ปลัดเกษตรฯ แจง จำกัดการใช้ 3 สารตามประกาศกระทรวงระบุ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458264

ปลัดเกษตรฯ แจง จำกัดการใช้ 3 สารตามประกาศกระทรวงระบุ

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 19.43 น.

ปลัดเกษตรฯ แจง จำกัดการใช้ 3 สารตามประกาศกระทรวงระบุ ยังคงรอมติอย่างเป็นทางการของคณะกรรมการวัตถุอันตรายอยู่ โดยระหว่างนี้ดำเนินมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิดตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว ด้านผู้แทนเกษตรกรพึงพอใจคำชี้แจงของปลัดฯ ในการเตรียมมาตรการช่วยเหลือและหาสาร-วิธีการทดแทน จากนี้จะเชิญชวนเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดมาเร่งอบรมเพื่อให้ใช้สารเคมีทางการเกษตรได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ในวันนี้มีผู้แทนเกษตรกรซึ่งปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดเข้าพบเพื่อสอบถามถึงแนวทางปฏิบัติของกระทรวงเกษตรฯ หลังจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเมื่อวันที่ 27 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยชี้แจงว่า ยังไม่ได้รับหนังสือมติที่ประชุมอย่างเป็นทางการ ระหว่างนี้กระทรวงเกษตรฯ ต้องดำเนินมาตรการจำกัดการใช้ทั้ง 3 สารตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 5 ฉบับซึ่งมีผลบังคับใช้วันที่ 20 ตุลาคม 2562 ซึ่งถือเป็นกฏหมาย ที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตรได้อบรมเกษตรกรไปเกือบ 500,000 คนและไม่ได้หยุดรับสมัครการอบรมหรือสอบเพื่อออกใบอนุญาตแก่เกษตรกรและผู้รับจ้างพ่นสารเคมีทางการเกษตรนอกจากนี้ยังได้อธิบายให้ผู้แทนเกษตรกรเข้าใจว่า กระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้ละเลยเกษตรกร ซึ่งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ห่วงใยผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อทุกภาคส่วนจึงให้คณะทำงานของกระทรวงฯ เร่งวิเคราะห์และหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อไม่ให้ต้องรับภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น รวมถึงส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

“กระทรวงเกษตรฯ เป็นหน่วยงานปฏิบัติ ต้องรอมติอย่างเป็นทางการของคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ เพราะการที่ต่างฝ่ายพูดกันไปพูดกันมายิ่งเป็นประเด็นถกเถียง แต่ประเทศชาติไม่ได้อะไร จึงอยากให้ทุกฝ่ายลดอคติและรับฟังเหตุผลของกันและกันบ้าง ซึ่งผู้แทนเกษตรกรเข้าใจแล้ว” นายอนันต์กล่าว

ด้านนายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยกล่าวว่า จากการเข้าพบปลัดกระทรวงเกษตรฯ นั้น ผู้แทนเกษตรกรที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพด และไม้ผลได้รับทราบถึง แนวทางปฏิบัติซึ่งจะต้องเป็นไปตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีทั้งพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสซึ่งเลื่อนระยะเวลาการพิจารณายกเลิกไป 6 เดือน ส่วนไกลโฟเซตจำกัดการใช้ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เช่นเดิม  จากนี้ไปจะเชิญชวนเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดมาสมัครรับการอบรมหรือสอบเพื่อได้รับใบอนุญาตให้ใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดจากกรมวิชาการเกษตร ที่ผ่านมาเกษตรกรไม่แน่ใจว่า มติคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะเป็นอย่างไรจึงไม่มีใครมาอบรมเพิ่มเติม นอกจากนี้จะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายทั้งการใช้ตามชนิดพืชที่กำหนด ใช้ในปริมาณที่ถูกต้อง ตลอดจนไม่ใช้ในพื้นที่ที่ห้ามไว้เช่น พื้นที่ต้นน้ำต่างๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยทั้งแก่เกษตรกรและประชาชนทุกคน

‘แม่ธนาธร’ส่งตัวแทนชี้รังวัดที่ดิน ยก500ไร่คืนหลวงตั้งป่าชุมชนราชบุรี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458236

‘แม่ธนาธร’ส่งตัวแทนชี้รังวัดที่ดิน ยก500ไร่คืนหลวงตั้งป่าชุมชนราชบุรี

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 18.08 น.

‘แม่ธนาธร’ส่งตัวแทนชี้รังวัดที่ดิน ยก500ไร่คืนหลวงตั้งป่าชุมชนราชบุรี

4 ธันวาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากประเด็นปัญหาที่ดินของนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่(อนค.) ใน อ.จอมบึง จ.ราชบุรี หลังจากที่ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ออกมาเคลื่อนไหว และมีชาวบ้านได้ยื่นเรื่องร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงธรรม อ.จอมบึง พร้อมยื่นหนังสือถึง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเรียกร้องขอคืนพื้นที่ป่าชุมชนกว่า 500 ไร่ เพราะที่ผ่านมามีบุคคลอ้างเป็นตัวแทนของนางสมพร อ้างสิทธิในพื้นที่ดังกล่าว

ความเคลื่อนไหวล่าสุดวันนี้(4 ธันวาคม 2562) นางสมพร ได้ส่งตัวแทนโดยทำหนังสือมอบอำนาจให้ น.ส.อรสา เศรษฐปราโมทย์ ร่วมตรวจสอบแนวเขตที่ดินพื้นที่เป้าหมายจัดตั้งป่าชุมชน ซึ่งในท้ายหนังสือยังระบุว่านางสมพรได้มอบอำนาจให้เสมือนกับที่ตนเองได้กระทำด้วยตนเอง พร้อมลงลายเซ็นผู้มอบอำนาจ คือ นางสมพร และมีพยานร่วมอีก 2 ราย โดยที่ น.ส.อรสา ได้นำหนังสือมอบให้กับทางเจ้าหน้าที่ โดยมีนายเกียรติศักดิ์ รักพ่อ นักวิชาการฝ่ายปฏิบัติการป่าไม้ จ.ราชบุรี เป็นผู้รับมอบ

จากนั้นได้เดินทางไป พร้อมด้วยนายสมบูรณ์ ไทยทอง ผู้ใหญ่บ้านบ้านหมู่ 14 ต.รางบัว เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.และที่ดิน อ.จอมบึง จ.ราชบุรี เข้าไปยังที่ดินดังกล่าวเพื่อชี้แนวเขตในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อดำเนินการจัดตั้งป่าชุมชนบ้านหนองน้ำใส หมู่ 14 ตามคำสั่งจังหวัดราชบุรีที่ 4351/2562 ที่ให้ตรวจสอบชี้เขตที่ดินที่ครอบครองอย่างถูกต้องและลดความขัดแย้ง

น.ส.อรสา กล่าวว่า ที่ดินดังกล่าวนางสมพรได้ซื้อมา 3,500 ไร่ มีเอกสารสิทธิ์ของกรมที่ดินถูกต้องตามกฎหมาย แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นส่วนของ ภบท. ตั้งแต่ครอบครองมาก็ประมาณ 20 กว่าปี เราไม่เคยไปใช้ประโยชน์ในส่วนนี้เลย ปรากฏว่าที่ดินส่วนหนึ่งที่เรามีเอกสารสิทธิ์ ที่ทางชุมชนต้องการเอาของเราไปทำป่าชุมชนทางเรายินดียกให้ บริจาคให้ โดยไม่มีเงื่อนไข และพร้อมให้ความร่วมมือทุกอย่างทุกประการ เรายินดีมอบให้กับรัฐเพื่อนำไปทำป่าชุมชนที่เกิดประโยชน์

ทั้งนี้ ที่ดินที่นางสมพรซื้อมาเป็นการซื้อในลักษณะเหมารวมหรือเรียกกันว่าแบบเหมายกเข่งทั้งหมด ซื้อต่อมาจากบริษัทมิตรผล ตั้งแต่ปี 2534 และถือครองมาตลอด 28 ปี โดยมีพื้นที่ทั้งหมด 3,500 ไร่ ซึ่งขณะที่ซื้อมามีหลักฐานกรรมสิทธิ์หลายแบบ ทั้งที่เป็นโฉนดที่ดิน นส.3 ก, นส.3, นส.2 และ ภบท.5 ซึ่งในเอกสารสิทธิมีอยู่รวมทั้งสิ้นประมาณ 2,700-2,800 ไร่ นอกนั้นเป็น นส.2 กับ ภบท.5 (เป็นเอกสารการจับจอง) รวมทั้งหมด 3,500 ไร่ โดยมีครอบครัวที่อยู่เดิมของบริษัทมิตรผลอยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าว 2 ครอบครัวเป็นผู้ดูแลให้ทั้งหมดซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหา

ด้านนายเกียรติศักดิ์ รักพ่อ นักวิชาการฝ่ายปฏิบัติการป่าไม้ จ.ราชบุรี กล่าวว่า หลังจากที่ได้มีการชี้แนวเขตแล้ว จากนี้ก็จะนำไปทำข้อมูลและบันมึกความยินยอมของเจ้าของที่ที่มีความประสงค์ว่ายกพื้นที่ดังกล่าวคืนให้กับทางรัฐ จากนั้นก็จะรายงานไปยังผู้บังคับบัญชาระดับสูงทราบ เพื่อรอการดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป วันนี้ทางตัวแทนของนางสมพร ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีถือว่าเป็นประโยชน์กับทางเจ้าหน้าที่ หลังจากนี้จะได้ทำประกาศแนวเขต เพื่อดำเนินการจัดตั้งป่าชุมชนหมู่ 14 บ้านหนองน้ำใส ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ต่อไป

ป่าไม้ลุยรังวัดที่ดิน‘ลุงเสี้ยว’ หลังอ้าง‘ทวี’พ่อปารีณาบุกล้อมรั้ว ฮุบ 30 ไร่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458191

ป่าไม้ลุยรังวัดที่ดิน‘ลุงเสี้ยว’ หลังอ้าง‘ทวี’พ่อปารีณาบุกล้อมรั้ว ฮุบ 30 ไร่

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 16.34 น.

ป่าไม้ลุยรังวัดที่ดิน‘ลุงเสี้ยว’ หลังอ้าง‘ทวี’พ่อปารีณาบุกล้อมรั้ว ฮุบ 30 ไร่

4 ธันวาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้เข้ารังวัดพื้นที่ดินของนายเสี้ยว นำพา อายุ 74 ปี ชาวบ้านในหมู่ 9 ต.ท่าเคย อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี หลังจากที่ได้เข้าร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมของ อ.สวนผึ้ง อ้างว่าถูกนายทวี ไกรคุปต์ บิดาของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพังประชารัฐ เข้ามาฮุบที่ดินไปกว่า 30 ไร่ โดยเข้ามาล้อมรั้วกินพื้นที่ของตนเอง โดยนายเสี้ยวมีหลักฐาน คือ ใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ ภบท.5 และเอกสารการถือครองที่ดิน โดยมีชื่อลูกสาวของตนเอง 2 คน

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้สวนผึ้ง ศูนย์ป่าไม้ราชบุรี สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) กรมป่าไม้ ได้นำเครื่องรับสัญญาณดาวเทียม GPS ตามที่ให้นายเสี้ยว และลูกสาว เป็นผู้นำชี้ พร้อมเดินเข้าไปตรวจสอบแต่ละเสาที่นายทวีได้นำมาปักล้อมรั้วลวดหนามไว้ เพื่อที่จะนำไปทำบันทึกเพื่อเทียบกับแผนที่ดาวเทียม

นายเสี้ยว กล่าวอ้างว่า ก่อนหน้าที่นายทวี จะนำคนงานและเจ้าหน้าที่เข้ามาล้อมรั้ว ตนได้ทำกินในที่ดินตรงนี้ตามปกติ โดยปลูกอ้อย ตั้งแต่เข้ามาล้อมรั้วลวดหนามตนก็ไม่สามารถเข้ามาทำกินได้เลย ตอนที่เขามานั้นตนก็อยู่ด้วยตลอด เพราะทางนายทวีได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของคดีเข้ามาด้วย และบอกให้ตนหยุดการกระทำใดๆในพื้นที่ดินนี้ เพราะนายทวีมีสิทธิ์ทำกิน ทำให้ตนได้รับความเดือดร้อน และไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงได้ไปร้องต่อหน่วยงานต่างๆ

นายเสี้ยว กล่าวอีกว่า หลังจากที่นายทวีเข้ามาล้อมลวดหนามเสร็จ ได้นำต้นมะพร้าวเข้ามาปลูก ไม่ยอมมาพูดกับตนเลยว่าจะนำมาปลูก มีแต่พวกชาวบ้านเห็นว่านายทวีได้นำต้นมะพร้าวเข้ามาปลูกมาบอกกับตนเอง

“ผมยังมีความหวังที่จะได้พื้นที่ดินคืน ยืนยันว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ มีเอกสารสิทธิ์มีใบ ภบท.5 ชัดเจน ส่วนจำนวนเนื้อที่นั้นจำไม่ได้ เพราะนานมากแล้วต้องรอทางเจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบก่อน ถ้าตอนนี้ถามว่ากลัวไหมที่ออกมาแฉเรื่องนี้ ก็ต้องตอบว่ากลัวที่สุดเพราะเขามีอำนาจ มีปืน แต่ผมอยากได้ที่ดินทำกินคืน ไม่มีใครเคยเข้ามาเบียดเบียน ชาวบ้านเราก็รักกันดี แต่เมื่อนายทวีเข้ามาก็มาเบียดเบียน เข้ามายึดพื้นที่ของผมไป” นายเสี้ยว กล่าวอ้าง

ด้านนายสุชาติ บัวบาง เจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน กล่าวว่า วันนี้ได้มาตรวจสอบพื้นของลุงเสี้ยวตามที่ได้มีการร้องไปยังศูนย์ดำรงธรรมว่ามีบุคคลเข้ามาปักหลักล้อมรั้วและปลูกต้นมะพร้าวในที่ดิน โดยวันนี้เข้ามาตรวจพิสูจน์ทราบตามที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงาน โดยให้เจ้าหน้าที่เข้ามาสำรวจแปลงที่ดินที่ราษฎรครอบครองในพื้นที่เขตป่าไม้ถาวร ซึ่งมีการเข้ามาดำเนินการ 2559 ตอนนี้คณะทำงานมีข้อมูลการถือครองที่ดิน โดยที่ลุงเสี้ยวแบ่งให้ลูกสาว 2 คน เป็นชื่อของ น.ส.อำไพ นำพา ถือครอบครอง 23 ไร่ 2 งาน 79 ตารางวา และ น.ส.ปราณี นำพา 23 ไร่ 99 ตารางวา ซึ่งวันนี้ทางลุงเสี้ยวและลูกสาวที่มีชื่อถือครองที่ดินดังกล่าวได้นำพาทางเจ้าหน้าที่เข้าไปรังวัดทั้งหมดแล้ว หลังจากนี้ก็จะนำไปเทียบกับแผนที่มีอยู่ว่าตรงกับที่ลุงเสี้ยวได้นำเข้ามารังวัดเมื่อปี 2559 หรือไม่

นอกจากนี้จะให้เจ้าหน้าที่วัดตรวจสอบแนวที่มีการปักรั้วลวดหนามทั้งหมดทุกต้น โดยการจับพิกัดทั้ง 2 แปลงว่าอยู่ในพิกัดใดบ้าง และจะตรวจสอบว่านพื้นที่ที่ลุงเสี้ยวอ้างว่าถูกบุคคลรุกล้ำไปในที่ดินนั้นมีการปลูกจำนวนกี่ต้น ต้นมะพร้าวน่าจะอายุประมาณเท่าไร ดูจากสภาพของต้นมะพร้าวดูแล้วว่าน่าจะปลูกได้ไม่นาน เพราะเป็นมะพร้าวที่เพราะปลูกข้ามปี และทราบข่าวจากผู้เฒ่าผู้แก่ว่าเพิ่งปลูกได้ไม่นานนี้เอง และยังทราบว่าลุงเสี้ยวถือครองที่ดินนี้มาเป็นเวลานานแล้ว ตรงนี้ตนยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายไม่เลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และไม่มีแลงกดดัน ยืนยันจะทำงานอย่างตรงไปตรงมา หลังจากนี้จะนำลุงเสี้ยวและลูกสาวไปสอบข้อมูลเพิ่มเติม คาดว่าน่าจะสรุปได้เร็วๆนี้

เปิดมหกรรมภูมิพลังแผ่นดินเทิดพระเกียรติ’วันดินโลก’รัชกาลที่9

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458145

เปิดมหกรรมภูมิพลังแผ่นดินเทิดพระเกียรติ’วันดินโลก’รัชกาลที่9

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 14.41 น.

4 ธันวาคม 2562 พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ได้มีพิธีงานมหกรรม“ภูมิพลังแผ่นดิน” ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เพื่อน้อมรำลึกถึงพระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้านการจัดการดิน เนื่องในวันดินโลก 5 ธันวาคมระหว่างวันที่ 4-8 ธันวาคม

โดยมีนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานร่วมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีและหน่วยงานต่างๆเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง  ภายในงานมีการมอบประกาศเกียรติคุณให้ศูนย์เครือข่ายและศูนย์เรียนรู้เครือข่าย พกฉ. ที่สนับสนุนการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพระอัจฉริยภาพด้านการพัฒนาและอนุรักษ์ดินและเปิดอบรมวิชาแผ่นดินกว่า 30 วิชาแก่ประชาชนที่เข้ามาร่วมงานฟรี

ทั้งนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานมหกรรม “ภูมิพลังแผ่นดิน”ว่าเพื่อน้อมรำลึกถึงพระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้านการจัดการดิน เนื่องในวันดินโลก 5 ธันวาคม  พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯได้จัดงานมหกรรม “ภูมิพลังแผ่นดิน” ขึ้นระหว่างวันที่ 4-8 ธันวาคม 62 นี้เพื่อเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรตามแนวพระราชดำริ และพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยแก่สาธารณชน

ขณะที่นายสหภูมิ ภูมิธฤติรัฐ ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวถึงกิจกรรมเพิ่มเติมว่า สำหรับกิจกรรมที่น่าสนใจประกอบด้วย   นิทรรศการของขวัญจากดิน จัดแสดงเส้นทางการเรียนรู้ตามสายธารน้ำที่หลั่งไหลจากภูเขาอันอุดมสมบูรณ์ผ่านแนวคิด ดินให้ชีวิต(รักษ์ดิน น้ำ ป่า รักทรัพยากรแห่งชีวิต) ดินให้อาหาร (สร้างดินอุดม อาหารดีสม ไร่ นา สวน) และดินให้วิถี (บูชาพระแม่ธรณี วิถี ประเพณี วัฒนธรรม) นิทรรศการพิเศษจากภาคีความร่วมมือ เช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบุรี ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ฉะเชิงเทรา สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) จ.เชียงใหม่ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านของพ่อ นิทรรศการหญ้าแฝกพืชมหัศจรรย์ นิทรรศการดินของพ่อ

นอกจากนี้ยังมีถ่ายทอดความรู้วิชาของแผ่นดินและการอบรมเชิงปฏิบัติการกว่า 30 วิชา จากปราชญ์เกษตรทั่วประเทศ พร้อมกิจกรรมและนิทรรศการพิเศษบริเวณบ้านเรือนไทย 4 ภาค นำเสนอนิทรรศการดินดล ดลบันดาลชีวิต และกิจกรรมพิเศษมากมายให้ทุกท่านได้ร่วมเรียนรู้  อาทิ เปิดเข้าชมนิทรรศการทั้ง 5 พิพิธภัณฑ์ เพาะแจกแลกเปลี่ยนพันธุ์ไม้ กิจกรรมภาพพิมพ์ ประคบทอง เกมงานวัดย้อนยุค การแสดงดนตรีจากน้องๆโรงเรียนเล็กในทุ่งกว้าง จ.บุรีรัมย์ ขอเชิญชวนคนไทยพกถุงผ้ามา ชม ช้อป สินค้าเกษตร อาหารพื้นบ้าน คาว หวานกว่า 300 บูธ พิเศษวันที่ 5 ธันวาคม 2562 เวลา 9.00 น. ร่วมกันทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งพระภิกษุสงฆ์จำนวน 89 รูปร่วมกัน เพื่อน้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พ่อแห่งแผ่นดินของคนไทย  พร้อมชมการแสดงดนตรีและการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย 4 ภาค และเข้าชมพิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พร้อมภาพยนตร์แอนิเมชั่น 3 มิติ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ร่วมเรียนรู้ศาสตร์พระราชา สืบสาน รักษา ต่อยอด สืบทอดพลังแห่งความดีผู้ทรงเป็นดั่งกำลังของแผ่นดิน พลังของปวงชนชาวไทย ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จ.ปทุมธานี”

เกษตรฯเดินหน้าขยายตลาดผ้าไหมไทย เข้าสู่วงการแฟชั่นโลก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458139

news_default

เกษตรฯเดินหน้าขยายตลาดผ้าไหมไทย เข้าสู่วงการแฟชั่นโลก

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 14.26 น.

‘รมว.เฉลิมชัย’ เปิดงาน10 ปี หม่อนไหมสืบสาน ต่อยอดภูมิปัญญาพัฒนาเพิ่มผลผลิต พร้อมเดินหน้าขยายตลาดผ้าไหมทั้งในประเทศและต่างประเทศ มุ่งพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้ผลิตได้และขายเป็น

4 ธันวาคม 2562 เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานงานวันคล้ายวันสถาปนากรมหม่อนไหม “10 ปี หม่อนไหมสืบสาน ต่อยอดภูมิปัญญาพัฒนาเพิ่มผลผลิต” โดยกล่าวว่า กรมหม่อนไหมดำเนินงานตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทีทรงอนุรักษ์ส่งเสริมงานหม่อนไหมให้ได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งเสริมการผลิตให้มีความหลากหลายทั้งสีสันและลวดลายการทอ สำหรับราคามีตั้งแต่ย่อมเยาไปจนถึงราคาระดับพรีเมี่ยม ขณะนี้เพิ่มช่องทางการจำหน่ายในสนามบินทุกแห่งและห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ

การพัฒนานั้นจะเน้นพัฒนาเกษตรกรให้เป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง หรือ Smart Farmer โดยพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้สามารถผลิตและทอผ้าไหมได้อย่างมีคุณภาพ ปัจจุบันมีเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนต่อกรมหม่อนไหมแล้ว 1,421 ราย และตั้งเป้าหมายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จะสามารถขึ้นทะเบียน Smart Farmer หม่อนไหมรายใหม่อีก 1,500 ราย โดยในจำนวนนี้จะส่งเสริมให้อาสาสมัครเกษตรของกรมหม่อนไหมเรียกว่า “หม่อนไหมอาสา” พัฒนาเกษตรกรรุ่นหใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer ที่สามารถร่วมกับทางราชการหาตลาดได้ทั้งการขายแบบออนไลน์ ผลิตเป็นเสื้อผ้าแฟชั่นเพิ่มมูลค่า โดยเฉพาะการนำผ้าไหมไทยเข้าสู่วงการแฟชั่นโลก ให้ผู้ผลิตเสื้อผ้านำผ้าไหมไทยไปใช้ ในปี 2563 ตั้งเป้าหมายจะให้มีมูลค่าการตลาดทั้งในและต่างประเทศระดับหมื่นล้านบาท

ภายในงาน นายเฉลิมชัยมอบรางวัลแก่ผู้แทน Smart Farmer ทั่วประเทศที่ได้รับการคัดเลือกการแสดงนิทรรศการผลงานกรมหม่อนไหมได้แก่ อนุรักษ์ภูมิปัญญาสืบสานลายผ้าสู่สากล การติดดวงตรานกยูงพระราชทานบนผลิตภัณฑ์ผ้าไหม โครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตผสมมัลเบอร์รี่ โครงการผลิตการใช้เส้นไหมไทยที่สาวด้วยวิธีการต่างๆ ต่อคุณสมบัติผ้าไหม โครงการกระบวนการผลิตแอนโทไซยานินผงจากผลหม่อนสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และโครงการฟิล์มโปรตีนและคุณลักษณะฟิล์มโปรตีนที่ได้จากเศษเหลือกระบวนการผลิตเส้นไหม โครงการ Smart Farmer โครงการไหมอาสาเป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีการแสดงผ้าไหมลายโบราณล้ำค่าที่หาชมได้ยาก และการจำหน่ายสินค้าผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน ผ้าไหมที่เป็นเอกลักษณ์แสดงสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ผ้าไหมเด่นจากจังหวัดต่างๆ เวชสำอาง รวมทั้งชาใบหม่อน และอาหารจากหม่อนและไหมด้วย

‘เฉลิมชัย’ขอใจเย็นๆ ปัดออกความเห็นปมสารพิษ ชี้รอคกก.วัตถุอันตรายสรุปผลลงมติก่อน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458132

news_default

‘เฉลิมชัย’ขอใจเย็นๆ ปัดออกความเห็นปมสารพิษ ชี้รอคกก.วัตถุอันตรายสรุปผลลงมติก่อน

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 14.15 น.

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ยังรอหนังสืออย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในการสรุปผลประชุมเมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งจะชี้ชัดว่ากระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานปฏิบัติต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป

สำหรับข้อถกเถียงเรื่องมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายในวันดังกล่าวนั้นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เป็นเรื่องที่ทางคณะกรรมการวัตถุอันตรายต้องชี้แจงให้ชัดเจน การที่ฝ่ายต่างๆ พูดกันไปพูดกันมายิ่งทำให้เกิดข้อถกเถียงในสังคม แต่แม้ยังไม่มีการแบนสารเคมีทางการเกษตรทั้ง 3 ชนิด คณะทำงานของกระทรวงเกษตรฯ ยังคงเดินหน้าหาสารและแนวทางในการกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชแบบผสมผสานเพื่อลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร รวมถึงมีนโยบายส่งเสริมการทำเกษตรตามมาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้นและประชาชนได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัย

“ขอให้ใจเย็นๆ ก่อน หากตอบไปตอนนี้ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน จะยิ่งทำให้เกิดประเด็นทางสังคม โต้กันไปมา จึงขอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายสรุปอย่างเป็นทางการมาว่า หน่วยงานต่างๆ รวมทั้งกระทรวงเกษตรฯ ที่เป็นหน่วยปฏิบัติต้องทำอย่างไรก็จะเร่งดำเนินการตามมติทันที ที่เป็นห่วงมากขณะนี้คือ ข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค” นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้าน นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวว่า ช่วงบ่ายวันนี้จะนำผู้แทนเกษตรกรที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ เข้าพบ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อสอบถามแนวทางการปฏิบัติหลังคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเลื่อนการแบนพาราควอต และคลอร์ไพรฟอส ออกไป 6 เดือน และจำกัดการใช้ไกลโฟเซต เนื่องจากขณะนี้เกษตรกรปฏิบัติตัวไม่ถูก แต่เห็นว่า หากมติเป็นเช่นนั้น ต้องดำเนินมาตรการจำกัดการใช้ทั้ง 3 สาร ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 5 ฉบับ ซึ่งมีผลบังคับใช้วันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา ดังนั้น กรมวิชาการเกษตรต้องอบรมเกษตรกรการใช้สารเคมีการเกษตรทั้ง 3 ชนิดต่อ จากเดิมที่อบรมไปประมาณ 466,000 กว่าคน จากเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิด ประมาณ 1.5 ล้านคน เพื่อที่เกษตรกรจะได้ใช้สารเคมีทางการเกษตรได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม อันจะส่งผลให้เกิดความปลอดภัยทั้งแก่เกษตรกรและผู้บริโภคทั้งประเทศ

เร่งพัฒนาพันธุ์ข้าว‘อีโต’ เพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรพื้นที่สูง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457942

news_default

เร่งพัฒนาพันธุ์ข้าว‘อีโต’ เพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรพื้นที่สูง

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวนนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยถึงผลการดำเนินโครงการร้อยใจรักษ์ จังหวัดเชียงใหม่ ว่า โครงการร้อยใจรักษ์ ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นโครงการที่สนับสนุนมาตรการนโยบายของรัฐบาลในการป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติด และเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ ด้วยการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน โดยการบูรณาการของหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เริ่มจากการส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงเพื่อลดปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ซึ่งกรมการข้าว โดยศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ ได้เข้าไปดำเนินโครงการรวบรวมคัดเลือกพันธุ์ข้าวเจ้าพื้นเมืองที่ปลูกในพื้นที่ (พันธุ์อีโต) เนื่องจากเป็นพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรนิยมปลูกมากในพื้นที่ดังกล่าว ปัจจุบันเกษตรกรกว่า 400 ราย ปลูกข้าวอีโต บนพื้นที่รวมกว่า 3,000 ไร่ แต่พบปัญหาคือไม่ทราบแหล่งที่มาที่ชัดเจนว่าเป็นพันธุ์ข้าวจากที่ใด เป็นข้าวพื้นเมืองหรือไม่มีลักษณะทางภูมินิเวศน์อย่างไร อีกทั้งยังพบพันธุ์ปนค่อนข้างมาก

ดังนั้น สิ่งที่กรมการข้าวเข้าไปดำเนินการคือ การปรับปรุงพันธุ์อีโตให้เป็นพันธุ์บริสุทธิ์ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ควบคู่กับส่งเสริมให้คนในชุมชนได้รับการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีด้านข้าว มีการปฏิบัติดูแลรักษาแปลงข้าวอย่างถูกวิธี เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ทั้งนี้ ข้าวอีโตมีลักษณะเป็นข้าวนุ่ม อมิโลสต่ำ ระยะเวลาในการปลูกประมาณ 130 วัน ทนต่อโรคและแมลง ให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ในปริมาณค่อนข้างสูง ผลผลิตเฉลี่ยที่เกษตรกรได้คือ600-700 กิโลกรัมต่อไร่ ขายได้ราคาดีโดยเป็นข้าวเปลือกขายกิโลกรัมละ 12 บาท

“นับว่าเป็นพันธุ์ข้าวเจ้าพื้นเมืองที่สามารถพัฒนาต่อยอดได้ดีทีเดียว หากมีการปรับปรุงและคัดเลือกพันธุ์บริสุทธิ์ข้าวอีโตได้ จะยิ่งเพิ่มผลผลิตได้จากเดิมเป็น800-1,000 กิโลกรัมต่อไร่ อย่างไรก็ตาม การคัดพันธุ์บริสุทธิ์ต้องใช้ระยะเวลาอีกหลายปี เนื่องจากต้องคัดรวงต่อรวง เอาหลักวิชาการไปใช้ จนกว่าจะนิ่ง แต่ตอนนี้ก็ถือว่านิ่งระดับหนึ่ง นักวิชาการของศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ กำลังทุ่มเทพัฒนาข้าวอีโตอย่างเต็มที่เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ปลูกให้พอเพียงต่อการบริโภคในพื้นที่ก่อนเป็นสำคัญ เนื่องจากเกษตรกรในพื้นที่สูงจะมีปัญหาเรื่องปลูกข้าวไม่พอบริโภคเพราะพื้นที่จำกัด จึงต้องเสริมเรื่องความรู้และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น เมื่อปลูกข้าวเพียงพอต่อการบริโภคเหลือจึงขาย ส่งผลให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ดีที่ขึ้น” รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าว

ด้านนายธนชัย ศรีวิชัย เกษตรกรต้นแบบปลูกข้าวอีโต กล่าวว่า ตนปลูกข้าวพันธุ์อีโตมากว่า 20 ปีแล้ว นับเป็นพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์อื่นและการดูแลจัดการไม่ยุ่งยาก โดยปีนี้ได้ผลผลิตเฉลี่ยกว่า6,000 กิโลกรัม ในพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมด6 ไร่ ปลูกไว้กินเองที่เหลือก็ขาย ได้ราคาดีอยู่ที่ข้าวเปลือกกิโลกรัมละ 12 บาท ซึ่งศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ได้เข้ามาทำแปลงสาธิตแนะนำการดูพันธุ์ข้าวบริสุทธิ์ ถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรปลูกข้าวตามหลักวิชาการมากขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ซึ่งขณะนี้คนในพื้นที่นิยมปลูกข้าวอีโตมากขึ้น เพราะให้ผลผลิตสูงและราคาค่อนข้างดี

เตือนชาวนาเฝ้าระวังโรคไหม้ข้าว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457939

news_default

เตือนชาวนาเฝ้าระวังโรคไหม้ข้าว

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรคไหม้ข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร รับรายงานประกอบข้อมูลจากแปลงติดตามสถานการณ์ระบาดศัตรูข้าว พบการระบาด 432,118ไร่ (ข้อมูล ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยพบการระบาดมากในพื้นที่ที่ปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอ ได้แก่ พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105, กข15 และ กข6 รวมถึงแปลงที่ปลูกข้าวหนาแน่น และใส่ปุ๋ยไนโตรเจนอัตราสูง ดังนั้น กรมจึงสั่งให้สำนักงานเกษตรจังหวัดแจ้งเตือนเกษตรกร พร้อมดำเนินการป้องกันและลดการระบาดตามมาตรการป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคไหม้ข้าว ดังนี้

สำหรับข้าวปลูกใหม่ ข้าวระยะกล้า และระยะแตกกอ 1) ให้ตรวจข้อมูลสภาพอากาศ สภาพแวดล้อมมีอุณหภูมิระหว่าง 22 – 27 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์มากกว่าร้อยละ 80 น้ำค้างแรงและมีหมอกจัด ให้สำรวจแปลงนาหากพบอาการของโรคให้แจ้งเตือนภัยในพื้นที่ 2) สำรวจแปลงติดตามสถานการณ์ศัตรูข้าว และแปลงปลูกข้าวของตนเองทุกสัปดาห์ 10 จุดจุดละ 10 ต้น/กอ เมื่อเริ่มพบลักษณะเป็นแผลคล้ายรูปตาขอบแผลสีน้ำตาลกลางแผลมีสีเทา อาจเห็นเป็นวงซ้อนๆ กันที่กลางแผลเป็นอาการของโรคไหม้ หากพบอาการนี้โดยเฉลี่ยบนใบข้าว 1 – 2 แผลต่อจุด ให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด3) ใช้ปุ๋ยเคมีตามคำแนะนำที่สอดคล้องกับระยะเจริญเติบโตของพืช และสภาพดินแต่ละพื้นที่ ไม่ใส่ปุ๋ยที่ให้ไนโตรเจนสูงเกินไป 4) ผสมเชื้อราไตรโคเดอร์มาพร้อมปล่อยน้ำในนาข้าว หรือผสมกับปุ๋ยอินทรีย์หว่านในนา และ 5) พ่นเชื้อราไตรโคเดอร์มาให้ทั่วแปลงนา ทุก 15 วันจะป้องกันการระบาดของโรคไหม้ได้

มาตรการควบคุมการระบาด หรือการจัดการระหว่างการระบาด สำหรับข้าวทุกระยะที่พบการเกิดโรค (ยกเว้นระยะออกรวง ใกล้เก็บเกี่ยว) งดใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง เช่น ปุ๋ยยูเรีย เพื่อไม่ให้การระบาดรุนแรงมากขึ้น พ่นเชื้อราไตรโคเดอร์มาให้ทั่วแปลงนา ทุก 7 วันใช้เชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์ บีเอส (BS; Bacillus subtilis)พ่น หากพบโรคไหม้รุนแรง พบแผลไหม้ ร้อยละ5-10 ของพื้นที่ใบ ควรพ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อรา หมั่นสำรวจแปลงอยู่เสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อรีบป้องกันกำจัดก่อนจะระบาดไปสู่ข้าวระยะตั้งท้อง –ออกรวง สำหรับข้าวระยะออกรวง ใกล้เก็บเกี่ยว ให้พ่นเชื้อราไตรโคเดอร์มาให้ทั่วแปลงนา ทุก 7 วัน ป้องกันการระบาดขยายพื้นที่ และเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตโดยเร็วที่สุด ไม่เก็บพันธุ์ข้าวมาใช้ในฤดูกาลถัดไป

มาตรการป้องกันการระบาดในฤดูถัดไป ให้ใช้พันธุ์ข้าวค่อนข้างต้านทานโรคไหม้ จัดหาเมล็ดพันธุ์จากแหล่งที่หน่วยงานราชการรับรอง คลุกหรือแช่เมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา ปรับปรุงบำรุงดินโดยไถกลบตอซังแทนการเผาฟางและทำนาไม่เกิน 2 ครั้งต่อปี งดใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง เช่น ปุ๋ยยูเรีย เพื่อไม่ให้การระบาดรุนแรงมากขึ้น โดยให้ใส่ปุ๋ยตามอัตราแนะนำ หรือตามค่าวิเคราะห์ดิน

ขานรับธนาคารประมงสร้างแหล่งอาหารมั่นคง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457935

news_default

ขานรับธนาคารประมงสร้างแหล่งอาหารมั่นคง

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า โครงการธนาคารผลผลิตเกษตรด้านการประมง เป็นหนึ่งในโครงการธนาคารสินค้าเกษตร ที่กรมประมง เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก โดยอาศัยแหล่งน้ำชุมชนเป็นศูนย์กลางบริหารจัดการ จากความร่วมมือของชุมชนเกษตรกร มีระยะเวลาดําเนินโครงการตั้งแต่ ปีงบประมาณ 2560 – 2564 กำหนดเป้าหมายจัดตั้งธนาคาร ปีละประมาณ 20 แห่ง และขยายจนครบ 77 จังหวัดทั่วประเทศ

สำหรับการดำเนินโครงการ จะจัดหาแหล่งน้ำชุมชนแบบระบบปิดที่เหมาะสมตั้งเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีคณะกรรมการประจำแหล่งน้ำ จัดระบบบริหารผลผลิตแบบธนาคาร  พัฒนาความรู้ให้ชุมชนและเกษตรกรให้มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถบริหารจัดการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมไปถึงจัดการแหล่งน้ำชุมชนให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำจืด เช่น ปล่อยพันธุ์ปลา เสริมสร้างอาหารธรรมชาติเพิ่ม การเพาะพันธุ์ปลา โดยสนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่น พันธุ์สัตว์น้ำจืด อาหารสัตว์น้ำ การบริหารจัดการแบบหุ้นส่วนในระบบธนาคาร มีการยืม คืน และปันผลประโยชน์ร่วมกัน

สศก.ประเมินผลโครงการ พบว่า มีการดำเนินงานธนาคารผลผลิตเกษตรด้านการประมง ระหว่างปี 2560 – 2561 พื้นที่ 40 จังหวัด รวม 40 แห่ง ตามเป้าหมาย เกษตรกรเข้าร่วมโครงการรวม 3,053 ราย คิดเป็น 2.5 เท่า ของเป้าหมาย เกษตรกรจับสัตว์น้ำเพื่อจำหน่ายและบริโภค ได้หลากหลายชนิดมากขึ้น จับสัตว์น้ำได้เฉลี่ย 290 กก./ครัวเรือน/ปี คิดเป็นมูลค่า 17,008 บาท/ครัวเรือน/ปี เพิ่มขึ้น 54 กก. คิดเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้น 2,898 บาท เมื่อเทียบกับก่อนเข้าร่วมโครงการ นอกจากนี้ ปริมาณสัตว์น้ำในชุมชนเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรมีปริมาณการบริโภคสัตว์น้ำเฉลี่ย 143 กก./ครัวเรือน/ปี  คิดเป็นมูลค่า 10,497 บาท/ครัวเรือน/ปี  เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 14 กก. หรือ 689 บาท ช่วยลดรายจ่ายจากการซื้อสัตว์น้ำมาบริโภคได้ มีรายจ่ายเฉลี่ย 6,295 บาท/ครัวเรือน/ปี  ลดลง 463 บาท เมื่อเทียบกับก่อนเข้าร่วมโครงการ

ด้านนางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการสอบถามความคิดเห็นเพิ่มเติมของเกษตรกรที่ร่วมโครงการ พบว่า เกษตรกรร้อยละ 93 ยังต้องการใช้บริการของธนาคารต่อไป เนื่องจากเห็นประโยชน์ชัดเจนว่า ช่วยลดรายจ่ายสร้างรายได้ให้ชุมชน อีกทั้ง ได้รับการอบรมความรู้ ในหลักสูตรที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการธนาคารผลผลิตเกษตรด้านการประมง โดยเกษตรกรสามารถนําความรู้ไปใช้บริหารจัดการผลผลิตสัตว์น้ำให้มีคุณภาพและเพียงพอต่อความต้องการของชุมชนอีกด้วย อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการธนาคารฯ ควรกระตุ้นการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนช่วยดูแลรักษา ผลผลิตของชุมชน ป้องกันการลักลอบจับสัตว์น้ำ นอกจากนี้ กรมประมง ควรผลักดัน ให้ธนาคารฯดําเนินการได้ด้วยตัวเอง เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารโปรตีนประเภทสัตว์น้ำให้สมาชิก ซึ่งหลังจากนี้โครงการฯจะยังขยายการจัดตั้งธนาคารให้ครบ 77 จังหวัดทั่วประเทศ

หนุนทำเกษตรเชิงคู่เสริมรายได้แปลงใหญ่ภาคใต้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457936

news_default

หนุนทำเกษตรเชิงคู่เสริมรายได้แปลงใหญ่ภาคใต้

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสิทธิพร จริยพงศ์ รองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และประธานสภาเกษตรกรจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวถึงการสร้างความมั่นคงของภาคการเกษตรว่าภาคการผลิตทางการเกษตรของประเทศไทย เช่น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย เมื่อผลผลิตออกมาเกินความต้องการของตลาดทำให้เกิดราคาตกต่ำจนเกษตรกรหลายคนถอดใจ เมื่อมีโอกาสเดินทางไปดูงานที่มาเลเซีย ซึ่งนิยมบริโภคเนื้อแพะ/แกะ มีความต้องการแพะ/แกะอย่างมาก ตลาดยังเปิดกว้าง ปัจจุบันมาเลเซียสั่งนำเข้าแพะ/แกะจากออสเตรเลีย เทียบกับแพะ/แกะจากประเทศไทยคุณภาพดีกว่า จึงเกิดแนวคิดทำเกษตรเชิงคู่เพื่อเสริมรายได้ ด้วยการจัดการสวนยางปลูกระยะห่างอย่างเหมาะสม โดยปรับเปลี่ยนภายใต้ระเบียบของกยท. สวนปาล์มก็ เช่นกันขยายจากการปลูกแบบ 9X9 เมตร ขยายเป็น 10X10 – 12X12 เมตร วางแปลนโครงสร้างสวน แล้วปล่อยแพะ/แกะเพื่อเป็นเครื่องตัดหญ้า  มูลแพะ/แกะนำไปเป็นปุ๋ยบำรุงได้ แพะ/แกะกินอยู่ง่ายสามารถเลี้ยงควบคู่ได้ทั้งการทำสวนปาล์ม ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด อ้อย

โดยเกษตรกรต้องศึกษาเทคนิคการเลี้ยงแบบเปิด แพะ/แกะสามารถขายได้ทุกเดือนทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้ สภาเกษตรกรฯอยากให้เกษตรกรกำหนดการผลิต การตลาดและราคาได้เอง ซึ่งเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ได้นำเกษตรกรกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ภาคใต้ทำบันทึกข้อตกลงการซื้อ-ขายกับภาคเอกชนจากมาเลเซีย ตกลงซื้อแพะและแกะมีชีวิตน้ำหนัก 25-40 กิโลกรัม/ตัว ราคา 135 บาท / กิโลกรัม ต่อเดือนส่งขายไม่ต่ำกว่า150 ตัว และขยับยอดขายได้ 2,000-3,000 ตัว/เดือน ซึ่งมาเลเซียยินดีขยายตลาดไปกาตาร์และประเทศอื่นที่มีชาวมุสลิมให้ด้วย อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลวันที่ 27 พฤศจิกายน การรับขึ้นทะเบียนองค์กรเกษตรกรของสภาเกษตรกรแห่งชาติ มีเกษตรกรรวมตัวเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อประกอบอาชีพเลี้ยงแพะ/แกะภาคใต้รวม 44 กลุ่ม สมาชิก 2,453 คนหากเกษตรกรต้องการทำเกษตรเชิงคู่ หรือสนใจการเลี้ยงแพะ/แกะเสริมรายได้ สอบถามข้อมูลได้ที่สภาเกษตรกรจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ