กรมชลฯผันน้ำ! ลุ่มน้ำแม่กลองช่วยลุ่มเจ้าพระยา วอนเกษตรกรงดทำนาปรัง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459453

กรมชลฯผันน้ำ! ลุ่มน้ำแม่กลองช่วยลุ่มเจ้าพระยา วอนเกษตรกรงดทำนาปรัง

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 12.14 น.

11 ธันวาคม 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาว่า ปัจจุบัน 4 เขื่อนหลัก ซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีน้ำรวมกัน 11,524 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 46 ของความจุอ่างทั้งหมด มีน้ำใช้การได้รวม 4,828 ล้าน ลบ.ม. โดยเขื่อนภูมิพลมีน้ำ 5,748 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 43 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 1,948 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์มีน้ำ 5,017 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 53 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 2,167 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนมีน้ำ 468 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 50 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 425 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีน้ำ 293 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 290 ล้าน ลบ.ม.

ซึ่งกรมชลประทานระบายน้ำจากเขื่อนทั้ง 4 แห่ง รวมกันวันละประมาณ 18 ล้าน ลบ.ม. เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำเฉพาะอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศเท่านั้น ในฤดูแล้งนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่มีแผนการเพาะปลูกข้าวนาปรังเนื่องจากน้ำต้นทุนน้อย ไม่เพียงพอสนับสนุนสำหรับการทำการเกษตร แต่เกษตรกรลุ่มเจ้าพระยาปลูกข้าวนาปรังไป 1.06 ล้านไร่แล้ว จึงขอไม่ให้ปลูกเพิ่มเพราะเสี่ยงที่จะเสียหายจากการขาดแคลนน้ำ

สำหรับแผนจัดสรรน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาฤดูแล้งปี 2562/63 ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 วางแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งไว้รวม 4,000 ล้าน ลบ.ม.  โดยจำเป็นต้องผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาเสริม 500 ล้าน ลบ.ม. และวางแผนสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2563 อีกประมาณ 2,284 ล้าน ลบ.ม.  โดยผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาเสริม 350 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้กรมชลประทานเฝ้าระวังค่าความเค็มในแม่น้ำ 4 สายหลักในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์ควบคุม โดยมีการเฝ้าระวังสถานีที่สำคัญ ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยาที่สถานีประปาสำแล แม่น้ำปราจีน-บางปะกงที่สถานีปราจีนบุรี แม่น้ำท่าจีนที่สถานีปากคลองจินดา และแม่น้ำแม่กลองที่สถานีปากคลองดำเนินสะดวก โดยทุกแห่งยังอยู่ในค่าปกติซึ่งเกณฑ์เฝ้าระวังสำหรับการผลิตน้ำประปาอยู่ที่ 0.25 กรัมต่อลิตร เกณฑ์เฝ้าระวังสำหรับการเพาะปลูกกล้วยไม้อยู่ที่ 0.75 กรัมต่อลิตร และเกณฑ์เฝ้าระวังสำหรับการทำการเกษตรอยู่ที่ 2 กรัมต่อลิตร แต่หากเข้าสู่ช่วงกลางฤดูแล้ง ปริมาณน้ำต้นทุนจะลดลง ทางกรมชลประทานจึงได้วางแผนนำน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาเสริมพื้นที่ท้ายลุ่มเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีนเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปา การเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ และการทำเกษตรกรรม

“ขอความร่วมมือจากเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ไม่ปลูกข้าวต่อเนื่องหลังเก็บเกี่ยวข้าวนาปีเสร็จแล้ว เนื่องจากน้ำในเขื่อนหลักอยู่ในเกณฑ์น้อยมาก  ไม่เพียงพอสนับสนุน หากทำการเพาะปลูกอาจได้รับความเสียหายได้ รวมทั้งขอให้สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าที่ตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำปิง น่าน และแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมด สูบน้ำให้เป็นไปตามรอบเวรอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ยังได้วางมาตรการให้ความช่วยเหลือโดยเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ และรถบรรทุกน้ำ ที่พร้อมจะให้การสนับสนุนได้ทันที ที่สำคัญต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้มีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้ให้มากที่สุด” นายทองเปลวกล่าว

ส่องเกษตร : เกษตรอิสระ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459381

449007

ส่องเกษตร : เกษตรอิสระ

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปีนี้นับว่าเป็นอีกปีหนึ่งที่อากาศหนาวได้มาเยือนกรุงเทพฯ นานกว่าทุกปีชาวเมืองหลวงได้มีโอกาสสัมผัสอากาศหนาวบ้าง นับว่าเป็นอีกช่วงเวลาที่หลายๆ คนชอบ ถึงกลับออกปากว่าอยากให้กรุงเทพฯมีอากาศแบบนี้ไปนานๆ

ปกติเมื่อเข้าสู่เดือนธันวาคม เป็นช่วงของการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าว และเพาะปลูกพืชหลังนากัน วันก่อนผมเดินทางไปจังหวัดอุดรธานีและจังหวัดหนองคาย ผ่านท้องนาหลายแห่งตอนนี้เหลือแต่ตอซัง และเริ่มเห็นฟางอัดเป็นก้อนๆ วางเรียงราย แทนกองฟางแบบเก่า เมื่อลงไปหมู่บ้านก็พบแต่เกษตรกรสูงอายุเป็นส่วนใหญ่ น้อยรายนักที่จะมีเกษตรกรรุ่นใหม่อยู่ทำการเกษตรในท้องถิ่น ส่วนใหญ่จะหนีเข้าไปทำงานในเขตเมืองมากกว่าทำการเกษตรกัน

ในจำนวนเกษตรกรสูงอายุ ผมได้มีโอกาสไปทานอาหารในร้านอาหารพื้นบ้านในพื้นที่จังหวัดหนองคาย เป็นร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในแปลงเกษตรกรที่ปรับเปลี่ยนพื้นที่นาเป็นบ่อปลาขนาดใหญ่เหลือพื้นที่ไว้สำหรับปลูกพืขและที่อยู่อาศัยบางส่วน วัตถุดิบที่นำมาใช้ในการปรุงอาหารจะเลือกใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นเป็นหลัก และส่วนใหญ่จะนำมาจากผลผลิตรอบๆบ้าน ทำกันเองในลักษณะธุรกิจในครัวเรือน มีตา-ยายเป็นเจ้าของกิจการ ลูกค้าร้านแห่งนี้จะต้องโทร.มาแจ้งล่วงหน้า เพื่อให้ทางร้านเตรียมอาหารไว้รอและรายการอาหารอาจไม่มีครบทุกอย่างตามที่ต้องการ ขึ้นกับวัตถุดิบที่มี นับว่าเป็นวิถีของการทำการเกษตรที่สร้างอัตลักษณ์ให้กับตนเอง และไม่จำเป็นจะต้องไปแข่งขันกับใคร

สำหรับการเลี้ยงปลาในบ่อเป็นปลาหลายชนิด โดยมีการปลูกมะขามเปรี้ยวฝักยักษ์ไว้รอบคันบ่อ เห็นว่าได้ราคาดี มีแม่ค้ามารับซื้อถึงบ้านเพื่อนำไปทำมะขามแช่อิ่ม และบางโอกาสถ้ามะขามให้ผลผลิตเยอะมากก็จะทำมะขามแช่อิ่มขายเองด้วย ส่วนปลาในบ่อจะมีแม่ค้าโทร.มาสั่งว่าต้องการเท่าไหร่ จึงจะลงดักปลาขึ้นมาจำหน่ายตามจำนวนที่ต้องการ เรียกได้ว่าทำให้ตลาดเข้ามาหาตัวเอง โดยไม่ต้องออกไปตระเวนขายข้างนอก สามารถใช้ชีวิตอิสระได้ไม่เดือดร้อนอันใด จึงเป็นวิธีคิดของการทำการเกษตรของเกษตรกรสูงวัยที่น่าสนใจมาก

ก่อนที่จะปรับพื้นที่มาเป็นเช่นนี้เดิมทีต้องไปเช่าที่ขายอาหารด้านนอกติดกับถนนใหญ่ และพื้นที่ยังเป็นแปลงนาอยู่ แต่เมื่อทำไปเริ่มไม่คุ้มทุน จึงปรับพื้นที่นาเป็นบ่อปลาและเหลือพื้นที่ไว้ปลูกพืชและสร้างที่อยู่อาศัยบางส่วน จากนั้นจึงย้ายร้านอาหารมาตั้งในพื้นที่ของตนเองแทน เป็นการลดค่าใช้จ่ายและลดต้นทุนในการทำร้านอาหารลงไปได้มาก รวมทั้งมีเวลาในการดูแลบ่อปลาได้มากขึ้น ส่วนลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าประจำและใช้การบอกปากต่อปากแทน โดยจะรับลูกค้าไม่ให้มากเกินไป กะประมาณให้พอกับกำลังและวัตถุดิบที่มีในแต่ละวัน เป็นการทำการเกษตรที่ครบวงจรตั้งแต่การผลิต การจำหน่าย และการตลาด โดยไม่ได้หว้งว่าจะต้องร่ำรวยขึ้นมาทันทีทันใด แต่รับรองได้ว่าอยู่ได้อย่างสบายๆ แน่นอน

แนวคิดของการทำการเกษตรโดยดึงตลาดเข้ามาเป็นแนวคิดที่กำลังเป็นที่นิยมสำหรับการทำการเกษตรในยุคปัจจุบันที่ผลิตในลักษณะเอกลักษณ์เฉพาะตน ซึ่งผู้ที่จะทำการเกษตรในรูปแบบนี้ต้องสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นกับผลิตภัณฑ์ของตนเอง สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้น ไม่ใช่การผลิตในลักษณะเดิมๆ อีกต่อไป เพราะการผลิตในลักษณะเดิมๆ ผู้บริโภคสามารถหาจากที่ไหนก็ได้ แต่การผลิตและการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ของตนเองให้แตกต่างจากแหล่งอื่น เป็นประเด็นที่ต้องสร้างและทำความเข้าใจ หากสามารถทำได้ เชื่อได้ว่าจะสามารถใช้ชีวิตเป็นเกษตรกรอิสระได้อย่างแท้จริง

สมชาย ชาญณรงค์กุล

แม็คโครผนึกพณ.ชวนกินกุ้งไทยช่วยเกษตรกร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459382

news_default

แม็คโครผนึกพณ.ชวนกินกุ้งไทยช่วยเกษตรกร

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แม็คโคร เดินหน้าช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม จุดพลุเปิดเทศกาล “ชวนกินกุ้งไทย ฯ” หลังลงนามรับซื้อภายใต้สัญญาข้อตกลงมาตรฐานของกรมการค้าภายใน 15 ตัน ลงพื้นที่ติวเข้มพัฒนาคุณภาพ แนะจัดระบบซัพพลายเชน เจาะตลาดร้านอาหาร พร้อมโปรแกรมกิจกรรมส่งเสริมการขาย สู่ 100 สาขาทั่วไทย กระตุ้นการบริโภครองรับเทศกาล

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม็คโครให้ความสำคัญกับการคัดสรรอาหารคุณภาพและความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล เพื่อตอบสนองผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร ลูกค้าสมาชิก และผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพมาตลอด 30 ปี รวมทั้งให้การสนับสนุนผลผลิตของเกษตรกรไทยต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ การลงนามรับซื้อกุ้งก้ามกรามกับผู้แทนสมาชิกของสมาคมผู้เพาะสัตว์น้ำไทยในภาคกลาง 4 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี นครปฐม กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ภายใต้สัญญาข้อตกลงมาตรฐานของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ 15 ตัน โดยแม็คโครให้คำแนะนำเกษตรกรด้านการตลาด ซัพพลายเชน เน้นคุณภาพปลอดภัยไร้ฟอร์มาลีน และจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายจนถึงสิ้นปี เพื่อให้คนไทยได้บริโภคกุ้งใหญ่คุณภาพดี ซึ่งจะวางขายใน 100 สาขาทั่วประเทศ

“เทศกาล ชวนกินกุ้งไทย ช่วยเกษตรกรไทยเติบโตยั่งยืน นอกจากจะช่วยรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามพื้นที่ภาคกลาง ที่กำลังประสบปัญหาผลผลิตล้นตลาดแล้ว แม็คโครยังเน้นคัดสรรความสมบูรณ์ของกุ้ง เนื้อแน่น ขนาด 8-10 ตัวต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นที่ต้องการของกลุ่มร้านอาหาร การพัฒนาระบบซัพพลายเชน หรือการขนส่งสินค้าให้คงความสด สะอาด ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยที่ศูนย์กระจายสินค้า และทำโปรโมชั่นในราคา 399 บาท เพื่อให้คนไทยได้รับประทานกุ้งคุณภาพดี คุ้มราคาและปลอดภัย”

ทั้งนี้ กุ้งก้ามกราม เป็นหนึ่งในสินค้าเกษตร 10 ชนิด ที่คณะกรรมการและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) มุ่งช่วยเหลือ เพราะมีปัญหาด้านราคา ผลผลิตมาก แต่ความต้องการบริโภคลดลงโดยแม็คโคร เป็นหนึ่งในภาคีเครือข่าย ที่กรมการค้าภายใน เชื่อมโยงให้เกษตรกรมีช่องทางตลาดในการระบายผลผลิต ซึ่งได้วางแผนพัฒนาต่อยอดเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามในด้านต่างๆ ให้แข็งแกร่ง ประกอบอาชีพได้มั่นคงและยั่งยืน

สศก.คาดผลผลิตหอมแดงศรีสะเกษปี’63 รวมกว่า4.5หมื่นตันเพิ่มขึ้น7%จากปีก่อน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459384

news_default

สศก.คาดผลผลิตหอมแดงศรีสะเกษปี’63 รวมกว่า4.5หมื่นตันเพิ่มขึ้น7%จากปีก่อน

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์  เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยผลการติดตามสถานการณ์หอมแดง ใน จ.ศรีสะเกษ แหล่งผลิตสำคัญของประเทศการผลิตหอมแดง ปี 2563 หรือปีเพาะปลูก2562/63 คาดว่า มีเนื้อที่เพาะปลูก 14,817 ไร่ ลดลงจากปีที่แล้ว 7,979 ไร่ (ลดลงร้อยละ 35) เนื่องจากปีที่ผ่านมาหอมแดงได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวน ร้อนจัด ความชื้นในอากาศ มีน้อย หอมแดงจึงมีหัวเล็ก แคระแกร็น และเกิดปัญหาหนอนกระทู้ระบาด ส่งผลให้เกษตรกรลดพื้นที่เพาะปลูก อย่างไรก็ตาม ถึงแม้เนื้อที่เพาะปลูกลดลงแต่ผลผลิตรวมเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 45,665 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 2,872 ตัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 7) และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 3,082 กก./ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 1,205 กก./ไร่ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 64) ทั้งนี้ เนื่องจากสภาพอากาศเย็น ความชื้นในอากาศสูง เหมาะสำหรับเจริญเติบโต และไม่มีโรคแมลงรบกวน คาดว่าผลผลิตหอมแดงจะออกสู่ตลาดมากที่สุดช่วงเดือนธันวาคม 2562 – มกราคม 2563

สำหรับต้นทุนการผลิตของเกษตรกร เฉลี่ยอยู่ที่ 12 บาท/กก. ลดลงจากปีที่ผ่านมาเฉลี่ย 5 บาท/กก. (ปี 61/62 ต้นทุนเฉลี่ย 17 บาท/กก.) ส่วนราคาที่เกษตรกรขายได้สูงขึ้นจากปีที่ผ่านมา (ราคา ณ 20 พฤศจิกายน 2562) หอมแดงสด ที่ยังไม่ตากราคาเฉลี่ย 18 บาท/กก. หอมปึ่ง ซึ่งเป็นหอมแดงที่เก็บเกี่ยวและแขวนตากในโรงเก็บ 12 วัน ราคาเฉลี่ย 35 บาท/กก. และหอมมัดจุกใหญ่ ราคาเฉลี่ย 55 บาท/กก. (ราคาปี 61/62 ของหอมแดงสด หอมปึ่ง และหอมมัดจุกใหญ่ อยู่ที่เฉลี่ย 12, 20 และ 35 บาท/กก. ตามลำดับ) โดยการซื้อขายหอมแดงจะมีพ่อค้าในชุมชน พ่อค้ารายย่อย พ่อค้าเร่ มารับซื้อจากเกษตรกร ส่วนพ่อค้ารายใหญ่ในจ.ศรีสะเกษจะรับซื้อหอมแดงเพื่อส่งให้ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย

รองเลขาธิการ สศก. กล่าวทิ้งท้ายว่า จากราคาหอมแดงที่เพิ่มสูงขึ้นในปีนี้ นับเป็นโอกาสทองของเกษตรกร ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและมีเงินทุนสำรองเพียงพอสำหรับเพาะปลูกในปีถัดไป อย่างไรก็ตาม เกษตรกรควรรักษาผลผลิตหอมแดงให้มีคุณภาพ สำหรับเกษตรกรที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการผลิตสอบถามได้ที่ สศก. 11 จ.อุบลราชธานี โทร. 0-4534-4654 หรืออี-เมล zone11@oae.go.th

ประมงเตือนหนาวสลับร้อนฝนตก ระวังโรคระบาดสัตว์น้ำแพร่กระจาย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459383

news_default

ประมงเตือนหนาวสลับร้อนฝนตก ระวังโรคระบาดสัตว์น้ำแพร่กระจาย

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายบรรจง  จำนงศิตธรรม  รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ระยะนี้หลายพื้นที่โดยเฉพาะภาคเหนือและอีสาน มีอากาศหนาวเย็นลง แต่บางพื้นที่มีฝนตกสลับกับอากาศร้อน ทำให้อุณหภูมิของน้ำในรอบวันแตกต่างกันมาก ลักษณะเช่นนี้จะมีผลกระทบต่อสุขภาพปลาเป็นอย่างมาก ทำให้ปลาอ่อนแอ ป่วย และติดโรคง่าย ทั้งนี้ ช่วงต้นหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม น้ำจะมีอุณหภูมิต่ำเป็นเหตุทำให้เชื้อโรคบางชนิดเจริญเติบโตและแพร่กระจายได้ดี โดยเฉพาะโรคอียูเอส โรคตัวด่าง และโรคไวรัสเคเอชวี ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กรมฯมอบให้เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานประมงจังหวัดต่างๆ ลงพื้นที่ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรเบื้องต้น เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และเป็นการควบคุมโคระบาดช่วงฤดูหนาว ขอให้เกษตรกรปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมประมง ดังนี้

1.ควรวางแผนเลี้ยงปลาให้อยู่ในช่วงเหมาะสม หรืองดเว้นเลี้ยงปลาช่วงฤดูหนาว 2.ควรมีบ่อพักน้ำใช้ในฟาร์มเพียงพอตลอดฤดูกาล โดยเฉพาะฤดูหนาว 3.เลือกชนิดปลาที่จะเลี้ยงให้เหมาะสมกับฤดูกาล โดยฤดูหนาว ควรเลือกปลาที่เสี่ยงเกิดโรคระบาดน้อย เช่น ปลานิล ปลาจีน และปลาไม่มีเกล็ด ที่สำคัญควรลดความหนาแน่นของปลาที่ปล่อยลงเลี้ยงและหมั่นเอาใจใส่ ตรวจสุขภาพปลาสม่ำเสมอ 4. ควบคุมปริมาณการให้อาหารอย่างเหมาะสม ลดปริมาณอาหารที่จะให้ลง 10-15%  เนื่องจากช่วงอุณหภูมิต่ำปลาจะกินอาหารน้อยลง ถ้ามีปริมาณอาหารเหลือจะสะสมตามพื้นบ่อ ส่งผลให้น้ำเน่าเสีย เกิดก๊าซพิษ มีผลกระทบต่อสุขภาพปลา ทั้งนี้ อาจเสริมวิตามินซีในอาหารตามอัตราการใช้ที่ระบุในฉลาก โดยน้ำหนัก จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรง ต้านทานโรคและลดความเครียดของปลาได้ 5. ควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อ โดยใช้เกลือแกงละลายน้ำสาดให้ทั่วบ่อ ประมาณ 100-150 กิโลกรัมต่อไร่   6. หากพบมีปลาที่เลี้ยงป่วยหรืออาการผิดปกติควรแยกเลี้ยงและรักษาต่างหาก กรณีป่วยหนักควรทำลายทิ้ง ป้องกันการแพร่ระบาดของโรค หรือหากพบปลาตายในบ่อเลี้ยงให้กำจัดโดยฝังหรือเผา ทั้งนี้ กรณีปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติผิดปกติ ให้รีบปิดทางน้ำเข้าและหยุดเติมน้ำจากธรรมชาติเข้ามาในบ่อทันที

7. หากไม่สามารถเปลี่ยนถ่ายน้ำช่วงการเลี้ยง ให้ควบคุมปริมาณการให้อาหาร 8.หากพบว่าน้ำในบ่อเริ่มเน่า โดยสังเกตว่ามีก๊าซผุดขึ้นมาจากพื้นบ่อ ให้ใช้เกลือสาดประมาณ 200 – 300 กิโลกรัมต่อบ่อขนาด 1 ไร่  เพื่อลดความเป็นพิษของก๊าซพิษ เช่น แอมโมเนีย 9.เมื่ออากาศเริ่มเข้าสู่สภาวะเหมาะสมและพบว่าปลาในธรรมชาติเป็นปกติ ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำตามความเหมาะสม และให้อาหารปลาได้ตามปกติ

ทั้งนี้ เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควรหมั่นสังเกตสัตว์น้ำระยะนี้ใกล้ชิด หากพบมีปลาป่วยหรือมีอาการผิดปกติ แจ้งหรือขอรับคำปรึกษาได้ที่ สำนักงานประมงจังหวัด หรือ ศูนย์วิจัยฯ สัตว์น้ำชายฝั่ง/น้ำจืด ของกรมประมงในพื้นที่หรือ กองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ กรุงเทพฯ โทร.0-2579-4122

รายงานพิเศษ : ก.เกษตรฯคัดสรรสินค้าสหกรณ์ ส่งความสุขเป็นของขวัญปีใหม่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459385

รายงานพิเศษ : ก.เกษตรฯคัดสรรสินค้าสหกรณ์ ส่งความสุขเป็นของขวัญปีใหม่

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปี กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดทำโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ โดยรวบรวมสินค้าดีมีคุณภาพของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรและกลุ่มอาชีพจากจังหวัดต่างๆ มาจัดตกแต่งเป็นกระเช้าสินค้าสหกรณ์จำหน่ายช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันได้รับการตอบรับอย่างดีจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน และประชาชนทั่วไป โทร.มาสั่งจองและมาเลือกซื้อกระเช้าสินค้าสหกรณ์ ในแต่ละปีสร้างรายได้กลับคืนสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรปีละประมาณ 1.2 ล้านบาท

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 นี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ยังคงจัดกิจกรรมจำหน่ายกระเช้าสินค้าสหกรณ์เช่นเดียวกับทุกปีที่ผ่านมา ในชื่อ “โครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์” ภายใต้แนวคิด “ส่งความสุข ส่งความห่วงใย จากใจสินค้าสหกรณ์” เพื่อสนับสนุนส่งเสริมกิจกรรมด้านการตลาดให้สินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคได้ทั่วถึงยิ่งขึ้น โดยคาดหวังว่าผู้บริโภคจะได้รับสินค้าดีมีคุณภาพ มอบเป็นของขวัญของฝากช่วงปีใหม่ สร้างความสุขใจ ทั้งผู้ให้และผู้รับ

สินค้าที่จะนำมาจัดลงกระเช้าในปีนี้ คัดสรรมาจากหลายแหล่งทั่วทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะสินค้าคุณภาพทั้งอุปโภคบริโภค เน้นผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเป็นหลัก อาทิ สินค้าประเภทข้าวเพื่อสุขภาพ ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด ข้าวกล้องหอมมะลิ ข้าวหอม มะลิแดง และข้าวกข 43 ซึ่งเป็นข้าวที่ได้รับการวิจัยว่ามีน้ำตาลน้อย เหมาะสำหรับผู้ต้องการลดน้ำหนักและผู้ป่วยโรคเบาหวาน สินค้าประเภทอาหารแปรรูปและผลไม้แปรรูป อาทิ กล้วยตาก หมี่กรอบสามรส ลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง หมูทุบ หมูฝอย เนื้อทุบ เนื้อกระจก กุนเชียง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ คุกกี้รสงา คุกกี้รสจมูกข้าวกล้อง ผลไม้อบแห้ง น้ำผึ้ง แยมมัลเบอร์รี่ ผัดหมี่โคราชปรุงรสปลาร้าทรงเครื่อง และน้ำพริกประเภทต่างๆ สินค้าประเภทสมุนไพร สมุนไพรชงดื่ม ขิงผง เก๊กฮวยผง ดอกคำฝอยชาใบหม่อนอินทรีย์ ชาเขียวข้าวหอมมะลิ ผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมและผ้าฝ้าย เช่น ผ้าคลุมไหล่ ผ้าขาวม้า ผ้าห่มผ้าพันคอ สินค้าหัตถกรรม ผลิตภัณฑ์แก้วเบญจรงค์ แก้วมุก และผลิตภัณฑ์ต่างๆจากยางพารา ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพารา หมอนยางพาราเพื่อสุขภาพ สินค้าประเภทนมและเครื่องดื่มนม UHT นมปรุงแต่งชนิดเม็ด น้ำผลไม้ กาแฟชงพร้อมดื่ม กาแฟดริป ผลิตภัณฑ์อาหารจากโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาและโครงการหลวงดอยคำ

รูปแบบของกระเช้าสินค้าสหกรณ์ จะนำสินค้าสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพต่างๆ มาจัดวางตกแต่งให้สวยงามด้วยผ้าขาวม้าหรือกระดาษสาลามี่ หรือวัสดุที่ลูกค้าต้องการ ราคามีตั้งแต่หลักร้อยจนถึงกระเช้าขนาดใหญ่ราคา 1,000-3,000 บาท มีทั้งกระเช้าสำเร็จรูปที่จัดสินค้าและตกแต่งไว้เรียบร้อยแล้ว และยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้ามาเลือกสินค้าที่ต้องการให้จัดกระเช้าด้วยตัวเองด้วย กรมจัดเตรียมห้องจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าที่ศูนย์จำหน่ายสินค้าสหกรณ์ อาคาร 3 ชั้น 1 ภายในกรมส่งเสริมสหกรณ์ ท่าน้ำเทเวศร์ เริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2562 ถึง 12 มกราคม 2563 จำหน่ายทุกวัน ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันจันทร์ – ศุกร์ เปิดจำหน่ายตั้งแต่เวลา 09.00 – 19.00 น. และปีนี้เปิดขายวันเสาร์- อาทิตย์ด้วย จำหน่ายตั้งแต่เวลา 09.00 – 16.00 น.

หน่วยงานหรือประชาชนที่สนใจสั่งซื้อกระเช้าสินค้าสหกรณ์ช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ดูรายละเอียดสินค้าและรูปแบบกระเช้าสินค้าสหกรณ์ได้ทาง Facebook : coop market และLine ID : cpd.shop หรือ โทร. 0-2280-7506 , 06-5524-1124ซึ่งกรม มีโปรโมชั่นพิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป บริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

เร่งระบายเกลือล้นฉางก่อนรับฤดูใหม่เกือบ 1 ล้านตัน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403841?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เร่งระบายเกลือล้นฉางก่อนรับฤดูใหม่เกือบ 1 ล้านตัน

11 ธันวาคม 2562 – 00:03 น.
นาเกลือ,อลงกรณ์ พลบุตร,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 44 ครั้ง

เกษตรเดินหน้า แก้ปัญหาชาวนาเกลือทั้งระบบ เร่งระบายเกลือล้นฉาง 25,000 ตันพร้อมรับมือเกลือฤดูใหม่เกือบ1ล้านต้น ประสานพาณิชย์-กรมศุลกากรป้องกันปัญหาเกลือต่างประเทศ

11  ธันวาคม 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย เปิดเผยว่าจากการตรวจสอบล่าสุดพบว่า ขณะนี้มีปัญหาเกิดขึ้นที่กระทบค่อช่วนาเกลือในประเทศอย่างมาก

ทั้งนี้เนื่องมาจากมีการนำเข้าเกลือต่างประเทศจำนวนมากราคาไม่ถึง 1 บาทต่อ กก. ซึ่งต่ำกว่าราคาต้นทุนของเกษตรกรในประเทศ อย่างมาก ทำให้เกลือทะเลในประเทศขายไม่ออกค้างสต๊อกอยู่ในยุ้งฉางกว่า 25,000 ตัน เกษตรกรชาวนาเกลือขาดเงินทุนหมุมเวียนและไม่มียุ้งฉางรองรับเพียงพอยิ่งกว่านั้นจะมีเกลือฤดูใหม่เริ่มทยอยเก็บตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมนี้ถึงเดือนพฤษภาคมปีหน้าอีกเกือบ 1 ล้านตัน

อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยล่าสุดกระทรวงเกษตรฯได้กำหนด 5 มาตรการเพื่อช่วยเหลือชาวนาเกลือ1.มาตรการเร่งระบายเกลือค้างสต๊อก2.มาตรการจำนำเกลือในยุ้งฉาง. 3.มาตรการสินเชื่อเพื่อซ่อมเสริมสร้างยุ้งฉางและพัฒนาการผลิต

4.มาตรการแก้ไขกฎระเบียบเพื่อการค้าที่เป็นธรรม  5.มาตรการส่งเสริมการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์เกลือทะเล ขณะเดียวกัน คณะกรรมการฯยังมีมติให้ผู้แทนจากกระทรวงพาณิชย์ฯและกรมศุลการกรซึ่งเป็นกรรมการเร่งหามาตรการและแก้ไขกฏระเบียบต่างๆเกี่ยวกับการนำเข้าและราคาเกลือต่างประเทศเพื่อให้เกิดการค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade)แก่เกษตรกรชาวนาเกลือโดยเร็ว

สำหรับปัญหาเฉพาะหน้าเกลือทะเลที่ค้างสต็อคจนเต็มยุ้งฉางกว่า 25,000 ตันนั้น คณะกรรมการได้ขอความร่วมมือภาครัฐภาคธุรกิจและผู้บริโภคให้ช่วยซื้อเกลือทะเลเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรรวมถึงมาตรการส่งเสริมการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งมาช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกลือทะเลซึ่งจะมีการเร่งรัดความคืบหน้าในมาตรการต่าง ๆ ในการประชุมสัปดาห์หน้า

นายคฑาวุธ บุญมา ประธานสหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทยเพชรบุรี จำกัด กล่าวว่าเรื่องเกลือค้างสต๊อกปี 62 จำนวนกว่า 25,000 ตันในชุมนุมสหกรณ์ฯนั้น ทางออกที่ด่วนที่สุดคือขอให้หน่วยงานราชการและเอกชนช่วยอุดหนุนคนละไม้คนละมือไม่ว่าจะผ่านทางสหกรณ์ทั่วประเทศ,ส่วนราชการทั่วประเทศ ซึ่งน่าจะเป็นกลไกที่ช่วยระบายเกลือทะเลออกสู่ท้องตลาดได้เร็วสุดและสู่ผู้บริโภค โดยตรงเพื่อชาวนาเกลือจะได้มีทุนไว้ขึ้นเกลือในปี 63 ซึ่งเวลานี้กำลังจะขึ้นกันแล้ว

นายเลอพงษ์ จั่นทอง ประธานสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด และรองประธานชุมนุมเกลือทะเลไทย จำกัด กล่าวว่าพี่น้องเกษตรกรผู้ทำนาเกลือทะเลทั้ง 7 จังหวัดเห็นด้วยและขอบคุณคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้ทำนาเกลือทะเลในการ “ซ่อมสร้างเสริม” ยุ้งฉางเก็บเกลือทะเลรวมถึงมาตรการต่างๆอย่างเป็นรูปธรรม

ส.ป.ก.-ป่าไม้ซัดกันนัว ฟาร์มไก่บานปลายเร่งหาข้อยุติ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403840?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ส.ป.ก.-ป่าไม้ซัดกันนัว ฟาร์มไก่บานปลายเร่งหาข้อยุติ

11 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
กรมป่าไม้,ปารีณา,รุกที่
เปิดอ่าน 369 ครั้ง

ส.ป.ก.ป่าไม้ซัดกันนัว ฟาร์มไก่ปารีณาบานปลาย ต่างเร่งหาข้อยุติทางกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินฟาร์มไก่ 682 ไร่ในเขตปฏิรูปที่ดิน แต่ไม่ได้เข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธิ์

11 ธันวาคม 2562 ส.ป.ก. ป่าไม้ ซัดกันนัว ฟาร์มไก่ ปารีณา บานปลาย ต่างเร่งหาข้อยุติทางกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินฟาร์มไก่ 682 ไร่ในเขตปฏิรูปที่ดิน แต่ไม่ได้เข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธิ์ ชี้ ส.ป.ก. ยังไม่แจ้งความดำเนินคดี กรมป่าไม้พร้อมเอาผิดเพิ่มตามพ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484

อ่านข่าว –  ป่าไม้เข้าติดป้าย ยึดคืนพื้นที่ป่าในฟาร์มไก่ ปารีณา 

นายนภดล ตันติเมฆิน ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ส.ป.ก. ระบุว่า ที่ดินซึ่งน.ส. ปารีณา ไกรคุปต์ ครอบครองอยู่ 682 ไร่นั้น เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินแล้วจึงถือว่า ต้องเพิกถอนการเป็นป่าสงวนแห่งชาติ แต่ที่ผ่านมายังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินจึงยังมีพ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ครอบคลุมอยู่

ส.ป.ก. ไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายป่าไม้ ดังนั้นหากได้ข้อสรุปทางกฎหมายว่า กรมป่าไม้สามารถดำเนินคดีในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินได้ จะแจ้งความเอาผิดน.ส. ปารีณาเพิ่ม โดยให้ส.ป.ก. นำชี้แนวเขตที่ดิน

นายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ หัวหน้าคณะทำงานตรวจสอบการครอบครองที่ดินของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า กำลังเร่งศึกษาข้อกฎหมายให้ชัดเจนว่า สามารถดำเนินคดีน.ส. ปารีณาเพิ่มเติมในพื้นที่ 682 ไร่ซึ่งกรมป่าไม้ได้ส่งมอบแก่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) แล้วได้หรือไม่

ทั้งนี้เนื่องจากต้องพิจารณารายละเอียดทั้งคำพิพากษาของศาลฎีกาในอดีตที่มีการฟ้องร้องบุคคลซึ่งครอบครองที่ดินส.ป.ก. ก่อนประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินที่ปรากฎว่า เป็นความผิดตามพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 โดยส.ป.ก.สามารถเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษได้เพราะเป็นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของส.ป.ก. ขณะนี้จึงรอการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่กรมป่าไม้หารือไปเพื่อนำมาประกอบการดำเนินการต่อ

“ภายใน 2-3 วันจะประสานไปยังคณะทำงานของส.ป.ก.เพื่อหาข้อสรุปร่วมกันพิจารณาข้อกฎหมายให้รอบคอบเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับ 2 หน่วยงาน ยืนยันว่า ไม่มีความพยายามอุ้มหรือช่วยเหลือใครทั้งนั้น เมื่อได้ข้อสรุปชัดเจนเกี่ยวกับการตีความกฎหมายว่า หน่วยงานใดรับผิดชอบในการดำเนินคดี อธิบดีกรมป่าไม้จะแถลงข่าวอีกครั้งและเร่งดำเนินการตามกฎหมายแน่นอน” นายธวัชชัยกล่าว

ม็อบประมง-เครือข่ายหนี้สินบุกกรุงปักหลักหน้าก.เกษตร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403836?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ม็อบประมง-เครือข่ายหนี้สินบุกกรุงปักหลักหน้าก.เกษตร

11 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ประมง,ชุมนุม,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 113 ครั้ง

ม็อบประมง -เครื่อยข่ายหนี้สิน กว่าหมื่นคน แห่จองพื้นที่ชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯปักหลักยาว 17ธ.ค.-15 ม.ค.ปีหน้า ร้องรมว.เกษตรฯลงมารับปัญหาด้วยตนเองอย่าโยน

11 ธันวาคม 2562 นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่ามติที่ประชุม 9 ผู้แทนชาวประมง 22 จังหวัดชายทะเลถึงแนวทางการขับเคลื่อน หลังจากที่สมาคมประมงจังหวัดและสมาชิกชาวประมงจังหวัดต่าง ๆ ได้ยื่นหนังสือให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้ง 22 จังหวัดชายทะเลแล้ว

ที่ประชุมมีมติให้มีการดำเนินการตามมติที่ประชุมใหญ่สมาชิกสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยและสมาคมอวนล้อม(ประเทศไทย)และสมาชิกสมาคมฯคือการขอให้มีการจัดการชุมนุมสาธารณะ ที่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันที่ 17 ธันวาคม 2562 ตั้งแต่ 07.00 น. เป็นต้นไปถึงวันที่ 15 มกราคม 2563 จึงขอประชาสัมพันธ์ให้สมาชิกสมาคมประมงจังหวัดต่าง ๆ นัดประชุมสมาชิกชาวประมงในจังหวัดของท่านเพื่อเตรียมความพร้อม และขอความร่วมมือให้ร่วมมือมาร่วมชุมนุมสาธารณะที่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในวันที่ 17 ธันวาคมนี้ด้วย

นายมงคล กล่าวว่า ได้แจ้งการชุมนุมกับสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง แล้วตามพ.ร.บ.ชุมนุมในที่สาธารณะ โดยจะมีชาวประมงมาจาก 22 จังหวัดกว่า 10,000 คนเดินทางมาเรียกร้องรัฐบาล เพราะประสบความเดือดร้อนจากกฎ เกณฑ์ ประกาศคำสั่ง ระเบียบต่าง ๆ จากพ.ร.ก.ประมง ตามกฎไอยูยู กระทบอาชีพประมงมากว่า 5-6 ปี แต่มาตรการแก้ไขเยียวยาของรัฐบาลไม่เคยเกิดผลเป็นรูปธรรม

นายมงคล กล่าวว่า ทราบข่าวในวันที่ 11 ธันวาคมนี้นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะแถลงข่าว เรื่อง ปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมง นั้นไม่มีผล เพราะเลยอำนาจของที่ปรึกษาแล้วคนที่จะมาเจรจาจะต้องเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขึ้นไปเพราะจะมีอำนาจในการแก้กฎหมายให้กับชาวประมงได้

นายสิตภิธัมพอน เกษรแก้วชวนันท์  ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรของพระราชา ได้ขออนุญาตชุมชนเช่นกัน ได้แจ้งหนังสือกับสน.นางเลิ้ง ถึงการชุมนุมที่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันที่ 17-20 ธันวาคม ชุมนุมพักค้างคืน โดยจะเดินทางถึงช่วงเช้ามืดวันที่ 17 ธ.ค.62 สาระสำคัญก็คือ สมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ในนามกลุ่มเกษตรกรของพระราชา ในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร และ จ.นครสวรรค์  ประมาณ 1,000 คน

พร้อมกับกลุ่มเกษตรกร ของนายโกวิทย์ เทพไพฑูรย์ ที่ปรึกษากลุ่มเกษตรกรของพระราชา ฯ นายมาโนช อินทะกูล  ประธานกลุ่มเกษตรกรของพระราชาจังหวัดกำแพงเพชร และ น.ส.ราตรี เอี่ยมสะอาด ประธานกลุ่มเกษตรกรของพระราชาจังหวัดนครสวรรค์ น.ส.ศศิรัศมิ์ พันธ์พลกลาง นายสิตภิธัมพอน เกษรแก้วชวนันท์ เเนวร่วมจ.อ่างทอง

สำหรับประเด็นเรียกร้องรมว.เกษตรฯในฐานะประธานคฟก.ต้องดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้สมาชิกที่ตกหล่นเพิ่มเติม ฯ ตามมติ ครม. 7 เมษายน 2553 จำนนวน 36,605 คนโดยหลังมติ ครม. เมื่อ 2 ตุลาคม 2561 คงเหลือสมาชิก ได้รับการดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้สินฯ ประมาณ 18,000 คน ทำให้สมาชิกฯ ตกหล่น ไม่ได้รับการแก้ไขฯ เข้าสู่ที่ประชุม มติ ครม. และขอให้สถาบันการเงินเจ้าหนี้ อาทิ ธกส. , สหกรณ์การเกษตร จำกัด , ธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ร่วมมือกับ สนง.กฟก. เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิก และจัดทำแผนโครงการฟื้นฟูอาชีพของเกษตรกรด้วยโดยเร็ว

เกษตรฯ จับมือลาซาด้า เปิดมิติใหม่ของธุรกิจสินค้าเกษตร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403826?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

   เกษตรฯ จับมือลาซาด้า เปิดมิติใหม่ของธุรกิจสินค้าเกษตร

10 ธันวาคม 2562 – 19:31 น.
ลาซาดา
เปิดอ่าน 72 ครั้ง

   เกษตรฯ จับมือลาซาด้า เปิดมิติใหม่ของธุรกิจสินค้าเกษตร เปลี่ยนเกษตรกรเป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ

เกษตรฯ จับมือลาซาด้า เปิดมิติใหม่ของธุรกิจสินค้าเกษตร เปลี่ยนเกษตรกรเป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ

        นายเฉลิมชัย  ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ


นายเฉลิมชัย  ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน การซื้อขายออนไลน์ เป็นเทรนด์ ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยในปี 2561  ไทยมีมูลค่าการค้าขายในระบบอีคอมเมิร์ช (E-Commerce) กว่า 3 ล้านล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการผลักดันสินค้าเกษตรออนไลน์ เป็นหนึ่งในนโยบายขับเคลื่อนเทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเกษตร                ของกระทรวงเกษตรฯ สู่ไทยแลนด์ 4.0 และเกษตร 4.0 ในการเพิ่มช่องทางและโอกาสทางการตลาด

ที่สำคัญตามแนวทางนโยบายตลาดนำการเกษตร ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ ได้เดินหน้ายกระดับตลาดเกษตร 4.0 พัฒนาตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ในลักษณะเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถซื้อขายสินค้าเกษตรออนไลน์มาอย่างต่อเนื่อง อาทิ DGTFarm หรือ ดิจิตอลฟาร์ม ผ่านทาง http://www.dgtfarm.com และ อตก. เดลิเวอรี่  ผ่านทาง http://www.ortorkor.com ซึ่งวันนี้ กระทรวงเกษตรฯ กำลังขยายความร่วมมือก้าวไปอีกขั้น สู่แพลตฟอร์มลาซาด้า ผู้นำอีคอมเมิร์ช ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้มีการหารือเบื้องต้นกับทีมบริหาร              งานผู้ขายลาซาด้า เพื่อสร้างโอกาสร่วมกันให้กับสินค้าเกษตรและเกษตรกรไทย
การจับมือร่วมกันในครั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ กับ บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) ต่างเล็งเห็นถึงโอกาสสำคัญที่จะร่วมกันพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ รวมถึงช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรให้ไปถึงมือผู้บริโภคโดยตรง เพื่อยกระดับเกษตรกรไทยให้ทัน              ต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี พัฒนาความรู้แบบยั่งยืนโดย สามารถเปิดร้านค้าบนแพลตฟอร์มลาซาด้า เพื่อนำสินค้าเกษตรเข้าสู่ช่องทางออนไลน์โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

นอกจากจะช่วยในเรื่องการเพิ่มช่องทางการตลาด ให้เกษตรกรได้กระจายผลผลิตในช่วงผลผลิตออกตลาดมากแล้ว ยังช่วยให้เกษตรกรขยายฐานกลุ่มลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างไม่จำกัด สามารถทำความรู้จักกับกลุ่มลูกค้าของตัวเอง  ทำการซื้อขายกับผู้ซื้อ ส่งผลให้เกิดการพัฒนาสินค้าเกษตรที่ตรงกับความต้องการของตลาด ลดความเหลื่อมล้ำ และยังสามารถนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่ดี จากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคโดยตรง


รัฐมนตรี เกษตรฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรฯ จะเริ่มเปิดตัวโครงการต้นปี 2563 เป็นของขวัญปีใหม่ ให้แก่เกษตรกร โดยจัดกิจกรรมอบรมทักษะให้เกษตรกรในแต่ละภูมิภาคของประเทศ เพื่อให้สามารถขายสินค้าผ่านลาซาด้า  โดยจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่จากกระทรวงเกษตรฯ และทีมงานมหาวิทยาลัยลาซาด้า ที่จะมาให้ความรู้เกี่ยวกับการเริ่มต้น                   เป็นผู้ประกอบการออนไลน์ การสมัครเป็นผู้ขาย การใช้ระบบต่างๆ ไปจนถึงเทคนิคการโปรโมทสินค้าเพื่อทำให้ร้านค้ามีความน่าสนใจ การตกแต่งร้านค้าให้โดดเด่น รวมถึง การใช้เครื่องมือต่างๆเพื่อถ่ายภาพสินค้า การทำคลิปวีดีโอ การบรรจุผลิตภัณฑ์ และขนส่ง                 ไปจนถึงการร่วมแคมเปญ และกิจกรรมการตลาดต่างๆ ของ ลาซาด้า เพื่อกระตุ้นยอดขาย ในขณะที่กระทรวงเกษตรฯ จะพัฒนาให้เกษตรกรมีความรู้ความสามารถในการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ การแปรรูป และบรรจุสินค้าให้ได้มาตรฐานไปพร้อมๆ กัน
ในขั้นตอนแรกจะเน้นจัดกิจกรรมอบรมให้แก่กลุ่มเกษตรกรในระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร และกลุ่มYoung Smart Farmer ซึ่งปัจจุบัน มีแปลงใหญ่กว่า 6,000 แปลง เกษตรกรมากกว่า 350,000 ราย  ในขณะที่สหกรณ์การเกษตรกว่า 3,000 แห่ง กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกว่า 86,000 แห่งทั่วประเทศ และ Young Smart Farmer มากกว่า 11,000 ราย  ซึ่งมีสินค้าเกษตรคุณภาพจำนวนหลากหลาย ทั้งกลุ่มพืช พืชผัก/สมุนไพร ไม้ผล ไม้ดอกไม้ประดับ ปศุสัตว์ ประมง แมลงเศรษฐกิจ รวมไปถึงกลุ่มของใช้ต่างๆ อาทิ เสื้อผ้า ของตกแต่ง เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับที่มาจากผลผลิตภาคเกษตรคุณภาพดี ซึ่งพร้อมจะพัฒนา และแปรรูปจำหน่ายสู่มือผู้บริโภคกับลาซาด้า โดยตรง

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ อยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำข้อตกลงกับลาซาด้า และจะประชาสัมพันธ์ให้ทราบในโอกาสต่อไป               ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะเป็นการเปิดโอกาส และเป็นมิติใหม่ให้แก่เกษตรกรที่มีความสนใจและยังไม่เคยมีประสบการณ์ขายของออนไลน์                  ได้เรียนรู้การขายสินค้าเกษตรผ่านระบบออนไลน์ ด้วยการเป็นผู้จำหน่ายสินค้าด้วยตนเอง และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน                       ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และเกษตร 4.0 โดยกระทรวงเกษตรฯ ยังเล็งช่องทางการตลาดออนไลน์                  โดยขยายไปสู่แหล่งช้อปปิ้งออนไลน์รายอื่นๆ เพิ่มเติม ทั้งในประเทศไปจนถึงสู่ลูกค้าต่างประเทศในอนาคตต่อไป