ส่องเกษตร : เงิน 1 แสนล้าน ทำอะไร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457940

449007

ส่องเกษตร : เงิน 1 แสนล้าน ทำอะไร

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงเวลานี้สำหรับหน่วยราชการเป็นเวลาของการสาละวนกับการชี้แจงงบประมาณประจำปี2563 ต่อคณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการต่างๆ ทั้งของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาควบคู่กันไป ซึ่งนับว่าเป็นภาวะไม่ปกติ เพราะปีงบประมาณของราชการไทยเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม และสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายนของปีถัดไป สำหรับปีนี้หากวุฒิสภารอการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรให้แล้วเสร็จก็จะล่าช้าลงไปอีก ทางวุฒิสภาจึงตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาทำการศึกษางบประมาณควบคู่กันไป

สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นสัปดาห์ที่งบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าสู่การพิจารณาของทั้งสองสภา การชี้แจงของแต่ละหน่วยงานใช้เวลาไม่เท่ากัน ขึ้นกับความสามารถในการชี้แจงและการทำความเข้าใจของหัวหน้าหน่วยงาน บางหน่วยงานอาจถูกใบสั่งก็ต้องอดทนและใช้เวลาทำความเข้าใจกับทุกฝ่าย เข้าใจว่าทุกฝ่ายมีเจตนาดีในการใช้
งบประมาณของแผ่นดิน

หากพิจารณารายละเอียดงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว จะพบว่าปีนี้ได้งบประมาณเพิ่มขึ้น รวมทั้งสิ้น 109,833.6549 ล้านบาท และเมื่อเจาะลึกไปในรายละเอียด เงินจำนวนนี้เป็นค่าใช้จ่ายประจำประมาณ 38% ส่วนที่เหลือ 62% เป็นงบดำเนินการและงบลงทุน ส่วนนี้เป็นงบประมาณที่ใช้ในการพัฒนาด้านการเกษตรจริงๆ ซึ่งจากการประเมินรายละเอียดตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณจะพบว่าจากแผนงานรวม 21 แผนงาน แผนงานที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ แผนบูรณาการการบริหารทรัพยากรน้ำ คิดเป็น 37.75% แผนงานยุทธศาสตร์เพื่อสนับสนุนด้านการสร้างการเจริญเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คิดเป็น 9.5% แผนงานบูรณาการพื้นที่ระดับภาค คิดเป็น 7.42% แผนงานยุทธศาสตร์เพื่อสร้างมูลค่า คิดเป็น 6.37% และแผนงานพื้นฐานด้านการสร้างความสามารถทางการแข่งขัน 5.44%

จากการจัดสรรงบประมาณดังกล่าว จะเห็นว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังทุ่มเทงบประมาณไปยังการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งสูงถึงเกือบครึ่งหนึ่งของงบประมาณทั้งหมดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปี 2563ส่วนที่เหลือจัดสรรไปยังยุทธศาสตร์ต่างๆ โดยเฉพาะงานด้านยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศ ซึ่งบางประเด็นแทบจะไม่เห็นปรากฏในการจัดสรรงบประมาณปีนี้เลย เช่น การจัดสรรงบประมาณให้กับประเด็นยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 5 ประเด็น ถือว่ายังไม่มีความชัดเจนเท่าใดนัก และเมื่อพิจารณาประเด็นด้านเกษตรสร้างมูลค่า พบว่า การสร้างและการใช้ประโยชน์จากเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น ไม่ปรากฏงบประมาณในการดำเนินการเป็นการเฉพาะ แต่ปรากฏไปแทรกอยู่จางๆ ในส่วนของการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ การพัฒนากลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน เท่านั้น ในส่วนของประเด็นเกษตรปลอดภัย งบประมาณไปปรากฏในงานส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานและปลอดภัย การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ การรับรองมาตรฐานความปลอดภัยพืช สัตว์ ประมง ไม่ได้ถูกหยิบยกออกมาให้เป็นงานเด่นแต่อย่างไร หรือแม้แต่ประเด็นเกษตรชีวภาพกลับพบว่าไม่ปรากฏการจัดสรรงบประมาณโดยตรง แต่เป็นการจัดสรรตามกรอบเดิมของกระทรวง เช่น การส่งเสริมพืชสมุนไพร แผนพัฒนาวิสาหกิจชุมชนจากฐานชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นแทนหรือแม้แต่ประเด็นเรื่องเกษตรแปรรูปก็ยังเป็นประเด็นที่ซ่อนอยู่ในงานปกติของกรม/กองต่างๆ และเมื่อมองไปที่ประเด็นเกษตรอัจฉริยะ ซึ่งเป็นประเด็นที่ดูเหมือนจะเป็นงานใหม่ที่ทุกหน่วยงานพยายามยกตัวเองเข้าไปอยู่ในขอบข่ายอัจฉริยะ ก็ไม่มีการจัดสรรงบประมาณที่ชัดเจน แต่กลับเป็นการเพิ่มเติมเนื้อหาของความเป็นอัจฉริยะเข้าไปในงานเดิมๆ ไม่มีกรมไหนฉีกงานอัจฉริยะออกมาให้เห็นภาพชัดๆ แต่อย่างใด

เงิน 1 แสนล้าน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปีงบประมาณนี้ ยังคงเป็นการจัดสรรงบประมาณตามบทบาทหน้าที่ของกรม/กองแบบเดิมๆ ไม่ได้วางทิศทางตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนปฏิรูปประเทศแต่อย่างใด หากแต่เป็นการรวบงานเดิมๆ มาแต่งหน้าทาปากนิดหน่อย แล้วนำไปวางว่าเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศ บางประเด็นที่สำคัญต่อการพัฒนาการเกษตรของชาติ เช่น งานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมต่าง พบว่ามีการจัดสรรงบประมาณไม่ถึง 1% ของงบประมาณทั้งหมด ซึ่งโดยหลักการจัดสรรงบประมาณด้านนี้ไม่ควรต่ำกว่า 3% แสดงให้เห็นว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆ เท่าที่ควร เราจะคาดหวังกับการพัฒนาไปสู่เกษตร 4.0 หรือ 5.0 เป็นเกษตรอัจฉริยะได้อย่างไร เมื่องานกับเงินไม่ได้รองรับ เส้นทางสู่วิสัยทัศน์ประเทศไทย 4.0 ไม่ได้เกิดขึ้นจากการพูดเท่านั้น ต้องลงมือทำด้วยกันทุกฝ่ายหรือจะสร้างวาทกรรมกันไปวันๆก็ว่าไป

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ยังสับสน…จี้คกก.วัตถุอันตรายชี้ชัดมติอย่างเป็นทางการ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402802?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ยังสับสน…จี้คกก.วัตถุอันตรายชี้ชัดมติอย่างเป็นทางการ

5 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
เฉลิมชัย,แบน 3 สาร,พาราควอต,อนันต์ สุวรรณรัตน์
เปิดอ่าน 94 ครั้ง

เฉลิมชัย รอมติอย่างเป็นทางการจากกก.วัตถุอันตราย ขณะนี้ยังชี้ชัดไม่ได้ว่าหน่วยงานใดต้องปฏิบัติอย่างไร ด้านตัวแทนเกษตรกรบอกมึนทำตัวไม่ถูก

5 ธันวาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าขณะนี้กระทรวงเกษตรฯยังรอหนังสืออย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายในการสรุปผลประชุมเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา

ซึ่งจะชี้ชัดว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานปฏิบัติต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป สำหรับข้อถกเถียงเรื่องมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายในวันดังกล่าวนั้นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เป็นเรื่องที่ทางคณะกรรมการวัตถุอันตรายต้องชี้แจงให้ชัดเจน

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า การที่ฝ่ายต่างๆ พูดกันไปพูดกันมายิ่งทำให้เกิดข้อถกเถียงในสังคม แต่แม้ยังไม่มีการแบนสารเคมีทางการเกษตรทั้ง 3 ชนิด คณะทำงานของกระทรวงเกษตรฯ ยังคงเดินหน้าหาสารและแนวทางในการกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชแบบผสมผสานเพื่อลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร รวมถึงมีนโยบายส่งเสริมการทำเกษตรตามมาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้นและประชาชนได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัย

“ขอให้ใจเย็นๆ ก่อน หากตอบไปตอนนี้ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน จะยิ่งทำให้เกิดประเด็นทางสังคม โต้กันไปมา จึงขอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายสรุปอย่างเป็นทางการมาว่า หน่วยงานต่างๆ รวมทั้งกระทรวงเกษตรฯ ที่เป็นหน่วยปฏิบัติต้องทำอย่างไรก็จะเร่งดำเนินการตามมติทันที ที่เป็นห่วงมากขณะนี้คือ ข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อทั้งเกษตรกร และผู้บริโภค “นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้านนายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวว่า ได้นำผู้แทนเกษตรกรที่ปลูกพืชเศรษฐกิจเข้าพบนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อสอบถามแนวทางการปฏิบัติหลังคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเลื่อนการแบนพาราควอตและคลอร์ไพรฟอสออกไป 6 เดือนและจำกัดการใช้ไกลโฟเซตเนื่องจากขณะนี้เกษตรกรปฏิบัติตัวไม่ถูก

ทั้งนี้เห็นว่า  หากมติเป็นเช่นนั้น ต้องดำเนินมาตรการจำกัดการใช้ทั้ง 3 สารตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 5 ฉบับซึ่งมีผลบังคับใช้วันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา ดังนั้นกรมวิชาการเกษตรต้องอบรมเกษตรกรการใช้สารเคมีการเกษตรทั้ง 3 ชนิดต่อ จากเดิมที่อบรมไปประมาณ 466,000 กว่าคน จากเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดประมาณ 1.5 ล้านคนเพื่อที่เกษตรกรจะได้ใช้สารเคมีทางการเกษตรได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม อันจะส่งผลให้เกิดความปลอดภัยทั้งแก่เกษตรกรและผู้บริโภคทั้งประเทศ

10 ปีกรมหม่อนไหมสืบสานต่อยอดภูมิปัญญาพัฒนา Smart Farmer

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402807?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

10 ปีกรมหม่อนไหมสืบสานต่อยอดภูมิปัญญาพัฒนา Smart Farmer

5 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
กรมหม่อนไหม,เฉลิมชัย,ผ้าไหม
เปิดอ่าน 80 ครั้ง

10 ปีกรมหม่อนไหมสืบสาน ต่อยอดภูมิปัญญาพัฒนาเพิ่มผลผลิต ขยายตลาดผ้าไหมในและต่างประเทศ พัฒนา Smart Farmer

5 ธันวาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมหม่อนไหม ครบรอบปีที่ 10 “10 ปี หม่อนไหมสืบสาน ต่อยอดภูมิปัญญาพัฒนาเพิ่มผลผลิต”

โดยกล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมหม่อนไหม ได้ดำเนินงานตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงอนุรักษ์ส่งเสริมงานหม่อนไหมให้ได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งกรมหม่อนไหมได้พัฒนาไหมไทยให้ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

นอกจากนี้ ยังมุ่งส่งเสริมให้มีการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายในสนามบินทุกแห่งและห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ โดยเน้นที่ความหลากหลายของชนิด ลวดลาย และราคาตั้งแต่ราคาย่อมเยาไปจนถึงราคาระดับพรีเมี่ยม เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้สนใจสามารถเลือกซื้อได้ อีกทั้งยังได้มีการประสานกับการท่าอากาศยานในการนำผ้าไหมไปจำหน่ายในสนามบินทุกแห่งทั่วประเทศด้วย

อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการพัฒนาเกษตรกรให้เป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง หรือ Smart Farmer โดยพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้อยู่ในอาชีพหม่อนไหมได้อย่างปลอดภัย มั่นคงและยั่งยืน โดยปัจจุบันกรมหม่อนไหมมีเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 1,421 ราย และตั้งเป้าหมายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จะสามารถขึ้นทะเบียน Smart Farmer หม่อนไหมรายใหม่ อีกจำนวน 1,500 ราย

โดยในจำนวนนี้จะส่งเสริมให้อาสาสมัครเกษตรของกรมหม่อนไหม ที่เรียกว่า “หม่อนไหมอาสา” ให้เป็น Smart Farmer ในการทำหน้าที่ประสานงานระหว่างเกษตรกรและเจ้าหน้าที่กรมหม่อนไหม รวมทั้งส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อให้บริการด้านการเกษตรแก่เกษตรกรในระดับครัวเรือนและหมู่บ้านอย่างทั่วถึง

ทั้งนี้หม่อนไหมอาสาที่เป็น Smart Farmer จะเป็นตัวอย่างต้นแบบที่ดีในการประกอบอาชีพด้านหม่อนไหม และสามารถส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรหม่อนไหมให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพในรูปแบบบูรณาการของทุกหน่วยงาน ทำให้เกษตรกรหม่อนไหมในพื้นที่มีความเข้มแข็งและสามารถพึ่งพาตนเองได้

สำหรับกิจกรรมภายในงาน มีการมอบรางวัลแก่ผู้แทน Smart Farmer ทั่วประเทศที่ได้รับการคัดเลือกการแสดงนิทรรศการผลงานกรมหม่อนไหม อาทิ อนุรักษ์ภูมิปัญญาสืบสานลายผ้าสู่สากล การติดดวงตรานกยูงพระราชทานบนผลิตภัณฑ์ผ้าไหม โครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตผสมมัลเบอร์รี่

โครงการผลิตการใช้เส้นไหมไทยที่สาวด้วยวิธีการต่าง ๆ ต่อคุณสมบัติผ้าไหม โครงการกระบวนการผลิตแอนโทไซยานินผงจากผลหม่อนสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และโครงการฟิล์มโปรตีนและคุณลักษณะฟิล์มโปรตีนที่ได้จากเศษเหลือกระบวนการผลิตเส้นไหม โครงการ Smart Farmer โครงการไหมอาสา เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีการแสดงผ้าไหมลายโบราณล้ำค่าที่หาชมได้ยาก และการจำหน่ายสินค้าผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน ผ้าไหม GI ผ้าไหมเด่นจากจังหวัดต่าง ๆ เวชสำอางค์และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จากหม่อนและไหม รวมทั้งการแจกชิมชาถั่งเช่า ชาใบหม่อน และอาหารจากหม่อนและไหมด้วย

สทนช.สำรวจจุดก่อสร้างเขื่อนหลวงพระบาง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402813?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สทนช.สำรวจจุดก่อสร้างเขื่อนหลวงพระบาง

5 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
สทนช,สร้างเขื่อนหลวงพระบาง
เปิดอ่าน 57 ครั้ง

สทนช.สำรวจจุดก่อสร้างเขื่อนหลวงพระบางตามกระบวนการ PNPCA เตรียมนำข้อมูลหารือเชิงเทคนิคเสนอเวทีสร้างการรับรู้ในประเทศ กรณีเขื่อนหลวงพระบาง ประเดิมนครพนม 

5 ธันวาคม 2562 สทนช.สำรวจจุดก่อสร้างเขื่อนหลวงพระบางตามกระบวนการ PNPCA เตรียมนำข้อมูลหารือเชิงเทคนิคเสนอเวทีสร้างการรับรู้ในประเทศ กรณีเขื่อนหลวงพระบาง ประเดิมนครพนม 

นายประดับ กลัดเข็มเพชร รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้แทนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม และด้านเศรษฐกิจและสังคม ร่วมประชุมคณะทำงานคณะกรรมการร่วมคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission: MRC) ณ เมืองหลวงพระบาง สปป.ลาว

ทั้งนี้ประกอบด้วยสมาชิก 4 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว และเวียดนาม เพื่อร่วมหารือประเด็นด้านเทคนิคสำหรับกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า (PNPCA) ของโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง ซึ่งฝ่ายไทยจะดำเนินการรวบรวมข้อสรุปจากการประชุมครั้งนี้

พร้อมด้วยผลการวิเคราะห์ ประเด็นข้อสังเกต ข้อเสนอแนะจากหน่วยงานฝ่ายไทยที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลจากการลงพื้นที่สำรวจจุดที่จะมีการก่อสร้างโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง อาทิ จุดก่อสร้างอาคารระบายน้ำล้น โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ทางผ่านปลา สถานีวัดน้ำ เป็นต้น

รวมถึงบริเวณหมู่บ้านห้วยอ้อ ซึ่งมีประชาชน 315 คน 74 หลังคาเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน เพื่อนำเสนอในเวทีให้ข้อมูล โครงการเขื่อนหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตามระเบียบปฏิบัติของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง เรื่อง การแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง (PNPCA) ครั้งที่ 1 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นครั้งแรกในวันที่ 24 ธันวาคมนี้ ที่ ศูนย์ประชุมหนองบึกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครพนม อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย ที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานภายใต้กรอบความร่วมมือ MRC ได้กำหนดจัดเวทีให้ข้อมูลโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง สปป. ลาว

ทั้งนี้เพื่อนำข้อมูลในด้านเทคนิคเกี่ยวกับการก่อสร้างเขื่อนหลวงพระบางจากการประชุมกับ สปป.ลาว ในฐานะประเทศเจ้าของโครงการ และข้อคิดเห็นของประเทศสมาชิกลุ่มน้ำโขงตอนล่างในครั้งนี้ ถ่ายทอดต่อไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดที่อยู่ริมลำน้ำโขง

นอกจากการให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการเขื่อนหลวงพระบางแล้ว ยังเป็นเวทีในการรับฟังประเด็นข้อห่วงกังวลต่อผลกระทบสะสมและข้ามพรมแดนของโครงการฯ ต่อพื้นที่ท้ายน้ำต่อคนในท้องถิ่น อาทิ ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม รวมถึงระบบนิเวศน์ลำน้ำโขง เป็นต้น ที่อาจเกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการ นำไปสู่การกำหนดเป็นท่าทีประเทศไทยเสนอ สปป.ลาวพิจารณา ผ่านสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง กรณีการก่อสร้างโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบางตามลำดับต่อไป

มนัญญา ลั่นอุทัยธานีเมืองเกษตรปลอดภัย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402812?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

มนัญญา ลั่นอุทัยธานีเมืองเกษตรปลอดภัย

5 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
มนัญญา,อุทัยธานี,เกษตรปลอดภัย
เปิดอ่าน 25 ครั้ง

มนัญญา ผลักดันจังหวัดอุทัยธานีเป็นเมืองเกษตรปลอดภัยเน้นย้ำเป็นนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการผลิตสินค้าปลอดภัยสู่ผู้บริโภค

5 ธันวาคม 2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมการขับเคลื่อนจังหวัดอุทัยธานีเมืองเกษตรปลอดภัย ในพื้นที่นำร่องตำบลเกาะเทโพ และพบปะพี่น้องเกษตรกร ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 6 บ้านเกาะสวรรค์ ตำบลเกาะเทโพ อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี

ในการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายจังหวัดอุทัยธานีเมืองเกษตรปลอดภัยและกล่าวกับพี่น้องเกษตรกรว่า เกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ เป็นนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งหน่วยงานราชการต้องขับเคลื่อนนโยบายนี้ให้ประสบความสำเร็จ

สิ่งที่สำคัญประชาชนต้องให้ความร่วมมือและร่วมกันผลิตสินค้าเกษตรที่มีความปลอดภัย รัฐบาลและหน่วยงานราชการจะเป็นฝ่ายจัดหาตลาดเพื่อรองรับผลผลิตเหล่านี้ ทั้งตลาดภายในจังหวัด และตลาดภายนอกเพื่อรองรับผลผลิตของพี่น้องเกษตรกร และได้ตั้งเป้าหมายให้เกษตรกรผลิตสินค้าปลอดภัยและได้มาตรฐาน

โดยใช้ระบบกลไกสหกรณ์เป็นผู้รวบรวมผลผลิต การตลาดผลผลิต และปัจจัยการผลิต เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง สามารถขยายผลไปในทุกอำเภอ และเป็นแบบอย่างการเกษตรปลอดภัยให้กับทุกจังหวัดได้ในอนาคตต่อไป

ทั้งนี้ จังหวัดอุทัยธานี โดยเฉพาะพื้นที่ตำบลเกาะเทโพเป็นแหล่งปลูกพืชผักที่สำคัญของจังหวัดอุทัยธานี และได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตให้มีความปลอดภัย ลดต้นทุนการผลิตโดยลดการใช้สารเคมีการเกษตร มีการรวมกลุ่มผู้ผลิตพืชผักแต่ละชนิด มีการวางแผนการผลิตตามความต้องการของตลาด

โดยมีหน่วยงานส่งเสริมการผลิตที่ปลอดภัย ได้แก่ สำนักงานเกษตรจังหวัดอุทัยธานี พัฒนากระบวนการผลิตให้มีคุณภาพได้มาตรฐานเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์โดย ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุทัยธานี

รวมทั้งสำนักงานสหกรณ์จังหวัดอุทัยธานี สหกรณ์การเกษตรห้วยคต จำกัด สหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายด้านการตลาดผลผลิตเกษตรปลอดภัย เข้าไปสนับสนุนด้านการจัดการผลผลิตจนถึงด้านการตลาดพืชผักปลอดภัยทั้งตลาดภายในจังหวัดและตลาดภายนอกที่สามารถรองรับผลผลิตเกษตรจำนวนมาก

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เยี่ยมชมแปลงทดสอบการใช้แมลงศัตรูธรรมชาติ (แตนเบียนไข่ไตรโคแกรมม่า) ป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพด ของนางเรณู มั่นวิง ซึ่งแตนเบียนไข่ไตรโคแกรมมา 1 ตัว สามารถทำลายไข่แมลงศัตรูพืชได้ 5-10 ฟอง เกษตรกรสามารถใช้ใช้ควบคุมไข่แมลงศัตรูพืชเศรษฐกิจได้หลายชนิด

ทั้งนี้เช่น หนอนกออ้อย หนอนกอข้าว หนอนม้วนใบข้าว หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนเจาะกะหล่ำ หนอนเจาะใบผัก หนอนหัวดำมะพร้าว เป็นต้น พร้อมทั้งปล่อยแมลงหางหนีบในแปลงข้าวโพดเพื่อกำจัดไข่และตัวอ่อนหนอนกระทู้ข้าวโพด แปลงของนางสาวเสาวลักษณ์ สมะถะธัญกรณ์ ซึ่งแมลงหางหนีบสีน้ำตาล เป็นตัวห้ำที่สามารถควบคุมหนอนเจาะลำต้นข้าวโพด เพลี้ยอ่อน หนอนผีเสื้อ และไข่ของแมลงหลายชนิด สำหรับหนอนเจาะลำต้นข้าวโพดที่ทำลายอยู่ในลำต้น ซึ่งยากต่อการกำจัดด้วยสารเคมี แต่แมลงหางหนีบจะเป็นตัวช่วยในการหาและกำจัดหนอนเจาะลำต้นได้ดี

ศูนย์วิจัย ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรเดือนธันวาคม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402488?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ศูนย์วิจัย ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรเดือนธันวาคม

4 ธันวาคม 2562 – 00:25 น.
สำนักวิจัย,ธกส,ราคาสินค้าเกษตร,คาดการณ์,เดือน ธค,ข้าวเปลือกเหนียว,ข้าวเปลือกหอมมะลิ,สุกร
เปิดอ่าน 126 ครั้ง

ศูนย์วิจัย ธ.ก.ส.คาดราคาสินค้าเกษตรเดือน ธ.ค. ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเปลือกเหนียว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน แนวโน้มราคาเพิ่มขึ้น น้ำตาลดิบ ปรับตัวลดลง

นายสมเกียรติ กิมาวหา ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรในช่วงเดือนธันวาคม 2562 ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ราคาขายอยู่ที่ 7,965-7,974 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 0.85-0.96 เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลอิรักเตรียมลงนามบันทึกข้อตกลงเบื้องต้น (MOU) เกี่ยวกับการรับประกันคุณภาพข้าวไทยเพื่อการส่งออกในเดือนธันวาคม

ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาขายอยู่ที่ 14,831-14,920 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 1.70 -2.31 เนื่องจากเป็นช่วงปลายฤดูการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี และต่างประเทศมีความต้องการใช้ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและเทศกาลปีใหม่ ประกอบกับมีการดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาของภาครัฐมาช่วยดูดซับผลผลิตข้าวออกสู่ตลาด

ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ราคาขายอยู่ที่ 14,403-14,584 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 1.43-2.70 เนื่องจากผลผลิตข้าวออกสู่ตลาดน้อยลง สต็อกข้าวเหนียวของผู้ประกอบการลดลง และการดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกของภาครัฐ

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้นไม่เกิน 14.5% ราคาขายอยู่ที่ 7.65-7.72 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 0.50-1.50 เนื่องจากผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ออกสู่ตลาดน้อยลงในช่วงสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยว (ช่วงเก็บเกี่ยวเดือนส.ค.-พ.ย.) ขณะเดียวกันยังมีความต้องการใช้ภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

ยางพาราแผ่นดิบ ราคาขายอยู่ที่ 36.47-38.45 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 0.08-5.52  เนื่องจากมาตรการรักษาเสถียรภาพราคายางพาราของภาครัฐ และอุปทานในตลาดที่ลดลงจากปัญหาโรคยางพาราใบร่วงชนิดใหม่ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ประกอบกับแนวโน้มการเจรจาสงครามการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและจีนส่งสัญญาณที่ดีขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้กับ นักลงทุนในตลาดซื้อขายยางพาราล่วงหน้า

มันสำปะหลัง ราคาขายอยู่ที่ 1.89 -1.96 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 1.61 – 5.38 เนื่องจากมีมาตรการควบคุมการขนย้ายและคุมเข้มการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้านบริเวณด่านชายแดน ซึ่งส่งผลดีต่อเสถียรภาพด้านราคาในประเทศ อีกทั้งสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการเก็บเกี่ยว ทำให้เปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันสำปะหลังสูงขึ้น

ปาล์มน้ำมัน ราคาขายอยู่ที่ 3.55 – 3.70 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 3.20 – 7.56 เนื่องจากมาตรการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซล B10 ซึ่งจะเริ่มใช้จริงในวันที่ 1 มกราคม 2563 ส่งผลให้โรงงานผลิตไบโอดีเซลเริ่มใช้น้ำมันปาล์มดิบมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซล B10 เพิ่มขึ้น เพื่อคงสต็อกน้ำมันไบโอดีเซล B10 ให้เพียงพอต่อการใช้ในอนาคต ซึ่งจะช่วยดูดซับน้ำมันปาล์มดิบในตลาดได้มากขึ้น

สุกร ราคาขายอยู่ที่ 60.00 – 61.50 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 0.60 – 2.50  เนื่องจากความต้องการบริโภคเนื้อสุกรเพิ่มขึ้นในช่วงเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ อย่างไรก็ตาม จากสภาพอากาศที่เย็นลง เอื้ออำนวยให้สุกรเจริญเติบโตได้ดี ทำให้ปริมาณสุกรออกสู่ตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ราคาในเดือนนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และกุ้งขาวแวนนาไม ขนาด 70 ตัว/กก. ราคาขายอยู่ที่ 140.00 – 155.00 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 3.00 – 13.97 เนื่องจากความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวและเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ ประกอบกับเป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยจากอากาศที่เริ่มเย็นลงทำให้กุ้งเจริญเติบโตช้า

ด้านสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มราคาปรับลดลง คือ น้ำตาลทรายดิบตลาดนิวยอร์ก ราคาขายอยู่ที่ 12.62-12.75 เซนต์/ปอนด์ (8.43-8.52 บาท/กก.) เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.50-1.50 เนื่องจากแรงเทขายของนักลงทุนและนักเก็งกำไรที่มีความกังวลเกี่ยวกับปริมาณผลผลิตน้ำตาลโลกที่อาจจะเพิ่มขึ้น จากมาตรการของอินเดียในการอุดหนุนการส่งออกน้ำตาลถึงตันละ 145-146 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยฤดูการผลิตปี 2562/63 จะอุดหนุนการส่งออกน้ำตาลสูงขึ้นถึง 6 ล้านตัน

ไทย – จีนจับมือพัฒนา Big Data ด้านเกษตร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402447?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ไทย – จีนจับมือพัฒนา Big Data ด้านเกษตร

4 ธันวาคม 2562 – 00:05 น.
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,จีน
เปิดอ่าน 92 ครั้ง

ไทย – จีนจับมือพัฒนา Big Data ด้านเกษตร เชื่อมโยงเพิ่มประสิทธิภาพข้อมูลเพื่อความมั่นคงด้านอาหารอาเซียนบวกสาม

4 ธันวาคม 2562 นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับคณะผู้แทนจากสถาบันวิทยาศาสตร์การเกษตร สาธารณรัฐประชาชนจีน (Chinese Academy of Agricultural Sciences : CAAS) และคณะผู้บริหารจากตลาดไท

โดยบอกว่า สศก.โดยสำนักงานเลขานุการ APTERR (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve : APTERR)  และสำนักงานเลขานุการระบบข้อมูลสารสนเทศความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคอาเซียน  (ASEAN Food Security Information System Project : AFSIS)  ได้ให้การต้อนรับ นายฉู่ ซื่อเว่ย  Chief Economist จาก CAAS ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการจัดทำ Big Data  ด้านการเกษตรของ จีน และนายธรากร อังภูเบศวร์ CEO ตลาดไท พร้อมคณะ

ทั้งนี้เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการจัดเก็บข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรและการพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data ด้านการเกษตรของไทย และ จีน ตลอดจนแนวทางร่วมมือระหว่างอาเซียน และ จีน ในการพัฒนาประสิทธิภาพข้อมูล และความมั่นคงด้านอาหารร่วมกัน

สศก.ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการ ความรู้ และเทคนิคในการจัดเก็บข้อมูลทางด้านการเกษตร การขนส่งสินค้าเกษตร และการพัฒนาระบบฐานข้อมูล Big Data โดยข้อมูลทั้งหมดจะแสดงให้ถึงความเคลื่อนไหวของทุกสถานการณ์แบบ Real time ทั้งราคา ปริมาณสินค้าเกษตร และสภาพอากาศ  ซึ่งจะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อเกษตรกร ทำให้วางแผนการผลิตได้มีประสิทธิภาพ

ขณะที่ภาครัฐ ก็จะสามารถกำหนดนโยบาย เพื่อรักษาสมดุลของอุปสงค์และอุปทาน ในตลาดสินค้าเกษตรได้อย่างเหมาะสม สามารถเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และแจ้งเตือนล่วงหน้าได้ทันทีหากเกิดความผิดปกติของราคาและปริมาณสินค้าเกษตร ส่วนภาคเอกชน ก็จะสามารถวางแผนการจัดการทางด้านการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน

ขณะนี้ กระทรวงเกษตรฯ  โดย สศก. ได้ดำเนินการขับเคลื่อน Big Data ตามโครงการพัฒนาฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ และเร็วๆนี้ จะเตรียมลงนาม MOU พร้อมกัน 10 กระทรวง  คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)

ทั้งนี้เพื่อนำข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ ครอบคลุมตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง และคาดว่าระยะต่อไปจะขยายความร่วมมือไปยังภาคเอกชนในอนาคต ทั้งนี้ ฝ่ายจีน ได้นำเสนอถึงแนวนโยบายของรัฐบาลจีน ในการพัฒนา Big Data ด้านการเกษตร การรวบรวมข้อมูลแต่ละประเภท และการใช้แอปพลิเคชั่นในการรายงาน พยากรณ์ และเผยแพร่ข้อมูล ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อไทยสามารถนำมาปรับเป็นแนวทางในการพัฒนา Big Data ด้านการเกษตรให้เหมาะสมกับการผลิตของประเทศได้อย่างเหมาะสม

เลขาธิการ สศก. กล่าวว่า นอกจากนี้สศก. พาคณะผู้แทน CAAS ลงพื้นที่โครงการระบบสงเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ณ จังหวัดชลบุรี เพื่อศึกษาแนวทางการจัดเก็บข้อมูลในระดับภูมิภาค และการสำรวจโดยวิธีตั้งแปลงเก็บเกี่ยวผลผลิต (Crop Cutting) พร้อมทั้งเยี่ยมชม และศึกษาแนวทางการซื้อ-ขาย ณ ตลาดไท ซี่งเป็นตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรครบวงจรใหญ่ที่สุดในอาเซียน

เชื่อมั่นว่าการเเลกเปลี่ยนความรู้และหารือแนวทางความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นการกระชับความสัมพันธภาพที่ดีต่อกันในการพัฒนาภาคการเกษตรให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน สามารถเชื่อมโยงไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพข้อมูลเพื่อความมั่นคงด้านอาหารของภูมิภาคอาเซียนบวกสาม และระบบ Early Warning  ผ่านกลไกของ APTERR และ AFSIS ร่วมต่อไป

ธนาคารหม่อนไหมตอบโจทย์แก้ปัญหาเส้นไหมขาดแคลน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402473?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ธนาคารหม่อนไหมตอบโจทย์แก้ปัญหาเส้นไหมขาดแคลน

4 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,หม่อนไหม
เปิดอ่าน 115 ครั้ง

ธนาคารหม่อนไหม ช่วยเกษตรกรทอผ้าได้ตลอดปี แก้ปัญหาขาดแคลนเส้นไหมคุณภาพดีในชุมชน

4 ธันวาคม 2562 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการประเมินโครงการธนาคารหม่อนไหม ปี 2561 ซึ่งโครงการดังกล่าว กรมหม่อนไหมเป็นหน่วยงานเจ้าภาพ

โดยมีวัตถุประสงค์โครงการเพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิตสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกร และลดต้นทุนการผลิต โดยกลุ่มเกษตรกรมีแหล่งให้ยืมหรือแลกเปลี่ยนปัจจัยการผลิตด้านหม่อนไหม และให้ชุมชนมีแหล่งเส้นไหมที่มีคุณภาพดีสำหรับทอผ้าอย่างเพียงพอ กำหนดพื้นที่เป้าหมายธนาคารหม่อนไหมในปี 2561 จำนวน 11 แห่ง 11 จังหวัด ได้แก่ พะเยา กำแพงเพชร อุดรธานี ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มุกดาหาร สุรินทร์ บุรีรัมย์ เลย อุบลราชธานี และศรีสะเกษ  เกษตรกรสมาชิกเป้าหมายจำนวน  445 ราย ระยะเวลาดำเนินโครงการเดือนตุลาคม 2561 – กันยายน 2562

การดำเนินโครงการ มีการคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรที่ขาดแคลนเส้นไหมคุณภาพดี และเป็นกลุ่มที่มีความพร้อม โดยการจัดเวทีชุมชน เน้นการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการคัดเลือกคณะกรรมการเพื่อบริหารจัดการธนาคาร โดยกรมหม่อนไหมเป็นผู้สนับสนุนเส้นไหม วัสดุอุปกรณ์ และปัจจัยการผลิต ให้กับธนาคารตามความต้องการของกลุ่มเกษตรกรเอง

จากการติดตามประเมินโครงการฯ ปี 2561 ของ สศก. ทั้ง 11 จังหวัด พบว่า มีเกษตรกรเข้าร่วม 410 ราย  คิดเป็นร้อยละ 92 ของเป้าหมาย  โดยธนาคารได้รับการสนับสนุนเส้นไหมจากกรมหม่อนไหม จำนวน 807 กิโลกรัม  คิดเป็นมูลค่าการสนับสนุน เส้นไหม จำนวน 1.40 ล้านบาท  และธนาคารยังได้รับการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ และปัจจัยการผลิต เช่น ฟืม พวงสาว ปูนขาว คลอรีน และ เดทตอล เป็นต้น เพื่อให้เกษตรกรสมาชิกยืมไปใช้ในการประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และทอผ้า และนำมาชำระคืนเป็นเงินสดรวมดอกเบี้ย หรือ ชำระคืนเป็นเส้นไหม หรือผ้าไหม ตามแต่ข้อตกลงของแต่ละธนาคาร ทั้งนี้ มีเกษตรกรสมาชิกมาใช้บริการธนาคารแล้วคิดเป็นร้อยละ 77 ของเกษตรกรสมาชิก

นอกจากการให้ความรู้ด้านแนวทางการดำเนินงาน การบริหารจัดการธนาคารแล้ว ยังมีการถ่ายทอดความรู้เพิ่มเติมให้แก่เกษตรกรสมาชิกด้วย โดยเฉพาะองค์ความรู้ด้านการฟอกย้อมเส้นไหมจากวัสดุธรรมชาติ เทคนิคการทอผ้าลวดลายต่าง ๆ การสาวไหมให้ได้มาตรฐาน จากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ในพื้นที่ ส่งผลให้เกษตรกรสมาชิกนำความรู้ความเข้าใจไปปรับใช้กับการประกอบอาชีพด้านหัตถกรรม เช่น การย้อมสีเส้นไหมจากวัสดุธรรมชาติทดแทนการใช้สารเคมีในการย้อมซึ่งช่วยลดต้นทุนการทอผ้าได้อีกด้วย

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเสริมว่า เกษตรกรสมาชิกส่วนใหญ่มีความเห็นว่า  การดำเนินงานของธนาคารสามารถช่วยส่งเสริมการประกอบอาชีพด้านหัตถกรรมได้เป็นอย่างดี โดยเกษตรกรสมาชิก ร้อยละ 64 เห็นว่าโครงการฯ ช่วยแก้ปัญหาด้านขาดแคลนเส้นไหมคุณภาพดี  ส่งผลให้เกษตรกรสามารถผลิตผ้าไหมได้เพิ่มขึ้น และจำหน่ายได้ราคาดีขึ้นเฉลี่ย 1,181 บาท/เมตร จากเดิมเฉลี่ย 823 บาท/เมตร (เพิ่มขึ้นร้อยละ 44)

ทั้งนี้ ภาพรวมเกษตรกรร้อยละ 69 มีความพึงพอใจต่อนโยบายการสนับสนุนให้มีธนาคารในชุมชนในระดับมากที่สุด เพราะเห็นว่าช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิต มีเงินทุนสำหรับบริหารจัดการกลุ่ม สร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกร เกิดความคล่องตัวในการประกอบอาชีพหัตถกรรม มีแหล่งเส้นไหมคุณภาพดีไว้ใช้ในชุมชน ผลิตผ้าไหมได้ตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่เส้นไหมมีราคาสูง เนื่องจากไม่มีใบหม่อนเลี้ยงไหม นอกจากนี้ เกษตรกรสามารถผลิตผ้าไหมหรือนำผ้าที่ทอได้ มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ส่งผลให้มีรายได้เสริมให้กับครอบครัวมากขึ้นด้วย

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯจัดใหญ่ศาสตร์พระราชาภูมิพลังแผ่นดิน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402490?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯจัดใหญ่ศาสตร์พระราชาภูมิพลังแผ่นดิน

3 ธันวาคม 2562 – 15:27 น.
พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติ
เปิดอ่าน 101 ครั้ง

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ชวนคนไทย เรียนรู้ศาสตร์พระราชาในงานมหกรรม ภูมิพลังแผ่นดิน ระหว่าง 4-8 ธันวาคม 62 นี้

3  ธันวาคม 2562 พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ เตรียมจัดยิ่งใหญ่ “ภูมิพลังแผ่นดิน” เทิดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้านการพัฒนาและอนุรักษ์ดิน  โชว์นิทรรศการของขวัญจากดิน และนิทรรศการพ่อแห่งแผ่นดิน  การยกย่องพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาด้านการพัฒนาดินในรูปแบบทันสมัยตลอด 5 วัน พร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศาสตร์พระราชาจากการอบรมวิชาของแผ่นดินและอบรมเชิงปฏิบัติการกว่า 30วิชาฟรีจากปราชญ์เกษตรทั่วประเทศ ระหว่าง 4-8 ธันวาคม 62 นี้   ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ปทุมธานี

นายสหภูมิ   ภูมิธฤติรัฐ   ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เปิดเผยว่า “   พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ เตรียมจัดงานมหกรรม “ภูมิพลังแผ่นดิน”เพื่อเทิดพระเกียรติและเผยแพร่พระเกียรติคุณพระปรีชาสามารถพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้านอนุรักษ์ทรัพยากรดินและการพัฒนาดิน ระหว่างวันที่ 4 – 8 ธันวาคม 2562 เวลา 08.00 – 18.00 น.

โดยกิจกรรมภายในงานจัดนิทรรศการของขวัญจากดิน นิทรรศการพ่อแห่งแผ่นดิน นิทรรศการดินของพ่อ  นิทรรศการปุ๋ยพืชสดบำรุงดิน นิทรรศการดินดล  ดลบันดาลชีวิต  นิทรรศการพิเศษจากภาคีความร่วมมือทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศาสตร์พระราชาจากการอบรมวิชาของแผ่นดิน และอบรมเชิงปฏิบัติการกว่า 30.วิชา ชม ชิม และเลือกซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์จากเกษตรกร  ตัวจริงในตลาดนัดเศรษฐกิจพอเพียงกว่า 300.บูธ

พิเศษวันที่ 5 ธันวาคม 2562   เวลา 9.00 น. ร่วมกันทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระภิกษุสงฆ์ เพื่อน้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลเชิดชูสดุดีพระเกียรติคุณและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ชมการแสดงดนตรีและการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย 4 ภาค และเข้าชมพิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พร้อมภาพยนตร์แอนิเมชั่น 3 มิติ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ร่วมเรียนรู้ศาสตร์พระราชา สืบสาน รักษา ต่อยอด สืบทอดพลังแห่งความดีผู้ทรงเป็นดั่งกำลังของแผ่นดิน พลังของปวงชน ชาวไทย”

รวมทั้งยังเปิดให้ประชาชนเข้ามาเรียนรู้เกี่ยวกับศาสตร์พระราชาวิชาของแผ่นดิน กว่า 30 วิชาพร้อมเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจากปราชญ์เกษตรผู้น้อมนำคำพ่อสอนอาทิหลักสูตรการใช้ถ่านชีวภาพฟื้นฟูดิน โดย ดร.สุนันทา  เศรษฐ์บุญสร้าง หลักสูตรปศุสัตว์อินทรีย์ด้วยเทคโนโลยีสรรพสิ่ง โดยอาจารย์พงษ์ธร  เอี่ยมศรี เครือข่ายทำนา 1 ไร่ 1 แสน จ.บุรีรัมย์ นวัตกรรมทำนาเงินล้าน โดยอาจารย์ชัยพร  พรหมพันธุ์ ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรดีเด่น ปี 2558

หลักสูตรโซล่าร์เซลล์เพื่อการพึ่งตนเอง โดยอาจารย์ธนภพ  เกียรติฉวีพรรณ จ.ฉะเชิงเทรา หลักสูตรไม้ผลอินทรีย์วิถีพอเพียง โดยอาจารย์เจน  คงศรี สวนจ่าเจนโฮมสเตย์ จ.ลพบุรี หลักสูตรโกโก้ พืชแซมสร้างรายได้ โดยอาจารย์นิตย์  ตั่นอนุพนธ์ เกษตรกรผู้ปลูกโกโก้ จ.ประจวบคีรีขันธ์ อบรมเรียนรู้เชิงปฏิบัติ  เช่น  หลักสูตรนวัตกรรมโรงเห็ดลดต้นทุน โดยอาจารย์มานะ  โพธิ์ชัย เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.กำแพงเพชร หลักสูตรการทำขนมดอกโสน โดยอาจารย์นวน เล็บครุฑ เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.นครปฐม หลักสูตรการแปรรูปปาล์มฟอกเทล โดยอาจารย์พร้อมพงศ์  สุพรรณ เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.เชียงใหม่  เป็นต้น

นอกจากนี้ยังได้เนรมิตตลาดนัด คลังปัญญาของแผ่นดิน  โดยขอความร่วมมือประชาชนที่เข้าร่วมงานพกถุงผ้ามาชม ชิม ช้อป ตามสไตล์คนรักสุขภาพ หลากหลายด้วยสินค้าเกษตรอินทรีย์ ผัก ผลไม้ตามฤดูกาล ต้นไม้ ผลิตภัณฑ์แปรรูปคุณภาพจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ทั่วทุกภูมิภาคกว่า 300 บูธ   สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 0-2529-2212-13 มือถือ 087-359-7171 , 094-649-2333 Line ID:@wisdomkingfan ทาง Facebook: พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ

เกษตรเพชรบูรณ์ ติดตามสถานการณ์ระบาดโรครากบวมในพืชตระกูลกะหล่ำ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458048

เกษตรเพชรบูรณ์ ติดตามสถานการณ์ระบาดโรครากบวมในพืชตระกูลกะหล่ำ

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 21.09 น.

วันที่ 3 ธันวาคม 2562 นายอนันต์ ตั่นฉ้วน เกษตรจังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมด้วยว่าที่ ร.ต.สมใจ ทองศิริ หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช นายสุรินทร์  คิมสนิท เจ้าพนักงานการเกษตร  ชำนาญงาน นางอนงค์รัตน์ ทองดี นวส.ปฏิบัติการ  ติดตามสถานการณ์การระบาดของโรครากบวมในพืชตระกูลกะหล่ำในพื้นที่ ม.16 ต.วังบาล อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ แปลงปลูกกะหล่ำปลีและผักกาดขาวปลีของนายจิรายุทธ ประภัค  ปัญญา (พิกัด x 724851 y 1870991    ,x 724864 y 1870944) และแปลงปลูกผักกาดขาวปลี ของ นายณัฐกิต  แซ่เถา (พิกัดx 724976. y  1870954)

ในการนี้ นายกิตติวัฒน์ ศักดิ์เจริญชัยกุล ประธานแปลงใหญ่พืชผักภูทับเบิก ร่วมให้ข้อมูลการระบาดของโรครากบวมด้วย พร้อมนี้ ได้เก็บตัวอย่างดินส่งให้สถานีพัฒนาที่ดินเพชรบูรณ์ตรวจวิเคราะห์ด้วย