‘เฉลิมชัย’กำชับ14จว.ใต้เตรียมแผนรับน้ำช่วงฤดูฝน ลั่น!ต้องเสียหายน้อยที่สุด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458586

‘เฉลิมชัย’กำชับ14จว.ใต้เตรียมแผนรับน้ำช่วงฤดูฝน ลั่น!ต้องเสียหายน้อยที่สุด

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 15.40 น.

“เฉลิมชัย”ติดตามความก้าวหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยหาดใหญ่ พร้อมย้ำ14จังหวัดภาคใต้เตรียมแผนรับสถานการณ์น้ำในฤดูฝน เพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ติดตามความคืบหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัย อ.หาดใหญ่ (ระยะที่ 2) จ.สงขลา ไปตรวจเยี่ยมพื้นที่ก่อสร้างประตูระบายน้ำหน้าควน คลองภูมินารถดำริ (คลองระบายน้ำ ร.1) โดยกล่าวว่า ให้ความสำคัญต่อการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยใน อ.หาดใหญ่ อย่างมาก เนื่องจากเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ขณะนี้งานก่อสร้างปรับปรุงคลองระบายน้ำ ร.1 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคืบหน้าไปแล้วประมาณร้อยละ 68 อีกทั้งกำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งวางแผนและเตรียมพร้อมป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในช่วงมรสุม เพื่อให้สามารถระบายน้ำได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งคาดว่าหากเกิดฝนตกหนักเหมือนปี 2553 ขอให้ชาวหาดใหญ่มั่นใจว่าสามารถรับมือได้

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า อ.หาดใหญ่ เป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งในปี 2531 , 2534 และ 2553 เกิดน้ำท่วมใหญ่ มูลค่าความเสียหายกว่า 10,000 ล้านบาท เป็นที่มาของการจัดทำโครงการบรรเทาอุทกภัย อ.หาดใหญ่ (ระยะที่ 2) เป็นโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองระบายน้ำ ร.1 จากเดิมสามารถระบายน้ำได้ 465 ลบ.ม./วินาที เพิ่มเป็น 1,200 ลบ.ม./วินาที เมื่อรวมกับปริมาณน้ำที่ระบายผ่านคลองอู่ตะเภา ในอัตรา 465 ลบ.ม./วินาที ทำให้สามารถเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำได้สูงสุดรวมกันประมาณ 1,665 ลบ.ม./วินาที ปัจจุบันแม้ว่าคลองระบายน้ำ ร.1 จะยังก่อสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่องค์ประกอบหลัก เช่น ประตูระบายน้ำหน้าควน 2 ซึ่งเป็นจุดที่แบ่งน้ำมาจากคลองอู่ตะเภาก่อสร้างและติดตั้งบานระบายน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว สามารถบริหารจัดการน้ำโดยการเปิดปิดบาน เพื่อควบคุมปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่คลองระบายน้ำ ร.1 นอกจากนี้ ยังขุดขยายความกว้างของคลองระบายน้ำ จากเดิมท้องคลองกว้าง 24 เมตร เป็น 70 เมตร พร้อมทั้งก่อสร้างกำแพงคอนกรีต แล้วเสร็จไปกว่าร้อยละ 80 ทำให้คลองระบายน้ำ ร.1 ในปัจจุบันจะสามารถช่วยในการระบายน้ำในช่วงฤดูฝนนี้ได้สูงสุดประมาณ 1,000 ลบ.ม./วินาที

“หากโครงการบรรเทาอุทกภัย อ.หาดใหญ่ (ระยะที่ 2) แล้วเสร็จ จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำและบรรเทาปัญหาอุทกภัยในเขต อ.หาดใหญ่ ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่สร้างรายได้หลักที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศได้เป็นอย่างมาก” นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้าน นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้กำชับให้โครงการชลประทานทุกแห่งในภาคใต้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พื้นที่ที่มีฝนตกหนักและน้ำท่วมขัง ให้เร่งระบายออกเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนตามข้อห่วงใยของนายกรัฐมนตรี สำหรับที่ จ.สงขลา ปริมาณฝนสะสม อยู่ที่ 1,402.2 มม.คิดเป็นร้อยละ 71.5 ต่ำกว่าปริมาณฝนเฉลี่ยสะสม 28.5 อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง จ.สงขลา มี 3 แห่ง ปริมาณน้ำเก็บกัก 84.161 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 51.554 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 61.26 และสภาพน้ำท่าในลุ่มน้ำอู่ตะเภาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ตลอดจนมีการวางแผนเตรียมความพร้อมเผชิญเหตุและป้องกันอุทกภัยในพื้นที่เฝ้าระวัง ทั้ง 4 จังหวัด ได้แก่ จ.สงขลา , จ.ตรัง , จ.พัทลุง และ จ.สตูล ซึ่งจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำไว้อย่างเพียงพอ

ส่วนเหตุที่เกิด จ.นราธิวาส ซึ่งเกิดฝนตกหนักในพื้นที่ ระหว่างวันที่ 31 พ.ย.ถึงวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา สามารถวัดปริมาณฝนสะสมได้ประมาณ 336 มิลลิเมต รทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโก-ลก ปัจจุบัน (6 ธ.ค.62) ที่สถานีวัดน้ำท่า X.119A บริเวณสะพานลันตู อ.สุไหงโก-ลก ระดับน้ำสูงกว่าตลิ่งประมาณ 1.50 เมตร คาดว่าระดับน้ำจะลดต่ำกว่าตลิ่ง ภายในวันที่ 9 ธ.ค.นี้ และบริเวณคลองตันหยงมัส ที่สถานีวัดน้ำท่า X.73 บ้านตันหยงมัส อ.ระแงะ ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 83 เซนติเมตร ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ ขนาด 8 – 12 นิ้ว 12 เครื่อง เครื่องสูบน้ำ Hydro Flow 5 เครื่อง และเดินเครื่องสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า 6 แห่ง 12 เครื่อง

ที่ จ.พัทลุง เกิดฝนตกหนักบริเวณลุ่มน้ำคลองสะพานหยี ในเขต ต.นาโหมด อ.เมือง ซึ่งปัจจุบันระดับน้ำลดลงกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ส่วนลุ่มน้ำคลองท่าแนะ ต.ดอนทราย อ.ควนขนุน ยังคงมีน้ำท่วมบริเวณวัดล้อ และถนนสายตลาดควนขนุน-แยกโพธิ์ทอง ระดับน้ำสูงประมาณ 20 – 30 เซนติเมตร โครงการชลประทานพัทลุงเตรียมติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 12 เครื่อง และเครื่องผลักดันน้ำ 10 เครื่อง เพื่อเร่งระบายน้ำในพื้นที่โดยเร็ว

สำหรับที่ จ.ชุมพร น้ำล้นตลิ่งบริเวณ ต.บ้านควน อ.หลังสวน ทำให้เกิดน้ำท่วมขังสูงประมาณ 15 – 20 เซนติเมตร บริเวณพื้นที่โรงเรียนชลธารวิทยา และท่วมผิวจราจรทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4134 สูงประมาณ 5 – 10 เซนติเมตร ระยะทางประมาณ 200 เมตร บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำ อ.ทุ่งตะโก น้ำท่วมสูงประมาณ 5 – 10 เซนติเมตร มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 3 ตำบล ได้แก่ หมู่ 3 หมู่ 8 ต.ทุ่งตะไคร , หมู่ 3 ต.ช่องไม้แก้ว , หมู่ 1 หมู่ 2 และหมู่ 12 ต.ตะโก ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์เข้าสู่สภาวะปกติแล้ว

“กรมชลประทานยังคงจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ตลอดจนประสานงานเครือข่ายต่างๆ ในการติดตามสถานการณ์น้ำ 24 ชั่วโมง ตามข้อสั่งการของ รมว.เกษตรฯ โดยบูรณาการกับหลายหน่วยงานในพื้นที่ หากต้องการความช่วยเหลือสามารถติดต่อโครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วนกรมชลประทาน 1460 ตลอด 24 ชั่วโมง” นายทองเปลว กล่าว

เลิกอุ้ม’ปารีณา’!! ส.ป.ก.สั่งคืนที่ดิน682ไร่ภายใน7วัน พร้อมสั่งรื้อ’เล้าไก่’ทั้งหมด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458506

news_default

เลิกอุ้ม’ปารีณา’!! ส.ป.ก.สั่งคืนที่ดิน682ไร่ภายใน7วัน พร้อมสั่งรื้อ’เล้าไก่’ทั้งหมด

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 11.28 น.

ส.ป.ก.มีมติเลิกอุ้ม”เอ๋ ปารีณา” สั่งคืนที่682ไร่ในเขตส.ป.ก.ภายใน7วัน ชี้ชัดไม่มีสิทธิ์ความเป็นเกษตรกร พร้อมสั่งให้รื้อถอน”เล้าไก่”ทั้งหมด ก่อนเดินหน้าแจกที่ดินให้คนจน เตรียมเดินหน้าสอบพื้นที่”ทวี”และคนอื่นต่อ ลั่นใช้มาตรฐานเดียวกัน

เมื่อเวลา 09.00 น.ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก.พร้อมผู้บริการระดับสูง ได้ร่วมแถลงข่าวกรณีการครอบครอบที่ในเขตปฎิรูปที่ดิน ที่ จ.ราชบุรี ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)

โดย นายวิณะโรจน์ เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อต่างๆ กรณี น.ส.ปารีณา ครอบครองที่ดินโดยใช้หลักฐานเป็น ภบท.5 ในเขต ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี และที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่ในเขต พ.ร.ฎ.กำหนดเขตปฏิรูปที่ดิน จากกรณีดังกล่าว ส.ป.ก.จึงได้การดำเนินการตามกฎหมายปฏิรูปที่ดินและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยได้คำนึงถึงปฎิรูปที่ความถูกต้อง โปร่งใส และให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย โดยมีการตรวจสอบต่อเนื่องตามขั้นตอนอย่างละเอียดตั้งแต่วันที่ 14 – 15 พ.ย.62 ส.ป.ก.มอบหมายเจ้าหน้าที่สำนักกฎหมายและสำนักจัดการปฏิรูปที่ดิน ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่และสอบถามผู้ปกครองท้องที่ (ขอบเขตในแผนที่) เกี่ยวกับการถือครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยลักษณะการทำประโยชน์ ได้แก่ เลี้ยงไก่ โค ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ โรงเรือน สระน้ำจากนั้นวันที่ 15 พ.ย.62 ส.ป.ก.ราชบุรี มีหนังสือแจ้งเกษตรกรผู้ได้รับอนุญาตฯ รายแปลง ในพื้นที่หมู่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง เพื่อขอตรวจสอบการทำประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งมีเกษตรกรมาให้ข้อมูล จำนวน 9 ราย จากทั้งหมด 14 ราย โดยเกษตรกรทั้ง 9 ราย ยังเป็นผู้ถือครองและทำประโยชน์ด้วยตนเอง

จนวันที่ 18 พ.ย.62 ส.ป.ก.มีคำสั่ง ที่ 1303/2562 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงการครอบครองทำประโยชน์ โครงการป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี หมายเลข 85 จ.ราชบุรี โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย สั่ง ณ วันที่ 18 พ.ย.62 โดยมี พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย รองเลขาธิการ ส.ป.ก.เป็นประธานคณะทำงานฯ มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีคำสั่ง (สิ้นสุดวันที่ 18 ธ.ค.62) ซึ่งวันที่ 19 พ.ย.62 ส.ป.ก.ราชบุรี มีหนังสือแจ้ง น.ส.ปารีณา ให้มาชี้แจงการถือครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ

ผลปรากฏว่า ไม่มีผู้รับ บ้านปิด ไปรษณีย์ไม่สามารถนำจ่ายได้ วันที่ 20 พ.ย.62 ส.ป.ก.ราชบุรี ได้ดำเนินการปักป้ายแสดงพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินบริเวณพื้นที่ของ ส.ป.ก.ในพื้นที่หมู่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี วันที่ 22 พ.ย.62 ส.ป.ก.จัดประชุมคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงการครอบครองทำประโยชน์ โครงการป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี หมายเลข 85 จ.ราชบุรี โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายครั้งที่ 1/2562 ซึ่งมติประชุมเห็นชอบมอบหมายให้ ส.ป.ก.ราชบุรี ตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่เป้าหมาย กำหนดให้ ส.ป.ก.ราชบุรี รายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงมายังคณะทำงานฯ ภายในวันที่ 3 ธันวาคม 2562 เพื่อเสนอคณะทำงานฯ พิจารณาแนวทางการดำเนินงานในวันที่ 4 ธันวาคม 2562 โดยวันที่ 22 พ.ย.62 ส.ป.ก.ราชบุรี ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลการถือครอง น.ส.3 และ ส.ค.1 ในเขตปฏิรูปที่ดินฯ กับ สนง.ที่ดินจังหวัดราชบุรี สาขาจอมบึง โดย สนง.ที่ดินจังหวัดราชบุรี สาขาจอมบึง ได้ตรวจสอบตำแหน่งที่ดินตามหมายเลขสีแดงในแผนที่ ที่จัดส่งไปให้กับระวางรูปถ่ายทางอากาศ ชื่ออำเภอจอมบึง หมายเลข 4936III แผ่น 155 และระวางโฉนดที่ดิน (UTM) หมายเลข 4836 II 5498 ปรากฏว่าตำแหน่งที่ดินตามหมายเลขสีแดงยังไม่มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินแต่อย่างใดจนวันที่ 24 พ.ย.62 ส.ป.ก.นำชี้แนวเขตตาม พ.ร.ฎ.ตามที่กรมป่าไม้ได้ดำเนินการตามหมายศาล

ทั้งนี้ วันที่ 26 พ.ย.62 ส.ป.ก.ราชบุรี มีหนังสือแจ้ง น.ส.ปารีณา ให้มาชี้แจงการถือครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินครั้งที่ 2 ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือวันที่ 26 พ.ย.62 ส.ป.ก.ราชบุรี ขอสำเนา ภบท.5 และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดิน จาก อบต.รางบัว/ข้อมูลเขาสนฟาร์ม/ทะเบียนราษฎร บ้านเลขที่ 109 หมู่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี (ที่ตั้งฟาร์ม)/ข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคล บริษัท ปารีณา ไกรคุปต์ จำกัด ซึ่ง น.ส.ปารีณา เป็นกรรมการบริษัท ปารีณา ไกรคุปต์ จำกัด และเป็นกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทได้ สถานะของบริษัทฯ ยังคงดำเนินกิจการวันที่ 29 พ.ย.62 ส.ป.ก.ร่วมกับกรมป่าไม้ ตรวจสอบและยืนยันแนวเขตตาม พ.ร.ฎ.ตามคำร้องขอความเป็นธรรมของ น.ส.ปารีณา ตามหนังสือลงวันที่ 25 พ.ย.62

อย่างไรก็ตาม วันที่ 3 ธ.ค.62 ส.ป.ก.ราชบุรี ได้สรุปการตรวจสอบขอบเขตการครอบครองจากผู้ปกครองท้องที่และที่ดินแปลงข้างเคียง ซึ่งปรากฏพื้นที่ที่มีการครอบครองและทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน เนื้อที่รวม 682 ไร่ จากการตรวจสอบข้อมูลในพื้นที่จากผู้ปกครองท้องที่และที่ดินแปลงข้างเคียงที่มีการทำประโยชน์ในที่ดิน สรุปได้ดังนี้ โดยที่ดินซึ่ง น.ส.ปารีณา ถือครองทำประโยชน์ เนื้อที่ 682 ไร่ เข้าครอบครองเมื่อประมาณปี 2548 – 2549 โดยได้รับมาจากบิดา ดังนี้

– แปลง No.73 เนื้อที่ 417 ไร่ ใช้ประโยชน์ในการทำโรงเลี้ยงไก่

– แปลง No.75 เนื้อที่ประมาณ 190 ไร่ ใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงวัว ปลูกหญ้าเลี้ยงวัว

– แปลง CL.424 เนื้อที่ประมาณ 48 ไร่ ใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงวัว ปลูกหญ้าเลี้ยงวัว

– แปลง No.74 เนื้อที่ประมาณ 27 ไร่ ใช้วางมูลไก่ ซึ่งที่ดินแปลงข้างเคียง ซึ่ง ส.ป.ก.ได้อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์แล้ว รวม 14 ราย 15 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 491 ไร่ (ทิศเหนือ) และที่ดินแปลงย่อยบริเวณที่ติดถนนสายจอมบึง-ชัฏป่าหวาย ฝั่งตรงข้ามกับที่ดินที่ น.ส.ปารีณาฯ ถือครอง มีผู้ถือครองจำนวน 16 ราย 20 แปลง เนื้อที่ประมาณ222 ไร่

นายวิณะโรจน์ กล่าวอีกว่า วันที่ 4 ธ.ค. 62 น.ส.ปารีณา มีหนังสือแจ้ง ส.ป.ก.ขอเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมวันที่ 4 ธ.ค.62 ส.ป.ก.ประชุมคณะทำงานฯ ครั้งที่ 2/2562 เพื่อพิจารณากำหนดแนวทางการดำเนินการตามกฎหมาย ส.ป.ก.พิจารณาแล้ว เห็นว่าจากการที่ น.ส.ปารีณา ขอเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้น เมื่อ ส.ป.ก.ตรวจสอบคุณสมบัติบุคคลแล้ว ปรากฎว่า น.ส.ปารีณา มีสถานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และกรรมการบริษัท ปารีณา ไกรคุปต์ จำกัด ซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทได้ จึงไม่ใช่เกษตรกรผู้มีสิทธิจะได้รับการจัดที่ดินจาก ส.ป.ก.ดังนั้น ส.ป.ก.จึงมีแนวทางการดำเนินการ โดย ส.ป.ก.จะแจ้งให้ น.ส.ปารีณา คืนที่ดินที่ครอบครองและทำประโยชน์ทั้งหมดให้ ส.ป.ก.นำมาดำเนินปฏิรูปที่ดิน ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ ซึ่ง ส.ป.ก.จะนำที่ดินไปจัดให้แก่เกษตรกรตามนโยบายจัดที่ทำกินชุมชนของรัฐบาล (คทช.) ต่อไป ซึ่งหากครบกำหนดดังกล่าวแล้ว น.ส.ปารีณา ไม่ส่งคืนที่ดิน ส.ป.ก.จะใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 36/2559 เรื่อง มาตรการในการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบกฎหมาย ซึ่ง ส.ป.ก.จะนำที่ดินไปจัดให้แก่เกษตรกรตามนโยบายจัดที่ทำกินชุมชนของรัฐบาล (คทช.) ต่อไป

“ส.ป.ก.จึงมีแนวทางการดำเนินการโดย ส.ป.ก.จะแจ้งให้ น.ส.ปารีณา คืนที่ดินที่ครอบครองและทำประโยชน์ทั้งหมดให้ ส.ป.ก.นำมาดำเนินปฏิรูปที่ดิน ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ ซึ่ง ส.ป.ก.จะนำที่ดินไปจัดให้แก่เกษตรกรตามนโยบายจัดที่ทำกินชุมชนของรัฐบาล (คทช.) ต่อไปซึ่งหากครบกำหนดดังกล่าวแล้ว น.ส.ปารีณา ไม่ส่งคืนที่ดิน ส.ป.ก.จะใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 36/2559 เรื่อง มาตรการในการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบกฎหมาย ซึ่ง ส.ป.ก.จะนำที่ดินไปจัดให้แก่เกษตรกรตามนโยบายจัดที่ทำกินชุมชนของรัฐบาล (คทช.) ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายและต้องขอโทษต่อสังคม ที่ไม่ได้ชี้แจงต่อสังคม เพราะทุกอย่างอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจอย่างระเอียด ซึ่งอาจจะทำให้ล่าช้า แต่ที่ผ่านมาต้องการให้เกิดความชัดเจนจึงไม่ออกมาชี้แจง ตอนนี้ก็ถือว่าชัดเจน และจะดำเนินการให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด” นายวิณะโรจน์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในส่วนพื้นที่การครอบครองพื้นที่ ส.ป.ก.ของนายทวี ไกรคุปต์ อีก 600 ไร่ ที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี นั้น ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบ และจะดำเนินการในลักษณะเดียวกัน และหากตรวจสอบพบในพื้นที่อื่นในลักษณะเดียวกันในคนอื่น หากมีข้อมูลจะดำเนินการตรวจสอบในลักษณะเดียวกันทั้งหมด เพื่อยึดที่คืนและจัดสรรให้เกษตรกรต่อไป

ทั้งนี้ ในส่วนการดำเนินการของกรมป่าไม้ ในการดำเนินคดีกับ น.ส.ปารีณา ที่ผ่านมา ส.ป.ก.จะไม่ขอเข้าไปดำเนินการเข้าร่วมของการดำเนินคดี เพราะทุกอย่างเป็นส่วนพื้นที่ของกรมป่าไม้ โดยมีพื้นที่ของ ส.ป.ก.ที่ น.ส.ปารีณา ครอบครองพื้นที่ ทาง ส.ป.ก.จะดำเนินการทางกฎหมายของ ส.ป.ก.อย่างเคร่งครัด คนที่ไม่มีคุณสมบัติความเป็นเกษตรกร ยืนยันว่าจะดำเนินการเช่นเดียวกัน และจะไม่เลือกปฎิบัติ เพราะทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันทั้งหมด

กรมชลฯพร้อมรับมือน้ำท่วมใต้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458354

news_default

กรมชลฯพร้อมรับมือน้ำท่วมใต้

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า เพื่อลดผลกระทบจากฝนตกหนักติดต่อกันทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำสำคัญในภาคใต้เพิ่มสูงขึ้นรวดเร็ว กรมฯจึงดำเนินมาตรการหลักป้องกันผลกระทบจากสถานการณ์น้ำหลากและอุทกภัยในภาคใต้ตามมติคณะรัฐมนตรีมี 5 มาตรการคือ 1.ตรวจสภาพอาคารบังคับน้ำ ระบบป้องกันน้ำท่วม ระบบระบายน้ำ ตลอดจนสถานีโทรมาตรให้พร้อมใช้งาน 2.ตรวจสิ่งกีดขวางทางน้ำ บริหารจัดการน้ำหลากของอ่างเก็บน้ำ โดยใช้เกณฑ์ปฏิบัติการที่ปรับปรุงใหม่ ช่วยป้องกันลดผลกระทบน้ำท่วม 3.สำรวจแหล่งน้ำที่มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์วิกฤติ ทำแผนจัดการน้ำหลากให้เหมาะสม ปรับเปลี่ยนตามแนวโน้มสถานการณ์ 4.วางแผนเครื่องจักรเครื่องมือให้ความช่วยเหลือ พร้อมทำแผนเคลื่อนย้ายเครื่องจักรเครื่องมือสนับสนุนในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย และ 5.ประชาสัมพันธ์ให้หน่วยงานและประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

“ภาคใต้ มีพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม-น้ำล้นตลิ่ง44 อำเภอ ใน 8 จังหวัด คือ ประจวบคีรีขันธ์ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราชพัทลุง สงขลาและนราธิวาส ซึ่งกรมชลประทานได้ติดตามสถานการณ์น้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกมิติอย่างใกล้ชิด ขณะนี้ระบบชลประทานเครื่องจักร เครื่องมือพร้อมใช้งาน โดยเฉพาะ
ภาคใต้ตอนล่างได้สั่งให้สำนักงานชลประทานที่ 17 ช่วยเหลือพื้นที่ประสบอุทกภัยจังหวัดนราธิวาสจากน้ำแม่น้ำโก-ลกล้นตลิ่ง โดยตั้งเครื่องสูบน้ำ 26 เครื่องแล้ว” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางในภาคใต้ล่าสุด ณ วันที่ 2 ธันวาคม เขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฏร์ธานี มีปริมาณน้ำ 3,828 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)คิดเป็นร้อยละ 68 ของปริมาณน้ำเก็บกัก ยังรองรับน้ำได้อีก 1,811 ล้านลบ.ม. เขื่อนบางลาง จ.นราธิวาส มีปริมาณน้ำ 920 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 63 ของปริมาณน้ำเก็บกัก ยังรองรับน้ำได้อีก 534 ล้านลบ.ม. เขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์มีปริมาณน้ำ 287 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 73 ของปริมาณน้ำเก็บกัก รับน้ำได้อีก 104 ล้านลบ.ม.และเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ปริมาณน้ำ 491 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 69 ของปริมาณน้ำเก็บกักรองรับน้ำได้อีก 219 ล้านลบ.ม. ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง มีปริมาณน้ำรวม 417 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 62 ของปริมาณน้ำเก็บกัก ยังรับน้ำได้อีก 251 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง ยังรับน้ำได้อีกกว่า 2,919 ล้านลบ.ม.

สศก.จับมือสถาบันวิทยาศาสตร์ฯจีน ปั้นBig Dataด้านเกษตรแห่งชาติ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458355

news_default

สศก.จับมือสถาบันวิทยาศาสตร์ฯจีน ปั้นBig Dataด้านเกษตรแห่งชาติ

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยหลังหารือร่วมกับคณะผู้แทนจากสถาบันวิทยาศาสตร์การเกษตร สาธารณรัฐประชาชนจีน (Chinese Academyof Agricultural Sciences : CAAS) และคณะผู้บริหารจากตลาดไท เมื่อวันที่28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ว่า สศก. โดยสำนักงานเลขานุการ APTERR (ASEANPlus Three Emergency Rice Reserve :APTERR) และสำนักงานเลขานุการระบบข้อมูลสารสนเทศความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคอาเซียน  (ASEAN Food Security Information System Project : AFSIS)  ต้อนรับ นายฉู่ ซื่อเว่ยChief Economist จาก CAAS ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการจัดทำ Big Data  ด้านการเกษตรของจีน และนายธรากร อังภูเบศวร์ CEO ตลาดไทพร้อมคณะ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางจัดเก็บข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรและพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data ด้านการเกษตรของไทย และจีน ตลอดจนแนวทางร่วมมือระหว่างอาเซียนและจีน ในการพัฒนาประสิทธิภาพข้อมูล และความมั่นคงด้านอาหารร่วมกัน

โอกาสนี้ สศก. แลกเปลี่ยนข้อมูลวิชาการ ความรู้และเทคนิคจัดเก็บข้อมูลด้านการเกษตร การขนส่งสินค้าเกษตร และพัฒนาระบบฐานข้อมูล Big Data โดยข้อมูลทั้งหมดจะแสดงให้ความเคลื่อนไหวของทุกสถานการณ์แบบ Real time ทั้งราคา ปริมาณสินค้าเกษตรและสภาพอากาศ ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกร ทำให้วางแผนการผลิตได้มีประสิทธิภาพ ขณะที่ภาครัฐจะสามารถกำหนดนโยบาย เพื่อรักษาสมดุลของอุปสงค์และอุปทานตลาดสินค้าเกษตรได้อย่างเหมาะสม สามารถเฝ้าระวัง ตรวจสอบและแจ้งเตือนล่วงหน้าได้ทันทีหากเกิดความผิดปกติของราคาและปริมาณสินค้าเกษตร

ส่วนภาคเอกชนจะสามารถวางแผนจัดการด้านการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน ซึ่งขณะนี้สศก.ดำเนินการขับเคลื่อน Big Data ตามโครงการพัฒนาฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ และเร็วๆ นี้ จะเตรียมลงนาม MOU พร้อมกัน 10 กระทรวง คือ กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) เพื่อนำข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ ครอบคลุมตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง คาดว่าระยะต่อไปจะขยายความร่วมมือไปยังภาคเอกชนในอนาคต ทั้งนี้ ฝ่ายจีนนำเสนอนโยบายของรัฐบาลจีน ในการพัฒนา Big Data ด้านการเกษตร การรวบรวมข้อมูล และการใช้แอพลิเคชั่นรายงาน พยากรณ์ และเผยแพร่ข้อมูล ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อไทยสามารถนำมาปรับเป็นแนวทางพัฒนา Big Data ด้านการเกษตรให้เหมาะสมกับการผลิตของประเทศ

เลขาฯสศก.กล่าวอีกว่า สศก.พาคณะผู้แทน CAAS ลงพื้นที่โครงการระบบสงเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ที่จ.ชลบุรี เพื่อศึกษาแนวทางจัดเก็บข้อมูลระดับภูมิภาค และการสำรวจโดยวิธีตั้งแปลงเก็บเกี่ยวผลผลิต (Crop Cutting) พร้อมเยี่ยมชม และศึกษาแนวทางซื้อ-ขาย ที่ตลาดไท ซึ่งเป็นตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรครบวงจรใหญ่ที่สุดในอาเซียน ระหว่างวันที่ 29-30 พฤศจิกายนเชื่อมั่นว่า การเเลกเปลี่ยนความรู้และหารือแนวทางความร่วมมือครั้งนี้ จะกระชับความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในการพัฒนาภาคการเกษตรให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน เชื่อมโยงไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพข้อมูล เพื่อความมั่นคงด้านอาหารของภูมิภาคอาเซียนบวกสาม และระบบ Early Warning ผ่านกลไก APTERR และ AFSIS ต่อไป

มนัญญาเปิดงาน‘วันดินโลกปี’62’ น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ‘ร.9’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458352

news_default

มนัญญาเปิดงาน‘วันดินโลกปี’62’ น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ‘ร.9’

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเปิดงานวันดินโลก ปี 2562 World Soil Day 2019 “ปกป้องอนาคต ลดการชะล้างดิน”ที่จ.อุทัยธานีว่า กระทรวงเกษตรฯจัดงานวันดินโลก ปี 2562 World Soil Day 2019 “ปกป้องอนาคต ลดการชะล้างดิน” เพื่อน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม”(Humanitarian Soil Scientist Award) พระองค์แรกและพระองค์เดียวในโลก และเชิดชูพระอัจฉริยภาพด้านการจัดการทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน พร้อมเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านพัฒนาทรัพยากรดินเพื่อการเกษตร

ทั้งนี้ ประเทศต่างๆ จัดกิจกรรมรณรงค์สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดินในวันดินโลกโดยพร้อมเพรียงกัน ประเทศสมาชิกกว่า 200 ประเทศ จะเน้นมีส่วนร่วมขององค์กรและบุคคลถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ดินและน้ำ ป้องกันลดชะล้างพังทลายของดิน เพื่อให้ระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ ได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม ชุมชน และประชาชนทั่วโลก

“ด้วยองค์การสหประชาชาติ (UN) รับรองให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันดินโลก ซึ่งวันดินโลกถือเป็นวันสำคัญ สืบเนื่องจากการที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้รับการถวายรางวัล นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม จากสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ หรือ IUSS  เป็นพระองค์แรกของโลก ทางกระทรวงเกษตรฯจึงจัดกิจกรรมวันดินโลก เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดินให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ อีกทั้ง ยังเป็นการสร้างการรับรู้และความเข้าใจความสำคัญของวันดินโลก เพื่อน้อมนำแนวพระราชดำริตามศาสตร์พระราชาด้านการดูแลทรัพยากรดินอย่างยั่งยืนมาขยายผลต่อไป” น.ส.มนัญญา กล่าว

เลาะรั้วเกษตร : การจัดการสารเคมีแห่งชาติ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458350

281225166

เลาะรั้วเกษตร : การจัดการสารเคมีแห่งชาติ

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

วันเดียวกับที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดปัจจุบัน ประชุมครั้งแรก เพื่อพิจารณาการแบนสารเคมี 3 ชนิดอีกข่าวหนึ่งที่ออกมาพร้อมๆ กัน คือ นายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แต่งตั้งให้ รองนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการจัดการสารเคมีแห่งชาติ

ทำให้ต้องย้อนกลับไปค้นหาที่มาที่ไปของคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งดูเหมือนจะมีบทบาทสำคัญต่อวงการสารเคมีอยู่มากทีเดียว และน่าจะมีบทบาทในเรื่องของการยกเลิกการใช้สารเคมีชนิดต่างๆ เสียด้วยซ้ำ แต่คณะกรรมการชุดนี้กลับเงียบเชียบ และไม่มีใครเอ่ยถึงเลยแม้แต่น้อย

เมื่อปี 2540 รัฐบาลได้จัดทำแผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านสารเคมีแห่งชาติ ฉบับที่ 1(พ.ศ. 2540-2544) ต่อมา พ.ศ. 2545 มีแผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านสารเคมีแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2545-2549) ซึ่ง แผนแม่บททั้ง 2ฉบับ เป็นความพยายามที่จะบริหารจัดการสารเคมีทุกชนิดที่หลายหน่วยงานกำกับดูแลรับผิดชอบให้เป็นเอกภาพ

ในปี 2550 มีแผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2550-2554) ซึ่งมีทิศทางที่ต่อเนื่องจากแผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านสารเคมีแห่งชาติ ฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 และมีการบูรณาการแผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านสารเคมีแห่งชาติ และยุทธศาสตร์การดำเนินงานระหว่างประเทศว่าด้วยการจัดการสารเคมี เพื่อให้มีนโยบายเดียวในการบริหารจัดการสารเคมีของประเทศในการป้องกันอันตราย และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการใช้สารเคมีต่อสุขภาพอนามัย และสิ่งแวดล้อมของประชาชน

วัตถุประสงค์ที่สำคัญของแผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติ ฉบับที่ 3 คือ ต้องการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ ก่อให้เกิดการจัดการสารเคมีของประเทศที่เป็นระบบและมีทิศทางเดียวกัน เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย “สังคมที่ปลอดภัยจากอันตรายด้านสารเคมี สู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนและแข่งขันได้ในระดับสากล” รวมทั้งเป้าหมายของการจัดการสารเคมีของโลก คือ ลดการผลิต และใช้สารเคมีในทางที่จะนำไปสู่การลดผลกระทบอันไม่พึงประสงค์ต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมภายในปี 2563

การขับเคลื่อนแผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านสารเคมีแห่งชาติ ดำเนินการโดย คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยความปลอดภัยด้านสารเคมี ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน เมื่อพัฒนามาเป็น แผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติ คณะกรรมการจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนานยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี โดยองค์ประกอบของคณะกรรมการยังคงเดิม คือประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม หรือองค์กรพัฒนาเอกชน ภาควิชาการและเครือข่ายวิชาชีพ รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศ

เมื่อระยะเวลาของแผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2550-2554) ใกล้จะสิ้นสุด ได้มีการเสนอแผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2555-2564) เป็นแผนระยะยาว 10 ปี เสนอในสมัยที่ พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี เมื่อเดือนเมษายน 2554

ฉบับที่ 4 นี้ มีเป้าประสงค์ว่า “ภายในปี 2564 สังคม และสิ่งแวดล้อมปลอดภัย บนพื้นฐานของการจัดการสารเคมีที่มีประสิทธิภาพ มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ” โดยมียุทธศาสตร์ที่สำคัญ 3 ยุทธศาสตร์

ยุทธศาสตร์แรก คือ พัฒนาฐานข้อมูล กลไก เครื่องมือในการจัดการสารเคมีอย่างเป็นระบบครบวงจร ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาศักยภาพและบทบาทในการบริหารจัดการสารเคมีของทุกภาคส่วน และยุทธศาสตร์ที่ 3 คือ ลดความเสี่ยงอันตรายจากสารเคมีใน 3 แนวทาง คือ ป้องกันอันตรายจากสารเคมี เฝ้าระวังและตรวจสอบผลกระทบจากสารเคมี รับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน การรักษาเยียวยา และฟื้นฟู

กำหนดให้มีการทบทวนผลการดำเนินงานทุก 2 ปี และแบ่งระยะเวลาการดำเนินงานออกเป็น 3ระยะ คือ ระยะต้น (พ.ศ. 2555 – 2558) ระยะกลาง (พ.ศ. 2559 – 2561) และระยะปลาย (พ.ศ. 2562 – 2564) มีเป้าหมาย คือ มีกลไกและระบบบริหารจัดการสารเคมีของประเทศที่คุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม ทุกภาคส่วนมีศักยภาพในการป้องกันและควบคุมผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากสารเคมี และมีเครือข่ายที่เข้มแข็งในการจัดการสารเคมีของประเทศ

ในแผนปฏิบัติการระยะต้น ได้มีการเสนอให้พิจารณาปรับปรุงกฎหมายการจัดการสารเคมี เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการจัดการสารเคมี และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยจัดตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายสารเคมีขึ้นมาภายใต้ คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี ซึ่งเปลี่ยนชื่อใหม่ เป็น คณะกรรมการนโยบายการจัดการสารเคมีแห่งชาติ ในปัจจุบัน

คณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายสารเคมี โดย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พยายามผลักดัน พ.ร.บ. สารเคมี พ.ศ…….ขึ้นมาใช้แทน พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยมีการทำประชาพิจารณ์ เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม – 18 ตุลาคม 2562

แต่มีคนตั้งข้อสังเกตว่า คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี เมื่อปี 2561 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายสารเคมีไว้เพียงให้ทบทวน วิเคราะห์กฎหมายเกี่ยวกับการจัดการสารเคมี ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะในการพัฒนากฎหมายสารเคมี เท่านั้น ไม่ได้ให้มีอำนาจในการยกร่างกฎหมายขึ้นมาใหม่

จึงน่าจับตาว่า คณะกรรมการนโยบายการจัดการสารเคมีแห่งชาติในปัจจุบัน จะจัดการสารเคมีของประเทศต่อไปอย่างไร และตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 20 ปี การดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการสารเคมีของประเทศ ตั้งแต่ยุทธศาสตร์ฉบับที่1-4 ได้บรรลุเป้าหมายในแต่ละฉบับบ้างหรือไม่…..เพราะเท่าที่มีข้อมูล ดูเหมือนจะยังไม่มีการจัดการอะไรที่เป็นระบบสักเท่าไร เพราะถ้าเป็นระบบจริงแล้ว ปัญหาการแบนสารเคมี 3 ชนิดจะต้องไม่เกิดความขัดแย้งเหมือนอย่างที่ผ่านมา……

แว่นขยาย

เร่งพัฒนาข้าวหอมมะลิไทย เตรียมทวงแชมป์เวทีโลกคืน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458353

news_default

เร่งพัฒนาข้าวหอมมะลิไทย เตรียมทวงแชมป์เวทีโลกคืน

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่น กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่นว่า  จากกรณีไทยเสียแชมป์ข้าวหอมมะลิโลกให้เวียดนาม ในการประกวดข้าวโลก 2019 ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ จึงเรียกประชุมหัวหน้าส่วนของศูนย์วิจัยข้าวทุกแห่ง เพื่อร่วมวิเคราะห์หาสาเหตุ เบื้องต้นทราบว่า ข้าวหอมมะลิที่ส่งประกวดครั้งนี้ ผู้ที่ส่งข้าวไปทดสอบ ไม่ตรงสเปกที่ตกลงกับกรมการข้าว จึงถือว่าการประกวดครั้งนี้กองประกวดข้าวโลกยังไม่ได้รับข้าวที่ได้มาตรฐานของกรมการข้าวที่ตรงตามสเปค เชื่อว่าคุณภาพข้าวหอมมะลิไทยไม่ได้ลดลง แต่การเสียแชมป์ครั้งนี้ส่งผลต่อความรู้สึกคนไทย เพราะครองแชมป์มาต่อเนื่อง 5 ปี

“ข้าวหอมมะลิเราไม่ได้แพ้ แต่ผู้ที่ส่งข้าวไปนั้นไม่ตรงสเปกที่เตรียมไว้ ดังนั้นปีหน้าจึงต้องเอาแชมป์กลับคืนมา โดยสั่งการให้ศูนย์วิจัยข้าวในภาคอีสานไปศึกษาอย่างละเอียดว่าการประกวดมีข้อกำหนดอะไรบ้าง เช่น ความนุ่ม ความเหนียว รสชาติ กลิ่นหอม ตลอดจนวิจัยทุกด้าน ที่สำคัญต้องปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ให้ยาวขึ้น ต้องไปวิจัยใหม่ว่าทำอย่างไรให้ข้าวหอมมะลิไทยคงคุณภาพไว้ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด”
นายประภัตร กล่าว

นอกจากนี้ ให้ศูนย์วิจัยข้าวทุกแห่งตั้งแปลงทดลองปลูกข้าวหอมมะลินอกฤดู จัดการการปลูกและธาตุอาหารตามเทคโนโลยีที่ได้จากแผนงานวิจัยการศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบ
ต่อคุณภาพข้าวหอมมะลิไทย เพื่อทดสอบคุณภาพ ก่อนวันที่ 20 ธันวาคม โดยรายงานผลทุกสัปดาห์ พร้อมติดกล้อง cctv สังเกตความเปลี่ยนแปลงตลอดการผลิต ให้ได้ข้าวเหนียวที่ดีที่สุด กลิ่นหอมเก็บได้นาน อีกทั้งให้เป็นแปลงเรียนรู้ให้ชาวนาและประชาชนทั่วไปนำไปปฏิบัติได้ สิ่งสำคัญต้องทำให้เพิ่มผลผลิตด้วย ซึ่งโดยเฉลี่ยมีผลผลิต 362 กก./ไร่ ทำอย่างไรให้ได้ 600 กก.ต่อไร่

สำหรับคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวช่วงเกิดอุทกภัย ต้องปรับปรุงพันธุ์ตลอด เนื่องจากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะปีนี้ที่เกิดฝนแล้ง น้ำท่วม ดังนั้น ศูนย์คัดเมล็ดพันธุ์ต้องเลือกคัดเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพเท่านั้น ตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้ ตลอดจนขอความร่วมมือร้านค้า ให้ช่วยคัดเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ เพื่อให้ชาวนาได้ใช้เมล็ดพันธุ์ดีนำไปเพาะปลูกไม่ให้ชาวนาต้องเสียหาย

ตลาดโต ราคาพุ่ง หนุนเพาะเห็ดเยื่อไผ่สายพันธุ์ไทยลดนำเข้า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402915?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ตลาดโต ราคาพุ่ง หนุนเพาะเห็ดเยื่อไผ่สายพันธุ์ไทยลดนำเข้า

6 ธันวาคม 2562 – 00:20 น.
เห็ดเยื่อไผ่,กรมวิชาการเกษตร
เปิดอ่าน 253 ครั้ง

หนุนเพาะเห็ดเยื่อไผ่สายพันธุ์ไทยลดนำเข้าจากต่างประเทศ กรมวิชาการเกษตร สบช่องเร่งถ่ายทอดผลงานวิจัย ตลาดกำลังโตราคาพุ่ง 2,500-6,000 บาท/กก.  

5 ธันวาคม 2562 หนุนเพาะเห็ดเยื่อไผ่สายพันธุ์ไทยลดการนำเข้าจาก ตปท.กรมวิชาการเกษตร สบช่องตลาด“เห็ดเยื่อไผ่”กำลังโตราคาพุ่ง 2,500-6,000 บาท/กก. เร่งถ่ายทอดผลงานวิจัย“เห็ดเยื่อไผ่สายพันธุ์ไทยปลอดสาร”สู่เกษตรกรเพาะเชิงพาณิชย์ เพื่อลดการนำเข้าปีละ 6,500 ตัน เผยสรรพคุณเด็ดต่อต้านอนุมูลอิสระและเป็นยาโป้วสูง

นายจิระ สุวรรณประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่8(สวพ.8) กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า   ปัจจุบันเห็ดร่างแหหรือเห็ดเยื่อไผ่นับเป็นเห็ดเศรษฐกิจตัวใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมของคนไทยอย่างมาก เนื่องจากเห็ดมีสรรพคุณทางยาและคุณค่าทางโภชนาการสูง  อีกทั้งเมือกเห็ดยังมี คุณสมบัติในการบำรุงผิวพรรณ จึงทำให้คนไทยหันมาบริโภคผลิตภัณฑ์จากเห็ดเยื่อไผ่เพิ่มมากขึ้น

สำหรับประเทศจีนถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดการเพาะเห็ดเยื่อไผ่ และเป็นประเทศเดียวในโลกที่เพาะเพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์  ซึ่งเป็นสายพันธุ์เห็ดร่างแหกระโปรงยาวสีขาว  ส่วนประเทศไทยมีการนำเข้าเห็ดเยื่อไผ่แห้งมาบริโภคภายในประเทศปีละไม่ต่ำกว่า 6,500 ตัน  สำหรับลู่ทางตลาดของเห็ดร่างแหหรือเห็ดเยื่อไผ่สายพันธุ์ไทยมีจุดเด่น คือ ให้ผลผลิตสูง สามารถเพาะได้ตลอดทั้งปี กลิ่นดอกไม่ฉุน ขนาดดอกใหญ่ และหนา เนื้อสัมผัสกรอบ ไม่เปื่อยยุ่ยและปราศจากสารฟอกขาว

ทิศทางตลาดเกษตรกร สามารถส่งผลผลิตเห็ดเยื่อไผ่ชนิดแห้ง เพื่อการแปรรูปเป็นอาหารยังโรงแรมและ ภัตตาคาร ราคาจำหน่ายกิโลกรัมละ 2,500  – 6,000  บาท จากราคาที่จำหน่ายในท้องตลาดอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 500 – 1,000 บาท  เห็ดเยื่อไผ่สด 14 -16 กิโลกรัมทำเห็ดแห้งได้ 1 กิโลกรัมและหากประเทศไทยสามารถส่งเสริมการเพาะเห็ดเยื่อไผ่สายพันธุ์ไทยบริโภคภายในประเทศ และส่งขายตลาดต่างประเทศจะสามารถประหยัดเงินตราอย่างมหาศาลและเป็นการสร้างอาชีพใหม่ให้เกษตรกรไทยมีรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืนในอนาคต

นายจิระ  กล่าวด้วยว่า   ปัจจุบันการเพาะเห็ดเป็นการค้ามีการขยายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องการเพาะเห็ดให้ผลผลิตเร็ว การลงทุนไม่สูงมากนัก และขั้นตอนการปลูกไม่ซับซ้อนหรือยุ่งยาก และเป็นอาชีพที่สามารถทำรายได้ตลอดปีทําให้มีผู้สนใจที่จะเพาะเห็ดมากขึ้น การเพาะเห็ดให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพต้องเริ่มจากสายพันธุ์เห็ดที่จะนํามาเพาะเลี้ยง เนื่องจากเชื้อเห็ดที่มีการเพาะเลี้ยงในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นการคัดเลือกเชื้อพันธุ์จากธรรมชาตินำมาปรับปรุงให้อยู่ในสภาพโรงเรือนเหมาะที่จะปลูกเป็นการค้า

ดังนั้นการคัดเลือก การผสมพันธุ์ การประเมินสายพันธุ์เห็ดสายพันธุ์ต่างๆ ให้ได้สายพันธุ์ที่มีคุณภาพและผลผลิตสูงเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในแต่ละพื้นที่เป็นทางเลือก และพัฒนาวิธีการเพาะเห็ดที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่และแบบการผลิต  ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรมีภารกิจเกี่ยวกับการศึกษา วิจัย และพัฒนาพืชให้ได้พืชพันธุ์ดี เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพืชสู่กลุ่มเป้าหมายทั้งภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร ซึ่งการวิจัยและพัฒนาเห็ดก็เป็นอีกผลงานวิจัยที่มีประโยชน์ต่อการสร้างรายได้เข้าประเทศและส่งเสริมรายได้ให้เกษตรกรไทย

นางสาวนพวรรณ  นิลสุวรรณ   นักวิชาการเกษตรชำนาญการ  สวพ.8   กล่าวว่า   กล่าวถึงแนวทางวิจัยว่า   ได้ทำการคัดเลือกเห็ดร่างแหสายพันธุ์ใหม่ คือเห็ดร่างแหกระโปรงสั้นสีขาวในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง มีจุดเด่นคือ ให้ผลผลิตสูง สามารถเพาะได้ตลอดทั้งปี ไม่มีกลิ่นเหม็น เนื้อสัมผัสกรอบ ไม่เปื่อยยุ่ย และไม่มีการปนเปื้อนของสารปรอทและแคดเมียม

สําหรับคุณค่าโภชนาการ เห็ดร่างแหมีส่วนประกอบของกรดอะมิโนที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้(essential amino acid) 7ชนิดและพบสารสำคัญคือสาร Phosphatidylcholine, สาร Dictyophorine A and B โดยสารดังกล่าวมีส่วนช่วยกระตุ้นการทํางานของเซลล์ประสาทและป้องกันโรคสมองเสื่อมและสารโฟลีฟีนอล (Polyphenol) ซึ่งเป็นสารสําคัญในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ในส่วนของสรรพคุณทางยาตําราแพทย์แผนจีน กล่าวว่า หากรับประทานเห็ดร่างแหระยะดอกตูม จะมีฤทธิ์สรรพคุณเป็นยาชูกำลังหรือยาโป้วสูง

นอกจากนี้  ปัจจุบันยังได้มีการต่อยอดเป็นเวชภัณฑ์เครื่องสำอางจากเห็ดเยื่อไผ่  เป็นเซรั่มธรรมชาติโดยสกัดจากเมือกหุ้มดอกเห็ดที่อุดมไปด้วยกรดไฮยาลูรอนิค อัลลันโทอิน ที่มีคุณสมบัติบำรุงผิวพรรณ ลดการระคายเคือง เพิ่มความชุ่มชื้น ช่วยลดเลือนริ้วรอยก่อนวัยและกำลังพัฒนาเป็นเวชภัณฑ์เครื่องสำอางค์รูปแบบต่างๆและนำวุ้นของเห็ดเยื่อไผ่มาทำเป็นเครื่องดื่มในอนาคตถือว่าการเพาะเห็ดเยื่อไผ่เป็นอีกช่องทางหนึ่งให้กับเกษตรกรที่สนใจทำเป็นอาชีพสร้างรายได้เป็นอย่างดี

ประมงพื้นบ้านแห่ขึ้นทะเบียนเรือคึกคัก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402955?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ประมงพื้นบ้านแห่ขึ้นทะเบียนเรือคึกคัก

6 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ขึ้นทะเบียนเรือ,ประมงพื้นบ้าน,กรมประมง,เพชรบุรี
เปิดอ่าน 177 ครั้ง

ประมงพื้นบ้านตื่นตัวขึ้นทะเบียนเรือ ช่วยเข้าถึง มีส่วนร่วมจัดการทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืนเป็นประโยชน์ต่อตนเอง

5 ธันวาคม 2562 นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง  กล่าวว่า  รัฐบาล​ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ​บริหารจัดการกองเรือขนาดเล็ก โดยออกประกาศให้พี่น้องชาวประมงพื้นบ้านที่มีเรือต่ำกว่า 10 ตันกรอส ทั้งที่มีทะเบียนเรือไทยและไม่มีทะเบียนเรือ ดำเนินการแจ้งต่อหน่วยงานกรมเจ้าท่าที่เรือจอดอยู่เพื่อทำการตรวจวัดขนาดและจัดทำอัตลักษณ์​ ภายในวันที่ 16 ธ.ค.2562

ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าของเรือและยังไม่ได้จดทะเบียนเรือไทย ให้ยื่นขอหนังสือรับรองตากกรมประมงเพื่อนำไปประกอบการจดทะเบียนเรือกับกรมเจ้าท่าหลังการตรวจวัดขนาดและจัดทำอัตลักษณ์​ โดยให้ยื่นขอหนังสือรับรองได้ที่พื้นที่ประมงกรุงเทพ​ กรมประมง ส่วนต่างจังหวัด​ให้ยื่นที่สำนักงานประมงจังหวัด สำนักงานประมงอำเภอ​ท้องที่ติดทะเลทั้ง 22 จังหวัด​ ภายใน​ 27 ธ.ค.2562 นั้น

โดยจากการติดตามผลการดำเนินงาน​ดังกล่าว​หลังจากที่กรมประมง​ได้ออกประกาศ​เรื่อง หลักเกณฑ์​  วิธีการ​ และเงื่อนไขการขอและออกหนังสือรับรองเพื่อประกอบการยื่นขอจดทะเบียนเรือไทยสำหรับเรือประมงพื้นบ้าน พ.ศ.2562 ซึ่งมีผลบังคับใช้และเริ่มดำเนินการ​ไปเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2562 ที่ผ่านมา

ปรากฏ​ว่าชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่ต่างๆ ได้ให้ความร่วมมือกับภาครัฐเป็นอย่างดี มีการเดินทางเข้ามาขอหนังสือรับรองจากหน่วยงานในสังกัดกรมประมงอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งขณะนี้ทั่วประเทศมีจำนวนรวม 2,885 ลำ (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ธ.ค.2562)​

กรมประมงได้ ติดตาม​การปฏิบัติ​งานของเจ้าหน้าที่ในการออกหน่วยบริการเพื่อออกใบรับรองสำหรับเรือประมงพื้นบ้านให้แก่ชาวประมง ซึ่งจากการออกหน่วยบริการดังกล่าวทำให้ชาวประมงในพื้นที่ จ.เพชรบุรี ตื่นตัวเป็นอย่างมากกับการขอหนังสือรับรอง

วัดขนาดลำเรือ

เพื่อนำไปประกอบการจดทะเบียนกับกรมเจ้าท่าแล้ว จำนวน 142 ลำ เรือมีทะเบียนใน จ.เพชรบุรี มีจำนวน 576 ลำ และคาดว่าจะมีเรือประมงพื้นบ้านที่ยังไม่ได้มาจดทะเบียนเรือของ จ เพชรบุรี อีกประมาณ 1,000 ลำ อย่างไรก็ตาม​ ยอดรวมเรือมีทะเบียนทั่วประเทศขณะนี้ จำนวน 21,945 ลำ (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ธ.ค.2562)​

สำหรับชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่อื่นๆ กรมประมงขอเน้นย้ำว่าเพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์ของตน ขอให้​เจ้าของ​เรือประมงพื้นบ้านทุกลำไปแจ้งขอตรวจวัดเรือกับหน่วยงานกรมเจ้าท่า ภายในวันที่ 16 ธ.ค 2562 ส่วนเรือที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเรือต้องมายื่นขอหนังสือรับรองจากกรมประมงภายในวันที่ 27 ธ.ค.62 นี้เท่านั้น หากมีข้อสอบถามให้ติดต่อได้ที่กลุ่มทะเบียนและอนุญาตทำการประมง กองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ กรมประมง โทร.02 561 1418 ในวันและเวลาราชการ

“การขึ้นทะเบียนเรือประมงพื้นบ้านเพื่อให้ชาวประมงมีตัวตน ได้เข้าถึง มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อตนเอง”อธิบดีกรมประมงกล่าว

เกษตรเร่งคลอดกก.แก้ไขปัญหาเขื่อนลุ่มน้ำชีสัปดาห์หน้า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402946?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เกษตรเร่งคลอดกก.แก้ไขปัญหาเขื่อนลุ่มน้ำชีสัปดาห์หน้า

6 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
อลงกรณ์ พลบุตร,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,ลุ่มน้ำชี
เปิดอ่าน 75 ครั้ง

เกษตรเตรียมเสนอนายกฯตั้งกก.แก้ปัญหาเขื่อนลุ่มน้ำชีสัปดาห์หน้า แจงเหตุล่าช้าเพราะรอชื่อตัวแทนเครือข่ายชาวบ้าน 

6 ธันวาคม 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่าจากกรณีเครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำชี (คคช.) 200 คน ได้เดินทางไปยื่นหนังสือที่จังหวัดยโสธร

ทั้งนี้เพื่อทวงสัญญาให้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการก่อสร้างเขื่อนรัอยเอ็ด ยโสธร-พนมไพร และเขื่อนธาตุน้อยลุ่มน้ำชี เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมานั้น

ล่าสุดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมเสนอนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนลุ่มน้ำชีภายในสัปดาห์หน้าและจะนัดประชุมเพื่องางแนวทางแก้ปัญหาความเดือดร้อนประชาชนในลุ่มน้ำขีต่อไป

ส่วนสาเหตุที่ล่าช้าไปบ้างเพราะต้องรอรายชื่อกรรมการภาคประชาชนที่ส่งให้หลังจากวันที่ได้พบปะกันที่กระทรวงเกือบ 1 เดือน และได้ส่งรายชื่อให้กรมชลประทาน ซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการดำเนินตรวจสอบให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมายที่กำหนด

ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯได้ประสานกรมชลประทานทันทีและได้รับรายงานว่า ในวันที่ 6 ธันวาคมนี้ กรมชลประทานจะเสนอคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการไปยังปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ลงนามถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อเซ็นแต่งตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวภายในเดือนธันวาคมเพื่อดำเนินการจัดประชุมโดยเร็วต่อไป

นายอลงกรณ์บอกด้วยว่าที่ผ่านมา ฝ่ายเลขานุการได้เร่งรัดจัดประชุมคณะกรรมการร่วมผู้ได้รับผลกระทบจากฝายราษีไศล และฝายหัวนา จ.ศรีษะเกษ 3 ครั้ง คือวันที่ 14 วันที่ 26 และวันที่ 28 จนมีความคืบหน้าเป็นที่พอใจของทุกฝ่ายตามที่ทางกลุ่มสมัชชาคนจนได้เดินทางมาเรียกร้องให้แก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน