กรมส่งเสริมฯแนะ10วิธีดูแลสวนผลไม้ช่วงเกิดพายุฤดูร้อน

กรมส่งเสริมฯแนะ10วิธีดูแลสวนผลไม้ช่วงเกิดพายุฤดูร้อน

กรมส่งเสริมฯแนะ10วิธีดูแลสวนผลไม้ช่วงเกิดพายุฤดูร้อน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.55 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะ10 วิธี ดูแลสวนไม้ผล รับมือ พายุฤดูร้อน หลังสงกรานต์

วันนี้ (24 เม.ย.) นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรโดยเฉพาะภาคใต้ที่ได้รับอิทธิพลจากลมตะวันตกพัดปกคลุมภาคใต้ อ่าวไทย และทะเลอันดามัน เฝ้าระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ซึ่งอาจทำให้สวนไม้ผลเสียหายได้ อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนอง กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง และอากาศร้อน เนื่องจากลมใต้และลมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุม เกษตรกรจึงควรดูแลสวนให้ถูกต้องตามคำแนะนำของกรมส่งเสริมการเกษตร และหมั่นติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ พายุฤดูร้อนมักเกิดในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์จนถึงกลางเดือนพฤษภาคมนี้ เป็นช่วงฤดูร้อนของประเทศไทย เป็นพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง เกษตรกรควรเฝ้าระวังและติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงนี้เข้าสู่ฤดูกาลผลไม้ภาคตะวันออก ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง กรมส่งเสริมการเกษตร จึงแนะนำให้ชาวสวนเตรียมพร้อมป้องกันบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น โดยระยะก่อนการเกิดพายุฤดูร้อน ควรปลูกต้นไม้บังลม เช่น ไม้ไผ่ กระถินณรงค์ ช่วยลดความสูญเสียจากพายุลมแรงได้ ตัดแต่งกิ่งที่แน่นทึบหรือไม่ให้ผลผลิตออก สำหรับต้นไม้ผลที่มีลำต้นสูง อาจตัดทอนส่วนยอดให้ต่ำลง ใช้เชือกโยงกิ่งและต้น หรือใช้ไม้ค้ำกิ่งและค้ำต้นเพื่อช่วยพยุงต้น และเก็บผลผลิตที่แก่ออกไปบ่มหรือจำหน่ายก่อน เพื่อลดความเสียหาย และลดน้ำหนักบนกิ่งและต้นลง ระยะหลังจากเกิดพายุฤดูร้อน ควรฟื้นฟูสวน โดยตัดแต่งกิ่งฉีกหัก หรือต้นไม้ที่โค่นล้มออกทันทีที่พื้นดินในบริเวณสวนแห้ง ไม่ควรนำเครื่องจักรกลเข้าไปในสวน ขณะที่ดินยังเปียกชื้น เมื่อดินแห้งให้พรวนดินเพื่อเพิ่มออกซิเจนให้แก่รากพืช และใส่ปุ๋ยบำรุงต้น ขุดหรือปาดดินโคลนออกจากบริเวณทรงพุ่มให้ลึกถึงระดับดินเดิม เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก หากต้นไม้เอนลง ให้ใช้เชือกหรือลวดดึงลำต้นให้ตั้งตรง พร้อมตัดแต่งกิ่ง จากนั้นควรฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ หากต้นไม้ผลใบเหี่ยวเฉา ควรให้น้ำอย่างน้อย 7-10 วันต่อครั้ง หรือเพียงพอกับความต้องการของพืช เพื่อช่วยให้ไม้ผลผ่านช่วงแล้งไปได้

015

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือในพื้นที่ภาคใต้

'อธิบดีกรมฝนหลวง'ลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือในพื้นที่ภาคใต้

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือในพื้นที่ภาคใต้

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.54 น.

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมทั้งให้กำลังใจเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรและไม้ผลในพื้นที่ภาคใต้ ณ กองบิน 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี

– 006

ทำไม‘หมูแพง’!? ทำความเข้าใจวัฏจักรการผลิต-กลไกราคา แค่สถานการณ์ชั่วคราว

ทำไม‘หมูแพง’!? ทำความเข้าใจวัฏจักรการผลิต-กลไกราคา แค่สถานการณ์ชั่วคราว

ทำไม‘หมูแพง’!? ทำความเข้าใจวัฏจักรการผลิต-กลไกราคา แค่สถานการณ์ชั่วคราว

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.02 น.

ทำไม‘หมูแพง’!? ทำความเข้าใจวัฏจักรการผลิต-กลไกราคา แค่สถานการณ์ชั่วคราว

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามว่า “ทำไมหมูแพง?”

ตามหลักเศรษฐศาสตร์เกษตรจะมีคำอธิบายได้ดีในสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่ความผิดปกติของตลาด หากแต่เป็น “วัฏจักรปกติ” ของการเลี้ยงสุกรในประเทศไทย ซึ่งมีอยู่ 2 วัฏจักรหลักที่ควรทำความเข้าใจ ดังนี้:

1. วัฏจักรฤดูกาล: หน้าร้อน หมูโตช้า ผลผลิตลด ราคาปรับขึ้น

ประเทศไทยมีภูมิอากาศร้อนชื้นเหนือเส้นศูนย์สูตรเล็กน้อย โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่อุณหภูมิสูงจัด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและพฤติกรรมของสุกร สุกรที่เลี้ยงในสภาพอากาศร้อนมักจะกินอาหารน้อยลง โตช้าลง ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถจับหมูขายได้ตามเวลาที่กำหนด ต้องเลี้ยงต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ได้น้ำหนักตามมาตรฐานที่ตลาดต้องการ ผลที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ต้นทุนการเลี้ยงที่สูงขึ้น และปริมาณสุกรที่เข้าสู่ตลาดลดลง ราคาหมูจึงปรับตัวสูงขึ้น เป็นกลไกพื้นฐานของอุปสงค์และอุปทานในตลาดที่เราเห็นกันทุกปีช่วงนี้

2. วัฏจักรเศรษฐกิจสุกร: ขาดทุน 4 ปี กำไร 1 ปี

การเลี้ยงสุกรในประเทศไทย โดยทั่วไปต้องเผชิญกับวัฏจักรเศรษฐกิจที่ผันผวนยาวนาน ผู้เลี้ยงส่วนใหญ่ต้องขาดทุนต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี (ปัจจุบันเฉลี่ย 4 ปี) เพราะเมื่อราคาดีก็จะแห่เลี้ยงกันจนผลผลิตเกินความต้องการ ก่อนจะได้กำไรในปีที่ตลาดขาดแคลนสุกร โดยเฉพาะหลังจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 และโรค ASF (African Swine Fever) เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรต้องลงทุนมากขึ้นในการดูแลสุขภาพสัตว์ด้านปัจจัยการป้องกันโรคระบาดตามระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ ซึ่งจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มขึ้นส่งผลให้ช่วงเวลาการขาดทุนยืดยาวขึ้น แต่ระยะเวลาที่มีกำไรยังคงเท่าเดิม

เหล่านี้ คือสาเหตุที่เราเห็นเกษตรกรจำนวนมากทยอยเลิกเลี้ยงหมูเมื่อขาดทุนหนัก ทำให้ปริมาณสุกรในระบบลดลง เมื่อถึงจุดที่ตลาดขาดแคลน ราคาก็จะพุ่งสูง กระตุ้นให้ผู้เลี้ยงกลับมาเลี้ยงอีกครั้ง ส่งผลให้หมูล้นตลาดในปีถัดไป ราคาก็ตกต่ำ กลับไปสู่วงจรขาดทุนอีกหน

เมื่อเปรียบเทียบราคาเฉลี่ยหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มต่อกิโลกรัมในภูมิภาคอาเซียน ราคาในประเทศไทยอยู่ที่ 88 บาท ขณะที่สูงสุด คือ มาเลเซีย 125 บาท รองลงมา คือ เมียนมา 104 บาท เวียดนาม 98 บาท กัมพูชา 94 บาท และลาว 85 บาท ตามลำดับ เห็นได้ว่าราคาหมูของไทยยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ   

ทั้งนี้ภาครัฐและสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ได้ร่วมมือกันเพื่อรักษาสมดุลอุปสงค์-อุปทาน เพื่อให้การผลิตใกล้เคียงกับการบริโภคให้ราคาไม่สูงมากจนผู้บริโภคชะลอการซื้อ และไม่ต่ำเกินไปจนผู้เลี้ยงขาดทุน ซึ่งที่ผ่านมา สมาคมฯ ได้ปลดทั้งลูกหมูขุนและแม่พันธุ์สุกร เพื่อลดผลผลิตที่จะเข้าสู่ตลาด

สำหรับผู้บริโภค หากมีความเข้าใจในบริบท และ “ภาพรวม” ของการผลิตสุกรในประเทศ ราคาหมูที่สูงขึ้นในช่วงฤดูร้อนนี้ ไม่ใช่การเอาเปรียบผู้บริโภค แต่เป็นผลจากปัจจัยธรรมชาติและกลไกตลาดที่หมุนเวียนเป็นประจำทุกปี เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน อากาศเย็นลง สุกรจะโตเร็วขึ้น การผลิตดีขึ้น ปริมาณหมูเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ราคาก็จะลดลง เป็นวัฏจักรตามธรรมชาติอย่างชัดเจน

ยิ่งไปกว่านั้น หมูที่ผลิตในประเทศไทยได้มาตรฐานระดับสากล ปลอดภัยจากสารต้องห้ามและยาปฏิชีวนะตกค้าง เป็นโปรตีนคุณภาพดี อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ราคาหมูตกต่ำ ขอให้ผู้บริโภคช่วยกันบริโภคเนื้อหมูเพิ่มขึ้น เพื่อพยุงเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูในประเทศไม่ให้ล่มสลาย เพราะถ้าผู้เลี้ยงหมูหมดกำลังใจและเลิกเลี้ยงกันหมด วันหนึ่งข้างหน้าเราอาจต้องพึ่งพาการนำเข้าอย่างถาวรและควบคุมมาตรฐานด้านสุขอนามัยได้ยาก ขอเพียงเกษตรกรอยู่ได้ ผู้บริโภคได้อาหารดี ราคายุติธรรม คือ เป้าหมายร่วมกันของทุกคน

#แทนขวัญ มั่นธรรมะ นักวิชาการอิสระ

‘อิทธิ’มอบหมายกรมฝนหลวงฯ เดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุก ทำฝนหลวงและโปรยน้ำแข็งแห้งลดระดับฝุ่น PM2.5

'อิทธิ'มอบหมายกรมฝนหลวงฯ เดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุก ทำฝนหลวงและโปรยน้ำแข็งแห้งลดระดับฝุ่น PM2.5

‘อิทธิ’มอบหมายกรมฝนหลวงฯ เดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุก ทำฝนหลวงและโปรยน้ำแข็งแห้งลดระดับฝุ่น PM2.5

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.47 น.

“อิทธิ“มอบหมาย กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุก ใช้เทคนิคทำฝนหลวงและโปรยน้ำแข็งแห้งในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ลดระดับฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่พุ่งสูงเกินมาตรฐานในช่วงที่ผ่านมา

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเร่งดำเนินการหลายมาตรการเพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ทั่วทุกภูมิภาคของไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือที่กำลังประสบปัญหาในระดับวิกฤตรวมถึงพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสาเหตุหลักการเกิดฝุ่น pm.2.5 มาจากการเผาวัชพืช ตอ ซัง เพื่อการทำการเกษตรรอบใหม่

โดยก่อนหน้านี้ทางกรมฝนหลวงและการบินเกษตรจะใช้วิธีการขึ้นบินและพ่นสเปรย์ละอองน้ำเพื่อลดระดับฝุ่น PM 2.5 แต่ปัจจุบันนี้ได้มีการคิดค้นวิธีการใหม่ที่จะช่วยแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและประหยัดค่าใช้จ่าย คือการขึ้นบินและโปรยเกร็ดน้ำแข็งแห้ง จากเดิมที่ต้องขึ้นบินพ่นสเปรย์ละอองน้ำ 2 รอบ หากเปลี่ยนมาใช้วิธีการขึ้นบินและโปรยเกร็ดน้ำแข็งแห้งจะบินแค่รอบเดียว และแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้ดีกว่า ซึ่งการโปรยเกล็ดน้ำแข็งแห้งจะทำให้ชั้นบรรยากาศเกิดการผกผันและเกิดช่องโหว่ในการระบายฝุ่น PM 2.5 ออกไปสู่ชั้นบรรยากาศด้านนอกไม่กระทบต่อสุขภาพขแงประชาชน

ทั้งนีัที่ผ่านมารัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณ 200,000,000 บาท (สองร้อยล้านบาทถ้วน) ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอขอเพื่อสนับสนุนโครงการจัดหาชุดเครื่องผลิตสารฝนหลวงสูตร 3 หรือ น้ำแข็งแห้ง จำนวน 4 แห่ง

1.ชุดเครื่องสารฝนหลวงสูตร 3 พร้อมติดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ ตำบลน้ำรึม อำเภอเมือง จ.ตาก จำนวน 1 ชุด งบประมาณ 50,000,000 บาท

2.ชุดเครื่องผลิตสารฝนหลวงสูตร 3 พร้อมติดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนล่าง ตำบลอรัญญิก อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 1 ชุด งบประมาณ 50,000,000 บาท

3.ชุดเครื่องผลิตสารฝนหลวงสูตร 3 พร้อมติดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ตำบลร่อนทอง อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 1 ชุด งบประมาณ 50,000,000 บาท

4.ชุดเครื่องผลิตสารฝนหลวงสูตร 3 พร้อมติดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น จำนวน 1 ชุด งบประมาณ 50,000,000 บาท ซึ่งการอนุมัติงบประมาณตรงนี้จะเป็นการช่วย ให้การแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในประเทศไทยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และประหยัดค่าใช้จ่ายจากเดิมที่กรมฝนหลวงฯต้องสั่งซื้อน้ำแข็งแห้งจากภาคเอกชน

ด้านนายราเชน ศิลปะรายะ  อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ขณะนี้กรมฯได้ระดมปฏิบัติการทำฝนหลวงอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นพื้นที่วิกฤตในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และภาคเหนือตอนบน ซึ่งได้รับผลกระทบจากฝุ่นควันอย่างรุนแรงในปฏิบัติการครั้งนี้ กรมฝนหลวงฯ ได้ใช้เทคนิคการโปรยเกร็ดน้ำแข็งแห้ง เพื่อปรับสภาพอากาศให้ผกผันเกิดช่องอากาศในชั้นบรรยากาศช่วยในการระบายและกระตุ้นการก่อตัวของเมฆ รวมถึงเลี้ยงเมฆให้มีความหนาแน่นก่อนเข้าสู่กระบวนการทำฝน ช่วยเพิ่มโอกาสเกิดฝนในพื้นที่เป้าหมาย โดยกรมฝนหลวงฯ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย เพื่อประสานเส้นทางการบินให้สอดคล้องกับเที่ยวบินพาณิชย์ ไม่ให้กระทบต่อความปลอดภัยและการจราจรทางอากาศ

จากการติดตามผล พบว่าหลังการปฏิบัติการในบางพื้นที่ ค่าฝุ่น PM2.5 มีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่วิกฤตในช่วงที่ผ่านมา  และยืนยันว่าจะเดินหน้าปฏิบัติการทำฝนหลวงอย่างต่อเนื่อง และพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝุ่นละอองที่ยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้น เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนให้ได้มากที่สุดต่อไป

‘นฤมล’เรียกถก’คกก.ควบคุมยาง’สร้างความเข้าใจภาคเอกชน-เกษตรกรไทย ร่วมแก้ราคายางตก

'นฤมล'เรียกถก'คกก.ควบคุมยาง'สร้างความเข้าใจภาคเอกชน-เกษตรกรไทย ร่วมแก้ราคายางตก

‘นฤมล’เรียกถก’คกก.ควบคุมยาง’สร้างความเข้าใจภาคเอกชน-เกษตรกรไทย ร่วมแก้ราคายางตก

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.31 น.

“รมว.นฤมล”เรียกถกคณะ กก.ควบคุมยาง สร้างความเข้าใจ ภาคเอกชน-เกษตรกรไทย ร่วมแก้ราคายางตก พร้อมออกประกาศเขตควบคุมยาง ต่อสู้กับยางเถื่อน รักษาผลประโยชน์และตอบโจทย์การส่งออกยางพารา

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการควบคุมยาง ตามพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ.2542 ว่า ที่ประชุมได้รับทราบรายงานสถานการณ์ยางพาราและ ผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐอเมริกาต่ออุตสาหกรรมยางไทย พบว่า ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกยางพาราเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งในปี 2567 มีการส่งออกยางพาราจำนวน 3.96 ล้านตัน โดยส่งออกยางแท่งเอสทีอาร์มากที่สุด จำนวน 1.76 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ โดย การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้ดำเนินการศึกษามาตรการการเรียกเก็บภาษีของสหรัฐอเมริกา พร้อมทั้ง ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสมสำหรับการรับมือกับมาตรการดังกล่าว และลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับพี่น้องเกษตรกรให้น้อยที่สุด

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การหารือแนวทางการดูแลแก้ไขปัญหาเรื่องยางพารา และเป็นโอกาสอันดีในการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงภาคเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้าใจและเพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจากรายงานสถานการณ์ยางพาราไทย พบว่า ประเทศไทยของเราเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางพาราเป็นอันดับ 1 ใน 3 ของโลก จึงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางที่เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนครั้งนี้ ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการติดตามสถานการณ์ผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐอเมริกาต่ออุตสาหกรรมยางไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อศึกษาและทบทวนแนวทางการดำเนินงานให้มีความชัดเจน และแก้ไขปัญหาด้านราคายาง เพื่อคลายความกังวลใจของพี่น้องเกษตรกร โดยยึดมั่นตามแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงเกษตรฯ ที่ยึดมั่นการถวายงานและสานต่อของพระราชา รวมกับการดูแลเกษตรกรของพระราชาให้ได้รับความเป็นธรรมในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม อย่างไรก็ตาม เมื่อมีมาตรการภาษีดังกล่าวออกมาแล้วท้ายที่สุดต้องมีคนจ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกา หรือผู้ส่งออก ผู้รับซื้อในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ควรต้องเป็นพี่น้องเกษตรกรคนไทยที่เป็นคนจ่ายอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ ในที่ประชุมมีมติเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง เขตควบคุมการขนย้ายยางพารา พ.ศ. …. ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ 1.อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก 2.อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 3.อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 4.อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง และ 5.อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางให้มีความมั่นคง และป้องปรามการลักลอบนำยางเข้าราชอาณาจักร อีกทั้ง มีมติเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง การกำหนดมาตรฐานยางและวิธีการมัดยางและการบรรจุหีบห่อยางเพื่อการส่งออก พ.ศ. …. เพื่อสร้างความชัดเจนในมาตรฐานการส่งออกของผู้ประกอบการและเกษตรกรในอนาคต

“เรารับรู้ถึงความทุกข์ของเกษตรกร จึงต้องให้ความเป็นธรรมว่า จะทำอย่างไรให้ราคายางพาราอยู่ในจุดที่เหมาะสม กระทรวงเกษตรฯในฐานะภาครัฐที่มีหน้าที่ดูแลเกษตรกร ถือว่าอยู่ตรงกลางระหว่างภาคเอกชนกับเกษตรกรไทย การประชุมครั้งนี้ได้มีการแลกเปลี่ยนและสร้างความเข้าใจร่วมกัน เพราะต้องเข้าใจด้วยว่าเกษตรกรจะอยู่ได้ ก็ต้องทำให้ภาคเอกชนอยู่ได้ด้วยเช่นกัน และก็จำเป็นต้องทำงานร่วมกันทั้งสามฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของข้อมูลตลาด ราคา และรายละเอียดต่างๆ ซึ่งจากนี้จะมีการนัดเพื่อพูดคุยกันนอกรอบ และนำกลับเข้ามาพิจารณาในที่ประชุมครั้งหน้า ซึ่งทางภาคเอกชนก็เข้าใจในภารกิจของกระทรวงเกษตรฯเป็นอย่างดี และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ แต่ก็ขอให้เราสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับยางพาราด้วย” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอฝากถึงพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราทุกท่าน กระทรวงเกษตรฯ พร้อมเคียงข้างพี่น้องเกษตรกรเสมอเพื่อรักษาผลประโยชน์และสร้างความเป็นธรรมอย่างสูงสุด และพร้อมรับฟังและแก้ไขในทุกปัญหาความเดือดร้อนอย่างจริงจัง

– 006

อธิบดีกรมการข้าว ประชุมผู้บริหารกรมฯทั่วประเทศ ติดตามงานเบิกจ่าย พร้อมเน้นย้ำต้องเป็นไปตามระเบียบ

อธิบดีกรมการข้าว ประชุมผู้บริหารกรมฯทั่วประเทศ ติดตามงานเบิกจ่าย พร้อมเน้นย้ำต้องเป็นไปตามระเบียบ

อธิบดีกรมการข้าว ประชุมผู้บริหารกรมฯทั่วประเทศ ติดตามงานเบิกจ่าย พร้อมเน้นย้ำต้องเป็นไปตามระเบียบ

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.29 น.

22 เมษายน 2568 เวลา 09.00 น. นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารกรมการข้าว ครั้งที่ 2 ประจำปีงบประมาณ 2567 โดยมี ดร.ชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว ผู้บริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว เข้าร่วมประชุม และประชุมทางไกลผ่านระบบ Video Conference ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว

โดยที่ประชุมได้ร่วมติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของหน่วยงานภายในกรมการข้าว และติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินงบประมาณตามแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ประจำปี 2568 ความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมการจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568 รวมไปถึงติดตามความคืบหน้างานด้านการก่อสร้างในระดับภูมิภาค โดยอธิบดีกรมการข้าวได้เน้นย้ำให้การจัดซื้อจัดจ้างต้องไปเป็นตามขั้นตอนที่ถูกต้อง เป็นไปตามระเบียบ ตลอดจนการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการข้าวจะต้องปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ คำนึงถึงผลประโยชน์ของพี่น้องชาวนาเป็นหลักอีกด้วย

-(016)

‘สมุทรสาคร’ลุยขับเคลื่อนแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ

'สมุทรสาคร'ลุยขับเคลื่อนแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ

‘สมุทรสาคร’ลุยขับเคลื่อนแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.58 น.

22 เมษายน 2568 ที่บริเวณคลองพิทยาลงกรณ์ ท่าเทียบเรือประมง โครงการพัฒนาประมงทะเลชายฝั่งพื้นบ้าน ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ดร.ณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศจังหวัดสมุทรสาคร โดยมี นายเผดิม รอดอินทร์ ประมงจังหวัด พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ ปลัดเทศบาลเมืองพันท้ายนรสิงห์ นายกสมาคมการประมงสมุทรสาคร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชน เข้าร่วมกิจกรรม 

กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของดำเนินงานการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ซึ่งที่ผ่านมา จังหวัดสมุทรสาคร มีการกำจัดปลาหมอคางดำแล้ว จำนวน 1,937,998 กิโลกรัม ภายใต้แผนปฏิบัติการดำเนินการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำของกรมประมง ทั้งหมด 7 มาตรการ โดยการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ อยู่ภายใต้มาตรการที่ 7 เพื่อการฟื้นฟูระบบนิเวศ อนุรักษ์ทรัพยากรและเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำ ให้มีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น

สำหรับสัตว์น้ำที่นำมาปล่อยในครั้งนี้ เป็นพันธุ์กุ้งกุลาดำจำนวน 500,000 ตัว จากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งสมุทรสาคร และยังมีเกษตรกรชาวประมงได้นำลูกปูม้า และปูม้าที่มีไข่นอกกระดอง จากโครงการธนาคารปูมาร่วมปล่อย เพื่อเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำในคลองพิทยาลงกรณ์และคลองสาขา ให้ประชาชนในพื้นที่ได้อาศัยเป็นแหล่งทำมาหากินต่อไป 

ทั้งนี้ แผนปฏิบัติการดำเนินการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำของกรมประมง ทั้ง 7 มาตรการ ประกอบด้วย มาตรการที่ 1.การควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่งที่พบการแพร่ระบาด มาตรการที่ 2.การกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยการปล่อยปลาผู้ล่าอย่างต่อเนื่อง มาตรการที่ 3.การนำปลาหมอคางดำที่กำจัดออกจากระบบนิเวศไปใช้ประโยชน์ มาตรการที่ 4.การสำรวจและเฝ้าระวังการแพร่กระจายประชากรปลาหมอคางดำในพื้นที่เขตกันชน มาตรการที่ 5.สร้างความรู้ ความตระหนัก และการมีส่วนร่วมในการกำจัดปลาหมอคางดำ มาตรการที่ 6.การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ มาตรการที่ 7.การฟื้นฟูระบบนิเวศ

.025

‘อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน’ร่วมประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินและป่าไม้

'อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน'ร่วมประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินและป่าไม้

‘อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน’ร่วมประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินและป่าไม้

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 21.26 น.

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินและป่าไม้ ของสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) สภาประชาชน 4 ภาค

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2568 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย นายวิศิษฐ์ งามสม ผู้อำนวยการกองแผนงาน นางสาวเกษร จำปา ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีการสำรวจและทำแผนที่ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินและป่าไม้ ของสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) สภาประชาชน 4 ภาค ครั้งที่ 1/2568 โดยมี นายรัตนะ สวามีชัย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานอนุกรรมการ พร้อมด้วยหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และ ผู้แทนสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) สภาประชาชน 4 ภาค เข้าร่วมประชุม เพื่อร่วมพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาการจัดที่ดินภายใต้โครงการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร ณ ห้องประชุมไชยยงค์ ชูชาติ สํานักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)

– 006

จากแอฟริกาสู่ลุ่มน้ำโขง…กัมพูชา ปฐมบทการเข้ามาของ’ปลาหมอคางดำ’ก่อนประเทศไทย

จากแอฟริกาสู่ลุ่มน้ำโขง...กัมพูชา ปฐมบทการเข้ามาของ'ปลาหมอคางดำ'ก่อนประเทศไทย

จากแอฟริกาสู่ลุ่มน้ำโขง…กัมพูชา ปฐมบทการเข้ามาของ’ปลาหมอคางดำ’ก่อนประเทศไทย

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 20.47 น.

จากแอฟริกาสู่ลุ่มน้ำโขง…กัมพูชา ปฐมบทการเข้ามาของ”ปลาหมอคางดำ”ก่อนประเทศไทย : นรชาติ สรงอินทรีย์ นักวิชาการอิสระด้านสัตว์น้ำ

การแพร่กระจายของสิ่งมีชีวิตข้ามพรมแดนนั้น เต็มไปด้วยความซับซ้อนและความน่าสนใจ เช่นเดียวกับการเข้ามาของ “ปลาหมอคางดำ” (Sarotherodon melanotheron) สู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปลาที่มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาตะวันตกชนิดนี้ ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางชีวภาพและเศรษฐกิจของบางประเทศในแถบนี้ และประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ หลักฐานชัดเจนที่บ่งชี้ว่า “กัมพูชา” มิใช่เพียงประเทศหนึ่งที่ปลาหมอคางดำเข้ามาอาศัย หากแต่เป็น “แหล่งน้ำแรก” ในภูมิภาคนี้ที่เปิดประตูรับการมาเยือนของปลาชนิดนี้ ก่อนทีจะแพร่ขยายในประเทศไทย

การค้นหาข้อมูลเรื่องปลาหมอคางดำ แม้ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่ยากจนเกินไป ทำให้พบว่าความเข้าใจผิดที่ว่าปลาหมอคางดำเข้ามาในประเทศไทยก่อน อาจเป็นสิ่งที่รับรู้กันในขณะนี้ ทว่า หากเราพิจารณาจากข้อมูลที่ปรากฏในรายงานทางวิชาการระดับนานาชาติ ความจริงกลับชี้ไปในทิศทางที่แตกต่าง รายงานของ FishBase ซึ่งเป็นระบบสารสนเทศความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลกเกี่ยวกับปลาที่มีครีบ https://www.fishbase.se/country/1412 ในปี 2004 (พ.ศ.2547) ระบุชื่อ “กัมพูชา” ในฐานะประเทศที่มีการนำเข้าปลา Tilapia สายพันธุ์ต่างถิ่น ซึ่งมีความเป็นไปได้อย่างสูงที่จะรวมถึงปลาหมอคางดำ (S. melanotheron) แม้จะไม่ได้มีการระบุชื่อวิทยาศาสตร์โดยตรงในขณะนั้น แต่บริบทและหลักฐานสนับสนุนในภายหลัง ยืนยันถึงการมีอยู่ของปลาชนิดนี้ในกัมพูชาในช่วงเวลาดังกล่าว

จากรายงานของ FishBase ฉบับดังกล่าว ไม่ได้เป็นเพียงการกล่าวอ้าง ซึ่งเป็นไปได้ที่ว่าเป็นนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาลกัมพูชาในการนำเข้าปลาชนิดนี้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและเป็นโปรตีนสำคัญ ตลอดจนเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังฟื้นตัวและต้องการแหล่งอาหารราคาถูกสำหรับประชาชน การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์นี้เอง ที่ทำให้กัมพูชาเป็นเสมือน “ประตูหน้าด่าน” สำหรับการเข้ามาของปลาหมอคางดำในภูมิภาค

ในทางตรงกันข้าม ข้อมูลการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในประเทศไทย กลับปรากฏชัดเจนในช่วงปี 2012 (พ.ศ.2555) เป็นต้นมา โดยเฉพาะจังหวัดที่ติดกับชายฝั่งอ่าวไทย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ล่วงเลยจากรายงานของ FishBase ที่ระบุถึงการมีอยู่ของปลาชนิดนี้ในกัมพูชาไปนานหลายปี ลำดับเวลาที่แตกต่างกันนี้เอง คือหลักฐานสำคัญที่ไม่อาจถูกมองข้ามได้ เพราะชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้สูงที่ปลาหมอคางดำอาจแพร่กระจายไปประเทศอื่นๆ ได้เช่นกัน

สิ่งที่น่าพิจารณาเพิ่มเติมคือ ทัศนคติที่แตกต่างกันต่อปลาหมอคางดำในทั้งสองประเทศ ในขณะที่ในประเทศไทย ปลาชนิดนี้ถูกมองว่าเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ แต่ในกัมพูชา พวกมันได้รับการยอมรับในฐานะ “ปลาดำ” ซึ่งเป็นชื่อเรียกในภาษาท้องถิ่นของกัมพูชา สร้างรายได้และเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญสำหรับชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่การเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์อาจเข้าถึงได้ยาก มุมมองที่แตกต่างนี้ สะท้อนให้เห็นถึงบริบททางสังคมและเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการรับรู้และการจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่น

จากหลักฐานที่ปรากฏชัดเจนในรายงานของ FishBase และลำดับเวลาของการพบปลาหมอคางดำในประเทศไทย จึงเป็นข้อสรุปที่มีหลักฐานชี้ชัดว่า “กัมพูชา” คือประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้เปิดรับและมีการบันทึกการมีอยู่ของปลาหมอคางดำ ก่อนที่ปลาชนิดนี้จะแพร่กระจายสู่ประเทศไทย การตระหนักถึงข้อเท็จจริงนี้ มิได้เป็นเพียงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ชีวภาพที่น่าสนใจ หากแต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจพลวัตของการแพร่กระจายของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น และอาจนำไปสู่การทบทวนนโยบายและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในระดับภูมิภาคในอนาคต

‘อธิบดีกรมชลฯ’ต้อนรับ จนท.จาก Monash University และ Department of Foreign Affairs and Trade (DFAT) เครือรัฐออสเตรเลีย

'อธิบดีกรมชลฯ'ต้อนรับ จนท.จาก Monash University และ Department of Foreign Affairs and Trade (DFAT) เครือรัฐออสเตรเลีย

‘อธิบดีกรมชลฯ’ต้อนรับ จนท.จาก Monash University และ Department of Foreign Affairs and Trade (DFAT) เครือรัฐออสเตรเลีย

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.11 น.

วันนี้ (21 เมษายน 2568) นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีกรมชลประทาน นายยงยส เนียมทรัพย์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผนและโครงการ) ดร.วัชระ เสือดี ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านบำรุงรักษา) นายบุรีรัตน์ วงศ์บุรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับ Dr.Jianbin Wang ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature West solution ในโอกาสที่เดินทางเข้าเยี่ยมคารวะและรายงานความก้าวหน้าการดำเนินความร่วมมือทางวิชาการ และประชุมหารือการดำเนินโครงการความร่วมมือด้าน Nature-Based Solutions (NbS) ในประเทศไทย ระหว่างกรมชลประทาน และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Monash University และ Department of Foreign Affairs and Trade (DFAT) เครือรัฐออสเตรเลีย ณ ห้องประชุมกรมชลประทาน ชั้น 3 อาคารอำนวยการ กรมชลประทาน ถ.สามเสน กรุงเทพฯ

– 006