‘เฉลิมชัย’ฟันธง!สรุปแผนช่วยเหลือเกษตรกร ปมเลิกใช้ 3 สารเคมี 22 พ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454133

‘เฉลิมชัย’ฟันธง!สรุปแผนช่วยเหลือเกษตรกร ปมเลิกใช้ 3 สารเคมี 22 พ.ย.นี้

‘เฉลิมชัย’ฟันธง!สรุปแผนช่วยเหลือเกษตรกร ปมเลิกใช้ 3 สารเคมี 22 พ.ย.นี้

วันศุกร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 13.11 น.

‘เฉลิมชัย’ฟันธง!สรุปแผนช่วยเหลือเกษตรกร ปมเลิกใช้ 3 สารเคมี 22 พ.ย.นี้

15 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตนกำชับให้คณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด ซึ่งมีนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน สรุปผลมาตรการต่างๆในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 รองรับการออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธันวาคม 2562

ทั้งนี้ ขณะนี้คณะทำงานฯ รวบรวมและประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากทุกภาคส่วน เพื่อวางมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะในระยะเร่งด่วนที่อาจต้องชดเชย เพื่อลดต้นทุนให้กับเกษตรกรที่จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากสารอื่นแทนพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ระยะต่อไปจะส่งเสริมให้ใช้เครื่องจักรกลและเทคโนโลยีการเกษตร ส่วนระยะยาวคือการหาสารชีวภัณฑ์ที่จะนำมาใช้ทดแทนสารเคมี โดยกรมวิชาการเกษตรรายงานว่าปัจจุบันสารชีวภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตรมี 73 รายการ เป็นสารป้องกันกำจัดโรคและศัตรูพืชเท่านั้น ยังไม่มีสารป้องกันกำจัดวัชพืช

นายเฉลิมชัย ระบุว่า คณะทำงานฯ เห็นความสำคัญของการเร่งหาสารชีวภัณฑ์ในการป้องกันกำจัดวัชพืช ซึ่งต้องเริ่มดำเนินการตั้งแต่ตอนนี้ ยอมรับว่าการรับรองหรือขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์ป้องกันกำจัดวัชพืชยังมีความล่าช้า เนื่องจากมีขั้นตอนในการทดสอบประสิทธิภาพและความเป็นพิษตามหลักเกณฑ์ ซึ่งการจะเปิดให้ขึ้นทะเบียนได้ต้องแน่ใจว่า ไม่มีผลกระทบต่อพืชประธานหรือพืชหลักที่ปลูกในแปลง

นอกจากนี้ได้กำชับกรมวิชาการเกษตรให้ป้องปรามและควบคุมไม่ให้มีการจำหน่ายสารชีวภัณฑ์ที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน ตลอดจนเข้าไปให้ความรู้แก่เกษตรกรไม่ให้หลงเชื่อเนื่องจากที่อ้างว่า ป้องกันกำจัดวัชพืชได้นั้น มีการผสมสารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืชลงไป มอบนโยบายให้กรมวิชาการเกษตรเปิดกว้างการขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์ แต่ต้องทดสอบทางวิชาการแล้วว่า มีประสิทธิภาพและปลอดภัย

ด้าน ศ.รังสิต สุวรรณมรรคา ผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืชและวิทยาศาสตร์เกษตร ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กล่าวถึงกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) จับกุมผู้ลักลอบขายสารป้องกันกำจัดวัชพืชโดยอ้างว่า เป็นสารชีวภัณฑ์ ว่า เป็นห่วงเกษตรกรที่ถูกหลอกลวงเนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีสารชีวภัณฑ์ใดที่มีฤทธิ์ในการป้องกันกำจัดวัชพืช แต่เมื่อมีกระแสต่อต้านการใช้สารเคมีจึงเป็นช่องว่างให้เกิดการหลอกลวง โดยนำพาราควอตหรือไกลโฟเซตผสมในสารที่แอบอ้าง

“พาราควอตและไกลโฟเซตยังมีความจำเป็นต่อเกษตรกรในการใช้ป้องกันกำจัดวัชพืช ซึ่งคณะกรรมการวัตถุอันตรายควรทบทวนมติ โดยกลับไปใช้มติเดิมที่ให้มีมาตรการจำกัดการใช้ อบรมให้เกษตรกรใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งจะทำให้เกิดความปลอดภัย แต่หากยังดึงดันที่จะลงนามในประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมยกเลิกใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด เกษตรกรจำนวนมากเดือดร้อนจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นแน่นอน เพราะขณะนี้ยังไม่เห็นว่าภาครัฐมีมาตรการรองรับที่ชัดเจนอย่างไร อีกทั้งหากใช้สารเคมีชนิดอื่น แต่เกษตรกรใช้ไม่ถูกต้องก็ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ แก่ผู้บริโภคตามที่มีข้อกังวลเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพ” ศ.รังสิต กล่าว

‘ประภัตร’เร่งช่วยเหลือชาวนาอีสาน ข้าวเสียหายจากโรคไหม้คอรวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454130

'ประภัตร'เร่งช่วยเหลือชาวนาอีสาน ข้าวเสียหายจากโรคไหม้คอรวง

‘ประภัตร’เร่งช่วยเหลือชาวนาอีสาน ข้าวเสียหายจากโรคไหม้คอรวง

วันศุกร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 12.33 น.

ประภัตร ระบุ เร่งหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรภาคอีสานที่ผลผลิตข้าวหอมมะลิเสียหายจากโรคไหม้คอรวง เตรียมประสานกระทรวงพาณิชย์จัดทำมาตรการชะลอการขายข้าวของชาวนา เกรงพ่อค้าโก่งราคาเช่นเดียวกับข้าวเหนียว ชี้แม้ผลผลิตน้อย แต่ยังเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตรวจการแพร่ระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าวซึ่งพบความเสียหายใน 5 จังหวัดได้แก่ สุรินทร์ ศรีสะเกษ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และอุบลราชธานีรวมพื้นที่ 550,000 ไร่ ซึ่งจังหวัดสุรินทร์มีการระบาดมากที่สุดกว่า 300,000 ไร่ ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเป็นเขตภัยพิบัติโรคพืชแล้ว เบื้องต้นเกษตรกรจะได้รับค่าชดเชยตามระเบียบกระทรวงการคลัง 1,113 บาทต่อไร่ รายละไม่เกิน 20 ไร่

นายประภัตรกล่าวต่อว่า ล่าสุดอัตราการระบาดลดลงเนื่องจากชาวนาเกี่ยวข้าวหอมมะลิพันธุ์ กข15 ซึ่งเกิดโรคไปกว่าร้อยละ 80 แล้ว อีกทั้งได้รับการสนับสนุนโดรน 3 ลำจากภาคเอกชนมาใช้ฉีดพ่นสารไตรโคเดอร์มาแปลงข้าวหอมพันธุ์ดอกมะลิ 105 ซึ่งจะเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายนเป็นต้นไปเพื่อป้องกันไม่ให้ติดเชื้อราก่อโรคไหม้คอรวง รวมทั้งมอบหมายให้กรมการข้าวจัดส่งไตรโคเดอร์มาให้เกษตรกรทั้ง 5 จังหวัดฉีดพ่นในแปลงข้าวซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับแปลงที่เป็นโรค

ทั้งนี้แปลงข้าวหอมมะลิ พันธุ์ กข 15 ที่เกิดโรคไหม้คอรวงแล้วส่งผลให้เมล็ดลีบนั้น ผลผลิตลดลงจาก 400 กิโลกรัมต่อไร่เหลือประมาณ 100 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อรวมกับความเสียหายจากฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยที่ผ่านมาคาดว่า ประมาณ 700,000 ไร่จากพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิทั้งประเทศ 3 ล้านกว่าไร่ ผลผลิตลดลง 3 ล้านตัน โดยประมาณการณ์ว่า ปี 2562 นี้จะได้ผลผลิตข้าวหอมมะลิ 6-7 ล้านตัน โดยลดลงกว่าปีที่แล้วซึ่งได้ 8 ล้านตัน ขณะนี้มอบหมายกรมการข้าวร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตรสำรวจความเสียหายทั้งหมดเพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่รายได้ลดลงจากการที่ผลผลิตเสียหายซึ่งจะได้นำเสนอนายกรัฐมนตรีต่อไป

นายประภัตรยืนยันว่า ปริมาณข้าวหอมมะลิเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ แต่ผลผลิตที่ลดลงอาจส่งผลกระทบด้านราคาบ้าง จึงจะประสานกับกระทรวงพาณิชย์จัดทำโครงการชะลอการขายข้าวของชาวนา ในลักษณะเดียวกับโครงการจำนำยุ้งฉางเพื่อไม่ให้ข้าวหอมมะลิออกสู่ตลาดพร้อมกัน พ่อค้าอาจฉวยโอกาสจำหน่ายข้าวหอมมะลิแก่ผู้บริโภคในราคาสูงเช่นเดียวกับข้าวเหนียวที่ผลผลิตลดลงจากภัยแล้งในปีนี้ ยันยันว่า จะดูแลทั้งเกษตรกรให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างเหมาะสมและไม่ให้ผู้บริโภคต้องเดือดร้อนจากราคาข้าวที่สูงขึ้น

นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าวกล่าวว่า รมช. ประภัตรกำชับให้เตรียมส่งเจ้าหน้าที่ไปให้ความรู้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิในฤดูกาลเพาะปลูกใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคไหม้คอรวงข้าว โดยการนำเมล็ดพันธุ์มาคลุกสารไตรโคเดอร์มาก่อนหว่าน ใช้เมล็ดพันธุ์ไม่เกิน 10 -15 กิโลกรัมต่อไร่ อีกทั้งต้องไม่ใส่ปุ๋ยยูเรียและปุ๋ยสูตรที่มีธาตุไนโตรเจนสูงมากจนเกินไปเนื่องจากจะทำให้กอข้าวแน่นเกิน อากาศไม่ถ่ายเทและความชื้นสูง เมื่อมีสปอร์เชื้อราโรคไหม้มาติดต้นข้าวจะทำให้ระบาดอย่างรวดเร็ว

เลาะรั้วเกษตร : ยังสู้ไหม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454022

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ยังสู้ไหม

วันศุกร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมกรณีจะเปลี่ยนสถานะสารเคมี 3 ชนิด คือพาราควอต ไกลโฟเซตคลอร์ไพริฟอส เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งจะมีผลให้ไม่สามารถผลิตจำหน่ายและมีไว้ในครอบครองได้เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย สุกรรณ สังข์วรรณะเกษตรกรตัวจริงที่ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด จึงได้รวบรวมข้อคิดเห็นของเกษตรกรที่ไม่เห็นด้วยกับการจะออกประกาศดังกล่าวขนใส่กล่องกระดาษหลายกล่องรวม 13,441 ราย นำไปมอบให้กับกรมวิชาการเกษตร แทนการแสดงความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ของกรมเนื่องจากเกษตรกรจำนวนมากไม่อาจเข้าถึงวิธีการดังกล่าวได้

กรมวิชาการเกษตรมอบให้ผู้อำนวยการกลุ่มนิติการเป็นผู้รับเอกสารดังกล่าวซึ่งไม่ทราบว่าสรุปรายงานท่านอธิบดีกรมวิชาการเกษตรเรียบร้อยแล้วหรือยังแต่ที่แน่ๆ คือกรมยังไม่ได้สรุปแจ้งแถลงไขให้สาธารณชนได้ทราบผลการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้แต่ได้มีการสั่งการไปยังหน่วยงานในส่วนภูมิภาคให้สำรวจสต๊อกสารเมี 3 ชนิดที่ยังเหลือ อยู่โดยกำหนดให้ผู้ผลิตผู้นำเข้าผู้ส่งออกและผู้มีไว้ในครอบครองแจ้งปริมาณวัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด เพื่อเตรียมส่งมอบให้กับกรมวิชาการเกษตรทันทีหลังจากประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม มีผลบังคับใช้จึงมีคำถามฝากมาว่าการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ถึงแม้ฝ่ายไม่เห็นด้วยมีมากกว่าก็จะไม่มีผลใช่หรือไม่

นอกจากนี้การสำรวจสต๊อกยังต้องแจ้งให้คณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกการใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด ซึ่งมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานทราบด้วยเพื่อหาทางเยียวยาเกษตรกรต่อไปเกษตรกรที่อุตส่าห์แสดงความเห็นเข้ามา..คงต้องทำใจ..เพราะเขาดำเนินการไปก่อนที่เสียงของท่านจะไปถึง..

อย่างไรก็ตาม ท่านยังมีศาลปกครองเป็นที่พึ่งอีกครั้งหลังจากศาลยกฟ้องมาครั้งที่แล้วเพราะการยกเลิกการใข้ครั้งนั้น เป็นเพียงความเห็นของคระกรรมการวัตถุอันตราย ยังไม่ได้มีผลทางกฎหมายอยู่ที่พี่น้องเกษตรกรว่าจะยกธงขาวยอมแพ้หรือสู้กันต่อไป

วันเดียวกันกับวันสุดท้ายของการรับฟังความคิดเห็นสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจะรวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับผลกระทบจากการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด ที่มีต่อเกษตรกรผู้บริโภคและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเสนอนายกรัฐมนตรีให้พิจารณาทบทวนโดยสภาหอการค้าเห็นควรให้ใช้มติเดิมของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 คือการจำกัดการใช้มาดำเนินการแทนการยกเลิกการใช้

พร้อมกันนี้มีข้อมูลจากราชบัณฑิตยสภาเกี่ยวกับอันตรายต่างๆที่ฝ่ายสนับสนุนการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดนี้ เผยแพร่สู่สาธารณชนตลอดมายืนยันว่าไม่มีข้อมูลเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับข้อกล่าวอ้างดังกล่าวโดยมีหลายท่านให้ความเห็นดังที่สื่อมวลชนนำเสนอดังนี้

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสภา อดีตแพทย์โรคระบบการหายใจ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายว่า แพทย์ทั่วไปจะทราบว่า โรคเนื้อเน่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย การเดินลุยน้ำที่อาจมีสารพาราควอต จะได้สัมผัสกับพาราควอตที่เจือจางมาก เพราะสารที่ใช้พ่นต้องเจือจางก่อน และจะถูกเจือจางอีกโดยน้ำที่ขังอยู่ และจะถูกทำให้หมดฤทธิ์เมื่อสัมผัสกับน้ำโคลนดิน

ส่วนการรายงานผลการตรวจพบพาราควอต ในเลือดของหญิงใกล้คลอดและเลือดสายสะดือทารกน่าสงสัยว่าได้มาอย่างไร รวมทั้งขาดการศึกษาในระดับดีเอ็นเอ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยโรคต่างๆ และในรายงานไม่ได้ระบุว่าแม่และลูกมีความผิดปกติจากพิษพาราควอต และยังไม่เคยมีรายงานการเกิดพิษพาราควอตในผู้ใช้สารพาราควอตฆ่าหญ้าเลย นอกจากไปดื่มกิน

ศาสตราจารย์ ดร.รังสิต สุวรรณมรรคา ผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชี้แจงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับพาราควอตเพิ่มเติมว่า มีข้อกล่าวอ้างที่ขาดข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์มากมาย อาทิ พาราควอตทำให้ดินแข็ง ซึ่งไม่มีรายงานทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุว่าเป็นเช่นนั้น เนื่องจากคุณสมบัติของพาราควอตทำลายเฉพาะส่วนที่เป็นสีเขียวของวัชพืชเหนือดิน ไม่ทำลายระบบรากใต้ดิน

ดร.รังสิตยังบอกด้วยว่า โดยส่วนตัวสนับสนุนให้ใช้พาราควอตในแปลงเกษตร เพราะยังเห็นประโยชน์ เนื่องจากพาราควอตตกค้างในสิ่งแวดล้อมน้อยมากต่างจากสารเคมีชนิดอื่นๆ คนที่รู้ความแล้วคงพอรู้ว่า สารทุกชนิดที่คนนำมาใช้ในชีวิตประจำวันใช้ทางเกษตรกรรมหรือทางแพทย์เป็นสารพิษทั้งนั้น มากน้อยแล้วแต่ชนิดสาร แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้สารพิษจริงๆก็หาวิธีการควบคุมการใช้ให้ถูกต้อง ยาที่หมอรักษาคนไข้หากใช้ไม่ถูกก็มีพิษ หากใช้อย่างถูกต้องก็เกิดประโยชน์และไม่เกิดโทษ

ภาษาหมอภาษานักวิชาการอาจจะเข้าใจยากสักหน่อยสรุปได้ง่ายๆ คือ สารเคมี 3 ชนิดนี้ ไม่ได้อันตรายร้ายแรงอย่างที่เข้าใจกันตามคำบอกเล่าของคนกลุ่มหนึ่งนั่นเอง ขนาดราชบัณฑิต และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านออกมายืนยันเช่นนี้ ถ้ายังไม่มีใครหันมาฟังบ้างเห็นที..ประเทศนี้จะอยู่ยากเสียแล้ว….

ไม่รู้ว่าเรื่อง 3 สารนี้จะจบลงอย่างไรแต่ที่แน่ๆประเทศชาติเสียหายมหาศาล

แว่นขยาย

สศก.ประเมินศก.ภาคเกษตรไตรมาส3ขยายตัว1.1%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454024

x

สศก.ประเมินศก.ภาคเกษตรไตรมาส3ขยายตัว1.1%

วันศุกร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)  เปิดเผยถึง ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 3 ปี 2562 (กรกฎาคม -กันยายน 2562) พบว่า ขยายตัวร้อยละ 1.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ของปี 2561 เนื่องจากสาขาพืช สาขาการผลิตหลักของภาคเกษตรกลับมาขยายตัว หลังหดตัวลงในไตรมาสที่ผ่านมา โดยผลผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน มังคุด เงาะ และมันสำปะหลัง สำหรับสาขาบริการทางการเกษตรและสาขาป่าไม้ยังขยายตัวได้ ขณะที่สาขาปศุสัตว์และสาขาประมงหดตัวลง

ด้านนายพลเชษฐ์ ตราโชผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร สศก.กล่าวถึงรายละเอียดว่า สาขาพืช ไตรมาส 3 ปี 2562 ขยายตัวได้ร้อยละ 1.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 โดยพืชสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา เนื่องจากเนื้อที่กรีดเพิ่มขึ้นจากพื้นที่ปลูกใหม่ในปี 2556 ปาล์มน้ำมัน เนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้นประกอบกับต้นปาล์มน้ำมันส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุที่ให้ผลผลิตสูง ทุเรียน มีการขยายพื้นที่ปลูกในปี 2557 ทำให้มีเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น มังคุด เนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น เงาะ ราคาปีที่ผ่านมาดี จูงใจให้เกษตรกรบำรุงและดูแลต้นให้สมบูรณ์ และมันสำปะหลัง ปีที่ผ่านมาราคาดี ทำให้มีเนื้อที่เก็บเกี่ยวเพิ่มขึ้น และเกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เร่งขุดมันสำปะหลังขายก่อนกำหนด ทำให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น

สำหรับพืชที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวนาปี  เพราะฝนทิ้งช่วงฝนมาช้า ทำให้บางพื้นที่ขาดน้ำ และผลกระทบจากพายุโพดุล ทำให้ต้นข้าวเสียหาย ข้าวนาปรังประสบภาวะภัยแล้ง สับปะรดโรงงาน เพราะราคาปีที่ผ่านมาต่ำ เกษตรกรจึงเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพราะหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด และฝนทิ้งช่วง บางส่วนเสียหายจากอุทกภัย และลำไย ผลผลิตลดเพราะอากาศร้อนจัดและฝนแล้ง ทำให้ติดผลน้อย

ด้านราคาสินค้าพืช ราคาข้าว ข้าวโพดเลี้ยงเพิ่มขึ้น เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง แต่ตลาดต้องการต่อเนื่อง สับปะรดโรงงาน ทุเรียน ราคาเพิ่มจากปริมาณผลผลิตที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด และราคาลำไยเพิ่มขึ้นจากปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดลดลง ราคามันสำปะหลังลดลง เพราะผลผลิตออกสู่ตลาดปริมาณมาก และปัญหาน้ำท่วมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือทำ ราคายางพาราลดลง เนื่องจากผลผลิตมีปริมาณเพิ่มขึ้นจากพื้นที่เปิดกรีดยางใหม่ ราคาปาล์มน้ำมันลดลง เนื่องจากมีผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องและสต๊อกน้ำมันปาล์มยังคงมีปริมาณที่สูงกว่าสต๊อกเพื่อความมั่นคงที่ประเมินไว้ ส่วนราคามังคุดและเงาะลดลง เพราะปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น

แนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2562 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 0.5 – 1.5 เมื่อเทียบกับปี 2561 โดยสาขาพืช สาขาประมง สาขาบริการทางการเกษตร และสาขาป่าไม้ มีแนวโน้มขยายตัว เนื่องจากผลผลิตพืชสำคัญหลายชนิดและกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงมีทิศทางเพิ่มขึ้น
ส่วนสาขาปศุสัตว์มีแนวโน้มชะลอตัวจากผลผลิตสุกรที่ลดลง โดยปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการดำเนินนโยบายด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง ทั้งการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การวางแผนการผลิตอย่างเหมาะสม การส่งเสริมการรวมกลุ่ม การใช้เทคโนโลยีในการผลิตและยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร การบริหารการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด รวมถึงการส่งเสริมการใช้สินค้าเกษตรในประเทศอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ ทั้งภาวะแห้งแล้งและการเกิดพายุฝนที่อาจส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร

ปท.ไตรภาคียางลดส่งออกตามเป้า จับมือสกัดโรคเชื้อราทำให้ใบร่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454020

x

ปท.ไตรภาคียางลดส่งออกตามเป้า จับมือสกัดโรคเชื้อราทำให้ใบร่วง

วันศุกร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)เปิดเผยว่า ประเทศสมาชิกสภาไตรภาคียางพาราคือ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ดำเนินมาตรการลดส่งออก (Agreed Export Tonnage Scheme: AETS) ครั้งที่ 6 เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน จนปัจจุบันเสร็จสิ้นแล้ว ทุกประเทศปฏิบัติตามข้อกำหนดครบถ้วน รวมทั้ง 3 ประเทศ ลดปริมาณส่งออกลงได้441,648 MT มากกว่าเป้าหมายที่กำหนดคือ 240,000 MT และไม่ส่งผลให้สต็อกคงค้างของ 3 ประเทศเพิ่มแต่อย่างใด

ทั้งนี้ การส่งออกช่วงครึ่งปีแรก 2562 ของทั้ง 3 ประเทศ ลดลงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 492,000 MT (10.60%) ในขณะที่จำนวนการส่งออกยางธรรมชาติของประเทศอื่น โดยเฉพาะเวียดนาม ไอโวรี่โคสต์ และกัมพูชา ส่งออกเพิ่มขึ้นเพียง 106,000 MT (11.56%) ทั้งนี้ เป็นไปได้สูงที่ประเทศสมาชิกสภาไตรภาคียางพารา จะมียอดส่งออกลดลงปีนี้ประมาณ 800,000 MT สอดคล้องกับผลผลิตที่ลดลง

นายสุนันท์ยังกล่าวถึงโรคใบร่วงชนิดใหม่ที่เกิดขึ้นในพื้นปลูกยางพาราประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ว่า สมาชิกสภาไตรภาคียางพาราแสดงความกังวลเกี่ยวกับการระบาดของโรคเชื้อราที่ชื่อ Pestalotiopsis ซึ่งกระจายเข้าไปในพื้นที่เพาะปลูกยางทั้ง 3 ประเทศ จากข้อมูลวันที่ 1 ตุลาคม 2562 อินโดนีเซีย มีพื้นที่ปลูกยางได้รับผลกระทบจากโรคเชื้อราประมาณ 382,000 hectares มาเลเซียมีพื้นที่ได้รับผลกระทบประมาณ 2,135 hectares ทำให้ใบยางพาราร่วง 50-90%  ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2560 ถึงเดือนกันยายน 2562

สำหรับไทย มีพื้นที่ปลูกยางในจ.นราธิวาสได้รับผลกระทบจากโรคเชื้อรานี้ถึง 16,000 hectares และมีอย่างน้อย 50,000 hectares บริเวณแนวชายแดน ส่วนในบางพื้นที่ที่เป็นโรครุนแรงจะมีสวนยางพาราได้รับความเสียหาย 80% ทำให้ผลผลิตลดลงประมาณ 40-60%  (ข้อมูลจากเกษตรกร) นับเป็นช่วงฤดูกาลทำให้กระทบผลผลิตมากเพราะช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม ต้นยางพาราให้ผลผลิตสูงสุด ข้อมูลล่าสุดรายงานว่าโรคเชื้อราดังกล่าวกระจายเข้า จ.ตรัง พื้นที่ที่มียางพาราหนาแน่นที่สุดจังหวัดหนึ่ง สาเหตุหลักของการแพร่ระบาดของเชื้อรา Pestalotiopsis นั้น เนื่องจากสภาพของต้นยางที่อ่อนแอ ขาดการดูแลและบำรุงบำรุงต้นยางพารา

“กยท. กำลังควบคุมการแพร่กระจายของโรคนี้ ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรในประเทศและจาก the International Rubber Research Development Board (IRRDB) ส่วนในมาเลเซีย Malaysian Rubber Board (MRB) ให้คำแนะนำ อบรมและสาธิตวิธีฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อรา ประเทศสมาชิก ITRC จะติดตามและดำเนินมาตรการที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาโรคยางและช่วยให้ราคายางปรับสู่ระดับที่เป็นธรรมแก่ชาวสวนยางต่อไป” นายสุนันท์กล่าว

กษ.นำวิสาหกิจชุมชนออกร้านกาชาดปี’62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454021

x

กษ.นำวิสาหกิจชุมชนออกร้านกาชาดปี’62

วันศุกร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมออกร้านจำหน่ายสินค้างานกาชาด ประจำปี 2562 ภายใต้แนวคิด “เย็นศิระเพราะพระบริบาล เกิดสายธารการให้ที่งดงาม” ระหว่างวันที่ 15 – 24 พฤศจิกายน ตั้งแต่เวลา 10.30-22.00 น. ที่สวนลุมพินี ถนนพระราม 4 กรุงเทพฯ เพื่อแสดงผลงานของหน่วยงานราชการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และมีส่วนร่วมกับสภากาชาดไทยหารายได้โดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย อีกทั้งมุ่งหวังให้คนไทยใส่ใจผลิตภัณฑ์แปรรูปสินค้าเกษตรของเกษตรกรไทยมากขึ้น

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ กรมเชิญกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพและได้มาตรฐานมาร่วมออกร้านทั้งหมด 6 บูธ จำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปสินค้าเกษตร ดังนี้1.วิสาหกิจชุมชนฉัตรหลวง (ณัชกร)จากกทม. นำมะม่วงน้ำปลาหวาน ข้าวแตนน้ำแตงโม 2.วิสาหกิจชุมชนแก้วเจ้าจอม จากจ.สุพรรณบุรี นำทองม้วนรสชาติต่างๆมาจำหน่าย 3.วิสาหกิจชุมชนบ้านสบายใจ จากจ.สมุทรสงคราม นำผลิตภัณฑ์กล้วยผงกล้วยอบ กล้วยกวน กล้วยหอมทอดเพื่อสุขภาพมาจำหน่าย  4.วิสาหกิจชุมชนแปรรูปบ้านปลายคลอง จากจ.จันทบุรี ผลิตน้ำมังคุด น้ำลองกอง มังคุดกวน จุดเด่นผลิตภัณฑ์ ตัวเนื้อมังคุดไม่มีส่วนผสมของเปลือกและน้ำตาลผลิตจากมังคุดสายพันธุ์แท้อายุมากกว่าร้อยปี 5.วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านริมร่อง จากจ.ลำพูน ผลิตลำไยอบแห้ง ผลไม้อบแห้ง และ6.วิสาหกิจชุมชนเรือนสมุนไพรคุณยาย จาก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวที่มีประโยชน์กับร่างกาย

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ต่างๆที่นำมาจำหน่ายกรมส่งเสริมการเกษตรเข้าไปกับกำกับ ดูแล สนับสนุนใกล้ชิด อาทิ ทำแผนบริหารจัดการกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ทำนามบัตรร้านค้า หรือทำ QR code แนะนำร้านค้า โดยบอกเล่าเรื่องราวที่มาของร้าน ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน พร้อมมีหลักฐาปรากฏเด่นชัด และร่วมรณรงค์ให้ใช้ถุงผ้า หรือถุงกระดาษ ทดแทนถุงพลาสติก ใส่ใจธรรมชาติ ลดภาวะโลกร้อน กรมฯจึงขอเชิญทุกคนพบกันได้ที่งานกาชาด ที่สวนลุมพินี กทม.“เที่ยวสนุก สุขใจ ได้กุศล เที่ยวงานกาชาดที่สวนลุมพินี”

‘ธรรมนัส’แจงแล้วภาพมอบสปก.4-01ให้อดีตผู้สมัครส.ส.พปชร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453945

'ธรรมนัส'แจงแล้วภาพมอบสปก.4-01ให้อดีตผู้สมัครส.ส.พปชร.

‘ธรรมนัส’แจงแล้วภาพมอบสปก.4-01ให้อดีตผู้สมัครส.ส.พปชร.

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 22.16 น.

“ธรรมนัส”ปัดมอบสปก.4-01 ให้อดีตผู้สมัครส.ส.กระบี่ อ้างเป็นเรื่องต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุคคสช. เผยถ้าเป็นผู้ครอบครองเดิมถือครองไม่เกิน 50 ไร่ก็เข้าเงื่อนไข แต่ต้องทำเกษตรจริงๆจึงจะได้รับ

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 จากกรณีโซเซียล มีเดีย มีการแชร์ภาพและข้อความแสดงความยินดีกับผู้รับเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 ที่จ.กระบี่ โดยมีนายสมัชชา เอ่งฉ้วน อดีตผู้สมัคร ส.ส.กระบี่ พรรคพลังประชารัฐ ได้รับสิทธิ์ครองครองที่ดิน ส.ป.ก.เนื้อที่ 16 ไร่ 2 งาน 80 ตารางวา บนพื้นที่หมู่ 1 ต.ทับปริก อ.เมือง จ.กระบี่ โดยมีร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ และนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) พร้อมผู้บริหารหลายคนร่วมด้วย จนมีการวิพากษ์วิจารณ์กันนั้น

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่า การมอบเอกสารสิทธิ์ เมื่อวันที่ 12 ต.ค.2562 เป็นเรื่องที่ทำต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยช่วงรัฐบาลภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ช่วงที่พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ เป็นรมว.เกษตรและสหกรณ์  และมาส่งมอบในช่วงที่ตนมาเป็น รมช.เกษตรฯที่กำกับดูแลสำนักงาน ส.ป.ก.พอดี ซึ่งเรื่องนี้ทางกรมป่าไม้ส่งมอบมาให้ ส.ป.ก. เพื่อจัดสรรให้กับผู้ครอบครองเดิมที่ทำการเกษตร แต่ต้องไม่เกิน 50 ไร่ ก็ต้องไปดูว่า กรณีของนายสมัชชา เอ่งฉ้วน ครอบครองมากี่ปี และทำการเกษตรหรือไม่ ถ้าทำการเกษตรและไม่เกิน 50 ไร่ ก็มีสิทธิได้รับ

“โดยหลักการของนโยบาย ส.ป.ก. ที่เกี่ยวเนื่องกับพื้นที่ของกรมป่าไม้ที่ส่งมอบมาให้ ไม่ได้มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นผู้ยากไร้  ขอให้เป็นผู้ครอบครองเดิมและใช้พื้นที่นั้นทำการเกษตรจริงๆ และต้องไม่เกิน 50 ไร่ก็เข้าเงื่อนไขรับได้ ดังนั้น ที่มีการกล่าวหาทางทางโซเซียล มีเดีย จึงไม่เป็นความจริง และไม่อยากให้นำมาเป็นประเด็น” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ในโซเชี่ยลมีเดียมีการแชร์ภาพและข้อความแสดงความยินดีแก่ผู้รับเอกสารสิทธิ์ส.ป.ก. 4-01 ที่จังหวัดกระบี่รายหนึ่งคือ นายสมัชชา เอ่งฉ้วน อดีตผู้สมัคร ส.ส.กระบี่ เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ โดยมีข้อความของผู้โพสต์ประกอบภาพว่า  “ยินดีด้วยกับสมัชชา เอ่งฉ้วน อดีตผู้สมัคร ส.ส. เขต 2 กระบี่ พรรค พปชร. ได้รับสิทธิ์ครอบครองที่ดิน สปก. 4-01 เนื้อที่ 16 ไร่ 2 งาน 80 ตรว. ตั้งอยู่พื้นที่หมู่ 1 ต.ทับปริก อ.เมืองกระบี่” โดยงานดังกล่าวมีขึ้นเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2562 ที่โรงเรียนพนมเบญจา ตำบลเขาพนม อำเภอเขาพนม 335 ราย

กษ.สรุป22พ.ย.นี้ มาตรการช่วยเหลือ’เกษตรกร’หลังแบน3สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454023

กษ.สรุป22พ.ย.นี้ มาตรการช่วยเหลือ'เกษตรกร'หลังแบน3สาร

กษ.สรุป22พ.ย.นี้ มาตรการช่วยเหลือ’เกษตรกร’หลังแบน3สาร

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 18.29 น.

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การประชุมคณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด โดยคณะทำงานได้รวบรวมและประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากทุกภาคส่วนเพื่อวางมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างครอบคลุม โดยในระยะเร่งด่วน ที่อาจจะต้องชดเชยเพื่อลดต้นทุนให้กับเกษตรกรที่จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากสารที่จะใช้ทดแทน ระยะถัดมาเป็นการใช้เครื่องจักรเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนเพื่อกำจัดวัชพืช ขณะที่ระยะยาว มีแนวคิดที่จะมีการส่งเสริมในเรื่องการนำจุลินทรีย์ชีวภัณฑ์ มาใช้ในการกำจัดวัชพืชมาทดแทนสารเคมี เพราะปัจจุบันสารชีวภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร 73 รายการ มีเพียงสารกำจัดโรคพืช และศรัตรูพืช อย่างแมลง ไม่มีสารกำจัดวัชพืช ซึ่งหากยกเลิกใช้สารเคมีจะต้องนำเรื่องชีวภัณฑ์มาเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรเนื่องจากกระทรวงเกษตรกำลังส่งเสริมเรื่องเกษตรอินทรีย์เป็นหลักในอนาคต

ทั้งนี้ ยอมรับว่าการรับรองหรือขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืช ยังมีความล่าช้า เนื่องจากต้องมีการดำเนินการตามหลักเกณฑ์อย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อพืชประธาน หรือพืชหลักที่ปลูกในอนาคต และให้ได้สารที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ แต่ก็จะเร่งดำเนินการเพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร และเพื่อให้มีการทำอย่างรวดเร็วมากขึ้น ในวันนี้คณะทำงานมีมติได้ตั้งคณะทำงานชุดย่อย เดินหน้าหาสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชเพื่อเป็นทางเลือกทดแทนช่วยเหลือเกษตรกร ส่วนภาพรวมมาตรการช่วยเหลือหลังยกเลิก 3 สาร จะมีข้อสรุปในวันที่ 22 พ.ย.นี้ ก่อนที่จะมีการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธ.ค.นี้

“คณะทำงานมีมติตั้งคณะทำงานชุดเล็ก ประกอบด้วย กรมวิชาการเกษตร , สกว. , พด.และ กนท.ดำเนินการในการทดสอบหาสารชีวภัณฑ์ที่มีคุณภาพปลอดภัยเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร ซึ่งล่าสุดกรมพัฒนาที่ดิน ก็มีความคืบหน้า ทำวิจัยจุลินทรีย 2 – 3 ตัว ในการกำจัดวัชพืช ก็มาดูกันว่าจะทำยังไงให้ขยับได้เร็วขึ้น” นายอนันต์ กล่าว

ส่วนกรณีที่ดีเอสไอตรวจจับการหลอกลวงขายสารกำจัดวัชพืชที่อ้างว่าเป็นสารอินทรีย์ชีวภาพนั้น ทั้งนี้ จะเดินหน้าเพื่อปลดล็อครับรองสารชีวภัณฑ์เกิดปัญหา เพราะเป็นคนละส่วนกัน การหลอกลวงแอบอ้างก็จะถูกจัดการตามกฎหมาย ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้วางมาตรการเพื่อควบคุมดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว

จี้รัฐทำแผนรับวิกฤติแล้งช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454019

x

จี้รัฐทำแผนรับวิกฤติแล้งช่วยเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 18.26 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติกล่าวว่า ด้วยความเป็นห่วงเกษตรกรจึงขอแจ้งเตือนเกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศว่าปีนี้สถานการณ์น้ำวิกฤตกว่าปีที่ผ่านมาดูจากตัวเลขน้ำในอ่างเก็บน้ำโดยเฉลี่ยเหลือเพียง 20% บางอ่างฯต้องใช้ DeadStorage หรือน้ำก้นอ่างแล้ว เชื่อว่าฤดูแล้งปีนี้จะส่งผลให้เกิดปัญหาตามมามากมาย จึงขอให้กระทรวง ทบวง  กรม  ที่เกี่ยวข้องรีบทำแผนรองรับวิกฤติน้ำโดยด่วน ยังพอมีเวลาเหลืออีก 2-3 เดือน และต้องบอกความจริงกับเกษตรกรที่เตรียมเพาะปลูกอยู่ว่าสถานการณ์น้ำวิกฤติแบบนี้สามารถเพาะปลูกต่อไปได้หรือไม่ ยังแบ่งน้ำลงในพื้นที่เกษตรได้หรือไม่ เพื่อให้เกษตรกรเตรียมแผนรับมือ อย่าปล่อยให้สถานการณ์น้ำวิกฤติลุกลาม สร้างความเสียหายให้เกษตรกร

“พื้นที่ชลประทานต้องมีปัญหาจัดการน้ำแน่ ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทานขณะนี้แล้งจริงจัง ตามไร่นาเริ่มแห้งขอด เมื่อถึงเดือนมีนาคม เมษายน พฤษภาคม อาจเริ่มต้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ด้วยซ้ำ ถึงเวลานั้นพื้นที่ต่างๆจะเริ่มแห้งขอด ถ้าเพาะปลูกไปแล้วไม่มีน้ำผลผลิตจะเสียหาย เกษตรกรต้องตั้งสติทำแผนตั้งรับ โดยไม่ลงทุน อย่าเสี่ยงลงทุนเพาะปลูกทั้งที่ไม่เห็นอนาคต หากิจกรรมที่ไม่ใช้น้ำหรือใช้น้ำน้อยที่สุด”นายประพัฒน์กล่าว และว่า สภาเกษตรกรฯเรียกร้องรัฐบาลไปนานแล้วว่าควรมีกองทุนเพื่อปรับเปลี่ยนการผลิตปลอดดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำมาก ให้เกษตรกรเอาเม็ดเงินต่างๆที่ต้นทุนต่ำมาเริ่มปรับโครงสร้างการผลิต เช่น ปลูกไผ่ ทำปศุสัตว์ ปลูกไม้ยืนต้นอายุยืน ทำสวนผลไม้ ซึ่งต้องใช้เวลา 5-6 ปีถึงจะได้เม็ดเงินคืนมา หากเกษตรกรรายใดมีขีดความสามารถจะปรับเปลี่ยนการผลิตของตัวเองได้ให้ลงมือทำได้เลย

เกษตรชงงบ 950 ล้านป้องกันอหิวาต์หมู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399290?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เกษตรชงงบ 950 ล้านป้องกันอหิวาต์หมู

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
อหิวาต์หมู,เฉลิมชัย ศรีอ่อน,ชายแดน,ระบาด
เปิดอ่าน 25 ครั้ง

กษ.ชงงบ950ล้านบาท ป้องโรคระบาดอหิวาต์หมู พร้อมส่งเสริมเลี้ยงแพะ โคเนื้อ ไก่ไข่ ไก่เนื้อ แทนเลี้ยงหมูต้องลดจำนวนเลี้ยงหวั่นเสี่ยงเกิดโรค

16 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกัน ควบคุม และกำจัดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรแห่งชาติ

ทั้งนี้จากสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) พบใน 29 ประเทศ แบ่งเป็น ทวีปแอฟริกา 5 ประเทศ ทวีปยุโรป 13 ประเทศ และทวีปเอเชีย 11 ประเทศได้แก่ มองโกเลีย เวียดนาม กัมพูชา เกาหลีเหนือ สปป.ลาว พม่า ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ติมอร์-เลสเต และอินโดนีเซีย

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ไทยยังไม่พบการระบาดของโรคดังกล่าว แต่เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบระบาดแล้ว จึงต้องจัดทำแผนเตรียมความพร้อมเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค จึงเชิญทุกภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน และเกษตรกรมารับทราบแนวเวชปฏิบัติของโรค ASF จัดตั้ง War Room ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค เตรียมซ้อมรับมือทุกจังหวัดทั่วประเทศ และเตรียมความพร้อมห้องปฏิบัติการในการตรวจวินิจฉัย อีกทั้งร่วมกับองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) และองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) จัดประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลการเฝ้าระวัง

ทั้งนี้กรมปศุสัตว์ได้ของบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ไปพลางก่อน (เร่งด่วน) จำนวน 950 ล้านบาทเพื่อป้องกันโรค ASF ได้แก่ ค่าชดใช้ราคาสุกรที่ถูกทำลายเพื่อลดความเสี่ยงเกิดโรคในพื้นที่เสี่ยงสูง รถกำจัดซากสัตว์ติดเชื้อเพื่อควบคุมโรคระบาด และเครื่องตรวจวิเคราะห์สารพันธุกรรมในสภาพจริงแบบเคลื่อนที่

ตลอดจนดำเนินมาตรการป้องกันคือ การประกาศระงับการนำเข้าสุกรและผลิตภัณฑ์จากสุกรจากประเทศที่มีการระบาดของโรค และบูรณาการการทำงานกับทุกภาคส่วนป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำสุกร ผลิตภัณฑ์สุกรเข้ามาในประเทศ จัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ X-Ray เคาะประตูบ้าน เฝ้าระวังทางอาการ ขึ้นทะเบียนและประเมินความเสี่ยงด้วยแอพลิเคชั่น E-SmartPlus พร้อมให้คำแนะนำความรู้เรื่องโรคและการป้องกันเป็นต้น ซึ่งจะต้องเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบการของบประมาณ

พร้อมมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรที่ได้รับผลกระทบจากการลดจำนวนสุกรที่เลี้ยง เพื่อลดความเสี่ยง โดยจะส่งเสริมการเลี้ยงแพะเนื่องจากปัจจุบันมีปริมาณการบริโภคในปี 2561 จำนวน 498,031 ตัว มีความต้องการในตลาด 647,440 ตัว แบ่งเป็น การบริโภคในประเทศ และการส่งออก ทั้งการส่งออกไปยังประเทศมาเลเซียและเวียดนาม นอกจากนี้ ยังจะมีการช่วยเหลือในการปรับเปลี่ยนอาชีพไปเลี้ยงโคเนื้อ ไก่ไข่ ไก่พื้นเมือง และการปลูกพืชอาหารสัตว์ 2 ไร่ เป็นต้น ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้อย่างต่อเนื่อง