ท่องไร่สุวรรณฯ เที่ยวงาน”เกษตรแฟร์ปากช่อง2562″

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401875?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ท่องไร่สุวรรณฯ เที่ยวงาน”เกษตรแฟร์ปากช่อง2562″

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 – 07:10 น.
ไร่สุวรรณ,ปากช่องแฟร์
เปิดอ่าน 57 ครั้ง

ท่องไร่สุวรรณฯ เที่ยวงาน”เกษตรแฟร์ปากช่อง2562″

ไร่สุวรรณวาจกกสิกิจ ไม่เพียงเป็นแหล่งฝึกงานของนิสิตม.เกษตรฯเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ทดลองวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ก่อนขยายผลสู่ชาวบ้านในจ.นครราชสีมาและพื้นที่ใกล้เคียง   โดยมีผลิตภัณฑ์เด่นคือน้ำนมข้าวโพดและข้าวโพดหวาน เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน ใครผ่านมาผ่านไปแถวนั้นเป็นอันต้องแวะชมและชิม

ในปีนี้ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติหรือไร่สุวรรณวาจกกสิกิจเตรียมจัดงานใหญ่“เกษตรแฟร์ปากช่อง แดนดินถิ่นข้าวโพด”ระหว่างวันที่ 6-9 ธันวาคม 2562 โดยปักหมุดที่ไร่สุรรณวาจากกสิกิจ บนเนื้อที่กว่า 2,500 ไร่ ริมถนนมิตรภาพ หลักกิโลเมตรที่ 155 ตำบลกลางดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

“ท่องโลกเกษตร”อาทิตย์นี้รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์”ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์”และคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเยี่ยมชมศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติหรือไร่สุวรรณฯ พร้อมลงนามความร่วมมือทางวิชาการด้านการเกษตร และสร้างเครือข่าย เพื่อพัฒนากระบวนทัศน์สู่การยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย เมื่อวันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา ณ อาคารถ่ายทอดความรู้และฝึกอบรม ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ-ไร่สุวรรณวาจกกสิกิจ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

การประชุมหารือร่วมกันในครั้งนี้ เพื่อต้องการหาแนวทางและพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการด้านการเกษตร และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง  ทั้งยังเป็นการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือที่จะนำความรู้ ความเชี่ยวชาญ ทรัพยากรต่างๆ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ระหว่าง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา เพื่อที่จะส่งเสริมและพัฒนาทั้งในด้านหลักสูตร หรือการปรับปรุงการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ ตลอดจนความร่วมมือทางด้านวิชาการอื่นๆ อันจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งสองมหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายอันดีในการสร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์อันดี เพื่อที่จะร่วมมือกันสร้างประโยชน์ให้แก่มหาวิทยาลัยต่อไป

ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กล่าวว่าสิ่งที่ควรขับเคลื่อนเป็นอันดับแรกคือ การสร้างคน การสร้างนวัตกรรมและถ่ายทอดให้กับกลุ่มคนวัยทำงาน กลุ่มเกษตรกร เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนากลุ่มเกษตรกร โดยร่วมกันสร้างหลักสูตรแบบ Non Degree ให้ชัดเจน เพื่อพัฒนาให้เกษตรกรมีศักยภาพทั้งทางด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาด ทั้งนี้ เพื่อยกระดับเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer ตามยุทธศาสตร์และนโยบายการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรกรไทยของรัฐบาล

ขณะที่ ผศ.ดร.อดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมาราช ย้ำว่าเพื่อให้การดำเนินโครงการดังกล่าวฯ เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม จะนำเรียนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เพื่อออกคำสั่งและแต่งตั้งคณะทำงานการดำเนินงานร่วมกันระหว่างสองมหาวิทยาลัย ในการส่งเสริมพัฒนาหลักสูตร ตลอดจนนำมาพัฒนาหรือปรับปรุงการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อของทั้งสองมหาวิทยาลัย และต่อเกษตรกร

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้เข้าร่วมประชุมและนำทีมสถานีวิทยุ ม.ก.ขอนแก่น KURplus NEWS NJ ไปทำข่าวเพื่อดำเนินการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อ Digital และ Analogue อีกด้วย

นอกจากนี้ในระหว่างวันที่ 6-9 ธันวาคม 2562 นี้ ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติหรือไร่สุวรรณฯ ได้จัดงานใหญ่แห่งปีมีชื่อว่า“เกษตรแฟร์ปากช่อง แดนดินถิ่นข้าวโพดหวาน”โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ ผลงานวิจัยด้านพันธุ์พืช เทคโนโลยีการผลิตและผลิตภัณฑ์ทางด้านข้าวโพดข้าวฟ่าง พืชไร่สำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและกระตุ้นเศรษฐกิจของจ.นครราชสีมา

รุ่งทิพย์ บุกขุนทด ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท. สำนักงานนครราชสีมา กล่าวตอนหนึ่งในะรหว่างแลถงข่าวว่า ในอำเภอปากช่อง ที่ใครๆ หลายคนคิดว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เปี่ยมไปด้วยกิจกรรมผจญภัย ความสนุกสนาน แต่อีกมุมที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นคือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่เกิดขึ้นบนผืนดินแห่งความเป็นCool เขาใหญ่ หลากความอุดมสมบูรณ์ของดินแดนแห่งเมืองการเกษตร นำสู่สายตาของนักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจทั่วไปกับงานแห่งความเป็นกิจกรรมที่เหมาะสำหรับทุก ๆ คน

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การแข่งขันประดิษฐ์ภาพขากเมล็ดพืช การประกวดจัดสวนถาด การแข่งขันกินข้าวโพด การแสดงสุนัขทหาร ตลอดจนการฝึกอบรมอาชีพระยะสั้นในหลักสูตรที่หลากหลายที่เกี่ยวข้องกับข้าวโพด เช่น ดอกไม้ประดิษฐ์จากเปลือกข้าวโพด คุ๊กกี้ข้าวโพด ไอสกรีมน้ำนมข้าวโพด การผลิตน้ำนมข้าวโพด วุ้นน้ำนมข้าวโพด เป็นต้น ส่วนไฮไลท์สำคัญคือการตะลุยเขาวงกตในไร่ข้าวโพด ซึ่งมีความลึกลับซับซ้อนที่อยากเชิญชวนให้ทุกคนได้ไปสัมผัส

มนัญญา ข้องใจสุริยะไม่ลงคะแนนมติบังคับใช้ได้หรือไม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401866?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

มนัญญา ข้องใจสุริยะไม่ลงคะแนนมติบังคับใช้ได้หรือไม่

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 – 00:08 น.
มนัญญา,แบนสาร,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 112 ครั้ง

มนัญญา ยันไม่เห็นเอกสารมติยืดเวลาแบนสารเคมี ข้องใจ สุริยะป็นปธ.วัตถุอันตราย แต่ไม่ลงคะแนนเสียง ถือว่าใช้ดุลพินิจตัวเองบังคับใช้ได้หรือไม่

30 พฤศจิกายน 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ยังไม่เห็นเอกสารมติการยืดเวลาแบน 2 สารคือ พาราควอตและคลอร์ไพริฟอสไปอีก 6 เดือน โดยให้มีผลวันที่ 1 มิ.ย. 63และยกเลิกแบน ไกลโฟเซต กลับมาใช้มาตรการจำกัดการใช้

ทั้งนี้รู้สึกข้องใจขั้นตอนการลงมติของที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุเมื่อวันที่ 27 พ.ย. ซึ่งมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรววงอุตสาหกรรมเป็นประธาน ซึ่งไม่มีการลงคะแนนเสียงหรือถามความเห็นกรรมการ แต่ใช้ดุลพินิจของตัวเอง ดังนั้นจะเป็นมติที่บังคับใช้ได้หรือไม่ ยืนยันว่า จะไม่วางมือจากเรื่องนี้ จะเดินหน้าต่อไป ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรยังไม่อนุญาตให้นำเข้าสารทั้ง 3 ชนิดเพิ่มและจะกำกับดูแลการจัดการพาราควอตและไกลโฟเซตที่เหลือในประเทศอย่างเข้มงวด

น.ส.มนัญญากล่าวต่อว่า คำสั่งห้ามนำเข้า 3 สารทั้งพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย. จนถึงปัจจุบันซึ่งมีคงเหลือกว่า 23,000 ตัน ไม่ควรให้ใช้ต่อไปแล้ว การที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายขยายระยะเวลาต่อไป ทำให้เกษตรกรยังใช้ได้ จะส่งผลให้อันตราย

ยังไม่รู้เหตุผลที่มติออกมาตามที่นายสุริยะแถลง โดยผู้แทนกรมปศุสัตว์และกรมประมงซึ่งเป็นกรรมการวัตถุอันตรายต่างยืนยันว่า ในที่ประชุมนั้น ประธานไม่ได้ให้มีการลงคะแนนเสียงใดๆ ดังนั้นคนที่ต้องตอบสังคมคือ นายสุริยะ ส่วนกระทรวงเกษตรฯ เป็นหน่วยปฏิบัติ แต่รอมติอย่างเป็นทางการอยู่ เมื่อมติใหม่ยังไม่ออกเป็นเอกสารราชการถือว่า มติวันที่ 22 ต.ค. ที่ให้ยกเลิกทั้ง 3 สารยังไม่ถูกหักล้างเพราะเป็นมติจากการลงคะแนะเสียงของกรรมการทั้งหมดเป็นรายบุคคล ดังนั้นคณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดใหม่ต้องไปตกลงกันก่อนว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อไป แล้วส่งเอกสารราชการมายังหน่วยงานปฏิบัติ

กรมป่าไม้ ลั่น ที่ดินปารีณาไม่มีมวยล้มต้มคนดู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401860?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

กรมป่าไม้ ลั่น ที่ดินปารีณาไม่มีมวยล้มต้มคนดู

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
กรมป่าไม้,ปารีณา,สปก,รุกป่า
เปิดอ่าน 536 ครั้ง

ทีมตรวจสอบที่ดินปารีณา ลั่น ไม่มีมวยล้มต้มคนดู แจง เข้าพื้นที่ไม่มีหมายศาล เป็นคนละแปลงกับส.ส.คนดัง มั่นใจนิติวิทยาศาสตร์ลบล้างไม่ได้

30 พฤศจิกายน 2562 นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า หนึ่งในคณะทำงานตรวจสอบการครอบครองพื้นที่ป่าของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ

ได้กล่าวถึงกรณีที่น.ส. ปารีณาแจ้งความเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้บุกรุกที่ซึ่งน.ส. ปารีณาครอบครองโดยไม่มีหมายค้นของศาลว่า ทราบเรื่องการแจ้งความแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้หวั่นเกรงใดๆ โดยภาพที่น.ส. ปารีณามาแสดงเป็นรถของของเจ้าหน้าที่ชุดพยัคฆ์ไพรและอีกคันหนึ่งเป็นของเจ้าหน้าที่รังวัดของกรมป่าไม้ซึ่งไปเก็บข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์เพิ่ม

ทั้งนี้บริเวณที่เจ้าหน้าที่เข้าไปนั้น ไม่ได้เข้าไปในฟาร์มไก่ที่น.ส. ปารีณายึดถือครอบครองจึงไม่จำเป็นต้องใช้หมายศาล ยืนยันว่า ที่ผ่านมาการเข้าตรวจสอบได้มีคณะทำงานร่วมเข้าไปตรวจสอบโดยการใช้แผนที่แนวเขตของกรมป่าไม้ที่ถูกต้องและมีตัวแทนระดับชุมชนมาเป็นผู้ชี้แนวเขต เนื่องจากน.ส.ปารีณา ไม่ได้มาชี้แนวเขตด้วยตัวเอง

เมื่อเจ้าของที่อ้างว่าแผนที่ตรวจสอบทั้ง 2 ฉบับคือของกรมป่าไม้ และของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) มีมาตราส่วนต่างกันก็ให้ความเป็นธรรมโดยการตรวจสอบรังวัดใหม่และวิเคราะห์ร่วมกันจนได้แนวเขตที่ชัดเจน กระทั่งหลักฐานพร้อมที่จะแจ้งความดำเนินคดี ซึ่งหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์นั้นลบล้างไม่ได้ ที่มีข้อกังขาว่า การเข้าตรวจสอบใหม่เป็นความพยายามช่วยเหลือน.ส. ปารีณานั้นเป็นการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ กรณีนี้ไม่เป็น “มวยล้มต้มคนดู” แน่นอน

แหล่งข่าวจากส.ป.ก. ระบุว่า คำสั่งทางปกครองของส.ป.ก. ที่ให้น.ส. ปารีณานำเอกสารสิทธิ์ในที่ดินแปลง “เขาสนฟาร์ม 1” เนื้อที่ 691 ไร่นั้นจะครบกำหนดในวันที่ 4 พ.ย. นี้ซึ่งน.ส. ปารีณายังไม่ได้นำเอกสารใดๆ มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ นอกจากที่นำหนังสือร้องเรียนให้รังวัดที่ดินใหม่มาส่งยังศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาที่ดินของส.ป.ก.

ทั้งนี้เดิมนั้นทางส.ป.ก.นัดหมายกับกรมป่าไม้จะแถลงข่าวร่วมกันในวันที่ 6 ธ.ค. แต่เนื่องจากพยานหลักฐานการบุกรุกที่ของกรมป่าไม้แน่นหนาแล้ว กรมป่าไม้จึงแถลงข่าวในวันที่ 2 ธ.ค.นี้เพียงหน่วยงานเดียวแล้วดำเนินคดีเลย ส่วนทางส.ป.ก. จะดำเนินการอย่างไรต่อไป ต้องติดตามหลังวันที่ 4 ธ.ค. ไปแล้ว

ฉลุย 2 ปี ธนาคารประมงแหล่งสัตว์น้ำ อาหารชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401870?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ฉลุย 2 ปี ธนาคารประมงแหล่งสัตว์น้ำ อาหารชุมชน

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,ธนาคารประมง
เปิดอ่าน 120 ครั้ง

เกาะติด 2 ปี ธนาคารผลผลิตประมง สร้างแหล่งผลิตสัตว์น้ำ เสริมความมั่นคงแหล่งอาหารให้ชุมชน

30 พฤศจิกายน 2562 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นโยบายธนาคารสินค้าเกษตร เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการบริหารจัดการผลผลิตการเกษตร

ทั้งนี้เพื่อให้ชุมชนเกษตรกรในแต่ละพื้นที่มีความเข้มแข็งสามารถบริหารจัดการผลผลิตการเกษตร สนองต่อความมั่นคงด้านอาหารและสร้างรายได้ในครัวเรือน  ซึ่งโครงการธนาคารผลผลิตเกษตรด้านการประมง เป็นหนึ่งในโครงการธนาคารสินค้าเกษตร ที่มีกรมประมง เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก

โดยอาศัยแหล่งน้ำชุมชนเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการ จากความร่วมมือของชุมชนเกษตรกร มีระยะเวลาดําเนินโครงการตั้งแต่ ปีงบประมาณ 2560 – 2564 โดยกำหนดเป้าหมายจัดตั้งธนาคารฯ ปีละประมาณ 20 แห่ง และขยายจนครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ

สำหรับการดำเนินโครงการ จะมีการจัดหาแหล่งน้ำชุมชนแบบระบบปิดที่เหมาะสม จัดตั้งเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีคณะกรรมการประจำแหล่งน้ำ จัดระบบการจัดการบริหารผลผลิตแบบธนาคาร  และมีการพัฒนาความรู้ให้กับชุมชนและเกษตรกรให้มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถบริหารจัดการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

รวมไปถึงการจัดการแหล่งน้ำชุมชนให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำจืด เช่น การปล่อยพันธุ์ปลา การเสริมสร้างอาหารธรรมชาติเพิ่ม การเพาะพันธุ์ปลา โดยมีการสนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่น พันธุ์สัตว์น้ำจืด อาหารสัตว์น้ำ การบริหารจัดการแบบหุ้นส่วนในระบบธนาคาร มีการยืม คืน และปันผลประโยชน์ร่วมกัน

สศก. ได้ทำการประเมินผลโครงการ พบว่า มีการดำเนินงานธนาคารผลผลิตเกษตรด้านการประมง ระหว่างปี2560 – 2561 พื้นที่ 40 จังหวัด รวม 40 แห่ง ตามเป้าหมาย เกษตรกรเข้าร่วมโครงการรวม 3,053 ราย คิดเป็น 2.5 เท่าของเป้าหมาย เกษตรกรสามารถจับสัตว์น้ำเพื่อจำหน่ายและบริโภค ได้หลากหลายชนิดมากขึ้น อาทิ ปลานิล ปลาตะเพียน ปลาสวาย และปลาจีน โดยสามารถจับสัตว์น้ำได้เฉลี่ย 290 กก./ครัวเรือน/ปี คิดเป็นมูลค่า 17,008 บาท/ครัวเรือน/ปี  เพิ่มขึ้น 54 กก. คิดเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้น 2,898 บาท เมื่อเทียบกับก่อนเข้าร่วมโครงการ

นอกจากนี้ ปริมาณสัตว์น้ำในชุมชนเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรมีสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคได้มากและหลากหลายชนิดโดยพบว่า เกษตรกรมีปริมาณการบริโภคสัตว์น้ำเฉลี่ย 143 กก./ครัวเรือน/ปี  คิดเป็นมูลค่า 10,497 บาท/ครัวเรือน/ปี  เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 14 กก. หรือ 689 บาท ช่วยเกษตรกรลดรายจ่ายจากการซื้อสัตว์น้ำมาบริโภคได้ โดยมีรายจ่ายเฉลี่ย 6,295 บาท/ครัวเรือน/ปี  ลดลง 463 บาท เมื่อเทียบกับก่อนเข้าร่วมโครงการ

นางอัญชนา  ตราโช รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลสำเร็จจากการดำเนินโครงการในช่วงระยะ 2 ปี ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นชัดว่า สามารถช่วยครัวเรือนเกษตรกรลดรายจ่าย และเสริมสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ จากการสอบถามความคิดเห็นเพิ่มเติมของเกษตรกรที่ร่วมโครงการฯ พบว่า เกษตรกรร้อยละ 93 ยังคงต้องการใช้บริการของธนาคารต่อไป

เนื่องจากเห็นประโยชน์อย่างชัดเจนว่า ช่วยลดรายจ่ายและเสริมสร้างรายได้ให้กับชุมชน อีกทั้ง ได้รับการอบรมความรู้  ในหลักสูตรที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการธนาคารผลผลิตเกษตรด้านการประมง โดยเกษตรกรสามารถนําความรู้ไปใช้บริหารจัดการผลผลิตสัตว์น้ำให้มีคุณภาพและเพียงพอต่อความต้องการของชุมชนอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการธนาคารฯ ควรกระตุ้นการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเพื่อช่วยกันดูแลรักษา ผลผลิตของชุมชน และป้องกันการลักลอบจับสัตว์น้ำ นอกจากนี้ กรมประมง ควรผลักดัน ให้ธนาคารฯ สามารถดําเนินการได้ด้วยตัวเอง เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารโปรตีนประเภทสัตว์น้ำให้แก่สมาชิก ซึ่งหลังจากนี้ โครงการฯ จะยังขยายการจัดตั้งธนาคารให้ครบ 77 จังหวัดทั่วประเทศ และจะผลักดันให้เกษตรกรใช้พื้นที่แหล่งน้ำและทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถเป็นต้นแบบในการบริหารจัดการโดยชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป

ธรรมนัส แจง นำเข้าข้าวโพดไม่กระทบผู้ผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401863?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ธรรมนัส แจง นำเข้าข้าวโพดไม่กระทบผู้ผลิต

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
ธรรมนัส,ข้าวโพด,ตาก
เปิดอ่าน 70 ครั้ง

ธรรมนัส ลุยตรวจราชการ เร่งขับเคลื่อนภาคเกษตรสนองนโยบายการตลาดนำการผลิต แจงนำเข้าข้าวโพดป้อนผู้บริโภคในประเทศ ย้ำไม่ให้กระทบผู้ผลิต เพราะภาษีค่อนข้างสูง

30 พฤศจิกายน 2562  ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) 4 กลุ่มภาคเหนือ  โดยได้มอบนโยบายและร่วมหารือในประเด็นการพัฒนาและการเชื่อมโยงภาคเกษตรกรรมกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อพัฒนาไปสู่เกษตรอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก

รวมทั้งได้เดินทางไปยังสำนักงานเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตาก เพื่อประชุมติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งได้ไปตรวจเยี่ยมด่านชายแดนสะพานไทยมิตรภาพเมียนมาร์ แห่งที่ 2 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ รายงานผลการดำเนินงาน รวมทั้งเร่งติดตามเรื่องการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้าน

ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้มาตรวจติดตามการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรฯ และมอบนโยบายแก่ข้าราชการในจังหวัดตาก รวมทั้งได้มาติดตามประเด็นที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก ได้ตั้งกระทู้ถามเรื่องการลักลอบนำเข้าข้าวโพดในช่วงเวลาที่มีการควบคุม ตามมาตรการควบคุมการนำเข้าสินค้าเกษตรของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อรักษาสมดุลของผลผลิตและภาวะราคา

ทั้งนี้เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับเกษตรกรภายในประเทศ เนื่องมาจากในประเทศไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดปีละ 8 ล้านตัน แต่ผลิตได้เพียง 4 ล้านตัน จึงมีความจำเป็นต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะนำเข้าสินค้าใดก็ตาม ต้องไม่กระทบกับเกษตรกรผู้ผลิตในประเทศ รวมทั้งปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตร เนื่องมาจากอัตราภาษีการนำเข้าที่ไทยตั้งไว้ค่อนข้างสูง ซึ่งทั้งหมดนี้ ได้รับทราบข้อมูลและปัญหาต่างๆ แล้ว จะนำเรียนนายกรัฐมนตรี และนำไปพิจารณาแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนต่อไป

คลิปที่ 3

ธรรมนัส เล็งนำผลสรุป DS-SLM จัดการที่ดินอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401853?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ธรรมนัส เล็งนำผลสรุป DS-SLM จัดการที่ดินอย่างยั่งยืน

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 – 20:08 น.
ธรรมนัส,สปก,ที่ดินทำกิน,กรมพัฒนาที่ดิน,จัดการที่ดิน
เปิดอ่าน 39 ครั้ง

ธรรมนัส เล็งนำผลสรุปโครงการ DS-SLM บทเรียนสู่การปฏิบัติเพื่อการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน ขับเคลื่อนขยายผลมาตรการการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน

29 พฤศจิกายน 2562 “ธรรมนัส”เปิดสัมมนา การตัดสินใจแบบมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนและขยายผลการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน “บทเรียนสู่การปฏิบัติเพื่อการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน” (Key Message from DS-SLM Implementation for Sustainable Land Management)

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดการสัมมนาวิชาการ เรื่อง การตัดสินใจแบบมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนและขยายผลการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน “บทเรียนสู่การปฏิบัติเพื่อการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน” (Key Message from DS-SLM Implementation for Sustainable Land Management) ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งของโครงการ Decision Support for Mainstreaming and Scaling up of Sustainable หรือ DS-SLM

โดยบอกว่า โครงการ DS-SLM เป็นการทำงานภายใต้ความร่วมมือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมพัฒนาที่ดิน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย และองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ ถือเป็นการบูรณาการการทำงานระหว่างบุคลากรภาครัฐ ท้องถิ่น คณาจารย์มหาวิทยาลัยจากองค์กรอิสระเพื่อสังคม โดยเฉพาะชุมชน เกษตรกรที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรดินในพื้นที่เกษตรกรรม และเขตป่าไม้จนได้มาของความสำเร็จที่น่าชื่นชม

ทั้งนี้ การประเมินความเสื่อมโทรมของที่ดินและมาตรการการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน จะเป็นข้อมูลสนับสนุนการทำงานด้านการสงวน อนุรักษ์ และปกปักรักษา ในมิติของการใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน เกษตรกรมีความมั่นคง และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยท้องถิ่นและชุมชนเป็นฝ่ายกำหนดมาตรการ และแนวปฏิบัติเฉพาะที่สำหรับชุมชนนั้น ๆ

ส่วนการรวบรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีการจัดการที่ดินจากเกษตรกรและกรมพัฒนาที่ดิน จำนวนมากถึง 40 เทคโนโลยี ซึ่งมีการจัดการข้อมูลจนสามารถถ่ายทอดสู่เกษตรกร สามารถปฏิบัติได้จริงทั้งในประเทศและต่อยอดระดับนานาประเทศผ่านฐานข้อมูลเว็บไซต์ของ WOCAT (โว-แคท) และ UNCCD Knowledge Hub ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย ซึ่งเป็นที่น่ายินดีสำหรับการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืนแบบมีส่วนร่วม โดยนักวิชาการสาขาต่าง ๆ ร่วมกับชุมชน

“ที่ดินที่ได้รับการจัดสรรให้เกษตรกรตามนโยบาย คทช. และ ส.ป.ก. นั้น ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่ถูกใช้งานมานาน ทำให้ไม่ได้รับการดูแล ส่งผลให้สภาพดินไม่เหมาะแก่การทำเกษตรกรรม ประกอบกับขาดระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็น อาทิ แหล่งน้ำ ไฟฟ้า และถนน เป็นต้น ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมพัฒนาที่ดินจึงได้เข้ามาพัฒนาดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ และเหมาะสมแก่การทำการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรที่ได้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่นั้น ๆ สามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน มิใช่การจัดสรรที่ดินทำกินเพียงอย่างเดียว” รมช.ธรรมนัส กล่าว

สำหรับการขับเคลื่อนและขยายผลกิจกรรมด้านการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน (sustainable land management: SLM) ต้องคำนึงถึงความท้าทายเพื่อแก้ไขปัญหาใน ๓ ด้าน ได้แก่ ด้านหน่วยงานและนโยบาย ด้านเศรษฐกิจและการเงิน และด้านความรู้และเทคโนโลยี

ดังนั้น องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility: GEF) ได้จัดทำโครงการความร่วมมือโครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อการตัดสินใจในการขับเคลื่อนและขยายผลการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน (Decision Support for Mainstreaming and Scaling up of Sustainable Land Management, DS-SLM) ร่วมกับประเทศต่างๆ 15 ประเทศ ซึ่งเป็นโครงการที่ใช้หลักการดำเนินงานแบบบูรณาการทั้งในด้านวิชาการและการปฏิบัติ

โดยเน้นการพัฒนาองค์ความรู้ และฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงจากระดับพื้นที่สู่ระดับภูมิภาค และระดับโลกช่วยสนับสนุนให้เกิดการขยายผลและขับเคลื่อนการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืนในเชิงนโยบาย รวมไปถึงการพัฒนาศักยภาพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โครงการ DS-SLM ดำเนินการในลักษณะร่วมกันดำเนินการระดับโลก โดยมี FAO เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานร่วมกับประเทศอีกจำนวน 15 ประเทศ ได้แก่ อาเจนติน่า บังคลาเทศ บอสเนีย จีน โคลัมเบีย เอกวาดอร์ เลโทโซ โมร็อกโค ไนจีเรีย ปานามา ฟิลิปปินส์ ตูนีเซีย ตุรกี อุซเบกิสถาน และไทย ซึ่งประเทศไทย โดยกรมพัฒนาที่ดินในฐานะหน่วยงานหลักในการดำเนินงานร่วมกับ FAO มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินโครงการตามกรอบการดำเนินงานโครงการซึ่งเกี่ยวกับการจัดทำแผนที่ระบบการใช้ที่ดิน การประเมินความเสื่อมโทรมของที่ดิน การประเมินมาตรการการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน

รวมทั้งกิจกรรมการสร้างความตระหนัก ฐานข้อมูลองค์ความรู้ และการจัดทำยุทธศาสตร์เพื่อการขับเคลื่อนและขยายผลมาตรการการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน โดยการจัดสัมมนาวิชาการในครั้งนี้จะเป็นการนำเสนอผลการดำเนินโครงการ DS-SLM ต่อผู้กำหนดนโยบาย และผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะประเด็นความเสื่อมโทรมของที่ดิน และมาตรการในการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน รวมถึงสร้างโอกาสในการขับเคลื่อนและขยายผลมาตรการการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืนอีกด้วย

‘มนัญญา’ข้องใจ’สุริยะ’ไม่ลงคะแนนเสียงปมสารพิษ ทำมติบังคับใช้ได้หรือไม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457257

'มนัญญา'ข้องใจ'สุริยะ'ไม่ลงคะแนนเสียงปมสารพิษ ทำมติบังคับใช้ได้หรือไม่

‘มนัญญา’ข้องใจ’สุริยะ’ไม่ลงคะแนนเสียงปมสารพิษ ทำมติบังคับใช้ได้หรือไม่

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 18.26 น.

“มนัญญา”ยันไม่เห็นเอกสารมติยืดเวลาแบนสารเคมีทางการเกษตร ข้องใจ”สุริยะ”เป็นประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย แต่ไม่มีการลงคะแนนเสียง ถือว่าใช้ดุลพินิจตัวเอง จะเป็นมติที่บังคับใช้ได้หรือไม่

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ยังไม่เห็นเอกสารมติการยืดเวลาแบน 2 สาร คือ พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส ไปอีก 6 เดือน โดยให้มีผลวันที่ 1 มิ.ย.63 และยกเลิกแบนไกลโฟเซต กลับมาใช้มาตรการจำกัดการใช้ ทั้งนี้ รู้สึกข้องใจขั้นตอนการลงมติของที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุ เมื่อวันที่ 27 พ.ย.ซึ่งมี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรววงอุตสาหกรรม เป็นประธาน ซึ่งไม่มีการลงคะแนนเสียงหรือถามความเห็นกรรมการ แต่ใช้ดุลพินิจของตัวเอง ดังนั้น จะเป็นมติที่บังคับใช้ได้หรือไม่ ยืนยันว่า จะไม่วางมือจากเรื่องนี้ จะเดินหน้าต่อไป ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรยังไม่อนุญาตให้นำเข้าสารทั้ง 3 ชนิดเพิ่ม และจะกำกับดูแลการจัดการพาราควอต และไกลโฟเซต ที่เหลือในประเทศอย่างเข้มงวด

น.ส.มนัญญา กล่าวต่อว่า คำสั่งห้ามนำเข้า 3 สาร ทั้งพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย.จนถึงปัจจุบันซึ่งมีคงเหลือกว่า 23,000 ตัน ไม่ควรให้ใช้ต่อไปแล้ว การที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายขยายระยะเวลาต่อไป ทำให้เกษตรกรยังใช้ได้ จะส่งผลให้อันตราย

“ยังไม่รู้เหตุผลที่มติออกมาตามที่นายสุริยะแถลง โดยผู้แทนกรมปศุสัตว์และกรมประมง ซึ่งเป็นกรรมการวัตถุอันตรายต่างยืนยันว่า ในที่ประชุมนั้น ประธานไม่ได้ให้มีการลงคะแนนเสียงใดๆ ดังนั้น คนที่ต้องตอบสังคมคือนายสุริยะ ส่วนกระทรวงเกษตรฯ เป็นหน่วยปฏิบัติ แต่รอมติอย่างเป็นทางการอยู่ เมื่อมติใหม่ยังไม่ออกเป็นเอกสารราชการถือว่า มติวันที่ 22 ต.ค.ที่ให้ยกเลิกทั้ง 3 สารยังไม่ถูกหักล้าง เพราะเป็นมติจากการลงคะแนะเสียงของกรรมการทั้งหมดเป็นรายบุคคล ดังนั้น คณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดใหม่ต้องไปตกลงกันก่อนว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อไป แล้วส่งเอกสารราชการมายังหน่วยงานปฏิบัติ” น.ส.มนัญญา กล่าว

‘อธิบดีปศุสัตว์’เร่งจัดสวัสดิภาพสัตว์รายชนิดสัตว์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457249

'อธิบดีปศุสัตว์'เร่งจัดสวัสดิภาพสัตว์รายชนิดสัตว์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

‘อธิบดีปศุสัตว์’เร่งจัดสวัสดิภาพสัตว์รายชนิดสัตว์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 18.18 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”เร่งจัดสวัสดิภาพสัตว์รายชนิดสัตว์ เพื่อดำเนินงานป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 ที่ห้องประชุมพระพิรุณ ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการวิชาการป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ ครั้งที่ 1/2562 พร้อมด้วย นายเกียรติยศ โรเยอร์ โลหนันทน์ เลขาธิการสมาคมพิทักษ์สัตว์แห่งประเทศไทย , นายอลงกรณ์ มหรรณสพ ผู้เชี่ยวชาญด้านปางช้าง , นางอัจฉริยา ไศละสูต คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , นายปานเทพ รัตนกร คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล , นายสาธิต ปรัชญาอริยะกุล สมาคมป้องกันการทารุณกรรมสัตว์แห่งประเทศไทย ผอ.สพส. ผอ.กสบ. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กสก. สกม.และผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง สาระสำคัญ ดังนี้

1.คำสั่งและอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการวิชาการฯ เพื่อปรับปรุงกฎหมาย พิจารณาแนวทางปฎิบัติและหลักเกณฑ์ในการป้องกันและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ให้เหมาะสมและเป็นสถานการณ์ปัจจุบัน 2.แนวทางนโยบายในการจัดสวัสดิภาพสัตว์ในสถานเพาะพันธุ์สุนัข แมว ปางช้าง และสถานที่ขายสัตว์ 3.แนวนโยบาย รมว.กษ.ในการดำเนินการยกร่างประกาศ กษ.เรื่อง การจัดสวัสดิภาพสัตว์ ในสถานเพาะพันธุ์สุนัข สถานเพาะพันธุ์แมว ในปางช้าง และในสถานที่ขาย และ 4.การแต่งตั้งคณะทำงานยกร่างประกาศ กษ.เรื่องการจัดสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์มเพาะพันธุ์สุนัข การจัดสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์มเพาะพันธุ์แมว การจัดสวัสดิภาพสัตว์ในปางช้าง และการจัดสวัสดิภาพสัตว์ในสถานที่จำหน่าย

ทั้งนี้ ให้มีการจัดสวัสดิภาพสัตว์สอดคล้องตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ 5 ประการ ​คือ 1.อิสระจากความหิวกระหาย (Freedom from hunger and thirst) 2.อิสระจากความไม่สบายกาย (Freedom from discomfort) 3.อิสระจากความเจ็บปวดและโรคภัย (Freedom from pain injury and disease) 4.อิสระจากความกลัวและไม่พึงพอใจ (Freedom from fear and distress) และ ​5.อิสระในการแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ (Freedom to express normal behavior) เหมาะสมในการจัดสวัสดิภาพสัตว์เฉพาะเจาะจงตามรายชนิดสัตว์ และพิจารณารายชื่อและอำนาจหน้าที่ของคณะทำงานเหมาะสมตามรายชนิดสัตว์ เพื่อเป็นการพัฒนาและส่งเสริมให้เกิดการจัดสวัสดิภาพสัตว์มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

‘วีระ’ย้ำ’ปารีณา’รุกที่หลวงแน่นอน พร้อมจับตา!การทำงานของ ปปช. อย่างใกล้ชิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457233

'วีระ'ย้ำ'ปารีณา'รุกที่หลวงแน่นอน   พร้อมจับตา!การทำงานของ ปปช. อย่างใกล้ชิด

‘วีระ’ย้ำ’ปารีณา’รุกที่หลวงแน่นอน พร้อมจับตา!การทำงานของ ปปช. อย่างใกล้ชิด

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.58 น.

“วีระ” ยังเดินหน้าตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐที่ลงพื้นที่ตรวจสอบการรุกที่ป่าสงวนของ “เอ๋ ปารีณา” เพื่อไม่ให้มีการเอื้อประโยชน์กับผู้กระทำความผิด ขณะที่ เลขา ป.ป.ช. เผยเรื่องนี้ยังไม่ขอฟันธงว่ามีการแจ้งทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จหรือไม่

วันที่ 29 พฤสจิกายน 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายภาคประชาชนต่อต้านคอรัปชั่น ยังคงเดินทางมาร่วมตรวจสอบและสังเกตการณ์ การทำหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในการลงมาตรวจสอบเอกสารทรัพย์สินและการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (บภท.5) ที่นางสาว ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ได้ยื่นชำระต่อ ส่วนการคลังขององค์การบริหารส่วนตำบลรางบัว และการเข้าไปตรวจสอบ วัว ภายในคอกเลี้ยงวัว พร้อมด้วยทรัพย์สินในเขาสนฟาร์มไก่ หมู่ที่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี

นายวีระ สมความคิด กล่าวว่า พื้นที่ที่นางสาวปารีณา บุกรุกอยู่นั้นเป็นพื้นที่กรรมสิทธิ์ของป่าไม้ มันมีคำพิพากษาฎีกาชัดเจนแล้ว มีความชัดเจนมาตลอด ตนเองจึงท้ามาตลอด จะเห็นว่าคุณธรรมนัส ออกมาเถียงตนหรือเปล่า ผมท้าคุณธรรมนัสดำเนินคดีกับตนเอง ตนเองบอกแล้วว่าไม่มีพื้นที่ ส.ป.ก. ไม่มีพื้นที่กรรมสิทธิ์เป็นพื้นที่ป่าสงวนทั้งหมดถ้าตนเองพูดผิดให้ดำเนินคดีกับตนเอง ซึ่งตอนนี้หายไปเลย ไม่เห็นออกมาเลยหายไปจากข่าว ตนเองบอกได้แค่นี้ว่าคุณธรรมนัสจะโดนหนักกว่านี้

นายวีระ กล่าวอีกว่า วันนี้ตนได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจภูธรจอมบึง เพื่อที่จะติดตามคดี นอกจากนี้จะมาดูพื้นที่ว่าเมื่อวานนี้ ทางป่าไม้ และ ส.ป.ก.ได้มาลงพื้นที่วันนี้อีก 1 วัน หลังจากเมื่อวานนี้มาตรวจพื้นที่ใกล้เคียงที่หากไปกว่า 10 กิโล เพื่อหาพิกัดใกล้เคียง แต่วันนี้ก็ยังไม่เข้าพื้นที่ และตนได้รับข่าวว่าที่ อบต.รางบัว ทาง ป.ป.ช.เข้ามาเพื่อตรวจในเรื่อง ภบท.5 จำนวน 57 แปลง ที่แจ้งกับทาง ป.ป.ช. แต่ได้ข่าวว่าไม่ให้รายละเอียดใดๆ

ในส่วนกรณีที่ทางคุณปารีณา ได้มอบหมายให้คนไปแจ้งความเพื่อดำเนินคดีป่าไม้ เมื่อค่ำวานนี้ นายวีระ กล่าวประเด็นนี้ว่า การที่ทางคุณปารีณาไปแจ้งความ ต้องถามว่าเอาหลักฐานอะไรไปแจ้ง คุณต้องมีหลักฐานการครอบครอง ว่าคุณเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตรงนั้น คุณมีหรือไม่ เอาไปแสดงต่อตำรวจหรือยัง ทางตำรวจคงจะรับแจ้งไปอย่างนั้น แต่ตำรวจคงจะต้องตรวจสอบก่อนว่าคุณเป็นผู้เสียหายหรือเปล่า คุณเป็นผู้ครอบครองที่ตรงนั้นหรือเปล่า ถ้าเป็นเจ้าของต้องมีเอกสารจากทางราชการออกให้ ถ้าไม่มีเท่ากับว่าเป็นการแจ้งเท็จ นายวีระกล่าว

ส่วนทางด้านการดำเนินการลงพื้นที่มาตรวจสอบเอกสารทรัพย์สินและการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (บภท.5) ที่นางสาว ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี ที่ได้แจ้งไว้กับทาง ป.ป.ช. ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์สอบถามไปยัง นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช โดยได้กล่าวถึงกรณีนี้ว่า วันนี้ที่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบทรัพย์สินนางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ว่า หลังจากนี้เจ้าหน้าที่ที่ลงไปตรวจสอบจะต้องทำรายงานตามระเบียบส่งมา แต่เบื้องต้นยังไม่มีรายงานเข้ามาว่าการลงพื้นที่วันนี้มีรายละเอียดตรวจสอบรายการใดบ้าง ส่วนเรื่องที่ ป.ป.ช. ไปขอตรวจสอบเอกสารที่ดิน กับ ส.ป.ก. เรื่องนี้ก็ยังไม่ทราบรายละเอียดเช่นกัน อยู่ระหว่างตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติ

ส่วนกรณีนางสาวปารีณา ที่มีการแจ้งทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จหรือไม่นั้น  เรื่องนี้ยังไม่ขอฟันธง เพราะจะต้องตรวจสอบรายละเอียดก่อน และขออย่านำเรื่องนี้ไปเปรียบเทียบกับกรณีบุคคลอื่น และต้องยอมรับว่าตัวบทกฎหมาย มีการเปลี่ยนแปลงไป ต้องดูที่เจตนาว่าจงใจแจ้งทรัพย์สินเป็นเท็จหรือไม่ โดยมีกรอบระยะเวลาการรวบรวมข้อมูลหลักฐาน 180 วัน และต้องมีการตรวจทรัพย์สินทั้งหมด 9 รายการไม่ใช่เพียงแต่ฟาร์มไก่ หรือที่ดินอย่างเดียว รวมถึงบัญชีหนี้สินอีก 4 รายการด้วย รายละเอียดจะเป็นอย่างไรรอให้มีการตรวจสอบเสร็จเสียก่อนจะดำเนินการตามข้อเท็จจริงต่อไป

‘ป่าไม้’ฟันเปรี้ยง!! ‘ปารีณา’รุกป่าสงวนฯ46ไร่ จ่อแจ้งความ2ธ.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457227

'ป่าไม้'ฟันเปรี้ยง!! 'ปารีณา'รุกป่าสงวนฯ46ไร่ จ่อแจ้งความ2ธ.ค.นี้

‘ป่าไม้’ฟันเปรี้ยง!! ‘ปารีณา’รุกป่าสงวนฯ46ไร่ จ่อแจ้งความ2ธ.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.43 น.

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ เปิดเผยหลังการประชุมคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จกรณีเขาสนฟาร์ม จ.ราชบุรี ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ที่มี นายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ เป็นประธาน ว่า กรมป่าไม้ได้ข้อยุติ จากการตรวจสอบพื้นที่และรังวัดที่ดินแล้วพบว่า น.ส.ปารีณา บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี กว่า 40 ไร่ และบุกรุกป่าตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 ทั้ง 2 พื้นที่รวมกันประมาณ 46 ไร่เศษ

และจากการตรวจสอบไม่พบเอกสารที่ทางราชการออกให้เพื่อให้เข้าทำประโยชน์ในเขตพื้นที่ป่าไม้ตามระเบียบและกฎหมาย ถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 มาตรา 14 ในเขตป่าสงวนแห่งชาติห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์ หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถางเผาป่า ทำไม้ เก็บหาของป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ และมีความผิดตามมาตรา 54 พ.ร.บ. ป่าไม้ 2484 ห้ามมิให้ผู้ใดแผ้วถางหรือเผาป่า หรือกระทำการใดๆ อันเป็นการทำลายป่าหรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น

ทั้งนี้ ในวันจันทร์ที่ 2 ธ.ค.นี้ เวลา 09.00 น.ตนจะแถลงรายละเอียดทั้งหมด จากนั้นจะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่เข้าแจ้งความดำเนินคดี ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.)

นายอรรถพล กล่าวอีกว่า ส่วนที่ น.ส.ปารีณา ให้คนไปแจ้งความเจ้าหน้าที่ป่าไม้นั้น ไม่มีปัญหา เป็นสิทธิของ น.ส.ปารีณา แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบแนวแผนที่และปักหมุดในเขตป่าสงวนฯ ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี โดยไม่ได้เข้าพื้นที่ฟาร์มไก่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ และก่อนหน้าที่จะเข้าพื้นที่ตนก็ได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้ระมัดระวังในการเข้าพื้นที่ส่วนบุคคลแล้ว

สำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 ฉบับแก้ไขปี 59 มาตรา 14 ในเขตป่าสงวนฯ ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่นสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้ เก็บหาของป่า หรือกระทำการด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมสภาพแก่ป่าสงวนแห่งชาติ หากบุกรุกไม่เกิน 25 ไร่ มีโทษจำคุก‪ตั้งแต่ 1 – 10‬ ปี แต่หากเป็นการบุกรุกเกิน 25 ไร่ มีโทษจำคุก‪ตั้งแต่ 4 – 20‬ ปี ส่วน พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 มาตรา 54 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 2 – 15 ปี