‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ ลงพื้นที่นครศรีธรรมราช ตรวจราชการ-มอบนโยบายฯ

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ร่วมติดตามคณะ'รมว.เกษตรฯ' ลงพื้นที่นครศรีธรรมราช ตรวจราชการ-มอบนโยบายฯ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ ลงพื้นที่นครศรีธรรมราช ตรวจราชการ-มอบนโยบายฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.45 น.

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายพงษ์พันธ์ ธรรมมา รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ สัตวแพทย์หญิงบุณิกา จุลละโพธิ เลขานุการกรม นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ นายธนินณิวัฒน์ ทิพปภาสมิทธิ์ ปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราช ปศุสัตว์จังหวัด และเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่เขต 8 ร่วมติดตามคณะ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2568 และติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ พร้อมมอบนโยบายฯ โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกษตรกร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯ ณ หอประชุมโรงเรียนพิปูนสังฆรักษ์ประชาอุทิศ ตำบลเขาพระ อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช

ในการนี้ กรมปศุสัตว์ได้มอบโค เพศเมีย จากโครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ จำนวน 60 ตัว มอบใบสำคัญการมอบกรรมสิทธิ์โค – กระบือแก่ตัวแทนเกษตรกร 20 ราย พร้อมมอบเสบียงอาหารสัตว์ (หญ้าแห้ง) จำนวน 600 ฟ่อน แก่ตัวแทนเกษตรกร 20 ราย มอบท่อนพันธุ์ จำนวน 500 กิโลกรัม มอบข้าวโพด จำนวน 1,000 กิโลกรัม มอบหญ้าพลิแคทูลั่ม จำนวน 500 กิโลกรัม และแจกไข่ไก่กว่า 1,000 ฟอง ให้แก่เกษตรกรที่มาร่วมงานฯ นอกจากได้มีการออกหน่วยให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมวอีกด้วย

‘อธิบดีกรมการข้าว’ติดตาม’รมว.นฤมล’ นำ 2 รมช.เกษตรฯ เปิดงาน Field Day 2568

'อธิบดีกรมการข้าว'ติดตาม'รมว.นฤมล' นำ 2 รมช.เกษตรฯ เปิดงาน Field Day 2568

‘อธิบดีกรมการข้าว’ติดตาม’รมว.นฤมล’ นำ 2 รมช.เกษตรฯ เปิดงาน Field Day 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.42 น.

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2568 และติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว และผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ หอประชุมโรงเรียนพิปูนสังฆรักษ์ประชาอุทิศ ต.เขาพระ อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช

สำหรับการจัดงานดังกล่าว ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้บูรณาการการทำงานร่วมกันในการสนับสนุนเกษตรกรให้มีการเรียนรู้ในการวางแผนการผลิต และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ผ่านกลไกศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อนำไปสู่การลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งขณะนี้กำลังเข้าสู่ฤดูกาลผลิตไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคใต้ โดยเฉพาะทุเรียนพื้นที่ภาคใต้ตอนบน เป็นการผลิตทุเรียนคุณภาพเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ (โดยเฉพาะประเทศจีน) จำเป็นต้องส่งเสริมและสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรผลิตทุเรียนคุณภาพตามมาตรฐาน GAP ซึ่งบางพื้นที่ผลผลิตจะออกในช่วงต้นฤดูกาลผลิต ต่อเนื่องจากภาคตะวันออก เช่น จังหวัดนครศรีธรรมราชบางส่วน ได้แก่ อำเภอพิปูน ลานสกา ฉวาง และอำเภอช้างกลาง เป็นต้น ดังนั้นการจัดกิจกรรมวัน Field Day ในครั้งนี้ จะช่วยกระตุ้นให้เกษตรกรเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมการเกษตรที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ มุ่งเน้นการป้องกันการผลิตทุเรียนด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตในภาคเกษตรไปสู่สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง เพื่อสร้างรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกร

ในส่วนของกรมการข้าว ได้ร่วมมอบเมล็ดพันธุ์ข้าว จำนวน 200 ชุด ตัวแทนรับมอบ จำนวน 20 ราย นอกจากนั้นยังได้ร่วมจัดนิทรรศการนำเสนอองค์ความรู้ด้านข้าวภายในงานอีกด้วย

– 006

‘นฤมล’เผย​ข่าว​ดี​ราคา‘​ยาง’ปรับขึ้น​ 3-10.3 บาท​ เดินหน้าปกป้องเกษตรกรจาก‘ภาษีทรัมป์’

‘นฤมล’เผย​ข่าว​ดี​ราคา‘​ยาง’ปรับขึ้น​ 3-10.3 บาท​ เดินหน้าปกป้องเกษตรกรจาก‘ภาษีทรัมป์’

‘นฤมล’เผย​ข่าว​ดี​ราคา‘​ยาง’ปรับขึ้น​ 3-10.3 บาท​ เดินหน้าปกป้องเกษตรกรจาก‘ภาษีทรัมป์’

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.32 น.

‘นฤมล’เผย​ข่าว​ดี​ราคา‘​ยาง’ปรับขึ้น​ 3-10.3 บาท​ เดินหน้าปกป้องเกษตรกรจาก‘ภาษีทรัมป์’

24 เมษายน 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขอแจ้งข่าวดีต่อพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง ราคายางพาราทุกชนิดปรับตัวสูงขึ้น 3 – 10.3 บาทต่อกิโลกรัม หลังจากก่อนหน้านี้เมื่อเปิดตลาดวันที่ 8 เมษายน ราคายางทุกชนิดปรับลดลงหนักถึง 10 – 12 บาทต่อกิโลกรัมในวันเดียว สาเหตุจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ประกาศโดยประธานาธิบดี Donald Trump เมื่อวันที่ 2 เมษายน ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ​เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงเกษตรฯ ได้เรียกประชุมคณะกรรมการควบคุมยางตามพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ.2542 เร่งออกมาตรการรักษาเสถียรภาพราคายาง ทั้งในด้านการสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศ และขยายตลาดส่งออก โดยมีการออก (ร่าง) ประกาศเขตควบคุมการขนย้ายยางพารา ใน 5 จังหวัดชายแดน ได้แก่ ตาก กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง และเชียงราย เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้ายางเถื่อน ซึ่งอาจบั่นทอนเสถียรภาพราคาในประเทศ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศมาตรฐานการมัดและบรรจุหีบห่อยางเพื่อการส่งออก เพื่อเพิ่มความชัดเจนด้านมาตรฐานให้กับผู้ประกอบการและเกษตรกรไทย สอดรับกับความต้องการของตลาดโลก

นางนฤมล กล่าวว่า ขณะเดียวกันรัฐบาลมีภารกิจสำคัญในการดูแลเกษตรกรของพระราชาให้ได้รับความเป็นธรรมในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม แม้จะมีมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ท้ายที่สุดผู้ที่ต้องแบกรับต้นทุนอาจเป็นผู้บริโภคในสหรัฐฯ ผู้ส่งออก หรือผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง แต่เกษตรกรไทยไม่ควรต้องเป็นผู้แบกรับผลกระทบนี้ ยืนยันว่า​จะดำเนินการเต็มที่เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกร

“เรารับรู้ถึงความทุกข์ของเกษตรกร จึงต้องดูแลให้ราคายางพาราอยู่ในจุดที่เหมาะสม และทำงานร่วมกันทั้งภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร เพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ได้ไปด้วยกัน” นางนฤมล กล่าว

‘นฤมล’นำ2รมช.เกษตรฯ เปิดงาน Field Day ลั่นพร้อมใช้ พ.ร.บ.คุมยางแก้ปัญหาให้เหมาะสมที่สุด

'นฤมล'นำ2รมช.เกษตรฯ เปิดงาน Field Day ลั่นพร้อมใช้ พ.ร.บ.คุมยางแก้ปัญหาให้เหมาะสมที่สุด

‘นฤมล’นำ2รมช.เกษตรฯ เปิดงาน Field Day ลั่นพร้อมใช้ พ.ร.บ.คุมยางแก้ปัญหาให้เหมาะสมที่สุด

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.14 น.

‘นฤมล’นำ 2 รมช.เกษตรฯ เปิดงาน Field Day 2568  ลั่นพร้อมใช้ พ.ร.บ.คุมยางแก้ปัญหาราคายางให้เหมาะสมที่สุด ขอชาวสวนยางอดทนอีกนิด

เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2568 และติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ หอประชุมโรงเรียนพิปูนสังฆรักษ์ประชาอุทิศ ต.เขาพระ อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช

โดย ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ความทุกข์ของพี่น้องเกษตรกรก็ถือเป็นความทุกข์ของรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทุกคน ซึ่งวันนี้ก็มีคนฝากเรื่องของราคายาง ราคาปาล์ม และราคาสินค้าเกษตรทั้งหลาย ให้ช่วยให้ราคาดีขึ้น ตนก็ขอให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนว่ารัฐบาลโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกร และได้สั่งการไปยังกระทรวงที่เกี่ยวข้องในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานในสังกัดทั้งหลายให้ลงมากำกับดูแลในเรื่องนี้อย่างจริงจังว่าจะต้องใช้กลไกใดในการแก้ไขให้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรอย่างเด็ดขาด

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯสิ่งที่รับผิดชอบได้เต็มไม้เต็มมือ ก็คือ ยางพารา เพราะการยางแห่งประเทศไทยอยู่กับเรา และเรามีคณะกรรมการควบคุมยางพาราภายใต้ตามพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ.2542 ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯรักษาการ พ.ร.บ.ฉบับนี้อยู่ ซึ่งช่วงก่อนหน้านี้ตั้งแต่ยุครัฐมนตรีธรรมนัส พรหมเผ่า ได้ปราบปรามยางพาราเถื่อนอย่างจริงจังและขันน็อตทุกจุด ทำให้ชาวสวนยางมีความสุขกับราคายางมากว่าหนึ่งปี และเริ่มจะมามีปัญหาในช่วงเดือนเมษายนนี้ เนื่องจากนโยบายของทรัมพ์ที่ประกาศขึ้น tariffs หลังจากนั้นเป็นวันหยุดยาว และเมื่อตลาดยางเปืดเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 ราคายางทุกชนิดปรับลงวันเดียว 10-12 บาทต่อกิโลกรัม 

“วานนี้ได้มีการเรียกประชุมคณะกรรมการควบคุมยาง เพื่อทำความเข้าใจกับภาคเอกชน และบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.ควบคุมยาง ซึ่งหลังการประชุมดังกล่าว วันนี้ 24 เม.ย.2568 ราคายางพาราทุกชนิด ได้ปรับขึ้นมา 3 บาทถึง 10.3 บาทต่อกิโลกรัม และเราก็หวังว่า ราคาจะบวกขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้น หากภาคเอกชนยังมีการกดราคาพี่น้องเกษตรกรอีก เราก็จะใช้กฎหมายที่มีอยู่ในมือบังคับใช้เพื่อให้ราคายางพาราอยู่ในราคาที่เหมาะสมที่สุด”

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า รัฐบาลมีภารกิจในการดูแลเกษตรกรของพระราชาให้ได้รับความเป็นธรรมในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เมื่อมีมาตรการภาษีทรัมพ์ออกมา ท้ายที่สุดต้องมีคนจ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกา หรือผู้ส่งออก ผู้รับซื้อในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ควรต้องเป็นพี่น้องเกษตรกรคนไทยที่เป็นคนจ่าย ดังนั้น ขอให้พี่น้องชาวสวนยางอดทนรอกันนิดหนึ่ง และขอให้สบายใจได้ว่า เราจะพยายามทำทุกวิถีทางให้ราคายางพารากลับมาอยู่ในจุดเดิมที่พี่น้องพึงพอใจที่สุด  

ด้าน นายอัครา กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ตั้งใจมาส่งเสริมองค์ความรู้ ถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อลดต้นทุนการผลิต และรับฟังปัญหาของพี่น้องเกษตรกร ซึ่งจะเป็นการบ้านที่กระทรวงเกษตรฯ จะต้องนำกลับไปหาแนวทางแก้ไข เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 

ส่วนนายอิทธิ กล่าวเพิ่มเติมว่า เจ้านายของพวกเราคือพี่น้องประชาชนทุกท่าน เราพร้อมขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน และพร้อมแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริง โดยการจัดงานในวันนี้ จะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะสามารถสร้างความยั่งยืนให้กับพี่น้องเกษตรกร ได้นำองค์ความรู้ไปต่อยอด นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังมุ่งส่งเสริมปัจจัยการผลิต ทั้งในเรื่องการพัฒนาดินและแหล่งน้ำ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเกษตรกรต่อไป

ก.เกษตรฯ งัดกม.แก้ปัญหาราคายาง

ก.เกษตรฯ งัดกม.แก้ปัญหาราคายาง

ก.เกษตรฯ งัดกม.แก้ปัญหาราคายาง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.44 น.

รมว.นฤมล นำ 2 รมช.เกษตรฯ เปิดงาน Field Day 2568 ขอชาวสวนยางอดทนอีกนิด ลั่น พร้อมใช้ พ.ร.บ.คุมยางแก้ปัญหาราคายางให้เหมาะสมที่สุด

วันนี้ (24 เม.ย.) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2568 และติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร และนายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ รวมถึงผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่โรงเรียนพิปูนสังฆรักษ์ประชาอุทิศ ต.เขาพระ อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช

สำหรับการจัดงานดังกล่าวทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้ร่วมบูรณาการทำงาน สนับสนุนเกษตรกรให้เรียนรู้การวางแผนการผลิต และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ผ่านกลไกศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อนำไปสู่การลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งขณะนี้กำลังเข้าสู่ฤดูกาลผลิตไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคใต้ โดยเฉพาะทุเรียนพื้นที่ภาคใต้ตอนบน เป็นการผลิตทุเรียนคุณภาพเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ (โดยเฉพาะประเทศจีน) จำเป็นต้องส่งเสริมและสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรผลิตทุเรียนคุณภาพตามมาตรฐาน GAP ซึ่งบางพื้นที่ผลผลิตจะออกในช่วงต้นฤดูกาลผลิต ต่อเนื่องจากภาคตะวันออก เช่น จังหวัดนครศรีธรรมราชบางส่วน ได้แก่ อ.พิปูน อ.ลานสกา อ.ฉวาง และ อ.ช้างกลาง เป็นต้น ดังนั้นการจัดกิจกรรมวัน Field Day จะช่วยกระตุ้นให้เกษตรกรเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมการเกษตรที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ มุ่งเน้นการป้องกันการผลิตทุเรียนด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตในภาคเกษตรไปสู่สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง เพื่อสร้างรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกร

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ความทุกข์ของพี่น้องเกษตรกรถือเป็นความทุกข์ของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งวันนี้มีคนฝากเรื่องของราคายาง ราคาปาล์ม และราคาสินค้าเกษตรทั้งหลาย ให้ช่วยให้ราคาดีขึ้น ตนขอให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชน ว่ารัฐบาลที่นำโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกร และได้สั่งการไปยังกระทรวงที่เกี่ยวข้องในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานในสังกัด ให้กำกับดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง ว่าจะต้องใช้กลไกใดบ้างในการแก้ไขให้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรอย่างเด็ดขาด

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ สิ่งที่รับผิดชอบได้เต็มไม้เต็มมือ ก็คือยางพารา เพราะการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มีคณะกรรมการควบคุมยางพารา ภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมยาง พ.ศ.2542 ที่ รมว.เกษตรฯ รักษาการ พ.ร.บ.ฉบับนี้อยู่ ช่วงก่อนหน้านี้ตั้งแต่ยุค ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีต รมว.เกษตรฯ  ได้ปราบปรามยางพาราเถื่อนอย่างจริงจัง และขันน็อตทุกจุด ทำให้ชาวสวนยางมีความสุขกับราคายาง มากว่า 1 ปี และเริ่มจะมีปัญหาช่วงเดือนเมษายนนี้ เนื่องจากนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ประกาศขึ้น tariffs จากนั้นก็เป็นช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ เมื่อตลาดยางเปิด ราคายางทุกชนิดปรับลง 10-12 บาทต่อกิโลกรัม ทันที

“ได้มีการเรียกประชุมคณะกรรมการควบคุมยางฯ เพื่อทำความเข้าใจกับภาคเอกชน และบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.ควบคุมยาง ซึ่งภายหลังการประชุมดังกล่าว ราคายางพาราทุกชนิดได้ปรับขึ้นมา 3-10.3 บาทต่อกิโลกรัม เราหวังว่าราคาจะบวกขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้นหากภาคเอกชน ยังมีการกดราคาพี่น้องเกษตรกรอีก ก็จะใช้กฎหมายที่มีอยู่ในมือ บังคับใช้ เพื่อให้ราคายางพาราอยู่ในราคาที่เหมาะสมที่สุด” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า รัฐบาลมีภารกิจในการดูแลเกษตรกรของพระราชาให้ได้รับความเป็นธรรมในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เมื่อมีมาตรการภาษีทรัมป์ ออกมา ท้ายที่สุดต้องมีคนจ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกา หรือผู้ส่งออก ผู้รับซื้อในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ควรต้องเป็นพี่น้องเกษตรกรคนไทยที่เป็นคนจ่าย ดังนั้น ขอให้พี่น้องชาวสวนยางอดทนรอกันนิดหนึ่ง และขอให้สบายใจได้ว่า เราจะพยายามทำทุกวิถีทางให้ราคายางพารากลับมาอยู่ในจุดเดิมที่พี่น้องพึงพอใจที่สุด

ด้านนายอัครา กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ตั้งใจส่งเสริมองค์ความรู้ ถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อลดต้นทุนการผลิต และรับฟังปัญหาของพี่น้องเกษตรกร ซึ่งจะเป็นการบ้านที่กระทรวงเกษตรฯ จะต้องนำกลับไปหาแนวทางแก้ไข เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ขณะที่นายอิทธิ กล่าวว่า เจ้านายของพวกเราคือพี่น้องประชาชนทุกคน เราพร้อมขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน และพร้อมแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริง โดยการจัดงานในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สร้างความยั่งยืนให้กับพี่น้องเกษตรกร ได้นำองค์ความรู้ไปต่อยอด  นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯ ยังมุ่งส่งเสริมปัจจัยการผลิต ทั้งเรื่องการพัฒนาดินและแหล่งน้ำ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเกษตรกรต่อไป

015

‘อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน’เฝ้าฯรับเสด็จ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ เสด็จพระราชดำเนินเยือน สปป.ลาว

'อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน'เฝ้าฯรับเสด็จ'กรมสมเด็จพระเทพฯ' เสด็จพระราชดำเนินเยือน สปป.ลาว

‘อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน’เฝ้าฯรับเสด็จ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ เสด็จพระราชดำเนินเยือน สปป.ลาว

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.31 น.

“อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน”เฝ้าฯรับเสด็จ”สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

วันพุธที่ 23 เมษายน 2568 เวลา 15.45 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน – ห้วยซั้ว (หลัก 22) นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทรงเปิดอาคาร 30 ปี จากนั้น ทรงทอดพระเนตรนิทรรศการผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของโครงการศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตร ห้วยซอน – ห้วยซั้ว (หลัก 22) โดยมี ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย นายวิศิษฐ์ งามสม ผู้อำนวยการกองแผนงาน นายบุญช่วย ช่วยระดม ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมรับเสด็จ

สำหรับศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน – ห้วยซั้ว (หลัก 22) เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งแรกในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตั้งอยู่ที่บ้านนายาง เมืองนาซายทอง นครหลวงเวียงจันทน์ กิโลเมตรที่ 22 ซึ่งเมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2537 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโครงการศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน – ห้วยซั้ว (หลัก 22) อย่างเป็นทางการ มีพื้นที่ประมาณ 325 ไร่ มีลำห้วย 2 สาย คือ ห้วยซอนและห้วยซั้ว ล้อมรอบพื้นที่ศูนย์ฯ การบริหารโครงการฯ ดำเนินการในรูปแบบ “คณะทำงานฝ่ายไทย” ประกอบด้วย สำนักงาน กปร. กรมชลประทาน กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมปศุสัตว์ กรมประมง สถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ และ “คณะทำงานฝ่ายลาว” ประกอบด้วย กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ นครหลวงเวียงจันทน์ เมืองนาซายทอง เพื่อร่วมกันกำหนดนโยบาย วางแผน และบริหารงานโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยใช้แนวทางของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมีภารกิจหลัก ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาแหล่งน้ำ การจัดทำกิจกรรมในด้านต่างๆ ประกอบด้วย การสาธิตด้านการประมง ปศุสัตว์ พัฒนาที่ดินและพัฒนาด้านพืช การให้บริการผลิตพันธุ์ปลา พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และการฝึกอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรที่มาศึกษาดูงานทั่วไป โดยมุ่งเน้นที่เกษตรกรหมู่บ้านเป้าหมายรอบศูนย์ฯ และขยายขอบเขตการให้บริการมาโดยตลอด รวมทั้งการพัฒนาให้คำแนะนำทางวิชาการ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาด้านการเกษตรอย่างยั่งยืน

– 006

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’เสด็จพระราชดำเนินไปทรงติดตามผลการดำเนินงาน ณ เมืองโพนโฮง-เมืองนาทรายทอง

'กรมสมเด็จพระเทพฯ'เสด็จพระราชดำเนินไปทรงติดตามผลการดำเนินงาน ณ เมืองโพนโฮง-เมืองนาทรายทอง

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’เสด็จพระราชดำเนินไปทรงติดตามผลการดำเนินงาน ณ เมืองโพนโฮง-เมืองนาทรายทอง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.21 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงติดตามผลการดำเนินงาน ณ เมืองโพนโฮง และเมืองนาทรายทอง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

วันที่ 23 เมษายน 2568 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงติดตามผลการดำเนินงานโรงเรียนวัฒนธรรมป้องกันความสงบ (หลัก 67) เมืองโพนโฮง แขวงเวียงจันทน์ และโครงการศูนย์พัฒนาและบริการด้านเกษตรห้วยซอน – ห้วยซั้ว (หลัก 22) เมืองนาทรายทอง นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ในการนี้ นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยนายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง นายสิทธิพร พฤติพิบูลธรรม เลขานุการกรม นายสัณฐิต พีรานนท์ ผู้อำนวยการกองประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นายภัคภาค คุณะเกษม ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 5 และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ

สำหรับการดำเนินงานของกรมชลประทานในปีที่ผ่านมาเพื่อการสนับสนุนโรงเรียนวัฒนธรรมป้องกันความสงบ (หลัก 67) ประกอบด้วย งานก่อสร้างอาคารห้องประชุม พร้อมการจัดหาครุภัณฑ์สำหรับการประชุม งานซ่อมแซมอาคารเรียน งานปรับปรุงโรงน้ำดื่มให้มีมาตรฐานต่อการบริโภคของครู นักเรียนและบุคลากรของโรงเรียน

กรมชลประทานได้ดำเนินงานเพื่อสนับสนุนโครงการศูนย์พัฒนาและบริการด้านเกษตรห้วยซอน – ห้วยซั้ว (หลัก 22) ได้แก่ งานก่อสร้างอาคารห้องประชุมและป้ายโครงการ พร้อมอุปกรณ์ห้องประชุม รวมทั้งจัดหาครุภัณฑ์ด้านสำรวจและคอมพิวเตอร์

– 006

ปลัดฯ บวงสรวงคันไถในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 2568

ปลัดฯ บวงสรวงคันไถในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 2568

ปลัดฯ บวงสรวงคันไถในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.49 น.

กระทรวงเกษตรฯ จัดพิธีบวงสรวงคันไถ เตรียมการในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 2568

วันนี้ (24 เม.ย.) นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นพระราชพิธีที่จัดขึ้นทุกปี โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะหน่วยงานที่ได้มอบหมายให้เก็บและดูแลรักษาคันไถ จะทำพิธีบวงสรวงคันไถเพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งถือเป็นการบูชาพระพลเทพ ผู้มีคันไถเป็นอาวุธ และในปี 2568 นี้ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีบวงสรวงคันไถ พร้อมด้วย คณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงาน ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมพิธี ณ บริเวณปะรำพิธีอาคารเก็บรักษาคันไถ กรมส่งเสริมการเกษตร

สำหรับคันไถที่ใช้ประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปัจจุบัน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2539 โดยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมหนองโพ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมสร้างถวายพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กรมส่งเสริมการเกษตรได้เก็บรักษาไว้ที่อาคารจัดเก็บคันไถ ซึ่งมีชุดองค์ประกอบ คือ คันไถ สีแดงชาดลงรักปิดทองตลอดคัน ขนาดความสูง 2.26 เมตร ยาว 6.59 เมตร หัวคันไถทำเป็นเศียรพญานาค ลวดลายประดับคันไถเป็นลายกระจังตาอ้อย ปลายไถหุ้มผ้าขาวขลิบทองสำหรับมือจับ แอกเทียมพระโค ยาว 1.55 เมตร ตรงกลางแอกประดับด้วยรูปครุฑยุดนาคหล่อด้วยทองเหลืองลงรักปิดทองอยู่บนฐานบัว ปลายแอกทั้งสองด้านแกะสลักเป็นรูปเศียรพญานาคลงรักปิดทอง ปลายแอกแต่ละด้านมีลูกแอกทั้งสองด้านสำหรับเทียมพระโคพร้อมเชือกกระทาม ฐานรอง เป็นที่สำหรับรองรับคันไถพร้อมแอก ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง และธงสามชาย เป็นธงประดับคันไถติดตั้งอยู่บนเศียรนาคทำด้วยกระดาษและผ้าสักหลาด เขียนลวดลายลงรักปิดทองประดับด้วยกระจกแวว มีพู่สีขาวประดับเป็นเครื่องสูงชนิดหนึ่งเพื่อประดับพระเกียรติ

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า สำหรับปีนี้ สำนักพระราชวังได้กำหนดวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 โดยวันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม 2568 เป็นวันสวดมนต์เริ่มการพระราชพิธีพืชมงคลอันเป็นพิธีสงฆ์ ประกอบพระราชพิธี ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม  ในพระบรมมหาราชวัง และวันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม 2568 เป็นวันพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) อันเป็นพิธีพราหมณ์ ประกอบพระราชพิธี ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง มีผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนาคือ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และเทพีคู่หาบ ประกอบด้วย เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ น.ส.ธิรดา วงษ์กุดเลาะ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านแมลงเศรษฐกิจ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จ.เชียงใหม่ กรมส่งเสริมการเกษตร และ น.ส.วราภรณ์ วิสัยมาตย์ เจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน กองการเจ้าหน้าที่ กรมวิชาการเกษตร เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ น.ส.ฉันทิสา อารีเสวต นายสัตวแพทย์ชำนาญการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และ น.ส.อภิชญา ฟูแสง นักวิชาการตรวจสอบบัญชีปฏิบัติการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์

สำหรับพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพระราชพิธีสำคัญ ของไทยมาแต่โบราณ และยังคงถือปฏิบัติสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อบำรุงขวัญ และกำลังใจในการประกอบอาชีพการเกษตร ให้เกิดความมั่นใจว่าพืชพันธุ์ธัญญาหารจะเจริญงอกงามอุดมสมบูรณ์ ตลอดจนเพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมแสดงถึงเสถียรภาพของบ้านเมืองและสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีในแต่ละรัชสมัย นับเป็นการรักษามรดกทางวัฒนธรรมไทยด้านวัฒนธรรมประเพณีอันทรงคุณค่ายิ่งให้คงอยู่สืบไป

015

กรมชลฯ จัดสรรน้ำได้ตามแผนฯ รับฤดูฝน พ.ค.นี้

กรมชลฯ จัดสรรน้ำได้ตามแผนฯ รับฤดูฝน พ.ค.นี้

กรมชลฯ จัดสรรน้ำได้ตามแผนฯ รับฤดูฝน พ.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.08 น.

กรมชลประทาน ปลื้ม เกษตรกรให้ความร่วมมือใช้น้ำตามแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2567/68  ส่งผลให้การใช้น้ำทั่วถึง ไม่ขาดแคลน เดินหน้าแผนรับมือฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงเดือน พ.ค.นี้

วันนี้ (24 เม.ย.) นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน มีปริมาณน้ำรวมกัน 44,821 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 59% ของความจุอ่างฯ รวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 20,882 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 14,048 ล้าน ลบ.ม. (56% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) ปริมาณน้ำใช้การได้ 7,352 ล้าน ลบ.ม.ขณะนี้ ทั้งประเทศมีการจัดสรรน้ำไปแล้ว 28,396 ล้าน ลบ.ม.(97% จากแผนฯ) ในส่วนของผลการทำนาปรังทั้งประเทศ มีการเพาะปลูกไปแล้วกว่า 9.99 ล้านไร่ (100% จากแผนฯ) เก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้วประมาณ 6.07 ล้านไร่ (61% ของผลการเพาะปลูก)

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2567/68 พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือในการใช้น้ำ ทำให้การใช้น้ำเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำของทุกภาคส่วน นอกจากนี้ ยังได้เตรียมความพร้อมเข้าสู่ฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงอีกไม่วันข้างหน้า ด้วยการวางแผนส่งน้ำให้เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำได้เพาะปลูกข้าวนาปี และเก็บเกี่ยวผลผลิตให้แล้วเสร็จก่อนฤดูน้ำหลากปี 2568 จะมาถึง ช่วยลดความเสี่ยงต่อผลผลิตเสียหาย รวมถึงดำเนินการกำจัดผักตบชวาและสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างต่อเนื่อง เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำให้ดียิ่งขึ้น ตามนโยบายของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์

015

มกอช.ตอกย้ำศักยภาพทุเรียนไทยแข่งขันตลาดโลก

มกอช.ตอกย้ำศักยภาพทุเรียนไทยแข่งขันตลาดโลก

มกอช.ตอกย้ำศักยภาพทุเรียนไทยแข่งขันตลาดโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.58 น.

สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตอกย้ำความสำเร็จในการยกระดับมาตรฐานทุเรียนไทยสู่ตลาดโลก ชูบทบาทเชิงรุกของภาครัฐ เสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ

วันนี้ (24 เม.ย.) นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประกาศ มาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง หลักการปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ (มกษ.9070-2566) และจะมีผลบังคับใช้ในเดือนกรกฏาคม พ.ศ. 2568 นี้ มกอช. ได้ตอกย้ำบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานทุเรียนไทย เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ให้สามารถเข้าถึงระบบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรได้อย่างทั่วถึง โดยมุ่งเน้นการอนุญาต กำกับดูแล ตรวจสอบ และรับรองผู้ผลิต ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าสินค้าเกษตร ตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานสินค้าเกษตร โดยเฉพาะมาตรฐานบังคับที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและแปรรูปทุเรียน เช่น โรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ และผู้ผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง ที่สามารถยื่นขอใบอนุญาตและแสดงเครื่องหมายการรับรองก่อนการส่งออก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประเทศคู่ค้าในด้านคุณภาพและความปลอดภัย

ประเทศไทยมีความได้เปรียบในฐานะประเทศผู้ส่งออกทุเรียนรายใหญ่ของโลก ด้วยระบบความปลอดภัยทางอาหารที่ได้รับการยอมรับ มกอช. ได้พัฒนามาตรฐานบังคับที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ อาทิ มกษ. 9001-2567: การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร (GAP) , มกษ. 9070-2566: หลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ , มกษ. 9046-2560: หลักปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง และ มกษ. 3-2567: มาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง ทุเรียน

มาตรฐานเหล่านี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศคู่ค้า อาทิ จีน เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นตลาดที่ให้ความสำคัญกับการรับรองคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าเพื่อส่งเสริมศักยภาพของทุเรียนไทย มกอช. ได้ดำเนินกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ จัดทำหลักสูตรกลางสำหรับผู้ควบคุมการเก็บเกี่ยวและผู้ตรวจสอบความแก่อ่อนของผลทุเรียน พัฒนาคู่มือการปฏิบัติงาน และระบบ E-learning ผ่านเว็บไซต์ http://www.elearning.acfs.go.th (ผู้เรียนผ่านแล้วกว่า 1,500 คน) ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตรวจประเมิน และผู้ตรวจสอบทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ รวมกว่า 1,500 คน ส่งเสริมสถานประกอบการต้นแบบ พร้อมหน่วยตรวจสอบรับรอง (CB) ที่ยื่นขยายขอบข่ายตาม มกษ. 9070 แล้ว 7 ราย จัดทำสื่อวีดิทัศน์ สื่อประชาสัมพันธ์ และการพัฒนาวิทยากรด้านมาตรฐานสินค้าเกษตร จัดสัมมนาและกิจกรรมเตรียมความพร้อมแก่ผู้ประกอบการทั่วประเทศ

“มกอช. ยืนยันว่า จะเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่ม SME อย่างเข้มข้น และร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดเตรียมความพร้อมให้ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่การผลิตให้ปฏิบัติงานได้อย่างสอดคล้องและสามารถยื่นขอการรับรองตามมาตรฐาน ซึ่งจะช่วยรับประกันคุณภาพทุเรียนของไทยให้คงรักษาชื่อเสียงและความโดดเด่นทั้งด้านรสชาติและคุณภาพระดับพรีเมียม เป็นที่ยอมรับตลาดโลก” เลขาธิการ มกอช. กล่าว

015