ซัด‘ลิ้นจี่จักรพรรดิ’ราคาดิ่งเหว จากกิโลละ100บ.เหลือ18บ.

ซัด‘ลิ้นจี่จักรพรรดิ’ราคาดิ่งเหว จากกิโลละ100บ.เหลือ18บ.

ซัด‘ลิ้นจี่จักรพรรดิ’ราคาดิ่งเหว จากกิโลละ100บ.เหลือ18บ.

วันเสาร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ซัด‘ลิ้นจี่จักรพรรดิ’ราคาดิ่งเหว จากกิโลละ100บ.เหลือ18บ.

สส.ปชน.”ขน“ลิ้นจี่จักรพรรดิ”บุกสภาฯโชว์สื่อ ฉะ“เกษตรฯ-พาณิชย์” ปล่อยราคาตกฮวบจากกิโลกรัมละ 100 บาท เหลือ 18 บาท ในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ ซัดแหลก “3ย.-ย่ำอยู่กับที่-ย่ำแย่-อยู่ไม่ได้”หลอกเกษตรกรปลูกเป็นสินค้า GI สุดท้ายขายไม่ได้ ถามยุติธรรมตรงไหน

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 ที่รัฐสภา นายกันตพงศ์ ประยูรศักดิ์ สส.กทม. พรรคประชาชน แถลงข่าวเรียกร้องแก้ปัญหาราคาลิ้นจี่จักรพรรดิตกต่ำทำให้ชาวสวนเดือดร้อน โดยได้นำลิ้นจี่มาประกอบการแถลงข่าว และให้สื่อมวลชนประจำรัฐสภาทดลองชิมและดูขนาดของลูกลิ้นจี่ โดยกล่าวว่าตนอยากสะท้อนปัญหาราคาลิ้นจี่ที่ตกต่ำมาก ลิ้นจี่จักรพรรดิ แต่ทำไมราคาติดดินขนาดนี้ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ตนมีโอกาสไป อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เห็นแล้วรู้สึกว่าน่าใจหาย

นายกันตพงศ์ได้ชูลิ้นจี่ให้ผู้สื่อข่าวดู พร้อมระบุว่า ลิ้นจี่พวงนี้ บางลูกก็ขนาดเกือบเท่ากับมือของตน ซึ่ง อ.ฝางสามารถผลิตได้ไม่ต่ำกว่า 50,000 ตัน มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ 5,000 ล้านบาท ชาวสวนบอกตนมาว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เขายังคงขายได้ในราคากิโลกรัมละเกือบ 100 บาท แต่พอผ่านมาถึงวันที่ 5 มิถุนายนเหลือ 18 บาท และบางไซส์เหลือไม่ถึง 10 บาท ซึ่งไม่สะท้อนถึงต้นทุนการผลิตเลย

“ผมอยากสะท้อน 3 ย.ยักษ์ ที่รัฐบาลดำเนินนโยบายเกี่ยวกับผลผลิตทางการเกษตร ย. ตัวแรก คือ ย่ำอยู่กับที่ ไม่ว่ากระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังย่ำอยู่กับที่ ไม่ไปไหน ไม่เช่นนั้น เกษตรที่ปลูกลิ้นจี่คงไม่มาร้องเรียน การจัดการล้งก็ยังคงเหมือนเดิม ย.ตัวที่สองย่ำแย่ ราคาตกลิ้นจี่มาก บิตคอยน์ยังลงไม่เท่านี้ และย. ตัวสุดท้ายคือ อยู่ไม่ได้ ชาวสวนเขาจะอยู่กันอย่างไร” สส.กทม. พรรคประชาชน

นายกันตพงศ์กล่าวต่อว่า ตนขอเสนอทางออก 2 ย.ยักษ์ว่า ย.ตัวแรกคือ “ยั่งยืน” ต้องจัดการเรื่องปุ๋ยและการแปรรูป ให้สอดคล้องต้นทุนการผลิต ควรต้องให้กระทรวงพาณิชย์เข้ามาดูราคาที่จำหน่าย ตนอยากให้มีราคากลางไม่ใช่ราคาแกว่งไปมายิ่งกว่าบิตคอยน์ ลิ้นจี่เป็นสินค้าที่บ่งชี้ถึงเอกลักษณ์ไทย (GI) รัฐบาลส่งเสริมให้ปลูก แต่ผลิตแล้วขายไม่ได้

ส่วน ย.ตัวที่สองคือ “ยุติธรรม” ต้องยุติธรรมทางผู้ผลิต ผู้ประกอบการและผู้บริโภค วันนี้ไปกดต้นทุนเหลือ 18 บาท ค่าขนส่งไม่เกิน 15 บาท แต่ตลาดขาย 60 กว่าบาท แสดงว่ากำไรประมาณ 3 เท่า และพอขึ้นห้างสรรพสินค้า ขายเป็น 100 บาทต่อกิโลกรัม แสดงว่าพ่อค้าคนกลางได้กำไรเยอะเลย 300 เท่า ขณะที่ชาวนาขาวสวนขาดทุนแล้วมันยุติธรรมตรงไหน

“ท่านจะให้ชาวไร่ชาวนา จน เจ็บ เจ๊ง อย่างนี้หรือ ผมฝากไว้ด้วย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ ต้องทำให้ดีกว่านี้ ไม่เช่นนั้นให้เราทำจะดีกว่า” นายกันตพงศ์ กล่าว

ชาวไร่อ้อยสุดทน นัดรวมพลทั่วปท. บุกทำเนียบ10มิ.ย.

ชาวไร่อ้อยสุดทน นัดรวมพลทั่วปท. บุกทำเนียบ10มิ.ย.

ชาวไร่อ้อยสุดทน นัดรวมพลทั่วปท. บุกทำเนียบ10มิ.ย.

วันเสาร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ชาวไร่อ้อยสุดทน นัดรวมพลทั่วปท. บุกทำเนียบ10มิ.ย. ทวงค่าตัดอ้อยสด

เลขาธิการสหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย เผยชาวไร่อ้อยทั่วประเทศ นัดยกพล 2,000 คน บุกทำเนียบรัฐบาล พบนายกฯ วันอังคารที่ 10 มิถุนายนนี้ ทวงถามส่วนต่างตัดอ้อยสด หลังทำตามนโยบายในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 แต่รัฐบาลกลับยังไม่จ่ายเงินมานาน 2 ปี

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 6 มิถุนายน 2568 ที่บริเวณหน้าสมาคมชาวไร่อ้อยเขต 6 กำแพงเพชรตัวแทนเกษตรกรชาวไร่อ้อยกว่า 500 ราย เดินทางเข้าพบ นายมนตรี เลาหศักดิ์ประสิทธิ์ นายกสมาคมไร่อ้อยเขต 6 กำแพงเพชรและ เลขาธิการสหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย เพื่อยื่นข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการทวงถามค่าส่วนต่างในการตัดอ้อยสดว่า จะอนุมัติจ่ายลงมาให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยได้เมื่อไร หลังทำตามนโยบายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา PM 2.5 แต่รัฐบาลกลับไม่จ่ายเงินมา 2 ปี แบบนี้ชาวไร่อ้อยจะเอาเงินที่ไหนมาลงทุน ซึ่งหากไม่มีเงินลงทุนอาจทำให้ผลผลิตตกต่ำลงได้

นายมนตรี เลาหศักดิ์ประสิทธิ์ เลขาธิการสหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วันนี้พี่น้องชาวไร่อ้อยจังหวัดกำแพงเพชรได้มาเรียกร้องเรื่องของความเดือดร้อนจากการที่พี่น้องชาวไร่อ้อยได้ช่วยแก้ไขปัญหา PM2.5 โดยการตัดอ้อยสด ซึ่งการตัดอ้อยสดนั้นจะมีการลงทุนมากกว่าการตัดอ้อยไฟไหม้ ที่ผ่านมา พี่น้องชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสด ซึ่งกำแพงเพชรเรามีอ้อยสดถึง 96 เปอร์เซนต์ มีอ้อยไฟไหม้ประมาณ 4 เปอร์เซนต์ ปัญหาเหล่านี้จึงเกิดกับพี่น้องชาวไร่อ้อยที่ต้องลงทุนไปแล้ว

“วันนี้พี่น้องชาวไร่อ้อยทั้งหมดได้มาเรียกร้อง มาทวงถาม กับนายกสมาคมฯ เพื่อให้ทางสมาคมเข้าไปแก้ไขปัญหา ให้กับพี่น้องชาวไร่อ้อยซึ่งเราก็รอกันมานานแล้ว ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงปีเดียว แต่ในปี 2566 และ 2567 เราก็ได้มีการตัดอ้อยสดไปแล้ว ในปีนั้นก็ยังไม่ได้เงิน วันนี้เราจึงมาขอเรียกร้อง เงินการตัดอ้อยสดทั้งหมดสองปีด้วยกัน”นายมนตรี กล่าว

เลขาธิการสหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทยกล่าวอีกว่าโดยขอให้ทางรัฐบาลได้มีการช่วยเหลือให้กับพี่น้องชาวไร่อ้อยเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ซึ่งวันนี้ชาวไร่อ้อยต้องการเงินที่จะไปลงทุนในการเพาะปลูก ซึ่งการเพาะปลูกของชาวไร่อ้อยถ้าไม่ได้เงินไม่ทัน ปัญหาเรื่องของผลผลิตในวันข้างหน้า ก็จะตกต่ำลง ก็อยากให้ทางรัฐบาลได้เห็นใจชาวไร่อ้อย

วันนี้ชาวไร่อ้อยในจังหวัดกำแพงเพชรได้มาเรียกร้องกับสมาคมฯ ตนเองก็ได้ตอบกับพี่น้องชาวไร่อ้อยไปว่าในวันที่ 10 มิถุนายน 2568 นี้ ตนในฐานะเลขาธิการสหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ได้มีการนัดหมายพี่น้องชาวไร่อ้อยทั่วทั้งประเทศ เดินทางไปที่ทำเนียบรัฐบาลจำนวน 2,000 คนด้วยกัน และก็อยากจะเรียกร้องผ่าน ส.ส. รัฐมนตรีทั้งหลายว่า ให้เห็นใจชาวไร่อ้อยให้ความช่วยเหลือกับพี่น้องชาวไร่อ้อยด้วย เพราะวันนี้เราลงทุนไปตามนโยบายที่รัฐบาลต้องการแล้ว

หวังว่าพี่น้องชาวไร่อ้อยทั้งประเทศควรจะได้รับข่าวดีและได้รับการช่วยเหลือโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี พวกเราทั้งหมดคงต้องฝากความหวังไว้ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นสำคัญ ในวันนี้ตนก็ต้องขอขอบคุณล่วงหน้าที่คณะรัฐมนตรีจะให้ความเห็นใจ ความสงสาร ความเข้าใจของระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายด้วย

‘ปลากะพงขาว’ฮีโร่ปราบ‘ปลาหมอคางดำ’ ฟื้นฟูระบบนิเวศ-ช่วยเกษตรกร

‘ปลากะพงขาว’ฮีโร่ปราบ‘ปลาหมอคางดำ’ ฟื้นฟูระบบนิเวศ-ช่วยเกษตรกร

‘ปลากะพงขาว’ฮีโร่ปราบ‘ปลาหมอคางดำ’ ฟื้นฟูระบบนิเวศ-ช่วยเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 16.35 น.

‘ปลากะพงขาว’ฮีโร่ปราบ‘ปลาหมอคางดำ’ ฟื้นฟูระบบนิเวศ-ช่วยเกษตรกร

ในวันที่ปลากะพงขาวไม่ได้เป็นเพียงปลายอดนิยมในเมนูอาหารไทย แต่ยังเป็น “นักล่าผู้พิทักษ์” ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาการรุกรานของ “ปลาหมอคางดำ” ในแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร โดยเฉพาะระบบกึ่งธรรมชาติที่ปลาหมอคางดำหลุดรอดเข้าไปในบ่อแย่งกินลูกกุ้ง และแย่งอาหารจากปลาหรือกุ้งที่เลี้ยงทำให้เกษตรกรเดือดร้อน ยกระดับจากปลาเศรษฐกิจสู่ผู้พิทักษ์แหล่งน้ำ

การฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพของแหล่งน้ำและการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำเป็น 1 ใน 5 แผนปฏิบัติงานหลักของกรมประมง โดยพุ่งเป้าการปล่อยสัตว์น้ำเป็นนักล่าตามความเหมาะสมของแหล่งน้ำ เพื่อให้ช่วยลงไปช่วยกำจัดปลาหมอคางดำให้เหลือน้อยที่สุดและควบคุมให้อยู่ในพื้นที่จำกัด  

ปลากะพงขาว เป็นปลากินเนื้อมีพฤติกรรมเป็นนักล่าตามธรรมชาติ กรมประมงจึงใช้ปลากะพงขาวเป็นตัวช่วยควบคุมปลาหมอคางดำ และเป็นกำแพงป้องกันไม่ให้ปลาหมอคางดำแพร่กระจายออกไปพื้นที่อื่น และจากการเก็บข้อมูลของฝ่ายวิชาการกรมประมงสมุทรปราการ สุ่มสำรวจในแหล่งน้ำที่มีการปล่อยปลากะพงขาว พบว่าปริมาณปลาหมอคางดำในพื้นที่มีความหนาแน่นลดลงอย่างมาก จึงเป็นสิ่งยืนยันว่าสามารถแก้ปัญหาในพื้นที่ กำจัดลูกปลาหมอคางดำได้ผลสำเร็จ

ประมงสมุทรสงครามจึงคิกออฟไอเดีย จัดตั้ง “สิบหยิบหนึ่ง” ขึ้น ดำเนินการแบบกองทุนปลากะพงขึ้น เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีปลานักล่าช่วยควบคุมและลดจำนวนปลาหมอคางดำในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ  ลดภาระต้นทุนให้กับเกษตรกร โดยได้รับการสนับสนุน ลูกพันธุ์ปลากะพงขาว จากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ มาแจกจ่ายให้เกษตรกรได้นำไปเลี้ยง เพื่อช่วยกำจัดปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ  เมื่อปลากะพงขาวโตได้ขนาดนักล่า เกษตรกรจะจับปลากะพงมาส่งคืนให้ประมงจังหวัดในจำนวนร้อยละสิบของปลาที่ได้รับสนับสนุนมา ประมงจังหวัดจะนำปลากะพงขาวที่ได้รับคืนจากเกษตรกรไปปล่อยลงสู่แหล่งน้ำในธรรมชาติต่อไป ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มุ่งช่วยให้เกิดการควบคุมปลาหมอคางดำทั้งในบ่อเลี้ยงและแหล่งน้ำธรรมชาติควบคู่กัน

ด้วยพฤติกรรมเป็นปลานักล่า กินปลาขนาดเล็กและมีพฤติกรรมอยู่ร่วมในระบบเลี้ยงผสมได้ดี เกษตรกรสามารถเลี้ยงร่วมกับกุ้งได้ในระบบเดียวกัน และปลากะพงขาวยังเป็นปลาเศรษฐกิจที่เกษตรกรสามารถนำไปจำหน่ายหรือแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นโอกาสสร้างรายได้เสริมได้อีกทางหนึ่ง นอกจากประมงจังหวัดสมุทรสงคราม ประมงหลายพื้นที่ อาทิ จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดสมุทรปราการ ตลอดจนจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ขยายผลจัดตั้ง ‘กองทุนปลากะพง’ ขึ้น โดยผนึกกำลังกับ ซีพีเอฟ เพื่อช่วยให้เกษตรกรรายย่อยให้สามารถเข้าถึงลูกพันธุ์ปลากะพงขาวคุณภาพ ผ่านการสนับสนุนลูกพันธุ์ปลากะพงขาว ให้เกษตรกรนำไปปล่อยเพื่อเพาะเลี้ยงให้ปลากะพงขาว ทำหน้าที่เป็น “ผู้พิทักษ์” ลดภาระต้นทุนของเกษตรกรในการควบคุมและลดจำนวนปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ  และสามารถสร้างงานและรายได้ให้ทั้งในรูปแบบการจำหน่ายสดและการแปรรูปเพิ่มมูลค่าให้เกษตรกรต่อไป

นายสมศักดิ์ แสงสุริยา หนึ่งในเกษตรกรเลี้ยงกุ้งที่เข้าร่วมโครงการ “สิบหยิบหนึ่ง” เล่าว่า ปลากะพงขาวช่วยลดจำนวนปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยงกุ้งได้จริง เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่มาช่วยเยียวยาเกษตรกรเจ้าของบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และสร้างโอกาสเพิ่มรายได้จากการจับปลากะพงมาจำหน่ายได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ เกษตรกรยังได้รับการสนับสนุนกากชาจากประมงจังหวัดมาช่วยกำจัดปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยง ควบคู่กับการปรับตัวโดยการใช้วิธีการกรองน้ำระหว่างการดึงน้ำจากลำคลอง ซึ่งช่วยตอบโจทย์ของเกษตรกรช่วยแก้ปัญหาปลาต่างถิ่นในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแล้ว 

“ปลากะพงขาว” จากปลาเศรษฐกิจสู่บทบาท “ฮีโร่มือปราบปลาหมอคางดำ” คือหนึ่งในตัวอย่างการประยุกต์ใช้วิถีธรรมชาติเป็นเครื่องมือฟื้นฟูธรรมชาติ ช่วยเกษตรกรควบคุมปลาหมอคางดำ  และยังสร้างโอกาสทางรายได้ รวมถึงเพิ่มแหล่งอาหารให้กับชุมชนด้วยอีกทางหนึ่ง

ขน‘ลิ้นจี่จักรพรรดิ’โชว์สื่อ ฉะ‘ก.เกษตรฯ-พณ.’ปล่อยราคาดิ่ง จากโลละร้อยเหลือ18บาท

ขน‘ลิ้นจี่จักรพรรดิ’โชว์สื่อ ฉะ‘ก.เกษตรฯ-พณ.’ปล่อยราคาดิ่ง จากโลละร้อยเหลือ18บาท

ขน‘ลิ้นจี่จักรพรรดิ’โชว์สื่อ ฉะ‘ก.เกษตรฯ-พณ.’ปล่อยราคาดิ่ง จากโลละร้อยเหลือ18บาท

วันศุกร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 12.48 น.

‘สส.ปชน.’ ขน ‘ลิ้นจี่จักรพรรดิ 10 โล’  โชว์สื่อประชด ‘เกษตรฯ-พณ.’ ปล่อยราคาดิ่งฮวบจาก 100 บาท เหลือ 18 บาท ไม่ถึงสัปดาห์  ซัด ‘3ย.’ หลอกเกษตรกรปลูกเป็นสินค้า GI  สุดท้ายขายไม่ได้ ถามยุติธรรมตรงไหนให้ ‘พรรคส้ม’ บริหารดีกว่า

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน  นายกันตพงศ์ ประยูรศักดิ์ สส.กทม. พรรคประชาชน แถลงข่าวเรียกร้องแก้ปัญหาราคาลิ้นจี่จักรพรรดิตกต่ำทำให้ชาวสวนเดือดร้อน โดยได้นำลิ้นจี่มาประกอบการแถลงข่าว และให้สื่อมวลชนประจำรัฐสภาทดลองชิมและดูขนาดของลูกลิ้นจี่ พร้อมกล่วว่า ตนอยากสะท้อนปัญหาราคาลิ้นจี่ที่ตกต่ำมาก ลิ้นจี่จักรพรรดิ แต่ทำไมราคาติดดินขนาดนี้ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ตนมีโอกาสไปอ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เห็นแล้วรู้สึกว่าน่าใจหาย

นายกันตพงศ์ได้ชูลิ้นจี่ให้ผู้สื่อข่าวดู พร้อมระบุว่า  ลิ้นจี่พวงนี้ บางลูกก็ขนาดเกือบเท่ากับมือของตน ซึ่ง อ.ฝางสามารถผลิตได้ไม่ต่ำกว่า 50,000 ตัน มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ 5,000 ล้านบาท ชาวสวนบอกตนมาว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เขายังคงขายได้ในราคากิโลกรัมละเกือบ 100 บาท แต่พอผ่านมาถึงวันที่ 5 มิถุนายนเหลือ 18 บาท และบางไซส์เหลือไม่ถึง 10 บาท  ซึ่งไม่สะท้อนถึงต้นทุนการผลิตเลย

ทั้งนี้ ตนอยากสะท้อน 3 ย.ยักษ์ ที่รัฐบาลดำเนินนโยบายเกี่ยวกับผลผลิตทางการเกษตร  ย. ตัวแรก คือ ย่ำอยู่กับที่ ไม่ว่ากระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังย่ำอยู่กับที่ ไม่ไปไหน ไม่เช่นนั้น เกษตรที่ปลูกลิ้นจี่คงไม่มาร้องเรียน การจัดการล้งก็ยังคงเหมือนเดิม   ย.ตัวที่สองย่ำแย่ ราคาตกลิ้นจี่มาก บิตคอยน์ยังลงไม่เท่านี้  และย. ตัวสุดท้ายคือ อยู่ไม่ได้ ชาวสวนเขาจะอยู่กันอย่างไร

นายกันตพงศ์กล่าวต่อว่า  ตนขอเสนอทางออก 2 ย.ยักษ์ว่า  ย.ตัวแรกคือ “ยั่งยืน” ต้องจัดการเรื่องปุ๋ยและการแปรรูป ให้สอดคล้องต้นทุนการผลิต ควรต้องให้กระทรวงพาณิชย์เข้ามาดูราคาที่จำหน่าย  ตนอยากให้มีราคากลางไม่ใช่ราคาแกว่งไปมายิ่งกว่าบิตคอยน์   ลิ้นจี่เป็นสินค้าที่บ่งชี้ถึงเอกลักษณ์ไทย (GI) รัฐบาลส่งเสริมให้ปลูก แต่ผลิตแล้วขายไม่ได้  

ส่วน ย.ตัวที่สองคือ “ยุติธรรม” ต้องยุติธรรมทางผู้ผลิต ผู้ประกอบการและผู้บริโภค วันนี้ไปกดต้นทุนเหลือ 18 บาท ค่าขนส่งไม่เกิน 15 บาท แต่ตลาดขาย 60 กว่าบาท แสดงว่ากำไรประมาณ 3 เท่า และพอขึ้นห้างสรรพสินค้า ขายเป็น 100 บาทต่อกิโลกรัม แสดงว่าพ่อค้าคนกลางได้กำไรเยอะเลย 300 เท่า ขณะที่ชาวนาขาวสวนขาดทุนแล้วมันยุติธรรมตรงไหน

 “ท่านจะให้ชาวไร่ชาวนา จน เจ็บ เจ๊ง อย่างนี้หรือ  ผมฝากไว้ด้วย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ ต้องทำให้ดีกว่านี้ ไม่เช่นนั้นให้เราทำจะดีกว่า”นายกันตพงศ์ กล่าว

‘อธิบดีกรมการข้าว’นำองค์กรชาวนาฯ เข้าพบ’รองนายกฯพิชัย’ เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ

'อธิบดีกรมการข้าว'นำองค์กรชาวนาฯ เข้าพบ'รองนายกฯพิชัย' เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ

‘อธิบดีกรมการข้าว’นำองค์กรชาวนาฯ เข้าพบ’รองนายกฯพิชัย’ เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 19.08 น.

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมการข้าว นำผู้นำชาวนา องค์กรชาวนาที่ได้รับรางวัลเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2568 จำนวน 4 สาขา ประกอบด้วย เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพทำนา , สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขากลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว , สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ประเภทข้าวหอมมะลิ และสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ประเภทข้าวอื่นๆ เข้าพบ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อเข้าเยี่ยมคำนับพร้อมรับฟังนโยบายด้านข้าว เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและเชิดชูเกียรติชาวนาเพื่อรำลึกถึงความสำคัญของอาชีพการทำนา ซึ่งเป็นอาชีพหลักที่สำคัญของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน เนื่องในโอกาสวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568 ณ ห้องงาช้าง ชั้น 20 อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง

นายพิชัย ชุณหวชิร กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างมากต่อพี่น้องชาวนาและองค์กรชาวนา ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีรายได้เพียงพอและอยู่ดีมีสุข เพราะเกษตรกรชาวนาไทยมีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ประเทศ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเกษตรกรรมทำนา โดยยกระดับคุณภาพผลผลิตข้าวให้มีคุณภาพสูง ด้วยการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว และสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในการผลิตข้าวไทยให้มีมาตรฐาน พร้อมกับต้องรักษาเสถียรภาพราคาข้าวให้ได้เพราะเป็นรายได้ของชาวนา เพื่อให้ผลผลิตและคุณภาพของข้าวสามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้ โดยการขับเคลื่อนมาตรการโครงการสำคัญต่างๆ ในการบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว อาทิ การลดต้นทุนการผลิต พร้อมทั้งส่งเสริมความรู้ ทักษะ เพื่อให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการการผลิตได้อย่างมี ประสิทธิภาพ นำไปสู่ความมั่นคงในอาชีพ ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความอยู่ดีมีสุข รวมทั้งส่งเสริมให้เศรษฐกิจของประเทศมีความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น โดยขอขอบคุณชาวนาไทยที่ได้ทุ่มเท แรงกายแรงใจ เพื่อพัฒนาข้าวไทยและเพิ่มผลิตภาพข้าวไทยให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างความยั่งยืนให้ภาคเกษตรไทยมาโดยตลอด

ด้าน นายณัฏฐกิตติ์ กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีมีมติให้วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปีเป็น “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” เพื่อเป็นการรำลึกถึงความสำคัญของข้าว รวมทั้งเพื่อเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชาวนาไทย กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้กำหนดการจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568 ขึ้น ภายใต้ธีมงาน “เทคโนโลยีเกษตรกรรมก้าวหน้า ส่งเสริมการทำนายุคใหม่ สืบสานศิลปาชีพร่วมสมัย ชาวนาไทยยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 5 – 7 มิถุนายน 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร) ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

– 006

ชวนชิมช้อป1ท้องถิ่น1สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

ชวนชิมช้อป1ท้องถิ่น1สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

ชวนชิมช้อป1ท้องถิ่น1สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 19.00 น.

รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ชวนช็อปสินค้าคุณภาพ “1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง”

วันนี้ (5 มิ.ย.) น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิด “โครงการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงและส่งเสริมเครือข่ายตลาดสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง” ภายใต้โครงการสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยมี นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี น.ส.กันยารัตน์ นาคกูล เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนนทบุรี นางอมราพร ชีพสมุทร์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ที่ลานกิจกรรมชั้น 1 ศูนย์การค้าเดอะคริสตัล ชัยพฤกษ์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ว่าการจัดงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดและช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพที่เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรผู้ผลิตได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมกับคุณภาพสินค้า ถือเป็นกลไกสำคัญในการ “เชื่อมโยงตลาด” ให้เกษตรกรมีโอกาสได้นำเสนอสินค้าคุณภาพดีที่ผ่านการพัฒนาและเพิ่มมูลค่าแล้ว ส่งตรงถึงมือผู้บริโภค นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญ   ในการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจระหว่างผู้ผลิตและผู้ประกอบการ เพื่อต่อยอดโอกาสทางการค้า รวมถึงการยกระดับภาคเกษตรไทยให้ก้าวสู่ “เกษตรทันสมัย” ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การนำของ น.ส.แพทองธาร  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ที่นำโดย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์  รมว.เกษตรฯ ซึ่งเน้นย้ำถึงแนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”

“การจัดงานในวันนี้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญที่ขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น “ครัวโลก” และเป็นศูนย์กลางการเกษตรของโลก ด้วยการสร้างสรรค์ “สินค้าเกษตรมูลค่าสูง” ที่ตอบสนองความต้องการของตลาดโลก และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามแนวคิด BCG Economy กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจร่วมชม ชิม ช็อป สินค้าเกษตรคุณภาพจาก 15 ท้องถิ่นที่คัดสรรคุณภาพส่งถึงมือผู้บริโภคโดยตรง ได้แก่ ผลไม้สด-ทุเรียนอินทรีย์ มังคุด สับปะรด สินค้าแปรรูปต่างๆ-เนื้อโค ปลากะพง ปลาดุกแปรรูป น้ำฝรั่งสกัดเย็น กาแฟ ฯลฯ นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมร่วมสนุก และกิจกรรมรักษ์โลกอีกมากมาย จัดหนักจัดเต็ม 4 วัน ที่ลานกิจกรรมชั้น 1 ศูนย์การค้าเดอะคริสตัล ชัยพฤกษ์ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ระหว่างวันที่ 5 – 8 มิ.ย.นี้  ตั้งแต่เวลา 10.00–22.00 น.” รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

015

เกษตรฯถกกรรมการบริหารกองทุนกู้ยืมฯ

เกษตรฯถกกรรมการบริหารกองทุนกู้ยืมฯ

เกษตรฯถกกรรมการบริหารกองทุนกู้ยืมฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 17.05 น.

รองปลัดฯ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน ครั้งที่ 3/2568

วันนี้ (5 มิ.ย.) นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน ครั้งที่ 3/2568 โดยมี ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 134 และผ่านระบบออนไลน์ Zoom meeting ว่า ที่ประชุม มีมติเห็นชอบทบทวน/ปรับปรุงแผนขับเคลื่อนการดำเนินงานของกองทุนหมุนเวียนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน 3 แผน ได้แก่ 1.แผนปฏิบัติการกองทุนหมุนเวียนฯ ระยะ 4 ปี (ปีบัญชี 2567 – 2570) และแผนปฏิบัติการประจำปี 2569

2.แผนปฏิบัติการดิจิทัลกองทุนหมุนเวียนฯ ระยะ 4 ปี (ปีบัญชี 2567 – 2570) และแผนปฏิบัติการประจำปี 2569 และ 3.แผนการบริหารทรัพยากรบุคคลกองทุนหมุนเวียนฯ ระยะ 4 ปี (ปีบัญชี 2567 – 2570) และแผนปฏิบัติการประจำปี 2569 เพื่อให้กองทุนหมุนเวียนฯ มีสภาพคล่องทางการเงิน สามารถให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจนได้ต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีการหารือ (ร่าง) เกณฑ์การตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญของกองทุนหมุนเวียนฯ ตามข้อเสนอแนะของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานะทางการเงินของกองทุนหมุนเวียนฯ และรับทราบรายงานผลการดำเนินงาน และผลการใช้จ่ายงบประมาณ ของกองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน ประจำปีงบประมาณ 2568 ตั้งแต่เดือน ต.ค.2567 – เม.ย.2568

015

เกษตรฯอบรมนักพัฒนาการเกษตรฯ รุ่นที่ 76

เกษตรฯอบรมนักพัฒนาการเกษตรฯ รุ่นที่ 76

เกษตรฯอบรมนักพัฒนาการเกษตรฯ รุ่นที่ 76

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 16.57 น.

รองปลัดฯ อัญชลี เปิดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร นักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับต้น (นบต.) รุ่นที่ 76 และบรรยายพิเศษ

วันนี้ (5 มิ.ย.) นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร นักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับต้น (นบต.) รุ่นที่ 76 และบรรยายพิเศษ เรื่อง “นโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับหลักการปฏิบัติสำหรับนักบริหารระดับต้น รุ่นที่ 76”  ที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมี ดร.ยุทธภูมิ ประสมทรัพย์ หัวหน้ากลุ่มวิชาการและหลักสูตร สถาบันเกษตราธิการ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ  เป็นผู้กล่าวรายงาน

ทั้งนี้ การอบรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของนักบริหารระดับต้น ตลอดจนเพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีทัศนคติที่ดีในการทำงานร่วมกับผู้อื่น อีกทั้งยังเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานและสร้างความสัมพันธ์ที่ดี เพื่อการติดต่อประสานงานระหว่างหน่วยงาน อันจะเป็นประโยชน์แก่ทางราชการต่อไป

015

เปิดตัวแหล่งท่องเที่ยวผ้าไหมโบราณอุทัยธานี

เปิดตัวแหล่งท่องเที่ยวผ้าไหมโบราณอุทัยธานี

เปิดตัวแหล่งท่องเที่ยวผ้าไหมโบราณอุทัยธานี

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.00 น.

กรมหม่อนไหม เปิดตัวแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม “แต้มตะกอ” ผ้าไหมลายโบราณบ้านโคกหม้อ จ.อุทัยธานี สร้างรายได้ อนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้การปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และการทอผ้าไหมไทยให้กับนักท่องเที่ยวและชุมชนอย่างยั่งยืน

วันนี้ (5 มิ.ย.) นายนวนิตย์ พลเคน อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กรมหม่อนไหม โดยสำนักอนุรักษ์และตรวจสอบมาตรฐานหม่อนไหม ได้จัดทำโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม เพื่อส่งเสริมและสร้างรายได้เพิ่มให้แก่กลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการด้านหม่อนไหม จากการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม โดยในปีงบประมาณ 2567 ดำเนินการนำร่องในพื้นที่มีศักยภาพ จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ 1.ทอฝันผ้าไหมยกดอกลำพูน จ.ลำพูน 2.แหล่งเรียนรู้นวัตกรรมย้อมสีธรรมชาติ ศูนย์เรียนรู้อ้วนกลมแฮปปี้ฟาร์ม จ.อุดรธานี 3.พิพิธภัณฑ์ผ้าไหมมัดหมี่ชินไหมไทย จ.ขอนแก่น 4.พิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณชัยภูมิ (เฮือนคำมุ) จ.ชัยภูมิ 5.คุณนายไหมไทย จ.สมุทรสงคราม 6.แต้มตะกอ (ผ้าไหมลายโบราณบ้านโคกหม้อ) จ.อุทัยธานี และในปี 2568 เพิ่มขึ้นอีก 6 แห่ง ได้แก่ 1.คุ้มจันทร์หอม จ.อุบลราชธานี 2.ศูนย์หัตถกรรมทอผ้าบ้านเขาเต่า จ.ประจวบคีรีขันธ์ 3.สุนทรีผ้าไทย ศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านโบราณหาดเสี้ยว จ.สุโขทัย 4.แพรวาโสภารักษ์ จ.กาฬสินธุ์ 5.ผ้าไหมแพรวาแม่ประคอง จ.กาฬสินธุ์ 6.ชาใบหม่อนกาญจนา Mulberry Mellow จ.กาญจนบุรี รวมทั้งสิ้น 12 แห่ง ในพื้นที่ 11 จังหวัด

ทั่งนี้ กรมหม่อนไหม ได้จัดงานเปิดตัวแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหมขึ่น ณ กลุ่มทอผ้า “แต้มตะกอ” ผ้าไหมลายโบราณบ้านโคกหม้อ ตำบลโคกหม้อ อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี เพื่อเป็นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม แต้มตะกอ (ผ้าไหมลายโบราณบ้านโคกหม้อ) ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหมที่สำคัญของจังหวัดอุทัยธานี สามารถสนับสนุน ส่งเสริม และถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวิชาการ รวมถึงการอนุรักษ์สืบสานภูมิปัญญาด้านการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และการทอผ้าไหมไทย และสร้างการตระหนักรู้ถึงคุณค่าของอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และคุณค่าของผ้าไหมไทย เป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาด้านหม่อนไหม การฟอกย้อมสีเส้นไหม การมัดหมี่ และการทอผ้า “ผ้าจกลาวครั่ง” ให้แก่นักท่องเที่ยว เยาวชน เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป ที่มีความสนใจในงานด้านหม่อนไหม และจะเป็นช่องทางการสร้างรายได้ กระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน โดยมีศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ กาญจนบุรี รับผิดชอบดำเนินงานโครงการในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี

ขณะที่นายวัชรพงษ์ แก้วหอม รองอธิบดีกรมหม่อนไหมบอกว่าในงานมีกิจกรรม ได้แก่ การจัดนิทรรศการประวัติศาสตร์ของการทอผ้าบ้านโคกหม้อ การจัดตั้งกลุ่มทอผ้าไหมลายโบราณบ้านโคกหม้อ และการจัดแสดงผ้าทอลายโบราณบ้านโคกหม้อ การสาธิตการสาวไหม การสาธิตการฟอกย้อมสีเส้นไหม การสาธิตการมัดหมี่เส้นไหม การสาธิตการทอผ้าไหม (การจก และขิด) การจัดแสดงผลงานผลิตภัณฑ์ผ้าไหม ของกลุ่ม “แต้มตะกอ” ผ้าไหมลายโบราณบ้านโคกหม้อ การจัดแสดงผลงานผลิตภัณฑ์ผ้าไหม และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผ้าไหมของกลุ่มเกษตรกรเครือข่ายในพื้นที่ อำเภอทัพทัน และจังหวัดอุทัยธานีซึ่งแหล่งท่องเที่ยวนี้พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว เยาวชน เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป เป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาหม่อนไหมและช่องทางสร้างรายได้ให้กับชุมชนในระยะยาว

015

กรมการข้าว บวงสรวงแม่โพสพ เสริมสิริมงคล วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ 68

กรมการข้าว บวงสรวงแม่โพสพ เสริมสิริมงคล วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ 68

กรมการข้าว บวงสรวงแม่โพสพ เสริมสิริมงคล วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ 68

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 12.34 น.

วันที่ 5 มิถุนายน 2568 เวลา 7.00 น. นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย ดร.ชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว นายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมการข้าว ร่วมทำบุญพิธีบวงสรวงบูชาแม่โพสพ เทพยดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568 เพื่อเป็นการสร้างสิริมงคล และรำลึกถึงความสำคัญของข้าว ประกอบด้วยการไหว้ศาลพระภูมิ เจ้าที่ แม่โพสพ ก่อนเข้าสู่พิธีสงฆ์เพื่ออาราธนาศีล รับศีล สมาทานศีล และถวายจตุปัจจัย เครื่องไทยธรรม แด่พระสงฆ์จำนวน 9 รูป จากวัดไผ่ล้อม จังหวัดนครปฐม

จากนั้น อธิบดีกรมการข้าวจึงนำคณะบุคลากรกรมการข้าวร่วมถวายสังฆทาน พระจำนวน 9 รูป โดยมีพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม เป็นเจ้าพิธีกรรม ณ บริเวณลานหน้ากรมการข้าว ผ่านการถ่ายทอดสัญญาณใน Facebook Fanpage กรมการข้าว : Rice news Channel

ทั้งนี้ กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอเชิญพี่ น้องเกษตรกรและผู้สนใจร่วมชม “งานวันข้าวและชาวนา แห่งชาติ ประจำปี 2568″ ภายใต้ธีมงาน “เทคโนโลยีเกษตรกรรมก้าวหน้า ส่งเสริมการทำนายุคใหม่ สืบสานศิลปาชีพร่วมสมัย ชาวนาไทยยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 5 – 7 มิถุนายน 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร) ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา