‘อนุทิน’เดือด!ซัด‘กรมวิชาการเกษตร’ไม่ฟัง‘มนัญญา’ จ่อคืน‘เฉลิมชัย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456878

‘อนุทิน’เดือด!ซัด‘กรมวิชาการเกษตร’ไม่ฟัง‘มนัญญา’ จ่อคืน‘เฉลิมชัย’

‘อนุทิน’เดือด!ซัด‘กรมวิชาการเกษตร’ไม่ฟัง‘มนัญญา’ จ่อคืน‘เฉลิมชัย’

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 10.56 น.

‘อนุทิน’เดือด!ซัด‘กรมวิชาการเกษตร’ไม่ฟัง‘มนัญญา’ จ่อคืน‘เฉลิมชัย’

28 พฤศจิกายน 2562 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่ขยายเวลาแบน 2 สารเคมีออกไป และอนุญาตให้ใช้ไกลโฟเซต ว่า ต้องย้ำว่าให้รอให้นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย เป็นผู้แถลงอย่างเป็นทางการ แต่จากการได้รับรายงานจาก 2 คณะกรรมการที่เป็นตัวแทนกระทรวงสาธารณสุข คือ เลขาธิการอย. และอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้มารายงานให้ตนทราบว่ายังไม่มีการลงมติใดๆ อีกทั้งมติเดิมก็ยังมีการรับรอง แล้วจะอย่างไรต่อไปดังนั้นต้องไปถามนายสุริยะ ซึ่งตนจะรอฟัง

นายอนุทิน กล่าวว่า ยังยึดหลักของกระทรวงสาธารณสุขคือเรื่องการดูแลสุขภาพของประชาชน ต่อให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติอย่างไรก็ตามแต่กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าไม่เห็นด้วย แต่ถ้ามติที่ประชุมออกมาอย่างไรเราก็เคารพ

ผู้สื่อข่าวถามว่าตั้งแต่เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ได้พบและพูดคุยกับนายสุริยะแล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ”ได้เจอกันนิดนึงที่สภา ก็ไม่มีอะไร เรื่องนี้อย่าเอาไปผูกกับการเมืองเป็นอันขาด  คนละเรื่องกันเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของสุขภาพ เรื่องของสารพิษและเป็นเรื่องของคณะกรรมการวัตถุอันตรายซึ่งนายสุริยะ แม้เป็นประธานกรรมการแต่ก็เป็นหนึ่งเสียงในคณะกรรมการชุดนั้น  เป็นผู้นำการประชุมไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมือง เพราะรัฐมนตรีไม่มีสิทธิ์ที่จะไปชี้นำหรือไปเปลี่ยนมติอะไรได้”

เมื่อถามว่าแต่ขณะนี้เรื่องดังกล่าวถูกมองไปเป็นเรื่องการเมืองแล้ว หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า กำลังพูดอยู่ขณะนี้ว่าอย่าไปมองเป็นการเมือง เรื่องนี้เป็นเรื่องของการทำงาน ซึ่งเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ที่ผ่านมา กรรมการวัตถุอันตรายลงมติเป็นเอกฉันท์ ให้แบน 3 สารนั้นในวันที่ 1 ธันวาคม นี้ และกรมวิชาการเกษตรจะต้องทำเรื่องมาให้ที่ประชุมกรรมการลงนาม แต่ในการประชุมเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน นั้น ไม่มีการทำเรื่องมาให้ประธานกรรมการลงนามและการประชุมดำเนินต่อไปอย่างไรไม่ทราบ

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่กรมวิชาการเกษตรมีหนังสือตรงถึงที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายโดย ที่ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่ทราบเรื่องถือว่าข้ามขั้นตอนหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า “ก็เขาก็ข้ามขั้นตอนอย่างนี้มาตลอดอยู่แล้ว แต่เป็นอันชัดเจนแล้วว่าเขาไม่ฟังคำสั่ง รมช. มนัญญา ดังนั้นผมก็ต้องไปพูดคุยกัน ในพรรคภูมิใจไทยเราก่อน”

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะต้องคืนกรมวิชาการเกษตรไปให้ รมว.ดูแล หรือไม่นายอนุทินกล่าวว่า “ก็ในเมื่อควบคุมกันไม่ได้ และปวดหัวกันอย่างนี้ ในเมื่อเราพยายามทำในเรื่องนี้แล้วเขาไม่ตอบสนอง ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ก็ไม่เป็นไร คงต้องคุยกันในพรรคภูมิใจไทยก่อน ผมเป็นหัวหน้ามนัญญา ผมก็ต้องบอกว่าจะทู่ซี้คุมไปทำไม แล้วก็คุมไม่ได้ แล้วทะเลาะกัน เราไม่อยากให้ข้าราชการ กับข้าราชการการเมืองมาทะเลาะกัน มันดีเสียเมื่อไร ก็ต้องเสนอไปถึงผู้บังคับบัญชาของรมช.มนัญญา ก็คือนายเฉลิมชัย รมว.เกษตร ถ้าจะคืนก็ต้องทำหนังสือขอคืนด้วยเหตุผลอะไรบ้างก็ต้องเขียนลงไป เช่น ควบคุมไม่ได้ ไม่ปฏิบัติตามนโยบายอย่างไรก็แล้วแต่ ก็ต้องขอคืน จากนั้นก็ต้องให้รมว. เฉลิมชัยพิจารณาว่าจะให้ดูต่อหรือจะเปลี่ยนกรม ในเมื่อรัฐมนตรีเปลี่ยนไม่ได้ถ้าจะเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยนกรม”

วุ่นหนัก!‘จิราพร’ประกาศลาออกพ้นกก.วัตถุอันตราย แฉยับกระบวนการลงมติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456873

วุ่นหนัก!‘จิราพร’ประกาศลาออกพ้นกก.วัตถุอันตราย แฉยับกระบวนการลงมติ

วุ่นหนัก!‘จิราพร’ประกาศลาออกพ้นกก.วัตถุอันตราย แฉยับกระบวนการลงมติ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 10.30 น.

วุ่นหนัก!‘จิราพร’ประกาศลาออกพ้นกก.วัตถุอันตราย แฉยับกระบวนการลงมติ

28 พฤศจิกายน 2562 จากการแถลงข่าวว่าคณะกรรมการวัตถุอันตราย พลิกมติการแบน 3 สารพิษ โดยให้ออกประกาศกำหนดวัตถุอันตราย พาราควอต และคลอร์ไพริฟอสเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 โดยให้กำหนดระยะเวลาใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 สำหรับวัตถุอันตรายไกลโฟเซตให้ใช้มาตรการจำกัดการใช้ตามมติคณะวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ไปแล้วนั้น

ล่าสุด รศ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ นายกสภาเภสัชกรรม หนึ่งในคณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้ประกาศผ่านเฟซบุ๊ก ดังนี้

ขอลาออกจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายและขอแย้งการแถลงข่าวของท่านประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย

1.ขอแย้งว่าไม่ได้มีการลงมติอย่างชัดเจน ว่าผู้ใดเห็นด้วยหรือไม่ในแต่ละประเด็น แต่เป็นภาวะจำยอมในการรับมติ จึงไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็น มติเอกฉันท์ เพราะหากพิจารณาในการอภิปรายจะพบว่า ดิฉันยืนยันชัดเจนมาโดยตลอดในการแบนสารทั้งสาม และยืนยันให้คงมติวันที่ 22 ต.ค.

2.ขอแย้งการแถลงข่าวที่ว่า ไกลโฟเสตไม่เป็นอันตราย เพราะกรรมการรวมทั้งดิฉันได้อภิปรายถึงผลเสียต่อสุขภาพและไม่สามารถจะจัดการความเสี่ยงต่อผู้บริโภค จนพบปนเปื้อนทั้งในสิ่งแวดล้อม ผัก ผลไม้ และน้ำนมแม่

ทั้งนี้ภายหลังจากการแถลงมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีการตั้งคำถามว่า มติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในการยกเลิกการแบน 3 สารพิษ ส่อจะมีการกระทำเป็นการผิดกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากไม่มีการยกเลิกมติเดิม และไม่มีการลงมติในการประชุม เป็นเพียงแค่การประชุมรวม ๆ เท่านั้น ซึ่งก็ไม่ได้ มีมติเป็นเอกฉันท์ ตามที่แถลงข่าวออกมา ดังนั้นเรื่องนี้อาจจะมีการกระทำผิดกฎหมายได้ ซึ่งเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่สำคัญแต่ไม่ได้มีการดำเนินการให้ถูกต้อง

เจรจาฉลุยจีนรับจัดระเบียบนำเข้าผักผลไม้ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456753

x

เจรจาฉลุยจีนรับจัดระเบียบนำเข้าผักผลไม้ไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมและสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หารือกับกระทรวงศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ประเด็นนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อขยายตลาดและเพิ่มมูลค่าส่งออก ซึ่งไทยถือโอกาสส่งเอกสารผลตรวจสอบผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเพิ่มเติม เพื่อยืนยันความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ สินค้าส่งออกสำคัญจากไทยไปจีนด้วย ที่ผ่านมาจีนเสนอร่างพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดด้านการตรวจสอบกักกันผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่ไทยส่งออกไปจีน เพื่ออำนวยความสะดวกลดปัญหาตรวจพบสารตกค้างปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน และยกระดับควบคุมคุณภาพ ตลอดจนกระบวนการตรวจสอบ กักกันผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มปริมาณมูลค่าส่งออกให้สูงขึ้นในอนาคต

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวต่อว่า กระทรวงเกษตรฯของไทยยังหารือเนื้อหาในร่างพิธีสารดังกล่าวร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน พร้อมเสนอฝ่ายจีนปรับแก้เนื้อหาในร่างพิธีสารให้เป็นไปตามท่าทีของฝ่ายไทย หลังลงนามในพิธีสารแล้วโรงงานที่ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไปจีน ได้แก่ มันเส้น แป้งมันสำปะหลัง กากมันสำปะหลัง ต้องผ่านการตรวจสอบจากกรมวิชาการเกษตร และขึ้นทะเบียนกับ GACC จึงจะส่งออกได้

“อีกทั้ง ยังหารือแนวทางดำเนินการตามข้อตกลงส่งออกผักและผลไม้จากไทยไปจีน เพื่อแก้ปัญหาคุณภาพมาตรฐานการขนส่งและตรวจสอบสินค้า เมื่อถึงปลายทางด่านนำเข้าจีนให้โปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับได้ซึ่งไทยเสนอแผนปรับปรุงระบบควบคุมการปิดผนึกซีลตู้คอนเทนเนอร์ ปรับปรุงรายละเอียดข้อมูลบนฉลากข้างกล่องบรรจุผลไม้ส่งออกไปจีนให้เหมือนกันทุกชนิดผลไม้และทุกเส้นทางการขนส่ง รวมทั้งแก้ไขรูปแบบข้อมูลบนสติ๊กเกอร์ขั้วผลทุเรียนให้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่ต้องระบุบนฉลากข้างกล่อง ซึ่งจีนเห็นชอบ คาดว่าดำเนินการได้ภายในปี 2563” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว

สศก.จับมือกยท.สร้างBig Data ยกเครื่องฐานข้อมูลยางทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456754

x

สศก.จับมือกยท.สร้างBig Data ยกเครื่องฐานข้อมูลยางทั้งระบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านวิชาการและการแลกเปลี่ยนเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศยางพาราว่า เพื่อยกระดับความร่วมมือและบูรณาการด้านวิชาการ สู่การจัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ใช้ประโยชน์ข้อมูลอย่างเป็นเอกภาพ เกิดความเข้มแข็งของภาคเกษตรอย่างยั่งยืน

สำหรับการความร่วมมือทางวิชาการครั้งนี้ สศก. ในฐานะหน่วยงานจัดทำBig Data กระทรวงเกษตรฯและมีภารกิจหลักทำข้อมูลสารสนเทศการเกษตร ศึกษา วิจัย ประเมินผล และเสนอแนะมาตรการ สนับสนุนนโยบายรัฐบาล จึงพร้อมสนับสนุนข้อมูลแก่กยท. ทั้งนโยบายรัฐบาล  สถานการณ์การผลิต และการตลาดยางพารา เช่น ต้นทุน ผลตอบแทน ราคาที่เกษตรกรขายได้  รวมถึงข้อมูลทางภูมิศาสตร์ เช่น เนื้อที่ยืนต้น โครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร พื้นที่ความเหมาะสมปลูกยาง นอกจากนี้ยังพร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ด้านสถิติ เศรษฐศาสตร์ การแลกเปลี่ยนข้อมูลวิจัย สนับสนุนเครื่องมือประมวลผลข้อมูลตลอดจนจัดกิจกรรมด้านวิชาการร่วมกัน

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า ปัจจุบันข้อมูลสถิติ เศรษฐศาสตร์ เกษตรกรรม ภูมิสารสนเทศ เข้ามามีบทบาทสำคัญ ซึ่งการเชื่อมโยงฐานข้อมูลที่รวดเร็ว ทันสมัย ถูกต้อง จะช่วยวางแผนแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพยั่งยืน อีกทั้ง ยังเป็นการลดความซ้ำซ้อนด้านข้อมูลได้มาก ซึ่งกยท.ในฐานะองค์กรรับผิดชอบดูแลการบริหารจัดการยางพาราของประเทศทั้งระบบ บริหารจัดการราคายางพาราให้มีเสถียรภาพ บริหารเงินกองทุนพัฒนายางพารา ส่งเสริม สนับสนุนให้ประเทศเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางพารา ตลอดจนช่วยเหลือเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบกิจการด้านยางพารา จึงยินดีสนับสนุนข้อมูลร่วมกับ สศก. ทุกด้าน เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศ รวมถึงเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศด้านอื่นเช่นกัน

สำหรับการยกระดับความร่วมมือของสศก. และกยท.ครั้งนี้ มุ่งสร้างความมั่นคงให้ภาคเกษตร โดยพร้อมนำความรู้จากการศึกษา วิจัย ตลอดจนเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรวดเร็วทุกด้าน ซึ่งเชื่อมั่นว่า จะเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีศักยภาพผลิต ยกระดับรายได้และอาชีพให้มั่นคง ส่งผลให้ภาคเกษตรไทยเข้มแข็งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจการเกษตรได้ทั้งในประเทศและเวทีสากล

กรมส่งเสริมการเกษตรลุยปั้นช่างเกษตรท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456755

x

กรมส่งเสริมการเกษตรลุยปั้นช่างเกษตรท้องถิ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากความสำเร็จของโครงการพัฒนาความรู้เทคนิคการใช้บำรุงรักษาเครื่องจักรกลการเกษตรให้เกษตรกร ซึ่งมีเป้าหมายสร้างช่างเกษตรประจำท้องถิ่น เพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรเตรียมขยายผลต่อเนื่องปี 2563 สร้างช่างเกษตรท้องถิ่นเพิ่มอีก 3,500 คน มุ่งพัฒนาทักษะและเทคนิคซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตร ให้ซ่อมแซมแก่เกษตรกรด้วยกันในท้องถิ่นได้

ปัจจุบันเกษตรกรนำเครื่องยนต์เกษตรมาใช้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมทดแทนแรงงานมากขึ้น ประกอบกับกระทรวงเกษตรฯกำหนดยุทธศาสตร์ส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรให้เป็นกลไกพัฒนาเกษตรยุคใหม่ของประเทศ ช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพทางการเกษตร ทั้งเชิงปริมาณคุณภาพ และเวลา มุ่งเป้าพัฒนาในพืชเศรษฐกิจของประเทศเป็นอันดับแรก ดังนั้น กรมจึงเดินหน้าพัฒนาเกษตรกรผู้ใช้เครื่องยนต์เกษตรอย่างต่อเนื่อง สู่การเป็น “ช่างเกษตรท้องถิ่น” ภายใต้โครงการส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรกิจกรรมสร้างช่างเกษตรท้องถิ่น ปี 2563 เพื่อพัฒนาความรู้ด้านเทคนิคการใช้ ซ่อมแซมและบำรุงรักษาเครื่องจักรกลการเกษตร สร้างช่างเกษตรประจำท้องถิ่นรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร โดยร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานด้านพัฒนาฝีมือแรงงานและภาคเอกชน ซึ่งปัจจุบันมีการถือครองเครื่องยนต์เกษตรอยู่ประมาณ 2.9 ล้านเครื่อง

สำหรับในปี 2563 มีเป้าหมายสร้าง“ช่างเกษตรท้องถิ่น” 3,500 ราย โดยคัดเลือกเกษตรกรในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่หรือศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ที่มีเครื่องยนต์เกษตรหนาแน่นใน 72 จังหวัดครอบคลุมทุกภาคทั่วประเทศ ผ่านการฝึกอบรม 3 หลักสูตร ใน 3 ระดับ ประกอบด้วย หลักสูตรช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 1 จำนวน 3,000 ราย รวม 120 รุ่น รุ่นละ 25 ราย เพื่อพัฒนาทักษะความรู้ด้านเทคนิคการใช้และบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตรได้ถูกต้อง ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเครื่องจักรกล สามารถถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวให้กับเพื่อนบ้านได้

หลักสูตรช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 2 จำนวน 300 ราย โดยคัดเลือกผู้ผ่านการอบรมช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 1 เพื่อพัฒนาทักษะและเทคนิคเพิ่มเติม รวมทั้งสนับสนุนเครื่องมือช่างที่จำเป็นให้ผู้เข้ารับการอบรม และหลักสูตรช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 3จำนวน 200 ราย โดยคัดเลือกผู้ผ่านการอบรมช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 2 เพื่อพัฒนาทักษะและเทคนิคเพิ่มเติม ให้สามารถวิเคราะห์และแก้ปัญหาผิดปกติการทำงานของเครื่องยนต์และชิ้นส่วนเครื่องยนต์ ให้บริการตรวจเช็คซ่อมแซมใหญ่เครื่องยนต์เกษตร (Overhaul)ให้เกษตรกรในท้องถิ่นได้

ทั้งนี้ เกษตรกรผู้สนใจเข้ารับการฝึกอบรมเพื่อเป็น“ช่างเกษตรท้องถิ่น” สอบถามได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน หรือศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านวิศวกรรมเกษตร หรือกองส่งเสริมโครงการพระราชดำริ การจัดการพื้นที่และวิศวกรรมเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร หมายเลขโทรศัพท์ 0-2579-6177 ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยเปิดรับจำนวนจำกัดและไม่เสียค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม

ซอกแซกอาเซียน : 28 พฤศจิกายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456758

566101

ซอกแซกอาเซียน : 28 พฤศจิกายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ที่เมียนมาอีกสักตอนเพราะมีเรื่องน่าสนใจ กล่าวคือ ครั้งหนึ่งท่านรองอธิบดีกรมเกษตร พาผมไปชมโรงเรียนฝึกอาชีพเกษตรกรรมในเขตตะนาวศรีที่รับเด็กนักเรียนจากทั่วประเทศมาเรียนฟรี พักฟรีกินฟรี และเมื่อจบก็จะสามารถมีสิทธิ์ไปสอบเข้าทำงานที่กระทรวงเกษตรฯ ปศุสัตว์ และชลประทาน ของเขาได้ ความจริงโรงเรียนแบบนี้ ท่านรองอธิบดีของเมียนมาเคยพาผมไปเยี่ยมชมมาครั้งหนึ่งตั้งอยู่ที่รัฐยะไข่ ลักษณะก็คล้ายๆ กับโรงเรียนเกษตรกรรมที่ประเทศไทยเคยมีนั่นแหละครับ ในสมัยก่อนประเทศไทยเคยมีโรงเรียนเกษตรกรรม สังกัดกรมอาชีวศึกษามากมาย และต่อมาส่วนหนึ่งก็ยกระดับเป็นวิทยาลัยเกษตรฯ และก็ยกกันต่อไปเป็นสุดท้าย คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ไม่เหลือกลิ่นเชื้อเกษตรเก่าอยู่เลย ส่วนบางแห่งยกไปไม่ถึง ก็เปลี่ยนเป็นวิทยาลัยเกษตรและอาชีวศึกษาอะไรทำนองนี้ งงกันไปหมด

โรงเรียนเกษตรประเภทนี้ของเมียนมา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการหากแต่ขึ้นอยู่กับกระทรวงเกษตรฯ สังกัดกรมเกษตรของท่านรองอธิบดี ที่เป็นเพื่อนสนิทของผมนี่แหละครับ จะว่าไปการมีสถาบันการศึกษาขึ้นตรงกับกรมในกระทรวงเกษตรฯนี้ หลายคนอาจไม่ทราบว่า บ้านเราเมืองไทยสมัยก่อนก็เคยมีเคยทำครับ เราเคยมีโรงเรียนข้าว สังกัดกรมการข้าวมีโรงเรียนการสัตว์ สังกัดกรมปศุสัตว์ โรงเรียนการชลประทาน สังกัดกรมชลประทาน แต่ตอนหลังเขาปรับโครงสร้างเอาไปยำรวมกันและเข้าไปสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ครับ ในเมียนมาที่ผมไปแวะดู พวกครูใหญ่ หรือครูผู้สอน ล้วนแล้วแต่สังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทั้งสิ้นเด็กนักเรียนก็มาจากรัฐหรือเขตต่างๆ โดยผ่านวิธีคัดเลือกกันมาทั้งผู้หญิงและผู้ชาย นักเรียนพวกนี้จะมีหอพักอยู่กันแบบห่างไกลความเจริญมาก เรียกว่าอยู่ในป่าก็ว่าได้เพราะสถานที่ตั้งโรงเรียนแบบนี้ต้องเดินทางเข้าไปในป่าลึกมาก ถามว่าวันๆ ทำอะไร นอกจากเรียนแล้วก็กิจกรรมการฝึกปฏิบัติ แปลงพืช เลี้ยงสัตว์ ซึ่งส่วนหนึ่งก็นำมาเป็นอาหารกินอยู่กันในโรงอาหาร แต่ที่ผมต้องการเล่าให้ฟัง คือ การมุ่งเน้นเรียนภาษาอังกฤษของเขาครับ เพราะหลังจากที่เมียนมากลับเข้าสู่ระบบประชาธิปไตย ทางการได้ฟื้นฟูเรื่องภาษาอังกฤษขนานใหญ่ หลังจากที่คนเมียนมาเคยใช้ภาษาอังกฤษได้เก่งแต่ดาวน์ลงไป หลังจากได้เอกราชจากประเทศอังกฤษ คือหลังจากได้รับอิสรภาพ ก็ชาตินิยม ไม่เอาภาษาอื่น ที่ผมทราบเพราะเมื่อเขาไปในห้องนักเรียนเพื่อชมการเรียนการสอน ปรากฏว่าตำราที่นักเรียนเรียนอยู่นั้น เป็นตำราภาษาอังกฤษครับ ไม่มีภาษาเมียนมาเลย อันนี้น่าทึ่งมาก เพราะนี่เป็นกลยุทธ์หรือวิธีที่จะทำให้คนเก่งภาษาอังกฤษได้โดยธรรมชาติ แม้จะไม่พูดสอนเป็นภาษาอังกฤษตลอดเวลา เพราะผมเห็นเขาสอนเป็นภาษาเมียนมา แต่เด็กนักเรียนก็น่าจะคุ้นชินกับภาษาอังกฤษมากกว่าอย่างอื่น เพราะใช้ตำราตลอดเวลา อันนี้น่าสนใจครับ

เด็กนักเรียนพวกนี้เมื่อจบไปคงจะเป็นระดับอนุปริญญา ถ้ารับราชการในด้านการเกษตรก็จะคงบรรจุในตำแหน่งที่บ้านเราก็มี คือ เกษตรตำบล เห็นว่าในเมียนมาก็ต้องการเจ้าหน้าที่ประเภทนี้จำนวนมากอยู่ เพราะเป็นสังคมเกษตรกรรมเหมือนเมืองไทยแต่สำหรับพวกนักวิชาการเกษตรที่สูงขึ้นไปในระดับปริญญาตรีนั้น ในเมียนมามีมหาวิทยาลัยทางด้านเกษตรอยู่ 1 แห่ง ตั้งอยู่ใกล้กรุงเนปิดอว์ ที่ว่าตั้งอยู่ใกล้เมืองหลวงนี้คงไม่ใช่เพิ่งตั้งหรอกครับ มหาวิทยาลัยนี้น่าจะตั้งสมัยปี 1973 ชื่อว่า มหาวิทยาลัยเกษตรเยซินจึงมีมาก่อนตั้งกรุงเนปิดอว์นานอยู่ มหาวิทยาลัยนี้จะคล้ายๆ กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ของไทยสมัยก่อน คือ เรียนเฉพาะสาขาวิชาทางด้านเกษตร เจ้าหน้าที่ที่ทำงานในกระทรวงเกษตรฯ เมียนมา ทั้งนักวิชาการและผู้บริหารต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่จบมาจากมหาวิทยาลัยเยซินนี้ทั้งสิ้น เพราะไม่มีที่อื่น เว้นแต่บางคนที่ไปเล่าเรียนมาจากต่างประเทศท่านรองอธิบดีกรมเกษตรเพื่อนผมก็จบจากที่นี่ ตัวอธิบดีเจ้านายกรมแกก็เคยเป็นรุ่นน้องของแกหลายปีจนเกือบจะเรียนไม่ทันกัน ผู้บริหารกระทรวงเกษตรไทยเราที่ผ่านมา ก็มักเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องเรียนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน มาด้วยกัน มีบ่อยที่บางกรมก็ได้รุ่นน้องมาเป็นเจ้านาย เป็นอธิบดี ด้วยสปิริตและประเพณีอันดีงามส่อแสดงถึงการเคารพรักในรุ่นพี่ คนเข้าเรียนทีหลังต้องเรียกผู้เข้าเรียนก่อนว่า “พี่” ทุกครั้งไปแต่ก็มีบางครั้งที่ผมเห็นรุ่นน้องที่เป็นอธิบดีขู่ตะคอกดุด่ารุ่นพี่ที่เผอิญมาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเสียงดังเสียจนเดาไม่ออกว่า จริงๆ แล้วยังเคารพรักกันอยู่หรือเปล่า

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

‘มนัญญา’เรียกสหกรณ์จว.รับนโยบาย เยียวยาเกษตรกรลดผลกระทบแบน3สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456752

x

‘มนัญญา’เรียกสหกรณ์จว.รับนโยบาย เยียวยาเกษตรกรลดผลกระทบแบน3สาร

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดประชุมชี้แจงมาตรการเยียวยาสมาชิกสหกรณ์ที่ได้รับผลกระทบจากการแบนสารเคมีจำกัดวัชพืชด้วยเครื่องจักรกลการเกษตร หลังยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด โดยมี นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ คณะผู้บริหาร สหกรณ์จังหวัด และข้าราชการ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมประมาณ 200 คน ณ ห้องประชุมชั้น 3อาคารฝึกอบรมส่วนกลาง สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ ถนนพิชัย เขตดุสิตกรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ รมช.เกษตรฯมอบหมายให้สหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ ขอความร่วมมือ ไปยังร้านค้าสหกรณ์ให้เตรียมนำสารเคมีออกจากร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรของสหกรณ์ตามระยะเวลา ที่กฎหมายกำหนด และสำรวจความต้องการของสหกรณ์การเกษตรที่พร้อมเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่าน ในการลดละเลิกการใช้สารเคมี โดยให้สหกรณ์จัดหาเครื่องจักรกลทางการเกษตรและเครื่องมือต่างๆ ที่จะใช้สำหรับกำจัดวัชพืชและเตรียมดินเพาะปลูก เช่น รถไถ เครื่องตัดหญ้ารถแทรคเตอร์ นำไปบริการแก่สมาชิกและเกษตรกรทั่วไป โดยจะขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาล เป็นเงินอุดหนุน 90% และให้สหกรณ์สมทบอีก 10% เพื่อนำไปจัดซื้อเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ดังกล่าว เบื้องต้นได้สำรวจสหกรณ์ที่สนใจและพร้อมเข้าร่วมโครงการ 169 สหกรณ์ สมาชิก 101,400 ราย เป็นสหกรณ์ที่ผลิตข้าวโพด 44 แห่ง อ้อย 5 แห่ง มันสำปะหลัง 11 แห่งไม้ผล 6 แห่ง ยางพารา 78 แห่ง และปาล์มน้ำมัน 19 แห่ง และคาดว่าจะมีสหกรณ์สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติม ทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัดจะสำรวจเพื่อให้ได้จำนวนที่ชัดเจนอีกครั้งภายในวันที่ 29 พฤศจิกายน ซึ่งสหกรณ์ที่ได้รับเงินอุดหนุนเพื่อนำไปจัดซื้อเครื่องจักรกลและอุปกรณ์การเกษตร ต้องกำหนดระเบียบใช้เครื่องจักรกลการเกษตร และวางแผนให้บริการ รวมถึงจัดทำทะเบียนควบคุมการใช้งาน โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์จะถ่ายทอดองค์ความรู้วิธีการกำจัดวัชพืช ด้วยเครื่องจักรกล การใช้อุปกรณ์และการดูแลบำรุงรักษาเครื่องมือ ให้สหกรณ์ พร้อมทั้งติดตามประเมินผล อย่างใกล้ชิด พร้อมจัดประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินนโยบายดังกล่าวให้สหกรณ์ที่สมัคร เข้าร่วมโครงการ ในวันที่ 3 ธันวาคม เพื่อเดินหน้านโยบายดังกล่าวอย่างจริงจัง และตั้งเป้าหมายใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาสนับสนุนให้เกษตรกรลดใช้สารเคมี โดยหันมาใช้เครื่องจักรกลอุปกรณ์กำจัดวัชพืชแทน

ข้าวเหนียวพุ่งตันหมื่นห้า ชาวนากระเป๋าตุง ตลาดรับซื้อไม่อั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456830

ข้าวเหนียวพุ่งตันหมื่นห้า ชาวนากระเป๋าตุง  ตลาดรับซื้อไม่อั้น

ข้าวเหนียวพุ่งตันหมื่นห้า ชาวนากระเป๋าตุง ตลาดรับซื้อไม่อั้น

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ข้าวเหนียวพุ่งตันหมื่นห้า

ชาวนากระเป๋าตุง

ตลาดรับซื้อไม่อั้น

เข้าคิวยาวเหยียด

ชาวนากาฬสินธุ์กระเป๋าตุงข้าวเหนียวราคาพุ่งตันละหมื่นห้าแซงข้าวหอมมะลิ สาเหตุมาจากปัญหาภัยแล้ง ผลผลิตออกมาน้อยด้านผจก.ตลาดกลางข้าวและพืชไร่แนะชาวนาใช้ข้าวพันธุ์ดี หากใช้พันธุ์เก่า เสี่ยงเกิดปัญหาข้าวกลายพันธุ์

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการรับซื้อข้าวเปลือกที่ตลาดกลางข้าวและพืชไร่ จ.กาฬสินธุ์ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ยังคงคึกคักเนื่องจากมีเกษตรกรนำข้าวเปลือกที่ผ่านการตากแห้งมาขายกันจำนวนมากโดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกข้าวเหนียวหลังจากราคาข้าวเหนียวพุ่งสูงขึ้นถึงตันละ15,000บาทโดยบางรายต้องมาจองคิวกันตั้งแต่เช้ามืดและต้องจอดรถรอคิวขายข้าวกันหลายร้อยเมตร

นายศรายุทธ ยุบลเลิศ อายุ 51ปี เกษตรกรชาว อ.ร่องคำ จ.กาฬสินธุ์กล่าวว่าได้นำข้าวที่ผ่านการตากแดดแห้งแล้วมาขายจำนวน 1ตันซึ่งขายได้ได้ตันละ 14,500 บาท เนื่องจากเห็นว่าในช่วงนี้ราคาข้าวสูง จึงต้องการขายในช่วงนี้เพื่อที่จะนำเงินไปใช้หนี้ค่าเกี่ยวข้าวและใช้จ่ายในครอบครัว แต่การขายต้องใช้เวลานานพอสมควร เนื่องจากมีเกษตรกรที่ทราบข่าวว่าราคาข้าวเหนียวสูง ต่างก็นำข้าวของตนเองมาขายเหมือนกัน ทำให้บางวันต้องจอดรถรอคิวนานและยาวหลายร้อยเมตรเลยทีเดียว

ด้านนายธนพล ธรรมโนขจิต ผู้จัดการตลาดกลางข้าวและพืชไร่ จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่าช่วงนี้การรับซื้อข้าวเปลือกใกล้เข้าสู่ในช่วงปลายฤดูกาลแล้ว แต่บรรยากาศยังคงคึกคักไม่แพ้ช่วงต้นๆ เนื่องจากยังคงมีเกษตรกรในหลายพื้นที่ซึ่งได้นำข้าวเปลือกไปตากให้แห้งและชะลอการขาย พร้อมกับนำมาขายที่ตลาดกลางข้าวและพืชไร่จำนวนมากซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้ราคาข้าวเปลือกสูงขึ้น โดยเฉพาะข้าวเปลือกเหนียวจากที่ในช่วงต้นฤดูกาลราคารับซื้อเฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 9,000 บาท ปัจจุบันราคาข้าวเหนียวสดสูงขึ้นเป็นตันละ 12,500-13,000บาท ส่วนข้าวแห้งความชื้นไม่เกิน15 เปอร์เซ็นต์รับซื้ออยู่ที่ตันละ14,500-15,000 บาท แตกต่างจากราคาการรับซื้อเมื่อปี 2561ซึ่งราคาข้าวเปลือกเหนียวสูงสุดอยู่ที่ตันละ12,000บาทเท่านั้น

นายธนพลกล่าวว่าส่วนราคาของข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลินั้นปีนี้ต่ำลงเล็กน้อย โดยข้าวหอมมะลิสดอยู่ที่ตันละ11,500-12,000 บาท ข้าวหอมมะลิแห้งความชื้นไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์อยู่ที่ตันละ 14,500-15,000 บาท จากปีที่แล้วอยู่ที่ตันละ15,000 บาท สาเหตุเกิดจากค่าเงินบาทของไทยแข็ง เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาข้าวหอมมะลิไม่สูงเหมือนปีที่แล้ว ประกอบกับภาพรวมเศรษฐกิจทั่วไปไม่ค่อยดี การส่งออกก็ลำบาก ซึ่งหากไม่มีเรื่องค่าเงินบาทแข็ง ผลผลิตข้าวปีนี้ไม่สมบูรณ์ มีปริมาณน้อยลงราคาข้าวก็น่าจะปรับสูงขึ้น

ผู้จัดการตลาดกลางข้าวและพืชไร่ กล่าวอีกว่าสำหรับสาเหตุที่ราคาข้าวเหนียวในปีนี้สูงขึ้นจากปีที่แล้วตันละ 12,000 บาท มาถึงตันละ 15,000 บาทนั้น ปัจจัยหลักคือหลายพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ทำให้ผลิตข้าวเหนียวของภาคอีสานหายไปจำนวนมาก ซึ่งยังเป็นห่วงว่าในช่วงกลางปี 2563 เกษตรกรที่ปลูกข้าวในบางจังหวัดอาจจะต้องซื้อข้าวบริโภคเอง ทำให้เป็นภาระอีกอย่างหนึ่ง เพราะประสบปัญหาภัยแล้งและเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้

สำหรับการปลูกข้าวนาปรังที่กำลังจะมาถึงนี้ อยากให้เกษตรกรให้ความสำคัญของเรื่องพันธุ์ข้าวปลูก เพราะหากพันธุ์ข้าวดีแล้วจะส่งผลให้คุณภาพข้าวและขายได้ราคาดีด้วย โดยเกษตรควรที่จะใช้พันธุ์ข้าวใหม่ๆที่ทางศูนย์เมล็ดพันธุ์หรือหน่วยงานให้การรับรอง ควรหลีกเลี่ยงและเลิกใช้พันธุ์ข้าวเก่าๆ หรือที่เรียกกันว่าพันธุ์เล้าแตก เพราะมีมานานมากกว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหาการกลายพันธุ์ จนเป็นเม็ดใสและข้าวเหนียวกลายเป็นข้าวเจ้าได้

4 ชาติน้ำโขง รุกยุทธศาสตร์แก้แล้ง 5 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401410?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

4 ชาติน้ำโขง รุกยุทธศาสตร์แก้แล้ง 5 ปี

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 – 00:15 น.
สทนช,4 ชาติน้ำโขง,ยุทธศาสตร์,แก้แล้ง 5 ปี,เวทีรัฐมนตรีลุ่มน้ำโขง
เปิดอ่าน 58 ครั้ง

เวทีรัฐมนตรีลุ่มน้ำโขงไฟเขียวยุทธศาสตร์ 5 ปี จัดการความเสี่ยงภัยแล้งในภูมิภาค ไทยประกาศความพร้อมนั่งแทนปธ.คกก.ร่วม 4 ประเทศปีหน้า

เวทีรัฐมนตรีลุ่มน้ำโขงไฟเขียวยุทธศาสตร์ 5 ปี จัดการความเสี่ยงภัยแล้งในภูมิภาค ไทยประกาศความพร้อมนั่งแทนประธานคณะกรรมการร่วม 4 ประเทศปีหน้า ชิงบทบาทนำการเชื่อมโยง-แลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการน้ำแม่น้ำโขงบรรเทาผลกระทบแล้งในภูมิภาค

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยในโอกาสได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุมคณะมนตรีคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ครั้งที่ 26 ซึ่งเป็นการประชุมสามัญประจำปีระดับรัฐมนตรีของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ระหว่างวันที่ 25 – 27 พฤศจิกายน 2562 ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ว่า ประเทศสมาชิกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) 4 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว ไทย และเวียดนาม รวมถึงประเทศที่ให้การสนับสนุนแผนงานโครงการในลุ่มน้ำโขง อาทิ เยอรมัน ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เป็นต้น ได้เห็นพ้องร่วมกันในการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านความร่วมมือภายใต้กรอบความร่วมมือของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงและกรอบความร่วมมืออื่นๆ ในภูมิภาค

ซึ่งการประชุมครั้งนี้มีประเด็นสำคัญและทุกฝ่ายให้ความสำคัญเพื่อเร่งผลักดัน คือ แผนการพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการความเสี่ยงภัยแล้งในภูมิภาคระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2563 – 2568) ซึ่งประเทศญี่ปุ่นได้สนับสนุนงบประมาณดำเนินการตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปในโครงการศึกษา โดยเฉพาะสาเหตุของวิกฤตการณ์ภัยแล้งที่เกิดในภูมิภาคนี้ โดยสาระสำคัญของร่างยุทธศาสตร์การจัดการภัยแล้งจะครอบคลุมใน 5 ประเด็นหลัก คือ 1.ดัชนีภัยแล้ง 2.การพยากรณ์ภัยแล้งและการเตือนภัยล่วงหน้า 3.การสร้างขีดความสามารถของบุคลากร 4.มาตรการบรรเทาผลกระทบ และ 5.การแบ่งปันและการเผยแพร่ข้อมูล ซึ่งในปี 2563 ประเทศไทย โดย สทนช.ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย (TNMC) จะทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการร่วม (Joint Committee: JC) คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง จะถือโอกาสนี้เร่งผลักดันและขับเคลื่อนการแลกเปลี่ยนข้อมูลน้ำ และการวางกรอบการทำงานร่วมกันระหว่างชาติสมาชิก เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาร่วมกันภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกทั้ง 4 ประเทศโดยเร็ว

“ประเด็นวิกฤติการณ์ภัยแล้งในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เป็นประเด็นที่ประเทศสมาชิกมีความกังวลและเร่งแสวงหาแนวทางความร่วมมือในการป้องกันและบรรเทาผลกระทบร่วมกัน โดยล่าสุดข้อมูลของสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRCs) ได้วิเคราะห์คาดการณ์พื้นที่ที่ประสบภัยแล้งในลุ่มน้ำโขงช่วง 4-5 เดือนข้างหน้า เนื่องจากจะมีปริมาณฝนตกน้อยมาก โดยเฉพาะภาคอีสานของไทย ซึ่งประเทศสมาชิกในลุ่มน้ำโขงต่างก็ออกมาตรการคุมเข้มการใช้น้ำเพื่อให้เพียงพอตลอดฤดูแล้งนี้ รวมถึงไทยที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบมาตรการเพื่อป้องกันและลดผลกระทบให้กับประชาชนริมแม่น้ำโขงด้วยเช่นกัน โดยในเวทีนี้ไทยได้แสดงจุดยืนในการให้ความสำคัญกับปัญหาภัยแล้งในลุ่มน้ำโขง และเน้นย้ำถึงการพัฒนาที่เกิดขึ้นแม้จะส่งผลดีต่อการบริหารจัดการน้ำ แต่ก็ยังมีโอกาสและความท้าทายในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะส่งผลต่อการเกิดภัยแล้งรวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยา ดังนั้น เพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว ฝ่ายไทยแสดงความพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาในระดับภูมิภาคร่วมกันกับประเทศสมาชิกของแม่น้ำโขง” ดร.สมเกียรติ กล่าว

ขณะเดียวกัน ในการประชุมครั้งนี้ประเทศที่ให้การสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการลุ่มน้ำโขง (MRC) ต่างเรียกร้องให้สมาชิกลุ่มน้ำโขงให้ความเห็นชอบหลักการและแนวทางปฏิบัติเพื่อประเมินและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน ตามหลักสากล รวมถึงแนวปฏิบัติในการออกแบบเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำของ MRC ที่ใช้เป็นคู่มือตรวจสอบในกระบวนการออกแบบเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำที่สร้างในลำน้ำโขง ซี่งมีประเด็นในเชิงเทคนิคที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม เพื่อให้ครอบคลุมด้านอุทกวิทยา-ชลศาสตร์ การพัดพาตะกอน คุณภาพน้ำ นิเวศวิทยาทางน้ำ การเดินเรือ ความปลอดภัยเขื่อน รวมถึงผลกระทบกับวิถีชีวิตของประชาชนริมน้ำโขง และแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาลุ่มน้ำโขงปี 2563 – 2573

พร้อมทั้งเห็นควรผลักดันให้เกิดการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วม (Joint Action Plan) ใน 2 โครงการที่ผ่านกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า (PNPCA) เรียบร้อยแล้ว คือ เขื่อนปากแบง และเขื่อนปากลาย ของ สปป.ลาว ซึ่งแผนปฏิบัติการร่วมประเทศสมาชิกจะได้มีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ประเด็นข้อกังวลต่างๆ ที่อาจะส่งผลกระทบกับลุ่มน้ำโขงมาพิจารณาร่วมกัน โดยจะมีผลกับแผนการจัดทำกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า (PNPCA) สำหรับโครงการเขื่อนหลวงพระบางให้เกิดความครอบคลุมชัดเจนในทางปฏิบัติด้วย.

ขรก.เกษตรฯผิดหวังอย่างแรงรมว. ปลัด ล้มมติตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401401?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ขรก.เกษตรฯผิดหวังอย่างแรงรมว. ปลัด ล้มมติตัวเอง

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
แบนสาร,มนัญญา,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,เฉลิมชัย ศรีอ่อน
เปิดอ่าน 299 ครั้ง

“ขรก.เกษตรฯผิดหวังอย่างแรง รมว.เกษตรฯปลัดเกษตรฯ ล้มมติตัวเอง เซ็นแบน3สาร เมื่อ22 ต.ค. ชี้สถานะ สาร3ตัว กลับมานำเข้า จำหน่าย ผลิต ครอบครอง ได้ตามปกติ

28 พฤศจิกายน 2562 แหล่งข่าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าข้าราชการกระทรวงเกษตรฯต่างวิพากษ์วิจารณ์ผิดหวังกับการทำงานของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯและนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯที่มีจุดยืนเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไม่อยู่กับร่องกับรอย

ทั้งนี้จากก่อนหน้านี้เป็นผู้ลงนามและผู้เสนอเอกสารเข้าคณะกรรมการวัตถุอันตราย ให้แบน 3 สาร ทันทีมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ธ.ค.2562 ทั้งที่มีกรรมการในกรรมการวัตถุอันตราย ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯระดับผู้บริหาร ถึง 4 คน จนกระทั่งมากลับลำ พลิกมติแบนสารเคมีของตัวเองโดยเลื่อนแบนไปอีก 6 เดือน โดยมีผลหลังวันที่ 1 มิ.ย.63 จึงจะยกเลิกใช้ 2 สาร คือสารพาราควอต คลอร์ไพริฟอส ส่วนสารไกลโฟเซต ยกเลิกแบนทันที ให้ไปใช้มาตรการจำกัดการใช้

ดังนั้นในระยะเวลาเพียง 1 เดือน หลังจากที่มีมติแบน 3 สารทันที เมื่อวันที่ 22 ต.ค. ให้มีผลวันที่ 1 ธ.ค.2562 ซึ่งนายเฉลิมชัย เป็นคนลงนาม จนมีประกาศของกรมวิชาการเกษตร ออกคำสั่งลงราชกิจจา เรียกเก็บคืนสาร 3 ชนิดภายใน 30 วัน ให้ยกระดับจากวัตถุอันตรายบัญชี 3 เป็นบัญชี 4 คือห้ามนำเข้า  จำหน่าย ผลิต ครอบครอง

ขณะนี้เกิดความไม่ชัดเจนว่าการที่จะแบนสาร เกิดขึ้นได้อีกหรือไม่ต่อไปในอนาคต เพราะการแบนสาร ต้องมีกระบวนการก่อนที่จะถึงวันที่ 1 มิ.ย.63 ที่มีผลห้ามนำเข้า ผลิต ครอบครอง จำหน่าย รวมทั้งอำนาจการอนุญาต นำเข้า ส่งออกเป็นอำนาจของอธิบดีกรมวิชาการเกษตร  เกิดคำถามขึ้นมาว่าขั้นตอนระหว่างนี้ จนถึงต่อไปในปี 63 การเตรียมการเข้าสู่ขั้นตอนก่อนที่จะเลิกใช้ 2 สาร  จะทำได้หรือไม่และจะไปเริ่มที่ปลัดเกษตรฯหรืออธิบดีกรมวิชาการเกษตร และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ จะดำเนินการอย่างไร

ทั้งนี้เพราะที่ผ่านมาเกิดปัญหาอย่างมากในการทำงานระหว่าง น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯกับกรมวิชาการเกษตร ที่รมช.เกษตรฯกำกับดูแล แต่ไม่เคยให้ความร่วมมือในการแบนสาร ในความรู้สึกวันนี้ภาพพจน์ของกระทรวงเกษตรฯเสียหายหนัก จาก รมว.เกษตรฯ ลงนามและปลัดกระทรวงเกษตรฯ เสนอเอกสารให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย ย้อนกลับไปพิจาณามติเดิมเมื่อวันที่ 23 พ.ค.ที่มีมาตรการ จำกัดการใช้สาร เพื่อไม่ให้แบนสารไกลโฟเซต และล้มมติการแบนเมื่อวันที่22ต.ค. ซึ่งจะทำให้การนำเข้า  ผลิต ครอบครอง จำหน่าย 3 สาร กลับไปทำได้ตามปกติ  ด้วยเพื่อเอื้อประโยชน์ทุนใหญ่ฝั่งตัวในกระทรวงมายาวนาน”แหล่งข่าว กล่าว