หมามารถ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403305?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

หมามารถ

8 ธันวาคม 2562 – 08:45 น.
หมาเมารถ
เปิดอ่าน 19 ครั้ง

คอลัมน์ – พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง  โดย – น.สพ.วิรัช ธนพัฒน์เจริญหรือหมอเล็ก viruch_dvm@yahoo.com 

สวัสดีครับ ใกล้ปีใหม่แล้ววางแผนพักผ่อนกันเรียบร้อยแล้วนะครับ

วันนี้คนรักสัตว์เลี้ยงอย่างเรา ทำอย่างไรกันบ้างครับกับน้องสุนัข แมว ไก่ ปลา เต่า กระต่าย นก หนู งู ฯลฯ หลายคนสามารถพาไปด้วยกันได้ หลายคนต้องหาที่ฝากเลี้ยง ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มีให้เลือกมากพอสมควร แต่หลายคนก็เลือกที่อยู่บ้านใช้เวลากับพวกเค้าอย่างเต็มที่ในช่วงวันหยุด

หมอขอตอบคำถามที่คนไข้ถามว่า สุนัขเมารถได้มั้ย และจะทราบได้อย่างไรว่าสุนัขเมารถ ?

สุนัขเมารถได้ครับ สำหรับคนที่เลี้ยงสุนัขมาก่อนและพาไปไหนมาไหนด้วยก็จะพอทราบว่าสุนัขเมารถมีอาการอย่างไร แต่สำหรับคนเลี้ยงมือใหม่หรือใครที่ยังไม่เคยพาสุนัขเดินทางอาจจะมึความกังวลสงสัยว่าควรทำอย่างไรบ้าง

เรามาเริ่มที่ว่าทำไมสุนัขถึงเมารถนะครับ เพราะสุนัขที่ไม่เคยเดินทางจะมีความกลัว เครียด กับสถานการณ์ที่แปลกใหม่ และบนรถมีพื้นที่จำกัด อากาศตรงที่สุนัขอยู่แอร์ถึงพอดีมั้ย หนาวไปร้อนไปหรือเปล่า กลิ่นในรถ น้ำหอมปรับอากาศเป็นสิ่งแวดล้อมที่สามารถกระตุ้นให้สุนัขเกิดอาการเมารถได้ โดยเฉพาะขณะที่รถวิ่งที่ความเร็วต่าง ๆ มีหยุดชะงัก และออกตัวเป็นระยะๆ

โดยเฉพาะการเดินทางไกลๆ สุนัขจะต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่ได้รับการฝึกจนคุ้นชินก็หนักหนาสำหรับสุนัขมากอยู่ครับ หมอขอเทียบกับคนที่ขึ้นรถโดยสารถ้าหากเราไม่ค่อยได้ใช้บริการ เวลารถเบรกเราก็จะไถลไปข้างหน้าทีข้างหลังที แต่คนที่ใช้บริการเป็นประจำจะสามารถทรงตัวและปรับตัวต่อสิ่งต่างๆ ได้อย่างดี สุนัขก็เช่นเดียวกันครับ ถ้าหากเราได้ฝึกให้สุนัขคุ้นชินกับการเดินทางอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก็จะลดปัญหาเหล่านี้ได้

แต่บางครั้งสุนัขก็ยังเมารถได้ เพราะในช่องหูส่วนในของสุนัขทำหน้าที่ในการควบคุมการทรงตัวไม่ปกติ ก็ทำให้สุนัขเมารถได้ ในกรณีอย่างนี้สามารถใช้ยาช่วยได้ แต่ต้องให้โดยสัตวแพทย์เท่านั้นครับ

ทีนี้มาดูกันครับว่าสุนัขที่เมารถมีอาการอย่างไร ง่ายๆ เลยครับ ให้สังเกตว่าสุนัขกระสับกระส่าย มีท่าทีไม่นิ่ง หรือทรงตัวไม่ดีมั้ย ชัดเจนขึ้นอีกก็คือสุนัขจะมีน้ำลายมากกว่าปกติ และบางตัวจะมีการอาเจียน หากมีสุนัขอาการไม่สบายตัว กระสับกระส่ายควรหาที่จอดรถ แล้วนำสุนัขลงไปพักผ่อนรับอากาศโปร่งๆ และให้สุนัขผ่อนคลาย จนกระทั่งอาการดีขึ้นค่อยเดินทางต่อ ระหว่างพักไม่ต้องให้อาหารหรือขนมนะครับ แต่อาจจะให้น้ำได้บ้างหลังจากพักสักครู่

ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำก่อนออกเดินทางคือ ให้อาหารในปริมาณที่น้อยกว่าปกติเพื่อไม่ให้สุนัขหิว และควรให้ก่อนออกเดินทางอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง นำสุนัขไปขับถ่ายให้เรียบร้อยและจากนั้นไม่ควรให้อาหารอีก ควรให้สุนัขได้พักทุก 2-3 ชั่วโมงระหว่างเดินทางสามารถให้น้ำ ควรพาสุนัขลงเดินเพื่อผ่อนคลายและปัสสาวะ แต่ถ้าหากเดินทางไกลมากๆ สามารถให้อาหารสุนัขได้เท่าที่จำเป็น และอย่าลืมให้พักอย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนเดินทางต่อ เพียงเท่านี้การเดินทางก็สะดวกสบายทั้งสุนัขและเราครับ

หมอขอย้ำนะครับว่า ขอให้เราเตรียมพร้อมสุนัขโดยไม่ใช้ยา แต่หากจำเป็นต้องใช้ยาก็ขอให้สัตวแพทย์เป็นผู้ดูแลเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยของสุนัขแสนรักครับ!

สำรวจอ่างเก็บน้ำแม่ข้าวต้มท่าสุดต้นแบบจัดการ”ป่าต้นน้ำ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403304?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

 สำรวจอ่างเก็บน้ำแม่ข้าวต้มท่าสุดต้นแบบจัดการ”ป่าต้นน้ำ”

8 ธันวาคม 2562 – 08:27 น.
อ่างเก็นน้ำแม่ต้มข้าวสุด
เปิดอ่าน 17 ครั้ง

 สำรวจอ่างเก็บน้ำแม่ข้าวต้มท่าสุดดูชาวบ้านบริหารจัดการ”ป่าต้นน้ำ”

พื้นที่ในตำบลท่าสุด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย รายล้อมไปด้วยภูเขา บางส่วนเป็นที่ราบเชิงเขา ในอดีตราษฎรส่วนใหญ่มีอาชีพทำไร่เลื่อนลอยปลูกพืชไร่เป็นหลัก เมื่อจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นทำให้เกิดการบุกรุกแพ้วถางพื้นที่ป่า เป็นผลให้สภาพอากาศและภูมิประเทศเปลี่ยนแปลงไป ลำห้วยเหือดแห้ง ขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ในขณะที่ฤดูฝนเกิดการชะล้างของหน้าดิน ปริมาณน้ำจำนวนมากไหลลงสู่พื้นที่ทางตอนล่างด้วยความรวดเร็ว สร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินมาอย่างต่อเนื่อง

จากวิกฤตการณ์ดังกล่าว ราษฎรจึงได้ขอพระราชทานความช่วยเหลือเพื่อก่อสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ ณ บ้านแม่ข้าวต้มท่าสุด ตำบลท่าสุด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงรับไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเมื่อปี 2533

     “ท่องโลกเกษตร“อาทิตย์นี้ตามองคมนตรี”พลากร สุวรรณรัฐ” ในฐานะประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมคณะอนุกรรมการฯ นำคณะผู้บริหารสำนักงานกปรลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมชมและติดตามความคืบหน้าในการใช้ประโยชน์ของโครงการฯ ซึ่งพบว่าปัจจุบันมีราษฎรจำนวน 2,212 ครัวเรือน รวม 5,198 คน มีน้ำอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอ รวมทั้งเป็นแหล่งน้ำสนับสนุนพื้นที่เกษตรกรรมได้ถึง 1,800 ไร่ โดยราษฎรสามารถปลูกข้าวได้ทั้งข้าวนาปีและข้าวนาปรัง โดยข้าวนาปีได้ผลผลิตเฉลี่ย 750 ถึง 800 กิโลกรัมต่อไร่ ข้าวนาปรังเฉลี่ย 900 กิโลกรัมต่อไร่ นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกันดูแลบำรุงรักษาอ่างเก็บน้ำ และรักษาป่าต้นน้ำลำธารในรูปแบบของกลุ่มผู้ใช้น้ำอ่างเก็บน้ำแม่ข้าวต้มท่าสุดอีกด้วย

ในการนี้องคมนตรีได้พบปะเยี่ยมราษฎร รับทราบปัญหาอุปสรรคและความต้องการการใช้น้ำเพื่อนำไปพัฒนาต่อยอด ขยายผล ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมกล่าวชื่นชมการบริหารจัดการน้ำและการดูแลรักษาป่าต้นน้ำของราษฎรที่ได้รับประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำฯ ด้วยว่า

ความร่วมมือร่วมใจกันของราษฎรในพื้นที่แห่งนี้นับเป็นแบบอย่างที่ดีที่หลาย ๆ พื้นที่ที่มีอ่างเก็นน้ำควรเอาเยี่ยงอย่าง โดยเฉพาะการปลูกป่าและรักษาป่าต้นน้ำที่สามารถทำให้ป่าไม้ช่วยเก็บกักน้ำไว้ในป่าตามธรรมชาติแล้วค่อย ๆ ซึมซับมายังอ่างเก็บน้ำทำให้อ่างเก็นน้ำมีปริมาณน้ำที่เต็มอ่างตลอดทั้งปีแม้จะเป็นช่วงฤดูแล้งก็ตาม ทำให้ราษฎรในพื้นที่มีน้ำเพียงพอในการนำมาใช้อุปโภคบริโภคและทำการเกษตรอย่างเพียงพอตลอดทั้งปี

“กลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่อ่างเก็บน้ำอื่น ๆ ควรเข้ามาศึกษาดูงานการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ รวมถึงแนวทางในการปลูกและดูแลรักษาป่าแล้วนำกลับไปใช้ในพื้นที่ของตนเอง” องคมนตรีกล่าว

บุญช้วน อุ้ยน้ำเที่ยง ผู้ใหญ่บ้านบ้านท่าสุด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เล่าให้ฟังว่า จากอดีตที่ทุกคนในหมู่บ้านประสบปัญหาความแห้งแล้งและน้ำท่วม ทำให้เข้าใจว่าหากมีป่าที่สมบูรณ์ทางตอนเหนือของอ่างเก็บน้ำ ปริมาณน้ำในอ่างจะเพียงพอกับความต้องการของชุมชน ทุกคนจึงช่วยกันดูแลป่าไม้ในพื้นที่เป็นอย่างดี

“ไม่มีการเข้าไปตัดหรือทำลาย ทุกครั้งที่เดินทางเข้าป่าเพื่อหาของป่าก็จะนำเอากล้าไม้ติดมือเข้าไปปลูกในพื้นที่ด้วย ทำกันอย่างนี้ทุกคนและต่อเนื่อง แม้แต่ปัจจุบันก็ยังทำกันอยู่ สภาพป่าจึงสมบูรณ์ เป็นผลให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำมีมากและไม่เคยขาดแคลน เพราะพื้นที่เหนืออ่างเก็บน้ำมีป่าไม้ช่วยดูดซับน้ำในหน้าฝนเอาไว้”ผู้ใหญ่บ้านบ้านท่าสุดกล่าว

ขณะที่ คำจันทร์ ยาโน หนึ่งในราษฎรที่ได้รับประโยชน์จากโครงการฯอีกราย ซึ่งมีอาชีพทำการเกษตรและแกะสลักไม้เป็นผลิตภัณฑ์และเครื่องประดับ เผยว่า ในพื้นที่มีราษฎรจำนวนหนึ่งที่มีอาชีพแกะสลักไม้ ซึ่งในอดีตจะนำไม้จากป่ามาแกะสลักเพื่อจำหน่ายหารายได้ แต่เมื่อประสบปัญหาป่าลดจำนวนลง ทำให้ทุกคนไม่ตัดไม้อีกต่อไป แต่ก็ไม่ได้กระทบกระเทือนกับอาชีพช่างแกะสลักไม้ ทุกคนที่มีอาชีพนี้ก็ยังคงแกะสลักดังเดิม เพียงแต่ไม่แกะสลักจากไม้ที่ตัดใหม่ จะทำจากตอไม้ที่มีอยู่ในหัวไร่ปลายนาซึ่งมีอยู่จำนวนมาก เนื่องจากในอดีตที่มีการตัดต้นไม้เพื่อทำไร่เลื่อนลอย

“อาชีพนี้ยังอยู่ได้ และดูเหมือนจะได้รับความนิยมมากกว่าที่ผ่านมาด้วย เพราะตอไม้จากไร่จะมีความแข็งแรงผ่านการถูกเผามาแล้ว จึงเป็นไม้เนื้อแข็งที่มีความทนทาน ขณะที่ลวดลายต่าง ๆ ก็สวยงามกว่า ทุกคนที่แกะสลักตอไม้จะเอาตอไม้จากในไร่มาทำ ซึ่งเจ้าของพื้นที่ก็ยินดีเพราะจะช่วยให้แปลงเพาะปลูกของเขาไม่มีตอไม้เกะกะเมื่อต้องการปลูกพืช”  คำจันทร์กล่าว

อย่างไรก็ตามสำหรับอ่างเก็บน้ำแม่ข้าวต้มท่าสุด อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก่อสร้างแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2538 เป็นอ่างเก็บน้ำที่มีขนาดความจุที่ระดับเก็บกัก 520,000 ลูกบาศก์เมตร สามารถช่วยเหลือราษฎร 6 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 2 บ้านสันต้นกอก, หมู่ที่ 3 บ้านแม่ข้าวต้มท่าสุด, หมู่ที่ 4 บ้านห้วยเคียน, หมู่ที่ 5 บ้านบ่อทอง, หมู่ที่ 8 บ้านศรีวิเชียร และหมู่ที่ 10 บ้านแม่ข้าวต้มท่าสุด โดยมีราษฎรในพื้นที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มผู้ใช้น้ำ บริหารจัดการน้ำและช่วยดูแลรักษาอ่างเก็บน้ำให้สามารถใช้งานได้อย่างยาวนาน พร้อมปลูกป่าทางตอนบนของอ่างเก็บน้ำ ซึ่งใช้พันธุ์ไม้ดั้งเดิมและปลูกมาอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่มีเพิ่มขึ้น

ปิดฉากปารีณารุกที่สปก.ให้เวลา 7 วันส่งคืนไม่เอาผิด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403301?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ปิดฉากปารีณารุกที่สปก.ให้เวลา 7 วันส่งคืนไม่เอาผิด

8 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ปารีณา,สปก,ฟาร์มไก่,ธรรมนัส
เปิดอ่าน 134 ครั้ง

ธรรมนัส ปิดฉากปารีณารุกสปก.นำทีมลงราชบุรีรับมอบที่ดินส.ป.ก.682 ไร่ให้เวลา 7 วันเคลียร์ ไม่เอาผิดทางกฎหมาย

8 ธันวาคม 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายชยาวุธ จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

ได้เดินทางที่ฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม หมู่ 6 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี   หลังจากได้รับหนังสือแจ้งจาก นางสาวส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ที่ได้แสดงความจำนงในการขอส่งคืนพื้นที่ตาม ภ.บ.ท.5 รวม 29 แปลง รวม 682 ไร่ เพื่อเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร

ทั้งนี้ น.ส.ปารีณา ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ นายสมใจ สะทองเลียบ นำเอกสารประกอบด้วยหนังสือมอบอำนาจในการส่งคืนพื้นที่ โดยนายสมใจได้นำคณะทั้งหมดพร้อมสื่อมวลชนเดินเข้าไปชี้แนวเขตของพื้นที่และสำรวจโรงเรือนเลี้ยงไก่ ซึ่งได้ย้ายไก่ออกไปหมดแล้ว

ร้อยเอกธรรมนัส  บอกว่าน.ส.ปารีณา ได้ส่งหนังสือถึงนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เรื่อง ขอส่งคืนพื้นที่ตาม ภ.บ.ท.5 เพื่อข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร  โดยหลังจากนี้ น.ส.ปารีณาจะไม่สามารถดำเนินกิจกรรมใดๆในที่ ส.ป.ก.ทั้ง 29 แปลงนี้ และจะให้เวลาขนของออก 7 วันนับจากวันนี้

ส่วนโรงเรือนเสาไฟฟ้าปักที่โรงไก่สิ่งก่อสร้างถ้าจะรื้อออกก็ให้อยู่ในเวลาที่กำหนด และยืนยันว่าได้ทำงานเร็วที่สุดแล้ว ส่วนเรื่องการดำเนินดคี กรณีของน.ส.ปารีณา ครอบครองพื้นที่นี้มาก่อนที่จะมีกฎหมายปฏิรูปที่ดิน และเมื่อคุณปารีณาส่งมอบคืนให้รัฐ ตามกฎหมาย ส.ป.ก.จึงไม่สามารถเอาผิดได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเขาสนฟาร์ม บริเวณที่ตั้งฟาร์มไก่ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐบรรยากาศเงียบเหงามีรถบรรทุก เข้าออกตลอดเวลา  โดยคาดว่าน่าจะดำเนินการขนย้ายข้าวของ อุปกรณ์ เครื่องจัก เครื่องมือ ในฟาร์มไก่ออก หลังจากมีกระแสข่าวว่า น.ส.ปารีณา ได้ทำหนังสือมอบคืนที่ ส.ป.ก. จำนวน 682 ไร่ แก่ทางการแล้วในวันที่ 6 ธ.ค.2562

เร่งขับเคลื่อนฟาร์มโคนมขนาดเล็กสืบสานอาชีพโคนมจากรุ่นสู่รุ่น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403262?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เร่งขับเคลื่อนฟาร์มโคนมขนาดเล็กสืบสานอาชีพโคนมจากรุ่นสู่รุ่น

7 ธันวาคม 2562 – 17:13 น.
อสค,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,โคนม,ห้องเรียนศาสตร์พระราชา
เปิดอ่าน 53 ครั้ง

อ.ส.ค.เร่งขับเคลื่อนฟาร์มโคนมขนาดเล็กในโรงเรียนผุดหลักสูตร ห้องเรียนศาสตร์พระราชา สอนวิชาเลี้ยงโคนม สืบสาน ต่อยอดจากรุ่นสู่รุ่น

7 ธันวาคม 2562 อ.ส.ค.เร่งติดตามความก้าวหน้าการส่งเสริม “ฟาร์มโคนมขนาดเล็ก”ในโรงเรียน ขยายผลผุดหลักสูตร“ห้องเรียนศาสตร์พระราชา” สอนวิชาการผลิตโคนมในโรงเรียน หวังนักเรียนสัมผัสกระบวนการเลี้ยงและรีดน้ำนมโคแบบครบวงจร  มุ่งสืบสาน  รักษา ต่อยอด โคนมอาชีพพระราชทานของรัชกาลที่ ๙ ให้มีความยั่งยืนตลอดไป

ที่โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี จังหวัดสกลนคร  ต.พังขว้าง  อ.เมืองสกลนคร จ.สกลนคร  ดร.ณรงค์ฤทธิ์  วงศ์สุวรรณ  ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) พร้อมคณะผู้บริหารอ.ส.คได้เดินทางมาติดตามความก้าวหน้า”โครงการศูนย์การเรียนรู้และถ่ายทอดการศึกษาการเลี้ยงโคนมในโรงเรียน”แห่งแรกของประเทศไทย ภายใต้การบูรณาการความร่วมมือระหว่างอ.ส.ค  กรมปศุสัตว์และหน่วยงานในพื้นที่

ดร.ณรงค์ฤทธิ์  กล่าวว่า   ตามที่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้มีนโยบายให้โรงเรียนต่างๆในชุมชนมีการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับ“โคนมอาชีพพระราชทาน” เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้สัมผัสกระบวนการเลี้ยงและรีดนมโคแบบครบวงจร เพื่อเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกให้เด็กนักเรียนหันมาสนใจและใส่ใจในอาชีพการเลี้ยงโคนมมากขึ้น เพื่อสืบสาน  รักษา ต่อยอด โคนมอาชีพพระราชทานของรัชกาลที่ ๙ ให้มีความยั่งยืนตลอดไป   รวมทั้งมีความเข้าใจและเชื่อมั่นในขบวนการผลิตโครงการอาหารเสริม(นม) โรงเรียนก่อนนำมาแจกจ่ายให้เด็กดื่มกินซึ่งถือเป็นโครงการภายใต้นโยบายสำคัญรัฐบาลมากยิ่งขึ้น

ดร.ณรงค์ฤทธิ์  กล่าวต่อว่า    นโยบายดังกล่าวถือว่าสอดคล้องกับแนวการดำเนินงานของอ.ส.ค.  ที่ได้ส่งเสริมโคนมอาชีพพระราทานมาอย่างต่อเนื่อง  ด้วยการส่งเสริม สนับสนุนให้มีการสานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมจากรุ่นสู่รุ่นโดยการสร้างเยาวชนให้มีความสนใจและภาคภูมิใจในอาชีพการเลี้ยงโคนมซึ่งเป็นอาชีพพระราชทาน เพื่อสืบสานแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช  บรมนาถบพิตรและเพื่อให้เด็กรุ่นหลังได้รับการเรียน  การสอน  และการปลูกฝังอาชีพการเลี้ยงโคนมจากโรงเรียน

โดยในปี ๒๕๕๘ อ.ส.ค.ได้สนับสนุนให้มีฟาร์มโคนมขนาดเล็กในโรงเรียนเพื่อใช้เลี้ยงโคนมใน “โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี” นำร่องเป็นโรงเรียนแรก ภายใต้ “โครงการศูนย์การเรียนรู้และถ่ายทอดการศึกษาการเลี้ยงโคนมในโรงเรียน” โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างอ.ส.ค. กรมปศุสัตว์และหน่วยงานในพื้นที่

จากนั้นใน ๒๕๕๙ได้สนับสนุนโคสาวท้องแรก ๕ ตัวกับโรงเรียนมูลค่า ๒๕๐,๐๐๐ บาทและเงินสนับสนุนในการจัดตั้งฟาร์มโคนมมูลค่า ๔๐๐,๐๐๐ บาท  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ให้แก่นักเรียน ได้มีองค์ความรู้ด้านโคนม ที่สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย  เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติจนเกิดทักษะทางด้านการเลี้ยงโคนมที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ  และเพื่อให้นักเรียนได้นำความรู้และทักษะไปพัฒนาให้เกิดประโยชน์และขยายผลการเลี้ยงโคนมในพื้นที่   จากนั้นในปี ๒๕๖๐ ได้สนับสนุนงบประมาณในการต่อเติมโรงเรือนของศูนย์เรียนรู้ฯ จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาทเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพศูนย์เรียนรู้ฯให้มีมาตรฐานมีพื้นที่รองรับปริมาณโคนมที่เพิ่มขึ้น

จากนั้นในปี ๒๕๖๒  อ.ส.ค.ได้เปิดหลักสูตร “ห้องเรียนศาสตร์พระราชา”   โดยมีวิชาหลักคือวิชาการผลิตโคนม โดยมอบโคนมทั้งที่เป็นแม่โคและลูกโครวม ๑๓ ตัวให้กับโรงเรียน   ซึ่งจากผลดำเนินการให้น้ำนมดิบเฉลี่ย ๓๕  กก.ต่อวัน รายได้เข้าโครงการประมาณ ๑๓,๐๐๐ บาท/เดือน  โดยได้รับความอนุเคราะห์หญ้าแห้งจากกรมปศุสัตว์ปีละ ๕๐๐-๖๐๐  ฟ่อน  รวมทั้งเข้ามาดูแลรักษาและผสมเทียม  ส่วนอาหารข้นทางโรงเรียนจะซื้อเองโดยใช้งบประมาณจากรายได้โครงการ นอกจากนี้โรงเรียนยังได้ปลูกหญ้าสดเพื่อใช้เป็นอาหารโคนมจำนวน ๓ แปลงพื้นที่ประมาณ ๑๐ ไร่  ๑๔

สำหรับแนวทางขับเคลื่อน สืบสาน  รักษา ต่อยอดในอนาคต     อ.ส.ค.มีแผนที่จะเพิ่มประสิทธิภาพโครงการและพัฒนาวิธีการให้ทันสมัยแตกต่างจากรูปแบบเดิม   เช่น  การถ่ายทอดให้ความรู้โดยการนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการฟาร์ม  การดูแลสุขภาพให้ความรู้ใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง  โดยให้ชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงได้เข้ามาศึกษาและเรียนรู้การเลี้ยงโคนมมากยิ่งขึ้น   เพื่อปลูกฝังโคนมอาชีพพระราชทานแก่เด็กและเยาวชนนำไปสืบสาน ต่อยอดตามพระราชปณิธาน ของในหลวง รัชกาลที่ ๙ ให้เป็นอาชีพที่มั่นคง ยั่งยืนของไทยตลอดไป

“อ.ส.คจะเร่งเดินหน้าขับเคลื่อน ต่อยอด ขยายผลตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีในการส่งเสริม สนับสนุนให้มีการสานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมจากรุ่นสู่รุ่น  โดยการสร้างเยาวชนให้มีความสนใจและภาคภูมิใจในอาชีพการเลี้ยงโคนมซึ่งเป็นอาชีพพระราชทานและสามารถนำไปขยายผลในชุมชนต่อไปรวมทั้งเห็นความสำคัญโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียนของรัฐบาลอีกทางหนึ่งด้วย” ดร.ณรงค์ฤทธิ์   กล่าว

“ดิฟเฟนบาเกีย”มีประโยชน์มากกว่าใช้ต้นประดับ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402007?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“ดิฟเฟนบาเกีย”มีประโยชน์มากกว่าใช้ต้นประดับ

7 ธันวาคม 2562 – 04:47 น.
ดิฟเฟนบาเกีย
เปิดอ่าน 175 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้ใบทำเงิน โดย- อุดม ฐิตวัฒนะสกุล udomgarden1@gmail.com 

 ต่อจากเสาร์ที่แล้ว  

คราวที่แล้วพูดถึง“ดิฟเฟนบาเกีย(Dieffenbachia)”ที่เป็นไม้อีกทางเลือกในวงการไม้ประดับ วันนี้มาว่ากันในเรื่องการประดับตกแต่งไม้ชนิดนี้ นอกจากพื้นฐานของการใช้ต้นปลูกลงในภาชนะเพื่อใช้วางจัดสถานที่ให้ดูสวยงามหรือใช้ตกแต่งพื้นที่ให้ดูมีมิติเป็นธรรมชาติแบบอยู่แทรกตัวกับสิ่งปลูกสร้างได้อย่างกลมกลืนและลงตัวแล้ว ยังมีการใช้ประโยชน์ในรูปแบบการตัดใบประดับคล้ายกับการใช้ใบของไม้ชนิดอื่นๆที่มีมาก่อนหน้านี้

โดยการตัดใบ”ดิฟเฟนบาเกีย”นั้น ต้องมีอุปกรณ์ป้องกันการสัมผัสกับน้ำยางโดยตรง และมีขั้นตอนหลังการตัดที่ต้องวางให้น้ำยางแห้งจากรอยบาดแผลที่โคนก้านใบ พร้อมกับการคัดขนาดและคุณภาพ แล้วจึงนำไปมัดรวมเป็นกำ จากนั้นจึงค่อยจุ่มน้ำให้มิดแล้วยกขึ้นทันทีเพื่อวางเรียงแบบตั้งก้านใบโดยไม่ต้องใส่น้ำในภาชนะนั้น ใบก็ยังคงความสดพร้อมส่งต่อไปถึงมือผู้ใช้ยังปลายทางที่กระผมเห็นมีการจำหน่ายในตลาดค้าส่งของหลายๆเมืองที่มีขนาดการใช้ใหญ่กว่าในบ้านเรามาก

ด้วยรูปแบบการใช้ที่มีอยู่และมีการพัฒนาจนมีรูปแบบที่ต่างไปจากเดิมก็มิได้หมายความว่าจะหยุดรูปแบบการใช้ไม้ชนิดนี้ไว้เพียงเท่านั้น แต่ยังมีการคิดที่จะนำพืชสกุลนี้ที่รู้ว่ามีอันตรายในเรื่องของความเป็นพิษมาปลูกเสริมคุณค่าให้เป็นอาณาเขตรูปแบบรั้วธรรมชาติ

โดยใช้ไม้สกุลนี้ปลูกลงดินให้เติบโตสร้างเป็นแนวเขตป้องกันสิ่งมีชีวิตหลายประเภทรุกล้ำผ่านแนวกลุ่มไม้ชนิดนี้เข้าไปในเขตพื้นที่สงวน ทั้งยังเป็นรั้วต้นไม้ที่มีความสวยงามไปในตัว ช่วยเป็นแนวป้องกันสัตว์บางประเภทที่มักรู้ตามสัญชาตญาณและรับรู้ได้จากการสัมผัส และโดยทั่วไปไม้ชนิดนี้จะเจริญเติบโตได้ดีในสภาพที่มีความชื้นและร่มเงาจากสภาพแวดล้อมจนปรับตัวให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งในระบบนิเวศนั้นๆได้ดี

และเมื่อเวลาที่ไม่ต้องการแล้วก็สามารถจัดการได้ไม่ยาก ถึงกระนั้นพืชที่ดูน่ากลัวชนิดนี้ก็ยังกลับได้ช่วยเพิ่มมูลค่าและแนวทางการใช้ในรูปแบบการประดับ โดยเฉพาะยิ่งเป็นพืชที่อีกหลาย ๆ คนยังไม่รู้และเข้าใจ ก็มักเกิดความกลัวจนไม่กล้าที่จะปลูกหรือแม้แต่จะเข้าใกล้เสียด้วยซ้ำ ประหนึ่งราวคล้ายกับอสรพิษที่เห็นแต่เพียงภายนอกก็นึกกลัวไว้ก่อน ทั้งที่ส่วนใหญ่อาจแค่มีรูปร่างคล้ายกันแต่ปราศจากพิษ

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีการสอนให้กลัวไว้ก่อน เพราะหากพลาดด้วยความไร้ซึ่งความยำเกรง ก็อาจเกิดสิ่งที่ยากต่อการแก้ไข เมื่อเทียบกับไม้สกุลนี้ คนที่จะใช้หรือมีวิถีร่วมคงต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจถึงศักยภาพและข้อจำกัดที่มีอยู่ เพื่อประโยชน์ที่ดีกว่าเดิมและได้รู้ว่า ไม้ประดับที่เคยถูกกล่าวขานไว้ถึงความน่ากลัวก็อาจช่วยสร้างงาน เพิ่มมูลค่า มีการใช้ได้อย่างหลากหลายให้ได้ตอบโจทย์ในวัตถุประสงค์ของการใช้ได้ในทิศทางที่ต้องการต่อไป

เฉลิมชัย ย้ำทุกจังหวัดเตรียมแผนรับมืออุทกภัย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403087?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เฉลิมชัย ย้ำทุกจังหวัดเตรียมแผนรับมืออุทกภัย

6 ธันวาคม 2562 – 14:23 น.
รับมืออุทกภัย,เฉลิมชัยล่องใต้
เปิดอ่าน 92 ครั้ง

“เฉลิมชัย” นำทีมลงใต้ ติดตามสถานการณ์น้ำ สร้างความมั่นใจในการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยใน อ.หาดใหญ่ ย้ำทุกจังหวัดเตรียมแผนรับมือเพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด

6 ธ.ค.2562-นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ และความคืบหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ (ระยะที่ 2) จังหวัดสงขลา โดยมี นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน นายปริญญา สัคคะนายก ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 15 รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 16 และนายเสริมชัย เซียวศิริถาวร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องให้การต้อนรับและบรรยายสรุปความก้าวหน้าของโครงการฯ  ณ สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 11  อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก่อนลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมบริเวณก่อสร้างประตูระบายน้ำหน้าควน คลองภูมินารถดำริ (คลองระบายน้ำ ร.1)

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญในเรื่องการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่เป็นอย่างมาก จากการลงพื้นที่ติดตามงานก่อสร้างปรับปรุงคลองระบายน้ำ ร.1 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในวันนี้ ซึ่งเป็นครั้งที่ 2 ที่ตรวจเยี่ยม มีความคืบหน้าไปแล้วประมาณร้อยละ 68 เป็นที่น่าพอใจ ซึ่งได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งวางแผนและเตรียมความพร้อมล่วงหน้าในการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในช่วงมรสุมเพื่อให้สามารถระบายน้ำได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งคาดว่าหากเกิดฝนตกหนักเหมือนปี 2553 ก็สามารถรับมือได้ จึงขอให้ชาวหาดใหญ่มั่นใจได้

รมว.เกษตรฯ กล่าวต่อไปว่า อ.หาดใหญ่ ถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งในปี 2531, 2534 และ ปี 2553 ได้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ทำให้มีมูลค่าความเสียหาย กว่า 10,000 ล้านบาท เสียหายมากกว่าพื้นที่การเกษตรโดยทั่วไป ดังนั้นได้กำชับให้สำนักชลประทานทุกแห่งทั่วประเทศเตรียมความพร้อมวางแผนล่วงหน้า  เตรียมเครื่องจักรเครื่องมือให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน หากขาดสิ่งใดให้แจ้งมาที่กรมชลประทาน อย่างไรก็ตามนอกจากการป้องกันอุทกภัยแล้ว จะต้องหามาตรการบริหารจัดการน้ำให้มีเพียงพอต่อการอุปโภค บริโภค และภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นต่อไป เน้นย้ำว่าต้องให้เกิดความเดือดร้อนน้อยที่สุด นอกจากนี้ในเรื่องของงบประมาณการดำเนินงานก่อสร้างต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก เพื่อให้โครงการแล้วเสร็จ สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป


ด้าน นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ (ระยะที่ 2) เป็นโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองระบายน้ำ ร.1 จากเดิมสามารถระบายน้ำได้ 465 ลบ.ม./วินาที เพิ่มเป็น 1,200 ลบ.ม./วินาที เมื่อรวมกับปริมาณน้ำที่ระบายผ่านคลองอู่ตะเภาในอัตรา 465 ลบ.ม./วินาที ทำให้สามารถเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำได้สูงสุดรวมกันประมาณ 1,665 ลบ.ม./วินาที ปัจจุบันแม้ว่าคลองระบายน้ำ ร.1 จะยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ แต่องค์ประกอบหลักเช่น ประตูระบายน้ำหน้าควน 2 ซึ่งเป็นจุดที่จะแบ่งน้ำมาจากคลองอู่ตะเภา ได้ดำเนินการก่อสร้างและติดตั้งบานระบายน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว

สามารถบริหารจัดการน้ำโดยการเปิดปิดบาน เพื่อควบคุมปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่คลองระบายน้ำ ร.1 และคลองระบายน้ำ ร.1 ซึ่งได้ทำการปรับปรุงโดยการขุดขยายความกว้างของคลองระบายน้ำจากเดิมท้องคลองกว้าง 24 เมตร ขยายเป็น 70 เมตร พร้อมทั้งก่อสร้างกำแพงคอนกรีต แล้วเสร็จไปกว่าร้อยละ 80 ทำให้คลองระบายน้ำ ร.1 ในปัจจุบันจะสามารถช่วยในการระบายน้ำในช่วงฤดูฝนนี้ได้สูงสุดประมาณ 1,000 ลบ.ม./วินาที โดยภาพรวมมีความคืบหน้าไปแล้วประมาณร้อยละ 68

“หากโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ (ระยะที่ 2) แล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำและบรรเทาปัญหาอุทกภัยในเขตอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่สร้างรายได้หลักที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศได้เป็นอย่างมาก” นายประพิศ กล่าว

สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ ปัจจุบันลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา จังหวัดสงขลา ที่สถานีวัดน้ำท่า X.173 A บ้านม่วงก็อง อำเภอสะเดา ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 6.17 เมตร ที่สถานีวัดน้ำ X.90 บ้านบางศาลา อำเภอคลองหอยโข่ง ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 6.56 เมตร ส่วนที่ประตูระบายน้ำคลองอู่ตะเภา อำเภอหาดใหญ่ มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 19.34 ลบ.ม. ต่อวินาที ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่ง 6.1 เมตร และที่สถานีวัดน้ำ X.44 อำเภอหาดใหญ่ มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 29.8 ลบ.ม. ต่อวินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 6.72 เมตร แนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

ส่วนสำนักชลประทานที่ 16 รายงานปริมาณฝนสะสมจังหวัดสงขลา อยู่ที่ 1,402.2 มม. คิดเป็น 71.5% ต่ำกว่าปริมาณฝนเฉลี่ยสะสม 28.5% ปริมาณอ่างเก็บน้ำขนาดกลางจังหวัดสงขลา จำนวน 3 แห่ง ปริมาณน้ำเก็บกัก 84.161 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 51.554 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 61.26% และสภาพน้ำท่าในลุ่มน้ำอู่ตะเภาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ตลอดจนมีการวางแผนเตรียมความพร้อมเผชิญเหตุและป้องกันอุทกภัยในพื้นที่เฝ้าระวัง ทั้ง 4 จังหวัด ได้แก่ จ.สงขลา จ.ตรัง จ.พัทลุง และ จ.สตูล มีการเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำไว้ให้เพียงพอ

ด่วน! ‘ปารีณา’ยอมจำนนคืนฟาร์มไก่ 682 ไร่ ‘ธรรมนัส’ลั่นไม่แจ้งความเอาผิด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458783

news_default

ด่วน! ‘ปารีณา’ยอมจำนนคืนฟาร์มไก่ 682 ไร่ ‘ธรรมนัส’ลั่นไม่แจ้งความเอาผิด

วันเสาร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 16.00 น.

“ธรรมนัส”พร้อมด้วยเลขา ส.ป.ก. ลงพื้นที่เข้าสนฟาร์มไก่ ที่ราชบุรีรับมอบพื้นที่ ส.ป.ก.จำนวน 682 ไร่ คืนจาก “เอ๋ ปารีณา” พร้อมให้จังหวัดราชบุรีนำป้ายประกาศยึดคืนและห้ามใช้พื้นที่ ก่อนจัดสรรให้เกษตรกรได้เข้าทำกินต่อไป ลั่นไม่แจ้งเอาผิดเพราะเจ้าตัวประสงค์คืน

เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 7 ธันวาคม 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบฟาร์มไก่ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ภายในเขาสนหมู่ 6 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี หลังจากก่อนหน้านี่้ ส.ป.ก.ทำหนังสืออย่างเป็นทางการ ถึงน.ส.ปารีณา ให้คืนที่ดินจำนวน 682 ไร่ บริเวณฟาร์มไก่ ให้กับ ส.ป.ก.ภายใน 7 วัน หากไม่ยอมคืน จะใช้คำสั่งตามม.44 ยึดคืนทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ปารีณา ได้เขียนหนังสือมอบอำนาจให้ นายสมใจ สระทองเรียบ ผู้ดูแลฟาร์มไก่ และเป็นคนสนิท ให้นำเอกสารส่งมอบพื้นที่ดินเขาสนฟาร์มไก่คืนให้กับรัฐ โดยมอบให้กับ ร.อ.ธรรมนัส มีนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งเสริม เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก) และ นายชยาวุธ จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นพยาน

จากนั้น นายสมใจ ได้พาร.อ.ธรรมนัส พร้อมด้วยคณะและสื่อมวลชน เข้าไปตรวจพื้นที่ภายในฟาร์มเพื่อดูพื้นที่ต่างๆ รวมไปถึงทรัพย์สินภายในที่อยู่ในพื้นที่ของส.ป.ก. ทั้งหมด โดยที่นายสมใจ ได้กล่าวยืนยันกับ ร.อ.ธรรมนัส ว่า น.ส.ปารีณา ยืนยันคืนพื้นที่ทั้งหมดให้กับทางรัฐ รวมไปถึงอาคารต่างๆ โรงเลี้ยงไก่ และอุปกรณ์ภายในต่างๆ ให้กับรัฐ เพื่อที่จะนำไปทำให้เกิดประโยชน์กับทางชุมชน โดยไม่มีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างใดๆ

สำหรับที่ดินเขาสนฟาร์มไก่ เป็นพื้นที่ ของ ส.ป.ก.จำนวน 682 ไร่ ประกอบด้วย แปลงหมายเลข 73 เนื้อที่ 417 ไร่ ทำโรงเลี้ยงไก่ แปลงหมายเลข 75 เนื้อที่ 190 ไร่ เลี้ยงวัว-ปลูกหญ้า แปลงหมายเลข CL.424 เนื้อที่ 48 ไร่ เลี้ยงวัว-ปลูกหญ้า และแปลงหมายเลข 74 เนื้อที่ 27 ไร่ ใช้วางมูลไก่

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า วันนี้ที่ลงมารับมอบพื้นที่คือเนื่องจาก น.ส.ปารีณา ได้ทำหนังสือส่งมอบคืนที่ดินทั้งหมดให้ทางเลขา ส.ป.ก. เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และวันนี้ตนได้มาราชการที่จังหวัดราชบุรี จึงได้ถือโอกาสเข้ามารับมอบคืนพื้นที่ด้วยตนเอง หลังจากนี้การดำเนินการต่อไปคือ ทาง ส.ป.ก.จะดำเนินการตามที่ผู้ครอบครองร้องขอมา ซึ่งทาง ส.ป.ก.ไม่ได้ดำเนินการทำเครื่องขับไร่ เป็นการที่ทางผู้ครอบครองได้ยินยอมที่ส่งมอบคืนพื้นที่เอง

ส่วนประเด็นที่สอบถามว่าจะมีการดำเนินคดีกับ น.ส.ปารีณาหรือไม่นั้น ตรงนี้ต้องเรียนว่า ทาง ส.ป.ก.ไม่มีการดำเนินคดีใดๆ กับทางน.ส.ปารีณาเนื่องจากมีการครอบครองมาก่อนที่จะมีการประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน เราได้รับมอบมาจากกรมป่าไม้พร้อมผู้ครอบครอง ในกรณีนี้จึงถือว่าการที่น.ส.ปารีณาส่งมอบที่ดินคืนหลวงซึ่งถือว่าเป็นที่ดินของรัฐ ในส่วนของ ส.ป.ก.ก็จะดำเนินการรับพื้นที่ทั้งหมดคืนมาเพื่อจัดสรรให้เกษตรกรผู้ทำกิน และผู้ที่ไร้ที่อยู่ ผู้เดือดร้อนต่อไป

“ในเมื่อทางคุณปารีณา ทำหนังสือถึงเลขา ส.ป.ก.ขอคืนพื้นที่ดินทั้งหมดที่ตัวเองเข้าใจว่า เป็นพื้นที่การเสียภาษีบำรุงท้องถิ่น หรือ ภบท.5 แต่ข้อเท็จจริงมันเป็นพื้นที่ของทาง ส.ป.ก. ในเรื่องนี้ไม่ใช่ว่า เราไม่เอาความผิด แต่เราต้องดูว่ากฎหมายของ ส.ป.ก.ว่าด้วยอะไร เราต้องทำตามกฎหมาย ไม่ใช่เราละเว้นไม่ปฏิบัติ ไม่บังคับใช้กฎหมายกับใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่เราใช้เหมือนกันหมด ที่ดินแปลงอื่นก็เช่นกันหากครอบครองมาก่อนการประกาศการปฏิรูปที่ดิน เราก็ใช้เหมือนกันหมด ส่วนกรณีดื้อไม่ยอมคืนเราก็จะใช้ มาตรา 44 ในการยึดคืนเหมือนกันทุกคน ตรงนี้เราจึงไม่มองว่าทางคุณเอ๋ เป็นการเข้ามาบุกรุกพื้นที่ของ ส.ป.ก. เพราะคุณเอ๋นั้นอยู่มาก่อน ซึ่งทางกรมป่าไม้ส่งมอบมาให้เราอย่างนั้นเราจึงปฏิบัติตามกฎหมายของเรา”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ในส่วนกรณีที่มีการระบุในเรื่องพื้นที่ทั้งหมด 1706 ไร่นั้น ตามที่เป็นข่าวในสื่อต่างๆ เรื่องนี้ต้องเรียนว่า ทางน.ส.ปารีณา น่าจะเป็นการคิดไปเองว่า พื้นที่ที่ตนเองครอบครองอยู่นั้นมีทั้งหมด 1,706 ไร่ แต่จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว เรารางวัดแล้วมีเพียง 682 ไร่เท่านั้นเอง ตอนแรกเราก็เข้าใจตามนั้นตรงนี้เราได้ทำการรังวัดแล้ว สอบแนวเขตแล้วประกอบกับแผนที่ ส.ป.ก. ก็ตรงกัน จึงยืนยันว่ามีเพียง 682 ไร่ชัดเจน

“จากประเด็นที่จะมองว่าตนเองนั้นอยู่พรรคเดียวกับทางคุณเอ๋ ปารีณานั้น ตรงนี้ต้องตอบว่า ผมทำเร็วที่สุดแล้ว ทำไวกว่าหน่วยงานอื่น ต่างจากประเด็นที่ถ้าเราประกาศเป็นพื้นที่ของ ส.ป.ก.แล้ว ถ้าคุณเข้ามาบุกรุก ตรงนี้เราจะดำเนินการท่านตามกฎหมายแน่นอน และไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามาบุกรุกจะดำเนินการทุกคนแน่นอน”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

สำหรับหนังสือขอคืนพื้นที่ของน.ส.ปารีณา จำนวน 29 แปลง มีเนื้อหาระบุว่า ด้วยข้าพเจ้า น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ได้ใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม บริเวณ หมู่ที่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี และข้าพเจ้าได้ยื่นชำระภาษีบำรุงท้องที่ ข้าพเจ้ามีความประสงค์ของคืนพื้นที่ตาม ภ.บ.ท.5 ดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อการกษตร ให้เกิดประโยชน์ต่อการใช้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ขอสงวนการใช้สิทธิเป็นอันดับแรกตามที่กฎหมายกำหนด และยินดีเข้าให้ถ้อยคำ และให้ความร่วมมือกับทางสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมทุกประการ

คืนของหลวง!! รื้อฟาร์มไก่’ปารีณา’คนงานทยอยเก็บของออกจากพื้นที่ (ชมภาพชุด)

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458745

คืนของหลวง!! รื้อฟาร์มไก่’ปารีณา’คนงานทยอยเก็บของออกจากพื้นที่ (ชมภาพชุด)

วันเสาร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 13.21 น.

คนงานฟาร์มเลี้ยงไก่ “เอ๋ ปารีณา” เริ่มทยอยขนของออกจากพื้นที่แล้ว หลัง ส.ป.ก. ยึดที่คืน ด้าน”ธรรมนัส”เตรียมนำเจ้าหน้าที่ลุยรื้อสิ่งปลูกสร้างเอาที่ดินมาคืนให้กับชาวบ้านบ่ายวันนี้

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2562 ความคืบหน้าหลังจากที่นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งเสริม เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก) แถลงข่าวยึดพื้นที่ของ ส.ป.ก.ภายในเขาสนฟาร์มไก่ ของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่หมู่ 6 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรีว่า ส.ป.ก.เตรียมทำหนังสืออย่างเป็นทางการ ถึง น.ส.ปารีณา ให้คืนที่ดินจำนวน 682 ไร่ บริเวณฟาร์มไก่ ให้กับ ส.ป.ก.ภายใน 7 วัน หากไม่ยอมคืน จะใช้คำสั่งตามม.44 ยึดคืนทันที

ผลการตรวจสอบปรากฏว่า น.ส.ปารีณาเข้าครอบครองเมื่อปี 2548 – 2549 ได้รับมอบมาจากนายทวี ไกรคุปต์ บิดาของ น.ส.ปารีณา ขณะที่ได้พิจารณาหนังสือขอแสดงเจตนารมณ์เข้าสู่กระบวนการโครงการปฏิรูปที่ดินของ ส.ป.ก. แต่จากการดูระเบียบและกฎหมายต่างๆ พบว่า น.ส.ปารีณา เป็นส.ส.และเป็นกรรมการบริษัท ไม่ใช่เกษตรกร ดังนั้นจึงต้องคืนพื้นที่ และให้คืนภายใน 7 วัน จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการจัดที่ดินชุมชนตามนโยบาย คสช. แจกจ่ายให้เกษตรกรผู้มีรายได้น้อยต่อไป หากพ้นกำหนดไม่คืนที่ดินภายใน 7 วันนับแต่มีคำสั่ง ส.ป.ก. จะใช้คำสั่ง คสช.ที่ 36/2559 ยึดที่ดินต่อไป

ส่วนบรรยากาศล่าสุดที่ฟาร์มไก่ ของน.ส. ปารีณา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา มีรถบรรทุกใหญ่ รถยนต์กระบะ โดยมีแรงงานต่างด้าวซึ่งเป็นคนงานของ ฟาร์มเลี้ยงไก่ น.ส.ปารีณา เข้าออกตลอดเวลา โดยที่คนงานเริ่มมีการทยอยเก็บสิ่งของ และรื้อสิ่งปลูกสร้างที่สามารถรื้อออกได้ ขึ้นรถบรรทุกขนาดใหญ่ รวมไปถึงมีการนำอุปกรณ์ รถปั่นไฟ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ต่างๆ ของคนงาน ออกจากฟาร์ม ซึ่งผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่าจะขนไปที่ใดซึ่งก็ไม่ได้รับคำตอบใดๆ จากคนงานดังกล่าว ท่ามกลางสื่อมวลชนที่มารอทำข่าวจำนวนมาก

มีรายงานว่า บ่ายวันนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ จะนำทีมเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.ลงพื้นที่ เขาสนฟาร์ม หรือ ฟาร์มไก่ของ น.ส.ปารีณา เพื่อยึดและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และนำกระจายให้กับเกษตรกร ที่ไม่มีที่ทำกิน ที่มีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรตัวจริง

อดีตเลขาฯสปก.ชี้พิรุธการครอบครองที่ดินของ’ปารีณา’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458694

news_default

อดีตเลขาฯสปก.ชี้พิรุธการครอบครองที่ดินของ’ปารีณา’

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 19.52 น.

อดีตเลขาธิการส.ป.ก. ตั้งข้อสังเกต “ปารีณา” ไม่ได้ให้เจ้าหน้าที่เข้ารังวัดและจัดสรรสิทธิ์ตามพ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตั้งแต่มีคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 36/2559  แต่กลับเพิ่งแจ้งขอเข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธิเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. นี้ เตือนส.ป.ก. ระวังการจัดสรรสิทธิต่อไปต้องระวังการใช้นอมินี

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2562 นายสรรเสริญ อัจจุตมานัส อดีตเลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวถึงการครอบครองที่ดินของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ราชบุรี ที่หมู่ 6 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี โดยที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่ในเขต พรฎ. กำหนดเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งในวันนี้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการส.ป.ก. แถลงว่า เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรีรายงานผลการตรวจสอบว่า น.ส. ปารีณาถือครองทำประโยชน์ เนื้อที่ 682 ไร่ เข้าครอบครองเมื่อประมาณปี 2548-2549 โดยได้รับมาจากบิดา ดังนี้

-แปลง No.73 เนื้อที่ 417 ไร่ ใช้ประโยชน์ในการทำโรงเลี้ยงไก่
– แปลง No.75 เนื้อที่ประมาณ 190 ไร่ ใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงวัว ปลูกหญ้าเลี้ยงวัว
– แปลง CL.424 เนื้อที่ประมาณ 48 ไร่ ใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงวัว ปลูกหญ้าเลี้ยงวัว
– แปลง No.74 เนื้อที่ประมาณ 27 ไร่ ใช้วางมูลไก่

ส่วนฝั่งตรงข้ามกับที่ดินที่ น.ส.ปารีณาถือครองเป็นที่ดินแปลงย่อยบริเวณที่ติดถนนสายจอมบึง-ชัฏป่าหวาย มีผู้ถือครอง 16 ราย 20 แปลง เนื้อที่ประมาณ 222 ไร่ ส่วนที่ดินแปลงข้างเคียงทางทิศเหนือนั้นเป็นพื้นที่ที่ส.ป.ก. ได้อนุญาตให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์แล้วรวม 14 ราย 15 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 491 ไร่ โดยปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรีมีหนังสือแจ้งเกษตรกรผู้ได้รับอนุญาตรายแปล ในพื้นที่หมู่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง เพื่อขอตรวจสอบการทำประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งมีเกษตรกรมาให้ข้อมูล 9 รายจากทั้งหมด 14 ราย โดยเกษตรกรทั้ง 9 รายยังเป็นผู้ถือครองและทำประโยชน์ด้วยตนเอง

นายสรรเสริญ กล่าวว่า ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ส.ป.ก.ช่วงปี 2558-2559 ซึ่งตรวจสอบที่ดิน ส.ป.ก. ที่มีประมาณ 40 ล้านไร่ทั่วประเทศพบว่า จัดสรรไปแล้ว 36 ล้านไร่ เหลือที่ยังจัดสรรไม่ได้ 4 ล้านไร่ ในจำนวนนี้รังวัดแล้ว 2 ล้านไร่ ส่วนอีก 2 ล้านไร่ยังไม่ได้รังวัด ทั้งนี้เป็นการดำเนินงานต่อจากนายวีรชัย นาควิบูลย์วงศ์ อดีตเลขาธิการส.ป.ก. ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2554-2558 ที่ประสงค์ตรวจสอบให้แน่ชัดว่า พื้นที่ 2 ล้านไร่ที่ยังไม่ได้รังวัดอยู่บริเวณใดบ้างเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธิ์ พบว่า หลายแปลงถูกยึดถือครอบครองโดยนักการเมือง นายทุน และผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นจึงได้สั่งเอาแผนที่ทั่วประเทศมาต่อกันจึงทราบว่า บริเวณใดยังไม่ได้รังวัด ส.ป.ก. ต้องการนำพื้นที่ที่ถูกครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมายกลับคืนมาให้รัฐจึงเสนอพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้นให้ใช้คำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 36/2559 ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญดำเนินการตามกฎหมายซึ่งพล.อ. ฉัตรชัยมีดำริยึดคืนที่ดินขนาด 500 ไร่ขึ้นไป ทางส.ป.ก. จึงกำหนดแนวทางดำเนินการโดยเรียกผู้ครอบครองมาแสดงตัว ถ้าไม่มาแสดงตัวหรือไม่มีหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ ตลอดจนครอบครองพื้นที่เกิน 500 ไร่ยึดคืนทันที

นายสรรเสริญ ตั้งข้อสังเกตว่า จากการที่นายวิณะโรจน์ ระบุในการแถลงข่าวว่า น.ส.ปารีณาเพิ่งมีหนังสือแจ้ง ส.ป.ก. ขอเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. นี้เอง เป็นไปได้ว่า ผู้ครอบครองอาจเกรงถูกที่ดินยึดคืนเนื่องจากครอบครองเกิน 500 ไร่ ที่ดินซึ่งน.ส. ปารีณาครอบครองยังไม่มีการรังวัด ทั้งที่แปลงข้างเคียงนั้น ส.ป.ก. อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์แล้ว หากเจตนาเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินต้องมาแสดงตัวตั้งแต่มีคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 36/2559 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ส.ป.ก. เข้ารังวัดและนำสู่กระบวนการจัดสรรสิทธิแล้ว โดยตามกฎหมายหากมีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรจะได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ในที่ดินของส.ป.ก. ได้ไม่เกินรายละ 50 ไร่

ทั้งนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยทำหนังสือมาถึง ส.ป.ก.ว่า เหตุใดที่ดิน ส.ป.ก.จึงมีการครอบครองเกิน 50 ไร่ ซึ่งส.ป.ก.ชี้แจงกลับไปว่า ก่อนเป็นที่ของ ส.ป.ก.เป็นที่ของกรมป่าไม้มาก่อน โดยส่งมอบมาให้จัดสรร เมื่อ ส.ป.ก. รับมานั้นมีผู้ครอบครองมาก่อนแล้ว ซึ่งส.ป.ก. ต้องไปรังวัด ซึ่งผู้ครอบครองรายย่อยแสดงตัว แล้วได้รับหนังสืออนุญาตเข้าทำประโยชน์ “ส.ป.ก. 4-01” ไป แต่ผู้ครอบครองรายใหญ่ไม่ยอมให้รังวัด เมื่อสอบถามไปยังผู้ใหญ่บ้าน แล้วผู้ใหญ่บ้านบอกชื่อผู้ครอบครองมา เจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดบางส่วนทราบว่า เป็นผู้มีอิทธิพลจึงไม่ดำเนินการต่อ

ต่อมา ได้เปลี่ยนตัวเจ้าหน้าที่และกำชับให้ดำเนินการอย่างถูกต้อง โดยขอความร่วมมือจากผู้ใหญ่บ้านให้ระบุผู้ครอบครอง ทางผู้ใหญ่บ้านส่วนใหญ่ไม่ระบุว่าใครเป็นเจ้าของ โดยมีการช่วยปกปิดจากผู้ว่าราชการจังหวัดและปฏิรูปที่ดินจังหวัด ซึ่งพื้นที่ที่ถูกครอบครองอาจมีการแบ่งแปลงให้มีเนื้อที่ต่ำกว่า 500 ไร่ แต่อยู่ติดกันและครอบครองโดยบุคคลเดียวกันจึงใช้มาตรา 44 ยึดคืนไม่ได้หมด ทำให้ปัญหาการครอบครองที่ดินส.ป.ก. โดยมิชอบด้วยกฎหมายจึงเรื้อรังมาจนปัจจุบัน

นายสรรเสริญ กล่าวต่อว่า การที่ส.ป.ก. จะแจ้งให้ น.ส.ปารีณาคืนที่ดินที่ครอบครองและทำประโยชน์ทั้งหมดให้ ส.ป.ก. นำมาดำเนินปฏิรูปที่ดิน ภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือเป็นแนวทางปฏิบัติของกฎหมายส.ป.ก. และหากครบกำหนดดังกล่าวแล้ว น.ส.ปารีณาไม่ส่งคืนที่ดิน ส.ป.ก.จะใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 36/2559 เรื่อง มาตรการในการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบกฎหมาย ซึ่ง ส.ป.ก. จะนำที่ดินไปจัดให้แก่เกษตรกรตามนโยบายจัดที่ทำกินชุมชนของรัฐบาล (คทช.) ต่อไปนั้นเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง แต่ทั้งนี้ ส.ป.ก. จะต้องระวังไม่ให้เกิดการใช้ชื่อบุคคลอื่นมาครอบครองที่ดินแปลงย่อยๆ แทน แต่ผู้ใช้ประโยชน์ยังเป็นผู้ครอบครองเดิมซึ่งเข้าข่ายใช้นอมินีที่ไม่เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรและผู้ยากไร้ที่ต้องการที่ดินทำกินอย่างแท้จริง

ระวังโรคราน้ำค้างในพืชผักตระกูลกะหล่ำ-ผักกาด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458629

ระวังโรคราน้ำค้างในพืชผักตระกูลกะหล่ำ-ผักกาด

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 17.06 น.

กรมวิชาการเกษตรแนะเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักตระกูลกะหล่ำและผักกาด ระวังโรคราน้ำค้างซึ่งจะระบาดในฤดูหนาว

6 ธ.ค.62 น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า ช่วงนี้อุณหภูมิลดต่ำลงมาก ขอให้เกษตรกรที่ปลูกกะหล่ำปลี กะหล่ำดอก กวางตุ้ง คะน้า ผักกาดขาว ผักกาดหอม และบรอกโคลีเตรียมรับมือการระบาดของโรคราน้ำค้างซึ่งสามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช ทั้งระยะต้นกล้าซึ่งใบเลี้ยงจะเกิดจุดแผลสีน้ำตาล ทำให้ลำต้นเน่าหรือแคระแกร็น ระยะต้นโตจะพบอาการเริ่มแรกบริเวณด้าน บนใบเป็นจุดแผลสีเหลือง หรืออาจเป็นปื้นสีเหลือง กรณีสภาพอากาศชื้นในตอนเช้า ถ้าพลิกดูด้านใต้ใบมักจะพบเส้นใยเชื้อราสีขาวหรือเทาคล้ายปุยฝ้าย หากพบโรคระบาดรุนแรง แผลจะลามมีขยายใหญ่ ทำให้เนื้อใบเป็นสีน้ำตาลและแห้งตาย ส่วนในกะหล่ำดอกและบรอกโคลี ถ้าพบเชื้อราเข้าทำลายรุนแรง ก้านดอกจะยืดและดอกอาจจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรงได้

ทั้งนี้เกษตรกรควรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์สะอาดที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค โดยก่อนปลูกควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 50 องศาเซลเซียส (ต้มน้ำจนเดือดแล้วเติมน้ำอุณหภูมิปกติลงไปผสมอีก 1 เท่า) นาน 20-30 นาที หรือคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 35% ดีเอส อัตรา 10 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม จากนั้น เกษตรกรควรปลูกพืชให้มีระยะห่างกันพอสมควร ไม่เบียดแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดความชื้นสูง อากาศไม่ถ่ายเท และโรคระบาดได้รวดเร็ว หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว ให้เกษตรกรควรเก็บเศษซากพืชส่วนที่หลงเหลือในแปลง และหมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อลดการสะสมเชื้อราสาเหตุโรค
ควรหลีกเลี่ยง ารปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำในพื้นที่แปลงเดิม ให้ปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน และทำสะอาดเครื่องมืออุปกรณ์ทางการเกษตรที่ใช้กับต้นเป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่กับต้นปกติทุกครั้ง

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า หากพบโรคเริ่มระบาด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ+เมทาแลกซิล-เอ็ม 64% + 4% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสอีทิล – อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทั้งด้านบนใบและใต้ใบ ทุก 5 – 7 วัน