สายกัญชงเฮ! ‘อนุทิน’ลงนามประกาศกระทรวงให้เกษตรกรปลูกได้มากขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457172

สายกัญชงเฮ! 'อนุทิน'ลงนามประกาศกระทรวงให้เกษตรกรปลูกได้มากขึ้น

สายกัญชงเฮ! ‘อนุทิน’ลงนามประกาศกระทรวงให้เกษตรกรปลูกได้มากขึ้น

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 14.53 น.

ขยับไปอีกขั้น”อนุทิน” ลงนามประกาศกระทรวงเรื่องปลูกกัญชง ซึ่งจะมีผลให้เกษตรกรที่ลงทะเบียนไว้สามารถปลูกกัญชงได้มากขึ้น

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังเปิดการประชุมเสวนาผ่าทางตัน การใช้กัญชาเสรีทางการแพทย์ ว่า ตนได้ลงนามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องกัญชง เพิ่มเติมและแก้ไขกฎหมายกัญชา ซึ่งจะมีผลให้ เกษตรกรที่ลงทะเบียนไว้สามารถปลูกกัญชงได้มากขึ้น เพื่อปลูกใช้ประโยชน์จากสาร CBD

“ส่วนเรื่องการปลูกกัญชา 6 ต้นยังอยู่ในสภาฯ โดยยืนยันทั้งหมด เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ส่วนรายละเอียดคงต้องถามเลขาธิการอย.  สำหรับความต้องการน้ำมันกัญชาในขณะนี้ เนื่องจากมีคลินิกกัญชา แต่น้ำมันกัญชาในสูตรอ.เดชา ยังไม่เพียงพอ ต้องมีการผลิตเพิ่ม”นายอนุทิน กล่าว

ชักจะยุ่ง! ‘อนุทิน’แนะตีความประเด็นยืดแบนสารเคมีให้ชัด หลังคลุมเครือปมไร้มติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457160

ชักจะยุ่ง! 'อนุทิน'แนะตีความประเด็นยืดแบนสารเคมีให้ชัด หลังคลุมเครือปมไร้มติ

ชักจะยุ่ง! ‘อนุทิน’แนะตีความประเด็นยืดแบนสารเคมีให้ชัด หลังคลุมเครือปมไร้มติ

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 14.25 น.

“อนุทิน”แนะตีความยืดแบนสารเคมีให้ชัด หลังคลุมเครือปมไร้มติ ชี้ต้องสางปห.ก่อนคืนกรมวิชาการเกษตรฯ

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงมติที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 27 พ.ย.2562 ที่ให้เลื่อนการแบนสารเคมีทางการเกษตรว่า ทราบว่ารศ.ภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการวัตถุอันตรายประกาศลาออก โดยบอกว่า ที่ประชุมไม่ได้มีการลงมติ แต่ขณะนี้อย่าเพิ่งไปโทษใคร เพราะตนก็เจอนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ก็บอกว่า เข้าใจว่าการที่พูดแล้วไม่มีคนโต้แย้ง น่าจะเป็นมติได้ โดยนายสุริยะได้พูดในสิ่งที่อยากให้เป็น แต่ตนมองว่าสมัยก่อนอาจจะได้ ยุคนี้มันไม่ได้

“ผมได้เรียนท่านสุริยะไปว่า อยากให้โหวตเลย อย่าเกรงใจ  เพราะคณะกรรมการที่เห็นต่างอาจมองว่า คนระดับรัฐมนตรีมาเป็นประธานเลยไม่กล้าพูดอะไร ต่างคนต่างเข้าใจผิด อีกทั้งเลขานุการคณะกรรมการวัตถุอันตรายควรทำบันทึกถึงประธาน เนื่องจากมีความสุ่มเสี่ยง เพราะถ้าตีความว่า ไม่มีการลงมติ แปลว่ามติวันที่ 22 ต.ค.62 ยังอยู่หรือไม่ ก็ต้องว่ากันตามกฎหมาย” นายอนุทิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า จากการพูดคุยกับนายสุริยะ มีท่าทีจะทบทวนมติหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องดูในการประชุมครั้งต่อไป คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีการยกประเด็นนี้ขึ้นมาคุยไหม เอารายงานการประชุมครั้งก่อนมาดู ถ้ารายงานระบุว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ คนที่ไม่เห็นด้วยก็ต้องโต้แย้ง เพราะคนเป็นคณะกรรมการต้องรักษาสิทธิตัวเอง เราไม่ก้าวก่ายกัน แต่ถ้ามันเป็นประเด็นขึ้นมา ก็คงต้องไปหารือ และวันที่ 1 ธ.ค.นี้ เกิดไม่ประกาศขึ้นมา โดยอ้างมติที่ประชุม เดี๋ยวมีคนไปร้อง เดี๋ยวก็ยุ่งอีก

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะคืนกรมวิชาการเกษตรที่อยู่ภายได้การกำกับดูแลของน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก่อนคืนต้องจัดการปัญหาก่อน การทำงานร่วมกันต้องมุ่งสัมฤทธิผล เป้าหมายต้องเหมือนกัน

“เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาระหว่างรัฐมนตรี แต่เป็นปัญหาของน.ส.มนัญญา กับกรมวิชาการเกษตร ที่ท่านบอกว่ามอบนโยบายอะไรไปก็ไม่ทำ ก็ต้องไปดูว่าทำไมไม่ทำ เราต้องฟังเหตุผลทั้งสองฝ่าย” นายอนุทิน กล่าว

รายงานพิเศษ : กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนา ยกระดับธุรกิจน้ำยางสด-ขึ้นชั้นมาตรฐาน FSC

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457023

รายงานพิเศษ : กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนา  ยกระดับธุรกิจน้ำยางสด-ขึ้นชั้นมาตรฐาน FSC

รายงานพิเศษ : กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนา ยกระดับธุรกิจน้ำยางสด-ขึ้นชั้นมาตรฐาน FSC

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนา หมู่ 1 ตำบลคลองกวาง อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา เป็นกลุ่มเกษตรกรที่มีความเข้มแข็งมากกลุ่มหนึ่งในจังหวัดสงขลา จากเดิมที่เคยประสบปัญหาด้านราคา และไม่มีอำนาจการต่อรองในการขายน้ำยางพาราให้กับผู้รับซื้อแต่หลังจากจดทะเบียนเป็นนิติบุคล ขึ้นตรงกับสหกรณ์จังหวัดสงขลานำระบบสหกรณ์มาใช้ดำเนินงานภายในกลุ่ม ทำให้การดำเนินงานมีระบบ มีทิศทาง และมีแผนงานที่ชัดเจนมากขึ้น จนสามารถรวบรวมน้ำยางสดจากเกษตรกรสมาชิกส่งโรงงานได้โดยตรง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

นายศตวรรษ จันทร์ทอง ประธานใหญ่กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนา เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนามีอาชีพหลักคือทำน้ำยางสดเพื่อจำหน่าย มีเกษตรกรสมาชิกทั้งหมด 410 รายมีพื้นที่เปิดกรีด 8,000 ไร่ มีการแบ่งสมาชิกเป็นกลุ่มย่อย จำนวน 9 กลุ่ม กลุ่มละ 50-60 ราย และขณะนี้กำลังจะจัดตั้งกลุ่มที่ 10 เพิ่มขึ้นอีก เพื่อรวบรวมน้ำยางสดภายในหมู่บ้าน เมื่อรวบรวมเรียบร้อยแล้วทุกกลุ่มจะนำไปส่งยังจุดใหญ่ ซึ่งน้ำยางสดที่ได้ในแต่ละวันมีประมาณ 30,000-35,000 กิโลกรัม โดยในจุดนี้จะมีการตรวจสอบคุณภาพ เป็นจุดรวบรวมน้ำยางสดที่ผ่านมาตรฐาน GMP จนสามารถส่งให้กับบริษัทผลิตน้ำยางข้นทั้งในและต่างประเทศด้วยตนเอง และที่สำคัญมีการคิดราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อให้รายได้กลับคืนสู่เกษตรกรสมาชิกโดยตรง

ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนา ดำเนินงาน 3 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจรวบรวมผลผลิต รวบรวมน้ำยางพาราสดเพื่อจำหน่าย ธุรกิจแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและการผลิตสินค้า โดยขายปุ๋ยผสมตามค่าวิเคราะห์ดินและธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย โดยจัดหาปัจจัยการผลิตและวัสดุการเกษตรมาจำหน่ายแก่สมาชิก นอกเหนือจากนั้น ยังนำงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ไปต่อยอดธุรกิจอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้เสริมและเป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในชุมชน เพื่อให้เกษตรกรสมาชิกมีรายได้เพิ่มนอกเหนือจากการประกอบอาชีพทำสวนยางพาราเพียงอย่างเดียวอย่างร้านค้าชุมชนที่ขายทั้งสินค้าทั่วไป และสินค้าทางการเกษตร สนับสนุนให้ปลูกพืชหรือเลี้ยงผึ้งในร่องสวนยาง สร้างโรงงานน้ำดื่มไว้บริโภคกันเองภายในชุมชน ผสมปุ๋ยใช้เองเพื่อลดต้นทุนการผลิต รวมถึงมีธนาคารชุมชน เพื่อให้เกษตรกรรู้จักการออม ซึ่งทำให้ปัจจุบันชุมชนมีเงินทุนมากกว่า 60 ล้านบาท

“ที่ผ่านมาการดำเนินงานทั้งหมดของกลุ่มอยู่ภายใต้การดูแลของสหกรณ์จังหวัดสงขลา ที่ได้เข้ามาส่งเสริม แนะนำให้กลุ่ม ปฏิบัติตามอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ พร้อมไปกับการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรรัชกาลที่ 9 มาให้กลุ่มใช้ในการบริหารจัดการองค์กร โดยให้ยึดความต้องการพื้นฐานของสมาชิกเป็นหลัก เน้นใช้ทรัพยากรในชุมชนให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ เพื่อให้เกษตรกรสมาชิก และคนในชุมชนสามารถพึ่งพาตนเอง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เกิดความสามัคคี และอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข” นายศตวรรษ กล่าว

ด้านนายบรรจงหัสรังสี ประธานกลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนา (กลุ่มย่อยที่ 9) เสริมว่าเมื่อรวมกลุ่มกัน นอกจากจะสามารถสร้างอำนาจการต่อรอง จนราคาดีขึ้นแล้ว พอถึงสิ้นปีเกษตรกรสมาชิกยังได้ปันผล ได้เงินเฉลี่ยคืน บางรายได้ถึง 30,000-40,000 บาทเลยทีเดียว

การดำเนินงานด้วยระบบสหกรณ์ของกลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนา สะท้อนความสำเร็จออกมาได้อย่างชัดเจน ซึ่งเห็นได้จากรางวัลต่างๆมากมาย อาทิ รางวัลชนะเลิศ การประกวดผลงานการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในสหกรณ์ และกลุ่ม เกษตรกร ประจำปีงบประมาณ 2561 และรางวัลกลุ่มเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.2561 ประเภทกลุ่มเกษตรกรทำสวนเป็นต้น และด้วยการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่งทำให้กลุ่มเกษตรกรฯกำลังก้าวไปสู่การจัดการสวนยางอย่างยั่งยืน มาตรฐาน FSC (Forest Stewardship Council)ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับโลกทำให้กลุ่มสามารถแข่งขันกับพ่อค้าได้ ส่งผลให้น้ำยางของกลุ่มฯเป็นที่ต้องการของโรงงานอุตสาหกรรมทั้งในและนอกประเทศเป็นอย่างดี

โรคใบร่วงยางพาราลาม3.6แสนไร่ เกษตรกรนราธิวาส-ตรังสูญรายได้253ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457022

x

โรคใบร่วงยางพาราลาม3.6แสนไร่ เกษตรกรนราธิวาส-ตรังสูญรายได้253ล.

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยถึงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคใบร่วงในยางพารา ในพื้นที่ปลูกยางพาราภาคใต้ตอนล่างของประเทศ ว่า การยางแห่งประเทศไทยชี้แจงอาการที่ปรากฏบนใบยางพารา เป็นอาการใบร่วงที่เกิดจากเชื้อรา Pestalotiopsis sp. ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต และผลผลิตของน้ำยาง ทำให้ผลผลิตลดลงกว่าร้อยละ 30- 0 ส่วนใหญ่พบในพันธุ์ยาง RRIM 600 พันธุ์ RRIT 251 และพันธุ์ PB 311 จากสถานการณ์ดังกล่าว สศก. โดยสศก.ที่ 9 จ.สงขลาลงพื้นที่ติดตาม ตรวจสอบและประเมินสถานการณ์ พบว่า ขณะนี้มีการระบาดของโรคดังกล่าว ในจ.นราธิวาส และตรัง รวม 365,883 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 17 ของเนื้อที่กรีดได้ (ณ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562) แบ่งเป็น จ.นราธิวาส  12 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองยี่งอ รือเสาะ เจาะไอร้อง จะแนะ สุคิริน แว้ง ระแงะ สุไหงปาดี สุไหงโก-ลก ศรีสาคร และตากใบ รวมพื้นที่ 365,483 ไร่  ส่วนจ.ตรัง พบการระบาดเฉพาะพื้นที่อำเภอเมืองตรัง รวม 400 ไร่

หากวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโรคระบาดในยางพาราของจ.นราธิวาส และตรัง พบว่า จำนวนพื้นที่ระบาด 365,883 ไร่ ของทั้ง 2 จังหวัด จะคิดเป็นปริมาณผลผลิตทั้งปี รวม 93,305 ตัน ซึ่งหากผลผลิตลดลง ร้อยละ 30 – 50 ช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2562 ส่งผลให้เกษตรกรเสียรายได้ภาพรวม คิดเป็นมูลค่า 253 – 423 ล้านบาทหรือ เฉลี่ยเดือนละ 126 – 211  ล้านบาท  หากไม่สามารถควบคุมป้องกันการระบาดของโรคได้ จะทำให้ผลผลิตของ 2 จังหวัด ได้รับผลกระทบจากผลผลิตลดลงทั้งปี 2563 ประมาณ27,991 – 46,652 ตัน และอาจส่งผลให้เกษตรกรสูญเสียรายได้ในภาพรวม คิดเป็นมูลค่า 1,255 – 2,093 ล้านบาทต่อปี หรือ เฉลี่ยเดือนละ 104 – 174 ล้านบาท

เลขาธิการ สศก.กล่าวด้วยว่า การเฝ้าระวังควบคุมการระบาดเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้ กยท.และกรมวิชาการ นำร่องทดสอบใช้โดรนพ่นสารกำจัดเชื้อรายับยั้งการ
แพร่กระจาย แต่เนื่องจากเชื้อรา Pestalotiopsis sp. แพร่ระบาดโดยลมและฝน จึงยากต่อการป้องกันควบคุม ดังนั้น ขอให้เกษตรกรระวังหรืองดเคลื่อนย้ายวัสดุปลูกและใบยางพาราโดยเฉพาะจากพื้นที่ชายแดนภาคใต้ไปสู่พื้นที่อื่น และสำหรับต้นยางพาราที่พบว่าเป็นโรคใบร่วงรุนแรง ให้เกษตรกรใช้สารเคมีโดยวิธีฉีดพ่นลงดินด้วยสาร thiophanatemethyl และพ่นทรงพุ่มยางด้วยสาร benomyl, hexaconazole, thiophanatemethyl, triadimefon และ difenoconazole เพื่อกำจัดเชื้อ รวมทั้งบริหารจัดการพื้นที่ป้องกันการระบาดเพิ่ม โดยกันพื้นที่เป็นแนวป้องกัน (Buffer Zone) ทั้งนี้ เกษตรกรสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานการยางแห่งประเทศไทย ในจังหวัดที่ท่านทำสวนยางอยู่

อากาศเย็นระวังราแป้งกุหลาบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457019

x

อากาศเย็นระวังราแป้งกุหลาบ

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระยะนี้อากาศเย็นและมีหมอกตอนเช้าอาจส่งผลกระทบต่อการปลูกกุหลาบ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกกุหลาบเฝ้าระวังการเกิดโรคราแป้ง สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของต้นกุหลาบ โดยจะพบอาการของโรคได้กับทุกส่วนของพืช บนใบอ่อน หรือดอกตูม เริ่มแรกจะพบแสดงอาการบนผิวใบเกิดรอยแผลจุดสีชมพูเข้ม ต่อมาพบเชื้อรามีลักษณะคล้ายผงแป้งสีขาวเกิดขึ้นเป็นหย่อมๆ ทั้งด้านบนใบและใต้ใบ หากรุนแรง จะพบผงสีขาวบนก้านใบ กิ่ง ดอก ก้านดอก ใบอ่อน กลีบเลี้ยง กลีบดอก และลำต้น หรือพบผงสีขาวทั่วทั้งต้น ทำให้ใบและดอกบิดเบี้ยวเสียรูปทรง ใบจะเหลืองแล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล แห้งกรอบ และร่วงในที่สุด เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูก กำจัดวัชพืช ตัดแต่งและเก็บส่วนที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความชื้น ลดแหล่งสะสมเชื้อราสาเหตุโรค ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการระบาดของโรค หากเริ่มพบต้นที่เป็นโรค ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชไพราโซฟอส 29.4% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ20 ลิตร หรือสารเบโนมิล 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 6-10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5-7 วัน หลีกเลี่ยง การพ่นสารกลุ่มซัลเฟอร์ เพราะอาจทำให้กุหลาบเกิดอาการไหม้ได้

กษ.เสริมศักยภาพเจ้าหน้าที่ ขับเคลื่อนท่องเที่ยววิถีเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457021

x

กษ.เสริมศักยภาพเจ้าหน้าที่ ขับเคลื่อนท่องเที่ยววิถีเกษตร

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยหลังเปิดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเจ้าหน้าที่ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยววิถีเกษตร ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-28 พฤศจิกายน 2562 ว่า การท่องเที่ยววิถีเกษตรหรือการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาประเทศ ตามยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน สร้างความหลากหลายด้านการท่องเที่ยว จัดอยู่ในกลุ่มท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม และสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ในการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและบริการ ส่งเสริมการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว

โดยมีผู้เข้าสัมมนาซึ่งรับผิดชอบงานส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ระดับจังหวัด เขต ศูนย์ปฏิบัติการ และศูนย์ขยายพันธุ์พืชรวม 123 คน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจการดำเนินงานส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยววิถีเกษตร ชี้แจงแนวทางขับเคลื่อนงานท่องเที่ยววิถีเกษตร ปี 2563 โดยยกระดับจากฟาร์มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน หน่วยราชการ และแหล่งศึกษาดูงานด้านการเกษตรที่มีศักยภาพ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยว มีองค์ความรู้ สัญลักษณ์และความเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละแห่ง เน้นกิจกรรมการเกษตรที่ปรับปรุงเป็นกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวอย่างโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ รวมทั้งเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงวิถีชีวิต วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และสินค้าของชุมชน เพื่อเป็นทางเลือกให้นักท่องเที่ยว สร้างมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้น่าเชื่อถือ การใช้แอพพลิเคชั่น หรือ Social Media เป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวรู้จักแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ทำให้เกิดการสร้างงานสร้างรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร หรือเป็นรายได้เสริมให้เกษตรกร

สำหรับหลักเกณฑ์คัดเลือกแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรของกรมส่งเสริมการเกษตรมี 7 ด้าน คือ 1. ดำเนินการในรูปของวิสาหกิจชุมชน กลุ่ม ชุมชน หมู่บ้าน 2.มีศักยภาพพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว 3. มีกิจกรรมการเกษตรที่โดดเด่น หรือนวัตกรรมด้านการเกษตร ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ 4.มีความปลอดภัยทั้งด้านการเดินทาง การพักค้าง การร่วมกิจกรรมและอื่นๆ 5.การคมนาคมสะดวก 6. ใกล้แหล่งท่องเที่ยวหลักหรือท่องเที่ยวธรรมชาติ 7.ชุมชนและนักท่องเที่ยวร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบันกรมมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่อยู่ในความดูแลมากกว่า 200 แห่ง ดังนั้น เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบส่งเสริมพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตร จำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพให้มีองค์ความรู้รอบด้าน ทั้งนโยบายการท่องเที่ยวของประเทศ การบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยว การพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยว พัฒนาผลผลิตเกษตรให้มีคุณภาพมาตรฐาน ปลอดภัย สินค้ามีเรื่องราวหรือเรื่องเล่า (Story) รวมทั้งเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวในพื้นที่ สร้างเครือข่ายร่วมกับชุมชน โดยส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อให้การท่องเที่ยวเชิงเกษตรเป็นไปอย่างยั่งยืน ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน เกษตรกรที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร สร้างงานสร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

เลาะรั้วเกษตร : ด้วยความเป็นห่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457018

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ด้วยความเป็นห่วง

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ระยะนี้มีข่าวคราวเกี่ยวกับภาคเกษตรขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ และข่าวที่สื่อมวลชนนำมาเป็นประเด็นร้อนอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรก คือ เรื่องของที่ดิน ส.ป.ก. ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝีปากกล้าของจังหวัดราชบุรี ปารีณา ไกรคุปต์ ที่ทำให้มีชื่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กลับมาอยู่ในหน้าสื่ออีกครั้ง หลังจากหายหน้าไปจากวงการนานนับเดือน

อีกข่าวหนึ่ง คงไม่พ้นเรื่องการแบน 3 สารเคมี คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ อีกท่านหนึ่ง คือ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ตามติดการตรวจสอบสต๊อกสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ที่ยังคงเหลืออยู่ในมือผู้ประกอบการแบบเรียลไทม์เลยทีเดียว แถมยังมอบหมายประธานที่ปรึกษา ฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ แจงกับสื่อเกี่ยวกับตัวเลขสต๊อกที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอด (สต๊อกมีชีวิต) ละเอียดยิบ แบบไม่รักษาหน้าหน่วยงานที่เคยนั่งในตำแหน่งอธิบดีมาก่อน แถมยังยืนยันมาตรา 52 ของพ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติมว่า ผู้ประกอบการต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำลายสารเคมีที่มีไว้ในครอบครองนั้นเอง

เงื่อนไขนี้น่าจะใช้ในกรณีของสารเคมีที่ไม่ได้มาตรฐานมากกว่า แต่นี่เป็นสารเคมีที่เขาเสียเงินซื้อและนำเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย วันดีคืนร้ายบอกให้เขาเสียเงินทำลายของของเขาเอง…เขาคงยอมกัน..

วันที่ 26 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาเกษตรกรและสมาคมที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีเกษตร ออกมารวมพลังสวมเสื้อดำที่มีข้อความบนอกเสื้อว่า “แบน NGO # SAVE เกษตรกรไทย”และแยกกันเดินทางไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรี เฉลิมชัย ศรีอ่อน ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่กระทรวงอุตสาหกรรม

สาระสำคัญของหนังสือทั้ง 3 ฉบับ กล่าวถึงผลกระทบของการแบนสารเคมี 3 ชนิด และให้รัฐบาลทบทวนมติของ คณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ หยุดปฏิบัติหน้าที่เพราะเป็นผู้ที่ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน

การออกมารวมพลังกันครั้งนี้ เกษตรกรมาจากหลายจังหวัด จำนวนหลายพันคน มีสายข่าวบอกว่า บางจังหวัดถูกผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งสกัดไม่ให้มาร่วมเรียกร้องในครั้งนี้ ถึงอย่างนั้นก็นับว่าเป็นการรวมพลังที่ใช้ได้ทีเดียว นี่ขนาดเปลี่ยนวันจากวันที่ 28 พฤศจิกายน มาเป็นวันที่26 พฤศจิกายน เพื่อที่จะส่งเสียงไปถึงคณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดใหม่ ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นประธาน ซึ่งจะมีการประชุมคณะกรรมการ กันในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562

ผลการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา สร้างความไม่พอใจให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อนุทิน ชาญวีรกูล และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ อย่างมากเพราะคณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ปรับระดับคลอร์ไพริฟอส และ พาราควอต จากวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4แต่ให้ชะลอกการยกเลิกการใช้ออกไป 6 เดือน เพื่อให้หาวิธีการและสารทดแทนอย่างเหมาะสมส่วนไกลโฟเซตนั้นไม่ยกเลิกการใช้แต่ให้จำกัดการใช้ งานนี้จะสร้างรอยร้าวระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ ต้องรอดูกันต่อไป

เช่นเดียวกับเรื่องสารเคมี 3 ชนิด ก็ยังคงต้องว่ากันต่อไป เพราะยังไม่จบเพียงเท่านี้แน่ฝากท่านผู้มีอำนาจทั้งหลาย จะทำอะไรกรุณาพิจารณาให้รอบคอบเพราะประเทศไทยไม่ได้อยู่คนเดียว ยังต้องค้าขายกับประเทศอื่นๆ และยังเป็นสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศอีกหลายองค์กรที่มีกฎ กติกา มารยาท ต้องปฏิบัติตามอีกหลายประการ ก่อนจะประกาศนโยบายอะไรออกมา กรุณาศึกษากันอย่างรอบด้าน และปรึกษาหลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องมิเช่นนั้นก็จะเกิดเหตุการณ์อย่างที่ผ่านมาอีก

ระหว่างที่เกษตรกรออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม ก็มีข่าวว่า นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่งตั้ง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานกรรมการนโยบายการจัดการสารเคมีแห่งชาติ

คณะกรรมการชุดนี้ มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายและแผนแม่บทการจัดการสารเคมีให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ให้ข้อเสนอแนะการปรับปรุงกฎหมายกฎระเบียบเกี่ยวกับการจัดการสารเคมีเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม กำกับเร่งรัดติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของแผนแม่บทการจัดการสารเคมี และสนับสนุนให้มีการบูรณาการทำงานและงบประมาณเกี่ยวกับการจัดการสารเคมีระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ยังส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาวิจัยเพื่อให้เกิดการจัดการสารเคมีที่เหมาะสมรวมถึงการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ และคณะทำงานเพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการสารเคมีที่เหมาะสมตามความจำเป็น และปฏิบัติงาน หรือดำเนินการอื่นใดตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

คณะกรรมการชุดนี้เดิม ชื่อ “คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี” จัดตั้งขึ้นภายใต้ แผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 เป็นแผนที่บูรณาการทำงานร่วมกันโดยหลายกระทรวงและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง คณะรัฐมนตรีจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี ขึ้น มีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน

ที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะเป็นห่วงว่า รองนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล มาเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการจัดการสารเคมีแห่งชาติ ชุดนี้ ท่านจะจัดการเป็นเพียงอย่างเดียวคือ การแบน เท่านั้น ด้วยเหตุผล เพื่อสุขภาพของประชาชน…เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้…

แว่นขยาย

จัดใหญ่”Thailand Rubber Expo”!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401654?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

 จัดใหญ่”Thailand Rubber Expo”!

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 – 06:08 น.
ยางพารา,Thailand Rubber Expo
เปิดอ่าน 43 ครั้ง

 จัดใหญ่”Thailand Rubber Expo” โชว์นวัตกรรมสุดล้ำจากยางพารา       

หลังประสบความสำเร็จในการนำคณะผู้บริหารและผู้ประกอบการยางพาราไทยไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของ“เฉลิมชัย ศรีอ่อน” รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 18 – 23 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่ผ่านมา วันนี้(29 พ.ย.)กระทรวงเกษตรฯ  โดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จัดงานใหญ่ “Thailand Rubber Expo ”พร้อมเปิดเวทีทางการค้ายางพาราและผลิตภัณฑ์จากยาง พร้อมเชิญต่างชาติจากทั่วโลกเข้าร่วมเจรจาการธุรกิจกว่า 200 ราย รวมทั้งบูรณาการการเชื่อมโยงการส่งเสริมการใช้ยางในหนว่ยงานภาครัฐ ควบคู่การประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์จากยางพาราของเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ชาวสวนยางไทย และผู้ประกอบการเพื่อแสดงศักยภาพความเป็นผู้นำของไทยในฐานะผู้ผลิตยางพาราคุณภาพของโลก

    เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ 

“การที่การยางแห่งประเทศไทย จะก้าวสู่การเป็น “องค์กรชั้นนำระดับสากลในการบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบ” ต้องบูรณาการจากหลายภาคส่วนร่วมกันเป็นพันธมิตรในการพัฒนายางพาราทั้งระบบ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้นและคุณภาพชีวิตที่มั่นคง พร้อมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันเกษตรกร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการยาง”

เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงภารกิจการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)ว่า เป็นองค์กรกลางที่รับผิดชอบดูแลการบริหารจัดการยางพาราของประเทศทั้งระบบอย่างครบวงจร บริหารจัดการเกี่ยวกับการเงินของกองทุนพัฒนายางพารา รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้ประเทศเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางพารา โดยการส่งเสริมสนับสนุน และจัดให้มีการศึกษา วิเคราะห์วิจัย พัฒนาเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับยางพารา ส่งเสริม สนับสนุนและให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยาง ด้านวิชาการการเงิน การผลิต การแปรรูป การอุตสาหกรรม การตลาด การประกอบธุรกิจ และการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงดำเนินการให้ระดับราคายางพารามีเสถียรภาพ

ในขณะเดียวกันเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต การค้า และนวัตกรรมด้านอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์ยางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งนับว่าเป็นบทบาทของประชาชนคนไทยทุกๆคน ที่ต้องร่วมกันสนับสนุนสินค้าหรือผลิตภัณฑ์จากยางพาราของไทย ซึ่งงาน “Thailand Rubber Expo ” จะเป็นเวทีในการเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการด้านยางพาราทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์จากยางพาราของเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาว สวนยางไทยและผู้ประกอบการ รวมทั้งแสดงศักยภาพความเป็นผู้นำของไทยในฐานะผู้ผลิตยางคุณภาพและธุรกิจการส่งออกยางพารารายใหญ่ของโลก โดยใช้รูปแบบการบูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับวงการยางพาราของไทยเพื่อให้สาธารณชนได้มีโอกาสได้รับความรู้ และเข้าใจประโยชน์ของยางพาราอย่างมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การต่อยอด พัฒนานวัตกรรมการแปรรูปยางพาราต่อไป

นราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กล่าวถึงการจัดงาน “Thailand Rubber Expo” ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มีกำหนดการจัดงาน “Thailand Rubber Expo” ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม 2562 ณ อิมแพค แอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 5 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยภายในงานจะเป็นเวทีในการเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการด้านยางพาราทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้การยางแห่งประเทศไทยก้าวสู่การเป็น “องค์กรชั้นนำระดับสากลในการบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบ” ตามวิสัยทัศน์ที่ได้ตั้งไว้

“รัฐบาลมีนโยบายในการรักษาเสถียรภาพและผลักดันราคายางให้สูงขึ้น อีกทั้งช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยางพารา ที่กำลังประสบปัญหาราคายางตกต่ำ ให้มีช่องทางในการขยายตลาดจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ยางพารา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการส่งออก ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าทำงานเชิงรุกตามนโยบายอย่างเข้มข้น”

นราพัฒน์กล่าวต่อว่าการจัดงานครั้้งนี้เป็นการรรวบรวมในเรื่องของนวัตกรรมต่าง ๆ และการจับคู่ทางธุรกิจของพี่น้องเกษตรกรที่จะมาชมงานกับผู้ค้าขายยาง โดยมีบริษัททั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนมีทูตเกษตร ทูตพาณิชย์จากประเทศต่าง ๆ ที่เป็นคู่ค่้ายางพารากับประเทศไทยมาให้ความรู้เความเข้าใจผ่านเวทีเสวนาอีกด้วย

“ตอนนี้เราพยายามที่จะกระตุ้นโดยให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทุกกระทรวงในการทำเอ็มโอยูที่จะใช้น้ำยางเพิ่มมากขึ้นมีการเปิดตลาดใหม่ ๆ ไปขายยางในต่างประเทศเพื่อที่าะจระบายยางให้มากที่สุด คิดว่าราคายางน่าจะขยับกระเตื้องขึ้นตามขั้นบรรได ตอนนี้แนวโน้มกลางปีหน้าราคาน่าจะขยับตัวได้ดีขึ้น”

ขณะที่ สุนันท์ นวลพรหมสกุล รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) กล่าวเสริมว่า สำหรับไฮไลท์ของงานจะมีการจัดแสดงนวัตกรรมยางพาราที่สามารถนำไปสู่อุตสาหกรรมอย่างหลากหลาย โดยการนำนวัตกรรมเหล่านี้ไปเพิ่มมูลค่า นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์กลางน้ำอาทิเช่น น้ำยางข้น ยางแท่งเพียงอย่างเดียว  แต่ปัจจุบันมีการวิจัยและนวัตกรรมมากมายที่สถาบันการศึกษาได้วิจัยและนำเสนอออกมาสามารถเพิ่มมูลค่ายางพาราเป็นทวีคุณ อย่างเช่นนวัตกรรมคอสเมติกจากยางพาราที่หลายสถาบันทำสามารถเพิ่มราคายางพาราเป็นสามสี่เท่า

“จากการที่ท่านเฉลิมชัย(ศรีอ่อน)นำคณะไปเยือนจีนถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ได้พบกับผู้บริหาร 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนที่ใช้นำยางข้นมากที่สุดในประเทศจีนและมีการลงนามเอ็มโอยูร่วมกัน เป็นความสำเร็จที่ไม่เคยมีมากก่อน เพราะประเทศจีนไม่เคยทำเอ็มโอยูกับประเทศไทยอย่างเป็นทางการ นี่เป็นครั้งแรก เพราะเขาเชื่อมั่นในคุณภาพยางพาราของไทย”สุนันท์กล่าวย้ำ

อย่างไรก็ตามสำหรับกิจกรรมภายในงาน “Thailand Rubber Expo”จะแบ่งออกเป็น 6 โซน ได้แก่ โซนจับคู่ธุจกิจ/นัดหมายเจรจาการค้า โซนออกร้านจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ยางพาราและสินค้าอื่นๆ กว่า 250 ร้านค้า โซนนิทรรศการนวัตกรรมและงานวิจัยยางพารา โซนเสวนาและจัดกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ โซนให้บริการของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดจนนิทรรศการจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และพิธีเปิดงานในเวลา 10.00 น.วันนี้(29 พ.ย.62 )ได้รับเกียรติจากนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นประธานในพิธีและกล่าวปาฐกถาพิเศษด้วย

เตือน เกษตรกรเชียงใหม่งดนาปรังเด็ดขาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401643?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เตือน เกษตรกรเชียงใหม่งดนาปรังเด็ดขาด

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
เชียงใหม่,ชลประทาน,ประหยัดน้ำ,งดนาปรัง,หน้าแล้ง
เปิดอ่าน 121 ครั้ง

ชลประทานขอความร่วมมือชาวนา ลดปลูกข้าวนาปรังแล้งนี้ หลังปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติ อยู่ในเกณฑ์น้อย เตือนทุกส่วนร่วมประหยัดลดเสี่ยงขาดแคลนในอนาคต

29 พฤศจิกายน 2562 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ว่า ปัจจุบันในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่มีปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำต่างๆรวมกันประมาณ 296  ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 44 ของความจุอ่างฯ

ทั้งนี้แบ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก 117 แห่ง อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 12 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล และเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ทั้งนี้ ได้กำหนดแผนการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้ง จากเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลประมาณ 105 ล้านลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นการส่งน้ำให้กับพื้นที่ทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำปิง ในเขตจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัด ประมาณ 70  ล้านลูกบาศก์เมตร

อีกส่วนจะส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานของโครงการแม่แฝก-แม่งัด รวมประมาณ 35 ล้านลูกบาศก์เมตร ในส่วนของเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ขณะนี้มีปริมาณน้ำเก็บกักที่71 ล้านลบ.ม. มีแผนที่จะจัดสรรน้ำในฤดูแล้งนี้ประมาณ 19 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะเน้นส่งน้ำเฉพาะการอุปโภค-บริโภค และไม้ผลไม้ยืนต้นเป็นหลัก จึงขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้งดการเพาะปลูกข้าวนาปรัง และพืชฤดูแล้งปี 2562/63 นี้

นายจรินทร์ คงศรีเจริญ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ กล่าวเพิ่มเติมในส่วนของมาตรการควบคุมการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง ในปี 2563 ว่า โครงการชลประทานเชียงใหม่ จำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพของตลิ่งแม่น้ำปิง และควบคุมการปิดกั้นทางน้ำที่เป็นอุปสรรคในการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งการเฝ้าระวังและควบคุมไม่ให้มีการปล่อยน้ำเสียลงในแม่น้ำ คู คลอง และแหล่งน้ำต่าง ๆ อีกทั้งการประปาส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงใหม่ ยังได้เตรียมการป้องกันหากเกิดกรณีระดับน้ำต่ำกว่าระดับที่จะสูบได้ โดยจะให้สำนักงานชลประทานที่ 1 เป็นผู้ควบคุมการเปิด-ปิดประตูปากคลองส่งน้ำในลำน้ำปิงทั้งหมด

นายจรินทร์ฯ กล่าวอีกว่า “นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้เน้นย้ำให้ประชาชนช่วยกันบริหารจัดการน้ำ และเลือกพืชที่เหมาะสมกับสถานการณ์น้ำที่จะเกิดขึ้น รวมไปถึงขอให้เกษตรกรปฏิบัติตามข้อแนะนำหรือคำแจ้งเตือนของโครงการชลประทานฯในพื้นที่อย่างเคร่งครัด พร้อมกันนี้ ยังได้มอบหมายให้เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ลงไปตรวจสอบพื้นที่ที่อยู่นอกเขตชลประทาน เพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องของสถานการณ์น้ำให้กับเกษตรกรทราบอย่างทั่วถึง และวางแนวทางในการใช้น้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่อไป

แพะ แกะ อีกทางเลือก อนาคตสดใสตลาดใน ต่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401636?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

แพะ แกะ อีกทางเลือก อนาคตสดใสตลาดใน ต่างประเทศ

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
เลี้ยงแพะ,แกะ,สภาเกษตรกรแห่งชาติ
เปิดอ่าน 107 ครั้ง

สภาเกษตรกรฯ หนุนทำการเกษตรเชิงคู่ เพื่อเสริมรายได้ให้มั่นคง แพะ แกะ อีกทางเลือก อนาคตสดใสตลาดใน ต่างประเทศ

29 พฤศจิกายน 2562 นายสิทธิพร จริยพงศ์ รองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และประธานสภาเกษตรกรจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวถึง การสร้างความมั่นคงของภาคการเกษตรว่า ภาคการผลิตทางการเกษตรของประเทศไทย เช่น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย เมื่อผลผลิตออกมาเกินความต้องการของตลาดทำให้เกิดราคาตกต่ำจนเกษตรกรหลายคนถอดใจ

สำหรับเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้ส่วนใหญ่ปลูกปาล์ม ยางพารามาหลายชั่วอายุคนปัญหาคือ เมื่อถึงรุ่น 2 – 3 ดินเสื่อมคุณภาพ การปลูกหนาแน่นเกินไปแดดส่องไม่ทั่วถึงเกิดโรคระบาดเยอะ  อย่างไรก็ตาม ได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงานที่ประเทศมาเลเซียซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมนิยมบริโภคเนื้อแพะ/แกะ มีความต้องการแพะ/แกะอย่างมาก การตลาดยังเปิดกว้าง

ปัจจุบันมาเลเซียสั่งนำเข้าแพะ/แกะจากประเทศออสเตรเลียซึ่งระยะทางไกล แต่เมื่อเทียบกับแพะ/แกะจากประเทศไทยคุณภาพที่ดีกว่า จึงเกิดแนวคิดการทำเกษตรเชิงคู่เพื่อเสริมรายได้ซึ่งกันและกันด้วยการจัดการสวนยางปลูกระยะห่างอย่างเหมาะสม โดยปรับเปลี่ยนภายใต้ระเบียบของกยท. สวนปาล์มก็เช่นกันขยายจากการปลูกแบบ 9X9 เมตร ขยายเป็น 10X10 – 12X12 เมตร วางแปลนโครงสร้างสวน แล้วปล่อยแพะ/แกะเพื่อเป็นเครื่องตัดหญ้า  มูลแพะ/แกะนำไปเป็นปุ๋ยบำรุงได้

แพะ/แกะกินอยู่ง่ายสามารถเลี้ยงควบคู่ได้ทั้งการทำสวนปาล์ม ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด อ้อย เป็นต้น โดยเกษตรกรต้องศึกษาเทคนิคในการเลี้ยงโดยเฉพาะแบบเปิด แพะ/แกะสามารถขายได้ทุกเดือนทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งอายุที่เหมาะสมในการขายคือ 8 เดือน แพะ/แกะที่หลุดสเปคหรือแพะ/แกะที่ปลดระวางราคาอาจลดลงก็สามารถจำหน่ายในตลาดท้องถิ่นหรือตามเมืองท่องเที่ยว เช่น พังงา ภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ธานี เกาะสมุย ก็มีความต้องการบริโภคเช่นกัน

“สภาเกษตรกรฯอยากให้เกษตรกรสามารถกำหนดการผลิต การตลาดและราคาได้เอง เราสนับสนุนให้เกษตรกรยืนอยู่บนขาและพึ่งพาตัวเองด้วยการทำการเกษตรอย่างมีศักดิ์ศรี ซึ่งเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2562 ได้นำเกษตรกรกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ภาคใต้ทำบันทึกข้อตกลงการซื้อ-ขายกับภาคเอกชนจากประเทศมาเลเซีย ตกลงซื้อแพะและแกะมีชีวิต น้ำหนัก 25-40 กิโลกรัม/ตัว ในราคา 135 บาท / กิโลกรัม ต่อเดือนส่งขายไม่ต่ำกว่า 150 ตัว และสามารถขยับยอดขายได้ 2,000-3,000 ตัว/เดือน ซึ่งทางประเทศมาเลเซียยินดีขยายตลาดไปยังประเทศกาตาร์และประเทศอื่นที่มีชาวมุสลิมให้ด้วย”

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูล ณ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 การรับขึ้นทะเบียนองค์กรเกษตรกรของสภาเกษตรกรแห่งชาติ มีเกษตรกรรวมตัวเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อประกอบอาชีพเลี้ยงแพะ/แกะภาคใต้รวม 44 กลุ่ม สมาชิก 2,453 คน หากเกษตรกรมีความต้องการทำการเกษตรเชิงคู่ หรือสนใจการเลี้ยงแพะ/แกะเป็นส่วนเสริมรายได้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สภาเกษตรกรจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ