนำมาปลูก

ทั้งนี้ พบว่าลุงเสี้ยวมีหลักฐานเป็นใบ ภบท.5 ใบเสียภาษีมาตั้งแต่ปี 2517 และเอกสารยืนยันการถือครองที่ดินที่ถูกบุกรุกเป็นชื่อของ น.ส.อำไพ และ น.ส.ปราณี มาแสดง ซึ่งผลการตรวจสอบของสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) ยืนยันการครอบครองที่ดิน ตามโครงการสำรวจถือครองเพื่อการจัดการที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ และเอกสารของกรมป่าไม้ที่มีลายเซ็นเจ้าหน้าที่กำกับตามแบบเอกสารราชการ

นอกจากนี้ยังมีเอกสารหลักฐานเป็นภาพถ่ายทางอากาศปี 2545 แสดงผลการตรวจสอบข้อมูลตามโครงการสำรวจถือครองเพื่อการจัดการที่ดินในพื้นที่ป่าถาวรป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี (หมายเลข 85) ประจำปีงบประมาณ 2559 จ.ราชบุรี ระบุข้อมูลการครอบครองที่ดินตรงกับการตรวจสอบของสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) คือ น.ส.อำไพ ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 23-2-79 ไร่ และ น.ส.ปราณี ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 23-0-99 ไร่ มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ด้วย

อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจรังวัดทั้งหมด 42 ไร่ 1 งาน 28 ตารางวา และพื้นที่บางส่วนไม่สามารถเข้าไปรังวัดได้ เนื่องจากเป็นพื้นที่รก พบว่า ที่ดินของลุงเสี้ยวที่ได้ยกให้ลูกสาว 2 คนเป็นคนถือครองต่อ ที่อ้างว่าถูกนายทวี ยึดครอง ส่วนที่ 1 ของ น.ส.อำไพ จำนวน 7 ไร่ 2 งาน 92 ตารางวา ปัจจุบันถูกใช้ปลูกอ้อย ส่วนที่ 2 น.ส.ปราณี จำนวน 15 ไร่ 0 งาน 32 ตารางวา ถูกใช้เป็นที่ปลูกมะพร้าว ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถนับได้ทั้งหมด 500 ต้น เป็นมะพร้าวประมาณ 5 เดือน ส่วนเสาปูนที่ปักรั้วลวดหนามจำนวน 212 ต้น

นายสุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับที่ดินดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าไม้ถาวร ในโครงการสำรวจการถือครองเพื่อการจัดการที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ถาวร ซึ่งอยู่นอกเขตป่าสงวน โดยรัฐไม่เป็นผู้เสียหาย แต่เป็นความเสียหายระหว่างเอกชน คือ ทางลุงเสี้ยว และลูกสาว กับทางนายทวี เรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับการดำเนินการทางกฎหมายที่ทางลุงเสี้ยวได้เข้าไปดำเนินการแจ้งความไว้ที่ สภ.สวนผึ้ง เพื่อดำเนินคดีกับนายทวี โดยหลังจากนี้เจ้าหน้าที่ป่าไม้จะได้นำเอกสารและหลักฐานการตรวจรังวัดทั้งหมดส่งให้กับทางศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดราชบุรี เพื่อดำเนินการต่อไป พร้อมรายงานไปยังกรมป่าไม้ทราบผลการดำเนินการด้วย

“ส่วนประเด็นที่ว่าใครผิดใครถูกนั้น ต้องขึ้นอยู่กับทางศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ที่จะต้องส่งผลการตรวจวัดในครั้งนี้ยังพนักงานสอบสวนที่จะดำเนินการส่งสรุปสำนวนส่งฟ้องศาลเพื่อพิจารณาอีกครั้ง ตรงนี้ผมไม่สามารถให้ข้อมูลได้ วันนี้เราตรวจสอบตามที่ผู้ร้องได้ยื่นเรื่องร้องทุกข์มาเท่านั้น เราทำกันอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งตลอดการตรวจสอบก็มีสื่อมวลชนมาติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ตลอดเพราะเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ” นายสุชาติ กล่าว

กรมข้าวสืบสานโครงการพระราชดำริ สร้างอาชีพชาวนาให้มั่นคงอยู่ดีกินดี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458161

news_default

กรมข้าวสืบสานโครงการพระราชดำริ สร้างอาชีพชาวนาให้มั่นคงอยู่ดีกินดี

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวนนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวมุ่งสืบสาน รักษา ต่อยอด งานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยร่วมดำเนินงานตามแนวทางส่งเสริมสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านข้าว มุ่งส่งเสริมพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตข้าว เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกรในพื้นที่โครงการได้นำไปพัฒนาอาชีพอย่างมั่นคงยั่งยืน บนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้และเข้าใจหลักการทรงงานและแนวพระราชดำริให้เกษตรกรและประชาชนนำไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิต

โดยปีงบประมาณ 2563 กรมดำเนินงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและโครงการพัฒนาพื้นที่โครงการหลวง ในภาคเหนือประกอบด้วย 1.ศูนย์พัฒนา/ศูนย์เรียนรู้ 2.การพัฒนาการเกษตรตามพระราชดำริ 3.โครงการโรงเรียนเพียงหลวง ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี 4.โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริ (ตำรวจตระเวนชายแดน) 5.โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริฯ บ้านแม่ตุงติง อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ 6.โครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน 7.โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริ 8.โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริฯ ดอยฟ้าห่มปก อำเภอแม่อายจังหวัดเชียงใหม่ 9.โครงการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ 10.โครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงพื้นที่ชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 11.โครงการปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ 12.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 13.โครงการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีในพื้นที่โครงการมูลนิธิชัยพัฒนา จ.พิษณุโลก 14.โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระบรมราชานุเคราะห์ และโครงการพัฒนาพื้นที่โครงการหลวงในภาคเหนือ 30 โครงการ

สำหรับกิจกรรมส่วนใหญ่เน้นวิเคราะห์ทบทวนข้อมูลพื้นที่โครงการ รวบรวมพันธุกรรมข้าวพื้นเมืองท้องถิ่น จัดทำแปลงอนุรักษ์พันธุกรรมข้าวพื้นเมืองท้องถิ่น รวบรวมสายพันธุ์ ปลูกศึกษาพันธุ์ข้าว เปรียบเทียบผลผลิตในแปลงเกษตรกร ศึกษาถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกข้าวที่เหมาะกับสภาพพื้นที่ จัดทำแปลงเรียนรู้และสาธิตผลิตข้าวนาขั้นบันไดส่งเสริมสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี ขยายผลนำความรู้สู่การปฏิบัติในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและโครงการหลวง เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่โครงการปลูกข้าวเพื่อบริโภคอย่างพอเพียง ถ้าเหลือจึงขายสร้างรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว

ก.เกษตรฯคิกออฟเปิดจุดรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวปี’63

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458164

news_default

ก.เกษตรฯคิกออฟเปิดจุดรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวปี’63

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดจุดรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวประจำปี 2563 ที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนคร อ.พังโคน จ.สกลนคร พร้อมกล่าวว่า กรมการข้าว เป็นหน่วยงานหลักในการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว คุณภาพดีของประเทศไทย ที่มีพื้นที่ปลูกข้าวทั้งฤดูนาปีและนาปรังกว่า 70 ล้านไร่ โดยมีปริมาณความต้องการเมล็ดพันธุ์ประมาณ 1 ล้านตันเศษต่อปี สำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2562/63เพื่อใช้เพาะปลูกปี 2563/64 กรมการข้าวจะมีปริมาณเมล็ดพันธุ์รวม 110,000 ตัน ประกอบด้วย 1.เมล็ดพันธุ์คงคลังในสต๊อก 13,000 ตัน 2.เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้ในฤดูฝน ปี 2562 (นาปี) 58,000 ตัน 3.เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้จากฤดูแล้ง 2563 (นาปรัง) 26,000 ตัน และ4.ปริมาณเมล็ดพันธุ์ข้าวที่กรมการข้าวรับซื้อจากแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ของศูนย์ข้าวชุมชนและเกษตรกรนาแปลงใหญ่ แล้วนำมาปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ภายในศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อช่วยเกษตรกรตามโครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวฯ 13,000 ตัน

“เป้าหมายการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวในปีต่อไป รัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯมีนโยบายเพิ่มศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้พอกับความต้องการซื้อของชาวนา กรมการข้าวโดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีทั่วประเทศ 29 แห่ง ได้ประชุมวางแผนให้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้ 260,000 ตัน ภายในปี 2565 โดยแบ่งเป้าหมายการผลิตออกเป็น 3 ปีคือ ปี 2563 เป้าหมาย 150,000 ตัน แบ่งเป็น ข้าวหอมมะลิ 50,000 ตัน ข้าวขาว 70,000 ตัน ข้าวเหนียว 15,000 ตัน และข้าวหอมปทุม 15,000 ส่วนปี 2564 เป้าหมาย 200,000 ตัน และปี 2565 เป้าหมาย 260,000 ตัน ซึ่งจะทำให้ชาวนา1,062,500 ครัวเรือน ได้ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีราคาถูก สามารถนำไปเพาะปลูกในพื้นที่ 17 ล้านไร่ ผลผลิตมีปริมาณและคุณภาพข้าวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 10 จากไร่ละ 476 กก. เป็นไร่ละ 523 กก. คิดเป็นผลผลิตข้าวส่วนที่เพิ่มขึ้นปริมาณ 799,000 ตันมูลค่า 7,990 ล้านบาท เชื่อมั่นว่าในอีก 3 เดือน จะผลิตได้ครบเพื่อแจกให้เกษตรกรทันฤดูนาปี โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ” นายประภัตร กล่าว

นายประภัตรกล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีเป็นห่วงเกษตรกรผู้ปลูกข้าวภาคอีสานที่ประสบอุทกภัย ได้ย้ำให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งหาเมล็ดพันธุ์ข้าวแจกให้เกษตรกรเพาะปลูกเพียงพอกับความต้องการ ซึ่งการดำเนินงานที่ผ่านมาได้เรียกประชุมศูนย์ข้าวทั่วประเทศ วางแนวทางเพิ่มศักยภาพการผลิต และความเข้าใจตรงกันในการวางเป้าหมายการผลิตปีต่อไป มั่นใจว่าจะผลิตได้เพียงพอแจกให้ชาวนาที่ประสบภัยเสียหายกว่า 6 ล้านกว่าไร่ อีกทั้งยังเปิดโอกาสรับซื้อเมล็ดพันธุ์จากผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ และสมาชิกสหกรณ์การเกษตร เพื่อป้องกันไม่ให้เกษตรกรได้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ไม่ดี

กรมชลฯมั่นใจน้ำพอใช้จนสิ้นแล้ง ผันแม่กลองช่วยลุ่มเจ้าพระยา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458163

news_default

กรมชลฯมั่นใจน้ำพอใช้จนสิ้นแล้ง ผันแม่กลองช่วยลุ่มเจ้าพระยา

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า สภาพการณ์รวมของน้ำต้นทุนเมื่อเข้าฤดูแล้งที่ใช้การได้เก็บกักในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำอื่นทั่วประเทศจะอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยประมาณ 29,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ดังนั้น กรมวางแผนจัดสรรน้ำต้นทุนจากทุกแหล่งน้ำสำคัญ ทั้งอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติ 17,699 ล้านลบ.ม.อย่างรัดกุมเหมาะกับสภาพพื้นที่บนพื้นฐานสนับสนุนน้ำอุปโภคบริโภคให้ประชาชนมีน้ำสะอาดกินใช้ตลอดฤดูแล้งประมาณ 2,300 ล้าน ลบ.ม. น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศของแม่น้ำลำคลอง 6,999 ล้านลบ.ม. น้ำเพื่อการเกษตร 7,881 ล้านลบ.ม. พร้อมสำรองน้ำที่เหลือไว้กรณีฝนมาช้าหรือทิ้งช่วง อย่างไรก็ตาม แม้สภาพการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย แต่ยังมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่หลายแห่งที่มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ดีมาก เช่น เขื่อนวชิราลงกรณ์ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนปราณบุรี เขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนสิรินธร เขื่อนลำปาว เขื่อนน้ำอูน ทำให้พื้นที่ในเขตชลประทานของอ่างเก็บน้ำดังกล่าว ใช้น้ำได้ทุกกิจกรรม รวมถึงปลูกพืชหน้าแล้ง

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ชลประทานของเขื่อนอื่น ต้องบริหารจัดการน้ำเข้มงวด อาทิ พื้นที่ชลประทานของเขื่อนภูมิพล สิริกิติ์แควน้อยฯ ป่าสักฯ แม่กวงอุดมธารา ห้วยหลวง ลำตะคอง ลำนางรอง กระเสียว คลองสียัด บางพระ ประแสร์ และเขื่อนนฤบดินทรจินดา ที่มีน้ำพอทำเกษตรต่อเนื่อง ส่วนพื้นที่ที่มีน้ำไม่พอทำเกษตรเลย ได้แก่ เขื่อนแม่มอก น้ำพุงอุบลรัตน์ จุฬาภรณ์ ลำพระเพลิง มูลบน ลำแซะหนองปลาไหล และเขื่อนรัชชประภา

ดร.ทองเปลวกล่าวต่อว่า กรมยังวางแผนผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลอง ซึ่งมีแหล่งน้ำต้นทุนเขื่อนวชิราลงกรณ์ และเขื่อนศรีนครินทร์ ที่มีปริมาณค่อนข้างมาก มาช่วยลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างที่มีน้ำน้อย 500 ล้านลบ.ม. ทำให้เจ้าพระยามีน้ำต้นทุนเพิ่มเป็น 4,000 ล้านลบ.ม. โดยจะจัดสรรน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค 1,150 ล้านลบ.ม. ซึ่งเพียงพอผลิตน้ำประปาใบ 22 จังหวัดภาคกลางรักษาคุณภาพน้ำในการผลิตน้ำประปา รักษาระดับความเค็มของน้ำให้ไม่กระทบสวนผลไม้และสวนกล้วยไม้อีก 2,200 ล้านลบ.ม. ซึ่งกรมจะใช้น้ำจากแม่น้ำท่าจีนเข้ามาช่วยควบคุมคุณภาพน้ำด้วยอีกทาง

“การคาดการณ์หลังจัดสรรน้ำแล้ว ยังมีพื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงขาดน้ำทั้งในและนอกเขตชลประทานมากกว่า 20 จังหวัด มาตรการสำคัญที่เตรียมป้องกันเหตุในพื้นที่ชลประทาน นอกจากเฝ้าระวังให้การจัดสรรรอบเวรส่งน้ำ การเปิด-ปิดประตูระบายน้ำเป็นไปตามกติกาแล้วคือ ขอความร่วมมือสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเพื่อการเกษตรงดทำการ ลดเพาะเลี้ยงบ่อปลาบ่อกุ้ง ที่รับน้ำจากระบบชลประทาน ลดเพาะเลี้ยงปลากระชัง ในแม่น้ำสายหลักคือ ปิง น่าน เจ้าพระยา แม่น้ำน้อย ป่าสัก ท่าจีน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562- 30 เมษายน 2563 สำหรับพื้นที่นอกเขตชลประทานสำรองสูบน้ำ พร้อมรถแจกน้ำทั่วประเทศ 150 คันและมาตรการจ้างแรงงานเยียวยาเกษตรกรที่ขาดรายได้จากการงดปลูกพืชหน้าแล้งด้วย”ดร.ทองเปลวกล่าว

เปิดตัว‘กาญจนบุรี2’ พริกขี้หนูสวนพันธุ์ใหม่จิ๋วแต่แจ๋ว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458162

news_default

เปิดตัว‘กาญจนบุรี2’ พริกขี้หนูสวนพันธุ์ใหม่จิ๋วแต่แจ๋ว

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร วิจัยปรับปรุงพันธุ์พริกขี้หนูสวนเพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่ที่ให้ผลิตสูง เหมาะบริโภคผลสด และให้ผลผลิตเร็วกว่าพันธุ์การค้าระหว่างปี2551-2554 ได้รวบรวมพันธุ์พริกขี้หนูสวน14 ตัวอย่าง คัดเลือกพันธุ์แบบสืบประวัติ มีเกณฑ์คัดเลือกคือ ผลยาวไม่เกิน 3.5 เซนติเมตร มีกลิ่นหอม ให้ผลผลิตมากกว่า 800 กิโลกรัม/ไร่/ปี  และนำไปปลูกเปรียบเทียบพันธุ์กับพริกพันธุ์การค้าของบริษัทเอกชนและพันธุ์ของเกษตรกร ทดสอบพันธุ์ในแหล่งปลูกที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกาญจนบุรี ศูนย์วิจัยพืชสวนเพชรบูรณ์ และศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง รวมทั้งทดสอบพันธุ์ในแปลงเกษตรกร จ.กาญจนบุรี และตรัง

ทั้งนี้ จากการวิจัยปรับปรุงพันธุ์พริกขี้หนูสวนตามขั้นตอน ทำให้ได้พริกขี้หนูสวนพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูงกว่าพริกพันธุ์การค้า โดยให้ผลผลิตมากกว่า 700 กรัม/ต้น  จากการเก็บเกี่ยวสัปดาห์ละครั้งพบว่าให้ผลผลิตสูงสุด 1,014 กิโลกรัมต่อไร่และให้ผลผลิตเร็วกว่าพริกขี้หนูสวนพันธุ์อื่นและพันธุ์การค้าประมาณ 1 เดือน ทำให้มีจำนวนครั้งที่เก็บเกี่ยวมากกว่าในระยะเวลาการปลูกเท่ากันรวมทั้งการออกดอกติดผลจะมีจำนวนดอกต่อข้อมากกว่าพริกขี้หนูสวนอื่นๆ ขนาดผลยาว 1.6-2.5 เซนติเมตร ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกสีผลเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ผิวเรียบเป็นมัน กลิ่นไม่เหม็นเขียว รวมทั้งรสชาติเผ็ดจัด

เนื่องจากการปรับปรุงพันธุ์พริกขี้หนูสวนมาจากแหล่งรวบรวมพันธุ์ที่จ.กาญจนบุรี จึงตั้งชื่อพริกขี้หนูสวนพันธุ์ใหม่นี้ ว่า “พริกขี้หนูสวนพันธุ์กาญจนบุรี 2” ผ่านการรับรองเป็นพันธุ์แนะนำตามขั้นตอนการรับรองพันธุ์พืชจากกรมวิชาการเกษตร เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา  โดยปี 2562-2563 สถาบันวิจัยพืชสวนผลิตเมล็ดพันธุ์ขยายพริกขี้หนูสวนกาญจนบุรี 2 ได้ 5 กิโลกรัม นำไปปลูกขยายต่อได้ในพื้นที่ 250 ไร่  ผู้สนใจพันธุ์พริกขี้หนูสวนกาญจนบุรี สอบถามรายละเอียดได้ที่ สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร  โทร. 0-2579-0583

ซอกแซกอาเซียน : 5 ธันวาคม 2562

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458160

566101

ซอกแซกอาเซียน : 5 ธันวาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อย่างที่ผมเคยเล่าไปแล้วว่าการประชุมที่แอปเตอร์ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยมีอยู่ 3-4 รายการ ปรากฏว่าในช่วงที่ผมเข้ามาทำหน้าที่ เป็น จีเอ็ม หรือ ผู้จัดการทั่วไปนี้ ประเทศที่ถึงจังหวะเป็นเจ้าภาพและผมต้องไปเข้าร่วมทุกปี คือ สิงคโปร์ครับ ประเทศสิงคโปร์ แม้จะเป็นประเทศเล็ก แต่ก็ไม่ยำเกรงต่อกลุ่มประเทศยักษ์ใหญ่หรือมหาอำนาจต่างๆ ทั้งนี้เป็นเพราะอะไรคงเดาได้ไม่ยาก ส่วนหนึ่งก็เพราะเป็นประเทศที่ร่ำรวยและมีศักยภาพในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจอันดับต้นๆของโลก เวลาออกเสียงหรือแสดงความคิดเห็นอะไร สิงคโปร์จะพูดมาตรงๆ ค้านได้ทันที และหลายกรณีที่ทำให้ประเทศยักษ์ใหญ่เหล่านี้ต้องยอมอาเซียนก็มี

การเป็นเจ้าภาพของสิงคโปร์ เป็นที่ถูกใจของเหล่าบรรดาสมาชิกอาเซียน เพราะเมืองมีความศิวิไลซ์ น่าเดินน่าเที่ยว น่าช็อปปิ้งแม้ว่าค่าครองชีพจะแพงไปหน่อย ค่าโรงแรมก็หนักเอาการ แต่ซื้อข้าวซื้อของกลับราคาถูก แปลกดีนะ และนอกจากจะเดินตามห้างเพื่อจ่ายสตางค์อย่างเพลิดเพลินแล้ว สิงคโปร์ยังเป็นเมืองที่สร้างความแปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา ทำให้น่าเดินน่าชมเพิ่มขึ้นไปอีก ก็แน่ละครับ ประเทศเขาเป็นเกาะเล็กนิดเดียว หากไม่สร้างอะไรเพิ่ม จุดขายก็คงไม่มี การท่องเที่ยวในสิงคโปร์ แม้ว่าจะไม่ใช่องค์ประกอบหลักของผลิตภันฑ์มวลรวมประชาชาติ แต่เขาก็ต้องเน้นเพราะการที่มีคนไปท่องเที่ยวมากก็ยิ่งทำให้ประเทศมีความคึกคัก กระตุ้นการไหลเวียนของเงินตรา ซึ่งเอื้ออำนวยให้ประเทศมีระบบเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น สิ่งก่อสร้างอันเป็นแหล่งท่องเที่ยวเยี่ยมชม จึงเกิดใหม่มิได้ขาดและก็รวดเร็วมาก เมื่อยี่สิบสามสิบปีก่อนสิงคโปร์กับกรุงเทพฯแทบจะไม่มีอะไรต่างกัน

แต่ปัจจุบัน สิงคโปร์เจริญก้าวหน้าขึ้นไปเทียบชั้นเท่าๆ โตเกียวของญี่ปุ่นเลยทีเดียว รถไฟใต้ดิน บนดิน รถเมล์ที่ทันสมัย มีบริการนักเดินทางและนักธุรกิจอย่างพร้อมมูล สะดวกมากกว่ากรุงเทพฯเราเป็นสิบๆ เท่า การที่มีระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวกสบายนำมาซึ่งถนนหนทางในเมืองที่โล่ง รถราวิ่งกันได้โดยไม่มีติดขัด สภาพอากาศในเมืองความจริงสิงคโปร์ตั้งอยู่เกือบจะอยู่บนเส้นศูนย์สูตร ซี่งอากาศควรจะร้อนมากกว่าไทยเรา แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ เนื่องจากตึกรามบ้านช่องเขามีเขตพื้นที่เว้นว่างเปล่าไม่ได้ติดชิดถนนทั้งสองฟาก แถมยังมีต้นไม้ใหญ่น้อยร่มครึ้มเต็มไปหมด ดอกไม้หลากสีสันเหมือนจัดสวนหย่อมไว้ข้างถนนเกือบจะทุกสาย น่าเดินมากๆ ผมเคยเดินไปนึกไปว่าทำไมประเทศเขาทำสิ่งเหล่านี้ได้ ขณะที่บ้านเรากลับทำไม่ได้ทั้งที่ก็ไม่น่าจะต้องใช้เงินงบประมาณมากมายอะไรนัก ก็คิดไปเล่นๆ อย่างนั้นแหละครับ อันที่จริงก็ทราบดีอยู่แล้วว่าที่ไทยเราทำไม่ได้เพราะอะไร แต่ขอไม่พูดดีกว่าครับ เดี๋ยวคนไม่เห็นด้วยจะไล่ผมไปอยู่ประเทศอื่นเอาน่ะ กลัวจริงๆ ครับ

ระบบการบริหารรัฐกิจของสิงคโปร์ ดูเหมือนจะก้าวหน้ามากจนเป็นระดับโลกไปแล้ว เพราะหลายเรื่องที่รัฐไม่ได้ทำเอง แต่ใช้บริการรัฐวิสาหกิจหรือภาคเอกชนเขามาช่วย เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ลักษณะเช่นนี้อีกประเทศสมาชิกแอปเตอร์ที่เหมือนกันคือ เกาหลีใต้ครับที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐบาลแต่เป็นบริษัทของรัฐที่ทำหน้าที่เข้าร่วมการประชุมและหรือประสานงานต่างๆ เกี่ยวกับกิจการแอปเตอร์ เขาก็ทำได้ดีมากๆ เสมือนหนึ่งเป็นตัวแทนประเทศที่เป็นข้าราชการเลยทีเดียว

สำหรับการประชุมที่จัดที่สิงคโปร์นั้น พิธีเปิดการประชุมจัดแบบธรรมดามาก ไม่มีรำอวยพรใดๆ งานเลี้ยงของเขาจัดพองาม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์แทบจะไม่มี สองทุ่มเลิก ใครอยากจะไปต่อที่ไหนไปกันเอง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาไปจัดเลี้ยงที่เกาะเซนโตซ่าอันลือชื่อ กินข้าวกินปลาเสร็จ ก็พาไปชมการแสดงโชว์แสงสีน้ำเต้นระบำที่อยู่ติดกัน คือเจ้าภาพลงทุนซื้อตั๋วให้แขกเข้าไปดูประมาณ 1 ชั่วโมงก็จบ พาขึ้นรถบัสกลับโรงแรม เป็นอันเสร็จพิธี ง่ายดีมากแต่ก็สร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าร่วมได้ครับ ปัจจุบันแม้ว่าสิงคโปร์จะไม่ค่อยมีกิจกรรมในส่วนการระบายข้าวกับแอปเตอร์เท่าใดนัก แต่ในเรื่องเอาใจใส่ความเป็นไปของการดำเนินงานแอปเตอร์ เขาไม่ปล่อยไปง่ายๆ นะครับ ทุกเรื่องเขาจะมีคอมเม้นท์ หรือคำถามอยู่ตลอดเวลาครับ ซึ่งก็ช่วยในการพัฒนาระบบการบริหารจัดการของแอปเตอร์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org