เตือนเกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงรับมือแมลงดำหนามมะพร้าว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403671?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เตือนเกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงรับมือแมลงดำหนามมะพร้าว

10 ธันวาคม 2562 – 09:50 น.
แตนเบียน,กรมส่งเสริมการเกษตร,สวนมะพร้าว,แมลงดำหนาม
เปิดอ่าน 40 ครั้ง

รับมือแมลงดำหนามมะพร้าว พร้อมเตือนเกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงปลูกมะพร้าวสม่ำเสมอ จะป้องกันศัตรูพืชเข้าทำลายทันเวลา ช่วยลดความเสียหายผลผลิต

10 ธันวาคม 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรพร้อมรับมือแมลงดำหนามมะพร้าว พร้อมเตือนเกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงปลูกมะพร้าวสม่ำเสมอ จะป้องกันศัตรูพืชเข้าทำลายทันเวลา ช่วยลดความเสียหายผลผลิตได้

ในช่วงฤดูแล้ง สภาพอากาศแห้งจะเหมาะสมกับการระบาดของแมลงดำหนามในมะพร้าว กรมส่งเสริมการเกษตรแนะเกษตรกรชาวสวนมะพร้าวในทุกภาคของประเทศไทยโดยเฉพาะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตมะพร้าวที่สำคัญ ต้องหมั่นสำรวจแปลงปลูกมะพร้าวอย่างต่อเนื่อง เมื่อพบการเข้าทำลายของศัตรูพืชจะแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า เพื่อรับมือกับการระบาดของแมลงดำหนามในช่วงฤดูแล้ง และลดความเสียหายต่อผลผลิตมะพร้าวของเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตรได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัดที่มีแหล่งปลูกมะพร้าว ส่งเจ้าหน้าที่กลุ่มอารักขาพืชลงพื้นที่สำรวจการเข้าทำลาย และชี้แจงทำความเข้าใจ พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสวนมะพร้าวให้กับกลุ่มเกษตรกรชาวสวนมะพร้าว ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ

นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดชลบุรี ดำเนินการผลิตขยายพ่อแม่พันธุ์แตนเบียนแมลงดำหนามมะพร้าวสนับสนุนให้กับศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ที่มีศักยภาพในพื้นที่ เพื่อนำไปผลิตขยายและมอบให้กับเกษตรกรชาวสวนมะพร้าวที่มีพื้นที่ระบาดของแมลงดำหนามนำไปปล่อยควบคุมการระบาดเป็นระยะๆ แล้ว

สำหรับแตนเบียนแมลงดำหนามชนิดนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรเคยดำเนินการผลิตและปล่อยเพื่อควบคุมการระบาดของแมลงดำหนามอย่างได้ผลมาแล้วในพื้นที่อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สามารถช่วยลดความเสียหายของผลผลิตมะพร้าวได้ดี แต่เนื่องจากวิธีการผลิตค่อนข้างยุ่งยากจึงทำให้เกษตรกรผลิตได้น้อย ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช (ศทอ.) จึงต้องดำเนินการผลิตขยายเพื่อสนับสนุนให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอให้เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวหมั่นสำรวจแปลงปลูกมะพร้าว หากพบการเข้าทำลายของแมลงดำหนามระยะแรก จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ทันสถานการณ์ และลดความเสียหายต่อผลผลิตมะพร้าวได้

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า สำหรับ “แมลงดำหนาม” ปัจจุบันถือว่าเป็นแมลงศัตรูมะพร้าวประจำถิ่น พบการเข้าทำลายมะพร้าวได้ตลอดทั้งปี โดยจะระบาดรุนแรงในช่วงฤดูแล้ง (เดือนพฤศจิกายน – เดือนเมษายน) ทั้งตัวหนอนและตัวเต็มวัยของแมลงดำหนามมะพร้าวจะซ่อนตัวในใบอ่อนและกัดกินยอดอ่อน โดยเฉพาะยอดที่ยังไม่คลี่ ทำให้ยอดอ่อนของมะพร้าวชะงักการเจริญเติบโต

หากต้นมะพร้าวถูกทำลายรุนแรงติดต่อกัน ทำให้ทางใบที่ถูกทำลายแห้งกลายเป็นสีน้ำตาล มองเห็นเป็นสีขาวโพลนชัดเจน หรือที่ชาวสวนมะพร้าวมักเรียกว่า “โรคหัวหงอก” หากเกษตรกรพบการระบาดไม่รุนแรง สามารถใช้วิธีตัดยอดที่ถูกแมลงดำหนามทำลายออกแล้วนำไปทำลายนอกแปลงปลูก หรือปล่อยแมลงหางหนีบ หรือแตนเบียนแมลงดำหนามมะพร้าว หรือใช้เชื้อราเขียวเมตตาไรเซียม ช่วยควบคุมการระบาดได้

ส่วนกรณีพบการระบาดของแมลงดำหนามในระดับรุนแรง ให้เกษตรใช้สารเคมีตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ได้แก่ มะพร้าวต้นเตี้ยใช้สารเคมี cartap hydrochloride 4% GR อัตรา 30 กรัม/ต้น ห่อใส่ถุงผ้าเหน็บไว้ที่ยอดมะพร้าว จะมีประสิทธิภาพช่วยป้องกันกำจัดแมลงดำหนามได้นาน 1 เดือน สำหรับมะพร้าวต้นสูงให้ใช้สารเคมี emamectin benzoate 1.92% EC ฉีดเข้าลำต้น อัตรา 50 ซีซี/ต้น จะมีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดแมลงดำหนามได้นานไม่น้อยกว่า 2 เดือน

อัดแคมเปญแก้ปัญหาราคากุ้งตก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403664?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

อัดแคมเปญแก้ปัญหาราคากุ้งตก

10 ธันวาคม 2562 – 09:17 น.
กุ้งขาวแวนนาไม,ส่งออก,ราคาลดต่ำ,สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
เปิดอ่าน 82 ครั้ง

เร่งแก้ปัญหากุ้งราคาตก ภาครัฐลุยอัดแคมเปญ ช่วยเกษตรกรพยุงราคา

10 พฤศจิกายน 2562 นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ราคาซื้อขายกุ้งขาวแวนนาไมที่ปรับตัวลดลงตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม – กันยายน ปี 2562

โดยพบว่า กุ้งขนาด 70 ตัวต่อกิโลกรัม ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 139 บาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ร้อยละ 6  เนื่องจากไทยส่งออกกุ้งลดลง ปริมาณส่งออก 126,658 ตัน (ลดลงร้อยละ 5) คิดเป็นมูลค่า 37,531 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 10) เนื่องจากราคากุ้งไทยมีราคาที่สูงกว่าคู่แข่ง จึงส่งผลการส่งออกกุ้งไทยไปตลาดโลกลดลง ประกอบกับการแข็งค่าของเงินบาท ความสามารถในการแข่งขันของไทยจึงลดลงไปด้วย

นอกจากนี้ ทางผู้ประกอบการห้องเย็นและโรงงานแปรรูปขาดสภาพคล่อง รวมทั้งเลิกกิจการไปบางส่วนความต้องการกุ้งเพื่อส่งออกจึงน้อยลง และกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งได้รับความเดือดร้อนจากราคากุ้งที่ตกต่ำตั้งแต่ช่วงต้นปี 2562 เป็นต้นมา

กระทรวงเกษตรฯ โดย สศก. และ กรมประมง ได้ร่วมประชุมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาราคากุ้งขาวแวนนาไมร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย และเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งไทย ที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยการนำผลผลิตส่วนเกินกุ้งออกจากตลาด จำนวน 40,000 ตัน และกำหนดราคาเป้าหมายที่เกษตรกรขายได้ให้กุ้งขนาด 70 ตัวต่อกิโลกรัม อยู่ที่กิโลกรัมละ 150 บาท

นางอัญชนา  ตราโช  รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเสริมว่า สำหรับมาตรการช่วยแก้ไขปัญหาราคากุ้ง กรมการค้าภายใน ได้เตรียมดำเนินการเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการที่รับซื้อกุ้งเพิ่ม จำนวน 30,000 ตัน  วงเงินกู้ 5,000 ล้านบาท โดยชดเชยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ระยะเวลา 6 เดือน วงเงิน 75 ล้านบาท และการเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการที่รับซื้อกุ้งเพื่อเก็บในสต๊อก ระยะเวลา 3 เดือน จำนวน 10,000 ตัน วงเงินกู้ 1,500 ล้านบาท ชดเชยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ระยะเวลา 6 เดือน วงเงิน 22.50 ล้านบาท และชดเชยค่าเก็บกิโลกรัมละ 1 บาท เป็นเงิน 10 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 32.50 ล้านบาท  ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งจัดทำโครงการและมาตรการดังกล่าว

นอกจากนี้ เตรียมขยายการส่งออกไปตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ให้มากขึ้น โดยให้กรมการค้าต่างประเทศจัดทีมเจรจาระหว่างผู้ประกอบการส่งออกไทยกับผู้ประกอบการนำเข้ารายใหม่ๆ พร้อมกับส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ โดยให้กรมการค้าภายในจัดกิจกรรมส่งเสริมการบริโภค เช่น นำกุ้งจากฟาร์มเกษตรกรจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรงผ่านช่องทางที่หลากหลาย เช่น การขายออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปลายปีที่เป็นช่วงเทศกาลที่ผู้บริโภคภายในประเทศจะซื้อกุ้งในราคาถูกลงกว่าท้องตลาดทั่วไป ซึ่งเชื่อมั่นว่า มาตรการดังกล่าว จะสามารถช่วยยกระดับราคากุ้ง ให้สูงขึ้นได้อย่างแน่นอน

ลุยส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังนาประกันราคารับซื้อ 8 บาท/กก.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403524?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ลุยส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังนาประกันราคารับซื้อ 8 บาท/กก.

10 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ข้าวโพดหลังนา,กรมส่งเสริมการเกษตร
เปิดอ่าน 111 ครั้ง

กรมส่งเสริมสหกรณ์ลุยส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังนาผ่านระบบสหกรณ์จับมือบริษัทผลิตอาหารสัตว์ประกันราคารับซื้อ 8 บาท/กก. ความชื้นไม่เกิน 14.5 %

10  ธันวาคม 2562 กรมส่งเสริมสหกรณ์เดินหน้าส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังนาผ่านระบบสหกรณ์ หลังประสบผลสำเร็จปีที่ผ่านมาช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกร เบื้องต้นเปิดรับสหกรณ์สนใจร่วมโรงการแล้ว 156 แห่ง พื้นที่ 156,203 ไร่ จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ 100  ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี  ให้สมาชิกสหกรณ์กู้ยืมไปลงทุนเพาะปลูก พร้อมประสานบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์เปิดจุดรับซื้อประกันราคาไม่ต่ำกว่า 8 บาท/กก. ที่ความชื้นไม่เกิน 14.5 %

นายพิเชษฐ์ วิริยะหาหะ  อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในปีนี้กรมฯได้จัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังนาผ่านระบบสหกรณ์ ปีการผลิต  2562/2563  ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากการดำเนินโครงการนี้เมื่อปีที่ผ่านมาสหกรณ์ได้ลงไปส่งเสริมสมาชิกสหกรณ์ลดพื้นที่ทำนาปรังหันมาปลูกข้าวโพด ซึ่งเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย และมีหน่วยงานต่าง  ๆ เข้าไปให้การสนับสนุนทั้งในด้านองค์ความรู้ ตั้งแต่การเตรียมดิน การดูแลพื้นที่เพาะปลูก

ตลอดจนการเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อส่งจำหน่ายให้กับบริษัทเอกชน ซึ่งโรงงานผลิตอาหารสัตว์ได้เข้ามาเปิดจุดรับซื้อจากสหกรณ์ ทำให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการกับสหกรณ์มีรายได้ดีกว่าการทำนา เนื่องจากต้นทุนการผลิตต่ำกว่าและมีการกำหนดราคารับซื้อที่ชัดเจน รวมถึงเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย สามารถปลูกได้ผลดีในช่วงหน้าแล้ง

ขณะนี้กรมฯได้สำรวจสหกรณ์ที่มีความพร้อมจะเข้าร่วมโครงการในปีนี้ และย้ำว่าต้องเป็นพื้นที่ที่มีน้ำเพียงพอ ต่อการเพาะปลูก และเกษตรกรต้องลงมือปลูกไม่เกินวันที่ 15 มกราคม 2563 เพื่อจะเก็บเกี่ยวได้ทันในช่วงฤดูแล้ง เบื้องต้น มีสหกรณ์สนใจเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังนา 156 สหกรณ์ ใน 33 จังหวัด สมาชิก  21,392  ราย พื้นที่ประมาณ 156,203 ไร่ คาดว่าจะได้ผลผลิตประมาณ  1.5 – 2 แสนตัน

มีสหกรณ์ที่ต้องการให้ช่วยเหลือในเรื่องเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ จำนวน  74 สหกรณ์ สมาชิกประมาณ  13,971 ราย กรมฯจึงได้จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์วงเงิน 100 ล้านบาท ให้สหกรณ์กู้ไปให้สมาชิกลงทุนช่วงเริ่มต้นฤดูการเพาะปลูกและจัดหาปัจจัยการผลิตและเครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อบริการสมาชิก โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 1 %  ปัจจุบันมีสหกรณ์ ขอกู้เงินดังกล่าวแล้ว  39 สหกรณ์ สมาชิก  3,050  ราย  วงเงิน  38.9  ล้านบาท

สมาชิกสหกรณ์เหล่านี้เคยร่วมโครงการปลูกข้าวโพดหลังนาในปีที่ผ่านมา และปีนี้ต้องการให้สหกรณ์ทำโครงการนี้อีก ซึ่งเราจะนำปัญหาอุปสรรคเมื่อปีที่แล้วมาปรับปรุงและหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำ ทั้งในเรื่องเกษตรกรขาดความรู้ในการปลูกข้าวโพด ปัญหาโรคแมลงระบาด  เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนกำหนด และฝักข้าวโพดไม่สมบูรณ์เนื่องจากน้ำไม่เพียงพอ ซึ่งได้เน้นย้ำให้สหกรณ์เข้าไปแนะนำสมาชิก ดูแลระหว่างการปลูก และการรวบรวมผลผลิต

โดยกรมฯได้ประสานหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ดูแลด้านการผลิต ส่งนักการเกษตรลงพื้นที่  เพื่อไปให้ความรู้แก่เกษตรกร ตั้งแต่การเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ การเตรียมแปลงปลูก การดูแลผลผลิต การให้ปุ๋ย ให้น้ำการกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช สำหรับตลาดรับซื้อขณะนี้ได้มีการจับคู่ธุรกิจระหว่างบริษัทเอกชนผู้ผลิตอาหารสัตว์กับสหกรณ์ ซึ่งจะมีการกำหนดจุดรับซื้อร่วมกัน และประกันราคารับซื้อข้าวโพดไม่ต่ำกว่า 8 บาทต่อกิโลกรัมที่ความชื้น  14.5% ซึ่งเป็นราคา ณ หน้าโรงงาน หากความชื้นมากกว่านั้น จะมีการระบุราคารับซื้อตามอัตราความชื้นที่ชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกร“ นายพิเชษฐ์กล่าว

ทั้งนี้ กรมฯได้กำหนดห้วงเวลาดำเนินการ ในการชี้แจงโครงการ การเตรียมเมล็ดพันธุ์และการดูแลการปลูก 30 พฤศจิกายน 2562 –  15 มกราคม 2563  การทำสัญญารับซื้อข้าวโพดล่วงหน้าระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2562 –  15 มกราคม 2563 และคาดว่าจะเริ่มรวบรวมผลผลิตส่งให้บริษัทคู่ค้าตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไป

‘ป่าไม้-ส.ป.ก.’ถกกันนัว ยังไม่ได้ข้อยุติทางกฏหมายปมเอาผิดที่ดิน’ปารีณา’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459353

news_default

‘ป่าไม้-ส.ป.ก.’ถกกันนัว ยังไม่ได้ข้อยุติทางกฏหมายปมเอาผิดที่ดิน’ปารีณา’

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 17.18 น.

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2562 นายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ หัวหน้าคณะทำงานตรวจสอบการครอบครองที่ดิน น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า กำลังเร่งศึกษาข้อกฎหมายให้ชัดเจนว่าสามารถดำเนินคดี น.ส.ปารีณาเพิ่มเติมในพื้นที่ 682 ไร่ ซึ่งกรมป่าไม้ได้ส่งมอบสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) แล้วได้หรือไม่ เนื่องจากต้องพิจารณารายละเอียดทั้งคำพิพากษาของศาลฎีกาในอดีตที่มีการฟ้องร้องบุคคลซึ่งครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. ก่อนประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินที่ปรากฎว่า เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 โดย ส.ป.ก.สามารถเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษได้ เพราะอยู่ในความรับผิดชอบของ ส.ป.ก. ขณะนี้จึงรอการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่กรมป่าไม้หารือไป เพื่อนำมาประกอบการดำเนินการต่อ

นายธวัชชัย กล่าวว่า นอกจากนี้ ภายใน 2-3 วันจะประสานไปยังคณะทำงานของ ส.ป.ก. เพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน หลังจากนายนภดล ตันติเมฆิน ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ส.ป.ก. ระบุว่า ที่ดินที่ น.ส. ปารีณาครอบครอง 682 ไร่นั้น เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินแล้วถือว่าต้องเพิกถอนการเป็นป่าสงวนแห่งชาติ แต่ที่ผ่านมายังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน จึงยังมี พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ครอบคลุมอยู่ โดยนายนภดลกล่าวว่า ส.ป.ก. ไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายป่าไม้ ดังนั้น หากได้ข้อสรุปทางกฎหมายว่ากรมป่าไม้สามารถดำเนินคดีในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินได้ จะแจ้งความเอาผิด น.ส.ปารีณาเพิ่ม โดยให้ ส.ป.ก.นำชี้แนวเขตที่ดิน

“ต้องพิจารณาข้อกฎหมายให้รอบคอบ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับ 2 หน่วยงาน ยืนยันว่าไม่มีความพยายามอุ้มหรือช่วยเหลือใครทั้งนั้น เมื่อได้ข้อสรุปชัดเจนเกี่ยวกับการตีความกฎหมายว่า หน่วยงานใดรับผิดชอบในการดำเนินคดี อธิบดีกรมป่าไม้จะแถลงข่าวอีกครั้งและเร่งดำเนินการตามกฎหมายแน่นอน” นายธวัชชัย กล่าว

เร่งระบายเกลือล้นฉาง25,000ตัน ประสานพาณิชย์ป้องกันเกลือตปท.ทะลักไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459288

news_default

เร่งระบายเกลือล้นฉาง25,000ตัน ประสานพาณิชย์ป้องกันเกลือตปท.ทะลักไทย

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 12.33 น.

10 ธันวาคม 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย เปิดเผยว่าจากการตรวจสอบล่าสุดพบว่าขณะนี้มีปัญหาเกิดขึ้นที่กระทบค่อช่วนาเกลือในประเทศอย่างมากอันเนื่องมาจากมีการนำเข้าเกลือต่างประเทศจำนวนมากราคาไม่ถึง 1 บาทต่อ กก. ซึ่งต่ำกว่าราคาต้นทุนของเกษตรกรในประเทศ อย่างมากทำให้เกลือทะเลในประเทศขายไม่ออกค้างสต๊อกอยู่ในยุ้งฉางกว่า 25,000 ตัน เกษตรกรชาวนาเกลือขาดเงินทุนหมุมเวียนและไม่มียุ้งฉางรองรับเพียงพอยิ่งกว่านั้นจะมีเกลือฤดูใหม่เริ่มทยอยเก็บตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมนี้ถึงเดือนพฤษภาคมปีหน้าอีกเกือบ 1 ล้านตัน

อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยล่าสุดกระทรวงเกษตรฯได้กำหนด 5 มาตรการเพื่อช่วยเหลือชาวนาเกลือ1.มาตรการเร่งระบายเกลือค้างสต๊อก2.มาตรการจำนำเกลือในยุ้งฉาง. 3.มาตรการสินเชื่อเพื่อซ่อมเสริมสร้างยุ้งฉางและพัฒนาการผลิต 4.มาตรการแก้ไขกฎระเบียบเพื่อการค้าที่เป็นธรรม.  5.มาตรการส่งเสริมการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์เกลือทะเล ขณะเดียวกัน คณะกรรมการฯยังมีมติให้ผู้แทนจากกระทรวงพาณิชย์ฯและกรมศุลการกรซึ่งเป็นกรรมการเร่งหามาตรการและแก้ไขกฏระเบียบต่างๆเกี่ยวกับการนำเข้าและราคาเกลือต่างประเทศเพื่อให้เกิดการค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade)แก่เกษตรกรชาวนาเกลือโดยเร็ว

สำหรับปัญหาเฉพาะหน้าเกลือทะเลที่ค้างสต็อคจนเต็มยุ้งฉางกว่า 25,000 ตันนั้น คณะกรรมการได้ขอความร่วมมือภาครัฐภาคธุรกิจและผู้บริโภคให้ช่วยซื้อเกลือทะเลเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรรวมถึงมาตรการส่งเสริมการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งมาช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกลือทะเลซึ่งจะมีการเร่งรัดความคืบหน้าในมาตรการต่างๆในการประชุมสัปดาห์หน้า

ทางด้านนายคฑาวุธ บุญมา ประธานสหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทยเพชรบุรี จำกัด กล่าวว่าเรื่องเกลือค้างสต๊อกปี 62 จำนวนกว่า 25,000 ตันในชุมนุมสหกรณ์ฯนั้น ทางออกที่ด่วนที่สุดคือขอให้หน่วยงานราชการและเอกชนช่วยอุดหนุนคนละไม้คนละมือไม่ว่าจะผ่านทางสหกรณ์ทั่วประเทศ,ส่วนราชการทั่วประเทศ ซึ่งน่าจะเป็นกลไกที่ช่วยระบายเกลือทะเลออกสู่ท้องตลาดได้เร็วสุดและสู่ผู้บริโภคโดยตรงเพื่อชาวนาเกลือจะได้มีทุนไว้ขึ้นเกลือในปี 63 ซึ่งเวลานี้กำลังจะขึ้นกันแล้ว

ขณะที่นายเลอพงษ์ จั่นทอง ประธานสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด และรองประธานชุมนุมเกลือทะเลไทย จำกัด กล่าวว่าพี่น้องเกษตรกรผู้ทำนาเกลือทะเลทั้ง 7 จังหวัดเห็นด้วยและขอบคุณคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้ทำนาเกลือทะเลในการ “ซ่อมสร้างเสริม” ยุ้งฉางเก็บเกลือทะเลรวมถึงมาตรการต่างๆอย่างเป็นรูปธรรม

‘วราวุธ-ธรรมนัส’เอาจริง ‘ปารีณา’อ่วม ถ้าพบผิดโดนดำเนินคดีแน่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459241

news_default

‘วราวุธ-ธรรมนัส’เอาจริง ‘ปารีณา’อ่วม ถ้าพบผิดโดนดำเนินคดีแน่

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

‘วราวุธ-ธรรมนัส’เอาจริง

‘ปารีณา’อ่วม

ถ้าพบผิดโดนดำเนินคดีแน่

ร้องสอบ21สส.-5สว.รุกที่ป่า

ปปช.ลุยเช็ค13สส.ปมที่ดิน

รมว.ทรัพยากรฯลั่นกรมป่าไม้ เอาจริงปมที่ฟาร์มไก่ “ปารีณา” รุกป่า ถ้าผิดดำเนินคดีแน่ ย้ำต้องทำรอบคอบหวั่นโดนฟ้องกลับ “กรมป่าไม้”เร่งฝ่ายกฎหมายตีความที่ดิน “ปารีณา”682 ไร่ มอบให้ส.ป.ก.เป็นเขตปฏิรูปที่ดินแล้วแต่ยังไม่จัดสรรสิทธิ์ เป็นที่ป่าไม้หรือไม่ หากสรุปเป็นที่ป่าไม้จะดำเนินคดีเพิ่มแน่ ด้าน“ธรรมนัส “ย้ำชัด “สส.เอ๋”ขาดคุณสมบัติ เกษตรฯ ยันพร้อมลุยยึดคืนพื้นที่ สปก.จากนักการเมือง ขณะที่”อัจฉริยะ”ร้อง ปทา.ฟสอบ21ส.ส.-5ส.ว.รุกที่ป่า ด้านประธาน ป.ป.ช.ระบุเตรียมลุยเช็กอีก13สส.ปมถือครองที่ดิน ภบท.5ที่ถูกร้องเรียน

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) และประธานยุทธ์ศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีหลายฝ่ายเรียกร้องให้ดำเนินคดีกับ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ในข้อหาบุกรุกที่ป่าไม้ 682 ไร่ว่าจากที่มีข่าวหลายฝ่ายเป็นห่วงนั้นตนยืนยันว่า การดำเนินคดีในพื้นที่เกือบ 700 ไร่นั้นต้องใช้ความรอบคอบ ไม่อยากทำอะไรลวกๆ การมาจี้ให้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯดำเนินคดีนั้น อยากให้ทุกฝ่ายสบายใจได้ว่าเราดำเนินคดีแน่นอน และในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีได้กำชับหน่วยงานคือกรมป่าไม้ ดำเนินการอย่างรอบคอบ เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดปัญหาฟ้องร้องกันในภายหลังได้ ตนต้องให้ความสำคัญกับสถานะทางกฎหมายของตัวส่วนราชการเองด้วย ดังนั้นการเร่งรัดทำอะไร ทำแบบถูกใจทำได้ง่าย แต่การทำแบบถูกต้องนั้นต้องรอบคอบให้มาก

บิ๊กท๊อปลั่นถ้าผิดดำเนินคดี‘ปารีณา’แน่

“การจะยึดเอาผิดเลยในทันทีเรียกว่าทำแบบถูกใจ แต่ถึงที่สุดแล้วหลายฝ่ายที่ออกมาแสดงความเป็นห่วง ท่านไม่ได้เป็นคนโดนฟ้องกลับ กลายเป็นเจ้าหน้าที่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯเป็นคนโดนฟ้องร้องกลับ ดังนั้นในการทำงานผมจึงได้ให้นโยบายกับทางส่วนราชการว่าให้ดำเนินการอย่างรอบคอบ ซึ่งการดำเนินการแบบถูกต้องกับถูกใจนั้น อาจจะไม่เหมือนกัน อาจจะไม่ทันใจ คนบางกลุ่มบางท่านก็ต้องขออภัย แต่ผมยึดเอาความถูกต้อง และความรอบคอบเป็นหลัก” นายวราวุธ กล่าว

นายวราวุธ ระบุว่าหากตรวจสอบแล้วพบว่ามีการรุกป่าเกิดขึ้นจริง ยืนยันว่าเราดำเนินการอย่างแน่นอน ดำเนินคดีแน่นอน ไม่ละเว้นแต่อย่างใด

อย่าสับสนระหว่างคำว่าละเว้นกับคำว่ารอบคอบ ยืนยันตนไม่เคยมีความคิดที่จะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่ความรอบคอบก็ต้องมี และตนให้ความสัมคัญกับเจ้าหน้าที่ในกระทรวงเป็นหลัก และในความเป็นจริงแล้วเรื่องของ น.ส.ปารีณา เป็นเรื่องของกระบวนการที่ส่วนราชการมีระเบียบในการดำเนินการอยู่แล้ว ฉะนั้นทุกฝ่ายไม่จำเป็นต้องเป็นห่วง

ย้ำไม่ได้หายไปไหน-ไปประชุมสเปน

“ผมก็ไม่ได้หายหน้าไปไหนตอนนี้อยู่ที่ประเทศสเปนมาเข้าร่วมประชุมสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งมีผู้นำทุกประเทศทั่วโลกมาร่วมประชุมกันที่สเปน ก่อนหน้านี้จะจัดการประชุมนี้ที่ประเทศชิลี แต่เมื่อมีปัญหาจึงย้ายมาจัดที่สเปน และผมได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้มาปฎิบัติหน้าที่แทน ส่วนการดำเนินการของส.ป.ก.นั้น เราตอบแทนไม่ได้ เป็นเรื่องที่ส.ป.ก.ต้องอธิบาย แต่ในส่วนของกรมป่าไม้ที่มีการบุกรุกนั้นฟ้องดำเนินคดีตามกฎหมายแน่นอน” รมว.ทส.กล่าว

ธรรมนัสลั่นต้องเอาผิดตามกฎหมาย

ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินการ คดี กับ นส. ปารีณา ไกรคุปส์ ว่า ล่าสุดล่าสุด ได้สั่งการให้ทางทีมกฎหมาย สปก. เร่งดำเนินการ ตามกรอบกฎหมายอย่างเต็มที่ ซึ่งจากการตรวจสอบคุณสมบัติ ของ นส. ปารีณา พบว่า ไม่มีคุณสมบัติ ที่เข้าเงื่อนไขที่จะได้จับการจัดสรรที่ดิน จาก พรบ. ปฏิรูปที่ดิน ของ สปก. เนื่องจากมีอาชีพ เป็น สส. ชัดเจนที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ทำงานทางด้านการเมืองไม่ใช่เวลาส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรมจึงขาดเงื่อนไข ความเป็นเกษตรกร ที่จะได้รับการจัดสรรที่ดิน อย่างเด็ดขาด ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบเอกสาร ที่ ขอส่งมอบคืน ที่ สน. ปารีณาส่งมา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 62 ที่ผ่านมา นั้นจากการตรวจสอบพบว่า มีเงื่อนไขในการคืนที่มาด้วย จึงให้ทางฝ่ายกฎหมาย สปก. ประสาน ไปยัง นส. ปารีณา เพื่อทำหนังสือส่งมอบมาใหม่อีกครั้ง เพื่อป้องกันการเรียกร้องสิทธิ์ภายหลัง โดยยืนยันว่าทุกอย่างจะต้องดำเนินการตามกรอบของกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยไม่มีการละเว้นแน่นอน

ย้ำชัด’ปารีณา’ขาดคุณสมบัติเกษตร

“ คุณ ปารีณา คิด อย่างไร ผมไม่ทราบเพราะที่ผ่านมาเค้าเข้าใจผิดมาโดยตลอด งเราชัดเจนตามหลักฐานที่มี ว่ากรมป่าไม้ส่งให้เราเมื่อไหร่ เราประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ เมื่อไหร่ ส่วนคุณปารีณาจะมาบอกว่าเค้าเสียภาษีบำรุงท้องที่เป็นสิทธิ์เค้ามันไม่ใช่ มันต้องเอากฎหมาย สปก. เป็นหลัก เค้าไม่มีสิทธิ์ เป็นเกษตรกร เพราะเค้าเป็น สส. ใช้เวลาส่วนใหญ่ที่สภาฯ ไม่ใช่ทำการเกษตรฯสปก. มันชัดเจนว่าอะไรเป็นอะไร ส่วนเรื่อง การดำเนินคดี ตาม พรบ. ป่าไม้ เป็นส่วนของ ป่าไม้รับผิดชอบ เราในฐานะกำกับดูแลเรื่องการจัดสรรและให้สิทธิแก่เกษตรกร เราต้องดูว่าขอบเขต สปก. ทำอะไรได้บ้าง ไม่ได้บ้างจำไปทำนอกกรอบกฎหมาย สปก. ไม่ได้ เดี๋ยวจะเป็นศรย้อนกลับมาหาตัวเอง ส่วนจะดำเนินคดี ร่วมกันอย่างไร ระหว่าง กรมป่าไม้กับ สปก. ผมมอบนโยบายชัดเจนให้ประสานงานร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งฝ่ายกฎหมายจะเป็นคนดำเนินการทั้งหมด ต้องไปดูรายละเอียด ให้ชัดเจน” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

พร้อมลุยยึดคืนที่สปก.นักการเมือง

ในส่วนของบุคคลอื่น ที่มีการครอบครองพื้นที่ สปก. โดยขาดคุณสมบัติความเป็นเกษตรกร โดยเฉพาะ นักการเมือง นั้น ตนยืนยันว่าระหว่างที่ตนดำรงตำแหน่ง รมช. เกษตรฯ ที่ดูแลหน่วยงาน สปก. ไม่ว่า จะเป็น ใครก็ตามเมื่อเป็นพื้นที่ ของหลวง ถ้าไม่มีคุณสมบัติ ความเป็นเกษตรกร ตามกรอบกฎหมาย สปก. ต้องคืน พื้นที่ ให้กับทาง สปก. ทุกคน เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด และยืนยันว่าทุกคนที่ได้ที่ดิน สปก. มาโดยมิชอบ ต้องคืนพื้นที่ กลับมา เป็นของ สปก. จากนี้ไป ตนมอบให้ทางฝ่ายกฎหมาย สปก. ไปดำเนินการยึดคืนทั้งหมด โดยจะเริ่มมาตรการจากเบาไปหาหนัก ตามขั้นตอน เริ่มจากการเจรจา ดีๆโดยไม่ต้อง ใช้บังคับ ตาม ม. 44 หาก ไม่คืน จะต้องใช้ม44 ทั้งหมด ขณะนี้กำลังประสานงานไปยัง ปปช. เพื่อขอข้อมูล ทั้งหมด จากนั้น จะดำเนินการตรวจสอบ ทุกแปลงก่อน ยึดคืน เพื่อ นำไปจัดสรรให้กับเกษตรกร ผู้ยากไร้ต่อไป

ป่าไม้เร่งฝ่ายกฎหมายตีความที่ดิน

ด้าน นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้กล่าวว่า มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาด่วนทีสุดว่า ที่ดิน 29 แปลง เนื้องที่ 682 ไร่ที่น.ส. ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐครอบครองอยู่ โดยเป็นพื้นที่กรมป่าไม้ส่งมอบให้สำนักงานปฎิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.) และส.ป.ก. ประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินตั้งแต่พ.ศ. 2554 แล้ว แต่ยังไม่นำเข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธินั้นยังคงถือเป็นที่ตามพ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติและพ.ร.บ. ป่าไม้หรือไม่ หากชัดเจนว่า ยังคงเป็นที่ป่าไม้ จะดำเนินคดีฐานความผิดบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่ม

โดยกำชับให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาอย่างรอบคอบที่สุดเนื่องจากยังมีความเห็นเป็น2ด้านโดยด้านหนึ่งยึดถือตามการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งระบุว่า เขตปฏิรูปที่ดินซึ่งส.ป.ก.ได้มีแผนการดำเนินการงานและงบประมาณเพื่อจัดสรรสิทธิแล้วถือว่า เป็นที่ดินของส.ป.ก. ส่วนอีกด้านหนึ่งยึดถือตามคำตัดสินของศาลฎีกาที่พิพากษาลงโทษผู้ครอบครอบเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งยังไม่เข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธิว่า ยังคงถือเป็นที่ดินตามพ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และพ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ดังนั้นจะเข้าข่ายบุกรุกที่ป่าไม้ซึ่งพร้อมจะดำเนินคดีแก่ผู้ครอบครองตามมาตรฐานเดียวกันทุกราย

อัจฉริยะร้องสอบ21ส.ส.-5ส.ว.รุกที่ป่า

บ่ายวันเดียวกัน นายอัจฉริยะ เรื่องรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้นำเอกสารหลักฐานการยื่นบัญชีทรัพย์สินของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) 21 คน สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 5 คน และข้าราชการ 4 คน มายื่นให้ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ผบก.ปทส.)และกรมป่าไม้ เพื่อทำการตรวจสอบดินที่ ภบท.5 ในเขตป่าไม้หรือเขตป่าสงวน และที่ดิน ส.ป.ก.ว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวครอบครองถูกต้องด้วยกฏหมายหรือไม่

โดยนายอัจฉริยะระบุว่าจำนวนนักการเมืองที่นำมาตรวจสอบวันนี้ มีทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ทั้งพรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคอนาคตใหม่ พรรคภูมิใจไทยและพรรครวมพลังประชาชาติไทย เป็นต้น โดยหนึ่งในนั้นคือนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ซึ่งครอบครองพื้นที่ ภทบ.5 จำนวน 120 ไร่ ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ขณะที่ นักการเมืองบางรายครอบครองพื้นที่ ภทบ.5 สูงถึงกว่า 300 ไร่

ส่วนกรณีที่ ร.อ.ธรรมมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯระบุว่า การครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. จ.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ไม่สามารถเอาผิดได้นั้น ส่วนตัวมองว่า เป็นการเข้ามาแทรกแซงการทำงานของอัยการและศาลซึ่งไม่มีสิทธิทำได้ คดีที่ดิน ส.ป.ก. นั้นเป็นความผิดทางอาญา ไม่สามารถยอมความได้ ที่ผ่านมา มีฎีกาในลักษณะนี้ปรากฎให้เห็นและศาลลงโทษทุกคนที่บุกรุกพื้นที่ป่า แต่เหตุใดทำไมนางสาวปารีณาถึงไม่ถูกดำเนินคดี อีกทั้งปัจจุบันนางสาวปารีณาไม่ใช่เกษตรกร และแม้จะเป็นเกษตรกรก็มีสิทธิครอบครองที่ดินแค่ 50 ไร่เท่านั้น

หากมีการคืนที่ดินก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่เช่นนั้นชาวบ้านที่ถูกดำเนินคดีไปก่อนหน้านี้ใครจะรับผิดชอบ ทั้งนี้ วันที่ 21 ธ.ค. 62 นายอัจฉริยะ จะเดินทางไป จ.ราชบุรี เพื่อแจ้งความเอาผิดกับข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนทั้ง เลขาธิการ ส.ป.ก. เจ้าหน้าที่การไฟฟ้า เจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรธรณี และส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ในความผิดตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ หลังเข้าไปดำเนินการด้านสาธารณูปโภคและให้ความช่วยเหลือในที่ดินของนางสาวปารีณา

ปปช.ลุยเช็ก13ส.ส.ถือครองที่ ภบท.5

ด้าน พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ระบุว่า ป.ป.ช.ได้เร่งตรวจสอบเรื่องการทุจริต ที่มีการร้องเรียนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และมั่นใจว่า จะไม่มีสำนวนใดขาดอายุความ จนไม่สามารถเอาผิดผู้กระทำการทุจริตได้ โดยในส่วนของความคืบหน้าในการตรวจสอบทรัพย์สินของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐนั้น เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้เข้าสู่วาระการพิจารณาของที่ประชุมป.ป.ช.ในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้หาข้อมูลอย่างรอบคอบที่สุด และดำเนินการตรวจสอบไปตามกระบวนการ ซึ่งจะมีเวลา 180 วันในการตรวจสอบ แต่เชื่อว่า ป.ป.ช.จะสามารถสรุปสำนวนนี้เสร็จก่อนคดีอาญา ที่น.ส.ปารีณาถูกแจ้งข้อกล่าวหา

ส่วนกรณีข้อร้องเรียนที่ให้ตรวจสอบ 13 ส.ส. 6 พรรคการเมือง ที่ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินที่ดินและมีเอกสารภบท.5 นั้น กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งเมื่อมีผู้ยื่นเรื่องร้องมาก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอน และไต่สวนให้เกิดความกระจ่าง

ประธาน ป.ป.ช. ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการสรรหากรรมการป.ป.ช.อีก 2 ตำแหน่งที่ว่างลงนั้น ว่า ขณะนี้ปิดรับสมัครตามขั้นตอนของการสรรหาแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติจากคณะกรรมการสรรหาฯ จากนั้นจะอยู่ในที่ประชุมวุฒิสภารับรองเห็นชอบ คาดว่าจะสรรหากรรมการ ป.ป.ช.อีก 2 คนได้ แล้วเสร็จภายใน 2 เดือนนี้ แต่ช่วงระหว่างนี้คณะกรรมการป.ป.ชที่เหลือทั้ง 7 คน ยังดำเนินการตรวจสอบและไต่สวนข้อร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง และพร้อมจะมีมติในคดีที่สำคัญๆ โดยไม่ต้องรอให้กรรมการครบทั้ง 9 คน เพราะขณะนี้ก็มีองค์ประชุมครบอยู่แล้ว.

รมว.เกษตรฯมอบนโยบายกรมหม่อนไหม พัฒนาผ้าไทยขยายตลาดในปท.-ตปท.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459152

news_default

รมว.เกษตรฯมอบนโยบายกรมหม่อนไหม พัฒนาผ้าไทยขยายตลาดในปท.-ตปท.

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงแนวทางขับเคลื่อนงานหม่อนไหมว่า งานกรมหม่อนไหม เป็นงานสำคัญมาก เพราะดำเนินตามพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงอนุรักษ์ส่งเสริมงานหม่อนไหมให้ได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ กรมหม่อนไหมจึงต้องพัฒนาไหมไทยให้นานาชาติยอมรับให้คนไทยและต่างชาติเห็นเอกลักษณ์ของผ้าไหมไทย ควรเพิ่มช่องทางจำหน่ายในสนามบินทุกแห่งและห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ เน้นความหลากหลายของชนิด ลวดลายและราคา ล่าสุดได้รับการประสานจากการท่าอากาศยานให้นำผ้าไหมไปจำหน่ายในสนามบินทั่วประเทศ

ด้าน นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า แนวทางขยายตลาดผ้าไหมในประเทศนั้น นอกจากกรมฯ จะจัดงานตรานกยูงพระราชทานสืบสานตำนานไหมไทยเป็นประจำทุกปีแล้ว จะเพิ่มจัดตลาดนัดหม่อนไหมในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดทุกสัปดาห์ ส่งเสริมใช้ผ้าไหมเป็นชุดประชุมและรับแขกต่างประเทศ สวมใส่ชุดผ้าไหมในพิธีสำคัญและเทศกาลต่างๆให้เป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย ส่งเสริมให้ข้าราชการและพนักงานของรัฐและนักเรียนนักศึกษาสวมใส่ผ้าไหมทุกสัปดาห์ รวมถึงส่งเสริมการออกแบบผ้าไหมให้ร่วมสมัยมาจำหน่ายมากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ทำรายได้ให้ประเทศได้ถึง 12,000 ล้านบาท

ส่วนในต่างประเทศ จะส่งเสริมขยายช่องทางตลาดในประเทศที่เป็นคู่ค้าสำคัญของไทย อาทิ สหรัฐ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น จีน กลุ่มประเทศอาเซียน กลุ่มประเทศมุสลิม เป็นต้น โดยเน้นผ้าไหมในตลาดแฟชั่นและสินค้าแบรนด์เนม รวมถึงผ้าไหมที่ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์และตกแต่งอาคาร (Home Textile) ตั้งเป้าให้มีรายได้ 3,000 ล้านบาทต่อปี จากเดิม 800 ล้านบาทต่อปี โดยทั้งในและต่างประเทศนั้นจะเพิ่มการส่งเสริมตลาดนัดออนไลน์โดยให้ส่วนราชการร่วมกับภาคเอกชน ผู้ประกอบการ นำผลิตภัณฑ์จำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ด้วย

และเพื่อพัฒนาให้สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าว กรมหม่อนไหมนำงานวิจัยนวัตกรรมมาปรับใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มรายได้ไหมอุตสาหกรรมขึ้นอีก 20% จากเดิมมีผู้เลี้ยงไหมอุตสาหกรรม 4,000 ราย ปริมาณรังไหม 2,800 ตัน มูลค่าสินค้า 500 ล้านบาท เพิ่มจำนวนผู้เลี้ยงไหมเป็น 5,000 ราย ปริมาณรังไหม 3,300 ตัน มูลค่าสินค้า 600 ล้านบาท นอกจากนี้ จะเพิ่มผู้เลี้ยงไหมอีรี่รือไหมที่ไม่ได้กินใบหม่อนเป็น 2,500 ราย ปริมาณรังไหม 500 ตัน มูลค่าสินค่า 60 ล้านบาท โดยส่งเสริมให้ทำแปลงเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อลดรายจ่าย เพิ่มผลผลิตรังไหมต่อไร่เป็น 150 กิโลกรัม เพิ่มผลผลิตเส้นไหม และเพิ่มพื้นที่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็น 30,000 ไร่

ส่วนการแปรรูป มีเป้าหมายเพิ่มรายได้ขึ้นอีก 20% เป็น 320 ล้านบาท จากกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์จากใบหม่อน 150 ล้านบาท หม่อนผลสด 150 ล้านบาท และไหม 20 ล้านบาท ซึ่งจะร่วมมือกับภาคเอกชนแปรรูปและจัดจำหน่าย นอกจากนี้ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจะเพิ่มปริมาณผลิตผ้าไหม โดยเฉพาะผ้าไหมที่ได้รับการรับรองมาตรฐานตรานกยูงพระราชทาน 250,000 เมตร และเพิ่มจำนวนผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและผลิตผ้าไหมในกลุ่มผู้สูงวัยและคนรุ่นใหม่เป็น 10,000 รายต่อไปด้วย

สหกรณ์ประกาศเลิกขาย หนุนมนัญญาแบน3สาร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459243

news_default

สหกรณ์ประกาศเลิกขาย หนุนมนัญญาแบน3สาร

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“มนัญญา”ไม่ถอดใจ เดินหน้าแบน 3 สาร ลุยผลักดันเกษตรปลอดภัยทั้งระบบ สหกรณ์การเกษตรพร้อมใจขึ้นป้าย ไม่ขายสารเคมีอันตรายทางการเกษตร3 ชนิด รณรงค์ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ สารชีวภัณฑ์ เผยมี บริษัทนำเข้าเร่งระบายสต๊อกทั้งส่งออกไปประเทศที่ 3ทั้งลดแลกแจกแถม ระบุมี 70 บริษัทเอกชนนำเข้าสารทดแทนมาแล้วมากว่า 5 พันตัน เป็นเส้นทางเดียวกันกับ 3 สาร บางสารนำเข้ามาพักแล้วส่งต่อไปประเทศที่สาม

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เรียกหารือผู้เกี่ยวข้องเพื่อวางนโยบายทำเกษตรปลอดภัยทั้งระบบจากเกษตรกรถึงผู้บริโภค โดยทุกสหกรณ์การเกษตร ทั่วประเทศ พร้อมใจขึ้นป้ายไม่จำหน่ายสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 3 ชนิดคือ พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส และให้กรมวิชาการเกษตร รณรงค์ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ สารชีวภัณฑ์ การทำเกษตรผสมผสาน ใช้เครื่องจักรกล ปรับเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีการเกษตร ทำการเกษตรแบบปราณีต เพื่อเป็นครัวโลก

รมช.เกษตรฯกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ได้ห้ามนำเข้า 3 สารเคมีดังกล่าวมาตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน ซึ่งในช่วง 6 เดือนที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติให้เลื่อนแบน กระทรวงเกษตรฯไม่อนุญาตให้นำเข้าแน่นอน โดยเอกชนต้องจัดการเคลียร์สต๊อกให้หมด ถ้าการแบนมีผลวันที่ 1 มิถุนายน 2563 ตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะนำเรื่องสต๊อกมาอ้างไม่ได้

“ล่าสุดได้รับรายงานว่ามีการส่งออกไปประเทศที่ 3 แล้วกว่า 2 พันตัน และทราบว่ามีการจำหน่ายสารแบบลดแลกแจกแถมกันมาก ถ้าจำกัดการใช้ จริงๆต่อไปต้องทราบว่าอยู่ในมือประชาชนเท่าไหร่แล้ว ขายไปให้สวนไหนบ้าง ต้องบอกได้สวนนี้ใช้สารไกลโฟเซต แปะสติกเกอร์ไว้ที่พืชพรรณว่า ผลผลิตตัวนี้ใช้สารอะไร นี่คือการจำกัดการใช้ที่ถูกต้อง ไม่ใช่ไปสอนเกษตรกรให้ใช้สารเคมี ทั้งที่ต้องเป็นหน้าที่ของบริษัทนำเข้ามาหลายร้อยบริษัท แต่ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯกลับใช้งบไปอบรมเป็น100 ล้านบาท”น.ส.มนัญญา กล่าว

และว่า ช่วง 6 เดือนนี้ ไม่มีการนำเข้าสารไกลโฟเซต แม้คณะกรรมการวัตถุอันตราย จะมีมติจำกัดการใช้ ก็ไม่อนุญาตนำเข้า เพราะมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ยังไม่มีกฎหมาย รับรอง หากออกประกาศเป็นพระราชบัญญัติ คงไม่มีใครคัดค้าน ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย แต่ตอนนี้ไม่นำเข้า ไม่ให้มีในประเทศไทย เพราะถ้าไม่หมดสต็อก ทำอย่างไร ต้องยืดไปอีก 6 เดือนหรือไม่ ไม่ใช่การเกษตรปลอดภัย ฉีดพ่นสารได้ก่อนเก็บเกี่ยว แต่คนกิน จะรู้ได้อย่างไร ว่าสารตกค้างเข้าไปสะสมในร่างกายแล้วเท่าไหร่

น.ส.มนัญญายังเปิดเผยอีกว่า ขณะนี้มีกว่า 70 บริษัท ที่นำเข้าสารทดแทนมาแล้วมากว่า 5 พันตัน เป็นเส้นทางเดียวกันกับ 3 สาร สำหรับบางสารนำเข้ามาพักแล้วส่งต่อไปประเทศที่สาม ในเรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องของเอกชน ที่เจ้าของบริษัทดำเนินธุรกิจ เขารู้อยู่แล้ว แต่ต้องมีศีลธรรมด้วย ขอให้คิดถึงชีวิตคนมากกว่าเงิน

รมช.เกษตรฯยังยืนยันด้วยว่า ไม่ล้มเลิกต่อสู้ยกเลิก 3 สาร ตอนนี้มีกำลังใจส่งมาจากทั่วประเทศ ขนาดเดินซื้อของพนักงานห้าง มาบอกว่าเขาร้องไห้ เห็นข่าวแบนสารไม่สำเร็จ หน่วยงานร่วมมือกันต้องเดินหน้ารณรงค์ สร้างความเข้าใจถึงผลดีของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมัก สารชีวภัณฑ์ จะทำให้ผลผลิตได้มากขึ้นด้วย เพราะต้นไม้แข็งแรง ไม่มีแมลงรบกวน ไม่มีโรค จากสภาพดินดี พร้อมเปิดแปลงเกษตรอินทรีย์ มีตลาดจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดสารพิษ รองรับผลผลิต ขายราคาไม่แพง มีคุณภาพ ยกเป็นซูเปอร์สหกรณ์ ทุกจังหวัด เช่นสหกรณ์พระนคร ขายกระหล่ำดอกออร์แกนิค 20 บาท อะโวคาโด กล่องละ 60-80 บาท

รายงานพิเศษ : ‘ไม้ตัดดอกริมโขง’พืชทางเลือกอนาคตสดใส สร้างรายได้งามให้เกษตรกรหนองคาย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459157

รายงานพิเศษ : ‘ไม้ตัดดอกริมโขง’พืชทางเลือกอนาคตสดใส สร้างรายได้งามให้เกษตรกรหนองคาย

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดอกดาวเรือง ดอกเบญจมาศ และดอกมัม เป็นพืชทางเลือกที่เกษตรกรจังหวัดหนองคายนิยมปลูกมากที่สุดในอำเภอเมือง อำเภอศรีเชียงใหม่ และท่าบ่อ ยังมีปริมาณน้ำเพียงพอทั้งจากแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขา ไม้ดอกทั้ง 3 ชนิดนิยมนำมาเป็นเครื่องสักการะบูชาในศาสนาพุทธ อีกทั้งตลาดต้องการสูงโดยเฉพาะดอกดาวเรืองสามารถส่งขายไปยัง สปป.ลาว สร้างรายได้ให้เกษตรกร

นางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 จังหวัดอุดรธานี (สศท.3) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ สศท.3 โดยสัมภาษณ์เกษตรกรกลุ่มไม้ดอกไม้ประดับชุมชนหนองบัวทอง อำเภอเมือง มีจำนวนสมาชิก 30 ราย ซึ่งมีพื้นที่เพาะปลูก 29 ไร่ พบว่า เกษตรกรนิยมปลูกดอกดาวเรืองดอกเบญจมาศ และดอกมัม ในพื้นที่ครึ่งงาน ถึง 1 งานซึ่งเกษตรกรสามารถปลูกได้ 1-2 รอบ/ปี โดยดอกดาวเรือง ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 34,498 บาท/ไร่ อายุการเพาะปลูกประมาณ 2-4 เดือน ให้ดอกตั้งแต่อายุ 2 เดือน นิยมปลูกในช่วงเดือนสิงหาคม–ตุลาคม ระยะเวลาเก็บเกี่ยวช่วงเดือนตุลาคม ให้ผลผลิตเฉลี่ย 979 กก./ไร่ (5-6 หมื่นดอกคละเกรด) ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย 63 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 27,056 บาท/ไร่/รอบการผลิต ซึ่งจะมีแม่ค้าคนกลาง  มารับซื้อถึงสวนทุกวัน ราคาแยกเป็นเกรดตามขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของดอก ซึ่งเกรด A ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 ซม. ราคาขายอยู่ที่ 1 บาท/ดอก ส่วนเกรด B ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 – 9 ซม. ราคาขาย 0.6 บาท/ดอกหรือ เกรด C ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 – 7 ซม. ราคา 0.5 บาท/ดอก และขนาดเล็ก ราคา 0.3 – 0.25 บาท/ดอก ทั้งนี้ดอกดาวเรืองเป็นพืชสวนที่ต้องดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการให้น้ำและการตัดดอกขายและจะขายดีในช่วงก่อนถึงวันพระ 1 วัน (วันโกน)

ดอกเบญจมาศ ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 81,739 บาท/ไร่  อายุการเพาะปลูกประมาณ 3 – 4 เดือน การเก็บเกี่ยวจะสามารถเก็บผลผลิตได้เพียงครั้งเดียว โดยทยอยตัดได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม – ธันวาคม นิยมปลูกในช่วงเดือนมิถุนายน – มกราคม ของปีถัดไปให้ผลผลิตเฉลี่ย 3,584 กก./ไร่ ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 97,477 บาท/ไร่/รอบการผลิต การตัดดอกขายแยกเป็นเกรดตามขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของดอก ซึ่งเกรด A ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 – 10 ซม. ราคาขาย  อยู่ที่ 75 บาท/กก.ส่วนเกรด B ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5-7 ซม. ราคาขาย 60 บาท/กก.

ดอกมัม ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 69,140 บาท/ไร่ อายุการเพาะปลูกประมาณ 3 – 4 เดือน การเก็บเกี่ยวจะสามารถเก็บผลิตได้เพียงครั้งเดียว โดยทยอยตัดได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม – ธันวาคม เช่นเดียวกับดอกเบญจมาศ นิยมปลูกในช่วงเดือนมิถุนายน – มกราคม ของปีถัดไป ให้ผลผลิตเฉลี่ย 2,443 กก./ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 60 – 70  บาท/กก.ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 87,803 บาท/ไร่/รอบการผลิต ส่วนใหญ่จะมีแม่ค้าคนกลางมารับซื้อถึงสวนทุกวัน ซึ่งเกษตรกรบางรายที่มีแผงและร้านจำหน่ายดอกไม้ จะนำไม้ดอกมาเพิ่มมูลค่าด้วยการร้อยมาลัยหรือจัดช่อสำหรับไหว้พระ แหล่งขายส่วนใหญ่อยู่ที่หลังวัดโพธิ์ชัย อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย โดยราคาขายจะอยู่ที่ 10 บาท/กำ หากขายเป็นพวงมาลัยราคาขาย จะอยู่ที่ 5 – 40 บาท/พวง ซึ่งขึ้นกับขนาดและรูปแบบของมาลัย

นอกจากนี้ ยังมีไม้ดอกไม้ประดับที่เกษตรปลูกเพิ่มเติมได้แก่ ใบเตย ดอกมะลิ ดอกพุด ดอกคัตเตอร์ และดอกสร้อยทอง แสดงให้เห็นว่าการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ เป็นสินค้าพืชทางเลือกที่น่าสนใจ ช่วยสร้างรายได้กับเกษตรกร ทั้งนี้ ท่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูลการปลูกไม้ดอกจังหวัดหนองคาย สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ นางขวัญเรือน น้อยเจริญรองประธานกลุ่มไม้ดอกไม้ประดับชุมชนหนองบัวทอง อำเภอเมืองจังหวัดหนองคาย โทร. 08-5000-8651

รักษ์เกษตร : ผลดี…ผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459155

news_default

รักษ์เกษตร : ผลดี…ผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ตอนนี้ผมต้องการจะเลือกบริโภคผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์ให้มากขึ้นอยากขอทราบผลดีที่จะเกิดขึ้นในมุมกว้างๆ ด้วยครับ เพื่อเป็นแรงจูงใจแก่คนทั่วไปด้วยครับ

วิบูลย์ นาคจันทรา

อ.เมือง จ.สุรินทร์

คำตอบ

การใช้สารเคมีการเกษตรอาจเป็นอันตราย อันได้แก่ ยาฆ่าแมลง สารป้องกันเชื้อรายาฆ่าหญ้า ปุ๋ยเคมี (บางอย่าง)และการปนเปื้อนของสารเคมีทางการเกษตรจากแปลงข้างเคียง เหล่านี้ ทำให้ผลผลิตเกษตรที่ได้มีสารพิษตกค้างปนเปื้อนอย่างมากผลผลิตไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ทำให้อัตราการป่วยไข้และเสียชีวิตของประชาชนทั้งประเทศเพิ่มขึ้น

ผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์ จึงเป็นผลผลิตจากกระบวนทำแบบเกษตรอินทรีย์ จึงมีความปลอดภัยกว่าอาหารที่ปลูกตามแบบเกษตรที่ใช้สารเคมี โดยมีผลดีดังนี้

ปลอดภัยจากสารปรุงแต่งอาหารในการผลิตอาหารแปรรูปผลผลิตอินทรีย์ มีข้อกำหนดไม่ให้มีการใช้สารเคมีสังเคราะห์ต่างๆ ที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นสารกันบูด สารให้สี สารแต่งกลิ่นและรส รวมทั้งกรรมวิธีแปรรูป จะต้องไม่ใช้วิธีการที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เช่น การฉายรังสี การหมักโดยใช้สารเร่งเนื้อแดง และการฟอกสีให้ขาวเป็นต้น

วิตามินและคุณค่าทางโภชนาการมีการเพาะปลูกที่เป็นธรรมชาติ และเอาใจใส่ทุกขั้นตอน ทำให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพที่ดี มีวิตามินและสารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ทางโภชนาการและต่อสุขภาพสูง มีรสชาติที่ดี เพื่อให้คงคุณค่าทางโภชนาการเอาไว้ให้ได้มากที่สุด เป็นธรรมชาติมากกว่าอาหารที่ผลิตจากระบบเกษตรทั่วไปที่มีการใช้สารต่างๆ ในการเร่งการเจริญเติบโต ทั้งในพืชและสัตว์

อนุรักษ์ดินและน้ำหลักการสำคัญประการหนึ่งของเกษตรอินทรีย์ก็คือ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในเรื่องของดินและน้ำ เกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ จะต้องปรับปรุงบำรุงดิน ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การไม่เผาตอซัง การป้องกันการชะล้างหน้าดิน การป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดินเค็มทำให้ทรัพยากรดินได้รับการอนุรักษ์และฟื้นฟู เกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์จะต้องใช้ทรัพยากรน้ำอย่างประหยัด ไม่ใช้น้ำฟุ่มเฟือยเกินจำเป็น และต้องระมัดระวังไม่ให้น้ำที่อยู่ใต้ดิน หรือบริเวณใกล้เคียงปนเปื้อน หรือเสื่อมคุณภาพลง

คืนความหลากหลายทางชีวภาพการไม่ใช้สารเคมีการเกษตร เกษตรอินทรีย์ จึงมีพืชและสัตว์ต่างๆ หลากหลายชนิดมากกว่า มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง มีพืชพรรณพื้นบ้านที่เป็นทั้งอาหาร ยา และไม้ใช้สอย หรือสัตว์ต่างๆ ทั้งที่อยู่ใต้ดิน และบนดิน หรือตามต้นไม้ความหลากหลายทางชีวภาพทำให้ฟาร์มเกษตรอินทรีย์มีความแน่นอน จากการรบกวนของโรคและแมลงศัตรูพืช เพราะธรรมชาติควบคุมกันเองอนุรักษ์ และปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมให้สมบูรณ์ ทำให้ห่วงโซ่อาหารที่ถูกทำลายไปโดยสารเคมีกลับฟื้นคืนดี ทำให้ประชาชนมีอาหารที่เกิดจากธรรมชาติ เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา กบ เขียด นก เป็นต้น

ราคายุติธรรมการลดต้นทุนการผลิต ทำให้เกษตรกรได้กำไรมากขึ้น เกษตรกรที่ยากจนสามารถปลดเปลื้องหนี้สินให้ลดลงและหมดไปได้ผลผลิตขายได้ราคาสูงกว่าผลผลิตจากการผลิต โดยใช้สารเคมี ทั้งในตลาดในประเทศและต่างประเทศประสิทธิภาพการผลิตต่อพื้นที่เพิ่มมากขึ้นในระยะยาว เพราะดินได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรที่ผลผลิตอินทรีย์ จะได้รับการประกันราคาผลผลิต ซึ่งราคาประกันนี้ พิจารณาจากต้นทุนในการผลิตต่างๆ ที่รวมถึงค่าตอบแทนที่เป็นธรรมต่อเกษตรกร  ราคาผลผลิตที่ยุติธรรมนี้ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น ช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม เมื่อเปรียบเทียบกับระบบการเกษตรทั่วไป  ที่เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาที่ต่ำ เกิดปัญหาหนี้สิน และยากจน สำหรับผู้บริโภค อาหารจากเกษตรอินทรีย์มีราคาที่ยุติธรรม เพราะเป็นอาหารที่ปลอดภัย มีคุณภาพสูง และดีต่อสิ่งแวดล้อม

แก้ไขปัญหาการส่งออกสินค้าการเกษตร ที่มีสารเคมีที่เป็นพิษเจือปน และถูกประเทศผู้นำเข้าตั้งข้อขีดกั้นที่จะนำเข้าสินค้าการเกษตรจากประเทศไทย หากปรับเปลี่ยนมาใช้การผลิตโดยวิธีเกษตรอินทรีย์ จะทำให้ประเทศส่งออกสินค้าการเกษตรได้มากขึ้น ทั้งปริมาณและมูลค่า

ลดการนำเข้าปุ๋ยเคมี และสารเคมีกำจัดศัตรูพืชลง ประเทศไทยสามารถลดการนำเข้าปุ๋ยเคมี และสารเคมีกำจัดศัตรูพืชลงได้มาก ประหยัดเงินตราต่างประเทศ และสามารถสร้างงาน และรายได้ในส่วนนี้ให้กับคนไทยที่ผลิตปุ๋ยชีวภาพ และสารธรรมชาติกำจัดศัตรูพืชขึ้นทดแทนได้อีกด้วย

ลดภาระงบประมาณของรัฐ ในการดำเนินการควบคุมตามกฎหมาย และตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้างในผลผลิตการเกษตรลงได้ คิดเป็นมูลค่าปีละมหาศาล

ลดโลกร้อนการผลิต การขนส่ง และการใช้สารเคมีการเกษตร ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เป็นสาเหตุของโลกร้อน  ระบบเกษตรอินทรีย์ปฏิเสธการ ใช้สารเคมีเหล่านี้จึงมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่า วิธีการจัดการฟาร์มของเกษตรอินทรีย์ ก็ทำให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงอีกด้วย ที่สำคัญก็คือ ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ยังช่วยตรึงและเก็บกักคาร์บอน ในรูปของอินทรียวัตถุใต้ดินและบนดิน รวมทั้งในชีวมวลต่างๆ ซึ่งทำให้มีก๊าซเรือนกระจกลดลง

ระบบเกษตรอินทรีย์ มีผลดีที่กล่าวมาแล้วนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นสูตรสำเร็จทางเดียวที่ใช้แก้ไขปัญหาการเกษตรของประเทศเกษตรอินทรีย์เหมาะสมกับบางพื้นที่ของประเทศเท่านั้น ซึ่งต้องมีการสำรวจและทำโซนนิ่งออกมาให้ชัดเจน และส่งเสริมกันอย่างจริงจัง

นาย รัตวิ