สศก.แนะปรับการผลิตรายภาค ดึง Agri-Mapพร้อมBig dataบริหารจัดการสินค้าเกษตร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457555

news_default

สศก.แนะปรับการผลิตรายภาค ดึง Agri-Mapพร้อมBig dataบริหารจัดการสินค้าเกษตร

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึง นโยบายบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจ(Zoning by Agri-Map) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรจัดทำแผนการผลิต ปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมเป็นการผลิตสินค้าที่เหมาะสม สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของตลาดสศก. จึงจัดทำแนวทางบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจระดับภาค โดยใช้ Agri-Map และ Big data ของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อปรับสมดุลของอุปสงค์และอุปทานของสินค้าเกษตรแต่ละพื้นที่ โดยศึกษาวิเคราะห์พืช/กิจกรรม เพื่อเป็นทางเลือกสร้างโอกาสได้รับรายได้เพิ่มขึ้น

นายพลเชษฐ์ ตราโช ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร สศก. กล่าวถึง ผลการศึกษาและแนวทางการบริหารจัดการรายภาคว่า ภาคเหนือ หากพิจารณาถึงความเหมาะสมของที่ดินปลูกข้าว พบว่า มีพื้นที่เหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง (S1/S2) รวม 12.4 ล้านไร่ (ร้อยละ 82) โดยเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวให้มากขึ้น และปรับเปลี่ยนการผลิตเป็นข้าวอินทรีย์ ข้าว GAP ซึ่งตลาดต้องการ สำหรับพื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม(S3/N) มี 2.8 ล้านไร่ (ร้อยละ 18)  ต้องปรับเปลี่ยนการผลิต ไปสู่สินค้าเกษตรที่มีศักยภาพ ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้ กล้วยน้ำว้า ไผ่ ไม้เศรษฐกิจ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้านความเหมาะสมของที่ดินปลูกข้าว มีพื้นที่เหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง (S1/S2) รวม 20.3 ล้านไร่ (ร้อยละ 47) ควรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและมาตรฐานข้าวหอมมะลิในทุ่งกุลาร้องไห้ไปสู่การผลิตให้เป็นสินค้า Premium เพื่อส่งออกและมีพื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) 22.9 ล้านไร่ (ร้อยละ 53) ควรปรับเปลี่ยนไปเป็น กล้วยหอมทอง เงาะ ไม้ดอกไม้ประดับ พริก หรือปลูกพืชเสริมรายได้หลังการทำนา ได้แก่ ข้าวโพดสด รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพด้านแหล่งน้ำและปรับปรุงดินร่วมด้วย

ภาคกลาง ความเหมาะสมดินปลูกข้าวมีพื้นที่เหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง (S1/S2) 7.7 ล้านไร่ (ร้อยละ 91) ซึ่งพร้อมด้านกายภาพเหมาะสำหรับปลูกข้าวมาก แนวทางพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการเพิ่มมูลค่าสินค้าข้าว ด้วยการผลิตข้าวที่มีคุณภาพมาตรฐานตลอดโซ่อุปทาน รวมทั้งบริหารจัดการสินค้าให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด และในพื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) 0.8 ล้านไร่ (ร้อยละ 9) จึงเสนอให้ปรับเปลี่ยนเป็นสินค้าศักยภาพที่ควรส่งเสริมพืชผัก พืชสมุนไพร เนื่องจากมีตลาดของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรรองรับ และพืชอาหารสัตว์รองรับฟาร์มปศุสัตว์ที่กระจายอยู่ทั้งภาค

ภาคตะวันออก แนวทางการพัฒนาสำคัญ เพื่อรักษาพื้นที่เกษตรกรรมควบคู่กับส่งเสริมการผลิตที่เป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น โดยกำหนดผังเมืองเขตพื้นที่เกษตรกรรมเมือง อุตสาหกรรม และพื้นที่ประมงชายฝั่งให้ชัดเจน สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ส่วนพื้นที่เพาะปลูกข้าวมีพื้นที่เหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง (S1/S2) 2.3 ล้านไร่ (ร้อยละ 77) แนวทางพัฒนาเน้นใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิต ดูแลรักษา เก็บเกี่ยวเพื่อรักษาคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐานตามความต้องการตลาด ส่วนพื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) 0.7 ล้านไร่ (ร้อยละ 23) จึงเสนอสินค้าเพื่อปรับเปลี่ยน ได้แก่ พืชสมุนไพร มีตลาดโรงพยาบาลและอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ธรรมชาติรองรับสินค้ารายใหญ่

ภาคใต้ (ยกเว้นภาคใต้ชายแดน) ปี 2560 พื้นที่ปลูกยางพาราของภาคใต้คิดเป็น 10 ล้านไร่ หรือ ร้อยละ 49 ของพื้นที่ปลูกยางทั้งประเทศ ความเหมาะสมของที่ดินสำหรับปลูกยางพารา พบว่า มีพื้นที่เหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง (S1/S2) 9 ล้านไร่ (ร้อยละ 90) โดยแนวทางการพัฒนาควรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตยางพาราและปลูกพันธุ์ยางคุณภาพดีในพื้นที่เหมาะสม และปลูกพืชแซมหรือปลูกพืชร่วมยาง ส่วนพื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) 1 ล้านไร่ (ร้อยละ 10) ควรเปลี่ยนการผลิตเป็นไม้ผลที่มีศักยภาพ ได้แก่ ทุเรียน พัฒนาเป็นสินค้าเกษตรอัตลักษณ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

รับทุกสถานการณ์ประตูระบายน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยตาจูพร้อมใช้งาน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402350?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

รับทุกสถานการณ์ประตูระบายน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยตาจูพร้อมใช้งาน

วันที่ 3 ธันวาคม 2562 – 00:40 น.
กรมชลประทาน,ประตูระบายน้ำ,ศรีสะเกษ
เปิดอ่าน 48 ครั้ง

กรมชลประทาน แจงก่อสร้างประตูระบายน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยตาจูก่อ แก้ปัญหาจบพร้อมใช้งานได้แล้ว

3  ธันวาคม 2562 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากกรณีราษฎรในเขตพื้นที่ตำบลห้วยจันทร์ และตำบลโนนสูง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ

ได้รับความเดือดร้อนจากการก่อสร้างประตูระบายน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยตาจูก่อ ที่ก่อสร้างตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561 จนถึงสิ้นเดือนกันยายน 2562  ยังไม่แล้วเสร็จ บานประตูยังไม่ติดตั้ง เป็นเหตุทำให้น้ำระบายทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์นั้น ล่าสุดจากการตรวจสอบพบว่าอ่างเก็บน้ำห้วยตาจู เป็นโครงการชลประทานขนาดกลาง มีขนาดความจุ 22.28 ล้านลูกบาศก์เมตร ก่อสร้างแล้วเสร็จตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538

ทั้งนี้ในปี 2560 – 2561 ที่ผ่านมา เกิดลาดทำนบดินสไลด์เสียหายเป็นบริเวณกว้าง กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 8 จึงได้มีแผนงานปรับปรุงอ่างเก็บน้ำห้วยตาจู โดยขอรับการสนับสนุนงบประมาณปี พ.ศ.2561 (เพิ่มเติม) เพื่อดำเนินการปรับปรุงลาดทำนบดิน และปรับปรุงทางระบายน้ำล้น ให้มีช่องระบายน้ำพร้อมติดตั้งประตูควบคุมน้ำ ขนาด 2.2×2 ม.จำนวน 2 ช่อง ที่ระดับต่ำกว่าระดับเก็บกัก 4.30 เมตร เพื่อควบคุมการระบายที่เกินความจุ

ทั้งนี้ กรมชลประทาน โดยสำนักงานพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลางที่ 8  ได้เริ่มดำเนินการปรับปรุงทำนบดิน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561 แล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2562  ซึ่งหลังจากการปรับปรุงทำนบดินเสร็จ ในปีแรกควรเก็บกักน้ำไม่เกินร้อยละ 70 ของความจุอ่างเก็บน้ำ ส่วนการปรับปรุงทางระบายน้ำล้นนั้น สำนักงานชลประทานที่ 8 ได้ดำเนินการก่อสร้างในภาพรวมแล้วเสร็จตั้งแต่เดือนกันยายน 2562 ที่ผ่านมา

เนื่องจากงานติดตั้งประตูระบายน้ำพร้อมเครื่องยก ได้ดำเนินการแล้วเสร็จก่อนเกิดเหตุสาธารณภัยในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2562 ประกอบกับสภาพน้ำฝนและน้ำท่าในช่วงเดือนกันยายนจนถึงเดือนตุลาคมมีปริมาณมาก ทั้งยังได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อน “โพดุล” จึงส่งผลให้ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำ เพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงระดับทางระบายน้ำล้นที่ตัวอาคาร ส่งผลให้ประตูระบายน้ำเกิดความชำรุด

จึงมีความจำเป็นต้องถอดบานประตูน้ำออกชั่วคราว และเนื่องจากระดับน้ำในอ่างฯ ยังคงมีปริมาณเกินกว่าระดับเก็บกัก จึงจำเป็นต้องทำการระบายน้ำออกเพื่อรักษาระดับน้ำไว้ที่ร้อยละ 70 ของความจุอ่างเก็บน้ำ ในปีแรกหลังจากปรับปรุงแล้วเสร็จตามข้อแนะนำจากที่ปรึกษา

เบื้องต้น โครงการก่อสร้างสำนักงานชลประทานที่ 8 จึงได้ดำเนินการระบายน้ำผ่านทางท่อระบายน้ำปากคลองแทนการระบายน้ำผ่านทางระบายน้ำล้น และได้ทำการติดตั้งบานระบายใหม่อีกครั้งในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562  ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการติดตั้งบานระบายแล้วเสร็จพร้อมใช้งานได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เครือซีพี เดินหน้า “สบขุ่นโมเดล” เต็มสูบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402326?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เครือซีพี เดินหน้า “สบขุ่นโมเดล” เต็มสูบ

วันที่ 2 ธันวาคม 2562 – 18:22 น.
เครือซีพี
เปิดอ่าน 81 ครั้ง

เครือซีพี เดินหน้า “สบขุ่นโมเดล” เต็มสูบ

เครือซีพี เดินหน้า “สบขุ่นโมเดล” เต็มสูบ  เปิดโรงแปรรูปวิสาหกิจชุมชน สร้างป่าสร้างรายได้ บ้านสบขุ่น พลิกฟื้นป่า แก้ปัญหาภูเขาหัวโล้น หมอกควันไฟป่า ส่งเสริมปลูกกาแฟทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ต่อยอดเพิ่มภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยแนวคิด Social Enterprise สร้างโรงแปรรูปกาแฟ ตั้งเป้าผลิตจำหน่ายกาแฟไปทั่วโลกหวังชุมชนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน

เมื่อเร็วๆนี้ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นประธานในพิธีเปิดโรงแปรรูปวิสาหกิจชุมชน สร้างป่าสร้างรายได้ บ้านสบขุ่น อ.ท่าวังผา จ.น่าน โดยมี นายนพปฎล เดชอุดม ประธานคณะผู้บริหาร ด้านความยั่งยืนองค์กร นายจิระศักดิ์ เสงี่ยมกิตติกุล ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐ ดร.ปพนธ์ รัตนชัยกานนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจอาหารและคอฟฟี่เฮาส์ ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ผู้ช่วยบริหาร สำนักประธานคณะผู้บริหาร พร้อมด้วยผู้บริหาร พนักงาน บริษัทในเครือฯ ชาวบ้านชุมชนสบขุ่น ร่วมเป็นสักขีพยานในก้าวเดินต่อไปที่มั่นคงยั่งยืนของพี่น้องสบขุ่น จ.น่าน

เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ดำเนินโครงการพลิกฟื้นผืนป่าสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน เพื่อลดพื้นที่การปลูกข้าวโพดบนพื้นที่สูงชัน และรักษาสมดุลระบบนิเวศทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นการสร้างความยั่งยืนด้านอาชีพให้แก่เกษตรกรในพื้นที่บ้านสบขุ่น ให้มีเงินหมุนเวียนโดยส่งเสริมการปลูกกาแฟอาราบิก้าเป็นพืชทางเลือก ทดแทนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แก้ปัญหาภูเขาหัวโล้น บนพื้นที่นำร่องกว่า 330 ไร่ หรือที่เรียกว่า “สบขุ่นโมเดล” โดยเริ่มบุกเบิกตั้งแต่ปี 2559 เพื่อเป็นต้นแบบในการฟื้นคืนผืนป่าน่านให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 3 ปีครึ่ง ผลผลิตกาแฟบนดอยภายใต้สบขุ่นโมเดลเริ่มเก็บเกี่ยวป้อนเข้าสู่โรงแปรรูปวิสาหกิจชุมชน สร้างป่า สร้างรายได้ บ้านสบขุ่น ได้เป็นครั้งแรก

ทั้งนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้นำร่องสนับสนุนชุมชนสบขุ่น โดยสร้างโรงแปรรูปวิสาหกิจชุมชน สร้างป่าสร้างรายได้ บ้านสบขุ่น เพื่อรับซื้อผลผลิตกาแฟเชอร์รี่จากเกษตรกรของโครงการ และนำมาแปรรูปด้วยวิธีการสีกาแฟเชอร์รี่โดยไม่ใช่น้ำ (Honey Process) ซึ่งดำเนินงานในรูปแบบของ Social Enterprise เป็นต้นแบบในการเรียนรู้และพัฒนาแก่เกษตรกรในพื้นที่ ในการฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธาร อีกทั้งยังเป็นสร้างจิตสำนึกในการดูแลรักษาป่า ควบคู่ไปกับการมีรายได้ในการดำรงชีวิต นอกจากสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในพื้นที่แล้ว ยังเป็นการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง สามารถให้ชุมชนอยู่ร่วมกับป่าได้ด้วยวิถีธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันโรงแปรรูปฯ มีเกษตรกรในหมู่บ้านเป็นสมาชิกจำนวน 76 ราย มีพื้นที่ปลูกกาแฟครอบครองรวม 539 ไร่ ซึ่งเมื่อรับซื้อผลผลิตแล้วจะหักรายได้จำนวนหนึ่ง มาเป็นค่าบริหารจัดการกลุ่ม และนำมาสะสมเป็นเงินออมให้กับสมาชิก

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้กล่าวกับชาวชุมชนสบขุ่นว่าวันนี้รู้สึกมีความสุขมาก เมื่อได้เห็นชาวบ้านในโครงการสบขุ่นโมเดลมีความสุข ขอให้ทุกคนรวมพลังกันเพื่อเปลี่ยนภูเขาให้เขียวชอุ่ม กาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจที่จะสร้างรายได้ที่ยั่งยืนแก่พี่น้องสบขุ่น เนื่องจากตลาดโลกมีความต้องการรองรับจำนวนมาก ขอให้ทุกคนมั่นใจและร่วมกันสร้างความยั่งยืนให้กับสบขุ่น โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์พร้อมที่จะสนับสนุนอย่างเต็มที่

ในการนี้ นายศุภชัยได้เยี่ยมชมแปลงกาแฟของเกษตรกร พร้อมพูดคุยสอบถามถึงวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปจากการเปลี่ยนมาปลูกกาแฟทดแทนข้าวโพดฯ และยังได้ทำการเปิดโรงแปรรูปกาแฟที่เพิ่งสร้างเสร็จและบริหารจัดการในรูปของวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเพิ่งเริ่มกระบวนการเปิดรับซื้อกาแฟรุ่นแรกจากชาวชุมชน พร้อมชมการสาธิตการแปรรูปกาแฟ และได้พูดคุยกับชาวชุมชนที่เป็นสมาชิกวิสาหกิจชุมชนอย่างเป็นกันเอง

โดยสมาชิกคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ได้ขายกาแฟให้กับโรงแปรรูปนี้มาแล้ว 3 วัน วันแรกได้เงิน 500 บาท วันที่ 2 ขายได้ 800 บาท วันที่ 3 ขายได้กว่า 1,000บาท รู้สึกดีใจมาก ที่มีรายได้ที่ดีเช่นนี้

ไทย-เกาหลีใต้ ร่วมพัฒนานักวิจัย-เทคโนโลยีด้านน้ำ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402146?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ไทย-เกาหลีใต้ ร่วมพัฒนานักวิจัย-เทคโนโลยีด้านน้ำ

วันที่ 2 ธันวาคม 2562 – 10:13 น.
สทนช,เกาหลี,น้ำ
เปิดอ่าน 12 ครั้ง

ไทย-เกาหลีใต้ ร่วมพัฒนานักวิจัย-เทคโนโลยีด้านน้ำ

เลขาธิการ สทนช. บุกแดนกิมจิถกใช้ข้อมูลด้านน้ำ สานต่อการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-เกาหลีใต้ พร้อมลงนามเจตจำนงความร่วมมือด้านเทคโนโลยีบริหารจัดการน้ำ เล็งพัฒนาบุคลากร-นักวิจัย-เทคโนโลยีอวกาศพยากรณ์ท่วมแล้งในระยะยาว เพื่อความมั่นคงของทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย เปิดเผยภายหลังการเข้าร่วมการประชุมเปิดตัวโครงการเสริมสร้างศักยภาพและการใช้ข้อมูลด้านน้ำเพื่อการบริหารจัดการน้ำ (Kick-Off Meeting on Water Data Utilization and Capacity Building in the Mekong Region) ภายใต้กรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับสาธารณรัฐเกาหลี ร่วมกับ นายฮัก ซูลี ประธานเค วอเตอร์ ผู้แทนจากประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ได้แก่ สปป.ลาว กัมพูชา และเมียนมา รวมทั้งหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา อาทิ U.S. Army Corps of Engineering (USACE) และองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา (NASA) ณ ศูนย์การประชุมและนิทรรศการนครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี ว่า

การประชุมดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับสาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 1 ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีของไทยเป็นประธานร่วมกับประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลีเมื่อ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ นครปูซาน ซึ่งการประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีในการสนับสนุนการนำเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศที่ทันสมัยในการพยากรณ์สภาวะน้ำท่วมและภัยแล้งในระยะยาว เพื่อวางแผนการบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรัฐบาลไทยได้เห็นความสำคัญ จึงเร่งขับเคลื่อนงานด้านนวัตกรรม การบูรณาการข้อมูลการจัดการน้ำด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงด้วย


เลขาธิการ สทนช. ยังได้ใช้โอกาสนี้ กล่าวในที่ประชุมถึงการสนับสนุนความร่วมมือเพื่อส่งเสริมให้เกิดเสถียรภาพและความมั่นคงของทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำโขง อันจะส่งผลให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองและยั่งยืนของอนุภูมิภาคด้วย ขณะเดียวกัน ยังได้ร่วมลงนามในบันทึกแสดงเจตจำนง (Memorandum of Intent-MOI) ในฐานะประธานคณะกรรมการดำเนินงานร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำฝ่ายไทย สำหรับความร่วมมือในการดำเนินงานทางวิชาการด้านเทคนิคของโครงการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำไทย – สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งลงนามไปเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2562 ณ ทำเนียบรัฐบาล

“การลงนามในบันทึกแสดงเจตจำนงในครั้งนี้ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงการยกระดับความสัมพันธ์ในมิติด้านน้ำในระดับนโยบาย และตอบสนองการดำเนินความร่วมมือของกลุ่มประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกที่แน่นแฟ้นมากยิ่ง ผ่านการแลกเปลี่ยนความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากร การแลกเปลี่ยนบุคลากรในงานวิจัย การเรียนรู้และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ เนื่องจากเกาหลีเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัย ทั้งนี้ การลงนามในบันทึกแสดงเจตจํานงได้จัดทำภายหลังการประชุมสุดยอดอาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อ 25 – 26 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับการสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับภูมิภาคอาเซียนภายใต้นโยบายมุ่งใต้ใหม่ (New Southern Policy) ของ ประธานาธิบดี มุน แจอิน และสอดคล้องกับเจตจำนงในการส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนเพื่อพัฒนาการบริหารจัดการน้ำที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศอีกด้วย”ดร.สมเกียรติ กล่าว

ฝ่าวิกฤติน้ำน้อย! ผ่าแผนรับมือสถานการณ์ภัยแล้ง”63

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402130?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ฝ่าวิกฤติน้ำน้อย! ผ่าแผนรับมือสถานการณ์ภัยแล้ง”63

วันที่ 2 ธันวาคม 2562 – 05:06 น.
กรมชลประทาน,น้ำน้อย,ภัยแล้ง
เปิดอ่าน 75 ครั้ง

ฝ่าวิกฤติน้ำน้อย! ผ่าแผนรับมือสถานการณ์ภัยแล้ง”63

ในการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำครั้งล่าสุด ได้ผลสรุปว่า ปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปริมาณต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึงประมาณร้อยละ 40 ส่วนภาคใต้ใกล้เคียงค่าปกติ โดยเฉพาะ 4 เขื่อนหลักที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนลุ่มเจ้าพระยา คือ  ภูมิพล สิริกิติ์  แควน้อยบำรุงแดน และป่าสักชลสิทธิ์ ปัจจุบัน มีปริมาณน้ำรวมกันแค่ 11,796 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 47 ของความจุอ่างฯรวมกัน  โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันเพียง 5,100 ล้าน ลบ.ม.เท่านั้น

 ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน

        ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวตอนหนึ่งระหว่างแถลงข่าวการวางแผนบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง 2562/63  ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562-30 เมษายน 2563 โดยระบุว่ากรมชลประทานจะจัดสรรน้ำจากเขื่อนต่างๆในเขตชลประทานทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 17,699 ล้าน ลบ.ม. น้อยกว่าปีที่แล้วประมาณ 5,401 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะจัดสรรน้ำจาก 4 เขื่อนหลังรวมทั้งสิ้น 4,000 ล้าน ลบ.ม. น้อยกว่าปีที่แล้ว 4,000 ล้าน ลบ.ม. พร้อมทั้งจะควบคุมค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาแม่น้ำท่าจีน-แม่กลอง และแม่น้ำบางปะกง-ปราจีนบุรี ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

“การบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้งปีนี้ กรมชลประทานได้วางแนวทางและเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้งอย่างต่อเนื่อง โดยจะใช้ระบบชลประทานในการบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีการเตรียมความพร้อมเครื่องสูบน้ำ และรถยนต์บรรทุกน้ำ โดยจะกระจายอยู่ตามสำนักงานชลประทานและพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนให้มีน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้งได้อย่างทันท่วงที ซึ่งขณะนี้การจัดสรรน้ำยังเป็นไปตามแผนที่วางไว้” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นอกจากนี้กรมชลประทานยังได้สั่งการไปยังได้สั่งการให้โครงการชลประทานทั่วประเทศบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำที่กำหนดขึ้นอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน ร่วมถึงหน่วยงานทุกภาคส่วนในพื้นที่ ให้ทราบถึงสถานการณ์น้ำโดยทั่วกัน

     ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเสริมว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆขณะนี้อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา จึงต้องบริหารจัดการน้ำตามความเหมาะสม ซึ่งจะใช้น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศน์เป็นหลัก โดยการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2562/63 ทั้งประเทศจำนวน 17,699 ล้านลบ.ม.นั้น จะจัดสรรสำหรับการอุปโภคบริโภค 13% ประมาณ 2,300 ล้านลบ.ม. เพื่อรักษาระบบนิเวศน์ 40% ประมาณ 6,999 ล้านลบ.ม. เพื่อการเกษตรฤดูแล้ง 44 % ประมาณ 7,881 ล้านลบ.ม. และเพื่อการอุตสาหกรรมเพียง 3% หรือประมาณ 519 ล้าน ลบ.ม.

นอกจากนี้ได้สำรองน้ำไว้ใช้ต้นฤดูฝนปี 2563 ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2563 อีกจำนวน 11,340 ล้านลบ.ม. โดยในจำนวนนี้จะใช้เพื่อการอุปโภค-บริโภค การรักษาระบบนิเวศน์และอื่นๆจำนวน 43% หรือประมาณ 4,909 ล้าน ลบ.ม. ส่วนที่เหลืออีก 57% ประมาณ 6,431 ล้าน ลบ.ม. จะใช้ในกรณีเกิดฝนทิ้งช่วง

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวด้วยว่า สำหรับผลงานการจัดสรรน้ำล่าสุด ณ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 ได้จัดสรรน้ำตามความต้องการไปแล้ว 1,994 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 11 หากพิจารณาเฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีความต้องการใช้น้ำตลอดฤดูแล้ง รวม 4,000 ล้าน ลบ.ม. ขณะนี้ ได้จัดสรรน้ำตามความต้องการไปแล้ว 601.10 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 15 ซึ่งถือว่ายังเป็นไปตามแผนที่วางไว้

ส่วนการเกษตรในฤดูแล้งตามแผนกำหนดพื้นที่ไว้ทั้งประเทศรวม 6.85 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวนาปรัง 2.31 ล้านไร่ หรือร้อยละ 34 ของแผนฯ พืชไร่-พืชผัก 0.52 ล้านไร่ หรือร้อยละ 7 ของแผนฯ ที่เหลือเป็นพืชอื่นๆประมาณ 4.01 ล้านไร่หรือร้อยละ 59 ของแผนฯ อย่างไรก็ตามในการปลูกพืชฤดูแล้งในส่วนของลุ่มเจ้าพระยานั้น เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลัก มีปริมาณไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูกข้าวนาปรัง กรมชลประทานจึงได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้เพาะปลูกเพียงพืชอื่นๆ รวมจำนวน 993,215 ไร่

ยกเว้นลุ่มน้ำแม่กลอง ซึ่งมีแหล่งน้ำต้นทุนมาจากเขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ ปีนี้มีปริมาณน้ำค่อนข้างมากรวมกันมากกว่า 23,000 ล้านลบ.ม. โดยเป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้มากกว่า 10,000 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งได้มีแผนเพาะปลูกในช่วงฤดูแล้งรวม 2.07 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวนาปรัง 0.84 ล้านไร่ หรือร้อยละ 41 ของแผนฯ พืชไร่-พืชผัก 0.17 ล้านไร่ หรือ ร้อยละ 8 ของแผนฯ) และพืชอื่นๆ 1.06 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 51 ของแผนฯ นอกจากยังจะผันน้ำมาสนับสนุนลุ่มเจ้าพระยาอีกประมาณ 500 ล้านลบ.ม.

สำหรับลุ่มน้ำอื่นๆนั้น คณะกรรมการ JMC ของเขื่อนแต่ละแห่งจะเป็นผู้กำหนดว่า จะใช้น้ำเพื่อกิจกรรมใดบ้าง จำนวนเท่าไร ควรจะปลูกพืชฤดูแล้งหรือไม่ ซึ่งขณะนี้เขื่อนขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำน้อย จะต้องเฝ้าระวังและควบคุมการบริการจัดการน้ำอย่างเคร่งครัด 6 แห่งประกอบด้วยเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่  เขื่อนทับเสลา จ.อุทัยธานี เขื่อนกระเสียว จ.สุพรรณบุรี เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น  เขื่อนลำพระเพลิง จ.นครราชสีมา  และเขื่อนลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ โดยพื้นที่ชลประทานของเขื่อนทั้ง 6 แห่งดังกล่าว ให้งดการทำนาปรังทั้งหมด

“ขณะนี้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและน้ำท่าในแม่น้ำสายหลักต่างๆ ทั่วประเทศมีปริมาณน้อย การจัดสรรน้ำสนันสนุนการเกษตรและการประมงต้องทำอย่างจำกัด เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน จึงต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนช่วยกันประหยัด พร้อมทั้งสร้างกระบวนการรับรู้ให้ประชาชนรับทราบข้อเท็จจริงของปริมาณน้ำที่มีอยู่ด้วย” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวย้ำ

  กรมชลเตรียมผันน้ำอ่างฯแม่งัดเติมแม่ปิง

     ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทานแถลงว่า ในปีนี้ปริมาณฝนตกเฉลี่ยในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ มีอยู่ที่ 862 มิลลิเมตร น้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ยถึง 23 % กรมชลประทานจึงได้่เตรียมพร้อมรับมือล่วงหน้าด้วยการใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้ ณ ปัจจุบันสามารถลดการใช้น้ำจาก 2 เขื่อนใหญ่ คือ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลได้ 17.2 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือใช้น้ำลดลง 34 % และเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ได้อีก 22.7 ล้านลบ.ม. หรือใช้น้ำลดลง 27% ทั้งนี้คาดว่า ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2562 เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จะมีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 160 ล้านลบ.ม. หรือ 60% ของความจุเขื่อน และเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จะมีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 70 ล้านลบ.ม. หรือ 27% ของความจุเขื่อน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยและจะต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตามเพืิ่อให้การปริมาณน้ำที่มีอยู่เพียงพอใช้ในทุกกิจกรรม กรมชลประทานได้วางแผนการจัดสรรน้ำให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำต้นทุน ซึ่งจำเป็นจะต้องลดพื้นที่ปลูกพืชในฤดูแล้งลง โดยในเขตพื้นที่ชลประทานของเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลลดลงจาก 67,700 ไร่ เหลือ 40,286 ไร่ ในจำนวนนี้เป็นการลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังเหลือประมาณ 20,000 ไร่ ซึ่งจะจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตรในฤดูแล้งทั้งหมด 35 ล้าน ลบ.ม. และสำรองสำหรับต้นฤดูฝนปี 2563 อีกจำนวน 35 ล้านลบ.ม. รวมทั้งยังจะจัดสรรน้ำให้พื้นที่พิเศษอีก 70 ล้าน ลบ.ม.

ส่วนเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ซึ่งปริมาณน้ำค่อยข้างน้อยนั้น จะลดพื้นที่ปลูกพืชลงจาก 77,322 ไร่ ในปีที่แล้วเหลือเพียง 25,055 ไร่ โดยงดปลูกข้าวนาปรัง จะส่งน้ำให้เฉพาะไม้ผลจำนวน 14 ล้านลบ.ม. น้ำสำหรับผลิตน้ำประปา จ.เชียงใหม่ 9 ล้านลบ.ม. และสำรองสำหรับต้นฤดูฝนปี 2563 จำนวน 25 ล้านลบ.ม.

สำหรับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่พิเศษบริเวณ 2 ฝั่งแม่น้ำปิงในเขตจ.เชียงใหม่และลำพูน มีพื้นที่ประมาณ 200,000 ไร่ ที่ต้องใช้น้ำจากแม่่น้ำปิงเป็นหลักนั้น จำเป็นจะต้องบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามแผนเพราะสถานการณ์น้ำในแม่น้ำปิงปีนี้น่าเป็นห่วง เนื่องจากมีปริมาณน้ำน้อยมาก ปริมาณน้ำท่าสะสมตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 11 พฤศจิกายน 2562 ณ สะพานนวรัฐ มีเพียง 435 ล้านลบ.ม. น้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ยถึง 68% หรือกว่า 920 ล้านลบ.ม.

ในขณะที่ความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ดังกล่าวในช่วงฤดูแล้งจะมีความต้องการประมาณ 167 ล้านลบ.ม. โดยใช้เพื่อการเกษตรกรประมาณ 145 ล้านลบ.ม. ซึ่งส่วนใหญ่จะปลูกไม้ผลเศรษฐกิจ เช่น ลำไย มะม่วง เป็นต้น ใช้เพื่อผลิตน้ำประปา 21 ล้านลบ.ม. และใช้เพื่อการท่องเที่ยว (เทศกาลสงกรานต์) 1 ล้านลบ.ม.

ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่พิเศษ กรมชลประทานได้วางแผนบริหารจัดการน้ำรับมือโดยจะจัดสรรน้ำจากเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลมาช่วยระบายลงแม่น้ำปิงเพื่อช่วยพื้นที่ดังกล่าวประมาณสัปดาห์ละ 1-8 ล้านลบ.ม. จะเริ่มตั้งแต่กลางเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2563 จำนวนรวม 70 ล้านลบ.ม. และใช้น้ำจากลำน้ำสาขา เช่น น้ำแม่กาง น้ำแม่ลี้ น้ำแม่ขาน ที่ไหลเข้ามาเติมแม่น้ำปิงอีก 97 ล้านลบ.ม. พร้อมกับลดพื้นที่ปลูกนาปรังเช่นกัน จาก 29,000 ไร่เหลือ 14,000 ไร่ ทั้งนี้หากสามารถบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามแผนที่วางไว้จะช่วยพื้นที่พิเศษพ้นวิกฤตขาดแคลนน้ำได้อย่างแน่นอน

อีโต ข้าวพันธุ์พื้นถิ่น…ฉายแววรุ่ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402072?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

อีโต ข้าวพันธุ์พื้นถิ่น…ฉายแววรุ่ง

วันที่ 2 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
อีโต,เชียงใหม่,ข้าวพันธุ์พืชเมือง,กรมการข้าว
เปิดอ่าน 278 ครั้ง

กรมการข้าว เร่งวิจัยพันธุ์ข้าว อีโต เพิ่มทางเลือกเกษตรกรพื้นที่สูง ช่วยลดต้นทุนการผลิต พร้อมดันเป็นข้าวประจำถิ่นเกรดเอ เพิ่มมูลค่าผลผลิต   

2 ธันวาคม 2562 นางสาวนนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวถึงโครงการรวบรวมคัดเลือกพันธุ์ข้าวเจ้าพื้นเมืองที่ปลูกในพื้นที่ (อีโต)ว่า โครงการรวบรวมคัดเลือกพันธุ์ข้าวเจ้าพื้นเมืองที่ปลูกในพื้นที่ดังกล่าวเป็นการสนับสนุนมาตรการนโยบายของรัฐบาลในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด

รวมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงของชาติด้วยการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน บูรณาการการทำงานกับทุกภาคส่วนและทุกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ รอบด้าน เห็นผลเป็นรูปธรรมและมีความยั่งยืน ยึดประโยชน์ชุมชนเป็นที่ตั้ง

อีกทั้งส่งเสริมให้คนในชุมชนได้รับการถ่ายทอดความรู้ด้านข้าว การคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรนิยมปลูก(อีโต)ให้บริสุทธิ์ สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้เอง และมีการปฏิบัติดูแลรักษาแปลงข้าวอย่างถูกวิธี เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตอย่างถูกวิธี อีกทั้งเพิ่มเมล็ดพันธุ์ข้าวดีให้เกษตรกร เป็นแหล่งเมล็ดพันธุ์และกระจายพันธุ์ข้าวดีสู่เกษตรกรในพื้นที่

โดยขณะนี้กรมการข้าวได้ทำแปลงสาธิตปลูกข้าวพันธุ์”อีโต”ซึ่งเป็นพื้นเมืองในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่เกษตรกรกว่า 400 ราย ได้ปลูกมานานกว่า 20 ปีแล้วในพื้นที่  3,000 ไร่ แต่ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าแหล่งกำเนิดข้าวพันธุ์นี้มาจากที่ใดแน่ สำหรับข้าว”อีโต”นี้ เป็นพันธุ์ที่ได้มีผลผลิตจำนวนมากประมาณ 670 กิโลกรัม ต่อไร่ มีลักษณะเป็นข้าวหอม อะมิโลสต่ำ ข้าวนุ่ม อายุสั้นใช้ระยะเวลาในการปลูก 130 วัน  ขายได้ราคาดีโดยเป็นข้าวเปลือกกิโลกรัมละ 12 บาท

ข้าวอีโตเป็นข้าวที่ทนแมลง ปลูกได้ตลอดเวลา เป็นข้าวพื้นเมืองที่ปลูกมานานกว่า 20 ปี แล้ว และได้ผลผลิตต่อไร่ในปริมาณที่มาก หากมีการวิจัยและคัดพันธุ์บริสุทธิ์ ส่งเสริมการปลูกให้กับเกษตรอย่างถูกต้อง เหมาะสมมากขึ้น เชื่อว่าผลผลิตที่ได้รับจะเพิ่มขึ้นจาก 670 กิโลกรัม เป็น 800-1,000 กิโลกรัมอย่างแน่นอน

ที่สำคัญคือต้นทุนจะลดต่ำลง ถือได้ว่าการปลูกข้าวชนิดนี้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเกษตรในการปลูกข้าวเจ้าพื้นเมืองพันธุ์ดี ผลผลิตสูง คุณภาพดีมากขึ้น รวมทั้งไม่ต้องซื้อข้าวรับประทานเนื่องจากเกษตรกรปลูกเอง  สำหรับเกษตรกรภาคเหนือ โดยเฉพาะบนดอยมักจะประสบปัญหาข้าวไม่เพียงพอต่อการบริโภค เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกมีน้อยนั่นเอง

รองอธิบดีกรมการข้าว  กล่าวว่า ด้วยคุณสมบัติพันธุ์ข้าวอีโตที่เป็นข้าวคุณภาพดี นักวิจัยของกรมการข้าวจึงได้ศึกษาและคัดพันธุ์บริสุทธิ์ของข้าวพันธุ์นี้เพื่อส่งเสริมให้เป็นข้าวประจำถิ่นที่มีคุณภาพ และมีช่องทางการตลาดในอนาคต รวมทั้งอาจเป็นข้าวที่เป็นตลาดเฉพาะในพื้นที่ เหมือนข้าวสังข์หยด หรือข้าวชนิดอื่น ๆ ที่มีประจำท้องถิ่นเท่านั้น

สำหรับการคัดพันธุ์บริสุทธิ์ใช้เวลานานพอสมควร ซึ่งจะเริ่มขั้นตอนคือการนำมาปลูกในแปลงสาธิตเพื่อดูการเจริญเติบโต แปลงสาธิตที่กรมกำลังดำเนินการทดลองปลูกอยู่นี้เป็นของนายธนชัย ศรีวิขัย เกษตรกร ม.13 บ้านเมืองงามใต้ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จว.เชียงใหม่ ที่ดำเนินการมาตั้งแต่การตกกล้าเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 ปักดำ 9 สิงหาคม 2562

เตือนเรือประมงพื้นบ้านจดทะเบียนภายใน 27 ธ.ค.นี้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402092?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เตือนเรือประมงพื้นบ้านจดทะเบียนภายใน 27 ธ.ค.นี้

วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 17:04 น.
จดทะเบียนเรือประมง
เปิดอ่าน 18 ครั้ง

เตือนเรือประมงพื้นบ้านจดทะเบียนภายใน 27 ธ.ค.นี้ พร้อมตรวจวัดขนาด จัดทำอัตลักษณ์

1 ธันวาคม 2562 กรมประมง ได้ออกประกาศขอให้พี่น้องชาวประมงพื้นบ้านที่มีเรือต่ำกว่าสิบตันกรอส ทั้งที่มีทะเบียนเรือไทย และไม่มีทะเบียนเรือ ไปแจ้งต่อหน่วยงานกรมเจ่าท่า

ทั้งนี้ ณ สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขา พื้นที่จังหวัดชายทะเลที่เรือจอดอยู่เพื่อทำการตรวจวัดขนาด และจัดทำอัตลักษณ์เรือ ภายในวันที่ 16 ธันวาคม 62

ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าของเรือและยังไม่ได้จดทะเบียนเรือไทยให้ยื่นขอหนังสือรับรอง จากกรมประมง เพื่อนำไปประกอบการจดทะเบียนเรือไทยสำหรับเรือประมงพื้นบ้านกับกรมเจ้าท่า ภายหลังการตรวจวัดขนาดและจัดทำอัตลักษณ์เรือ

โดยให้ยื่นขอหนังสือรับรองกับกรมประมงได้ที่ สำนักงานประมงพื้นที่ประมงกรุงเทพมหานคร กรมประมง ในต่างจังหวัดให้ยื่นที่ สำนักงานประมงจังหวัด หรือสำนักงานประมงอำเภอท้องที่ติดทะเล ตั้งแต่วันที่ 2 ถึง 27 ธันวาคม 2562 โดยนำบัตร ประชาชน พร้อม รูปถ่ายเรือ เต็มลำ ด้านซ้าย และด้านขวา อย่างละ 1 ภาพ

กรมประมงได้ขอเน้นย้ำว่าเพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์ ให้เจ้าเรือประมงพื้นบ้านทุกลำต้องไปแจ้งขอตรวจวัดเรือกับหน่วยงานกรมเจ้าท่า ภายในวันที่ 16 ธันวาคม 2562 ส่วนเรือที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเรือต้องมายื่นขอหนังสือรับรองจากกรมประมง ภายใน 27 ธันวาคม 2562 นี้เท่านั้น

เปิดปฏิบัติการทวงคืนแชมป์ข้าวหอมมะลิโลก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402077?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เปิดปฏิบัติการทวงคืนแชมป์ข้าวหอมมะลิโลก

วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 15:51 น.
ศูนย์วิจัยพันธุ์ข้าว,ประภัตร โพธสุธน,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 32 ครั้ง

ประภัตร สั่งศูนย์วิจัยข้าว เร่งโชว์ศักยภาพพัฒนาคุณภาพทวงคืนแชมป์ข้าวหอมมะลิโลก

1 ธันวาคม 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่น กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น

โดยบอกว่า จากกรณีที่ไทยเสียแชมป์ข้าวหอมมะลิโลก ให้กับประเทศเวียดนาม ในการประกวดข้าวโลก 2019 ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ที่ผ่านมานั้น ในวันนี้จึงได้เรียกประชุมหัวหน้าส่วนของศูนย์วิจัยข้าวทุกแห่ง เพื่อร่วมกันวิเคราะห์หาสาเหตุ รวมถึงมีจุดแข็งและจุดเด่นอะไร เบื้องต้นทราบว่า ข้าวหอมมะลิที่ส่งประกวดในครั้งนี้ผู้ที่ส่งข้าวไปทดสอบนั้นไม่ตรงตามสเปคที่ตกลงกันกับกรมการข้าว จึงถือว่าการประกวดครั้งนี้กองประกวดข้าวโลกยังไม่ได้รับข้าวที่ได้มาตรฐานของกรมการข้าวที่ตรงตามสเปค เชื่อว่าคุณภาพของข้าวหอมมะลิไทยไม่ได้ลดลง แต่การเสียแชมป์ในครั้งนี้ส่งผลต่อความรู้สึกของคนไทย เพราะครองแชมป์มาต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี

“จริงๆ เราไม่ได้แพ้ แต่ผู้ที่ส่งข้าวไปนั้นไม่ตรงกับสเปคที่ได้เตรียมไว้ ดังนั้นปีหน้าจึงต้องเอาแชมป์กลับคืนมา โดยได้สั่งการให้ศูนย์วิจัยข้าวในพื้นที่ภาคอีสานไปศึกษาอย่างละเอียดว่าการประกวดมีข้อกำหนดอะไรบ้าง เช่น ความนุ่ม ความเหนียว รสชาติ กลิ่นหอม ตลอดจนวิจัยทุกด้าน ที่สำคัญต้องปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ให้มีความยาวเพิ่มขึ้น ต้องไปวิจัยใหม่ว่าจะทำอย่างไรให้ข้าวหอมมะลิไทยจะคงคุณภาพไว้ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด” นายประภัตร กล่าว

อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นได้ขอให้ศูนย์วิจัยข้าวทุกแห่งตั้งแปลงทดลองปลูกข้าวหอมมะลินอกฤดู และจัดการการปลูก และธาตุอาหารตามเทคโนโยีที่ได้จากแผนงานวิจัยการศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อคุณภาพข้าวหอมมะลิไทย เพื่อทดสอบคุณภาพ ก่อนวันที่ 20 ธค.62  โดยให้รายงานผลทุกสัปดาห์ พร้อมติดตั้งกล้อง cctv เพื่อสังเกตความเปลี่ยนแปลงตลอดการผลิต เพื่อให้ได้ข้าวเหนียวที่ดีที่สุด กลิ่นหอมเก็บได้นาน อีกทั้งให้เป็นแปลงเรียนรู้ให้กับชาวนาและประชาชนทั่วไปสามารถนำไปปฏิบัติได้ สิ่งสำคัญต้องทำให้เพิ่มผลผลิตด้วย ซึ่งโดยเฉลี่ยมีผลผลิต 362 กก./ไร่ จะทำอย่างไรให้ได้ 600 กก.ต่อไร่ ศูนย์วิจัยข้าวต้องไปศึกษาต่อไป

สำหรับคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวในช่วงที่เกิดอุทกภัย จะต้องมีการปรับปรุงพันธุ์ตลอด เนื่องจากสภาพแวดล้อมเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะปีนี้ที่เกิดฝนแล้ง น้ำท่วม ดังนั้นศูนย์คัดเมล็ดพันธุ์ต้องเลือกคัดเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพเท่านั้น มีการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้ ตลอดจนขอความร่วมมือร้านค้าต่างๆ ให้ช่วยกันคัดเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ เพื่อให้ชาวนาได้ใช้เมล็ดพันธุ์ดีนำไปเพาะปลูก ไม่ให้ชาวนาต้องเสียหาย

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่น มีพื้นที่ 261 ไร่ 3 งาน 33 ตารางวา มีวิสัยทัศน์เป็นแหล่งวิจัยและพัฒนาข้าวเหนียวคุณภาพดี เพื่อเพิ่มผลผลิตและรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างยั่นยืน มีเป้าการผลิต ปี 2561 พันธุ์คัด กข6 จำนวน 2.4  ตัน ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 2.4 ตัน พันธุ์หลัก กข6 จำนวน 20 ตัน ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 30 ตัน และเป้าการผลิต ปี 2562 พันธุ์คัด กข6 จำนวน 2 ตัน ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 3 ตัน พันธุ์หลัก กข6 จำนวน 20 ตัน

ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 30 ตัน นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่น มีภารกิจปรับปรุงพันธุ์ข้าว พัฒนาเมล็ดพันธุ์ และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ รับผิดชอบครอบคลุมพื้นที่ จ.ขอนแก่น จ.มหาสารคาม และ จ.กาฬสินธุ์ โดย จ.ขอนแก่น มีพื้นที่นา 2,398,200 ไร่ (ปลูกข้าวเหนียว 1,662,000 ไร่ ข้าวหอมมะลิ 736,200 ไร่) จ.มหาสารคาม มีพื้นที่นา 2,169,899 ไร่ (ปลูกข้าวเหนียว 1,202,708 ไร่ ข้าวหอมมะลิ 967,191 ไร่)

จ.กาฬสินธุ์ มีพื้นที่นา 1,464,187 ไร่ (ปลูกข้าวเหนียว 1,083,266 ไร่ ข้าวหอมมะลิ 380,921 ไร่) รวมพื้นที่ทั้งหมด 6,032,286 ไร่ ศูนย์แห่งนี้มีจุดเด่น คือ การปรับปรุงพันธุ์ที่เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาน้ำฝนและนาชลประทาน ที่ผ่านการรับรองพันธุ์จากกรมการข้าว 5 พันธุ์ คือ กข8 สกลนคร กข12 กข16 และ กข20 ตลอดจน มีการให้บริการเกษตรกรในด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี เช่น ศูนย์บริการวิชาการด้านข้าว ศูนย์บริการชาวนา คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ฯลฯ เป็นต้น

ไทยไฟท์ จับมือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดสถาบัน “สำรับไทย”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402054?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ไทยไฟท์ จับมือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดสถาบัน “สำรับไทย”

วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 14:27 น.
สถาบันสำรับไทย
เปิดอ่าน 47 ครั้ง

ไทยไฟท์ จับมือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดสถาบัน “สำรับไทย” มุ่งสร้างสำรับไทย สู่สำรับโลก ผลักดัน ส่งเสริม เติมศักยภาพ อาหารพื้นถิ่นทั่วไทย  ก้าวไกลสู่สากล      

“สถาบันสำรับไทย” หรือ Sam Rap Thai Institute เป็นสถาบันส่งเสริมวัฒนธรรมอาหารไทยระดับนานาชาติ ก่อตั้งขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างบริษัท ไทยไฟท์ จำกัด กับ “ศูนย์สำรับไทย” สถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2562 โดยมีแนวความคิดการจัดตั้งเพื่อเผยแพร่อาหารไทยถิ่นของไทย และอาหารไทยแบบ “สำรับ” ให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก


“อาหารไทย” ถือว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของประเทศไทย เนื่องด้วยรสชาติที่กลมกล่อมและจัดจ้านทำให้อาหารไทยเป็นอาหารที่รู้จักและมีชื่อเสียงในระดับโลก แต่การศึกษาและต่อยอดอาหารไทยในท้องถิ่น หรือที่อาจเรียกว่าเป็น “ภูมิปัญญาอาหารท้องถิ่น” นั้นยังไม่มีการพัฒนาเท่าที่ควร  หน้าที่หลักของสถาบันสำรับไทย จึงเป็นการรวบรวมข้อมูลวัตถุดิบท้องถิ่น ค้นคว้ากระบวนการสร้างสรรค์อาหาร ตลอดจนการประชาสัมพันธ์อาหารถิ่นให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และเผยแพร่วัฒนธรรมอาหารไทยไปทั่วโลกผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งรายการโทรทัศน์ การจัดประกวดทำอาหาร รวมทั้งการจัดมหกรรมส่งเสริมอาหารไทยถิ่นที่จะจัดขึ้นทั้งในและต่างประเทศตลอดทั้งปี
การต่อยอดก้าวไกลของอาหารไทยเพื่อมุ่งไปสู่ระดับโลก เมื่อ“สถาบันสำรับไทย” เป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทไทยไฟท์ จำกัด( THAI FIGHT ) บริษัทที่มีการจัดทัวร์นาเมนท์มวยไทยระดับโลกมากมาย สร้างชื่อเสียงจุดประกาย สร้างกระแสความนิยมให้มวยไทยแผ่ขยายไปทั่วโลก กับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถาบันวิชาการที่รวบรวมข้อมูลและจัดการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ทำให้ “สถาบันสำรับไทย” มีศักยภาพที่จะเป็นเป็นหน่วยงานกลางในการรวบรวมข้อมูลร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมในการเสนอให้ “สำรับไทย” ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Cultural Heritage) ขององค์การสหประชาชาติ


และเพื่อเผยแพร่กระบวนวิธีการทำอาหารไทยและรักษาไว้ซึ่งแนวทางการทำอาหารไทยถิ่นแบบดั้งเดิม สถาบันสำรับไทยยังมีเจตนารมณ์ที่จัดทำหลักสูตรสอนทำอาหารไทยเพื่อนำเสนอเอกลักษณ์ของความเป็นไทยผ่านรสชาติ “ต้นตำรับ” ของไทยอย่างแท้จริง   ยิ่งไปกว่านั้น “สถาบันสำรับไทย” ยังได้จัดตั้งการมอบรางวัล “สยามจรัส” เพื่อเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดมาตรฐานอาหารถิ่นไทยไปทั่วโลก รางวัล “สยามจรัส” จะเป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่จะการันตีคุณภาพของอาหารถิ่นและร้านอาหารท้องถิ่นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค รางวัล “สยามจรัส” จะเป็นรางวัลระดับโลกที่สร้างแรงจูงใจให้ร้านอาหารตั้งใจรักษาขนบอาหารถิ่นของไทยไว้อย่างยั่งยืน และเป็นการประชาสัมพันธ์อาหารถิ่นไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกอีกด้วย

สถาบันสำรับไทย ยังได้รับการสนับสนุน ส่งเสริม ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน โดยจากการจัดงานแถลงข่าวการจัดตั้งสถาบัน “สำรับไทย” เมื่อวันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2562  ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรมพูลแมน กรุงเทพฯ แกรนด์ สุขุมวิท ได้รับเกียรติจาก คุณอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม  ,คุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการอำนวยการจัดการ แข่งขัน THAI FIGHT, “คุณกฤษน์ ศรีชวาลา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฟิโก้ กรุ๊ป , ศ.สุกัญญา สุจฉายา” ภาคีสมาชิกราชบัณฑิตยสภา ,คุณเดย์ ไทเทเนี่ยม และ “ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์” อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ขึ้นกล่าวถึง “อาหารไทย วัฒนธรรมไทย และความร่วมมือระหว่าง THAI FIGHT กับ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย” นับเป็นการผนึกกำลังของทุกภาคส่วน ที่ร่วมใจ ผลักดัน ส่งเสริม เติมศักยภาพ อาหารพื้นถิ่นทั่วไทย   ส่ง“สำรับไทย” สู่สำรับโลกอย่างแท้จริง

เสียแชมป์‘ข้าวหอมมะลิโลก’! ประภัตรยันไม่ได้แพ้เวียดนาม ประกาศทวงบัลลังก์คืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457513

เสียแชมป์‘ข้าวหอมมะลิโลก’! ประภัตรยันไม่ได้แพ้เวียดนาม ประกาศทวงบัลลังก์คืน

วันอาทิตย์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 14.40 น.

“ประภัตร โพธสุธน” ลุยอีสาน เตรียมพร้อมหนุนปลูกข้าวพันธุ์ดี สั่งศูนย์วิจัยข้าวเร่งโชว์ศักยภาพพัฒนาคุณภาพข้าวไทยทวงคืน “แชมป์ข้าวหอมมะลิโลก” หลังเสียแชมป์ให้เวียดนาม

1 ธันวาคม 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่น กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น ว่า จากกรณีที่ไทยเสียแชมป์ข้าวหอมมะลิโลก ให้กับประเทศเวียดนาม ในการประกวดข้าวโลก 2019 ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ที่ผ่านมานั้น ในวันนี้จึงได้เรียกประชุมหัวหน้าส่วนของศูนย์วิจัยข้าวทุกแห่ง เพื่อร่วมกันวิเคราะห์หาสาเหตุ รวมถึงมีจุดแข็งและจุดเด่นอะไร

เบื้องต้นทราบว่าข้าวหอมมะลิที่ส่งประกวดในครั้งนี้ ผู้ที่ส่งข้าวไปทดสอบนั้นไม่ตรงตามสเปกที่ตกลงกันกับกรมการข้าว จึงถือว่าการประกวดครั้งนี้กองประกวดข้าวโลกยังไม่ได้รับข้าวที่ได้มาตรฐานของกรมการข้าวที่ตรงตามสเปก เชื่อว่าคุณภาพของข้าวหอมมะลิไทยไม่ได้ลดลง แต่การเสียแชมป์ในครั้งนี้ส่งผลต่อความรู้สึกของคนไทย เพราะครองแชมป์มาต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี

“จริงๆ เราไม่ได้แพ้ แต่ผู้ที่ส่งข้าวไปนั้นไม่ตรงกับสเปกที่ได้เตรียมไว้ ดังนั้นปีหน้าจึงต้องเอาแชมป์กลับคืนมา โดยได้สั่งการให้ศูนย์วิจัยข้าวในพื้นที่ภาคอีสานไปศึกษาอย่างละเอียดว่าการประกวดมีข้อกำหนดอะไรบ้าง เช่น ความนุ่มความเหนียว รสชาติ กลิ่นหอม ตลอดจนวิจัยทุกด้าน ที่สำคัญต้องปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ให้มีความยาวเพิ่มขึ้น ต้องไปวิจัยใหม่ว่าจะทำอย่างไรให้ข้าวหอมมะลิไทยจะคงคุณภาพไว้ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด” นายประภัตร กล่าว

นายประภัตร ระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ขอให้ศูนย์วิจัยข้าวทุกแห่งตั้งแปลงทดลองปลูกข้าวหอมมะลินอกฤดู และจัดการการปลูก และธาตุอาหารตามเทคโนโลยีที่ได้จากแผนงานวิจัยการศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อคุณภาพข้าวหอมมะลิไทยเพื่อทดสอบคุณภาพก่อนวันที่ 20 ธันวาคม 2562 โดยให้รายงานผลทุกสัปดาห์ พร้อมติดตั้งกล้อง cctv เพื่อสังเกตความเปลี่ยนแปลงตลอดการผลิต เพื่อให้ได้ข้าวเหนียวที่ดีที่สุด กลิ่นหอมเก็บได้นาน อีกทั้งให้เป็นแปลงเรียนรู้ให้กับชาวนาและประชาชนทั่วไปสามารถนำไปปฏิบัติได้ สิ่งสำคัญต้องทำให้เพิ่มผลผลิตด้วย ซึ่งโดยเฉลี่ยมีผลผลิตไร่ละ 362 กิโลกรัม จะทำอย่างไรให้ได้ไร่ละ 600 กิโลกรัม ศูนย์วิจัยข้าวต้องไปศึกษาต่อไป

สำหรับคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวในช่วงที่เกิดอุทกภัย จะต้องมีการปรับปรุงพันธุ์ตลอด เนื่องจากสภาพแวดล้อมเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะปีนี้ที่เกิดฝนแล้ง น้ำท่วม ดังนั้นศูนย์คัดเมล็ดพันธุ์ต้องเลือกคัดเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพเท่านั้น มีการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้ ตลอดจนขอความร่วมมือร้านค้าต่างๆ ให้ช่วยกันคัดเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพเพื่อให้ชาวนาได้ใช้เมล็ดพันธุ์ดีนำไปเพาะปลูก ไม่ให้ชาวนาต้องเสียหาย

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่น มีพื้นที่ 261 ไร่ 3 งาน 33 ตารางวา มีวิสัยทัศน์เป็นแหล่งวิจัยและพัฒนาข้าวเหนียวคุณภาพดี เพื่อเพิ่มผลผลิตและรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างยั่นยืน มีเป้าการผลิต ปี 2561 พันธุ์คัด กข6 จำนวน 2.4  ตัน ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 2.4 ตัน พันธุ์หลัก กข6 จำนวน 20 ตัน ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 30 ตัน และเป้าการผลิต ปี 2562 พันธุ์คัด กข6 จำนวน 2 ตัน ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 3 ตัน พันธุ์หลัก กข6 จำนวน 20 ตัน ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 30 ตัน

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่น มีภารกิจปรับปรุงพันธุ์ข้าว พัฒนาเมล็ดพันธุ์ และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ รับผิดชอบครอบคลุมพื้นที่ จ.ขอนแก่น จ.มหาสารคาม และ จ.กาฬสินธุ์ โดย จ.ขอนแก่น มีพื้นที่นา 2,398,200 ไร่ (ปลูกข้าวเหนียว 1,662,000 ไร่ ข้าวหอมมะลิ 736,200 ไร่) จ.มหาสารคาม มีพื้นที่นา 2,169,899 ไร่ (ปลูกข้าวเหนียว 1,202,708 ไร่ข้าวหอมมะลิ 967,191 ไร่) และ จ.กาฬสินธุ์ มีพื้นที่นา 1,464,187 ไร่ (ปลูกข้าวเหนียว 1,083,266 ไร่ ข้าวหอมมะลิ380,921 ไร่) รวมพื้นที่ทั้งหมด 6,032,286 ไร่

ศูนย์แห่งนี้มีจุดเด่น คือ การปรับปรุงพันธุ์ที่เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาน้ำฝนและนาชลประทาน ที่ผ่านการรับรองพันธุ์จากกรมการข้าว 5 พันธุ์ คือ กข8 สกลนคร กข12 กข16 และ กข20 ตลอดจน มีการให้บริการเกษตรกรในด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี เช่น ศูนย์บริการวิชาการด้านข้าว ศูนย์บริการชาวนา คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ฯลฯ เป็นต้น