อธิบดีกรมฝนหลวงฯขึ้นบินสำรวจพื้นที่การเกษตร-อ่างเก็บน้ำบริเวณภาคตะวันออก

อธิบดีกรมฝนหลวงฯขึ้นบินสำรวจพื้นที่การเกษตร-อ่างเก็บน้ำบริเวณภาคตะวันออก

อธิบดีกรมฝนหลวงฯขึ้นบินสำรวจพื้นที่การเกษตร-อ่างเก็บน้ำบริเวณภาคตะวันออก

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.00 น.

อธิบดีกรมฝนหลวงฯขึ้นบินสำรวจพื้นที่การเกษตร-อ่างเก็บน้ำบริเวณภาคตะวันออก

วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร  ขึ้นบินสำรวจพื้นที่การเกษตรและอ่างเก็บน้ำบริเวณภาคตะวันออก ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในการปฏิบัติการฝนหลวงของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร

กรมประมงจัดอบรมปั้นผลผลิตลูกปลาชะโอน

กรมประมงจัดอบรมปั้นผลผลิตลูกปลาชะโอน

กรมประมงจัดอบรมปั้นผลผลิตลูกปลาชะโอน

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.28 น.

กรมประมง เร่งปั้นผลผลิตลูกพันธุ์ “ปลาชะโอน” ดาวรุ่งวงการสัตว์น้ำจืดเศรษฐกิจ รองรับความต้องการของเกษตรกร จัดคอร์ส ติวเทคนิคอนุบาลด้วยการควบคุมอุณหภูมิหนุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

วันนี้ (16 พ.ค.) นางฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร “การอนุบาลปลาชะโอนให้มีประสิทธิภาพสูงโดยการควบคุมอุณหภูมิ” ระหว่างวันที่ 14–16 พฤษภาคม 2568 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด จ.ลพบุรี ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่บุคลากรหน่วยผลิตพันธุ์สัตว์น้ำจืดในสังกัดกรมประมง 21 แห่งทั่วประเทศ รวมกว่า 40 ราย ว่าได้ให้ความสำคัญกับการศึกษา วิจัย และพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดต่างๆ เพื่อฟื้นฟูและทดแทนการจับจากธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบันบางชนิดมีปริมาณลดน้อยลง โดยเฉพาะสัตว์น้ำเศรษฐกิจซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดให้เพียงพอกับความต้องการ  อีกทั้งยังมีการพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพการเพาะเลี้ยง เพื่อสนับสนุนและสร้างโอกาสทางการแข่งขันให้เกษตรกรไทยสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน ตามนโยบายของนายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ ปลาชะโอน (Ompok biculatus) เป็นปลาน้ำจืดไม่มีเกล็ด อยู่ในวงศ์ปลาเนื้ออ่อน จัดเป็นปลาเศรษฐกิจชนิดใหม่ที่มีการเลี้ยงมากในภาคใต้ โดยเฉพาะในจังหวัดพัทลุง นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี นิยมบริโภคโดยนำมาแกงส้ม ต้มส้ม ทอดกระเทียม ฉู่ฉี่ และสามารถแปรรูปเป็นปลารมควันได้ ส่วนในภาคอื่นๆ  เริ่มมีเกษตรกรสนใจหาลูกพันธุ์เพื่อนำไปทดลองเลี้ยง  เนื่องจากเป็นปลาที่มีรสชาติดี เลี้ยงง่าย โตวัย ใช้เวลาเลี้ยง 8-10 เดือน สามารถจับจำหน่ายได้ ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 250-400 บาท โดยในปีงบประมาณ 2567 ที่ผ่านมา งานเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการผลิตพันธุ์กุ้ง พันธุ์ปลา และพันธุ์สัตว์น้ำอื่นๆ ของกรมประมง  ซึ่งเป็นหน่วยผลิตปลาชะโอนเพื่อจำหน่ายลูกพันธุ์ สามารถผลิตลูกพันธุ์ปลาชะโอนได้ทั้งหมด 4,867,054 ตัว แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร เนื่องจากหน่วยงานที่ผลิตลูกพันธุ์ปลาชะโอนของกรมประมงยังมีจำนวนไม่มาก และบุคลากรยังต้องได้รับการถ่ายทอดเทคนิคในการเพาะอนุบาลปลาชะโอนจากผู้มีประสบการณ์ เพื่อให้มีความพร้อมสำหรับผลิตปลาชะโอนให้เพียงพอและมีคุณภาพรองรับต่อความต้องการของเกษตรกรที่เพิ่มมากขึ้น   

กรมประมง จึงได้จัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร การอนุบาลปลาชะโอนให้มีประสิทธิภาพสูงโดยการควบคุมอุณหภูมิ ขึ้น เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเพาะและอนุบาลปลาชะโอนจากหน่วยงานที่ประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์และการอนุบาลให้แก่บุคลากรของหน่วยงานภายใต้โครงการเงินทุนหมุนเวียนฯ ของกรมประมง จากกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด และกองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ จำนวน 21 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 40 ราย เพื่อนำความรู้ไปใช้ผลิตลูกพันธุ์ปลาชะโอน รวมถึงพันธุ์สัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ ให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรต่อไป 

สำหรับเนื้อหาการฝึกอบรมมีทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ประกอบด้วย การจัดการพ่อแม่พันธุ์ปลาชะโอนตามหลักพันธุศาสตร์ การผลิตพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อเป็นพ่อแม่พันธุ์ที่มีคุณภาพภายใต้ระบบปิด เทคนิคการอนุบาลลูกปลาชะโอนวัยอ่อน ระยะ 7 วัน ด้วยการควบคุมอุณหภูมิเพื่อให้มีอัตราการรอดตายสูง เทคนิคการอนุบาลลูกปลาชะโอนวัยอ่อน ระยะ 7 -21 วัน การอนุบาลลูกปลาชะโอนในบ่อคอนกรีต  รวมถึงการคัดขนาดปลาชะโอนระยะต่างๆ

รองอธิบดีกรมประมง กล่าวอีกว่า การจัดอบรมครั้งนี้จะช่วยเสริมศักยภาพให้บุคลากรภายใต้หน่วยผลิตของกรมประมงได้พัฒนาการผลิตลูกพันธุ์ปลาชะโอนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นสอดรับกับความต้องการของตลาดในอนาคต โดยในปีงบประมาณ 2568 กรมฯ ได้ตั้งเป้าหมายให้สามารถเพิ่มอัตราการผลิตลูกปลาชะโอน ได้มากขึ้น จากเดิมร้อยละ 10 หรือคิดเป็น 5,353,759 ตัว เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันให้ “ปลาชะโอน”เป็นดาวรุ่งแห่งวงการสัตว์น้ำจืดเศรษฐกิจชนิดใหม่ เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรในการประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำต่อไป

015

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เป็นปธ.ประชุมคกก.บริหารเงินรายได้จากการผลิตและจำหน่ายด้านการปศุสัตว์ ระหว่างปีงบประมาณ 2568

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เป็นปธ.ประชุมคกก.บริหารเงินรายได้จากการผลิตและจำหน่ายด้านการปศุสัตว์ ระหว่างปีงบประมาณ 2568

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เป็นปธ.ประชุมคกก.บริหารเงินรายได้จากการผลิตและจำหน่ายด้านการปศุสัตว์ ระหว่างปีงบประมาณ 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.07 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารเงินรายได้จากการผลิตและจำหน่ายด้านการปศุสัตว์ระหว่างปีงบประมาณ 2568

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.30 น.นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารเงินรายได้จากการผลิตและจำหน่ายด้านการปศุสัตว์ระหว่างปีงบประมาณ 2568 โดยมีนายดนัย คำขวัญ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพันธ์สัตว์ พร้อมคณะกรรมการบริหารเงินรายได้ฯ เข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพียงกัน ณ ห้องพระพิรุณ ตึกอำนวยการ ชั้น 1 กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

– 006

ก.เกษตรฯถกช่วยเกษตรกรรับผลกระทบโครงการรัฐ

ก.เกษตรฯถกช่วยเกษตรกรรับผลกระทบโครงการรัฐ

ก.เกษตรฯถกช่วยเกษตรกรรับผลกระทบโครงการรัฐ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.58 น.

คณะอนุกรรมการกำกับติดตามการแก้ไขปัญหาของสมัชชาเกษตรกรภาคอีสานและสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน เห็นชอบหลักเกณฑ์กำหนดราคาค่าชดเชย เร่งเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการชลประทาน

วันนี้ (15 พ.ค.) นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการกำกับติดตามการแก้ไขปัญหาของสมัชชาเกษตรกรภาคอีสานและสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และเกษตรกร เข้าร่วม ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรฯ 134 และผ่านระบบวีดิทัศน์ทางไกล (Zoom Meeting) เพื่อรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 397/2567 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2567 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาเกษตรกรภาคอีสานและสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน ซึ่งมีหน้าที่กำหนดนโยบาย แนวทาง มาตรการในการแก้ไขปัญหาของสมัชชาเกษตรกรภาคอีสานและสมาพันธ์เกษตรกรอีสานและรับทราบคำสั่งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาเกษตรกรภาคอีสานและสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำกับติดตามการแก้ไขปัญหาของสมัชชาเกษตรกรภาคอีสานและสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน เพื่อติดตามเร่งรัด และพิจารณาผลการดำเนินการของคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการชลประทาน ปัญหาที่ดินในพื้นที่ จ.สุรินทร์ ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี บุรีรัมย์ นครราชสีมา อุดรธานี และชัยภูมิ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบผลการดำเนินงานของคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีสมาชิกสมัชชาเกษตรกร ภาคอีสานที่ได้รับผลกระทบจากโครงการอ่างเก็บน้ำ ปัญหาที่ดินในเขตป่าไม้ และเขื่อนราษีไศล ในพื้นที่ จ.สุรินทร์ โครงการอ่างเก็บน้ำ ปัญหาสวนป่าทับที่ทำกิน และเขื่อนราษีไศล จ.ศรีสะเกษ โครงการอ่างเก็บน้ำและเขื่อนสิรินธร ในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี โครงการอ่างเก็บน้ำลำตะโคง จ.บุรีรัมย์ รวมถึงโครงการฝายห้วยหลวงและโครงการฝายกุมภวาปี ในพื้นที่ จ.อุดรธานี ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบหลักเกณฑ์การกำหนดราคาค่าชดเชย การแสวงหาราคาเพื่อกำหนดเป็นอัตราการจ่ายเงินค่าขนย้าย และการแสวงหาราคาเพื่อกำหนดเป็นอัตราการจ่ายเงินค่าที่ดินในพื้นที่ต่าง ๆ โดยมอบหมายฝ่ายเลขานุการฯ จัดทำรายละเอียดให้ชัดเจน ถูกต้อง ครอบคลุม และเป็นธรรม เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาเกษตรกรภาคอีสานและสมาพันธ์เกษตรกรอีสานพิจารณา และเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

015

ปลัดฯถกคกก.พัฒนาสหกรณ์เคาะคำสั่งคพช.

ปลัดฯถกคกก.พัฒนาสหกรณ์เคาะคำสั่งคพช.

ปลัดฯถกคกก.พัฒนาสหกรณ์เคาะคำสั่งคพช.

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.50 น.

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ประชุมคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ 1/2568 เห็นชอบชุมนุมสหกรณ์ระดับประเทศ 5 ประเภท พร้อมเคาะ (ร่าง) คำสั่ง คพช. เรื่องแต่งตั้ง 2 คณะอนุกรรมการฯ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจให้บรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์

วันนี้ (15 พ.ค.) นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ ครั้งที่ 1/2568 โดยมีผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรฯ (134-135) และผ่านระบบ Zoom Meeting ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบการเป็นชุมนุมสหกรณ์ระดับประเทศ ตามมาตรา 101 แห่ง พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จำนวน 5 ประเภทสหกรณ์ ดังนี้ 1) ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด (ประเภทสหกรณ์ออมทรัพย์) 2) ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด (ประเภทสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน) 3) ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด (ประเภทสหกรณ์การเกษตร) 4) ชุมนุมสหกรณ์บริการเดินรถแห่งประเทศไทย จำกัด (ประเภทสหกรณ์บริการ) และ 5) ชุมนุมร้านสหกรณ์แห่งประเทศไทย จำกัด (ประเภทสหกรณ์ร้านค้า) โดยพิจารณาตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเป็นชุมนุมสหกรณ์ระดับประเทศ ตามประกาศคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติกำหนด

นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างคำสั่งฯ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานสหกรณ์ ดังนี้ 1) (ร่าง) คำสั่งคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการสหกรณ์ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2566 – 2570) ซึ่งมีหน้าที่และอำนาจในการชี้แจง ประสานงาน และผลักดันแนวทางการขับเคลื่อนแผนการดำเนินงาน ร่วมกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร เพื่อประโยชน์และลดอุปสรรคในการดำเนินการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ตามวัตถุประสงค์อย่างสูงสุด 2) (ร่าง) คำสั่งคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาการสหกรณ์ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2566 – 2570) โดยมีหน้าที่และอำนาจในการติดตามความก้าวหน้า ประเมินผลสัมฤทธิ์และผลกระทบการดำเนินงานตามแผนพัฒนาการสหกรณ์จากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรค เพื่อให้การปฏิบัติงานตามแผนงานดังกล่าวบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

015

กรมประมงออกประกาศใหม่คุ้มครองสัตว์น้ำจืดวางไข่

กรมประมงออกประกาศใหม่คุ้มครองสัตว์น้ำจืดวางไข่

กรมประมงออกประกาศใหม่คุ้มครองสัตว์น้ำจืดวางไข่

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.56 น.

กรมประมง ออกประกาศฉบับใหม่ บังคับใช้ 5 ปี คุ้มครองสัตว์น้ำจืดมีไข่ทั่วประเทศ

วันนี้ (15 พ.ค.) นายบัญชา  สุขแก้ว  อธิบดีกรมประมง  เปิดเผยว่า ได้กำหนดให้ใช้เครื่องมือ วิธีการทำประมงที่ไม่เป็นการทำลายพันธุ์ทรัพยากรสัตว์น้ำจืดจนเกินสมควร และเป็นเครื่องมือที่ประชาชนใช้จับสัตว์น้ำเพื่อการดำรงชีพให้สามารถจับสัตว์น้ำจืดในช่วงเวลาการบังคับใช้มาตรการทั่วประเทศ โดยเปิดโอกาสให้ทรัพยากรสัตว์น้ำได้มีการฟื้นตัว และเกิดขึ้นใหม่เข้าทดแทนสัตว์น้ำเดิมที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ และดำรงอยู่อย่างยั่งยืน อันเป็นการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารให้แก่ประชาชนโดยแนวทางดังกล่าวเป็นมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำจืดในฤดูปลาน้ำจืดมีไข่

ทั้งนี้ จากการติดตามประเมินผลมาตรการฤดูน้ำแดงในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา (2566 – 2567) หลังจากมีการบังคับใช้กฎหมายเดิม (ฉบับปี 2566) ที่ผ่านมา ครอบคลุมพื้นที่ 20 ลุ่มน้ำ 40 จังหวัด 61 แหล่งน้ำ รวบรวมตัวอย่างชนิดพันธุ์ปลาทั้งหมด 165 ชนิด จำนวน 53,071 ตัว พบว่า ภาพรวมของทั้งประเทศปลาส่วนใหญ่พร้อมวางไข่เกือบทั้งปี สามารถรักษาพ่อแม่พันธุ์ในภาพรวมของประเทศไทยได้มากถึงร้อยละ 84.4 ซึ่งปริมาณพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่ผ่านมาส่งผลให้พ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำจืดมีโอกาสได้สืบพันธุ์วางไข่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ประกอบกับข้อมูลจากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า ปรากฏการณ์เอนโซยังคงอยู่ในสภาวะลานีญากำลังอ่อน โดยมีแนวโน้มกลับเข้าสู่สภาวะปกติในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2568 และต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเดือนมิถุนายน – สิงหาคม 2568

พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยจะมีปริมาณฝนมากกว่าปกติ ร้อยละ 9 หรือบางพื้นที่ใกล้เคียงค่าปกติ นั่นหมายถึงว่า ช่วงระยะเวลาดังกล่าวจะเข้าสู่ช่วงฤดูน้ำแดง และเพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การรักษาสัตว์น้ำ และระบบนิเวศเกิดความยั่งยืน ตามหลักการบริหารจัดการทรัพยากรฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ (ฤดูน้ำแดง) ดังนั้น มาตรการฯ ฤดูน้ำแดง ยังคงกำหนดพื้นที่และระยะเวลา รวมถึงเครื่องมือที่ให้ใช้เป็นไปตามมาตรการเดิม และเพิ่มอำนาจให้กับคณะกรรมการประมงประจำจังหวัด ให้สามารถออกประกาศกำหนดพื้นที่ เครื่องมือ วิธีการทำการประมง และเงื่อนไขการทำการประมง เพื่อให้มีความเหมาะสมตามสภาพข้อเท็จจริงของแต่ละพื้นที่ แต่จะมีผลบังคับใช้ในระยะเวลา 5 ปี  โดยจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2572 โดยติดตามและประเมินผลทางวิชาการในทุกปีเพื่อให้ประเมินผลตามมาตรการได้อย่างแม่นยำมากขึ้น เนื่องจากการเก็บข้อมูลระยะยาวช่วยให้เห็นถึงแนวโน้มและผลกระทบที่แท้จริง เพื่อปรับปรุงนโยบายให้เหมาะสมและยั่งยืน และเพื่อเป็นการส่งเสริมและสร้างความร่วมมือของชุมชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้เกิดการสื่อสารสร้างความรับรู้และความเข้าใจการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวต่อชาวประมงได้ดียิ่งขึ้น 

สำหรับประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัววัยอ่อน และกำหนดเครื่องมือ วิธีการทำการประมง และเงื่อนไขในการทำการประมง พ.ศ. 2568 ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 แบ่งพื้นที่และระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมาย ออกเป็น 3 ระยะ ตามความเหมาะสมของระบบนิเวศแต่ละพื้นที่ โดยกำหนดห้ามมิให้ผู้ใดทำการประมงในฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ในห้วงเวลาและพื้นที่ ดังต่อไปนี้

ระยะที่ 1 : วันที่ 16 พฤษภาคม – 15 สิงหาคม ของทุกปี : ในบริเวณแม่น้ำ ลำคลอง ลำธาร ห้วย หนอง บึง อ่างเก็บน้ำ เขื่อน พรุ และลำน้ำทุกสาขา รวมทั้งป่าไม้และพื้นดินที่มีน้ำท่วมตามธรรมชาติเชื่อมต่อบริเวณดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือที่ดินของเอกชน ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก สุโขทัย พิจิตร เลย อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สตูล และในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ตามแผนที่ท้ายประกาศ

ระยะที่ 2 : วันที่ 1 มิถุนายน – 31 สิงหาคม ของทุกปี : ในบริเวณแม่น้ำ ลำคลอง ลำธาร ห้วย หนอง บึง อ่างเก็บน้ำ เขื่อน พรุ และลำน้ำทุกสาขา รวมทั้งป่าไม้และพื้นดินที่มีน้ำท่วมตามธรรมชาติเชื่อมต่อบริเวณดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือที่ดินของเอกชน ในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู  ขอนแก่น  ชัยภูมิ  นครราชสีมา มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด  มุกดาหาร  ยโสธร  อำนาจเจริญ  อุบลราชธานี  ศรีสะเกษ  สุรินทร์  บุรีรัมย์  เพชรบูรณ์  นครสวรรค์  ชัยนาท  อุทัยธานี  สิงห์บุรี  ลพบุรี  อ่างทอง  พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี สุพรรณบุรี สระบุรี นครปฐม นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ  สมุทรสาคร สมุทรสงคราม  นครนายก  ปราจีนบุรี  สระแก้ว  ฉะเชิงเทรา  ชลบุรี ระยอง  จันทบุรี และตราด เว้นแต่ในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ให้อยู่ภายใต้บังคับระยะเวลาตาม ระยะที่ 1

ระยะที่ 3 : วันที่ 1 กันยายน – 30 พฤศจิกายน ของทุกปี : ในบริเวณแม่น้ำ ลำคลอง ลำธาร ห้วย หนอง บึง อ่างเก็บน้ำ เขื่อน พรุ และลำน้ำทุกสาขา รวมทั้งป่าไม้และพื้นดินที่มีน้ำท่วมตามธรรมชาติเชื่อมต่อบริเวณดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือที่ดินของเอกชน ในพื้นที่จังหวัดพัทลุง  สงขลา  ปัตตานี นราธิวาส และยะลา

ในส่วนของเครื่องมือ วิธีการทำการประมงและเงื่อนไขในการทำประมงที่อนุญาตให้สามารถทำการประมงในฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ได้ มีดังนี้ 1.เบ็ดทุกชนิด ยกเว้น เบ็ดราว เบ็ดพวงที่ทำการประมงโดยวิธีการกระชาก หรือการใช้เครื่องมืออื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน 2.ตะแกรง สวิง ช้อน ยอ หรือชนาง ซึ่งมีขนาดปากกว้างไม่เกิน 2 เมตร และไม่ทำการประมงด้วยวิธีประดา (ไม่เรียงหน้าไล่ต้อนสัตว์น้ำ) ตั้งแต่ 3 เครื่องมือขึ้นไป 3.สุ่ม ฉมวก และส้อม 4.ไซ ตุ้ม อีจู้ ลัน5.แหที่มีความลึกไม่เกิน 6 ศอก (3 เมตร) ทั้งนี้ กรณีที่คณะกรรมการประมงประจำจังหวัดประกาศกำหนดห้ามเครื่องมือชนิดหนึ่งชนิดใด ตามข้อ 1 – 5 ที่เข้มงวดกว่า ให้ถือปฏิบัติตามประกาศของคณะกรรมการประมงจังหวัดนั้น 6.การทำการประมงเพื่อการศึกษา วิจัย ทดลองทางวิชาการ หรือในพื้นที่โครงการที่ดำเนินการของทางราชการ ต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดีกรมประมงหรือผู้ที่อธิบดีกรมประมงมอบหมาย หรือเพื่อเป็นการช่วยชีวิตของสัตว์น้ำโดยเจ้าหน้าที่สังกัดกรมประมงหรือภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่สังกัดกรมประมง และ 7.คณะกรรมการประมงประจำจังหวัดออกประกาศกำหนดพื้นที่ เครื่องมือ วิธีการทำการประมงและเงื่อนไขในการทำการประมงไว้เป็นอย่างอื่น

สำหรับผู้ใดฝ่าฝืนตามประกาศฯ มาตรา 70 แห่ง พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีโทษปรับตั้งแต่ห้าพันถึงห้าหมื่นบาท หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำประมง

015

‘ปลาหมอสีคางดำ’ต่อยอดโปรตีนสัตว์น้ำเพื่อความมั่นคงทางอาหารในยุคโลกร้อน

‘ปลาหมอสีคางดำ’ต่อยอดโปรตีนสัตว์น้ำเพื่อความมั่นคงทางอาหารในยุคโลกร้อน

‘ปลาหมอสีคางดำ’ต่อยอดโปรตีนสัตว์น้ำเพื่อความมั่นคงทางอาหารในยุคโลกร้อน

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.49 น.

‘ปลาหมอสีคางดำ’ต่อยอดโปรตีนสัตว์น้ำเพื่อความมั่นคงทางอาหารในยุคโลกร้อน

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้แหล่งอาหารจากธรรมชาติเสื่อมโทรมลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแหล่งน้ำจืดและสัตว์-น้ำพื้นถิ่นที่เป็นอาหารหลักของประชาชนในหลายพื้นที่ ขณะเดียวกัน ความต้องการโปรตีนคุณภาพสูงจากสัตว์น้ำกลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องๆ ด้วยปัจจัยด้านประชากร การขยายตัวของเมือง และการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคสมัยใหม่

ในบริบทนี้ “ปลาหมอสีคางดำ” (Sarotherodon melanotheron) ซึ่งเป็นปลาน้ำกร่อยสายพันธุ์จากแอฟริกาตะวันตกกลายเป็นประเด็นถกเถียงในสังคมไทย ทั้งในมิติของการอนุรักษ์ ความปลอดภัยด้านอาหาร และภาพลักษณ์ต่อสาธารณะ แต่หากพิจารณาโดยใช้หลักวิชาการและข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างรอบด้าน จะพบว่าปลาชนิดนี้อาจเป็นโอกาสใหม่ทางอาหารของไทย หากได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบที่เหมาะสม

จากการศึกษาด้านโภชนาการในแอฟริกา พบว่า เนื้อปลาหมอสีคางดำมีโปรตีนสูง (ประมาณ 17–20%) และไขมันต่ำ เป็นแหล่งของกรดไขมันไม่อิ่มตัวโอเมก้า-3 วิตามิน B และแร่ธาตุต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก ด้วยคุณค่าทางอาหารดังกล่าว หลายประเทศในภูมิภาค Sub-Saharan Africa ได้นำปลาชนิดนี้มาบริโภคในชีวิตประจำวัน ทั้งแบบสด แห้ง หรือหมัก และยังมีการเพาะเลี้ยงในระบบน้ำกร่อยเพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์

นอกจากนี้ ด้านความปลอดภัยทางอาหาร ไม่พบหลักฐานว่าปลาหมอสีคางดำเป็นพาหะของสารพิษหรือเชื้อโรคเฉพาะชนิด หากอยู่ภายใต้ระบบการเลี้ยงที่ได้มาตรฐาน และควบคุมคุณภาพน้ำอย่างเหมาะสม

หากการปฏิเสธปลาหมอสีคางดำเพียงเพราะไม่ใช่สัตว์น้ำพื้นถิ่น อาจเป็นมุมมองเพียงด้านเดียว แต่ในบริบทของโลกที่การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องปกติที่พูดถึงทุกวัน การแสวงหาหรือสร้างแหล่งอาหารทางเลือกใหม่สำหรับเลี้ยงประชากรโลกจึงเป็นเรื่องสำคัญในระดับต้น แม้แต่ประเทศที่เคยประสบปัญหาการแพร่ระบาดของปลาชนิดนี้มาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา หรือบางประเทศในอาเซียนอย่างฟิลิปปินส์และกัมพูชา ท้ายที่สุดก็สามารถจัดการกับปลาหมอคางดำได้อย่างเป็นระบบและใช้ประโยชน์จากปลาอย่างคุ้มค่า

พิจารณาจากข้อเท็จจริง ปลาจำนวนมากในธรรมชาติกำลังลดลง ทั้งจากโลกร้อน น้ำทะเลหนุนและมลพิษ อาหารจากธรรมชาติไม่สามารถรองรับความต้องการของประชากรที่เพิ่มขึ้นได้ในระยะยาวอีกต่อไป นั่นหมายความว่าความมั่นคงอาหารของมนุษย์กำลังถูกสั่นคลอน ดังนั้นเราควรระดมความร่วมมือจากทั่วโลกในการลดภาวะโลกร้อนที่กำลังส่งผลกระทบวงกว้างทั่วทุกหัวระแหงในโลกนี้ ควบคู่ไปกับการสร้างสมดุลธรรมชาติใหม่แม้จะไม่เหมือนเดิมก็ควรให้กลับมาดีขึ้น โดยเฉพาะการลดอุณหภูมิโลกลง 1-2 องศา ก็มีผลกระทบเชิงบวกอย่างใหญ่หลวง

ภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรเร่งศึกษาแนวทางการจัดการเชิงวิชาการกับปลาหมอสีคางดำ จัดระบบและระเบียบที่เข้มงวดใช้แนวทาง “ควบคุมเพื่อใช้ประโยชน์” ไม่ใช่ “กำจัดเพื่อหวังให้กลับสู่ธรรมชาติเดิม” เน้นเรื่องการเป็นแหล่งอาหารของมนุษย์ ถึงปลาหมอสีคางดำจะได้ชื่อว่าเป็น “เอเลี่ยนสปีชีส์” แต่คนไทยมีประสบการณ์ในเรื่องนี้มายาวนาน เห็นได้ปลาเอเลี่ยนสปีชีส์หลายชนิดกลายเป็นอาหารอันโอชะของคนไทยและมีการเลี้ยงเชิงพาณิชย์มานานหลายสิบปี เช่น ปลานิล ปลาทับทิม ปลาดุกรัสเซีย เป็นต้น และยังสามารถจับปลาเหล่านี้ได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติได้เป็นเรื่องปกติ จึงน่าจะมองปลาหมอสีคางดำในมุมของอาหารมั่นคงเพื่อประโยชน์ในอนาคต

น่าจะเป็นไปได้ หากคนไทยจะมอง “ปลาหมอสีคางดำ” เป็นความหวัง ไม่ใช่ความกลัว ไม่ใช่ศัตรูของระบบนิเวศ หากอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเหมาะสม และสามารถเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกสำหรับคนไทยในยุคที่ “ปลาธรรมชาติ” ไม่สามารถตอบสนองความต้องการด้านอาหารอย่างเพียงพอได้อีกต่อไป ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการผลักดันให้มีนโยบายจัดการปลาชนิดนี้บนฐานของข้อมูลวิชาการที่แม่นยำ แทนการสร้างภาพลักษณ์เชิงลบแบบยังไม่มีบทพิสูจน์ที่ชัดเจน น่าจะเป็นแนวทางที่สร้างสรรค์และยั่งยืนกว่าสำหรับทั้ง ภาคการประมง ชุมชมและผู้บริโภค

อัปสร พรสวรรค์ นักวิชาการอิสระ

กรมชลฯเดินหน้ารับมือฤดูฝนปี’68 อย่างเข้มข้น

กรมชลฯเดินหน้ารับมือฤดูฝนปี'68 อย่างเข้มข้น

กรมชลฯเดินหน้ารับมือฤดูฝนปี’68 อย่างเข้มข้น

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.47 น.

กรมชลประทาน เร่งบริหารจัดการ เดินหน้ารับมือฤดูฝน ปี’68 อย่างเข้มข้น

วันนี้ (15 พ.ค.) นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำว่า ปัจจุบัน (14 พ.ค.68) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 42,615 ล้าน ลบ.ม. (56% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรองรับน้ำได้อีก   33,722 ล้าน ลบ.ม.  เฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 12,998 ล้าน ลบ.ม. (52% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 11,873 ล้าน ลบ.ม.  ภาพรวมสถานการณ์น้ำเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้

ในส่วนของการรับมือกับฤดูฝนปี2568นี้ กรมชลประทาน ได้เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนตามมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2568 ของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) ด้วยการ กำหนดพื้นที่ วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงอุทภัยซ้ำซาก พร้อมบริหารจัดการน้ำให้อยู่เกณฑ์ที่กำหนดควบคู่กับการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งหน้า   รวมทั้งกำหนดคนและทรัพยากร  ติดตามวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ  มีการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนให้ประชาชนได้รับทราบสถานการณน้ำอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการตรวจสอบสภาพความมั่นคงของอาคารชลประทานให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ มีการกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างสม่ำเสมอ  และเตรียมพร้อมด้านเครื่องจักร เครื่องมือ และเจ้าหน้าที่ เข้าประจำพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที   ตามข้อสั่งการของ ของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

015

ส.ป.ก. – กยท. Kick Off มอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา ยกระดับต้นไม้เป็นสินทรัพย์

ส.ป.ก. - กยท. Kick Off มอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา ยกระดับต้นไม้เป็นสินทรัพย์

ส.ป.ก. – กยท. Kick Off มอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา ยกระดับต้นไม้เป็นสินทรัพย์

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.27 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้จัดพิธีเปิดงาน Kick Off โครงการมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา อย่างเป็นทางการขึ้น เมื่อวันพุธที่ 14 พฤษภาคม 2568 ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน ตัวแทนเกษตรกร และสื่อมวลชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

โครงการโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา ถือเป็นนโยบายสำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผลักดันขึ้น เพื่อสร้างและพัฒนาศักยภาพของต้นไม้และต้นยางพาราให้สามารถนำไปใช้เป็นหลักประกันทางสินเชื่อกับสถาบันการเงินได้ เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และสถาบันการเงินอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น ลดข้อจำกัดและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสินเชื่อ ส่งเสริมการสร้างรายได้จากเนื้อไม้และกิจกรรมคาร์บอนเครดิต อันเป็นการยกระดับเศรษฐกิจของเกษตรกรและระบบการเกษตรอย่างยั่งยืน

พิธีเปิดในครั้งนี้มีเกษตรกร เจ้าหน้าที่ และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วม ณ สถานที่หลักกว่า 2,900 คน พร้อมทั้งมีการถ่ายทอดสดเชื่อมโยงไปยัง 144 จุดทั่วประเทศ รวมผู้เข้าร่วมกว่า 12,000 คน มีการมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารารวมจำนวนกว่า 11,620 ฉบับ นอกจากนี้ยังได้มีพิธีลงนามแสดงเจตจำนงระหว่าง ธ.ก.ส. ส.ป.ก. และ กยท. ในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้เป็นแหล่งทุนใหม่สำหรับเกษตรกร พร้อมจัดกิจกรรมมอบต้นไม้ให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมงานเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือและการเริ่มต้นผลักดันนโยบาย

ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวในพิธีเปิดว่า ต้นไม้เป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศ ไม่เพียงแต่ในเชิงเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่ารวมกว่า 350,000 ล้านบาทต่อปี แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ด้วยความสามารถในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไปสู่ Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2065 ตามที่ได้ให้คำมั่นกับประชาคมโลก ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายนี้อย่างต่อเนื่องร่วมกับทุกภาคส่วน ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ พร้อมทั้งต่อยอดพัฒนาไปสู่การบริหารจัดการทรัพยากรอื่นในระบบการเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

โครงการโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารานี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาปลูกต้นไม้และต้นยางพาราในระบบการเกษตรมากยิ่งขึ้น ทั้งในรูปแบบเกษตรเชิงเศรษฐกิจและวนเกษตร ช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ควบคู่ไปกับการเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศตามนโยบายป่าไม้แห่งชาติ โดย ส.ป.ก. มีเป้าหมายในการออกโฉนดต้นไม้ จำนวน 392,562 แปลง 1.6 ล้านไร่ ทั่วประเทศ และการยางแห่งประเทศไทยมีเป้าหมายออกโฉนดต้นยางพารา จำนวน 11.17 ล้านไร่ ภายใน 1 ปี

-(016)

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมงาน Kick Off การมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมงาน Kick Off การมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมงาน Kick Off การมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.06 น.

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยสัตวแพทย์หญิงบุณิกา จุลละโพธิ เลขานุการกรม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานฯ โดย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน “Kick Off การมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา” โดยมีผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกษตรกร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้างานฯ ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

-(016)