‘จุรินทร์’คิกออฟประกันรายได้มันสำปะหลังปี62/63 ทำ MOU ป้องกันตัดราคาส่งออกตปท.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457493

‘จุรินทร์’คิกออฟประกันรายได้มันสำปะหลังปี62/63 ทำ MOU ป้องกันตัดราคาส่งออกตปท.

วันอาทิตย์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 11.56 น.

1 ธันวาคม 2562 ที่ห้องประชุมทีปังกรรัศมีโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ศูนย์แม่ริม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในการ kick off โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2562/2563 ครั้งที่ 1

โดยนายจุรินทร์ กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลชุดนี้ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ก็ได้เร่งดำเนินนโยบายประกันรายได้เกษตรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ 5 ตัว ได้แก่ ข้าว ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ซึ่งได้เริ่มการโอนเงินส่วนต่างแล้ว สำหรับข้าวโพด ตนได้เป็นประธานในการหารือสามฝ่ายเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา และได้เคาะราคาประกันแล้ว ณ ราคา 8.50 บาท ณ ความชื้น 14.5% และจะนำเข้า ครม. เพื่อขอความเห็นชอบและเริ่มโอนเงินได้ในวันที่ 20 ธันวาคมนี้

สำหรับโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังปี 2562/2563 ที่มีการโอนเงินส่วนต่างครั้งแรกในวันนี้ เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังตามนโยบายรัฐบาล เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ในกรณีราคามันสำปะหลังตกต่ำ และเพื่อเพิ่มรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร หากไม่มีโครงการประกันรายได้ เกษตรกรจะมีรายได้เพียงช่องทางเดียว แต่หากมีโครงการประกันรายได้ เกษตรกรจะมีรายได้อีกช่องทางหนึ่ง จากเงินส่วนต่างระหว่างราคาที่ประกัน กับราคาตลาดอ้างอิง

“โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังนี้จะประกันรายได้หัวมันสำปะหลังสด เชื้อแป้ง 25% ในพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศ ณ หัวมันสดเชื้อแป้ง 25% กก.ละ 2.50 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 100 ตัน โดยคณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ได้มีมติเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 เห็นชอบราคาเกณฑ์กลางอ้างอิง กก.ละ 2.27 บาท โดยมีส่วนต่างราคาที่จะต้องชดเชยให้เกษตรกร กก.ละ 0.23 บาท ซึ่งเกษตรกรจะสามารถได้รับเงินส่วนต่างชดเชยมากที่สุด 23,000 บาท ต่อครัวเรือน ทั้งนี้ มีเกษตรกรที่คาดว่าจะได้รับสิทธิในครั้งนี้ประมาณ 40,000 กว่าครัวเรือน “ นายจุรินทร์กล่าว

นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า เกษตรกรผู้มีสิทธิได้รับเงินส่วนต่างต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกมันสำปะหลัง และแจ้งปริมาณผลผลิตและระยะเวลาเก็บเกี่ยวกับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 เป็นต้นมา และต้องปลูกมันสำปะหลังจริง โดยคาดว่ามีทั้งหมด 470,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ เกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิก็สามารถได้รับเงินส่วนต่างได้ หากขึ้นทะเบียนและปลูกจริง ดังนั้น ขอให้เกษตรกรแจ้งข้อมูลการเพาะปลูกจริง ก็จะสามารถได้รับเงินส่วนต่างได้แน่นอน

นายจุรินทร์ กล่าวด้วยว่า นอกจากมาตรการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังแล้ว รัฐบาลยังดำเนินมาตรการคู่ขนานอื่นๆเพื่อรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลังแบบยั่งยืน โดยรัฐบาลจะพยายามเพิ่มการใช้มันสำปะหลังในประเทศ เช่นการส่งเสริมให้นำมันไปทำพลาสติกชีวภาพ เหมือนในอินเดีย ที่มีนโยบายส่งเสริมพลาสติกชีวภาพ และหลอดดูดพลาสติก ซึ่งอินเดียผลิตไม่ทันกับความต้องการใช้ในประเทศ จึงเป็นโอกาสของไทย จึงขอให้เกษตรกรปลูกมันสำปะหลังที่มีคุณภาพ และรัฐบาลเองก็มีนโยบายในการส่งเสริมพลาสติกชีวภาพในประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มการใช้ในประเทศได้อย่างแน่นอน

“นอกจากนั้น ผมยังได้นำคณะเดินทางไปลงนาม MOU และเจรจาการค้าเพื่อส่งออกมันที่เมืองหนานหนิง ประเทศจีนปริมาณ 2.68 ล้านตัน มูลค่า 18636.2 ล้านบาท และเจรจาขายมันที่เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย 1000 ตัน และเมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี ปริมาณ 150,000 ตัน มูลค่า 690 ล้านบาท โดยอินเดียและตุรกีถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพมาก โดยในตุรกี ผู้ประกอบการต้องเสียภาษีนำเข้าแป้งมันถึง 7-9% ซึ่งขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าเจรจา FTA ระหว่างไทยและตุรกีให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อลดภาษีนำเข้าแป้งมันให้เหลือ 0% ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์พยายามทำ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อรักษาเสถียรภาพราคามัน และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร “ นายจุรินทร์กล่าว

นายจุรินทร์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ในช่วงที่ราคามันตกต่ำ รัฐบาลมีมาตรการเสริมในการชะลอการขายมัน โดย ครม ได้เห็นชอบให้ ธกส ให้สินเชื่อเกษตรกรกู้ดอกเบี้ยต่ำรายละไม่เกิน 230,000 บาท วงเงิน 1,500 ล้านบาท โดยรัฐจะช่วยจ่ายภาระดอกเบี้ย 3% เพื่อให้เกษตรกรเก็บผลผลิตหัวมันไว้ และปล่อยขายเมื่อราคามันเพิ่มสูงขึ้น และรัฐบาลยังมีมาตรการให้การซื้อขายมันที่ลานมันมีความยุติธรรม เนื่องจากการนำมันไปขายมักจะมักเศษดินติดไปด้วย จึงมักจะมีข้อพิพาทระหว่างลานมันกับเกษตรกรถึงน้ำหนักของดิน ต่อไปนี้จะให้มีการติดตั้งเครื่องร่อนมัน โดยกระทรวงพาณิชย์จะช่วยเรื่องเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและชดเชยภาระดอกเบี้ย รวมทั้งการให้ใช้เครื่องชั่งและเครื่องวัดเชื้อแป้งที่ผ่านมาตรฐานของกรมการค้าภายใน

สำหรับการแก้ไขปัญหาโรคใบด่าง รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณ 248 ล้านบาท ในการเร่งกำจัดโรคใบด่างที่เกิดจากแมลงหวี่ขาว และการจ่ายเงินชดเชยให้กับเกษตรกรในการทำลายหัวมันที่ติดโรค โดยครอบคลุมทั้งแปลงที่มีกรรมสิทธิ์และที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ รวมทั้งการควบคุมการเคลื่อนย้ายหัวมัน เพื่อขจัดโรคใบด่างให้หายไปทั้งหมด

นายจุรินทร์กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากการเริ่มโอนเงินส่วนต่างมันสำปะหลังเป็นครั้งแรกแล้ว วันนี้ยังมีกิจกรรมการลงนาม MOU ระหว่างสมาคมภาคเอกชน 4 สมาคม ได้แก่ สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังไทย และสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันลำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อร่วมมือกันไม่ให้เกิดการตัดราคาสำหรับการส่งออกมันไปยังต่างประเทศ เพื่อไม่ให้ราคามันตกต่ำ และส่งผลมายังเกษตรกร และจะร่วมกันทำราคาส่งออกแนะนำ เพื่อให้เกษตรกรสามารถขายหัวมันได้ที่ราคาที่ดีขึ้น โดยหลังจากนี้ จะมีการประชุมทั้ง 4 สมาคม และกรมการค้าต่างประเทศทุกเดือนเพื่อผลักดันและติดตามโครงการนี้

สำหรับข้าว กระทรวงพาณิชย์จะนำมาตรการเสริมเพื่อไม่ให้ข้าวราคาตกต่ำ ได้แก่มาตรการลดต้นทุนการผลิต ช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพ และมาตรการชะลอการขายข้าว เข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุม นบข และรัฐบาลจะจ่ายเงินส่วนต่างการประกันรายได้ชาวนาเร็วขึ้น จากวันที่ 15 ธันวาคม เป็นวันที่ 7 ธันวาคม นี้

“ผมขอแสดงความยินดีกับเกษตรกรทุกคนที่จะได้รับเงินส่วนต่างการประกันรายได้ และขอชื่นชมกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่ตั้งใจทำงานมาโดยตลอดเพื่อพี่น้องเกษตรกร และขอให้เกษตรกรทุกท่านได้สบายใจได้ว่านโยบายประกันรายได้นี้จะยังคงดำเนินต่อไปตลอดช่วงอายุรัฐบาลนี้ ” นายจุรินทร์กล่าวทิ้งท้าย

ย้ำทำเพื่อประโยชน์ชาติ! โฆษกภท.ยันปมยืดแบนสารพิษ ไร้ขัดแย้งพรรคร่วมรัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457491

ย้ำทำเพื่อประโยชน์ชาติ! โฆษกภท.ยันปมยืดแบนสารพิษ ไร้ขัดแย้งพรรคร่วมรัฐบาล

วันอาทิตย์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 11.42 น.

‘โฆษกภท.’ ยันปมยืดแบนสารพิษ ‘อนุทิน-มนัญญา’ เดินหน้าสุดซอยแล้ว การันตีไร้ขัดแย้งพรรคร่วมรัฐบาล ย้ำทำงานเพื่อประโยชน์ชาติ 

 1 ธันวาคม 2562 พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีมติการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธานฯ เมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งผลที่ประชุมให้เลื่อนการแบน 3 สารเคมีอันตรายทางการเกษตร ได้แก่ ไกลโฟเซต พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ออกไปว่า พรรคภูมิใจไทย

โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข มีนโยบายชัดเจน คือเราเห็นสุขภาพประชาชนสำคัญที่สุด จึงมีนโยบายที่จะต้องเลิกใช้ 3 สารเคมีดังกล่าว พรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีผลประโยชน์อื่นใดในทางมิชอบอย่างแน่นอน มีผลประโยชน์อย่างเดียวที่จะได้ คือสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนและพี่น้องเกษตรกร ที่หากเลิกใช้สารเคมีดังกล่าวก็จะเป็นผลดีต่อสุขภาพ

“การที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มีท่านสุริยะ เป็นประธานฯ ได้มีมติยังไม่แบน 3 สารเคมีอันตราย ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของเขา เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง ไม่ได้ทำให้เกิดความขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาลแน่นอน เพียงแต่ว่าจุดยืนท่านอนุทิน ในฐานะที่เป็นเจ้ากระทรวงสาธารณสุข ชัดเจนว่าอะไรที่เป็นปัญหาต่อสุขภาพ ต่อชีวิตประชาชน เราเห็นชอบด้วยไม่ได้ ท่านอนุทิน รวมถึงรัฐมนตรีมนัญญา ไทยเศรษฐ์ ในฐานะรมช.เกษตรฯ ที่กำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร ก็ได้ทำเต็มที่ ช่วยกันผลักดันเรียกว่าสุดซอยแล้ว เพื่อปกป้องสุขภาพรักษาชีวิตพี่น้องประชาชน แต่ทั้งหมดมันมีกระบวนการที่เป็นไปตามกฎหมายอยู่ก็ไม่เป็นไร หลังจากนี้ท่านอนุทิน ก็จะได้เดินหน้าเพื่อรักษาป้องกันสุขภาพประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้สารเคมีเหล่านี้ต่อไป” พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าว

โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ในส่วนรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ยังคงเดินหน้าทำงานในส่วนรับผิดชอบเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ พี่น้องประชาชนต่อไป ไม่ว่าจะเป็นนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ที่ได้ยืนยันชัดเจนว่าพบพิรุธ 9 ข้อ หลังจากได้ตั้งคณะกรรมการศึกษากรณีการจ่ายค่าชดเชยให้บริษัทโฮปเวลล์ ซึ่งจะได้นำข้อมูลใหม่ที่ได้ฟ้องต่อศาล เพื่อให้สัญญาเดิมเป็นโมฆะ เพื่อที่จะไม่ต้องจ่ายค่าโง่จำนวน 2.4 หมื่นล้าน

“ยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวเราตั้งใจทำเพื่อรักษาประโยชน์ชาติ รักษาเงินแผ่นดินที่เป็นภาษีของพี่น้องประชาชน อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เราจะดำเนินการยอย่างรอบคอบที่สุด เพราะเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายและงบประมาณจำนวนมาก“ พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าว

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าวว่า ในส่วนของงานด้านเศรษฐกิจ โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นรัฐมนตรีว่าการนั้น ที่ผ่านมามีแนวทางกระตุ้นการท่องเที่ยวที่จะส่งผลดึงเม็ดเงินเข้าประเทศมาโดยตลอด เช่น โครงการที่ ก.ท่องเที่ยวฯ จับมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) การกีฬาแห่งประเทศไทย ก.สาธารณสุข กรุงเทพมหานคร และไทยแลนด์ไตรลีก ในการจัดแข่งขันวิ่งมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยว “วิ่งผ่าเมืองครั้งที่ 3 ประจำปี 63” ในชื่อ “อะเมซิ่งไทยแลนด์มาราธอนแบงค็อก 2020 พรีเซ็นต์บายโตโยต้า” คาดว่าจะมีนักวิ่งทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติร่วมแข่งขันกว่า 30,000 คน สร้างรายได้มากกว่า 900 ล้านบาท ซึ่งนอกจากกระตุ้นการท่องเที่ยวแล้วยังมีผลดีต่อเศรษฐกิจอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่าง ททท. กับ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยังยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ตามนโยบายของ ก.ท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งมุ่งเน้นในเรื่อง การยกระดับความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว (Safe) ส่งเสริมความสะอาดในแหล่งท่องเที่ยว (Clean) ส่งเสริมความเป็นธรรมในการท่องเที่ยว(Fair) และส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและรักษ์สิ่งแวดล้อม (Sustainability) ส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community Based Tourism) เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน ทั้งหมดจะเป็นปัจจัยที่ทำให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

จุรินทร์ เปิดประเดิมจ่ายส่วนต่างเกษตรกรมันสำปะหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402024?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

จุรินทร์ เปิดประเดิมจ่ายส่วนต่างเกษตรกรมันสำปะหลัง

วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 11:08 น.
จุรินทร์,เปิดประเดิม,จ่ายส่วนต่าง,เกษตรกร,มันสำปะหลัง
เปิดอ่าน 17 ครั้ง

“จุรินทร์” เปิดประเดิม “จ่ายส่วนต่างเกษตรกรมันสำปะหลัง” ชาวบ้าน โลละ 2.50 รายละไม่เกิน 30 ไร่

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2562 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เดินทางมาเป็นประธานการ Kick Off โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2562/2563 ครั้งที่ 1 ณ ห้องประชุมทีปังกรรัศมีโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ศูนย์แม่ริม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

โดยนายจุรินทร์ กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลชุดนี้ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ก็ได้เร่งดำเนินนโยบายประกันรายได้เกษตรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ 5 ตัว ได้แก่ ข้าว ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ซึ่งได้เริ่มการโอนเงินส่วนต่างแล้ว สำหรับข้าวโพดนั้นก็ได้ไปเป็นประธานในการหารือสามฝ่ายเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา และเคาะราคาประกันแล้ว ณ ราคา 8.50 บาท ที่ความชื้น 14.5% และจะนำเข้า ครม. เพื่อขอความเห็นชอบและเริ่มโอนเงินได้ในวันที่ 20 ธันวาคมนี้

สำหรับโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังปี 2562/2563 ที่มีการโอนเงินส่วนต่างครั้งแรกในวันนี้ เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังตามนโยบายรัฐบาล เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ในกรณีราคามันสำปะหลังตกต่ำ และเพื่อเพิ่มรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร หากไม่มีโครงการประกันรายได้ เกษตรกรจะมีรายได้เพียงช่องทางเดียว แต่หากมีโครงการประกันรายได้ เกษตรกรจะมีรายได้อีกช่องทางหนึ่ง จากเงินส่วนต่างระหว่างราคาที่ประกัน กับราคาตลาดอ้างอิง

โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังนี้จะประกันรายได้หัวมันสำปะหลังสด เชื้อแป้ง 25% ในพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศ ณ หัวมันสดเชื้อแป้ง 25% กก.ละ 2.50 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 100 ตัน โดยคณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ได้มีมติเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 เห็นชอบราคาเกณฑ์กลางอ้างอิง กก.ละ 2.27 บาท โดยมีส่วนต่างราคาที่จะต้องชดเชยให้เกษตรกร กก.ละ 0.23 บาท ซึ่งเกษตรกรจะสามารถได้รับเงินส่วนต่างชดเชยมากที่สุด 23,000 บาท ต่อครัวเรือน ทั้งนี้ มีเกษตรกรที่คาดว่าจะได้รับสิทธิ์ในครั้งนี้ประมาณ 40,000 กว่าครัวเรือน

เกษตรกรผู้มีสิทธิได้รับเงินส่วนต่างต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกมันสำปะหลังและแจ้งปริมาณผลผลิตและระยะเวลาเก็บเกี่ยวกับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 เป็นต้นมา และต้องปลูกมันสำปะหลังจริง โดยคาดว่ามีทั้งหมด 470,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ เกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ก็สามารถได้รับเงินส่วนต่างได้ หากขึ้นทะเบียนและปลูกจริง ดังนั้น ขอให้เกษตรกรแจ้งข้อมูลการเพาะปลูกจริง ก็จะสามารถได้รับเงินส่วนต่างได้แน่นอน

นายจุรินทร์ กล่าวด้วยว่า นอกจากมาตรการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังแล้ว รัฐบาลยังดำเนินมาตรการคู่ขนานอื่นๆเพื่อรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลังแบบยั่งยืน โดยรัฐบาลจะพยายามเพิ่มการใช้มันสำปะหลังในประเทศ เช่นการส่งเสริมให้นำมันไปทำพลาสติกชีวภาพ เหมือนในอินเดีย ที่มีนโยบายส่งเสริมพลาสติกชีวภาพ และห้ามใช้ถุงพลาสติก และหลอดดูดพลาสติก ซึ่งอินเดียผลิตไม่ทันกับความต้องการใช้ในประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสของไทย จึงขอให้เกษตรกรปลูกมันสำปะหลังที่มีคุณภาพ และรัฐบาลเองก็มีนโยบายในการส่งเสริมพลาสติกชีวภาพในประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มการใช้ในประเทศได้อย่างแน่นอน

สำหรับในช่วงที่ราคามันสำปะหลังตกต่ำ รัฐบาลมีมาตรการเสริมในการชะลอการขาย โดย ครม. ได้เห็นชอบให้ ธกส. ปล่อยสินเชื่อเกษตรกรกู้ดอกเบี้ยต่ำรายละไม่เกิน 230,000 บาท วงเงิน 1,500 ล้านบาท โดยรัฐจะช่วยจ่ายภาระดอกเบี้ย 3% เพื่อให้เกษตรกรเก็บผลผลิตหัวมันไว้ และปล่อยขายเมื่อราคามันเพิ่มสูงขึ้น และรัฐบาลยังมีมาตรการให้การซื้อขายมันที่ลานมันมีความยุติธรรม เนื่องจากการนำมันไปขายมักจะมักเศษดินติดไปด้วย จึงมักจะมีข้อพิพาทระหว่างลานมันกับเกษตรกรถึงน้ำหนักของดิน ต่อไปนี้จะให้มีการติดตั้งเครื่องร่อนมัน โดยกระทรวงพาณิชย์จะช่วยเรื่องเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและชดเชยภาระดอกเบี้ย รวมทั้งการให้ใช้เครื่องชั่งและเครื่องวัดเชื้อแป้งที่ผ่านมาตรฐานของกรมการค้าภายใน

นายจุรินทร์ กล่าว อีกว่า นอกจากการเริ่มโอนเงินส่วนต่างมันสำปะหลังเป็นครั้งแรกแล้ว วันนี้ยังมีกิจกรรมการลงนาม MOU ระหว่างสมาคมภาคเอกชน 4 สมาคม ได้แก่ สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังไทย และสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันลำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อร่วมมือกันไม่ให้เกิดการตัดราคาสำหรับการส่งออกมันไปยังต่างประเทศ เพื่อไม่ให้ราคามันตกต่ำ และส่งผลมายังเกษตรกร และจะร่วมกันทำราคาส่งออกแนะนำ เพื่อให้เกษตรกรสามารถขายหัวมันได้ที่ราคาที่ดีขึ้น โดยหลังจากนี้ จะมีการประชุมทั้ง 4 สมาคม และกรมการค้าต่างประเทศทุกเดือนเพื่อผลักดันและติดตามโครงการนี้

สำหรับข้าว กระทรวงพาณิชย์จะนำมาตรการเสริมเพื่อไม่ให้ข้าวราคาตกต่ำ ได้แก่มาตรการลดต้นทุนการผลิต ช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพ และมาตรการชะลอการขายข้าว เข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุม นบข. และรัฐบาลจะจ่ายเงินส่วนต่างการประกันรายได้ชาวนาเร็วขึ้น จากวันที่ 15 ธ.ค. เป็นวันที่ 7 ธ.ค. นี้

“ผมขอแสดงความยินดีกับเกษตรกรทุกคนที่จะได้รับเงินส่วนต่างการประกันรายได้ และขอชื่นชมกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่ตั้งใจทำงานมาโดยตลอดเพื่อพี่น้องเกษตรกร และขอให้เกษตรกรทุกท่านได้สบายใจได้ว่านโยบายประกันรายได้นี้จะยังคงดำเนินต่อไปตลอดช่วงอายุรัฐบาลนี้” นายจุรินทร์ กล่าว

“บัลลังก์โมเดล”ต้นแบบชุมชนเกษตรกรปลูกข้าวโพดยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402010?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“บัลลังก์โมเดล”ต้นแบบชุมชนเกษตรกรปลูกข้าวโพดยั่งยืน

วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 10:03 น.
บัลลังก์โมเดล
เปิดอ่าน 24 ครั้ง

“บัลลังก์โมเดล”ต้นแบบชุมชนเกษตรกรปลูกข้าวโพดยั่งยืน

ซีพี โชว์  โครงการ เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน “บัลลังก์โมเดล” ต้นแบบ การยกระดับศักยภาพกลุ่มเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ตำบลบัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา นำความรู้และเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยั่งยืน ผลผลิตเพิ่มและคุณภาพตรงตามความต้องการตลาด ช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคง แก้ปัญหาความยากจนและการบุกรุกพื้นที่ป่า

   ร้อยตรีฐนนท์ธรณ์ กวีกิจรัตนา นายกเทศบาลตำบลบัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา กล่าวว่า จากการที่เทศบาลตำบลบัลลังก์ร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐ  และ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้กับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ  ดำเนินโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” ในรูปแบบ บัลลังก์โมเดล อย่างต่อเนื่องถึงปีนี้ เป็นปีที่ 4 มีเกษตรกรรายย่อยเข้าร่วมโครงการ 814 ครอบครัว  ครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รวม 18,000 ไร่  เทียบกับปีแรก 2559 ที่มีเกษตรกรเข้าร่วม 184 คน พื้นที่ปลูก 4,700 ไร่ สะท้อนให้เห็นว่า ชาวบ้านมีความเชื่อมั่น โครงการ “บัลลังก์โมเดล”  และมีเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาขอศึกษารูปแบบเพื่อนำไปขยายผลต่อเนื่อง

“ผลลัพธ์ที่ได้รับจาก “บัลลังก์โมเดล” มากกว่าช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่และลดต้นทุนการผลิต เกษตรกรมีความรู้และมีเทคโนโลยีช่วยยกระดับผลผลิตให้มีคุณภาพสูงขึ้นช่วยให้ขายได้ราคา  ขณะเดียวกันสามารถรับมือกับความเสี่ยง ทั้งภัยแล้งและโรคระบาดได้ สุขภาพของคนในชุมชนดีขึ้น และลดผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมลงได้จากการเลิกเผาตอซัง”นายกเทศบาลตำบลบัลลังก์กล่าว

ด้านนายวรพจน์ สุรัตวิศิษฏ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า ตลอดระยะ 4 ปีของการดำเนินโครงการ “บัลลังก์โมเดล” บริษัทฯ ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร พร้อมกับสนับสนุน เครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยยกระดับการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ บริษัทฯ ได้นำแอพพลิเคชั่น มาช่วยในการบริหารจัดการการเก็บเกี่ยวและขนส่งร่วมกันแก่เกษตรกรในพื้นที่ตำบลบัลลังก์และใกล้เคียง เน้นการใช้รถเกี่ยวและรถขนส่งในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ระหว่างคนในชุมชน พร้อมส่งเสริมการใช้โดยบวกเงินรับซื้อผลผลิตเพิ่มอีก 10 สตางค์ต่อกิโลกรัมจากการใช้แอพพลิเคชั่นและนำผลผลิตมาขายให้โรงอาหารสัตว์ซีพีเอฟโดยตรง

“การนำเทคโนโลยีมาใช้จะช่วยให้บริษัทสามารถตรวจสอบย้อนกลับพื้นที่ปลูกของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้แม่นยำขึ้น ช่วยสนับสนุน เป้าหมายสูงสุดของโครงการ ที่ต้องการพัฒนามาตรฐานการปลูกข้าวโพดของเกษตรกรไทย สร้างรายได้ที่มั่นคง นำไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนและวัฏจักรหนี้สิน รวมทั้งสนับสนุนนโยบายการไม่รับซื้อข้าวโพดจากพื้นที่ผิดกฎหมายหรือรุกป่า ตามแนวทางการจัดหาที่ยั่งยืนของซีพีเอฟ” นายวรพจน์กล่าว

    “บัลลังก์โมเดล” นับเป็นแห่งแรกของประเทศไทย ที่มีการผนึกพลังภาครัฐ  เกษตรกร และเอกชน ช่วยยกระดับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรรายย่อยแบบครบวงจร ตั้งแต่การปลูกจนถึงมีตลาดรองรับ มีการบริหารจัดการแบบแปลงใหญ่ โดยเป็นโครงการที่ต่อยอดจาก โครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” ที่ริเริ่มตั้งแต่ปี 2557 เพื่อฝึกอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรปลูกข้าวโพด รู้จักการวิเคราะห์ดินด้วยตนเอง นำไปสู่การใช้ปุ๋ยและจัดการพื้นที่ปลูกที่ถูกต้อง ผลผลิตเพิ่ม ต้นทุนลด และ ไม่เผาตอซัง จนถึงปัจจุบัน มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ เข้ารับการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีแล้ว  9,449 คน รวมพื้นที่เพาะปลูก 239,921 ไร่ ใน 20 จังหวัดทั่วประเทศ

“ดิฟเฟนบาเกีย” เพิ่มทางเลือกให้วงการไม้ประดับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401998?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“ดิฟเฟนบาเกีย” เพิ่มทางเลือกให้วงการไม้ประดับ

วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 09:23 น.
ไม้ใบทำเงิน
เปิดอ่าน 50 ครั้ง

คอลัมน์ –  ไม้ใบทำเงิน โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล  udomgarden1@gmail.com 

คราวทีี่แล้วพูดถึงการปลูกเลี้ยง“ดิฟเฟนบาเกีย(Dieffenbachia)”ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในหมู่นักปลูกเลี้ยงว่า เป็นพืชที่ปลูกเลี่้ยงง่าย ทนทานต่อสภาพแวดล้อมต่างๆได้ดี  ที่สำคัญคือไม่มีแมลงศัตรูพืชรบกวนหรือเข้าทำลาย  จึงทำให้ไม้ชนิดนี้มักไม่ค่อยมีร่องรอยการทำลายจากสัตว์และแมลงศัตรูพืชอื่นใดเลย

อาทิตย์นี้มาว่ากันต่อถึงประโยชน์ของพืชชนิดนี้ที่ไม่ใช่แค่ไม้ประดับเพียงอย่างเดียวแต่ยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย และหลายครั้งที่มีการกล่าวถึง“ดิฟเฟนบาเกีย(Dieffenbachia)” ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะนึกถึงไม้ประดับที่มีเรื่องราวอันแสนยาวนาน ที่แม้จะมองทุกๆครั้งก็คงจดจำและเทียบเคียงไปถึงต้น“สาวน้อยประแป้ง”จนกระทั่งบางครั้งก็มักเหมารวมให้ไม้ที่อยู่ในสกุลนี้และมีรูปร่างคล้ายกัน ถูกยกให้เป็นไม้ที่มีชื่อจำง่ายๆนี้ไปโดยปริยาย

แต่ในระบบการผลิตและในระบบการจำหน่ายต้นสู่ตลาดก็คงยังมีชนิดพันธุ์อยู่อีกหลากหลายและแตกต่างกันไป จนบางครั้งอาจไม่มีความคล้ายกับชนิดพันธุ์ที่มีการรู้จักกันดีอยู่แล้วชนิดดังกล่าวนั้นเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ขนาด ลักษณะทางกายภาพอื่นๆรวมถึงลวดลายและสีสันที่แปลกตาออกไปจากชนิดพันธุ์ที่พบเห็นแต่เดิมไปมากเลยทีเดียว

ไม้ในสกุลนี้ทุก ๆ ชนิดแม้จะมีมิติทางความต่างที่บางครั้งจะดูคล้ายกับไม้ในสกุล”เขียวหมื่นปี(Aglonema)”ไปบ้าง แต่ด้วยเอกลักษณ์ที่มีอยู่แบบเฉพาะตัวก็ทำให้การจำแนกไม้ทุกชนิดพันธุ์ในกลุ่มนี้ไม่มีข้อต้องกังขาถึงลักษณะที่ดูคล้ายอย่างใกล้เคียงกัน ด้วยความรู้และความเข้าใจที่ต่อเชื่อมเป็นประสบการณ์ จนเป็นข้อสังเกตในการจดจำถึงความต่าง

ทั้งสรีระโดยรวม ลักษณะลำต้น ก้านใบและดอก ไปจนถึงลวดลายที่ปรากฏที่เห็นได้อย่างชัดเจน อันจะให้เข้าใจลงไปถึงรายละเอียด รวมถึงส่วนปลีกย่อยลึกลงไปอย่างน้ำยางของดิฟเฟนบาเกียที่มีกลิ่นเฉพาะตัวที่เกิดจากภายหลังการตัดชิ้นส่วนอวัยวะต่างๆก็สามารถรับรู้ได้ทุกครั้งไป

แต่สำหรับเกษตรกรผู้ผลิตที่มีทักษะความรู้และมีความชำนาญโดยตรง เพียงแค่การพบเห็นครั้งแรกก็สามารถจำแนกได้ทันที ทั้งที่ชนิดพันธุ์ที่พบเห็นอาจแตกต่างไปจากพันธุ์ที่มีอยู่เดิมและพบเห็นได้บ่อยครั้งก็ตาม

ความต่างของไม้ชนิดนี้เมื่อเทียบกับไม้ชนิดอื่นที่มีอยู่ได้กลายเป็นอีกโอกาสที่พร้อมจะเป็นการเพิ่มช่องทางการผลิตเพื่อจำหน่าย ที่มีความแตกต่างบนความคล้ายกับพืชสกุลอื่น อันมีความหลากหลายที่ต่างออกไปให้ได้เข้าถึงอีกโอกาสที่พร้อมกัน ในการที่จะเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมในรายละเอียดที่มีข้อปลีกย่อยลงไปให้เกิดการลงตัวและพอดีต่อการใช้งานในรูปลักษณ์แบบนี้

นอกจากนั้นยังมีรูปแบบการใช้ที่หลากหลายออกไป ซึ่งถูกปรับเปลี่ยนจากการใช้ในภาพเดิมๆโดยเป็นอีกโอกาสทางเลือกให้กับวงการจัดตกแต่งเลยทีเดียว !

คิกออฟ เปิดจุดรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 63

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401976?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

คิกออฟ เปิดจุดรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 63

วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 00:11 น.
ประภัตร,ข้าวหอม,ศูนย์วิจัยข้าว,ข้าวหอมมะลิ
เปิดอ่าน 53 ครั้ง

กระทรวงเกษตรฯ Kickoff เปิดจุดรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 63 ประภัตร ยันมีพันธุ์ข้าวเพียงพอแจกชาวนา

1 พฤศจิกายน 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดจุดรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวประจำปี 2563 ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนคร อ.พังโคน จ.สกลนคร

โดยกล่าวว่า กรมการข้าว เป็นหน่วยงานหลักในการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว คุณภาพดีของประเทศไทย ที่มีพื้นที่ปลูกข้าวทั้งฤดูนาปีและนาปรังกว่า 70 ล้านไร่ โดยมีปริมาณความต้องการเมล็ดพันธุ์ ประมาณ 1 ล้านตันเศษต่อปี สำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2562/63 เพื่อใช้เพาะปลูก ปี 2563/64  กรมการข้าวจะมีปริมาณเมล็ดพันธุ์รวมทั้งสิ้น 110,000 ตัน

ทั้งนี้ประกอบด้วย 1. เมล็ดพันธุ์คงคลังในสต๊อก จำนวน 13,000 ตัน 2. เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้ในฤดูฝน ปี 2562 (นาปี) จำนวน 58,000 ตัน (จะได้ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2562 – มี.ค. 2563) 3. เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้จากฤดูแล้ง 2563 (นาปรัง) จำนวน 26,000 ตัน (จะได้ตั้งแต่เดือนมี.ค. – พ.ค. 2563)

4. ปริมาณเมล็ดพันธุ์ข้าวที่กรมการข้าวรับซื้อจากแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ของศูนย์ข้าวชุมชนและเกษตรกรนาแปลงใหญ่ แล้วนำมาปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ภายในศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรตามโครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวฯ จำนวน 13,000 ตัน

เป้าหมายการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวในปีต่อไป รัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายที่จะเพิ่มศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้เพียงพอกับความต้องการซื้อของชาวนา กรมการข้าว โดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีทั่วประเทศ 29 แห่ง ได้มีการประชุมร่วมกันเพื่อวางแผนให้สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้ 260,000 ตัน ภายในปี 2565

โดยแบ่งเป้าหมายการผลิตออกเป็น 3 ปี คือ ปี 2563  เป้าหมาย 150,000 ตัน แบ่งเป็น ข้าวหอมมะลิ 50,000 ตัน ข้าวขาว 70,000 ตัน ข้าวเหนียว 15,000 ตัน และข้าวหอมปทุม 15,000 ส่วนในปี 2564  เป้าหมาย 200,000 ตัน และปี 2565  เป้าหมาย  260,000  ตัน ซึ่งจะทำให้ชาวนา1,062,500 ครัวเรือน ได้ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีราคาถูก สามารถนำไปเพาะปลูกในพื้นที่ 17 ล้านไร่

ผลผลิตมีปริมาณและคุณภาพข้าวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 10 จากไร่ละ 476 กก. เป็นไร่ละ 523 กก. คิดเป็นผลผลิตข้าวส่วนที่เพิ่มขึ้นปริมาณ 799,000 ตันมูลค่า 7,990 ล้านบาท เชื่อมั่นว่าในอีก 3 เดือน จะผลิตได้ครบเพื่อแจกให้กับเกษตกรรได้ทันในช่วงฤดูนาปี โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ

นายประภัตร กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) แสดงความเป็นห่วงเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในภาคอิสานที่ประสบปัญหาอุทกภัยในช่วงที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งหาเมล็ดพันธุ์ข้าวแจกจ่ายให้เกษตรกรเพาะปลูกให้เพียงพอกับความต้องการ

การดำเนินงานที่ผ่านมาได้มีการเรียกประชุมศูนย์ข้าวทั่วประเทศ เพื่อวางแนวทางในการเพิ่มศักยภาพการผลิต และสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในการวางเป้าหมายการผลิตในปีต่อไป มั่นใจว่าจะผลิตได้เพียงพอเพื่อนำมาแจกให้เกษตกรชาวนาที่ประสบภัยเสียหายกว่า 6 ล้านกว่าไร่ อีกทั้งยังเปิดโอกาสรับซื้อเมล็ดพันธุ์จากผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ และสมาชิกสหกรณ์การเกษตร เพื่อป้องกันไม่ให้เกษตรกรได้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ไม่ดี ซึ่งส่งผลกระทบให้เมื่อปลูกไป 2 เดือนเมล็ดข้าวจะแดง ดีด เด้ง เกิดจากข้าวคุณภาพต่ำ

รมช. เกษตรฯ กล่าวถึงกรณีผลการประกวดข้าวโลก 2019 ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ โดยข้าวพันธุ์ST24 ของเวียดนามชนะการประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลก ส่วนข้าวหอมมะลิจากไทยเป็นอันดับ 2 โดยไทยเสียแชมป์ต่อเนื่องมาแล้ว 2 ปี ว่า ได้สั่งการให้กรมการข้าว โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาข้าว ทุกแห่งเร่งศึกษาวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวเพื่อให้มีคุณภาพ ครองใจผู้บริโภค และตรงตามข้อกำหนดในการประกวด

อาทิ ความสวยงาม เมล็ดมีความยาว นุ่ม มีกลิ่นหอมเป็นต้น ในการนี้จึงได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อตั้งเป็นเงินรางวัลให้กำลังใจในการทำงานกับศูนย์วิจัยข้าวทั้ง 28 แห่ง ให้ไปช่วยกันหาวิธีการที่จะทำอย่างไรให้ข้าวไทยกลับมาครองแชมป์ข้าวโลกได้ในปีหน้า ที่สำคัญคือต้องเป็นสายพันธุ์ที่ใช้น้ำน้อยและให้ผลผลิตสูง

รมช.เกษตรฯ ได้พบปะเกษตรกรเพื่อรับฟังปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ พร้อมทั้งเยี่ยมชมกระบวนการผลิตกระบวนการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ในห้องปฏิบัติการ และกระบวนการปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวก่อนเดินทางไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านช้างมิ่ง ต.ช้างมิ่ง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ซึ่งได้ดำเนินการจัดทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวร่วมกับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนครอย่างต่อเนื่อง

สามารถจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวคืนให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทุกฤดู ส่งผลให้สมาชิกมีอาชีพที่มั่นคงและเป็นที่ยอมรับของชุมชน ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 51 คนประสบผลสำเร็จในการจัดทำแปลงขยายพันธุ์ข้าวระหว่าง ฤดูฝน ปี 2560 ถึง ฤดูฝน ปี 2562 สามารถจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวคืนให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนคร รวม 606.375 ตัน คิดเป็นร้อยละ 168.63 ของเป้าหมายซื้อคืน

จากนั้นเดินทางไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปข้าวฮางงอก ต.ฮางโฮง อ.เมือง จ.สกลนคร ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรและเกษตรกรคนรุ่นใหม่ผู้ปลูกข้าวอินทรีย์โดยการแปรรูปข้าว เป็นข้าวฮางงอก มีการรวบรวมผลผลิตของสมาชิกเพื่อจำหน่ายไปยังประเทศสิงค์โปรและจีน ถึง 70% เป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรทำให้เกิดรายได้แก่สมาชิกและเครือข่าย ตลอดจนเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการแปรรูปผลผลิตการเกษตรที่ครบวงจร โดยมีผลิตภัณฑ์ อาทิ ข้าวฮางงอกมะลิ 105 ข้าวฮางงอกมันปูข้าวฮางงอกหอมนิล ข้าวฮางงอกไรซ์เบอรี่ ข้าวกล้องทุกชนิด และข้าวขัดขาว มะลิ 105 , กข6 เป็นต้น

นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า กระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของกรมการข้าวนั้นประกอบไปด้วยขั้นตอนการผลิตเมล็ดพันธุ์ในแปลงนาของเกษตรกรกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว  การจัดซื้อคืนจากแปลงขยายพันธุ์  การปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์  การเก็บรักษา  และการจัดจำหน่าย

โดยมีกระบวนการตรวจสอบเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อให้องค์ประกอบในด้านกายภาพ ได้แก่ ความชื้น ความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์  และข้าวแดง รวมทั้งองค์ประกอบความมีชีวิตด้านความงอกของเมล็ดพันธุ์หลังกระบวนการปรับปรุงสถาพและก่อนจำหน่าย  เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบกรมการข้าวว่าด้วยมาตรฐานคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว  พ.ศ. 2557 กำหนด

ทั้งนี้ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนคร เป็นองค์กรที่เป็นเลิศด้านการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ดีมีคุณภาพ ศูนย์ฯ มีเป้าหมายในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวจำนวน 3,200 ตัน ได้แก่ พันธุ์ กข6 ชั้นพันธุ์ขยายจำนวน 1,000 ตัน  พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 1,600 ตัน และ กข15 จำนวน 600 ตัน ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและการรวบรวมผลผลิตเพื่อนำมาปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์

คาดว่าจะได้เมล็ดพันธุ์ดีตามเป้าหมาย ศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ของศูนย์ฯ มีโรงงานปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์จำนวน 2 โรงงานสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ดีได้วันละ 70 ตัน ภายใน 1 ปีสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ดีได้7,000 ตัน นอกจากนี้ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนครยังได้ดำเนินการจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวจากศูนย์ข้าวชุมชน กลุ่มนาแปลงใหญ่และกลุ่มข้าวอินทรีย์ จากพื้นที่จังหวัดสกลนครและนครพนม สำหรับนำไปช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ประสบภัย ตามโครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวปี 2563/64 จำนวน 1,200 ตัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจวิเคราะห์คุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว

คุณสมบัติถูกต้อง ไร้ข้อกังขา…แจกอีกส.ป.ก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401968?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

คุณสมบัติถูกต้อง ไร้ข้อกังขา…แจกอีกส.ป.ก.

วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
สปก,ธรรมนัส,ตาก,แหล่งน้ำ,จังหวัดตาก
เปิดอ่าน 168 ครั้ง

ธรรมนัส เดินหน้าจัดที่ดินทำกิน แจกส.ป.ก.อีก 30 รายคุณสมบัติถูกต้อง เร่งรัดโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่ละเมาตอนบนและพื้นที่โดยรอบ พัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

30 พฤศจิกายน 2562 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นในประธานพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้กับเกษตรกรในในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดตาก จำนวน 30 ราย

พร้อมมอบแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน จำนวน 4 ราย และบัตรดินดี จำนวน 4 ราย ณ วัดไทยสามัคคี อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดตาก (ส.ป.ก.ตาก) ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน มีพื้นที่ดำเนินการ จำนวน 410,527 ไร่ มีผลการจัดที่ดินให้เกษตรกร 27,355 ราย 34,490 แปลง เนื้อที่ 366,785 ไร่ ในพื้นที่ 9 อำเภอ 41 ตำบล คงเหลือเนื้อที่ดำเนินการจำนวน 11,667 ไร่

สำหรับอำเภอแม่สอดมีผลการจัดที่ดินให้เกษตรกรแล้ว 2,891 ราย 3,579 แปลง เนื้อที่ 50,730 ไร่ ซึ่งในปีงบประมาณ 2562 ส.ป.ก.ตาก ได้ดำเนินการจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน อำเภอแม่สอด และอำเภอพบพระ จังหวัดตาก จำนวน 66 ราย 77 แปลง เนื้อที่ 1,064 ไร่ และดำเนินการมอบให้แก่เกษตรกรไปแล้วบางส่วน ซึ่งในครั้งนี้จะเป็นการมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกรในอำเภอแม่สอด จำนวน 30 ราย

รวมทั้ง กรมพัฒนาที่ดินยังได้จัดทำโครงการบัตรดินดี (ID Din Dee) เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาส
มหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพื่อให้เกษตรกรทราบถึงลักษณะดินของตนเองว่ามีความอุดมสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด และทราบปัญหาของดินในแปลงปลูกพืช พร้อมกับคำแนะนำในการแก้ไขปรับปรุงบำรุงดิน

สำหรับสถานีพัฒนาที่ดินตาก ได้ดำเนินการจัดทำข้อมูลบัตรดินดีให้แก่เกษตรกร ในปีงบประมาณ 2562 เป้าหมายทั้งจังหวัด 2,250 ราย ประกอบด้วย อำเภอเมือง จำนวน 484 ราย อำเภอวังเจ้า จำนวน 102 ราย อำเภอบ้านตาก จำนวน 521 ราย อำเภอสามเงา จำนวน 488 ราย

อำเภอพบพระ จำนวน 130 ราย อำเภออุ้มผาง จำนวน 29 ราย อำเภอท่าสองยาง จำนวน 3 ราย อำเภอแม่ระมาด จำนวน 44 ราย และอำเภอแม่สอด จำนวน 449 ราย ในพื้นที่ตำบลแม่กาษา อำเภอแม่สอด มีจำนวน 105 ราย และจะมอบบัตรดินดีให้เกษตรกร จำนวน 4 ราย

นอกจากนี้ ยังจัดทำโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบการทำการเกษตร ในพื้นที่ทำการเกษตรที่อยู่นอกเขตชลประทานซึ่งมักประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ โดยดำนเนินการขุดสระน้ำขนาด 1,260 ลูกบาศก์เมตร และให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการออกค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นการบรรเทาสภาพปัญหาภัยแล้ง

การขาดแคลนน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำในพื้นที่ทำการเกษตรของเกษตรกร ซึ่งในปีงบประมาณ 2562 กรมพัฒนาที่ดิน โดยสถานีพัฒนาที่ดินตาก มีเป้าหมายดำเนินการจำนวน 133 บ่อ ครอบคลุมพื้นที่ดำเนินการจำนวน 6 อำเภอ ดังนี้ อำเภอเมือง จำนวน 66 บ่อ อำเภอวังเจ้า จำนวน 20 บ่อ อำเภอบ้านตาก จำนวน 3 บ่อ

อำเภอสามเงา จำนวน 14 บ่อ อำเภอแม่ระมาด จำนวน 16 บ่อ และอำเภอแม่สอด จำนวน 14 บ่อ ในส่วนของตำบลแม่กาษา อำเภอแม่สอด จำนวน 8 บ่อ มีเกษตรกรรับมอบสระน้ำ จำนวน 4 ราย และในโอกาสนี้ รมช.ธรรมนัส ได้เดินทางต่อไปยังโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ละเมาตอนล่าง เพื่อติดตามเร่งรัดการดำเนินงานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่ละเมาตอนบน และพื้นที่อื่นๆ โดยรอบ

“รัฐบาลมีความห่วงใยและต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ทั้งในเรื่องที่ดินทำกิน รวมไปถึงเรื่องการบริหารจัดการแหล่งน้ำ และการเตรียมการรับมือภัยแล้ง ซึ่งในฐานะที่ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำ ได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องบูรณาการร่วมกันเพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังจะเกิดขึ้นและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป” รมช.ธรรมนัส กล่าว

เตือนภัยเกษตรกรโรคไหม้ข้าวระบาดแล้วกว่า4 แสนไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401979?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เตือนภัยเกษตรกรโรคไหม้ข้าวระบาดแล้วกว่า4 แสนไร่

วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
กรมส่งเสริมการเกษตร,โรคไหม้ข้าว
เปิดอ่าน 112 ครั้ง

กรมส่งเสริมการเกษตรแจ้งเตือนภัยผู้ปลูกข้าวเฝ้าระวังการระบาดของโรคไหม้ข้าว พร้อมแนะมาตรการป้องกันและควบคุมการระบาด

1 ธันวาคม 2562 นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรคไหม้ข้าวซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับแจ้งรายงานประกอบกับข้อมูลจากแปลงติดตามสถานการณ์ระบาดศัตรูข้าว

โดยพบการระบาด 432,118 ไร่ (ข้อมูล ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562) ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ มหาสารคาม สระแก้ว ลำปาง เลย แพร่ ลำพูน กาฬสินธุ์ สงขลา ชัยภูมิ มุกดาหาร รวมถึงจังหวัดจันทบุรี  ระบาดมากในพื้นที่ที่ปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอ ได้แก่ พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105, กข15 และ กข6 รวมถึงแปลงที่มีการปลูกข้าวหนาแน่น และใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในอัตราสูง

อีกทั้งช่วงนี้สภาพอากาศในหลายพื้นที่มีความแห้งในตอนกลางวัน ชื้นจัดและเย็นในเวลากลางคืน ช่วงน้ำค้างยาวนานถึงตอนสาย อุณหภูมิทั่วทุกภาคต่ำสุดที่ 22 – 27 องศาเซลเซียส ซึ่งเหมาะสมต่อการเกิดโรคประกอบกับมีลมแรงทำให้เกิดการแพร่กระจายของโรคได้ดี

ดังนั้น เพื่อป้องกันและควบคุมสถานการณ์การระบาดของโรคไหม้ข้าวไม่ให้เกิดการระบาดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตข้าวของเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัดแจ้งเตือนภัยให้เกษตรกรทราบ พร้อมดำเนินการป้องกันและลดการระบาดตามมาตรการเพื่อป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคไหม้ข้าว ดังนี้

มาตรการเฝ้าระวังและการป้องกันก่อนเกิดการระบาด สำหรับข้าวปลูกใหม่ ข้าวระยะกล้า และระยะแตกกอ 1) ให้ตรวจสอบข้อมูลสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และข้อมูลสภาพแวดล้อมจากหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง เมื่อพบว่าสภาพแวดล้อมมีอุณหภูมิระหว่าง 22 – 27 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์มากกว่าร้อยละ 80 น้ำค้างแรงและมีหมอกจัด ซึ่งเป็นสภาพที่เหมาะสมต่อการระบาดของโรคไหม้ ให้สำรวจแปลงนาหากพบอาการของโรคให้แจ้งเตือนภัยในพื้นที่เพื่อเตรียมการจัดการอย่างเหมาะสม

2) สำรวจแปลงติดตามสถานการณ์ศัตรูข้าว และแปลงปลูกข้าวของตนเองอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ จำนวน 10 จุด จุดละ 10 ต้น/กอ เมื่อเริ่มพบลักษณะเป็นแผลคล้ายรูปตาขอบแผลสีน้ำตาลกลางแผลมีสีเทา อาจเห็นเป็นวงซ้อน ๆ กันที่กลางแผลเป็นอาการของโรคไหม้ หากพบอาการนี้โดยเฉลี่ยบนใบข้าว 1 – 2 แผลต่อจุด ให้รีบแจ้งเตือนภัยการระบาดในพื้นที่ และแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อดำเนินการควบคุมและรายงานพื้นที่การระบาดต่อกรมส่งเสริมการเกษตรอย่างต่อเนื่องจนกว่าการระบาดจะสิ้นสุด

3) ใช้ปุ๋ยเคมีตามคำแนะนำที่สอดคล้องกับระยะการเจริญเติบโตของพืช และมีความเหมาะสมกับสภาพของดินในแต่ละพื้นที่ ไม่ใส่ปุ๋ยที่ให้ไนโตรเจนสูงเกินไป 4) ผสมเชื้อราไตรโคเดอร์มาพร้อมกับการปล่อยน้ำในนาข้าว อัตรา 2 กิโลกรัมต่อไร่ หรือผสมกับปุ๋ยอินทรีย์หว่านในนา อัตรา เชื้อสด : รำข้าวละเอียด : ปุ๋ยอินทรีย์ ในสัดส่วน  1 : 4 : 100 และ 5) พ่นเชื้อราไตรโคเดอร์มาให้ทั่วแปลงนา อัตราเชื้อสด 1 กิโลกรัม : น้ำ 200 ลิตร ทุก 15 วัน จะสามารถป้องกันการระบาดของโรคไหม้ได้

มาตรการควบคุมการระบาด หรือการจัดการระหว่างการระบาด สำหรับข้าวทุกระยะที่พบการเกิดโรค (ยกเว้นระยะออกรวง ใกล้เก็บเกี่ยว) 1) งดการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง เช่น ปุ๋ยยูเรีย เพื่อไม่ให้การระบาดรุนแรงมากขึ้น 2) พ่นเชื้อราไตรโคเดอร์มาให้ทั่วแปลงนา อัตราเชื้อสด 1 กิโลกรัม : น้ำ 100 ลิตร ทุก 7 วันจะสามารถลดการระบาดของโรคไหม้ได้ 3) ใช้เชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์ บีเอส (BS; Bacillus subtilis) พ่นอัตราตามคำแนะนำในฉลาก

4) หากพบโรคไหม้มีอาการรุนแรง พบแผลไหม้ ร้อยละ 10 ของพื้นที่ใบ (สำหรับพันธุ์ข้าวค่อนข้างต้านทานหรือทนทาน) หรือร้อยละ 5 ของพื้นที่ใบในนาข้าวพันธุ์อ่อนแอ เช่น ขาวดอกมะลิ 105 กข15 และ กข6 ควรพ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อรา ได้แก่ ไตรไซคลาโซล หรือคาซูกาไมซิน หรืออีดิเฟนฟอส หรือไอโซโพรไทโอเลน หรือคาร์เบนดาซิม ตามอัตราที่ระบุ และปรึกษาเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด หรือศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชในพื้นที่

5) หากต้องการปลูกข้าวทดแทนต้นกล้าที่เป็นโรคไหม้รุนแรงจนแห้งตาย ควรกำจัดต้นข้าวที่เป็นโรคออกจากแปลงนา เพื่อป้องกันการระบาดต่อเนื่องในข้าวที่ปลูกใหม่  6) หมั่นสำรวจแปลงอยู่เสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อรีบป้องกันกำจัดก่อนจะระบาดไปสู่ข้าวระยะตั้งท้อง – ออกรวง

สำหรับข้าวระยะออกรวง ใกล้เก็บเกี่ยว ให้พ่นเชื้อราไตรโคเดอร์มาให้ทั่วแปลงนา อัตราเชื้อสด 1 กิโลกรัม : น้ำ 100 ลิตร ทุก 7 วัน เพื่อป้องกันการระบาดขยายพื้นที่ และเร่งดำเนินการเก็บเกี่ยวผลผลิตโดยเร็วที่สุด ไม่เก็บพันธุ์ข้าวมาใช้ในฤดูกาลถัดไป

มาตรการป้องกันการระบาดในฤดูถัดไป 1) ให้ใช้พันธุ์ข้าวค่อนข้างต้านทานโรคไหม้ ดังนี้ ภาคกลาง ได้แก่ สุพรรณบุรี 1, สุพรรณบุรี 60, ชัยนาท 1, ปราจีนบุรี 1, พลายงาม และข้าวเจ้าหอมพิษณุโลก 1 (ข้อควรระวังสำหรับข้าวพันธุ์สุพรรณบุรี 1, สุพรรณบุรี 60 และชัยนาท 1 ที่ปลูกในภาคเหนือตอนล่าง พบว่า แสดงอาการรุนแรงในบางพื้นที่และบางปี โดยเฉพาะเมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการเกิดโรค)

ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ข้าวเจ้าหอมพิษณุโลก 1, สุรินทร์ 1, เหนียวอุบล 2, สันป่าตอง 1, หางยี 71, กู้เมืองหลวง, ขาวโป่งไคร้, น้ำรู และ กข 33 ภาคใต้ ได้แก่ ดอกพะยอม และ กข 55 2) จัดหาเมล็ดพันธุ์จากหน่วยงานราชการ แหล่งเมล็ดพันธุ์ที่ทางราชการรับรอง หรือบริษัทเอกชนที่เชื่อถือได้ อัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ 15 – 20 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อให้แปลงข้าวมีการถ่ายเทอากาศดี และเปลี่ยนพันธุ์ข้าวทุก ๆ 2 – 3 ฤดูปลูก

3) คลุกหรือแช่เมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา ได้แก่ ไตรไซคลาโซล หรือคาซูกาไมซิน หรือคาร์เบนดาซิม หรือโพรคลอราช ตามอัตราที่ระบุ หรือคลุกเมล็ดด้วยสารละลายเชื้อราไตรโคเดอร์มาก่อนปลูก 4) ปรับปรุงบำรุงดินโดยไถกลบตอซังแทนการเผาฟางและทำนาไม่เกิน 2 ครั้งต่อปี 5) งดการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง เช่น ปุ๋ยยูเรีย เพื่อไม่ให้การระบาดรุนแรงมากขึ้น โดยให้ใส่ปุ๋ยตามอัตราแนะนำ หรือตามค่าวิเคราะห์ดิน และ 6) ไม่ใช้เมล็ดพันธุ์จากแปลงนาที่มีประวัติการระบาดของโรคไหม้ข้าวมาก่อน

‘ประภัตร’หว่านหนัก!ลุยสกลนครเปิดจุดรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวแจกชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457369

‘ประภัตร’หว่านหนัก!ลุยสกลนครเปิดจุดรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวแจกชาวนา

‘ประภัตร’หว่านหนัก!ลุยสกลนครเปิดจุดรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวแจกชาวนา

วันเสาร์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 14.20 น.

“ประภัตร” Kickoff เปิดจุดรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 63 ประภัตรยันเมล็ดพันธุ์เพียงพอแจก ชาวนามั่นเพียงพอต่อการหนุนเกษตรกรปลูกข้าวพันธุ์ดี 

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดจุดรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวประจำปี 2563 ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนคร อ.พังโคน จ.สกลนครว่า กรมการข้าว เป็นหน่วยงานหลักในการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว คุณภาพดีของประเทศไทย ที่มีพื้นที่ปลูกข้าวทั้งฤดูนาปีและนาปรังกว่า 70 ล้านไร่ โดยมีปริมาณความต้องการเมล็ดพันธุ์ ประมาณ 1 ล้านตันเศษต่อปี สำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2562/63 เพื่อใช้เพาะปลูก ปี 2563/64  กรมการข้าวจะมีปริมาณเมล็ดพันธุ์รวมทั้งสิ้น 110,000 ตัน ประกอบด้วย 1. เมล็ดพันธุ์คงคลังในสต๊อก จำนวน 13,000 ตัน 2. เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้ในฤดูฝน ปี 2562 (นาปี) จำนวน 58,000 ตัน (จะได้ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2562 – มี.ค. 2563) 3. เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้จากฤดูแล้ง 2563 (นาปรัง) จำนวน 26,000 ตัน (จะได้ตั้งแต่เดือนมี.ค. – พ.ค. 2563) และ 4. ปริมาณเมล็ดพันธุ์ข้าวที่กรมการข้าวรับซื้อจากแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ของศูนย์ข้าวชุมชนและเกษตรกรนาแปลงใหญ่ แล้วนำมาปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ภายในศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรตามโครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวฯ จำนวน 13,000 ตัน

ทั้งนี้ เป้าหมายการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวในปีต่อไป รัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายที่จะเพิ่มศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้เพียงพอกับความต้องการซื้อของชาวนา กรมการข้าว โดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีทั่วประเทศ 29 แห่ง ได้มีการประชุมร่วมกันเพื่อวางแผนให้สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้ 260,000 ตัน ภายในปี 2565 โดยแบ่งเป้าหมายการผลิตออกเป็น 3 ปี คือ ปี 2563  เป้าหมาย 150,000 ตัน แบ่งเป็น ข้าวหอมมะลิ 50,000 ตัน ข้าวขาว 70,000 ตัน ข้าวเหนียว 15,000 ตัน และข้าวหอมปทุม 15,000 ส่วนในปี 2564  เป้าหมาย 200,000 ตัน และปี 2565  เป้าหมาย  260,000  ตัน ซึ่งจะทำให้ชาวนา 1,062,500 ครัวเรือน ได้ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีราคาถูก สามารถนำไปเพาะปลูกในพื้นที่ 17 ล้านไร่ ผลผลิตมีปริมาณและคุณภาพข้าวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 10 จากไร่ละ 476 กก. เป็นไร่ละ 523 กก. คิดเป็นผลผลิตข้าวส่วนที่เพิ่มขึ้นปริมาณ 799,000 ตัน มูลค่า 7,990 ล้านบาท เชื่อมั่นว่าในอีก 3 เดือน จะผลิตได้ครบเพื่อแจกให้กับเกษตกรได้ทันในช่วงฤดูนาปี โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ

อย่างไรก็ตามที่ผ่านนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ได้แสดงความเป็นห่วงเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในภาคอีสานที่ประสบปัญหาอุทกภัยในช่วงที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งหาเมล็ดพันธุ์ข้าวแจกจ่ายให้เกษตรกรเพาะปลูกให้เพียงพอกับความต้องการ ซึ่งการดำเนินงานที่ผ่านมาได้มีการเรียกประชุมศูนย์ข้าวทั่วประเทศ เพื่อวางแนวทางในการเพิ่มศักยภาพการผลิต และสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในการวางเป้าหมายการผลิตในปีต่อไป มั่นใจว่าจะผลิตได้เพียงพอเพื่อนำมาแจกให้เกษตกรชาวนาที่ประสบภัยเสียหายกว่า 6 ล้านกว่าไร่ อีกทั้งยังเปิดโอกาสรับซื้อเมล็ดพันธุ์จากผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ และสมาชิกสหกรณ์การเกษตร เพื่อป้องกันไม่ให้เกษตรกรได้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ไม่ดี ซึ่งส่งผลกระทบให้เมื่อปลูกไป 2 เดือน เมล็ดข้าวจะแดง ดีด เด้ง เกิดจากข้าวคุณภาพต่ำ

นอกจากนี้ รมช. เกษตรฯ ได้กล่าวถึงกรณีผลการประกวดข้าวโลก 2019 ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ โดยข้าวพันธุ์ ST24 ของเวียดนามชนะการประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลก ส่วนข้าวหอมมะลิจากไทยเป็นอันดับ 2 โดยไทยเสียแชมป์ต่อเนื่องมาแล้ว 2 ปี ว่า ได้สั่งการให้กรมการข้าว โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาข้าว ทุกแห่งเร่งศึกษาวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวเพื่อให้มีคุณภาพ ครองใจผู้บริโภค และตรงตามข้อกำหนดในการประกวด อาทิ ความสวยงาม เมล็ดมีความยาว นุ่ม มีกลิ่นหอม เป็นต้น ในการนี้จึงได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อตั้งเป็นเงินรางวัลให้กำลังใจในการทำงานกับศูนย์วิจัยข้าวทั้ง 28 แห่ง ให้ไปช่วยกันหาวิธีการที่จะทำอย่างไรให้ข้าวไทยกลับมาครองแชมป์ข้าวโลกได้ในปีหน้า ที่สำคัญคือต้องเป็นสายพันธุ์ที่ใช้น้ำน้อยและให้ผลผลิตสูง

โอกาสนี้ รมช.เกษตรฯ ได้พบปะเกษตรกรเพื่อรับฟังปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ พร้อมทั้งเยี่ยมชมกระบวนการผลิต กระบวนการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ในห้องปฏิบัติการ และกระบวนการปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ก่อนเดินทางไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านช้างมิ่ง ต.ช้างมิ่ง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ซึ่งได้ดำเนินการจัดทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวร่วมกับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนครอย่างต่อเนื่อง สามารถจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวคืนให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทุกฤดู ส่งผลให้สมาชิกมีอาชีพที่มั่นคงและเป็นที่ยอมรับของชุมชน ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 51 คน ประสบผลสำเร็จในการจัดทำแปลงขยายพันธุ์ข้าวระหว่าง ฤดูฝน ปี 2560 ถึง ฤดูฝน ปี 2562 สามารถจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวคืนให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนคร รวม 606.375 ตัน คิดเป็นร้อยละ 168.63 ของเป้าหมายซื้อคืน จากนั้นเดินทางไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปข้าวฮางงอก ต.ฮางโฮง อ.เมือง จ.สกลนคร ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรและเกษตรกรคนรุ่นใหม่ผู้ปลูกข้าวอินทรีย์โดยการแปรรูปข้าว เป็นข้าวฮางงอก มีการรวบรวมผลผลิตของสมาชิกเพื่อจำหน่ายไปยังประเทศสิงค์โปรและจีน ถึง 70% เป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรทำให้เกิดรายได้แก่สมาชิกและเครือข่าย ตลอดจนเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการแปรรูปผลผลิตการเกษตรที่ครบวงจร โดยมีผลิตภัณฑ์ อาทิ ข้าวฮางงอกมะลิ 105 ข้าวฮางงอกมันปู ข้าวฮางงอกหอมนิล ข้าวฮางงอกไรซ์เบอรี่ ข้าวกล้องทุกชนิด และข้าวขัดขาว มะลิ 105 , กข6 เป็นต้น

ด้านนายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า กระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของกรมการข้าวนั้น ประกอบไปด้วยขั้นตอนการผลิตเมล็ดพันธุ์ในแปลงนาของเกษตรกรกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว  การจัดซื้อคืนจากแปลงขยายพันธุ์  การปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์  การเก็บรักษา  และการจัดจำหน่าย  โดยมีกระบวนการตรวจสอบเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อให้องค์ประกอบในด้านกายภาพ ได้แก่ ความชื้น ความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์  และข้าวแดง รวมทั้งองค์ประกอบความมีชีวิตด้านความงอกของเมล็ดพันธุ์หลังกระบวนการปรับปรุงสภาพและก่อนจำหน่าย  เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบกรมการข้าวว่าด้วยมาตรฐานคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว  พ.ศ. 2557  กำหนด

ทั้งนี้ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนคร เป็นองค์กรที่เป็นเลิศด้านการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ดีมีคุณภาพ ศูนย์ฯ มีเป้าหมายในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวจำนวน 3,200 ตัน ได้แก่ พันธุ์ กข6 ชั้นพันธุ์ขยายจำนวน 1,000 ตัน  พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 1,600 ตัน และ กข15 จำนวน 600 ตัน ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและการรวบรวมผลผลิตเพื่อนำมาปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ คาดว่าจะได้เมล็ดพันธุ์ดีตามเป้าหมาย ศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ของศูนย์ฯ มีโรงงานปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์จำนวน 2 โรงงานสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ดีได้วันละ 70 ตัน ภายใน 1 ปีสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ดีได้ 7,000 ตัน นอกจากนี้ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนครยังได้ดำเนินการจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวจากศูนย์ข้าวชุมชน กลุ่มนาแปลงใหญ่ และกลุ่มข้าวอินทรีย์ จากพื้นที่จังหวัดสกลนครและนครพนม สำหรับนำไปช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ประสบภัย ตามโครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวปี 2563/64 จำนวน 1,200 ตัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจวิเคราะห์คุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว

คุณสมบัติถูกต้อง…รับส.ป.ก.ไปอีก 30 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401968?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

คุณสมบัติถูกต้อง…รับส.ป.ก.ไปอีก 30 ราย

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 – 18:55 น.
สปก,ธรรมนัส,ตาก,แหล่งน้ำ,จังหวัดตาก
เปิดอ่าน 10 ครั้ง

ธรรมนัส เดินหน้าจัดที่ดินทำกินเร่งรัดโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่ละเมาตอนบนและพื้นที่โดยรอบ หวังพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนแม่สอด อย่างยั่งยืน

30 พฤศจิกายน 2562 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นในประธานพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้กับเกษตรกรในในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดตาก จำนวน 30 ราย

พร้อมมอบแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน จำนวน 4 ราย และบัตรดินดี จำนวน 4 ราย ณ วัดไทยสามัคคี อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดตาก (ส.ป.ก.ตาก) ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน มีพื้นที่ดำเนินการ จำนวน 410,527 ไร่ มีผลการจัดที่ดินให้เกษตรกร 27,355 ราย 34,490 แปลง เนื้อที่ 366,785 ไร่ ในพื้นที่ 9 อำเภอ 41 ตำบล คงเหลือเนื้อที่ดำเนินการจำนวน 11,667 ไร่

สำหรับอำเภอแม่สอดมีผลการจัดที่ดินให้เกษตรกรแล้ว 2,891 ราย 3,579 แปลง เนื้อที่ 50,730 ไร่ ซึ่งในปีงบประมาณ 2562 ส.ป.ก.ตาก ได้ดำเนินการจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน อำเภอแม่สอด และอำเภอพบพระ จังหวัดตาก จำนวน 66 ราย 77 แปลง เนื้อที่ 1,064 ไร่ และดำเนินการมอบให้แก่เกษตรกรไปแล้วบางส่วน ซึ่งในครั้งนี้จะเป็นการมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกรในอำเภอแม่สอด จำนวน 30 ราย

รวมทั้ง กรมพัฒนาที่ดินยังได้จัดทำโครงการบัตรดินดี (ID Din Dee) เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาส
มหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพื่อให้เกษตรกรทราบถึงลักษณะดินของตนเองว่ามีความอุดมสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด และทราบปัญหาของดินในแปลงปลูกพืช พร้อมกับคำแนะนำในการแก้ไขปรับปรุงบำรุงดิน

สำหรับสถานีพัฒนาที่ดินตาก ได้ดำเนินการจัดทำข้อมูลบัตรดินดีให้แก่เกษตรกร ในปีงบประมาณ 2562 เป้าหมายทั้งจังหวัด 2,250 ราย ประกอบด้วย อำเภอเมือง จำนวน 484 ราย อำเภอวังเจ้า จำนวน 102 ราย อำเภอบ้านตาก จำนวน 521 ราย อำเภอสามเงา จำนวน 488 ราย

อำเภอพบพระ จำนวน 130 ราย อำเภออุ้มผาง จำนวน 29 ราย อำเภอท่าสองยาง จำนวน 3 ราย อำเภอแม่ระมาด จำนวน 44 ราย และอำเภอแม่สอด จำนวน 449 ราย ในพื้นที่ตำบลแม่กาษา อำเภอแม่สอด มีจำนวน 105 ราย และจะมอบบัตรดินดีให้เกษตรกร จำนวน 4 ราย

นอกจากนี้ ยังจัดทำโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบการทำการเกษตร ในพื้นที่ทำการเกษตรที่อยู่นอกเขตชลประทานซึ่งมักประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ โดยดำนเนินการขุดสระน้ำขนาด 1,260 ลูกบาศก์เมตร และให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการออกค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นการบรรเทาสภาพปัญหาภัยแล้ง

การขาดแคลนน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำในพื้นที่ทำการเกษตรของเกษตรกร ซึ่งในปีงบประมาณ 2562 กรมพัฒนาที่ดิน โดยสถานีพัฒนาที่ดินตาก มีเป้าหมายดำเนินการจำนวน 133 บ่อ ครอบคลุมพื้นที่ดำเนินการจำนวน 6 อำเภอ ดังนี้ อำเภอเมือง จำนวน 66 บ่อ อำเภอวังเจ้า จำนวน 20 บ่อ อำเภอบ้านตาก จำนวน 3 บ่อ

อำเภอสามเงา จำนวน 14 บ่อ อำเภอแม่ระมาด จำนวน 16 บ่อ และอำเภอแม่สอด จำนวน 14 บ่อ ในส่วนของตำบลแม่กาษา อำเภอแม่สอด จำนวน 8 บ่อ มีเกษตรกรรับมอบสระน้ำ จำนวน 4 ราย และในโอกาสนี้ รมช.ธรรมนัส ได้เดินทางต่อไปยังโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ละเมาตอนล่าง เพื่อติดตามเร่งรัดการดำเนินงานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่ละเมาตอนบน และพื้นที่อื่นๆ โดยรอบ

“รัฐบาลมีความห่วงใยและต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ทั้งในเรื่องที่ดินทำกิน รวมไปถึงเรื่องการบริหารจัดการแหล่งน้ำ และการเตรียมการรับมือภัยแล้ง ซึ่งในฐานะที่ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำ ได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องบูรณาการร่วมกันเพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังจะเกิดขึ้นและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป” รมช.ธรรมนัส กล่าว