APPPCจับมือปราบหนอนข้าวโพด-โรคใบด่างมัน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459151

news_default

APPPCจับมือปราบหนอนข้าวโพด-โรคใบด่างมัน

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ปี 2562 ประเทศไทยได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมาธิการอารักขาพืชระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (APPPC) ให้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมคณะกรรมาธิการอารักขาพืชฯครั้งที่ 31 ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบให้กรมวิชาการเกษตรในฐานะองค์กรอารักขาพืชแห่งชาติและสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม

จากการประชุมดังกล่าว ผู้แทนสมาชิกแต่ละประเทศรายงานสถานการณ์ของประเทศสมาชิกระหว่างปี 2560-2562 ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงด้านกักกันพืช การบริหารจัดการวัตถุอันตรายทางการเกษตร และการบริหารจัดการศัตรูพืชแบบบูรณาการ ซึ่งประเด็นสำคัญที่หารือในการประชุมคือ การระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดและโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง ศัตรูพืชอุบัติใหม่ของภูมิภาคที่สร้างความเสียหายวงกว้าง ปัจจุบันพบหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดระบาดเกือบทั่วโลกแล้ว ประเทศที่พบการระบาดได้แก่ จีน ไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น พม่า ไทย ลาว กัมพูชา  เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ส่วนโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลังพบระบาดที่อินเดีย ศรีลังกาเวียดนาม กัมพูชา จีนตอนใต้ อินโดนีเซีย  และไทย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องสร้างความร่วมมือในภูมิภาคเพื่อลดการระบาดของศัตรูพืชดังกล่าว

นอกจากนั้น ที่ประชุมยังรับรองร่างมาตรฐานระหว่างประเทศด้านมาตรการสุขอนามัยพืชระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นมาตรฐานสินค้าเรื่องแรกของโลกด้านสุขอนามัยพืชเห็นชอบหลักการจัดทำมาตรฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์ตามแนวทางที่ประเทศไทยเสนอสำหรับใช้ในภูมิภาค โดยไทยจะเป็นผู้นำยกร่างมาตรฐานร่วมกับนิวซีแลนด์ สำหรับแผนงานปี 2563-2564 ด้านกักกันพืชได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมรวม 9 กิจกรรม โดยไทยรับเป็นเจ้าภาพจัดทำร่างมาตรฐานระหว่างประเทศด้านมาตรการสุขอนามัยพืชระดับภูมิภาค สร้างความเชื่อมั่นลดความเสี่ยงศัตรูพืช สำหรับการค้าเมล็ดพันธุ์ระหว่างประเทศ โดยกรมวิชาการเกษตรร่วมกับ มกอช. รับเป็นเจ้าภาพยกร่างมาตรฐาน การประชุมคณะกรรมาธิการอารักขาพืชฯเป็นการประชุมประจำปีของประเทศสมาชิกที่จัดขึ้นทุก 2 ปี เพื่อพิจารณาแผนดำเนินการร่วมกัน โดยการประชุมครั้งต่อไปที่ประชุมเห็นชอบตามข้อเสนอของจีน ที่รับเป็นเจ้าภาพจัดประชุมครั้งที่ 32 และออสเตรเลียรับเป็นเจ้าภาพประชุมครั้งที่ 33

สหกรณ์ลุยส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังนาผ่านระบบสหกรณ์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403543?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สหกรณ์ลุยส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังนาผ่านระบบสหกรณ์

9 ธันวาคม 2562 – 14:45 น.
กรมส่งเสริมสหกรณ์,ข้าวโพดหลังนา
เปิดอ่าน 21 ครั้ง

สหกรณ์ลุยส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังนาผ่านระบบสหกรณ์

กรมส่งเสริมสหกรณ์เดินหน้าส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังนาผ่านระบบสหกรณ์ หลังประสบผลสำเร็จปีที่ผ่านมาช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกร เบื้องต้นเปิดรับสหกรณ์สนใจร่วมโรงการแล้ว 156 แห่ง พื้นที่ 156,203 ไร่ จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ 100  ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี  ให้สมาชิกสหกรณ์กู้ยืมไปลงทุนเพาะปลูก  พร้อมประสานบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์เปิดจุดรับซื้อประกันราคาไม่ต่ำกว่า 8 บาท/กก. ที่ความชื้นไม่เกิน 14.5 %

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ  อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในปีนี้กรมฯได้จัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังนาผ่านระบบสหกรณ์ ปีการผลิต  2562/2563  ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากการดำเนินโครงการนี้เมื่อปีที่ผ่านมา             สหกรณ์ได้ลงไปส่งเสริมสมาชิกสหกรณ์ลดพื้นที่ทำนาปรังหันมาปลูกข้าวโพด ซึ่งเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย และมีหน่วยงานต่าง  ๆ เข้าไปให้การสนับสนุนทั้งในด้านองค์ความรู้ ตั้งแต่การเตรียมดิน การดูแลพื้นที่เพาะปลูก ตลอดจนการเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อส่งจำหน่ายให้กับบริษัทเอกชน

ซึ่งโรงงานผลิตอาหารสัตว์ได้เข้ามาเปิดจุดรับซื้อจากสหกรณ์ ทำให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการกับสหกรณ์มีรายได้ดีกว่าการทำนา เนื่องจากต้นทุนการผลิตต่ำกว่าและมีการกำหนดราคารับซื้อที่ชัดเจน รวมถึงเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย สามารถปลูกได้ผลดีในช่วงหน้าแล้ง ขณะนี้กรมฯได้สำรวจสหกรณ์ที่มีความพร้อมจะเข้าร่วมโครงการในปีนี้ และย้ำว่าต้องเป็นพื้นที่ที่มีน้ำเพียงพอ ต่อการเพาะปลูก และเกษตรกรต้องลงมือปลูกไม่เกินวันที่ 15 มกราคม 2563 เพื่อจะเก็บเกี่ยวได้ทันในช่วงฤดูแล้ง                    

เบื้องต้น มีสหกรณ์สนใจเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังนา 156 สหกรณ์ ใน 33 จังหวัด สมาชิก  21,392  ราย พื้นที่ประมาณ 156,203 ไร่ คาดว่าจะได้ผลผลิตประมาณ  1.5 – 2 แสนตัน  และมีสหกรณ์ที่ต้องการให้ช่วยเหลือในเรื่องเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ จำนวน  74 สหกรณ์ สมาชิกประมาณ  13,971 ราย กรมฯจึงได้จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์วงเงิน 100 ล้านบาท ให้สหกรณ์กู้ไปให้สมาชิกลงทุนช่วงเริ่มต้นฤดูการเพาะปลูก                    และจัดหาปัจจัยการผลิตและเครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อบริการสมาชิก โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 1 %  ปัจจุบันมีสหกรณ์             ขอกู้เงินดังกล่าวแล้ว  39 สหกรณ์ สมาชิก  3,050  ราย  วงเงิน  38.9  ล้านบาท
“ สมาชิกสหกรณ์เหล่านี้เคยร่วมโครงการปลูกข้าวโพดหลังนาในปีที่ผ่านมา และปีนี้ต้องการให้สหกรณ์ทำโครงการนี้อีก ซึ่งเราจะนำปัญหาอุปสรรคเมื่อปีที่แล้วมาปรับปรุงและหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำ ทั้งในเรื่องเกษตรกรขาดความรู้ในการปลูกข้าวโพด ปัญหาโรคแมลงระบาด  เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนกำหนด และฝักข้าวโพดไม่สมบูรณ์เนื่องจากน้ำไม่เพียงพอ ซึ่งได้เน้นย้ำให้สหกรณ์เข้าไปแนะนำสมาชิก ดูแลระหว่างการปลูก และการรวบรวมผลผลิต”

อย่างไรก็ตาม กรมฯได้ประสานหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ดูแลด้านการผลิต ส่งนักการเกษตรลงพื้นที่  เพื่อไปให้ความรู้แก่เกษตรกร ตั้งแต่การเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ การเตรียมแปลงปลูก การดูแลผลผลิต การให้ปุ๋ย ให้น้ำ               การกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช สำหรับตลาดรับซื้อขณะนี้ได้มีการจับคู่ธุรกิจระหว่างบริษัทเอกชนผู้ผลิตอาหารสัตว์                   กับสหกรณ์ ซึ่งจะมีการกำหนดจุดรับซื้อร่วมกัน และประกันราคารับซื้อข้าวโพดไม่ต่ำกว่า 8 บาทต่อกิโลกรัม ที่ความชื้น  14.5% ซึ่งเป็นราคา ณ หน้าโรงงาน หากความชื้นมากกว่านั้น จะมีการระบุราคารับซื้อตามอัตราความชื้นที่ชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกร
ทั้งนี้ กรมฯได้กำหนดห้วงเวลาดำเนินการ ในการชี้แจงโครงการ การเตรียมเมล็ดพันธุ์และการดูแลการปลูก 30 พฤศจิกายน 2562 –  15 มกราคม 2563  การทำสัญญารับซื้อข้าวโพดล่วงหน้าระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2562 –  15 มกราคม 2563 และคาดว่าจะเริ่มรวบรวมผลผลิตส่งให้บริษัทคู่ค้าตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไป

“เฉลิมชัย” ติดตามสถานการณ์น้ำภาคใต้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403527?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“เฉลิมชัย” ติดตามสถานการณ์น้ำภาคใต้

9 ธันวาคม 2562 – 14:05 น.
กรมชล,เฉลิมชัย
เปิดอ่าน 15 ครั้ง

“เฉลิมชัย” ติดตามสถานการณ์น้ำภาคใต้

“เฉลิมชัย” นำทีมลงใต้ ติดตามสถานการณ์น้ำ สร้างความมั่นใจในการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยใน อ.หาดใหญ่ ย้ำทุกจว.เตรียมแผนรับมือเพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด

เมื่อเร็ว ๆ นี้  นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ และความคืบหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ (ระยะที่ 2) จังหวัดสงขลา โดยมี นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน นายปริญญา สัคคะนายก ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 15 รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 16 และนายเสริมชัย เซียวศิริถาวร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องให้การต้อนรับและบรรยายสรุปความก้าวหน้าของโครงการฯ  ณ สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 11  อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก่อนลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมบริเวณก่อสร้างประตูระบายน้ำหน้าควน คลองภูมินารถดำริ (คลองระบายน้ำ ร.1)

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญในเรื่องการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่เป็นอย่างมาก จากการลงพื้นที่ติดตามงานก่อสร้างปรับปรุงคลองระบายน้ำ ร.1 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในวันนี้ ซึ่งเป็นครั้งที่ 2 ที่ตรวจเยี่ยม มีความคืบหน้าไปแล้วประมาณร้อยละ 68 เป็นที่น่าพอใจ ซึ่งได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งวางแผนและเตรียมความพร้อมล่วงหน้าในการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในช่วงมรสุมเพื่อให้สามารถระบายน้ำได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งคาดว่าหากเกิดฝนตกหนักเหมือนปี 2553 ก็สามารถรับมือได้ จึงขอให้ชาวหาดใหญ่มั่นใจได้

รมว.เกษตรฯ กล่าวต่อไปว่า อ.หาดใหญ่ ถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งในปี 2531, 2534 และ ปี 2553 ได้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ทำให้มีมูลค่าความเสียหาย กว่า 10,000 ล้านบาท เสียหายมากกว่าพื้นที่การเกษตรโดยทั่วไป ดังนั้นได้กำชับให้สำนักชลประทานทุกแห่งทั่วประเทศเตรียมความพร้อมวางแผนล่วงหน้า  เตรียมเครื่องจักรเครื่องมือให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน หากขาดสิ่งใดให้แจ้งมาที่กรมชลประทาน อย่างไรก็ตามนอกจากการป้องกันอุทกภัยแล้ว จะต้องหามาตรการบริหารจัดการน้ำให้มีเพียงพอต่อการอุปโภค บริโภค และภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นต่อไป เน้นย้ำว่าต้องให้เกิดความเดือดร้อนน้อยที่สุด นอกจากนี้ในเรื่องของงบประมาณการดำเนินงานก่อสร้างต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก เพื่อให้โครงการแล้วเสร็จ สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป


ด้าน นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ (ระยะที่ 2) เป็นโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองระบายน้ำ ร.1 จากเดิมสามารถระบายน้ำได้ 465 ลบ.ม./วินาที เพิ่มเป็น 1,200 ลบ.ม./วินาที เมื่อรวมกับปริมาณน้ำที่ระบายผ่านคลองอู่ตะเภาในอัตรา 465 ลบ.ม./วินาที ทำให้สามารถเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำได้สูงสุดรวมกันประมาณ 1,665 ลบ.ม./วินาที ปัจจุบันแม้ว่าคลองระบายน้ำ ร.1 จะยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ แต่องค์ประกอบหลักเช่น ประตูระบายน้ำหน้าควน 2 ซึ่งเป็นจุดที่จะแบ่งน้ำมาจากคลองอู่ตะเภา ได้ดำเนินการก่อสร้างและติดตั้งบานระบายน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว สามารถบริหารจัดการน้ำโดยการเปิดปิดบาน เพื่อควบคุมปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่คลองระบายน้ำ ร.1 และคลองระบายน้ำ ร.1 ซึ่งได้ทำการปรับปรุงโดยการขุดขยายความกว้างของคลองระบายน้ำจากเดิมท้องคลองกว้าง 24 เมตร ขยายเป็น 70 เมตร พร้อมทั้งก่อสร้างกำแพงคอนกรีต แล้วเสร็จไปกว่าร้อยละ 80 ทำให้คลองระบายน้ำ ร.1 ในปัจจุบันจะสามารถช่วยในการระบายน้ำในช่วงฤดูฝนนี้ได้สูงสุดประมาณ 1,000 ลบ.ม./วินาที โดยภาพรวมมีความคืบหน้าไปแล้วประมาณร้อยละ 68

“หากโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ (ระยะที่ 2) แล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำและบรรเทาปัญหาอุทกภัยในเขตอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่สร้างรายได้หลักที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศได้เป็นอย่างมาก” นายประพิศ กล่าว

สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ ปัจจุบันลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา จังหวัดสงขลา ที่สถานีวัดน้ำท่า X.173 A บ้านม่วงก็อง อำเภอสะเดา ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 6.17 เมตร ที่สถานีวัดน้ำ X.90 บ้านบางศาลา อำเภอคลองหอยโข่ง ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 6.56 เมตร ส่วนที่ประตูระบายน้ำคลองอู่ตะเภา อำเภอหาดใหญ่ มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 19.34 ลบ.ม. ต่อวินาที ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่ง 6.1 เมตร และที่สถานีวัดน้ำ X.44 อำเภอหาดใหญ่ มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 29.8 ลบ.ม. ต่อวินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 6.72 เมตร แนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

ส่วนสำนักชลประทานที่ 16 รายงานปริมาณฝนสะสมจังหวัดสงขลา อยู่ที่ 1,402.2 มม. คิดเป็น 71.5% ต่ำกว่าปริมาณฝนเฉลี่ยสะสม 28.5% ปริมาณอ่างเก็บน้ำขนาดกลางจังหวัดสงขลา จำนวน 3 แห่ง ปริมาณน้ำเก็บกัก 84.161 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 51.554 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 61.26% และสภาพน้ำท่าในลุ่มน้ำอู่ตะเภาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ตลอดจนมีการวางแผนเตรียมความพร้อมเผชิญเหตุและป้องกันอุทกภัยในพื้นที่เฝ้าระวัง ทั้ง 4 จังหวัด ได้แก่ จ.สงขลา จ.ตรัง จ.พัทลุง และ จ.สตูล มีการเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำไว้ให้เพียงพอ

แปลงนาฟ้าห่มปก…หลอกข้าวให้งอก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403396?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

แปลงนาฟ้าห่มปก…หลอกข้าวให้งอก

9 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ดอยฟ้าฟ่มปก,ข้าวทนหนาว,กรมการข้าว
เปิดอ่าน 225 ครั้ง

กรมการข้าว เร่ง วิจัยพันธุ์ข้าวทนหนาวส่งเสริมเกษตรพื้นที่สูงปลูกบริโภค เล็งใช้แผงโซล่าเซลล์ หลอกข้าว หวังเพิ่มผลผลิต หลังพบปัญหาแดดน้อยผลผลิตต่ำ

9 ธันวาคม 2562 นางสาวนนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมดำเนินงานตามแนวทางการส่งเสริมสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านข้าว

โดยมุ่งส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตข้าว เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกรในพื้นที่โครงการสามารถนำไปพัฒนาอาชีพอย่างมั่นคงและยั่งยืน บนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้และเข้าใจหลักการทรงงานและแนวพระราชดำริให้เกษตรกรและประชาชนประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิต

โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริดอยฟ้าห่มปก ตำบลแม่สาว อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นโครงการพระราชดำริใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปก (ชื่อเดิมดอยผ้าห่มปก) ซึ่งมีสภาพอากาศหนาวเย็น เมฆหมอกปกคลุมยอดดอยตลอดทั้งปี พืชพรรณไม้อุดมสมบูรณ์ ได้ถูกพิจารณาให้เป็นพื้นที่จัดตั้งโครงการ “บ้านเล็กในป่าใหญ่” เพื่อทดลองให้คนเข้าไปอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน ให้ราษฎรผู้เข้าร่วมโครงการมีหน้าที่รักษาป่าไม้ และปลูกป่าไม้เพื่อใช้สอยในชุมชน

โดยจัดตั้งให้ปลูกป่าฟืน ธนาคารฟืน ปลูกไม้ใช้สอยและป่าสน ตลอดจนให้มีการปลูกข้าวและจัดตั้งธนาคารข้าวให้มีเพียงพอต่อบริโภคตลอดทั้งปี ทั้งนี้ กรมการข้าว โดยศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง ได้ศึกษาและพัฒนาพันธุ์ข้าวทนหนาว ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เนื่องจากสภาพพื้นที่ของโครงการฯ มีอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิต่ำ ความเข้มของแสงน้อย สภาพแวดล้อมดังกล่าวไม่เหมาะสมกับพันธุ์ข้าวที่ปลูกโดยทั่วไป

ผลจากนำพันธุ์ข้าวมาปลูกทดสอบ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ MHSC13001-DPK-1, MHSC13001-DPK-2, MHSC13001-DPK-3 และพันธุ์ขะสอ112 (CK) เบื้องต้นพบว่า ทั้ง 4 สายพันธุ์ สามารถติดเมล็ดให้ผลผลิตข้าวได้ โดยมีสายพันธุ์ MHSC13001-DPK-3 ให้ผลผลิตเฉลี่ยมากที่สุดคือ 41.9 กก./ไร่ รองลงมาคือ MHSC13001-DPK-2 (26.0 กก./ไร่) MHSC13001-DPK-1 (14.6 กก./ไร่)  และขะสอ112 (CK) (1.6 กก./ไร่) ตามลำดับ

แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มความสำเร็จที่มีมากขึ้นของการปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตในพื้นที่โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริ ดอยฟ้าห่มปก เพราะค้นพบพันธุ์ที่สามารถปลูกและให้ผลผลิตภายใต้ข้อจำกัดของสภาพภูมิอากาศของพื้นที่โครงการได้ แต่ก็ยังคงจำเป็นต้องมีการทดสอบ และพัฒนาพันธุ์ต่อไป เนื่องจากสายพันธุ์ข้าว MHSC13001-DPK-3 ที่ให้ผลผลิตมากที่สุดถึง 41 กก./ไร่ แต่ยังมีข้อจำกัดอื่นคือ พื้นที่ปลูกข้าวที่โครงการฯ จัดสรรให้เพียงครอบครัวละ 4 ไร่ (เนื่องจากพื้นที่โครงการตั้งอยู่ในเขตป่าต้นน้ำ) ผลผลิตที่จะได้จึงยังไม่เพียงพอสำหรับการบริโภคแน่นอน เพื่อให้ได้ผลผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการ จึงจำเป็นต้องทดสอบและพัฒนาด้านเทคโนโลยีควบคู่กัน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการติดเมล็ดของพันธุ์ดังกล่าวด้วย

“ด้วยข้อจำกัดของสภาพอากาศไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการปลูกข้าวที่ต้องการแสงแดดในระยะเวลานานถึง 10-12 ชั่วโมงต่อวันแต่พื้นที่นี้แสงแดดน้อย จึงมีแนวคิดที่จะนำแผงโซล่าเซลส์มาใช้เป็นการหลอกข้าว ช่วยเพิ่มแสงให้นานขึ้น  เหมือนปลูกดอกเบญจมาศที่ใช้ไฟนีออนในช่วงกลางคืน  อย่างไรก็ตามระหว่างรอผลผลิตข้าว เกษตรกรต้องปลูกพืชเศรษฐกิจไปก่อน  ทั้งนี้ในอนาคตอาจปลูกข้าวแบบรวมกลุ่มและนำข้าวมาแบ่งกัน”

“กรมการข้าว มุ่งสืบสาน รักษา ต่อยอด งานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นำศาสตร์พระราชาไปขยายผลสู่พี่น้องชาวนา ให้มีรายได้และอาชีพที่มั่นคงขึ้น พร้อมกันนี้ กรมการข้าวยังมุ่งมั่นในการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ทนต่อสภาพอากาศและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรได้มีพันธุ์ข้าวที่ดี ใช้เป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานที่สำคัญในการผลิตข้าวคุณภาพต่อไป” รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าว

ฟางข้าวอัดก้อนทำอาหารสัตว์ลดโลกร้อน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403388?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ฟางข้าวอัดก้อนทำอาหารสัตว์ลดโลกร้อน

9 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ฟางข้าว,กรมส่งเสริมการเกษตร,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,เกษตรจังหวัดนครพนม
เปิดอ่าน 119 ครั้ง

เกษตรนครพนม แนะเกษตรกรนำฟางข้าวนำมาอัดก้อนทำอาหารสัตว์ ลดภาวะโลกร้อน

9 ธันวาคม 2562 หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปีแล้วเสร็จ จะมีฟางข้าวที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวจำนวนมากในพื้นที่การเกษตร ซึ่งหากเกษตรกรปล่อยทิ้งไว้ฟางข้าวก็จะย่อยสลายกลายเป็นอินทรียวัตถุ เพิ่มปริมาณธาตุอาหารให้แก่ดิน

นอกจากนี้ฟางข้าวยังสามารถนำมาทำอาหารสัตว์ เช่น การอัดก้อน และการหมักโดยวิธีต่างๆ เพื่อลดต้นทุนในการผลิตให้กับเกษตร อีกทั้งยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น สำหรับการนำฟางข้าวมาอัดเป็นก้อนเพื่อเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญให้กับ โค – กระบือ ในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง ซึ่งเป็นช่วงที่หญ้าสดในธรรมชาติขาดแคลน จึงต้องมีการเตรียมการสะสมอาหาร และเก็บไว้จำหน่ายเพื่อสร้างรายได้เสริมอีกทาง

นายร่มไม้ นวลตา เกษตรจังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า ในช่วงของเดือนพฤศจิกายนของทุกปีนั้น เป็นช่วงที่เกษตรกรทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปีในพื้นที่ และเมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จเกษตรกรบางรายจะทำการเผาฟางข้าว เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการเพาะปลูกข้าวนาปรังหรือทำการเพาะปลูกพืชอื่น ส่งผลให้เกิดฝุ่น ควัน และก๊าซพิษ ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต

รวมทั้งยังเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน ปัญหาฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง และน้ำท่วมขัง และที่สำคัญการเผายังเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรตรา 220 คือ หากผู้ใดที่กระทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุใด ๆ แม้จะเป็นของตนเองจนน่าจะก่อให้เกิดอันตรายกับบุคคลอื่น หรือทรัพย์สินของผู้อื่น จะต้องระวางจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 14,000 บาท จะเห็นว่าแม้จะเป็นพื้นที่ของตนเองก็ตาม สำหรับเกษตรกรบางรายแล้วฟางข้าวถือว่ามีประโยชน์มาก สามารถนำมาอัดเป็นก้อน เพื่อใช้เป็นแหล่งอาหารของสัตว์เลี้ยง ทำให้ลดต้นทุนในการผลิตลงได้มาก

เกษตรจังหวัดนครพนม เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ฟางข้าว หรือวัสดุทางการเกษตรอื่นๆ เกษตรกรสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น การทำปุ๋ยหมัก หมักเป็นอาหารสัตว์ ใช้คลุมดิน เป็นวัสดุเพาะเห็ด เพิ่มปริมาณอินทรีย์วัตถุ และความชุ่มชื้นให้กับดิน เป็นต้น

สำหรับประโยชน์ของฟางข้าว มีประโยชน์และคุณค่าทางอาหาร ได้แก่ โปรตีน 3.44% ไขมัน 1.88% เยื่อใย 37.48% ปริมาณเถ้า 12.30% ฟอสฟอรัส (P2O5) 0.11% (กองอาหารสัตว์, 2548) การนำฟางข้าว มาเลี้ยง โค – กระบือ เพียงอย่างเดียวอาจจะทำให้สัตว์เลี้ยงได้รับสารอาหารต่างๆ ไม่เพียงพอ และมีผลทำให้น้ำหนักของสัตว์ลดลง จึงควรนำฟางข้าวมาปรุงแต่ง ร่วมกับวัสดุอื่น หรือ การทำฟางหมักยูเรีย เพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหารที่เหมาะสมกับสัตว์เลี้ยงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการลดต้นทุนในการผลิตให้กับเกษตรกร และเป็นการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์และเพิ่มมูลค่าให้มากขึ้น ช่วยรักษาและลดมลภาวะของสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

สำหรับฟางข้าวเมื่อมีการอัดก้อนแล้ว จะมีการจำหน่ายในราคา 25 บาท/ก้อน ทำให้เกษตรกรบางรายนิยมอัดฟางก้อนไว้เพื่อจำหน่ายให้กับกลุ่มเกษตรกรที่เลี้ยง โค – กระบือ เป็นการสร้างรายได้เสริมหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปี และเพื่อใช้ประโยชน์จากฟางข้าว จากเดิมที่เผาทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ นอกจากนี้ยังมีร้านค้าปลีก ร้านอาหารหรือแหล่งท่องเที่ยวที่นิยมมักจะซื้อมาตกแต่งร้านให้สวยงาม นับเป็นการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ภาพ ข่าว  ว่าที่ ร.ต.อาทิตย์ อุ่นนาแซง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร กลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ สำนักงานเกษตรจังหวัดนครพนม

ของร้อน! กรมป่าไม้โยนกลับส.ป.ก.ต้องเป็นเจ้าภาพแจ้งความเอาผิด’ปารีณา’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459186

news_default

ของร้อน! กรมป่าไม้โยนกลับส.ป.ก.ต้องเป็นเจ้าภาพแจ้งความเอาผิด’ปารีณา’

วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 17.22 น.

กรมป่าไม้เร่งแปลภาพถ่ายดาวเทียมปี 2495-2562 เพื่อนำข้อมูลหารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า ที่ดินที่มอบให้ส.ป.ก.ไปแล้วและ“ปารีณา ไกรคุปต์” เข้าไปทำฟาร์มไก่ยังอยู่ในอำนาจทางกฎหมายที่กรมป่าไม้ทำได้หรือไม่ โยนกลับส.ป.ก.ต้องเป็นเจ้าภาพหลักจัดการทางกฎหมายกรณีมีการบุกรุกที่ดินเขตปฏิรูป

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2562 นางนันทนา บุณยานันต์ โฆษกกรมป่าไม้ พร้อมด้วยฝ่ายกฎหมาย แถลงภายหลังการประชุมพิจารณาที่ดิน 29 แปลง เนื้อที่กว่า 600 ไร่ที่น.ส. ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ครอบครองและเพิ่งส่งมอบคืนให้สำนักงานปฎิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.) ว่า การประชุมวันนี้(9 ธ.ค.) กรมป่าไม้ ยังไม่ได้ข้อสรุปและได้รับมอบหมายจากอธิบดีกรมป่าไม้ ให้เร่งดำเนินการการแปลภาพถ่ายของกรมป่าไม้ทุกชั้นปีเท่าที่มี ตั้งแต่ปี 2495-2562 ซึ่งปกติถ่ายทุกๆ 5 ปีเพื่อเป็นข้อมูลวิเคราะห์การบุกรุกที่จะนำไปหารือกับส.ป.ก.ถึงเหตุผลที่ส.ป.ก.ระบุว่า ที่ดินที่ถูกบุกรุกอยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้มีข้อมูลอย่างไร พร้อมกับทำหนังสือขอหารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาต่อไป ว่า ที่ดินที่มอบให้ส.ป.ก.ไปแล้ว ทางกรมป่าไม้ ยังมีอำนาจเข้าไปใช้อำนาจตามฎหมายหรือไม่

“ขอทำความเข้าใจจากประชาชนว่า กรมป่าไม้จะต้องทำงานอย่างรอบคอบ และจะเร่งดำเนินการโดยด่วน หากพบมีการกระทำผิดจริงๆ ก็พร้อมที่จะดำเนินการ” นางนันทนา กล่าว

นายจุมพฏ ชอบธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย กรมป่าไม้ กล่าวว่า เมื่อมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฎิรูปที่ดินปี พ.ศ.2554 และกรมป่าไม้ส่งมอบพื้นที่ให้กับส.ป.ก.ไปแล้ว อำนาจหน้าที่จึงเป็นของส.ป.ก. ดังนั้นหากมีการบุกรุกหรือครอบครองเกิดขึ้น หน่วยงานที่มีอำนาจดูแลที่ดินดังกล่าวคือ ส.ป.ก. ถึงตอนนี้ ยังตอบไม่ได้ กรณีนางสาวปารีณา ได้เข้าไปครอบครองแล้วก่อนที่จะมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฎิรูปที่ดิน จะเป็นความผิดหรือไม่ ซึ่งทาง ส.ป.ก.ระบุว่า ไม่น่าสามารถเอาผิดดำเนินคดีอาญาได้

ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย กรมป่าไม้ กล่าวอีกว่า ส.ป.ก. เป็นเจ้าภาพหลักเมื่อพบความเสียหาย มีหน้าที่ต้องไปกล่าวโทษ หากต้องการความช่วยเหลือ ไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลจับกุมเพราะไม่มีอำนาจจับกุม ก็แจ้งประสานงานมายังกรมป่าไม้ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ดูแลตามพระราชบัญญัติป่าไม้ได้อยู่แล้ว หรือแจ้งพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ หรือร้องทุกข์โดยตรงต่อพนักงานสอบสวนในพื้นที่ดังกล่าวได้ แต่จะต้องให้ความเป็นธรรมในพื้นที่ด้วย เพราะเมื่อมีการกำหนดเขต ส.ป.ก.แล้ว ประชาชนทุกคนที่อยู่ในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติในแปลงบุกรุกที่ทำกินอยู่แล้วไปให้ส.ป.ก.ทุกคนล้วนบุกรุกอยู่แล้ว เมื่อส.ป.ก.ตรวจสอบสิทธิจะต้องมีสถานะเป็นเกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง มีฐานะยากจน ถ้าบุคคลที่ไม่มีสิทธิจะต้องส่งมอบพื้นที่คืนมา เพื่อดำเนินการปฎิรูปให้เกษตรกรที่มีสิทธิต่อไป

ส่วนที่ดินที่นางสาวปารีณาบุกรุก ขณะนี้ ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่า จำนวนกี่ไร่ เนื่องจากไม่การปักรั้วกำหนดเขตไว้ชัดเจน  จะต้องดูสภาพความเป็นจริงขอบเขตการบุกรุกว่า เป็นอย่างไรต่อไป

ด้านนายพัฒนะ ศิริมัย ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้ ราชบุรี กล่าวว่า การทำผิดที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เกิดขึ้นในเขต ส.ป.ก. ซึ่งมีความผิดตามกฎหมายป่าไม้ด้วย หน่วยงานที่ควรจะต้องร้องทุกข์คือ ส.ป.ก. ซึ่งส.ป.ก.จะขอให้กรมป่าไม้ไปร่วมกล่าวโทษด้วย ก็มีความพร้อม เพราะทราบว่าพื้นที่ดังกล่าว มีสถานะเป็นพื้นที่ป่า หรือป่าสงวนแห่งชาติตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่กรมป่าไม้จะขอหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและจะหารือกับทาง ส.ป.ก.ก่อน เพื่อความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมายต่อไป และเมื่อมีความชัดเจน กรมป่าไม้จะลงพื้นที่ตรวจสอบต่อไป

‘ธรรมนัส’ย้ำปารีณาหมดสิทธิ์ครองที่ส.ป.ก. รุกขอข้อมูลปปช.ฟันนักการเมืองฮุบที่หลวง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459144

news_default

‘ธรรมนัส’ย้ำปารีณาหมดสิทธิ์ครองที่ส.ป.ก. รุกขอข้อมูลปปช.ฟันนักการเมืองฮุบที่หลวง

วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 16.23 น.

‘ธรรมนัส’ย้ำปารีณาหมดสิทธิ์ครองที่ส.ป.ก. รุกขอข้อมูลปปช.ฟันนักการเมืองฮุบที่หลวง

9 ธันวาคม 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินการคดีกับ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ กรณีปัญหาเรื่องการครอบครองที่ดิน ว่า ล่าสุดได้สั่งการให้ทางทีมกฎหมายสำนักงานปฎิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร(ส.ป.ก.) เร่งดำเนินการตามกรอบกฎหมายอย่างเต็มที่ ซึ่งจากการตรวจสอบคุณสมบัติของ น.ส.ปารีณา พบว่า ไม่มีคุณสมบัติที่เข้าเงื่อนไขที่จะได้จับการจัดสรรที่ดินจาก พ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดินของ ส.ป.ก. เนื่องจากมีอาชีพ เป็น ส.ส.ชัดเจน ใช้เวลาส่วนใหญ่ทำงานด้านการเมือง ไม่ใช้เวลาส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม จึงขาดเงื่อนไขความเป็นเกษตรกรที่จะได้รับการจัดสรรที่ดินอย่างเด็ดขาด

ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบเอกสารที่ขอส่งมอบคืน จากการตรวจสอบ พบว่า มีเงื่อนไขในการคืนที่ดินมาด้วย จึงให้ทางฝ่ายกฎหมาย  ส.ป.ก. ประสาน ไปยัง น.ส.ปารีณา เพื่อทำหนังสือส่งมอบมาใหม่อีกครั้ง เพื่อป้องกันการเรียกร้องสิทธิ์ภายหลัง โดยยืนยันว่าทุกอย่างจะต้องดำเนินการตามกรอบของกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยไม่มีการละเว้นแน่นอน

“น.ส.ปารีณา คิดอย่างไรผมไม่ทราบเพราะที่ผ่านมาเขาเข้าใจผิดมาโดยตลอด ซึ่งเราชัดเจนตามหลักฐานที่มีว่ากรมป่าไม้ส่งให้เราเมื่อไร เราประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินเมื่อไร ส่วน น.ส.ปารีณา จะมาบอกว่าเสียภาษีบำรุงท้องที่เป็นสิทธิ์เขา มันไม่ใช่ มันต้องเอากฎหมาย ส.ป.ก.เป็นหลัก เขาไม่มีสิทธิ์เป็นเกษตรกร เพราะเป็น ส.ส.ใช้เวลาส่วนใหญ่ที่สภาฯ ไม่ใช่ทำการเกษตร ส.ป.ก. ส่วนเรื่องการดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ป่าไม้เป็นส่วนของป่าไม้รับผิดชอบ เราในฐานะกำกับดูแลเรื่องการจัดสรรและให้สิทธิแก่เกษตรกร ต้องดูว่าขอบเขต ส.ป.ก.ทำอะไรได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ทำนอกกรอบกฎหมาย ส.ป.ก. ไม่ได้ เดี๋ยวจะเป็นศรย้อนกลับมาหาตัวเอง ส่วนจะดำเนินคดีร่วมกันอย่างไร ผมมอบนโยบายชัดเจนให้ประสานงานร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งฝ่ายกฎหมายจะเป็นคนดำเนินการทั้งหมด ต้องไปดูรายละเอียดให้ชัดเจน” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของบุคคลอื่นที่มีการครอบครองพื้นที่ ส.ป.ก. โดยขาดคุณสมบัติความเป็นเกษตรกร โดยเฉพาะนักการเมืองนั้น ตนยืนยันว่าระหว่างที่ตนดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ ที่ดูแลหน่วยงาน ส.ป.ก.ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามเมื่อเป็นพื้นที่ของหลวง ถ้าไม่มีคุณสมบัติความเป็นเกษตรกร ตามกรอบกฎหมาย ส.ป.ก. ต้องคืนพื้นที่ให้กับทาง ส.ป.ก.ทุกคน เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด และยืนยันว่าทุกคนที่ได้ที่ดิน ส.ป.ก.มาโดยมิชอบ ต้องคืนพื้นที่กลับมาเป็นของ ส.ป.ก. จากนี้ไปตนมอบให้ทางฝ่ายกฎหมาย ส.ป.ก. ไปดำเนินการยึดคืนทั้งหมด โดยจะเริ่มมาตรการจากเบาไปหาหนัก ตามขั้นตอน เริ่มจากการเจรจา ดีๆโดยไม่ต้องใช้บังคับตาม ม.44 หากไม่คืนจะต้องใช้ ม.44 ทั้งหมด ขณะนี้กำลังประสานงานไปยัง ป.ป.ช.เพื่อขอข้อมูลทั้งหมด  จากนั้นจะดำเนินการตรวจสอบทุกแปลงก่อนยึดคืน เพื่อนำไปจัดสรรให้กับเกษตรกรผู้ยากไร้ต่อไป

ผมอยู่สเปน! ‘วราวุธ’บอกไม่ได้หายไปไหน ยันเอาจริงถ้าผิดดำเนินคดี‘ปารีณา’แน่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459108

news_default

ผมอยู่สเปน! ‘วราวุธ’บอกไม่ได้หายไปไหน ยันเอาจริงถ้าผิดดำเนินคดี‘ปารีณา’แน่

วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 15.14 น.

ผมอยู่สเปน! ‘วราวุธ’บอกไม่ได้หายไปไหน ยันเอาจริงถ้าผิดดำเนินคดี‘ปารีณา’แน่

9 ธันวาคม 2562 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีหลายฝ่ายเรียกร้องให้ดำเนินคดีกับ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ในข้อหาบุกรุกที่ป่าไม้ 682 ไร่ ว่า จากที่มีข่าวหลายฝ่ายเป็นห่วงนั้นตนยืนยันว่า การดำเนินคดีในพื้นที่เกือบ 700 ไร่นั้นต้องใช้ความรอบคอบ ไม่อยากทำอะไรลวกๆ การมาจี้ให้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯดำเนินคดีนั้น อยากให้ทุกฝ่ายสบายใจได้ว่าเราดำเนินคดีแน่นอน และในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีได้กำชับหน่วยงาน คือ กรมป่าไม้ ดำเนินการอย่างรอบคอบ เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดปัญหาฟ้องร้องกันในภายหลังได้ ตนต้องให้ความสำคัญกับสถานะทางกฎหมายของตัวส่วนราชการเองด้วย ดังนั้นการเร่งรัดทำอะไร ทำแบบถูกใจทำได้ง่าย แต่การทำแบบถูกต้องนั้นต้องรอบคอบให้มาก

“การจะยึดเอาผิดเลยในทันทีเรียกว่าทำแบบถูกใจ แต่ถึงที่สุดแล้วหลายฝ่ายที่ออกมาแสดงความเป็นห่วง ท่านไม่ได้เป็นคนโดนฟ้องกลับ กลายเป็นเจ้าหน้าที่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯเป็นคนโดนฟ้องร้องกลับ ดังนั้นในการทำงานผมจึงได้ให้นโยบายกับทางส่วนราชการว่าให้ดำเนินการอย่างรอบคอบ ซึ่งการดำเนินการแบบถูกต้องกับถูกใจนั้น อาจจะไม่เหมือนกัน อาจจะไม่ทันใจ คนบางกลุ่มบางท่านก็ต้องขออภัย แต่ผมยึดเอาความถูกต้อง และความรอบคอบเป็นหลัก” นายวราวุธ กล่าว

นายวราวุธ ระบุว่า หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีการรุกป่าเกิดขึ้นจริง ยืนยันว่าเราดำเนินการอย่างแน่นอน ดำเนินคดีแน่นอนไม่ละเว้นแต่อย่างใด ดังนั้นอย่าสับสนระหว่างคำว่าละเว้นกับคำว่ารอบคอบ ยืนยันตนไม่เคยมีความคิดที่จะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่ความรอบคอบก็ต้องมี และตนให้ความสัมคัญกับเจ้าหน้าที่ในกระทรวงเป็นหลัก และในความเป็นจริงแล้วเรื่องของ น.ส.ปารีณา เป็นเรื่องของกระบวนการที่ส่วนราชการมีระเบียบในการดำเนินการอยู่แล้ว ฉะนั้นทุกฝ่ายไม่จำเป็นต้องเป็นห่วง

“ผมก็ไม่ได้หายหน้าไปไหนตอนนี้อยู่ที่ประเทศสเปนมาเข้าร่วมประชุมสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งมีผู้นำทุกประเทศทั่วโลกมาร่วมประชุมกันที่สเปน ก่อนหน้านี้จะจัดการประชุมนี้ที่ประเทศชิลี แต่เมื่อมีปัญหาจึงย้ายมาจัดที่สเปน และผมได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้มาปฎิบัติหน้าที่แทน ส่วนการดำเนินการของส.ป.ก.นั้น เราตอบแทนไม่ได้ เป็นเรื่องที่ส.ป.ก.ต้องอธิบาย แต่ในส่วนของกรมป่าไม้ที่มีการบุกรุกนั้นฟ้องดำเนินคดีตามกฎหมายแน่นอน” รมว.ทส.กล่าว

คึกคัก! ชาวสวนเมืองคอน แห่ถอนเงินรัฐบาลจ่ายชดเชยราคายางปาล์ม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459105

คึกคัก! ชาวสวนเมืองคอน แห่ถอนเงินรัฐบาลจ่ายชดเชยราคายางปาล์ม

วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 14.58 น.

วันที่ 9 ธันวาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร สาขาทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ได้มีประชาชนเป็นจำนวนมาก แห่เดินทางมาถอนเงินที่ธนาคาร ทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก จากการสอบถามนายถาวร เพ็ชราการ ผู้ช่วยผู้จัด ธ.ก.ส.สาขาทุ่งใหญ่ เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมา มีชาวสวนปาล์ม สวนยาง จำนวนมากเดินทางมาตรวจสอบเงินชดเชยราคาผลผลิต ที่รัฐบาลชดเชยให้เนื่องจากราคาพืชผลตกต่ำ หลังจากมีเงินเข้าบัญชี จึงมีชาวสวนแห่กันมาตรวจสอบ และถอนเงินไปใช้ในช่วงสิ้นปีเก่า ต้อนรับปีใหม่กันอย่างคึกคัก ธนาคารจึงต้องเพิ่มเคาน์เตอร์ให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าเกษตรกร และคาดว่าประชาชนยังคงแห่กันมาใช้บริการจนถึงปีใหม่

ส.ป.ก.กางข้อกม.เช็คสิทธิ‘ปารีณา’ ‘ป่าไม้’เร่งตีความที่ดิน ยันพบบุกรุกดำเนินคดีแน่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459065

news_default

ส.ป.ก.กางข้อกม.เช็คสิทธิ‘ปารีณา’ ‘ป่าไม้’เร่งตีความที่ดิน ยันพบบุกรุกดำเนินคดีแน่

วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 12.56 น.

ส.ป.ก.กางข้อกม.เช็คสิทธิ‘ปารีณา’ ‘ป่าไม้’เร่งตีความที่ดิน ยันพบบุกรุกดำเนินคดีแน่

9 ธันวาคม 2562 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ตนได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาด่วนที่สุดว่าที่ดิน 29 แปลง เนื้อที่ 682 ไร่ที่ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ครอบครองอยู่ โดยเป็นพื้นที่กรมป่าไม้ส่งมอบให้สำนักงานปฎิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร(ส.ป.ก.) และ ส.ป.ก.ประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินตั้งแต่ พ.ศ.2554 แล้ว แต่ยังไม่นำเข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธินั้น ยังคงถือเป็นที่ดินตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ และ พ.ร.บ.ป่าไม้ หรือไม่ หากชัดเจนว่ายังคงเป็นที่ดินป่าไม้จะดำเนินคดีฐานความผิดบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่มเติม

นอกจากนี้ได้กำชับให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาอย่างรอบคอบที่สุด เนื่องจากยังมีความเห็นเป็น 2 ด้าน โดยด้านหนึ่งยึดถือตามการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งระบุว่าเขตปฏิรูปที่ดินซึ่ง ส.ป.ก.มีแผนการดำเนินการงานและงบประมาณเพื่อจัดสรรสิทธิแล้ว ถือว่าเป็นที่ดินของ ส.ป.ก. ส่วนอีกด้านหนึ่งยึดถือตามคำตัดสินของศาลฎีกาที่พิพากษาลงโทษผู้ครอบครอบเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งยังไม่เข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธิว่ายังคงถือเป็นที่ดินตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ดังนั้นจะเข้าข่ายบุกรุกที่ป่าไม้ ซึ่งพร้อมจะดำเนินคดีแก่ผู้ครอบครองตามมาตรฐานเดียวกันทุกราย

แหล่งข่าวจาก ส.ป.ก. แจ้วว่า วันนี้(9 ธันวาคม 2562) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ครั้งที่ 4/2562 ซึ่งเป็นการเรียกประชุมด่วน โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่าทาง ส.ป.ก.ได้รับแจ้งการประชุมหลังจากที่ น.ส.ปารีณา ทำหนังสือถึง ส.ป.ก. แสดงความประสงค์เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ที่ผ่านมา

แหล่งข่าวจาก ส.ป.ก. ระบุเพิ่มเติมว่า จากหนังสือขอส่งคืนพื้นที่ตาม ภบท.5 เพื่อเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมของ น.ส. ปารีณา ซึ่งมอบอำนาจให้ผู้แทนส่งมอบให้แก่ ร.อ.ธรรมนัส และนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. ซึ่งเดินทางไปยังที่ตั้งฟาร์มไก่ “เขาสนฟาร์ม” เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2562 โดยส.ป.ก. ลงเลขรับหนังสือที่ 20280 วันที่ 6 ธันวาคม 2562 นั้น ในหนังสือดังกล่าว น.ส. ปารีณา ระบุว่า “ข้าพเจ้าและ/หรือบุคคลในครอบครอง ขอสงวนการใช้สิทธิเป็นอันดับแรกตามที่กฎหมายกำหนด” นั้น

หากหมายถึงขอสงวนสิทธิในการขอรับหนังสืออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน เมื่อ ส.ป.ก.นำเข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธิเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เนื่องจาก น.ส. ปารีณา ขาดคุณสมบัติการเป็นเกษตรกรตามพ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 และไม่ได้เป็นผู้ยากไร้ที่ไม่มีที่ดินทำกินตามโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.)

นอกจากนี้แหล่งข่าวจาก ส.ป.ก. ยังระบุว่า หากยึดตามคำพิพากษาของศาลฎีกาหลายคดี ซึ่งกรมป่าไม้จับกุมและแจ้งความเอาผิดแก่ผู้ครอบครองที่ดินเขตปฏิรูปที่ดิน ที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธิแล้ว ที่ดิน 29 แปลง เนื้อที่ 682 ไร่ที่ครอบครองโดย น.ส.ปารีณา มีลักษณะเดียวกัน จึงเป็นอำนาจของกรมป่าไม้ที่จะดำเนินคดี โดยไม่ต้องรอให้ ส.ป.ก.สรุปว่าที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของ ส.ป.ก.หรือไม่ แต่กรมป่าไม้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายที่จะดำเนินคดีตามมาตรฐานเดียวกับคดีอื่นๆได้ทันที​