เตือนชาวสวนผักรับมือราน้ำค้าง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458949

news_default

เตือนชาวสวนผักรับมือราน้ำค้าง

วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงนี้อากาศเย็นมีหมอกตอนเช้า และมีอุณหภูมิลดต่ำลง กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักตระกูลกะหล่ำและผักกาด อาทิ กะหล่ำปลีกะหล่ำดอก กวางตุ้ง คะน้า ผักกาดขาว ผักกาดหอม และบรอกโคลี เตรียมรับมือการระบาดของโรคราน้ำค้าง สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช ระยะต้นกล้า ใบเลี้ยงจะเกิดจุดแผลสีน้ำตาล ทำให้ลำต้นเน่าหรือแคระแกร็น ระยะต้นโต จะพบอาการเริ่มแรกบริเวณด้านบนใบเป็นจุดแผลสีเหลือง หรืออาจเป็นปื้นสีเหลือง กรณีสภาพอากาศชื้นในตอนเช้า ถ้าพลิกดูด้านใต้ใบมักจะพบเส้นใยเชื้อราสีขาวหรือเทาคล้ายปุยฝ้าย หากพบโรคระบาดรุนแรง แผลจะลามมีขยายใหญ่ ทำให้เนื้อใบเป็นสีน้ำตาลและแห้งตาย ส่วนในกะหล่ำดอกและบรอกโคลี ถ้าพบเชื้อราเข้าทำลายรุนแรง ก้านดอกจะยืดและดอกอาจจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรงได้

เกษตรกรควรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์สะอาดที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค และก่อนปลูกควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 50 องศาเซลเซียส (ต้มน้ำจนเดือดแล้วเติมน้ำอุณหภูมิปกติลงไปผสมอีก 1 เท่า) นาน 20-30 นาที หรือคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 35% ดีเอส อัตรา 10 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม จากนั้น ควรปลูกพืชให้มีระยะห่างกันพอสมควร ไม่เบียดแน่นเกินไป เพราะทำให้ความชื้นสูง อากาศไม่ถ่ายเท และโรคระบาดเร็ว หลังเก็บเกี่ยวให้เกษตรกรเก็บเศษซากพืช หมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงนำไปเผาทำลาย เพื่อลดการสะสมเชื้อราสาเหตุโรค หลีกเลี่ยง ปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำในพื้นที่แปลงเดิม และทำความสะอาดเครื่องมือการเกษตรที่ใช้กับต้นเป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่กับต้นปกติทุกครั้ง

หากพบโรคเริ่มระบาด ให้พ่นสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ+เมทาแลกซิล-เอ็ม 64%+4% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทั้งด้านบนใบและใต้ใบทุก 5-7 วัน

กรมชลฯสั่งเฝ้าระวัง44จุดเสี่ยงน้ำท่วมใต้ ผนึกกำลังเพิ่มประสิทธิภาพคลอง9จังหวัด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458950

news_default

กรมชลฯสั่งเฝ้าระวัง44จุดเสี่ยงน้ำท่วมใต้ ผนึกกำลังเพิ่มประสิทธิภาพคลอง9จังหวัด

วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายปริญญา สัคคะนายก ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 15 รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 16 กรมชลประทาน เปิดเผยสถานการณ์ฝนในภาคใต้ตอนล่าง 4 จังหวัดคือ สงขลา พัทลุง ตรัง และสตูลว่า ฝนตกแต่ละครั้งติดต่อกันเพียง 2-3 ชั่วโมงจึงยังมีปริมาณฝนรวมต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย ทำให้สถานการณ์น้ำท่าอยู่ในการควบคุม แม้ที่จ.พัทลุง จะมีฝนตกบางวันมากถึง 160 มิลลิเมตร เกิดเหตุน้ำท่วมเล็กน้อยบริเวณที่ลุ่ม

“กรมชลประทานเตรียมพร้อมก่อนเข้าฤดูฝนภาคใต้ทุกปี โดยร่วมกับท้องถิ่น เทศบาล ระดมเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของคลองต่างๆ ด้วยการกำจัดขยะ วัชพืช และสิ่งกีดขวาง 40 สายใน 4 จังหวัดดังกล่าว ระยะทางรวม 110.72 กิโลเมตร พร้อมกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงน้ำท่วม 16 จุดคือที่จ.พัทลุง ได้แก่ ประตูระบายน้ำท่าแนะ ชุมชนกุโบ บ้านโคกยา พื้นที่บริเวณขอบทะเลสาบในเขตอำเภอเมืองพัทลุง จ.สงขลา ได้แก่ พื้นที่เศรษฐกิจเทศบาลนครหาดใหญ่ ชุมชนริมคลองธรรมชาติ อ.หาดใหญ่ คาบสมุทรสทิงพระ ตรัง ได้แก่ ตลาดนาโยง วัดท่าจีน ตลาดเทศบาลตำบลย่านตาขาว และสตูล ได้แก่ เขตอำเภอควนโดน อำเภอเมือง อำเภอละงู อ.ทุ่งหว้า อำเภอมะนัง และ อำเภอท่าแพ”ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 15 กล่าว

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังมีแผนติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 113 เครื่อง โดยติดตั้งแล้ว 65 เครื่อง และแผนติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 115 เครื่อง ติดตั้งแล้ว 6 เครื่อง ในพื้นที่เสี่ยงดังกล่าว พร้อมเตรียมเครื่องจักรเครื่องมืออีกกว่า 418 หน่วย ประจำการที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ อำเภอหาดใหญ่ สำหรับการดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองหาดใหญ่ระยะที่ 2 อยู่ระหว่างดำเนินการต่อเนื่อง โดยปรับปรุงคลองระบายน้ำเดิมให้มีประ สิทธิภาพระบายน้ำได้มากขึ้น 3 เท่าตัว จากเดิมเคยระบายน้ำได้ 465 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที เป็น 1,200 ลบ.ม.ต่อวินาทีผลงานความก้าวหน้าร้อยละ 70 คาดว่าโครงการฯ จะแล้วเสร็จปลายปี 2563

ส่วนการเตรียมความพร้อมในพื้นที่สำนักงานชลประทานที่ 15 ซึ่งดูแลภาคใต้ตอนกลางได้เตรียมพร้อมรับมือฤดูฝนเช่นกัน โดยกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังคือ จ.สุราษฎร์ธานี บริเวณเทศบาลตลาดไชยา ที่ลุ่มริมแม่น้ำตาปี พื้นที่โครงการฝายทองท่าทอง จ.พังงา 4 จุด เช่น เทศบาลเมืองตะกั่วป่า เทศบาลตำบลคุระบุรี จ.ภูเก็ต 5 จุด จ.กระบี่ อีก 4 จุด และ จ.นครศรีธรรมราช 11 จุด รวมเครื่องจักรเครื่องมือที่พร้อมเข้าปฏิบัติการ 350 หน่วย พร้อมกันนี้จังหวัดสนับสนุนติดตั้งสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า เพื่อให้ปฏิบัติการสูบน้ำออกทำได้รวดเร็วขึ้น และกำจัดสิ่งกีดขวางในลำน้ำธรรมชาติสายหลัก คือ คลองคูพาย คลองนครน้อย คลองป่าเหล้า คลองสวนหลวง และคลองท่าชัก กำจัดวัชพืชไปทั้งสิ้น 7,163 ตัน คิดเป็น 100% ของวัชพืชทั้งหมดในลำน้ำ

บึงกาฬจัดยิ่งใหญ่‘งานวันยางพาราบึงกาฬ2563’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458944

news_default

บึงกาฬจัดยิ่งใหญ่‘งานวันยางพาราบึงกาฬ2563’

วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จังหวัดบึงกาฬ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ เดินหน้าจัดงาน “วันยางพาราบึงกาฬ 2563” สวนกระแสยางราคาตก นำนวัตกรรม ความรู้ เร่งเผยแพร่สู่เกษตรกร เพื่อเพิ่มมูลค่ายางพาราให้ชาวสวนยาง พร้อมชูศักยภาพการเป็นศูนย์กลางยางพาราระดับประเทศ พร้อมเตรียมยกระดับไปสู่ความเป็นสากลเชื่อมโยงการค้ากับกลุ่มประเทศ CLMV คือ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม โดยรัฐบาลอนุมัติโครงการก่อสร้าง “สะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำโขง ไทย-ลาว แห่งที่ 5” (บึงกาฬ -ปากซัน) จังหวัดบึงกาฬจึงเป็น “ทิศทางแห่งอนาคต” ที่ได้รับการจับจ้องทั้งในฐานะเขตเศรษฐกิจใหม่ของอุตสาหกรรมยางพาราและการท่องเที่ยว

จังหวัดบึงกาฬ องค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ และองค์กรหน่วยงานราชการ – เอกชน พร้อมใจจัด “งานวันยางพาราบึงกาฬ 2563” ปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 8 ระหว่าง วันที่ 12–18 ธันวาคม ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมือง จ.บึงกาฬ ยืนยัน“คำว่าทิศทางแห่งอนาคต” ของจ.บึงกาฬให้เป็นที่ประจักษ์ และสร้างการรับรู้ให้สาธารณชนภายใต้แนวคิด “บึงกาฬโมเดล 2020” ซึ่งเป็นต้นแบบความสำเร็จในการแก้ปัญหายางพาราแล้วยังเป็นต้นแบบพัฒนาเมือง เศรษฐกิจ
การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และพร้อมก้าวสู่“สมาร์ทซิตี้” หรือเมืองที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นระบบ เช่น สาธารณูปโภค ถนนหนทาง การก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 5 การก่อสร้างสนามบิน ฯลฯ โดยมีการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีในยุค 4.0

ทั้งนี้ งานวันยางพาราบึงกาฬ 2563 วัตถุประสงค์การจัดงานคือ 1.ส่งเสริม จ.บึงกาฬ ให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยางพาราและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ของภูมิภาค และประเทศไทย 2.ผลักดันให้เกิดการค้าขายและการลงทุนของอุตสาหกรรมยางพาราและอุตสาหกรรม ต่อเนื่องเพื่อให้เศรษฐกิจของบึงกาฬเติบโต 3.ประชาสัมพันธ์นโยบายประกันรายได้ ยางพารา ข้าว และพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ของรัฐบาล เพื่อยกระดับรายได้ของเกษตรกร 4.ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว จ.บึงกาฬ สร้างอาชีพ เพิ่มช่องทางการตลาด ให้ชาวบึงกาฬทุกกลุ่ม 5.สร้างกระบวนการเรียนรู้ของเยาวชน และคนในพื้นที่ผ่านกิจกรรมอบรม ให้ความรู้ตลอดจนการแข่งขันด้านต่างๆ เพื่อย้ำว่าจ.บึงกาฬเป็นเมืองศูนย์กลางยางพาราของประเทศที่มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ พร้อมก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางยางพาราระดับอาเซียนและระดับโลกต่อไป

ภายในงาน นอกจากสาระ และความสนุกสนานในกิจกรรมต่างๆ แล้วยังจัดแข่งขันกีฬาวันยางพาราจังหวัดบึงกาฬ ชิงเงินรางวัลกว่า 1,345,000 บาท อาทิ มวยไทยศึกวันทรงชัยสัญจร เปตอง วอลเลย์บอล ฟุตบอล เซปัคตะกร้อ จักรยาน มอเตอร์ครอส และโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดบึงกาฬ มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ผู้สนใจสมัครสอบถามข้อมูลได้ที่ สมาคมกีฬาจังหวัดบึงกาฬ หรือ โทร. 0-4249-0652, 0-4249-0757

ชายคาพระพิรุณ : 9 ธันวาคม 2562

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458953

586851

ชายคาพระพิรุณ : 9 ธันวาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา ขุนเกษตรา ได้ติดตาม นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง ลงพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี เพื่อติดตามการขึ้นทะเบียนเรือประมงพื้นบ้านซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการบริหารจัดการกองเรือขนาดเล็ก โดยออกประกาศให้พี่น้องชาวประมงพื้นบ้านที่มีเรือต่ำกว่า 10 ตันกรอส ทั้งที่มีทะเบียนเรือไทย และไม่มีทะเบียนเรือดำเนินการแจ้งต่อหน่วยงานกรมเจ้าท่าที่เรือจอดอยู่เพื่อทำการตรวจวัดขนาดและจัดทำอัตลักษณ์ ภายในวันที่ 16 ธันวาคม 2562 ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าของเรือและยังไม่ได้จดทะเบียนเรือไทย ให้ยื่นขอหนังสือรับรองจากกรมประมง เพื่อนำไปประกอบการจดทะเบียนเรือกับกรมเจ้าท่าหลังการตรวจวัดขนาดและจัดทำอัตลักษณ์ โดยให้ยื่นขอหนังสือรับรองได้ที่พื้นที่ประมงกรุงเทพมหานคร กรมประมง ส่วนในต่างจังหวัดให้ยื่นที่สำนักงานประมงจังหวัด สำนักงานประมงอำเภอท้องที่ติดทะเลทั้ง 22 จังหวัด ภายในวันที่ 27 ธันวาคม 2562 นั้น นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง บอกว่า จากการติดตามผลการดำเนินงานดังกล่าว หลังจากที่กรมประมงได้ออกประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอและออกหนังสือรับรองเพื่อประกอบการยื่นขอจดทะเบียนเรือไทยสำหรับเรือประมงพื้นบ้าน พ.ศ. 2562 ซึ่งมีผลบังคับใช้และเริ่มดำเนินการไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่ผ่านมาปรากฏว่าชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่ต่างๆ ให้ความร่วมมือกับภาครัฐเป็นอย่างดี มีการเดินทางเข้ามาขอหนังสือรับรองจากหน่วยงานในสังกัดกรมประมงอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้มีจำนวนรวมกว่า 2,885 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ธันวาคม 2562) และจากการลงพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีครั้งนี้ เพื่อติดตามการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการออกหน่วยบริการเพื่อออกใบรับรองสำหรับเรือประมงพื้นบ้านให้แก่ชาวประมง พร้อมพบปะพูดคุยกับผู้นำชาวประมงถึงปัญหาในการประกอบอาชีพ พบว่าการออกหน่วยบริการดังกล่าวทำให้ชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีตื่นตัวเป็นอย่างมากกับการขอหนังสือรับรองจากกรมประมงเพื่อนำไปประกอบการจดทะเบียนเรือกับกรมเจ้าท่าแล้ว จำนวน 142 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ธันวาคม 2562) ซึ่งคาดว่าจะมีเรือประมงพื้นบ้านที่ยังไม่ได้มาจดทะเบียนเรือของจังหวัดเพชรบุรี อีกประมาณ 1,000 ลำ ทั้งนี้ จังหวัดเพชรบุรี ถือเป็นพื้นที่ที่มีการทำประมงพื้นบ้านอย่างหลากหลาย อาทิ การทำประมงด้วยเครื่องมือตะกร้อเก็บหอย เบ็ดมือลอบปู ลอบหมึกสาย ลอบหอยหวาน อวนครอบหมึก อวนจมกุ้งอวนจมปู อวนจมปลา อวนติดตา อวนแมงกะพรุน และอวนลอยปลา เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่อื่นๆ กรมประมงขอเน้นย้ำว่า เพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์ของตน ขอให้เจ้าของเรือประมงพื้นบ้านทุกลำไปแจ้งขอตรวจวัดเรือกับหน่วยงานกรมเจ้าท่า ภายในวันที่ 16 ธันวาคม 2562 ส่วนเรือที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเรือต้องมายื่นขอหนังสือรับรองจากกรมประมง ภายใน 27 ธันวาคม 2562 นี้เท่านั้น หากมีข้อสอบถามให้ติดต่อได้ที่กลุ่มทะเบียนและอนุญาตทำการประมง กองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ กรมประมง เบอร์โทรศัพท์ 0-2561-1418 ในวันและเวลาราชการ

ช่วงวันหยุด 4-8 ธันวาคม ที่ผ่านมา พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้จัดให้มีงานมหกรรม“ภูมิพลังแผ่นดิน” ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพพระบาทสมเด็จพระบรม
ชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้านการจัดการดิน เนื่องในวันดินโลก 5 ธันวาคม โดยมีนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีและหน่วยงานต่างๆเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ภายในงานมีการมอบประกาศเกียรติคุณให้ศูนย์เครือข่ายและศูนย์เรียนรู้เครือข่าย พกฉ. ที่สนับสนุนการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพระอัจฉริยภาพด้านการพัฒนาและอนุรักษ์ดินและเปิดอบรมวิชาแผ่นดินกว่า 30 วิชา แก่ประชาชนที่เข้ามาร่วมงานฟรี ซึ่งภายในงานนี้ นายสหภูมิ ภูมิธฤติรัฐ ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้จัดกิจกรรมที่น่าสนใจประกอบด้วย นิทรรศการของขวัญจากดิน จัดแสดงเส้นทางการเรียนรู้ตามสายธารน้ำที่หลั่งไหลจากภูเขาอันอุดมสมบูรณ์ผ่านแนวคิด ดินให้ชีวิต(รักษ์ดิน น้ำ ป่า รักทรัพยากรแห่งชีวิต) ดินให้อาหาร (สร้างดินอุดม อาหารดีสม ไร่ นา สวน) และดินให้วิถี(บูชาพระแม่ธรณี วิถี ประเพณี วัฒนธรรม) นิทรรศการพิเศษจากภาคีความร่วมมือ เช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบุรี ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ฉะเชิงเทรา สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) จ.เชียงใหม่ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านของพ่อ นิทรรศการหญ้าแฝกพืชมหัศจรรย์ นิทรรศการดินของพ่อ นอกจากนี้ยังมีถ่ายทอดความรู้วิชาของแผ่นดินและการอบรมเชิงปฏิบัติการกว่า 30 วิชา จากปราชญ์เกษตรทั่วประเทศ พร้อมกิจกรรมและนิทรรศการพิเศษบริเวณบ้านเรือนไทย 4 ภาค นำเสนอนิทรรศการดินดล ดลบันดาลชีวิต และกิจกรรมพิเศษมากมายให้ทุกท่านได้ร่วมเรียนรู้ อาทิ เปิดเข้าชมนิทรรศการทั้ง 5 พิพิธภัณฑ์ เพาะแจกแลกเปลี่ยนพันธุ์ไม้อีกด้วย…นับว่าเป็นกิจกรรมดีๆ ที่ทางพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้จัดขึ้นเป็นประจำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่สนใจด้านการเกษตรเข้าไปศึกษาเรียนรู้

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2562 นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในสังกัด ร่วมกิจกรรมตามโครงการจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” Big Cleaning กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เพื่อให้บุคลากรกรม
ได้มีส่วนร่วมในการทำความสะอาดและปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณอาคารสถานที่ภายในกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ บริเวณโดยรอบกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ถึงหน้าวัดนรนาถสุนทริการาม และร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดี สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ ณ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรุงเทพฯ

ขุนเกษตร

เกษตรกรสุดปลื้มธนาคารหม่อนไหม เพิ่มศักยภาพการผลิตสร้างรายได้ตลอดปี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458952

news_default

เกษตรกรสุดปลื้มธนาคารหม่อนไหม n เพิ่มศักยภาพการผลิตสร้างรายได้ตลอดปี

วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยผลประเมินโครงการธนาคารหม่อนไหมปี 2561 ซึ่งกรมหม่อนไหมเป็นหน่วยงานเจ้าภาพ วัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิต สร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มเกษตรกร และลดต้นทุนการผลิต โดยกลุ่มเกษตรกรมีแหล่งให้ยืมหรือแลกเปลี่ยนปัจจัยการผลิตด้านหม่อนไหม และให้ชุมชนมีแหล่งเส้นไหมที่มีคุณภาพดีสำหรับทอผ้าเพียงพอ กำหนดพื้นที่เป้าหมายธนาคารหม่อนไหมในปี 2561 จำนวน 11 แห่ง 11 จังหวัด ได้แก่ พะเยา กำแพงเพชร อุดรธานี ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มุกดาหาร สุรินทร์ บุรีรัมย์ เลย อุบลราชธานี และศรีสะเกษ  เกษตรกรสมาชิกเป้าหมายจำนวน  445 ราย ระยะเวลาดำเนินโครงการเดือนตุลาคม 2561 – กันยายน 2562

การดำเนินโครงการ มีการคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรที่ขาดแคลนเส้นไหมคุณภาพดีและเป็นกลุ่มที่มีความพร้อม โดยการจัดเวทีชุมชน เน้นการมีส่วนร่วมของสมาชิก ในการคัดเลือกคณะกรรมการเพื่อบริหารจัดการธนาคาร กรมหม่อนไหมสนับสนุนเส้นไหม วัสดุอุปกรณ์ และปัจจัยการผลิต ให้ธนาคารตามความต้องการของกลุ่มเกษตรกร  และจากการติดตามประเมินโครงการ ปี 2561 ของ สศก.ทั้ง 11 จังหวัด พบว่า มีเกษตรกรเข้าร่วม 410 ราย  คิดเป็นร้อยละ 92 ของเป้าหมาย โดยธนาคารได้รับการสนับสนุนเส้นไหมจากกรมหม่อนไหม 807 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าการสนับสนุน เส้นไหม 1.40 ล้านบาท  และธนาคารยังได้รับการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ และปัจจัยการผลิต เช่น ฟืม พวงสาว ปูนขาว คลอรีน และ เดทตอล เพื่อให้เกษตรกรสมาชิกยืมไปใช้ประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และทอผ้า และนำมาชำระคืนเป็นเงินสดรวมดอกเบี้ย หรือ ชำระคืนเป็นเส้นไหม หรือผ้าไหม ตามแต่ข้อตกลงของแต่ละธนาคาร ทั้งนี้ มีเกษตรกรสมาชิกมาใช้บริการธนาคารแล้วคิดเป็นร้อยละ 77 ของเกษตรกรสมาชิก

นอกจากการให้ความรู้ด้านแนวทางการดำเนินงาน การบริหารจัดการธนาคารแล้ว ยังถ่ายทอดความรู้เพิ่มเติมให้เกษตรกรสมาชิก โดยเฉพาะองค์ความรู้ด้านการฟอกย้อมเส้นไหมจากวัสดุธรรมชาติ เทคนิคการทอผ้าลวดลายต่างๆ การสาวไหมให้ได้มาตรฐาน จากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯในพื้นที่ ส่งผลให้เกษตรกรสมาชิกนำความรู้ไปปรับใช้กับการประกอบอาชีพด้านหัตถกรรม เช่น ย้อมสีเส้นไหมจากวัสดุธรรมชาติทดแทนการใช้สารเคมีในการย้อมซึ่งช่วยลดต้นทุนการทอผ้าได้อีกด้วย

ด้านนางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเสริมว่า เกษตรกรสมาชิกส่วนใหญ่เห็นว่า  การดำเนินงานของธนาคารช่วยส่งเสริมการประกอบอาชีพด้านหัตถกรรมได้เป็นอย่างดี โดยเกษตรกรสมาชิก ร้อยละ 64 เห็นว่าโครงการฯ ช่วยแก้ปัญหาด้านขาดแคลนเส้นไหมคุณภาพดี  ส่งผลให้เกษตรกรผลิตผ้าไหมได้เพิ่มขึ้นและจำหน่ายได้ราคาดีขึ้นเฉลี่ย 1,181 บาท/เมตร จากเดิมเฉลี่ย 823 บาท/เมตร (เพิ่มขึ้นร้อยละ 44)

ทั้งนี้ ภาพรวมเกษตรกรร้อยละ 69 พึงพอใจนโยบายสนับสนุนให้มีธนาคารในชุมชนระดับมากที่สุด เพราะเห็นว่าช่วย
เพิ่มศักยภาพการผลิต มีเงินทุนบริหารจัดการกลุ่ม สร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มเกษตรกร เกิดความคล่องตัวในการประกอบอาชีพหัตถกรรม มีแหล่งเส้นไหมคุณภาพดีไว้ใช้ในชุมชน ผลิตผ้าไหมได้ตลอดปี โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้งที่เส้นไหมมีราคา
สูง เนื่องจากไม่มีใบหม่อนเลี้ยงไหมนอกจากนี้ เกษตรกรสามารถผลิตผ้าไหมหรือนำผ้าที่ทอได้ มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ส่งผลให้มีรายได้เสริมให้กับครอบครัวมากขึ้นด้วย

เตือนชาวสวนผักรับมือราน้ำค้าง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458945

news_default

เตือนชาวสวนผักรับมือราน้ำค้าง

วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงนี้อากาศเย็นมีหมอกตอนเช้า และมีอุณหภูมิลดต่ำลง กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักตระกูลกะหล่ำและผักกาด อาทิ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก กวางตุ้ง คะน้า ผักกาดขาว ผักกาดหอม และบรอกโคลี เตรียมรับมือการระบาดของโรคราน้ำค้าง สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช ระยะต้นกล้า ใบเลี้ยงจะเกิดจุดแผลสีน้ำตาล ทำให้ลำต้นเน่าหรือแคระแกร็น ระยะต้นโต จะพบอาการเริ่มแรกบริเวณด้านบนใบเป็นจุดแผลสีเหลือง หรืออาจเป็นปื้นสีเหลือง กรณีสภาพอากาศชื้นในตอนเช้า ถ้าพลิกดูด้านใต้ใบมักจะพบเส้นใยเชื้อราสีขาวหรือเทาคล้ายปุยฝ้าย หากพบโรคระบาดรุนแรง แผลจะลามมีขยายใหญ่ ทำให้เนื้อใบเป็นสีน้ำตาลและแห้งตาย ส่วนในกะหล่ำดอกและบรอกโคลี ถ้าพบเชื้อราเข้าทำลายรุนแรง ก้านดอกจะยืดและดอกอาจจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรงได้

เกษตรกรควรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์สะอาดที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค และก่อนปลูกควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 50 องศาเซลเซียส (ต้มน้ำจนเดือดแล้วเติมน้ำอุณหภูมิปกติลงไปผสมอีก 1 เท่า) นาน 20-30 นาที หรือคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 35% ดีเอส อัตรา 10 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม จากนั้น ควรปลูกพืชให้มีระยะห่างกันพอสมควร ไม่เบียดแน่นเกินไป เพราะทำให้ความชื้นสูง อากาศไม่ถ่ายเท และโรคระบาดเร็ว หลังเก็บเกี่ยวให้เกษตรกรเก็บเศษซากพืช หมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงนำไปเผาทำลาย เพื่อลดการสะสมเชื้อราสาเหตุโรค หลีกเลี่ยง ปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำในพื้นที่แปลงเดิม และทำความสะอาดเครื่องมือการเกษตรที่ใช้กับต้นเป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่กับต้นปกติทุกครั้ง

หากพบโรคเริ่มระบาด ให้พ่นสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ+เมทาแลกซิล-เอ็ม 64%+4% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรหรือสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทั้งด้านบนใบและใต้ใบทุก 5-7 วัน

อลงกรณ์ ยืนยันปัญหาประมงจบภายในเดือนนี้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403419?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

อลงกรณ์ ยืนยันปัญหาประมงจบภายในเดือนนี้

8 ธันวาคม 2562 – 17:54 น.
ประมง,อลงกรณ์,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 30 ครั้ง

อลงกรณ์ แจงข้อเรียกร้องสมาคมประมง ยืนยันแก้ปัญหาคืบหน้า 3 โครงการเร่งด่วน เชื่อจบภายในเดือนนี้

8 ธันวาคม 2562 “อลงกรณ์”แจงข้อเรียกร้องสมาคมประมง ยืนยันแก้ปัญหาคืบหน้าโดยเฉพาะ3โครงการเร่งด่วน”สินเชื่อ-เรือออกนอกระบบ-แรงงานขาดแคลน”เชื่อจบจบภายในเดือนนี้ เตรียมประชุมร่วมสมาคมประมงและทุกหน่วยงาน 12 ธ.ค.นี้

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงเกี่ยวกับข้อเรียกร้องของชาวประมง 22 จังหวัดที่ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมงเป็นวาระเร่งด่วนโดยเฉพาะ 3 เรื่องใหญ่คือโครงการสินเชื่อแก้ไขปัญหาขาดสภาพคล่องและโครงการนำเรือออกนอกระบบวงเงินเกือบ 2 หมื่นล้านได้ส่งถึงคณะรัฐมนตรีแล้วรวมทั้งการแก้ไขปัญหาแรงงานประมงขาดแคลนรอคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่มีรัฐมนตรีแรงงานเป็นประธานประชุมเห็นชอบภายในเดือนนี้

นายอลงกรณ์ กล่าวว่า เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาชาวประมงอย่างเป็นระบบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ที่ปรึกษารัฐมนตรีและกรมประมงจัดประชุมร่วมกับสมาคมการประมงทุกประเภททุกจังหวัดและหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมจนถึงเดือนพฤศจิกายนเพื่อแก้ไขปัญหาจนมีความคืบหน้าอย่างมีนัยยะสำคัญภายใต้กลไกคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย ร่วมกับคณะอนุกรรมการ 5 คณะ

ทั้งนี้ประกอบด้วยคณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงพื้นบ้าน คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงพาณิชย์ และการประมงนอกน่านน้ำไทย คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงการเพาะเลี้ยง คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพผลิตผลผละผลิตภัณฑ์และการพาณิชย์ และคณะอนุกรรมการยก ร่างพ.ร.บ.จัดตั้งกองทุนพัฒนาการประมง และ ร่างพ.ร.บ.จัดตั้งสภาการประมงแห่งชาติให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันหรือภายในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้

นอกจากนี้กรมประมงยังได้แต่งตั้งคณะทำงานแก้ไขกฎหมายประมงประกอบไปด้วยตัวแทนสมาคมประมงทุกประเภทและหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาการประมงของไทยทั้งระบบแบบครบวงจร รวมทั้งยังประสานการทำงานกับคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ของสภาผู้แทนราษฎรอย่างใกล้ชิด

ทุกฝ่ายพยายามแก้ไขปัญหาให้าวประมงให้ลุล่วงเร็วที่สุดภายใต้อำนาจทางการบริหารของรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีแต่เรื่องการแก้ไขปัญหากฎหมายไม่สามารถทำได้เร็วนักเพราะต้องผ่านขั้นตอนรัฐบาลและรัฐสภาทั้งยังต้องอยู่คำนึงถึงกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศเช่นไอยูยูสำหรับข้อเรียกร้องที่เกี่ยวกับกระทรวงแรงงานกรณีปัญหาการจ่ายเงินเดือนลูกเรือประมงผ่านเอทีเอ็ม.และกระทรวงการคลังกรณีFleet Cardทางกรมประมงจะช่วยประสานงานกับหน่วยงานดังกล่าวต่อไป

ส่วนข้อเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการเยียวยาผลกระทบจากกฎหมายประมงตั้งแต่ปี2558จนถึงปัจจุบันนั้นจะขอความชัดเจนจากสมาคมประมงในที่ประชุมคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพประมงไทยในวันที่12ธ.ค.นี้ที่กรมประมงว่าควรเป็นคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีหรือไม่เพราะเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงรวมทั้งพิจารณาข้อเรียกร้องต่างๆด้วย
นายอลงกรณ์ ยังได้ชี้แจงประเด็นข้อเรียกร้องของสมาคมประมงที่เกี่ยวข้องกับกรมประมงจำนวน 8 ข้อ คือ1.ขอให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการประมงทั้งหมดหยุดออกกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ คำสั่งต่าง ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของชาวประมง มาเพิ่มเติมขึ้นอีก (ยกเว้นการออก กฎ ระเบียบ ประกาศ คำสั่งที่ผ่อนคลายปัญหาให้กับชาวประมง) โดยชี้แจงว่า ปัจจุบันไม่ได้มีการออกกฎหมายที่สร้างภาระแก่ชาวประมงเพิ่มเติม มีแต่การออกกฎกระทรวงที่ส่งเสริมต่อการประกอบอาชีพของชาวประมง

2.ขอให้มีการเสนอแก้ไขกฎหมายพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเร่งด่วนในช่วงที่มีการประชุมสภานิติบัญญัตินี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาปรังปรุงแก้ไขกฎหมายประมงของคณะทำงานร่วมทุกภาคส่วนของกรมประมง ประกอบด้วย ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับประมงพื้นบ้าน จำนวน 3 มาตรา และข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับประมงพาณิชย์ จำนวน 15 มาตรา ทั้งนี้การแก้ไขกฎหมายต้องอยู่ภายใต้กรอบนโยบายต่อต้านไอยูยู(IUU fishing combating policy)และนโยบายของรัฐบาลซึ่งต้องผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีและกระบวนการนิติบัญญัติของรัฐสภา

3.ขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการการซื้อเรือประมงออกนอกระบบคืนโดยเร็ว โดยขอให้รัฐบาลมีการตั้งงบประมาณจำนวน 1 หมื่นล้าน ในปีงบประมาณ 2563 ในการที่จะนำเรือประมงออกนอกระบบ ทั้งนี้กรมประมงได้เร่งรัดดำเนินการนำเรือประมงออกนอกระบบตั้งแต่ปี 2562 โดยมีการดำเนินการโครงการการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน ระยะที่ 1 จำนวน 305 ลำ โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ปีปีงบประมาณ 2562 นำเรือออกนอกระบบจำนวน 252 ลำ งบประมาณ 469,603,900

2.กรมประมงได้จัดทำโครงการการนำเรือประมงออกนอกระบบ ระยะที่ 2 โดยนำเรือประมงที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐและหรือมีความประสงค์จะเลิกอาชีพทำการประมง จำนวน 2,768 ลำ งบประมาณ7,143,847,900 บาท ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาแล้ว

ส่วนข้อเรียกร้องข้อที่ 4.ขอให้รัฐบาลเร่งรัดการช่วยเหลือชาวประมงในโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับชาวประมงโดยเร่งด่วน ภายในเดือนธันวาคม 2562  นั้นกรมประมงจัดทำโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องประมงพื้นบ้านประมงพาณิชย์และประมงนอกน่านน้ำ วงเงินสินเชื่อรวม 10,300 ล้านบาทขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาแล้ว

5.ขอให้กรมประมง กรมจัดหางาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดการอนุญาตให้ใช้กฎหมาย มาตรา 83 แห่ง พรก.การประมง พ.ศ. 2558 ในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานประมงโดยเร่งด่วน ภายในเดือนธันวาคม 2562 นี้นั้น ทางกรมประมงมีมติให้ใช้มาตรา 83 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคประมงโดยเสนอต่อกระทรวงแรงงานในเมื่อเดือนสิงหาคม 2562

ต่อมากระทรวงแรงงานได้ให้ความเห็นชอบเมื่อเดือนพฤศจิกายนและให้กรมประมงประชุมขอความเห็นชอบจากหน่วยงานกระทรวงคมนาคม กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานทางด้านความมั่นคง (กองทัพเรือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ)และได้ยืนยันผลการประชุมส่งถึงกระทรวงแรงงานเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.)ซึ่งมีรมว.แรงงานเป็นประธานเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบภายในเดือนธันวาคมนี้

6.เรือประมงที่มีขนาดไม่เกิน 30 ตันกรอส ไม่ควรมีนโยบายให้ติด VMS เช่น การชักชวนให้เรือประมงขนาดต่ำกว่า 30 ตันกรอส ทดลองติด VMS ฟรี  กรมประมงยังไม่มีนโยบายในการติดตั้งหรือทดลองใช้แต่อย่างใด ส่วนเรือขนาด 30 ตันกรอสขึ้นไปได้ออกกฎกระทรวงผ่อนปรน 4 กรณีตามที่สมาคมประมงเสนอก่อนหน้านี้แล้ว

7.ขอให้หยุดการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศโดยทันที ด้วยเหตุผล ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามพระราชกำหนด พ.ศ. 2558 มาตรา 92 ซึ่งการนำเข้าสัตว์น้ำจะต้องมีการตรวจสอบว่าสัตว์น้ำเหล่านั้นได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตามมาตรา 92 วรรคสองและวรรคสาม สินค้าประมงจากต่างประเทศจึงเข้ามาถล่มตลาดสินค้าสัตว์น้ำของชาวประมงที่ทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทำให้ต้นทุนสูงกว่า ราคาจึงตกต่ำ เพราะมีการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำแบบเสรี ไร้การควบคุม มาสต๊อกไว้เต็มห้องเย็นไปหมดแล้ว ดังนั้นจึงต้องแก้ไขระเบียบกรมประมงเดิมที่อนุญาตให้บุคคลธรรมดาสามารถนำเข้าสัตว์น้ำได้เสรี มีมาตรการปกป้องสินค้าสัตว์น้ำภายในประเทศนั้น

นายลงกรณ์ กล่าวว่า การห้ามนำเข้าสัตว์น้ำเข้ามาในประเทศไม่สามารถกระทำได้เพราะประเทศไทยต้องปฏิบัติตามพันธกรณีที่มีต่อองค์การการค้าโลก(WTO)และเอฟทีเอ.ทั้งทวิภาคีและพหุภาคี โดยกรมประมงได้สั่งการด่านตรวจสัตว์น้ำทั่วประเทศ จำนวน 27 แห่งทำการตรวจสอบสินค้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำให้ถูกต้องตามใบอนุญาต และ ตามมาตรฐานสากลอย่างเคร่งครัดเพื่อดูแลผลประโยชน์ของชาวประมงและราคาสัตว์น้ำในประเทศทั้งนี้ต้องไม่เข้าข่ายการกีดกันทางการค้าจนอาจถูกร้องเรียนหรือตอบโต้ทางการค้า จากมาตรการการตรวจตราและความเข้มงวดในการนำเข้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศทำให้มีบางจังหวัดที่เป็นด่านนำเข้าสัตว์น้ำถึงกับมีหนังสือจากผู้ว่าราชการจังหวัดขอให้กรมประมงผ่อนปรน

ส่วนข้อเรียกร้องอันสุดท้ายขอให้พิจารณาเพิ่มวันทำการประมงให้กับพี่น้องชาวประมงทั้งประเทศโดยเร่งด่วน เพราะทำให้เกิดปัญหาการประกอบอาชีพขาดทุนมา 4 – 5 ปีแล้ว เนื่องจากมีการกำหนดให้ทำการประมงได้ไม่ทั้งปี แต่ต้องมีรายจ่ายค่าแรงงานตลอดทั้งปีนั้น นายลงกรณ์ กล่าวว่า ในปีการประมง 2562 มีเรือประมงบางส่วนที่ได้รับการจัดสรรปริมาณสัตว์น้ำไว้แล้ว แต่ไม่ได้ออกทำการประมง ทำให้มีปริมาณสัตว์น้ำคงเหลือที่ไม่ได้จับขึ้นมาใช้ประโยชน์ ซึ่งอาจนำสัตว์น้ำกลุ่มนี้มาจัดสรรเพื่อเพิ่มจำนวนวันทำการประมงได้ ขณะนี้กรมประมงกำลังดำเนินการรวบรวมข้อมูลปริมาณสัตว์น้ำคงเหลือ เพื่อนำมาจัดสรรเพิ่มวันทำการประมงให้กับเรือประมงในปีการประมง 2562

“เข้าใจถึงความเดือนร้อนที่ชาวประมงประสบมา 4 ปีแต่เพียง 4 เดือนที่รัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ปัญหาจะให้ลุล่วงสำเร็จทั้งหมดคงไม่ได้ 100 % ขอให้ร่วมกันทำงานต่อไปอย่างจริงจังจริงใจไม่นานปัญหาจะลดลงและหมดไปในที่สุดครับ”นายอลงกรณ์กล่าว

ขอเพลทค่ะ

“อลงกรณ์”แจงข้อเรียกร้องสมาคมประมง ยืนยันแก้ปัญหาคืบหน้าโดยเฉพาะ3โครงการเร่งด่วน”สินเชื่อ-เรือออกนอกระบบ-แรงงานขาดแคลน”เชื่อจบเดือนธันวาคม เตรียมประชุมร่วมสมาคมประมงและทุกหน่วยงาน12ธ.ค.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ชี้แจงวันนี้(8ธ.ค.)เกี่ยวกับข้อเรียกร้องของชาวประมง22จังหวัดที่ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเมื่อวันที่6ธันวาคมที่ผ่านมาว่านายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมงเป็นวาระเร่งด่วนโดยเฉพาะ3เรื่องใหญ่คือโครงการสินเชื่อแก้ไขปัญหาขาดสภาพคล่องและโครงการนำเรือออกนอกระบบวงเงินเกือบ2หมื่นล้านได้ส่งถึงคณะรัฐมนตรีแล้วรวมทั้งการแก้ไขปัญหาแรงงานประมงขาดแคลนรอคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่มีรัฐมนตรีแรงงานเป็นประธานประชุมเห็นชอบภายในเดือนนี้
นายอลงกรณ์กล่าวว่าเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาชาวประมงอย่างเป็นระบบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้ที่ปรึกษารัฐมนตรีและกรมประมงจัดประชุมร่วมกับสมาคมการประมงทุกประเภททุกจังหวัดและหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ตั้งแต่เดือนสิงหาคมจนถึงเดือนพฤศจิกายนเพื่อแก้ไขปัญหาจนมีความคืบหน้าอย่างมีนัยยะสำคัญภายใต้กลไกคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย ร่วมกับคณะอนุกรรมการ 5 คณะ ประกอบด้วยคณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงพื้นบ้าน คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงพาณิชย์ และการประมงนอกน่านน้ำไทย คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงการเพาะเลี้ยง คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพผลิตผลผละผลิตภัณฑ์และการพาณิชย์ และคณะอนุกรรมการยก ร่างพ.ร.บ.จัดตั้งกองทุนพัฒนาการประมง และ ร่างพ.ร.บ.จัดตั้งสภาการประมงแห่งชาติให้แล้วเสร็จภายใน90วันหรือภายในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ นอกจากนี้กรมประมงยังได้แต่งตั้งคณะทำงานแก้ไขกฎหมายประมงประกอบไปด้วยตัวแทนสมาคมประมงทุกประเภทและหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาการประมงของไทยทั้งระบบแบบครบวงจร รวมทั้งยังประสานการทำงานกับคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ของสภาผู้แทนราษฎรอย่างใกล้ชิด
นายอลงกรณ์กล่าวต่อไปว่า จะเห็นได้ว่าทุกฝ่ายทุ่มเทความพยายามทำงานแทบไม่มีวันหยุดเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับชาวประมงของเราให้ลุล่วงเร็วที่สุดภายใต้อำนาจทางการบริหารของรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีแต่เรื่องการแก้ไขปัญหากฎหมายไม่สามารถทำได้เร็วนักเพราะต้องผ่านขั้นตอนรัฐบาลและรัฐสภาทั้งยังต้องอยู่คำนึงถึงกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศเช่นไอยูยูสำหรับข้อเรียกร้องที่เกี่ยวกับกระทรวงแรงงานกรณีปัญหาการจ่ายเงินเดือนลูกเรือประมงผ่านเอทีเอ็ม.และกระทรวงการคลังกรณีFleet Cardทางกรมประมงจะช่วยประสานงานกับหน่วยงานดังกล่าวต่อไป ส่วนข้อเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการเยียวยาผลกระทบจากกฎหมายประมงตั้งแต่ปี2558จนถึงปัจจุบันนั้นจะขอความชัดเจนจากสมาคมประมงในที่ประชุมคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพประมงไทยในวันที่12ธ.ค.นี้ที่กรมประมงว่าควรเป็นคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีหรือไม่เพราะเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงรวมทั้งพิจารณาข้อเรียกร้องต่างๆด้วย

นายอลงกรณ์ยังชี้แจงประเด็นข้อเรียกร้องของสมาคมประมงที่เกี่ยวข้องกับกรมประมงจำนวน8ข้อ
1.ขอให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการประมงทั้งหมดหยุดออกกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ คำสั่งต่าง ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของชาวประมง มาเพิ่มเติมขึ้นอีก (ยกเว้นการออก กฎ ระเบียบ ประกาศ คำสั่งที่ผ่อนคลายปัญหาให้กับชาวประมง)
คำชี้แจง: ปัจจุบันไม่ได้มีการออกกฎหมายที่สร้างภาระแก่ชาวประมงเพิ่มเติม มีแต่การออกกฎกระทรวงที่ส่งเสริมต่อการประกอบอาชีพของชาวประมง
2.ขอให้มีการเสนอแก้ไขกฎหมายพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเร่งด่วนในช่วงที่มีการประชุมสภานิติบัญญัตินี้
คำชี้แจง: ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาปรังปรุงแก้ไขกฎหมายประมงของคณะทำงานร่วมทุกภาคส่วนของกรมประมง ประกอบด้วย ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับประมงพื้นบ้าน จำนวน 3 มาตรา และข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับประมงพาณิชย์ จำนวน 15 มาตรา ทั้งนี้การแก้ไขกฎหมายต้องอยู่ภายใต้กรอบนโยบายต่อต้านไอยูยู(IUU fishing combating policy)และนโยบายของรัฐบาลซึ่งต้องผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีและกระบวนการนิติบัญญัติของรัฐสภา
3.ขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการการซื้อเรือประมงออกนอกระบบคืนโดยเร็ว โดยขอให้รัฐบาลมีการตั้งงบประมาณจำนวน 1 หมื่นล้าน ในปีงบประมาณ 2563 ในการที่จะนำเรือประมงออกนอกระบบ
คำชี้แจง: 1.กรมประมงได้เร่งรัดดำเนินการนำเรือประมงออกนอกระบบตั้งแต่ปี 2562 โดยมีการดำเนินการโครงการการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน ระยะที่ 1 จำนวน 305 ลำ โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ปี
ปีงบประมาณ 2562 นำเรือออกนอกระบบจำนวน 252 ลำ งบประมาณ 469,603,900
2.กรมประมงได้จัดทำโครงการการนำเรือประมงออกนอกระบบ ระยะที่ 2 โดยนำเรือประมงที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐและหรือมีความประสงค์จะเลิกอาชีพทำการประมง จำนวน 2,768 ลำ งบประมาณ7,143,847,900 บาท
ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาแล้ว
4.ขอให้รัฐบาลเร่งรัดการช่วยเหลือชาวประมงในโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับชาวประมงโดยเร่งด่วน ภายในเดือนธันวาคม 2562
คำชี้แจง: กรมประมงจัดทำโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องประมงพื้นบ้านประมงพาณิชย์และประมงนอกน่านน้ำ วงเงินสินเชื่อรวม 10,300 ล้านบาท
ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาแล้ว
5.ขอให้กรมประมง กรมจัดหางาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดการอนุญาตให้ใช้กฎหมาย มาตรา 83 แห่ง พรก.การประมง พ.ศ. 2558 ในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานประมงโดยเร่งด่วน ภายในเดือนธันวาคม 2562 นี้
คำชี้แจง: กรมประมงมีมติให้ใช้มาตรา 83 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคประมงโดยเสนอต่อกระทรวงแรงงานในเมื่อเดือนสิงหาคม 2562 ต่อมากระทรวงแรงงานได้ให้ความเห็นชอบเมื่อเดือนพฤศจิกายนและให้กรมประมงประชุมขอความเห็นชอบจากหน่วยงานกระทรวงคมนาคม กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานทางด้านความมั่นคง (กองทัพเรือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ)และได้ยืนยันผลการประชุมส่งถึงกระทรวงแรงงานเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.)ซึ่งมีรมว.แรงงานเป็นประธานเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบภายในเดือนธันวาคมนี้
6.เรือประมงที่มีขนาดไม่เกิน 30 ตันกรอส ไม่ควรมีนโยบายให้ติด VMS เช่น การชักชวนให้เรือประมงขนาดต่ำกว่า 30 ตันกรอส ทดลองติด VMS ฟรี
คำชี้แจง: กรมประมงยังไม่มีนโยบายในการติดตั้งหรือทดลองใช้แต่อย่างใด ส่วนเรือขนาด30ตันกรอสขึ้นไปได้ออกกฎกระทรวงผ่อนปรน4กรณีตามที่สมาคมประมงเสนอก่อนหน้านี้แล้ว
7.ขอให้หยุดการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศโดยทันที ด้วยเหตุผล ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามพระราชกำหนด พ.ศ. 2558 มาตรา 92 ซึ่งการนำเข้าสัตว์น้ำจะต้องมีการตรวจสอบว่าสัตว์น้ำเหล่านั้นได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตามมาตรา 92 วรรคสองและวรรคสาม สินค้าประมงจากต่างประเทศจึงเข้ามาถล่มตลาดสินค้าสัตว์น้ำของชาวประมงที่ทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทำให้ต้นทุนสูงกว่า ราคาจึงตกต่ำ เพราะมีการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำแบบเสรี ไร้การควบคุม มาสต๊อกไว้เต็มห้องเย็นไปหมดแล้ว ดังนั้นจึงต้องแก้ไขระเบียบกรมประมงเดิมที่อนุญาตให้บุคคลธรรมดาสามารถนำเข้าสัตว์น้ำได้เสรี มีมาตรการปกป้องสินค้าสัตว์น้ำภายในประเทศ
คำชี้แจง: การห้ามนำเข้าสัตว์น้ำเข้ามาในประเทศไม่สามารถกระทำได้เพราะประเทศไทยต้องปฏิบัติตามพันธกรณีที่มีต่อองค์การการค้าโลก(WTO)และเอฟทีเอ.ทั้งทวิภาคีและพหุภาคี โดยกรมประมงได้สั่งการด่านตรวจสัตว์น้ำทั่ว

ตามไปดูกันจะจะ ทุกซอกทุกมุมฟาร์มไก่’ปารีณา'(ประมวลภาพ)

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458784

ตามไปดูกันจะจะ ทุกซอกทุกมุมฟาร์มไก่’ปารีณา'(ประมวลภาพ)

วันเสาร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 16.12 น.

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ และสภาพสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ภายในฟาร์มไก่ของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ภายหลังจากเมื่อบ่ายวันนี้ ร.อ.ธรรมนัส  พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมเจ้าหน้าที่ เดินทางไปรับมอบการคืนที่ดินส.ป.ก. จำนวน 682 ไร่ และตรวจสอบฟาร์มไก่ของน.ส.ปารีณา ด้วยตัวเอง

เบื้องต้นร.อ.ธรรมนัส ยืนยันไม่เอาผิดน.ส.ปารีณา เนื่องจากพฤติกรรมไม่ได้บุกรุกที่ดินส.ป.ก. แต่เป็นเพียงการครอบครองที่ดินมาก่อนการเกิดปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม ขณะที่บรรยากาศภายในฟาร์มไก่ คนงานเก็บอุปกรณ์การเลี้ยงไก่ รวมทั้งเครื่องจักรเครื่องปั่นไฟ ปั้มน้ำ ออกจากพื้นที่ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :ด่วน! ‘ปารีณา’ยอมจำนนคืนฟาร์มไก่ 682 ไร่ ‘ธรรมนัส’ลั่นไม่แจ้งความเอาผิด)

สูญกว่าสองพันล้านโรคใบร่วงระบาดหนักสวนยาง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403298?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สูญกว่าสองพันล้านโรคใบร่วงระบาดหนักสวนยาง

8 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
กยท,การยางแห่งประเทศไทย,โรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา,ยางพารา
เปิดอ่าน 133 ครั้ง

กยท.เดินหน้ายับยั้งสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา สูญรายได้2,400 ล้าน ส่อลามพืชอื่นอีกหลายชนิด

8 ธันวาคม 2562 จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา (Pestalotiopsis sp., Colletotrichum sp. ) มีการแพร่ระบาดเข้ามาพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย

ทั้งนี้เมื่อเดือนกันยายน 2562 ทำให้ต้นยางมีใบร่วงรุนแรง สภาพเสื่อมโทรม ผลผลิตน้ำยางทยอยลดลงๆ ส่งผลให้เกษตรกรชาวสวนยางต้องหยุดกรีดยาง และขาดรายได้ ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2562 พบการระบาดของโรคใน 8 จังหวัด ได้แก่ นราธิวาส ยะลา ปัตตานี สงขลา ตรัง กระบี่ พังงา และสุราษฎร์ธานี รวมพื้นที่ประมาณ 450,433 ไร่

มีเกษตรกรชาวสวนยางทั้งที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลกับ กยท. ได้รับผลกระทบ 43,563 ราย ผลผลิตลดลงประมาณ 60,000 ตัน เกษตรกรสูญเสียรายได้ในภาพรวมมูลค่า 2,400 ล้านบาท และพบการระบาดของโรคนี้ในพืชอื่นบริเวณข้างเคียง เช่น ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน กล้วย มะละกอ มันสำปะหลัง ไม้ดอกไม้ประดับ พืชผัก และวัชพืชอีกหลายชนิดด้วยนั้น

นายขจรจักษณ์ นวลพรหมสกุล รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องนี้ว่า กยท. ได้ดำเนินการช่วยบรรเทาสถานการณ์การระบาดของโรคไปแล้วหลายวิธี ได้แก่ การสำรวจเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค การประสานขอความร่วมมือ GISTDA ในการประเมินการระบาดของโรคจากการร่วงของใบด้วยภาพถ่ายจากดาวเทียม

การสาธิตการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดยการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ฉีดพ่นสารเคมีควบคุมและกำจัดเชื้อรา ในพื้นที่นราธิวาส ตรัง และพังงา นำร่องจังหวัดละ 300 ไร่ รวม 900 ไร่ เร่งศึกษาวิจัยหาเชื้อสาเหตุและกลไกการเข้าทำลาย ทดสอบประสิทธิภาพของสารเคมีในการป้องกันกำจัดในพื้นที่เกิดโรค วิจัยและพัฒนาพันธุ์ต้านทาน

โดยกยท.ได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นทั้งในประเทศ อาทิ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร GISTDA และองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ ANRPC IRRDB รวมถึงประชาสัมพันธ์ข้อมูลการตรวจสอบลักษณะอาการของโรคและคำแนะนำในการป้องกันกำจัดโรค การกำจัดใบเป็นโรคที่ร่วงหล่นและวัชพืชในสวนยางแก่เจ้าหน้าที่ บุคลากร และเกษตรกรชาวสวนยาง ในพื้นที่ประสบโรคและพื้นที่เสี่ยง

รักษาการ ผวก.กยท. กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมากยท. มิได้นิ่งนอนใจ ได้จัดสรรงบประมาณดำเนินการต่างๆ เพื่อป้องกันและเยียวยา แต่เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคที่รวดเร็วและรุนแรง ขณะนี้ กยท.ได้ประสานงานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งพร้อมสนับสนุนจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อเดินหน้ามาตรการที่จำเป็นต่อการเร่งยับยั้งสถานการณ์แพร่ระบาดของโรค บรรเทาความเดือดร้อน และช่วยเยียวยาเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลกับ กยท.

รวมถึงเกษตรกรผู้ปลูกพืชชนิดอื่นที่ได้รับผลกระทบจากโรคนี้อย่างเร่งด่วน เช่น มาตรการควบคุมและกำจัดโรคในสวนยางพาราที่พบการระบาดแล้ว จำนวนพื้นที่ 500,000 ไร่ โดยใช้ยาป้องกันกำจัดเชื้อรา มาตรการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาด จำนวน 50,000 ราย มาตรการป้องกันโรคในสวนยางในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง จำนวนพื้นที่ 2,000,000 ไร่ โดยใช้ยาป้องกันกำจัดเชื้อรา การจัดการธาตุอาหารพืชให้ต้นยางสมบูรณ์แข็งแรง  มาตรการเฝ้าระวัง เตือนภัยและประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค

รวมถึงมาตรการเตรียมความพร้อมในการรับมือการแพร่ระบาดของโรคในภาคส่วนของเกษตรกร เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องในการร่วมมือป้องกันกำจัดโรคนี้ ทั้งหมดนี้ คาดว่าจะช่วยยับยั้งสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคและจัดการปัญหาให้คลี่คลายโดยเร็วต่อไป สำหรับเกษตรกรชาวสวนยางที่เจอสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคนี้ ติดต่อขอคำปรึกษาและข้อแนะนำได้จาก กยท. ในพื้นที่ใกล้บ้าน

เตือนกะหล่ำ ผักกาดระวังโรคราน้ำค้างระบาดหน้าหนาว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403269?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เตือนกะหล่ำ ผักกาดระวังโรคราน้ำค้างระบาดหน้าหนาว

8 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ผักคะน้า,กรมวิชาการเกษตร,โรคราน้ำค้างระบาด,ผักกาด
เปิดอ่าน 27 ครั้ง

กรมวิชาการเกษตรแนะผู้ปลูกพืชผักตระกูลกะหล่ำและผักกาดระวังโรคราน้ำค้างระบาดในฤดูหนาว

8 ธันวาคม 2562 น.ส. เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ช่วงนี้อุณหภูมิลดต่ำลงมาก ขอให้เกษตรกรที่ปลูกกะหล่ำปลี กะหล่ำดอก กวางตุ้ง คะน้า ผักกาดขาว ผักกาดหอม และบรอกโค เตรียมรับมือการระบาดของโรคราน้ำค้าง

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า สำหรับ การเตรียมรับมือการระบาดของโรคราน้ำค้างนั้น สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช ทั้งระยะต้นกล้าซึ่งใบเลี้ยงจะเกิดจุดแผลสีน้ำตาล ทำให้ลำต้นเน่าหรือแคระแกร็น ระยะต้นโตจะพบอาการเริ่มแรกบริเวณด้าน บนใบเป็นจุดแผลสีเหลือง หรืออาจเป็นปื้นสีเหลือง กรณีสภาพอากาศชื้นในตอนเช้า ถ้าพลิกดูด้านใต้ใบมักจะพบเส้นใยเชื้อราสีขาวหรือเทาคล้ายปุยฝ้าย หากพบโรคระบาดรุนแรง แผลจะลามมีขยายใหญ่ ทำให้เนื้อใบเป็นสีน้ำตาลและแห้งตาย ส่วนในกะหล่ำดอกและบรอกโคลี ถ้าพบเชื้อราเข้าทำลายรุนแรง ก้านดอกจะยืดและดอกอาจจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรงได้

ทั้งนี้เกษตรกรควรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์สะอาดที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค โดยก่อนปลูกควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 50 องศาเซลเซียส (ต้มน้ำจนเดือดแล้วเติมน้ำอุณหภูมิปกติลงไปผสมอีก 1 เท่า) นาน 20-30 นาที หรือคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 35% ดีเอส อัตรา 10 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม

จากนั้น เกษตรกรควรปลูกพืชให้มีระยะห่างกันพอสมควร ไม่เบียดแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดความชื้นสูง อากาศไม่ถ่ายเท และโรคระบาดได้รวดเร็ว หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว ให้เกษตรกรควรเก็บเศษซากพืชส่วนที่หลงเหลือในแปลง และหมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อลดการสะสมเชื้อราสาเหตุโรค ควรหลีกเลี่ยง การปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำในพื้นที่แปลงเดิม ให้ปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน และทำสะอาดเครื่องมืออุปกรณ์ทางการเกษตรที่ใช้กับต้นเป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่กับต้นปกติทุกครั้ง

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า หากพบโรคเริ่มระบาด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ+เมทาแลกซิล-เอ็ม 64%+4% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทั้งด้านบนใบและใต้ใบ ทุก 5-7 วัน