เลี้ยงนกกระทาอารมณ์ดี ‘เปิดเพลงเพื่อชีวิต’ ทำนกอารมณ์ดี-ไข่ใหญ่ไข่ดก-อายุยืน

เลี้ยงนกกระทาอารมณ์ดี ‘เปิดเพลงเพื่อชีวิต’ ทำนกอารมณ์ดี-ไข่ใหญ่ไข่ดก-อายุยืน

เลี้ยงนกกระทาอารมณ์ดี ‘เปิดเพลงเพื่อชีวิต’ ทำนกอารมณ์ดี-ไข่ใหญ่ไข่ดก-อายุยืน

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.52 น.

เกษตรกรสองสามีภรรยาชาวอำเภอสิเกา จ.ตรัง ยึดอาชีพเลี้ยงนกกระทาขายไข่และขายนกมานานถึง 24 ปีแล้ว เคล็ดลับคือเปิดเพลงเพื่อชีวิตให้นกกระทาฟังทุกเช้า-เย็นวันละ 4-5 ชั่วโมง ทำนกอารมณ์ดี ไข่ใหญ่ไข่ดก อายุยืน ขายสร้างรายได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 60,000-70,000 บาท ทำยอดจองล่วงหน้าเต็มทุกวันจนคนในหมู่บ้านไม่เคยได้กิน

วันนี้ 21 เม.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หมู่ 5 ต.นาเมืองเพชร อ.สิเกา จ.ตรัง นายโกมล กับ นางดรุณี ไชยบุตร สองสามีภรรยา  ซึ่งยึดอาชีพเสริมด้วยการเลี้ยงนกกระทาไว้กว่า 3,500 ตัว โดยในแต่ละวันสามารถเก็บไข่นกกระทาขายได้ไม่ต่ำกว่า 1,600 ฟอง ขายฟองละ 1.10 บาทหรือร้อยละ 110 บาท ทำบรรดาพ่อค้าแม่ค้าทั้งใน จ.ตรังและจังหวัดใกล้เคียง  แห่จองแน่นจนมีไม่พอขาย จนต้องสลับสับเปลี่ยนกันไป เพราะไข่นกกระทาของที่นี่ ให้ลูกใหญ่ ไข่ดกและเก็บขายได้ทุกวัน

ส่วนเคล็ดลับคือการที่เกษตรกร เปิดเพลงเพื่อชีวิตให้นกกระทาฟังทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็นวันละ 4-5 ชั่วโมง เพราะเชื่อว่าจะทำให้นกอารมณ์ดี ไม่ตื่นตกใจคน ไม่เครียด จึงมีอายุยืน แม้บางตัวปลดระวางไปแล้ว ก็ยังออกไข่ให้เก็บขายได้  ซึ่งเพลงที่เปิดเลือกเป็นเพลงเพื่อชีวิต เพราะเจ้าของชื่นชอบ เวลาเข้ามาเก็บไข่และให้อาหารนก ก็จะได้ฟังพร้อมกันทั้งนกทั้งคน ทำให้เกิดความเพลิดเพลินและอารมณ์ดีไปด้วยกัน

ซึ่งเกษตรกรเลี้ยงนกกระทาเป็นรายได้เสริมมานานถึง 24 ปีแล้ว แต่เมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา ได้ไปค้นหาความรู้เพิ่มเติมในยูทูป และทดลองทำตาม ด้วยการเปิดเพลงให้นกฟัง ปรากฏว่าได้ผลดีเกินคาด จึงเปิดเพลงให้ฟังเป็นประจำทุกวัน ทั้งยังอยู่ห่างไกลจากเพื่อนบ้าน จึงไม่มีปัญหาเรื่องเสียงดังรบกวน

นอกจากนี้ เกษตรกรยังเพาะลูกนกขายให้กับเกษตรกรที่สนใจ โดยลูกนกกระทาอายุ 1 วัน ขายตัวละ 5 บาท อายุ 15 วันตัวละ 12 บาท อายุ 40 วันตัวเมียขายตัวละ 25 บาท ตัวผู้ 10 บาท และนกปลดระวางอายุ 50 วันขึ้นไป จะขายตัวละ 13-15 บาท สร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 1,800 บาทต่อวัน หรือเดือนละ 60,000-70,000 บาท ดีกว่าการทำสวนยางพาราหลายเท่า  ส่วนมูลนก ใช้ทำปุ๋ยในสวนผัก สวนมะนาว และสวนผลไม้ต่าง ๆ โดยมีไม่พอขาย ซึ่งเกษตรกรรายใดสนใจติดตามได้ทาง FB ดรุณี ไชยบุตรหรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 082-4319290

ด้าน นายโกมล ไชยบุตร อายุ 52 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงนกกระทา กล่าวว่า ตอนนี้เปิดเพลงเพื่อชีวิตให้ฟังตั้งแต่ตอนเช้า หยุดเปิดก็ตอนออกจากฟาร์ม ทำให้นกอารมณ์ดีขึ้นไม่ตกใจง่าย ผลตอบรับปีนี้ดีกว่าปีที่แล้วแต่ยังทำขึ้นไปไม่ได้ตามที่ต้องการ ปีนี้มีปริมาณนกเพิ่มขึ้น ส่วนลูกค้ามาจากหลายพื้นที่ส่วนใหญ่จากต่างจังหวัด เช่น กระบี่ สงขลา ภายในจังหวัดก็มีอยู่ 2-3 รายที่มาเอาประจำ แต่ละวันมีไข่นกกระทาไม่เพียงพอ แต่ละฟาร์มก็ให้ไม่พอต้องหมุนกัน ผลัดเปลี่ยนลูกค้ากันให้ได้ไม่ครบจำนวนที่ต้องการ แต่ละวันสร้างรายได้เฉพาะไข่นกอยู่ที่วันละ 1,800 บาท

แต่ถ้าคิดรายได้ทั้งขายตัวนกและไข่นกก็จะได้ประมาณ 60,000-70,000 บาทในช่วงนี้ โดยมีคนมาศึกษาดูงานหลายราย ตอนนี้มีนกทั้งหมด 3,500 ตัว เป็นนกไข่ประมาณ 2,000 ตัว และนกเนื้อประมาณ 1,500 ตัว โดยให้ไข่ประมาณ 1,600- 1,700 ฟองต่อวัน และขายร้อยละ 110 บาท  ส่วนนกปลดระวางขายตัวละ 15 บาท นกเนื้อขายตัวละ 13 บาท ///-026

เกษตรกรกาฬสินธุ์ตัด‘ยอดชะอม’ขาย รายได้งาม

เกษตรกรกาฬสินธุ์ตัด‘ยอดชะอม’ขาย รายได้งาม

เกษตรกรกาฬสินธุ์ตัด‘ยอดชะอม’ขาย รายได้งาม

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.07 น.

20 เมษายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามบรรยากาศการประกอบอาชีพ ของเกษตรชาว จ.กาฬสินธุ์ ช่วงรอยต่อฤดูแล้งกับฤดูฝน ที่เริ่มจะมีฝนตกลงมาบ้างแล้ว ส่งผลให้พืชพันธุ์ธัญญาหารที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และที่เพาะปลูกตามแปลงเกษตรทั่วไป แตกกิ่งใบและเจริญเติบโตตามฤดูกาล เช่นเดียวกับผักชะอม หรือผักขา (ภาษาถิ่นอีสาน) ที่นิยมเพาะปลูกกันมากตามพื้นที่ที่เคยว่างเปล่า ที่สวน ที่กำลังแตกกอ ชูยอดอวบสีเขียวขจี ให้เจ้าของมาเด็ดยอดไปมัดขาย และรับประทานเป็นผักสด หรือเครื่องเคียงประกอบอาหาร โดยเปลี่ยนมูลค่าในตัวเองจากยอดผักพื้นบ้านเป็นเงินตรา ว่ากันว่าหากคำนวณในภาพรวม มีราคาหลักหมื่นหลักแสนบาทต่อวันเลยทีเดียว

นางทองม้วน กล่อมจิตร อายุ 64 ปี อยู่บ้านเลขที่ 68 หมู่ที่ 9 บ้านท่าสีดา ต.ลำพาน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ผักชะอม หรือผักขา เป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของตำบลลำพาน รองจากการทำนาปลูกข้าว ซึ่งปลูกกันมากที่บ้านดงเมือง บ้านท่าสีดา และบ้านท่าสินธุ์  สร้างรายได้เสริมสำหรับผู้ใช้พื้นที่ปลูกน้อย แต่เป็นอาชีพหลักสำหรับคนที่ใช้พื้นที่ปลูกบริเวณ ใช้ต้นกล้าปลูกครั้งเดียว แต่สามารถเก็บผลผลิตคือส่วนของยอดอ่อน สำหรับรับประทานและเพื่อการค้าขายได้นานกว่า10 ปี นอกจากนี้ยังทนฝน ทนแล้ง ไม่มีศัตรูพืชรบกวน โดยเฉพาะมีรายได้ทุกวัน แรก ๆ ตลาดจำหน่ายที่ตลาดเกษตร ตลาดสดทุ่งนาทอง ในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ต่อมามีพ่อค้า แม่ค้าคนกลาง มารับซื้อถึงที่ โดยนำส่งตลาดไทรังสิต และตลาดนัด ตลาดสดทั่วไป

นางทองม้วนกล่าวอีกว่า สำหรับตนใช้พื้นที่สวนประมาณ 3 งาน ปลูกผักชะอมมาประมาณ 5 ปี มีรายได้เฉลี่ยวันละ 300-500 บาท เพราะทำตามแรงคนสูงอายุ ไม่ได้ใช้พื้นที่ปลูกมากเหมือนคนอื่น ขณะที่บางคนใช้พื้นที่ปลูก 5 ไร่ 10 ไร่ มีรายได้จากการเก็บยอดผักชะอมขายวันละ 10,000 บาททีเดียว ทั้งนี้ การปลูกผักชะอมในพื้นที่ และมีการต่อยอดขยายผล ขยายพันธุ์ในพื้นที่ ต.ลำพาน จนถึงปัจจุบันดังกล่าว เริ่มจากเจ้าหน้าที่เกษตรได้เข้ามาส่งเสริมพืชทางเลือกใหม่ เพื่อสร้างอาชีพและรายได้เพิ่ม ที่ไม่จำเป็นต้องปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่าง ข้าวนาปี หรือ ข้าวนาปรัง อย่างเดียว โดยเริ่มเข้ามาส่งเสริมครั้งแรกที่บ้านดงเมืองเมื่อประมาณ 40 ปีที่ผ่านมา เมื่อเห็นว่าได้ผลและมีตลาดรองรับผลผลิต เกษตรกรให้ความสนใจก็เริ่มมีการขายพื้นที่ แบ่งพื้นที่สวน พื้นที่นามาเป็นแปลงเพาะปลูกผักชะอม ทำให้พื้นที่ ต.ลำพาน มีชื่อเสียงด้านเป็นแหล่งปลูกผักชะอมหรือผักขาแห่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้

“อย่างครอบครัวตนเคยทำนาปี ถึงฤดูแล้งทำนาปรัง ปลูกข้าวโพดและพืชผักสวนครัวบ้าง  ระยะหลังต้นทุนทำนาสูงขึ้น และราคาขายข้าวเปลือกไม่แน่นอน ผลผลิตไม่คุ้มกับการลงทุนทั้งค่าปุ๋ย ค่ารถไถ ค่ารถเกี่ยวข้าว ประกอบกับมีอายุมากขึ้น เรี่ยวแรงทำนาลดลง จึงหันมาปลูกผักชะอมเป็นอาชีพเสริม โดยซื้อต้นกล้าผักชะอมมาต้นละ 10 บาท  ซึ่งปลูกง่าย ดูแลง่าย ไม่เปลืองน้ำ ไม่เปลืองปุ๋ย อายุ 6 เดือนเริ่มเก็บผลผลิตคือยอดอ่อนขาย การเก็บเกี่ยวก็ไม่เหนื่อย เก็บยอดตอนเช้าหรือเก็บได้ตลอดทั้งวันตามออเดอร์ หรือตามที่สะดวก ถือเป็นการออกกำลังไปในตัว และรู้สึกเพลิดเพลินไปด้วยซ้ำ เพราะทุกยอดคือบาทเงินสิบเงินร้อยทั้งนั้น โดยจะขายเป็นกำหรือมัดละ 10 บาทเท่านั้น เก็บขายได้ทุกวัน หากไม่ขาดน้ำ บำรุงดีเก็บยอดขายได้ทุกฤดูกาลตลอดปี” นางทองม้วนกล่าว

สำหรับผักชะอม หรือภาษาอีสานเรียก “ผักขา” ซึ่งบางคนมีเรียกชื่อให้ใหม่ โดยล้อเลียนจากคำว่า “ขา” ว่า “ผักพูดเพราะ” นั้น ถือเป็นผักพื้นบ้านที่สร้างมูลค่า ได้มากกว่าคำว่าผักสดหรือผักพื้นบ้าน เพราะนอกจากจะนิยมเด็ดส่วนของยอดผักชะอมหรือผักขา มารับประทานกันแบบสดๆกับอาหารประเภทส้มตำ ลาบ ก้อย ป่น ขนมจีน หรือเป็นเครื่องเคียงประกอบอาหาร ประเภทไข่เจียว แกงส้มปลา แกงใส่หน่อไม้ หรือแกงไข่มดแดง ที่ให้รสชาติอร่อยอีกด้วย ทั้งนี้ ถึงมีคุณลักษณะส่วนตัวของผักชะอมจะมีกลิ่นฉุน แต่กลับให้รสชาติที่ออกเปรี้ยว มัน อร่อย บางคนที่ชื่นชอบเปิบอาหารที่มีผักชะอมเป็นส่วนประกอบ ถึงกับยกนิ้วให้ว่าเป็นสุดยอดผักพื้นบ้านที่ถูกปาก ถูกคอ ถูกใจ แถมยังสร้างอาชีพและรายได้มูลค่ารวมอย่างน่าทึ่ง ไม่ต่ำว่าวันละหลายหมื่นถึงแสนบาทดังกล่าว

.025

เปิดแคมเปญ’ธนาคารที่ดิน’ รุกช่วยชาวอีสาน ให้มีที่ทำกิน

เปิดแคมเปญ'ธนาคารที่ดิน' รุกช่วยชาวอีสาน ให้มีที่ทำกิน

เปิดแคมเปญ’ธนาคารที่ดิน’ รุกช่วยชาวอีสาน ให้มีที่ทำกิน

วันเสาร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.33 น.

“ธนาคารที่ดิน” เปิดแคมเปญ “ธนาคารที่ดินรุกช่วยชาวอีสาน ให้มีที่ทำกิน” เป็นมรดกส่งต่อลูกหลาน สนับสนุนให้เกิดความมั่นคงด้านอาหาร สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากยิ่งขึ้น

วันที่ 19 เมษายน 2568 นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน เปิดเผยว่า การดำเนินโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน ในปีงบประมาณ 2568 “ธนาคารที่ดิน” วางแผนเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมาย โดยเลือกพื้นที่ภาคอีสาน เป็นพื้นที่นำร่อง ช่วยเหลือประชาชน 20 จังหวัด ให้มีที่ทำกินเป็นมรดกส่งต่อสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน ทั้งสนับสนุนให้เกิดความมั่นคงด้านอาหาร สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น

“ธนาคารที่ดิน มีแผนโรดโชว์กับส่วนราชการ ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน เพื่อนำเสนอภารกิจ และผลการดำเนินงานเป็นการสร้างความรับรู้ด้านการแก้ไขปัญหาประชาชนไม่มีที่ดินทำกิน ให้แก่สาธารณชนรับทราบ และส่งต่อไปถึงผู้กำหนดนโยบายด้านที่ดินต่อไป“นายกุลพัชร กล่าว

ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 22-24 เม.ย.2568 กองบริหารจัดการและพัฒนาที่ดิน จะลงพื้นที่จ.ร้อยเอ็ด เพื่อจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน กับเจ้าของที่ดิน พร้อมลงนามในสัญญาเช่าที่ดิน/ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และประชุมวางแผนการเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินกับสมาชิกวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชผักบ้านแดนสวรรค์ ต.โนนสวรรค์ อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด เนื้อที่ 112 ไร่ 2 งาน 21 ตารางวา จำนวน 32 ครัวเรือน 

จากนั้น ระหว่างวันที่ 19-21 พ.ค.2568 กองส่งเสริมพัฒนาชุมชน และเครือข่าย จะดำเนินการอบรมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้แก่ สมาชิกวิสาหกิจชุมชนหลุมหินเกษตรก้าวหน้า และสมาชิกวิสาหกิจชุมชนเกษตรผสมผสานบ้านท่อน ณ “ศูนย์ศึกษาและพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โคก หนอง นา โมเดล” เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น โดยวิทยากรหลักสูตรกสิกรรมธรรมชาติ 

สำหรับวิสาหกิจชุมชนหลุมหินเกษตรก้าวหน้า พื้นที่ ต.โคกสูง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เนื้อที่ 68 ไร่ 3 งาน 84.9 ตารางวา ช่วยเหลือสมาชิก 28 ครัวเรือน และวิสาหกิจชุมชนเกษตรผสมผสานบ้านท่อน ต.โนนท่อน อ.เมือง จ.ขอนแก่น  สมาชิก 50 ครัวเรือน

โดยตั้งแต่ปีงบประมาณ 2568 เป็นต้นไป “ธนาคารที่ดิน” กำหนดให้วิสาหกิจชุมชนฯ ที่เข้าร่วมโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน จะต้องผ่านการอบรม “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อสนับสนุนให้เป็นพื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร เกิดการพัฒนาคนทุกคนทั้งในระดับบุคคล ระดับครัวเรือน ระดับประเทศ สามารถเข้าถึงอาหารที่เพียงพอ มีความปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากยิ่งขึ้น

สำหรับประชาชน ที่เดือดร้อนไม่มีที่ดินทำกิน เป็นของตนเอง หรือกำลังจะสูญเสียสิทธิในที่ดินจากการจำนอง หรือขายฝาก สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือที่ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) เลขที่ 210 อาคารเบญจสิริ ถ.พหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม 10400 โทร 02-278-0992 (เวลาราชการ)

ก.เกษตรฯช่วยชาวสวนยางถูกกดราคาไม่เป็นธรรม

ก.เกษตรฯช่วยชาวสวนยางถูกกดราคาไม่เป็นธรรม

ก.เกษตรฯช่วยชาวสวนยางถูกกดราคาไม่เป็นธรรม

วันศุกร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.41 น.

กระทรวงเกษตรฯ รับหนังสือจากเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เร่งช่วยเหลือชาวสวนยางรับผลกระทบถูกกดราคาที่ไม่เป็นธรรม

(วันนี้ 18 เม.ย.) น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ อนุญาตให้เครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เข้าพบ เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับราคายางพารา โดยมีนายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เ  เข้าร่วม ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรฯ 123 เพื่อหารือการแก้ไขปัญหาราคายางพาราให้เกษตรกรชาวสวนยางจากการที่มีผู้ประกอบการบางกลุ่มจงใจใช้โอกาสจากนโยบายการตั้งกำแพงภาษีคู่ค้าของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา (นายโดนัลด์ ทรัมป์) มากดราคาการซื้อ-ขายยางพาราจนราคาต่ำลงอย่างต่อเนื่องในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางได้รับผลกระทบขาดทุนจากการซื้อ-ขายที่ไม่เป็นธรรม และส่งผลต่อตลาดยางพาราในภาพรวมทั้งประเทศ

ทั้งนี้ สมาคมผู้ผลิตยางแผ่นรมควันภาคใต้จึงเป็นตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางยื่นหนังสือต่อกระทรวงเกษตรฯ ช่วยเจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยเกษตรกรชาวสวนยาง ตามข้อเรียกร้อง ดังนี้ 1) กำหนดราคาซื้อ-ขายยางพาราให้มีราคาที่เหมาะสม เป็นธรรม 2) กำหนดให้ผู้รับซื้อยางพาราแจ้งปริมาณกักเก็บยางพารา รวมถึงแผนการผลิต นำเข้า-ส่งออก การจำหน่ายต่อเจ้าพนักงาน เพื่อให้เป็นประโยชน์ในการควบคุมเสถียรภาพทางราคา 3) กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อป้องกันพฤติการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความผันผวนของราคายางพารา 4) ขอให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินคดีกับผู้ประกอบการที่จงใจกดราคารับซื้อให้ต่ำมากกว่าปกติ ซึ่งอาจมีจำหน่ายไม่ตรงกับต้นทุน มีการจัดทำบัญชีที่ไม่ถูกต้อง อันมีเหตุให้เชื่อว่าอาจหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร 5) กำหนดมาตรการควบคุมการขนย้ายยางพาราในพื้นที่ชายแดน เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้า หรือสวมสิทธิเป็นยางพาราในราชอาณาจักรไทย 6) ปรับปรุง พ.ร.บ.ควบคุมยาง พ.ศ.2542 ให้สามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 7) ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติโครงการสินเชื่อเงินกู้เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางผ่านคณะกรรมการยางธรรมชาติ (กนย.) เพื่อขยายเวลาชำระหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.)

อย่างไรก็ตาม น.ส.อนงค์นาถ ให้ความมั่นใจกับเกษตรกรชาวสวนยาง ว่ากระทรวงเกษตรฯ จะนำข้อเรียกร้องไปพิจารณาดำเนินการและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรชาวสวนยางต่อไป

015

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ร่วมฝึกซ้อมขบวนริ้วอิสริยยศ งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

'อธิบดีกรมฝนหลวง'ร่วมฝึกซ้อมขบวนริ้วอิสริยยศ งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ร่วมฝึกซ้อมขบวนริ้วอิสริยยศ งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 20.46 น.

วันที่ 17 เมษายน 2568 เวลา 15.00 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นผู้อัญเชิญเครื่องอิสริยยศ พร้อมกับ นายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ เป็นคู่เคียงพระยาแรกนา ร่วมฝึกซ้อมริ้วขบวนอิสริยยศ เพื่อเตรียมความพร้อมในงาน พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญประจำปี 2568 ณ กรมชลประทาน (สามเสน)

ชป.ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมการซักซ้อม พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 68

ชป.ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมการซักซ้อม พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 68

ชป.ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมการซักซ้อม พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 68

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 20.43 น.

ชป.ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมการซักซ้อมพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568

วันที่ 17 เมษายน 2568 นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีฝ่ายบริหาร นายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง นายสิทธิพร พฤฒิพิบูลธรรม เลขานุการกรม และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ตรวจความเรียบร้อยและความพร้อมในการซักซ้อมพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะผู้บริหารในสังกัด เข้าร่วม ณ สโมสรกรมชลประทาน ถ.สามเสน กรุงเทพฯ

โดยกรมชลประทาน ได้อำนวยความสะดวกด้านสถานที่ เพื่อให้การซักซ้อมพระราชพิธีฯเป็นไปอย่างราบรื่นและสมพระเกียรติ ซึ่งในในปีนี้ได้กำหนดวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ในวันที่ 8-9 พฤษภาคม 2568 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง
 

‘นฤมล’ถก’สมาคมโคเนื้อฯ-เกษตรกร’ รับปากคุย’นายกฯ’ปรับแผน เลี่ยงกระทบผู้เลี้ยงในไทย

'นฤมล'ถก'สมาคมโคเนื้อฯ-เกษตรกร' รับปากคุย'นายกฯ'ปรับแผน เลี่ยงกระทบผู้เลี้ยงในไทย

‘นฤมล’ถก’สมาคมโคเนื้อฯ-เกษตรกร’ รับปากคุย’นายกฯ’ปรับแผน เลี่ยงกระทบผู้เลี้ยงในไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.58 น.

‘นฤมล’ถกตัวแทน’สมาคมโคเนื้อฯ-เกษตรกร’ หลังบุก’ก.เกษตรฯ’ยื่นค้านนำเข้าเนื้อโคจากสหรัฐฯ รับปากคุย’นายกฯ’ปรับแผนเจรจา เลี่ยงกระทบพี่น้องเกษตรกร 

เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2568 ที่กระทรวงเกษตร และสหกรณณ์ สมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในประเทศ กว่า 60 องค์กร เข้ายื่นหนังสือถึง นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เพื่อคัดค้านการนำเข้าเนื้อโคและเครื่องในโคจากสหรัฐอเมริกา ตามที่ภาคเอกชน และรัฐบาลไทย จัดทำแผนไว้เพื่อยื่นข้อเสนอเจรจามาตรการทางภาษีเพื่อลดการขาดดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกา อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘สมาคมโคเนื้อฯ-เกษตรกร’บุก’ก.เกษตรฯ’ยื่น’นฤมล’ค้านนำเข้าโคเนื้อจากสหรัฐฯ โดยทางสมาคมฯ และเกษตรกร ได้สะท้อนความกังวลใจ หลังรัฐบาลมีแผนเปิดช่องให้สหรัฐอเมริกานำเข้าเนื้อโคเพื่อแลกกับสินค้าบางรายการที่ขาดดุลการค้า โดยยอมรับว่าหากนำเข้า ก็จะยิ่งกระทบตลาดในประเทศ ที่ปัจจุบันมีการทุ่มตลาดจากออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์อยู่แล้ว ด้านนางนฤมล ได้รับหนังสือข้อเรียกร้อง เตรียมเสนอนายกรัฐมนตรี พิจารณาปรับแผนเจรจา ลดผลกระทบเกษตรกร

ทั้งนี้ นางนฤมล พร้อมด้วยนายอิทธิ ศิริลัทธยากร และนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ และปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้ร่วมประชุมหารือ รับฟังปัญหาของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ โดยในที่ประชุม ตัวแทนสมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย สะท้อนว่า หากยิ่งมีการนำเข้าเนื้อโค และเครื่องในโคมากขึ้น อาจเกิดผลกระทบกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อจำนวน 1.4 ล้านครัวเรือน โคเนื้อจำนวน 9.6 ล้านตัว และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 2.8 แสนล้านบาท ยอมรับว่า ปัจจุบันได้รับผลกระทบจากการนำเข้าเนื้อแดง และเครื่องในจากการเปิดการค้าเสรี (FTA) กับประเทศออสเตรเลีย และประเทศนิวซีแลนด์อยู่แล้ว สมาคมฯ จึงต้องการให้ยกเลิกการนำเข้าเนื้อ และเครื่องในโคจากสหรัฐฯ เพราะจะซ้ำเติมเกษตรกรในการผลิตเนื้อ เกรดพรีเมี่ยม และยังขัดต่อกฎหมายไทยที่ห้ามการเลี้ยงสัตว์ด้วยสารเร่งเนื้อแดง ซึ่งสหรัฐฯ มีการใช้สารดังกล่าวในการเลี้ยงโคเนื้อ

ทั้งนี้นางนฤมล กล่าวว่า ในฐานะที่กระทรวงเกษตรฯ มีหน้าที่ดูแลเกษตรกร ข้อเรียกร้องดังกล่าวจะนำส่งให้คณะทำงาน และทีมเจรจา ที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมาย และหลังจากนี้ จะเข้าพูดคุยเพื่อสะท้อนปัญหาข้อกังวลของเกษตรกร เพื่อหาแนวทางในการปรับแผนเจรจาไม่ให้ผลส่งผลกระทบต่อพี่น้องเกษตรกร

นอกจากนี้ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ยอมรับว่า ในเบื้องต้น หนึ่งในแผนที่จะใช้เจรจาเพื่อลดการขาดดุลการค้ากับสหรัฐฯ คือการนำเข้าเนื้อวัว และเครื่องในวัวจากสหรัฐ ยืนยันเป็นเพียงแนวคิดในการนำเข้ามาเพื่อผลิตอาหารสัตว์ ไม่ได้นำเข้ามาเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชน และขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดปริมาณว่าจะเปิดให้มีการนำเข้ามากน้อยแค่ไหน  เป็นเพียงข้อเสนอของผู้ผลิตอาหารสัตว์ ที่มีความต้องการอยู่มาก

ก.เกษตรฯถกผู้เลี้ยงโคฯปมนำเข้าเนื้อจากสหรัฐฯ

ก.เกษตรฯถกผู้เลี้ยงโคฯปมนำเข้าเนื้อจากสหรัฐฯ

ก.เกษตรฯถกผู้เลี้ยงโคฯปมนำเข้าเนื้อจากสหรัฐฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.41 น.

“นฤมล”พร้อม 2 รมช .เกษตรฯ รับฟังปัญหากลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ ในประเทศ กว่า 60 องค์กร กังวลรัฐบาลนำเข้าเนื้อสหรัฐฯ รับปากส่งข้อมูลให้นายกฯ เดินหน้าแก้ปัญหาเจรจากับทางการสหรัฐอเมริกา

วันนี้ (17 เม.ย.) ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในประเทศ กว่า 60 องค์กร บุกยื่นหนังสือถึงกระทรวงเกษตรฯ สะท้อนความกังวลใจ ภายหลังรัฐบาลมีแผนเปิดช่องให้สหรัฐอเมริกา นำเข้าเนื้อโคเพื่อแลกกับสินค้าบางรายการที่ขาดดุลการค้า ยอมรับหากนำเข้า ก็จะยิ่งกระทบตลาดในประเทศ ที่ปัจจุบันมีการทุ่มตลาดจากออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์อยู่แล้ว ด้าน รมว.เกษตรฯ รับหนังสือข้อเรียกร้องเตรียมเสนอนายกรัฐมนตรี พิจารณาปรับแผนเจรจา ลดผลกระทบเกษตรกร

ทั้งนี้ สมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย และสมาชิกเกษตรกร  ผู้เลี้ยงโคเนื้ออีกกว่า 60 องค์กร รวมตัวกันบริเวณหน้ากระทรวงเกษตรฯ เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านการนำเข้าเนื้อโคและเครื่องในโคจากสหรัฐฯ ตามที่ภาคเอกชน และรัฐบาลไทย จัดทำแผนไว้เพื่อยื่นข้อเสนอเจรจามาตรการทางภาษีเพื่อลดการขาดดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกา เบื้องต้น ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ พร้อมด้วย นายอิทธิ ศิริลัทธยากร และนายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ และนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมประชุมหารือ รับฟังปัญหาของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ และรับหนังสือข้อเรียกร้องไว้พิจารณา เพื่อหามาตรการแก้ไขปัญหาในเรื่องดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุม ตัวแทนสมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย สะท้อนว่าหากมีการนำเข้าเนื้อโคและเครื่องในโคมากขึ้น อาจเกิดผลกระทบกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ 1.4 ล้านครัวเรือน โคเนื้อ 9.6 ล้านตัว ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 2.8 แสนล้านบาท ยอมรับว่าปัจจุบันได้รับผลกระทบจากการนำเข้าเนื้อแดงและเครื่องในจากการเปิดการค้าเสรี (FTA) กับประเทศออสเตรเลีย และประเทศนิวซีแลนด์ อยู่แล้ว สมาคมฯ จึงต้องการให้ยกเลิกการนำเข้าเนื้อและเครื่องในโคจากสหรัฐฯ เพราะจะซ้ำเติมเกษตรกรในการผลิตเนื้อเกรดพรีเมี่ยม และยังขัดต่อกฎหมายไทยที่ห้ามการเลี้ยงสัตว์ด้วยสารเร่งเนื้อแดง ซึ่งสหรัฐมีการใช้สารดังกล่าวในการเลี้ยงโคเนื้อ

ด้าน ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ในฐานะที่มีหน้าที่ดูแลเกษตรกร ข้อเรียกร้องดังกล่าวจะนำส่งให้คณะทำงานและทีมเจรจา ที่นายกฯ ได้มอบหมาย และหลังจากนี้จะพูดคุยเพื่อสะท้อนปัญหาข้อกังวลของเกษตรกร เพื่อหาแนวทางในการปรับแผนเจรจาไม่ให้ผลส่งผลกระทบต่อพี่น้องเกษตรกรต่อไป

นอกจากนี้ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวยอมรับว่า ในเบื้องต้น หนึ่งในแผนที่จะใช้เจรจาเพื่อลดการขาดดุลการค้ากับสหรัฐฯ คือการนำเข้าเนื้อวัวและเครื่องในวัวจากสหรัฐฯ ยืนยันเป็นเพียงแนวคิดในการนำเข้ามาเพื่อผลิตอาหารสัตว์ ไม่ได้นำเข้ามาเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชน และขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดปริมาณว่าจะเปิดให้มีการนำเข้ามากน้อยแค่ไหน  เป็นเพียงข้อเสนอของผู้ผลิตอาหารสัตว์ที่มีความต้องการอยู่มาก

015

‘สมาคมโคเนื้อฯ-เกษตรกร’บุก’ก.เกษตรฯ’ยื่น’นฤมล’ค้านนำเข้าโคเนื้อจากสหรัฐฯ

'สมาคมโคเนื้อฯ-เกษตรกร'บุก'ก.เกษตรฯ'ยื่น'นฤมล'ค้านนำเข้าโคเนื้อจากสหรัฐฯ

‘สมาคมโคเนื้อฯ-เกษตรกร’บุก’ก.เกษตรฯ’ยื่น’นฤมล’ค้านนำเข้าโคเนื้อจากสหรัฐฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.02 น.

สมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโค เข้ายื่นหนังสือ’นฤมล’คัดค้านการนำเข้าโคเนื้อจากสหรัฐอเมริกา

เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านกลุ่มมวลชนจากสมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคกว่า 60 กลุ่มจากทั่วประเทศ ได้รวมตัวกันหน้ากระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เพื่อที่จะเข้ายื่นหนังสือต่อ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการคัดค้านนโยบายการเปิดการการนำเข้าเนื้อโค และเครื่องในโคจากสหรัฐอเมริกา หลังการประกาศมาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

โดยนายสัตวแพทย์ วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย สมาชิกสมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากลุ่มเกษตรกรโคเนื้อไม่เคยสร้างปัญหาในด้านการส่งออกกับสหรัฐอเมริกา และที่ต้องคัดค้านการนำเข้าเนื้อโคจากอเมริกาเนื่องจากเนื้อโคจากสหรัฐอเมริกา มีการใช้สารเร่งเนื้อแดง ซึ่งขัดกับกฏหมายของประเทศไทย และจะส่งผลถึงความปลอดภัยด้านอาหารของประเทศไทย อีกทั้งที่ผ่านมา เกษตรกรผู้เลี้ยงโคยังได้ช่วยเหลือ และอุดหนุนสินค้าเกษตรอื่นๆ ของไทยมาอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งการที่รัฐบาลมีแนวทางที่จะเปิดนำเข้าเนื้อโค และเครื่องในโคจากสหรัฐฯ เพื่อต่อรองในมาตรการด้านภาษี ลดการขาดดุลด้านการค้า มองว่าไม่ยุติธรรมสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคกว่า 1.4 ล้าน ครัวเรือนทั่วประเทศ ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 2.8 แสนล้านบาท ที่ปัจจุบันต้องเผชิญปัญหาราคาโคตกต่ำจากการแข่งขันในตลาดจากการเปิดการค้าเสรี (FTA) กับประเทศออสเตรเลีย และประเทศนิวซีแลนด์อยู่แล้ว สมาคมฯ จึงต้องการให้ยกเลิกการนำเข้าเนื้อ และเครื่องในโคจากสหรัฐฯ เพราะจะซ้ำเติมเกษตรกรในการผลิตเนื้อเกรดพรีเมียม

ด้านนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า หนึ่งในแผนที่จะใช้เจรจา เพื่อลดการขาดดุลการค้ากับสหรัฐฯ คือการนำเข้าเนื้อวัว และเครื่องในวัวจากสหรัฐฯ ยืนยันเป็นเพียงแนวคิดในการนำเข้ามาเพื่อผลิตอาหารสัตว์ ไม่ได้นำเข้ามาเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชน และขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดปริมาณว่าจะเปิดให้มีการนำเข้ามากน้อยแค่ไหน  เป็นเพียงข้อเสนอของผู้ผลิตอาหารสัตว์ ที่มีความต้องการอยู่มาก

นอกจากนี้ ทางฟากฝั่งของผู้ผลิตอาหารสัตว์ นายสมภพ เอื้อทรงธรรม เลขาธิการสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ได้ระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า ธุรกิจอาหารสัตว์ในประเทศไทย มีปริมาณการผลิต 21 ล้านตันต่อปี แต่ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมาเติบโตราว 1.1% ต่อปีเท่านั้น เพราะข้อจำกัดด้านวัตถุดิบที่ไม่มากพอ โดยสามารถผลิตอาหารสัตว์เพื่อการส่งออกได้เพียง 2% จากผลผลิตอาหารสัตว์ทั่วโลก 1,200 ล้านตัน หากรัฐบาลมีแผนการนำเข้าถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และเครื่องในสัตว์ เพื่อใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ ก็จะส่งผลดี อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เพื่อการส่งออก มีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น

สำหรับการมาของเกษตรกรผู้เลี้ยงโควันนี้เพื่อเป็นการยืนยันถึงผลกระทบที่คาดว่าจะได้รับ จากมาตรการนำเข้าเนื้อโคและเครื่องใน ไม่ใช่วัตถุดิบที่น่าจะนำมาผลิตอาหารสัตว์ ขณะที่การเคลื่อนไหวหลังจากนี้ ในช่วงบ่ายวันนี้ทางกลุ่มสมาคมสมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย และกลุ่มเกษตรผู้เลี้ยงโค จะเข้ายื่นหนังสือต่อ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และในวันที่ 22 เม.ย.2568 จะเดินทางไปยื่นหนังสือที่พรรคเพื่อไทย เพื่อขอให้ทบทวนมาตรการนำเข้าเนื้อโคดังกล่าวด้วย

พัฒนาพื้นที่ร้างเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตร

พัฒนาพื้นที่ร้างเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตร

พัฒนาพื้นที่ร้างเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.12 น.

รมช.เกษตรฯ มุ่งพัฒนาพื้นที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือถูกปล่อยร้าง โดยเฉพาะโรงเรียนเก่า พัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร เกิดประโยชน์แก่กลุ่มเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียง

วันนี้ (17 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงก่อนหน้านี้ นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่พบปะกลุ่มเกษตรกรศูนย์ข้าวชุมชนบ้านใหม่นคร พร้อมเยี่ยมชมการใช้ประโยชน์พื้นที่ภายในโรงเรียนบ้านโป่ง ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านใหม่นคร หมู่ 8 ต.บ้านใหม่ อ.เมือง จ.พะเยา ซึ่งทาง รมช.เกษตรฯ เล็งเห็นความสำคัญของพื้นที่ซึ่งไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือถูกปล่อยร้าง โดยเฉพาะโรงเรียนเก่าที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ใช้พื้นที่แล้ว จึงมอบหมายให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพะเยา สำรวจโรงเรียนที่ถูกปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานานและไม่ได้นำพื้นที่ไปใช้ประโยชน์ มาพัฒนาและส่งเสริมให้เกิดประโยชน์แก่กลุ่มเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่

ทั้งนี้ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับหน่วยงานส่วนท้องถิ่น ออกสำรวจและหารือถึงแนวทางการดำเนินงาน จนมีการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว นำมาทำการแบ่งพื้นที่การใช้ประโยชน์ โดยใช้เป็นฐานเรียนรู้องค์ความรู้ด้านข้าว เป็นศูนย์จัดการดินและปุ๋ย ฐานเรียนรู้ด้านประมงและปศุสัตว์ ซึ่งเป็นการพัฒนาพื้นที่รกร้างให้เกิดประโยชน์แก่กลุ่มเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงต่อไป

015