ประภัตร ดันเครื่องหมาย Q การันตีความปลอดภัย สินค้าเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399288?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ประภัตร ดันเครื่องหมาย Q การันตีความปลอดภัย สินค้าเกษตร

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
เครื่องหมายคิว,ประภัตร มกอช,ผัก,ผลไม้
เปิดอ่าน 44 ครั้ง

ประภัตร ดันเครื่องหมาย Q การันตีความปลอดภัย สินค้าเกษตร นำร่อง เมล่อน ประสิทธิฟาร์ม เมืองสุพรรณฯ ตั้งเป้าผัก-ผลไม้ส่งออก ต้องมีตัว Q

16 พฤศจิกายน 2562 นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังตรวจติดตามการผลักดันและส่งเสริมสินค้าที่ได้รับการรับรอง GAP ให้ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q ของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)

โดยบอกว่า ได้ผลักดันให้มีการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยส่งเสริมการผลิตตั้งแต่ฟาร์มให้มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practice : GAP)

โดยมีการใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง เหมาะสม และจำกัดตามหลักวิชาการ และมีการให้สัญลักษณ์ Q เพื่อรับรองมาตรฐาน ซึ่งจะทำให้สามารถสื่อสารกับผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย จึงมีนโยบายที่จะผลักดันและส่งเสริมสินค้าที่ได้รับการรับรอง GAP ให้ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q เพื่อเพิ่มมูลค่าการตลาดให้กับสินค้าเกษตร อาทิ ข้าวสาร ผัก และผลไม้

นายประภัตร กล่าวว่า มกอช. ได้ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว โดยคัดเลือกเมล่อน ประสิทธิฟาร์ม ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เป็นพื้นที่นำร่อง ในการผลักดันและส่งเสริมสินค้าที่ได้รับการรับรอง GAP ให้ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q โดยสนับสนุนการแสดงเครื่องหมาย Q สนับสนุนสินค้าที่ได้มาตรฐานสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งมาตรฐานและข้อมูลของเกษตรกร พร้อมหาตลาดรองรับให้กับเกษตรกร

ทั้งนี้ได้แก่ ตลอดออนไลน์ http://www.dgtfram.com ร้าน Q4U (ร้านใน มกอช.) องค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อ.ต.ก.) และห้างโมเดิร์นเทรด อย่างไรก็ตาม นอกจากเกษตรกรจะมีช่องทางการจำหน่าย มีรายได้ที่เพิ่มขึ้นแล้ว เกษตรกรยังมีสินค้าที่ได้มาตรฐานสู่ผู้บริโภค รวมทั้งผู้บริโภคเข้าถึงสถานที่จำหน่ายและแหล่งผลิตสินค้า Q อีกด้วย

“เป้าหมายต่อไปผลักดันและส่งเสริมสินค้าที่ได้รับการรับรอง GAP ให้ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q ในผัก และผลไม้ เพราะมีการบริโภคทุกวัน โดยเฉพาะผักคะน้า ที่มองกันว่ามีสารคกค้างมากที่สุด ซึ่งจากนี้ไปสินค้าทางการเกษตรที่ส่งออกไปยังต่างประเทศ ต้องมีตัว Q ทำให้ผู้ซื้อสบายใจ และเกษตรกรได้รักษาคุณภาพ เพิ่มช่องทางการตลาด และยกระดับราคาสินค้าสูงขึ้น รวมทั้งเป็นการสร้างความแตกต่างให้กับผู้บริโภคเห็นว่า การมีสัญลักษณ์ Q กับไม่มี Q แตกต่างกันอย่างไร เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ทุกคนหันมาใช้สินค้าที่มีตัว Q”รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าว

ผลผลิตข้าวหอมมะลิลดสั่งชะลอการขายเข้ายุ้งฉาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399255?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ผลผลิตข้าวหอมมะลิลดสั่งชะลอการขายเข้ายุ้งฉาง

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 – 17:20 น.
ข้าว,ชะลอ,ระบาด,ประภัตร,ผลผลิตลด
เปิดอ่าน 62 ครั้ง

ประภัตร หวั่นผลผลิตข้าวหอมมะลิลด 3 ล้านตัน พ่อค้าโขกราคาเหมือนข้าวเหนียว กระทบผู้บริโภค เร่งชะลอขายข้าวช่วงกระจุกตัวเข้ายุ้งฉาง

15 พฤศจิกายน  2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าลงพื้นที่ตรวจการแพร่ระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าวซึ่งพบความเสียหายใน 5 จังหวัด

ทั้งนี้ได้แก่ สุรินทร์ ศรีสะเกษ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และอุบลราชธานีรวมพื้นที่ 550,000 ไร่ ซึ่งจ.สุรินทร์มีการระบาดมากที่สุดกว่า 300,000 ไร่ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเป็นเขตภัยพิบัติโรคพืชแล้ว เบื้องต้นเกษตรกรจะได้รับค่าชดเชยตามระเบียบกระทรวงการคลัง 1,113 บาทต่อไร่ รายละไม่เกิน 20 ไร่

นายประภัตร กล่าวต่อว่าขณะนี้สถานการณ์การระบาดเริ่มลดลงเนื่องจากชาวนาเกี่ยวข้าวหอมมะลิพันธุ์ กข 15 ซึ่งเกิดโรคไปกว่าร้อยละ 80 แล้ว อีกทั้งได้รับการสนับสนุนโดรน 3 ลำจากภาคเอกชนมาใช้ฉีดพ่นสารไตรโคเดอร์มาแปลงข้าวหอมมะลิ 105 ซึ่งจะเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย.เป็นต้นไปเพื่อป้องกันไม่ให้ติดเชื้อราก่อโรคไหม้คอรวง รวมทั้งมอบหมายให้กรมการข้าวจัดส่งสารไตรโคเดอร์มาให้เกษตรกรทั้ง 5 จังหวัดฉีดพ่นในแปลงข้าวซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับแปลงที่เป็นโรค

ทั้งนี้แปลงข้าวหอมมะลิ พันธุ์ กข 15 ที่เกิดโรคไหม้คอรวงแล้วส่งผลให้เมล็ดลีบนั้น ผลผลิตลดลงจาก 400 กิโลกรัมต่อไร่เหลือประมาณ 100 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อรวมกับความเสียหายจากฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยที่ผ่านมาคาดว่า ประมาณ 700,000 ไร่จากพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิทั้งประเทศ 3 ล้านกว่าไร่ ผลผลิตลดลง 3 ล้านตัน

โดยประมาณการณ์ว่า ปี 2562 นี้จะได้ผลผลิตข้าวหอมมะลิ 6-7 ล้านตัน โดยลดลงกว่าปีที่แล้วซึ่งได้ 8 ล้านตัน ขณะนี้มอบหมายกรมการข้าวร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตรสำรวจความเสียหายทั้งหมดเพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่รายได้ลดลงจากการที่ผลผลิตเสียหายซึ่งจะได้นำเสนอนายกรัฐมนตรีต่อไป

นายประภัตร ยืนยันว่า ปริมาณข้าวหอมมะลิเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ แต่ผลผลิตที่ลดลงอาจส่งผลเรื่องราคา จึงจะประสานกับกระทรวงพาณิชย์จัดทำโครงการชะลอการขายข้าวของชาวนา ในลักษณะเดียวกับโครงการจำนำยุ้งฉางเพื่อไม่ให้ข้าวหอมมะลิออกสู่ตลาดพร้อมกัน ป้องกันพ่อค้าคนกลาง อาจฉวยโอกาสจำหน่ายข้าวหอมมะลิแก่ผู้บริโภคในราคาสูงเช่นเดียวกับข้าวเหนียวที่ผลผลิตลดลงจากภัยแล้งซึ่งจะดูแลทั้งเกษตรกรให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างเหมาะสมและไม่ให้ผู้บริโภคต้องเดือดร้อนจากราคาข้าวที่สูงขึ้น

นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า รมช. ประภัตรกำชับให้เตรียมส่งเจ้าหน้าที่ไปให้ความรู้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิในฤดูกาลเพาะปลูกใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคไหม้คอรวงข้าว โดยการนำเมล็ดพันธุ์มาคลุกสารไตรโคเดอร์มาก่อนหว่าน ใช้เมล็ดพันธุ์ไม่เกิน 10 -15 กิโลกรัมต่อไร่ อีกทั้งต้องไม่ใส่ปุ๋ยยูเรียและปุ๋ยสูตรที่มีธาตุไนโตรเจนสูงมากจนเกินไปเนื่องจากจะทำให้กอข้าวแน่นเกิน อากาศไม่ถ่ายเทและความชื้นสูง เมื่อมีสปอร์เชื้อราโรคไหม้มาติดต้นข้าวจะทำให้ระบาดอย่างรวดเร็ว

ตั้ง อลงกรณ์ ปธ.พัฒนาเกลือทะเลไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399156?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ตั้ง อลงกรณ์ ปธ.พัฒนาเกลือทะเลไทย

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 – 12:15 น.
อลงกรณ์,ปธพัฒนาเกลือทะเลไทย,แก้ปัญหาชาวนาเกลือ
เปิดอ่าน 88 ครั้ง

“เฉลิมชัย” เอาจริงแก้ปัญหาชาวนาเกลือทั้งระบบ ตั้ง “อลงกรณ์” เป็นประธานกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย

15 พ.ย.2562-รายงานข่าวจาก ก.เกษตรแจ้งว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยแล้ว เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ โดยมี “อลงกรณ์” เป็นประธานฯ เพื่อแก้ปัญหาเกลือทะเลทั้งระบบ

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการฯครั้งแรก ณ ห้องประชุม 123 ก.เกษตรฯ เมื่อวานนี้ (14 พย.) ว่า การประชุมฯครั้งนี้ถือเป็นนิมิตรหมายดีที่ ท่านเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯเล็งเห็นความสำคัญและปัญหาของเกลือทะเลไทย จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการฯ โดยมีตนเป็นประธานฯ มีคณะกรรมการฯจาก 4 กระทรวง 2 องค์กรและผู้แทนเกษตรกรผู้ทำนาเกลือทะเลทั้ง 4 ภาค 5 สหกรณ์ฯร่วมเป็นคณะกรรมการฯ

วันนี้ตนได้มอบแนวทางขับเคลื่อนการทำงานใน 3 หลักใหญ่คือ พัฒนาชาวนาเกลือทะเล พัฒนาสินค้าเกลือทะเล และพัฒนาระบบสมดุลนิเวศน์เพื่อความยั่งยืน

รวมถึงรับพิจารณาข้อเสนอจากผู้แทนชาวนาเกลือในทุกประเด็น ทั้งเรื่อง (ร่าง) พรบ.เกลือทะเลไทย เรื่องราคาเกลือตกต่ำ ปัญหาการนำเข้าเกลือทะเลจากต่างประเทศ เรื่องมาตรฐานเกลือทะเล ที่สำคัญคือเรื่องสัดส่วนของไอโอดีน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกลือทะเลไม่สามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารอย่างเต็มรูปแบบได้และปัญหาอื่นๆ เพื่อบรรจุในวาระการประชุมครั้งถัดไป

นอกจากนี้แล้วตนยังมอบหมายให้คณะกรรมการฯทั้งจาก ก.เกษตรฯ ก.พาณิชย์ ก.อุตสาหกรรม ก.สาธารณสุขศึกษาเรื่องการแยกข้อจำกัดของผลิตผลกับผลิตภัณฑ์เกลือทะเลและเกลือบริโภคให้ชัดเจน รวมถึงเร่งให้หาตลาดส่งออกและพิจารณาหลักการให้ความช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ทำนาเกลือหากเกิดอุทกภัยอีกด้วย เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผู้ทำนาเกลือไม่เคยได้รับการช่วยเหลือจากกรณีดังกล่าวเลย

“เราจะทำงานเชิงรุกตามนโนบายที่ท่าน รมว.กษ.ให้ความห่วงใย หากไม่รักษานาเกลือให้คงไว้ เกษตรกรคงเปลี่ยนอาชีพไปตามการพัฒนาของสังคม เมื่อถึงวันนั้นประเทศไทยคงไม่มีเกลือทะเลให้บริโภคอีกต่อไป”

ทั้งนี้จะเดินทางไปรับฟังความคิดเห็นและกล่าวถึงรายละเอียดดังกล่าวในงาน “หอมกลิ่นดอกเกลือ” มหกรรมเกลือทะเลเพชรสมุทรคีรี ณ สหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทยเพชรบุรี จำกัดต.บ้านแหลม อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี  ซึ่งได้รับมอบจาก รมว.เกษตรฯให้เป็นประธานเปิดงานฯในวันนี้ (15 พย.) ตั้งแต่เวลา 17.30 น. ด้วยตนเอง” นายอลงกรณ์กล่าวในที่สุด

โกอินเตอร์ เอ็มโอยู ดันข้าวฮัก พะเยา สู่ตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399249?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

โกอินเตอร์ เอ็มโอยู ดันข้าวฮัก พะเยา สู่ตลาดโลก

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 – 11:00 น.
กระทรวงเกษตร,ธรรมนัส,พะเยาโมเดล,ข้าวตราฉัตร
เปิดอ่าน 28 ครั้ง

ข้าวตราฉัตร จับมือกระทรวงเกษตร ขับเคลื่อนพะเยาโมเดลเอ็มโอยู คู่ค้าใน นอกประเทศ ผลักดันข้าวฮัก พะเยา สู่ตลาดโลก

15  พฤศจิกายน 2562 ข้าวตราฉัตร จับมือกระทรวงเกษตรฯและสหกรณ์ร่วมขับเคลื่อน “พะเยาโมเดล” ผ่านระบบส่งเสริมการผลิตข้าวที่ได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการตลาด โดยใช้นโยบายการตลาดนำการผลิต ชวนพันธมิตรคู่ค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ลงนาม MOU

พร้อมเป็นช่องทางกระจายสินค้าข้าวหอมมะลิคุณภาพในแบรนด์ ข้าว “ฮัก พะเยา” สู่ตลาดโลก สร้างรายได้ที่แน่นอน และความมั่นคงในอาชีพให้กับเกษตรกร นำไปสู่การพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืน และเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพของข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งจังหวัดพะเยา ถือเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ให้คู่ค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติได้รู้จัก และเป็นที่ยอมรับต่อไป

รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การขับเคลื่อนการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตร ภายใต้ “พะเยาโมเดล” เพื่อสร้างต้นแบบการส่งเสริมการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตรที่มีคุณค่าเฉพาะตามความต้องการของตลาด ซึ่งข้าวหอมมะลิ คือหนึ่งในสินค้าเกษตรที่สำคัญของจังหวัดพะเยา เพราะดินที่ใช้ปลูกข้าวหอมมะลิในจังหวัดพะเยาเป็นดินที่เกิดจากตะกอนลำน้ำที่มีส่วนประกอบจากหินภูเขาไฟและหินตะกอนชนิดต่างๆ  พบบริเวณพื้นที่ราบหรือค่อนข้างราบระหว่างหุบเขา

ดินมีการระบายน้ำเลว เนื้อละเอียด ซึ่งเหมาะแก่การปลูกข้าวหอมมะลิ ประกอบกับการมีแร่ธาตุต่างๆ มากมายที่ถูกพัดพามาจากน้ำแม่อิง ทำให้ข้าวหอมมะลิพะเยามีความหอมที่โดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร อีกทั้งเรายังใช้นโยบายการตลาดนำการผลิต เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้แน่นอนและความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรรม และงานวันเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 3 นี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของพะเยาโมเดล ภายใต้เงื่อนไขข้อตกลงกับ บริษัท ข้าว ซี.พี.จำกัด ในการรับซื้อข้าวหอมมะลิจากเกษตรกรสมาชิกจังหวัดพะเยาที่ 18,000 บาทต่อตัน ณ ความชื้นที่ 15%

นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ รับผิดชอบธุรกิจข้าวและอาหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ข้าวตราฉัตร) กล่าวว่า วันเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิโลก ปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 และ อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา ถือเป็นพื้นที่ส่วนขยายของโครงการพัฒนาวัตถุดิบต้นน้ำบริษัทฯ นอกเหนือจากเขตพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งบริษัทดำเนินโครงการฯ มาต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 7 ปี โดยปี 2562 นี้ ที่เราเลือกพื้นที่ส่งเสริมผลิตข้าวที่ อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา เพราะเป็นพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ผลผลิตข้าวหอมมะลิมีคุณภาพจากแหล่งต้นกำเนิด (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) จึงทำให้ข้าวหอมมะลิจังหวัดพะเยา มีลักษณะเฉพาะของอัตลักษณ์พื้นถิ่นที่พิเศษ และปีนี้ถือเป็นปีที่ 2 ของการดำเนินโครงการพัฒนาวัตถุดิบต้นน้ำในเขตพื้นที่นี้

โดยจุดเด่นของโครงการพัฒนาวัตถุดิบต้นน้ำ อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา ภายใต้ระบบการผลิตข้าวคุณภาพด้วยมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices หรือ ข้าว Q) อยู่ที่ คัดเลือกเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี มีความบริสุทธิ์ไม่น้อยกว่า 98% มาเพาะปลูกบนแปลงนาของเกษตรกรสมาชิก  มีการตรวจวิเคราะห์ดิน เพื่อพัฒนาคุณภาพดินในแปลงนาให้ดีขึ้น ไม่มีสารตกค้า  น้ำที่ใช้ในการเพาะปลูกต้องปลอดภัย ไม่มีการปนเปื้อนวัตถุอันตรา  มีเกณฑ์การใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรแบบถูกวิธี เหมาะสม และปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม  มีระบบสำรวจแมลง ศัตรูพืช หรือโรคต่างๆ ในแปลงนา

โดยการตรวจเช็คต้นข้าวในแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ  เลือกช่วงเวลาเก็บเกี่ยวข้าวที่เหมาะสม (ระยะสุกแก่ หรือระยะพลับพลึง) เพื่อให้ได้ข้าวเปลือกที่มีคุณภาพดีที่สุด  และเกษตรกรสมาชิกทุกราย มีระบบการจดบันทึกข้อมูลเพาะปลูกทุกขั้นตอนการผลิตข้าว เพื่อสามารถตรวจสอบที่มาของผลผลิตได้ และที่สำคัญเกษตรกรสมาชิกทุกรายมั่นใจได้ว่า ข้าวที่ปลูก มีตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอน เพราะบริษัทฯ รับซื้อข้าวคืนในราคานำตลาด ตามข้อตกลงการรับซื้อผลผลิตคืนในรูปแบบ “พะเยาโมเดล” ตามนโยบายของภาครัฐ

“พะเยาโมเดล”มีเป้าหมายส่งเสริมคุณภาพชีวิต ยกระดับรายได้เกษตรกรไทย และพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการตลาด เพื่อนำร่องไปสู่จังหวัดอื่นๆ และขยายผลไปในสินค้าเกษตรที่สำคัญ โดยมีขอบเขตข้อตกลงการรับซื้อผลผลิต “ข้าวหอมมะลิ” ในจังหวัดพะเยาร่วมกันระหว่างสหกรณ์การเกษตร, สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า, ธ.ก.ส. พะเยา จำกัด และบริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด หรือ ข้าวตราฉัตร

ตั้งเป้าหมายรับซื้อผลผลิตคืนจากเกษตรกรสมาชิก อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา ภายใต้โครงการพัฒนาวัตถุดิบต้นน้ำ รวมทั้งสิ้น 40,000 ตัน (จากผลผลิตรวมทั้งหมดจังหวัดพะเยา จำนวน 181,340 ตัน) ในราคานำตลาด 18,000 บาทต่อตัน (ความชื้นที่ 15%) โดยมีจุดรับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิจากเกษตรกร จำนวน 12 จุด ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ในจังหวัดพะเยา ทั้งนี้บริษัทฯ ได้จัดทำโครงการพัฒนาวัตถุดิบต้นน้ำ เพื่อส่งเสริมคุณภาพข้าวหอมมะลิในพื้นที่ อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา ตั้งแต่ปีฤดูกาลผลิต 2560/61 จนถึงปัจจุบัน (รวมระยะเวลา 2 ปี) ทำให้ปัจจุบันมีพื้นที่ส่งเสริมรวมทั้งหมด จำนวน 20,171 ไร่ และมีเกษตรกรสมาชิก จำนวน 937 ราย

ได้ใช้นโยบายการตลาดนำการผลิต ชวนพันธมิตรคู่ค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ C.P.INTERTRADE (SHANGHAI)CO.,LTD  SHANGHAI RONGYOU INTER-TRADE CO.,LTD  7-Eleven Makro และ Shopee ร่วมลงนาม MOU ทางการค้า เพื่อเป็นช่องทางในการกระจายสินค้าข้าวหอมมะลิคุณภาพ ในแบรนด์ ข้าว “ฮัก พะเยา” ไปสู่ผู้บริโภคในตลาดโลก”

คุณมาลี อุทัยกิตติศัพท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สำนักบริหารผลิตภัณฑ์ Dry Food บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในช่องทางจัดจำหน่าย ข้าว “ฮัก พะเยา” กล่าวว่า “ด้วยนโยบายและความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่ให้การสนับสนุนสินค้าของคนไทยของ SME และของเกษตรกรที่ผลิตอย่างมีคุณภาพมาตลอด

โดยเป็นหนึ่งในช่องทางจัดจำหน่าย ซึ่งโครงการข้าว “ฮัก พะเยา” เป็นโครงการที่ดี สอดคล้องกับปณิธานองค์กรของบริษัท ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน บริษัทจึงมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสเข้ามาร่วมจัดจำหน่ายสินค้าข้าว “ฮัก พะเยา” ซึ่งเป็นหนึ่งในผลผลิตของเกษตรกรไทยจังหวัดพะเยา ให้กระจายไปยังผู้บริโภคทั่วประเทศอย่างทั่วถึง ผ่านร้านเซเว่น อีเลฟเว่น กว่า 10,000 สาขา และช่องทางออนไลน์ของซีพีออลล์ ในทุกรูปแบบ”

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เป็นหนึ่งในช่องทางจัดจำหน่าย ข้าว “ฮัก พะเยา” กล่าวว่า ยินดีร่วมสนับสนุน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไทยให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมถึงการเป็นช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าข้าว “ฮัก พะเยา” เพื่อส่งผ่านข้าวหอมมะลิคุณภาพจากเกษตรกรไทยจังหวัดพะเยาไปยังผู้บริโภคทั่วประเทศ ผ่านแม็คโคร 28 สาขา ทั่วประเทศ”

และอีกหนึ่งความร่วมมือจากแพลทฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ที่คนนิยมมากที่สุดอย่าง Shopee ในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจอีคอมเมิร์ซกับทางข้าวตราฉัตร ในการร่วมจัดจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพ ให้กับผู้บริโภคชาวไทยได้ลิ้มรสข้าวหอมมะลิ รางวัลที่ 1 จากผลการประกวดข้าวหอมมะลิ ครั้งที่ 37 ปี 2562 จากกรมการค้าภายใน

ถือเป็นการเปิดโอกาสลูกค้าชาวไทยได้เข้าถึงสินค้าคุณภาพได้อย่างสะดวกผ่านแพลทฟอร์มช้อปปี้ที่เข้าถึงผู้ใช้งานชาวไทยทั่วประเทศ โดยช้อปปี้มีความมุ่งมั่นที่จะให้การสนับสนุนแก่แบรนด์สินค้าและผู้ประกอบการฯ ชาวไทยในการต่อยอดธุรกิจในช่องทางออนไลน์ ผนวกกับการเล็งเห็นถึงความสำคัญและความใส่ใจของชาวนาไทยในการส่งเสริมผลผลิตจากแหล่งเพาะปลูก (single origin) ดินเหนียวใกล้ภูเขาไฟที่มอดสนิท

โดยมีไฮไลท์พิเศษของช้อปปี้และข้าวตราฉัตรในโปรเจคข้าวฮักพะเยา คือ เปิดรอบการสั่งล่วงหน้า (Pre-order) เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป ผ่านร้านค้าออนไลน์อย่างเป็นทางการ “Kaotrachat Official Store” ใน Shopee mall ซึ่งเป็นช่องทางจัดจำหน่ายออนไลน์ที่แรกและที่เดียวบนแพลทฟอร์มของ Shopee เพื่อให้คนไทยทั้งประเทศได้มีโอกาสจับจองผลิตภันฑ์สินค้าคุณภาพของคนไทยจากข้าวตราฉัตร พร้อมจัดส่งฟรีทั่วประเทศ เริ่มจัดส่งมกราคม 2563 เป็นต้นไป อีกทั้งยังมีกิจกรรมส่งเสริมการขายมากมายในช่วงส่งท้ายปีเดือนธันวาคมนี้”

64ปีน้อมรำลึก”พระบิดาแห่งฝนหลวง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399035?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

64ปีน้อมรำลึก”พระบิดาแห่งฝนหลวง”

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 – 03:03 น.
ฝนหลวง
เปิดอ่าน 69 ครั้ง

 “ฝนจากฟ้า”ฝนแห่งความเมตตา 64ปีน้อมรำลึก”พระบิดาแห่งฝนหลวง”

วันที่ 14 พ.ย. ถือเป็นวันฝนหลวง ตามคณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2545 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตรให้ทรงเป็น“พระบิดาแห่งฝนหลวง” พร้อมกำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปี เป็นวัน“พระบิดาแห่งฝนหลวง”

 อนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เนื่องในโอกาสครบรอบ 64 ปีแห่งการก่อเกิดโครงการพระราชดำริฝนหลวงในปีนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดใหญ่ “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง”ระหว่างวันที่ 11-15 พฤศจิกายน 2562 ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา  ถนนแจ้งวัฒนะ ภายใต้แนวคิด “สืบสาน รักษา ต่อยอด Digi Fonluang” เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสแสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาที่คุณ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงก่อให้เกิด “เทคโนโลยีฝนหลวง”

“วันนี้ ถือเป็นวันครบรอบปีที่64 นับจากวันที่ 14 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2498  ซึ่งเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำรัส ที่จะคิดค้นวิจัยหาวิธีการทำฝนหลวงเพื่อแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากของเกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่ประสบภัยแล้ง รวมทั้งปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรน้ำของประเทศ จนเกิดเป็นโครงการพระราชดำริฝนหลวงสืบมาจนปัจจุบัน”

บางช่วงบางตอนทีี่ อนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในระหว่างเป็นประธานเปิดงาน “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” ประจำปี 2562 โดยมี สุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ผู้บริหารส่วนราชการ ต่าง ๆ ร่วมในพิธี  ซึ่งในปีนี้ครบปีที่ 64 แห่งการกำเนิดฝนหลวงพระราชทานนี้ กระทรวงเกษตรฯโดยกรม ฝนหลวงและการบินเกษตรได้จัดอย่างยิ่งใหญ่เพื่อร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ และจารึกไว้เป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทย

ปลัดอนันต์กล่าวต่อว่าโครงพระราชดำริ “ฝนหลวง” นั้น ได้สร้างคุณูปการทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะความมั่นคงด้านน้ำให้แก่ประเทศไทย และด้วยพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ได้ทรงคิดค้นเทคโนโลยีฝนหลวงขึ้น ยังได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ซึ่งได้มีการจดสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธยทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศ ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตในการนำเทคนิคและวิธีการทำฝนหลวง ตามตำราฝนหลวงพระราชทานไปปรับใช้แก้ปัญหาความแห้งแล้งในประเทศของตัวเอง ซึ่งถือได้ว่าโครงการพระราชดำริฝนหลวง นับเป็นนวัตกรรมที่เกิดจากพระอัจฉริยภาพอย่างแท้จริง และเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและคนทั่วโลก

        สุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเสริมว่าสำหรับ กิจกรรมภายในงานปีนี้จะมี พิธีเปิดนิทรรศการ “สืบสาน รักษา ต่อยอด Digi Fonluang” และมีการมอบรางวัลอาสาสมัครฝนหลวงดีเด่น ระดับประเทศและระดับภูมิภาค การมอบรางวัลโครงการประกวดภาพถ่ายและภาพจิตรกรรม “ฝนหลวง ฝนแห่งความเมตตา” พร้อมการจัดแสดงผลงานที่ได้รับรางวัล รวมถึงมีการแสดงนิทรรศการฝนหลวงจากอดีตและ ความก้าวหน้าในปัจจุบัน การสนองพระราชปณิธาน สืบสาน รักษา ต่อยอด ศาสตร์พระราชาโครงการฝนหลวงโดย นำเสนอเทคโนโลยีและโครงการวิจัยที่ต่อยอดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวง ตลอดจนนิทรรศการจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานร่วมบูรณาการ

อาทิ กองทัพอากาศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) สถาบันสารสนเทศ ทรัพยากรน้ำ (สสน.) และในวันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน 2562 เวลา 09.00 น. มีพิธีถวายราชสักการะ วางพานพุ่มดอกไม้สดถวายแด่องค์พระบิดาแห่งฝนหลวง เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ โดยได้รับเกียรติจากเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี

สำหรับกิจกรรมภายในงานปีนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้กำหนดจัดงานขึ้นระหว่างวันที่ 11 – 15 พฤศจิกายน 2562 ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา  ถนนแจ้งวัฒนะ ภายใต้แนวคิด “สืบสาน รักษา ต่อยอด Digi Fonluang” และมีการมอบรางวัลอาสาสมัครฝนหลวงดีเด่นระดับประเทศและระดับภูมิภาค การมอบรางวัลโครงการประกวดภาพถ่ายและภาพจิตรกรรม“ฝนหลวงฝนแห่งความเมตตา”พร้อมการจัดแสดงผลงานที่ได้รับรางวัล รวมถึงมีการแสดงนิทรรศการฝนหลวงจากอดีตและความก้าวหน้าในปัจจุบัน

การสนองพระราชปณิธาน สืบสาน รักษา ต่อยอด ศาสตร์พระราชาโครงการฝนหลวงโดยนำเสนอเทคโนโลยีและโครงการวิจัยที่ต่อยอดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวง ตลอดจนนิทรรศการและการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอีกมากมายกว่า 100 ร้านค้า เป็นผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP ซึ่งมีทั้งผัก ผลไม้ อาหารสด และอาหารแปรรูปทางการเกษตร มาจำหน่ายให้ประชาชนในราคาประหยัด รวมทั้งยังมีกิจกรรมการสาธิตเสริมสร้างอาชีพจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ สาธิตการทำอาหารแปรรูปจากปลา สาธิตการทำสเต็กคอหมูราดซอสไข่เค็ม การสาธิตการทำสบู่โปรตีนไหม การเสวนาฝนหลวง

 3 ขั้นตอนการทำฝนหลวงตามแนวพระราชดำริ

ขั้นตอนที่ 1 ก่อกวน

การทำฝนหลวงในขั้นตอนแรกนี้มุ่งใช้สารเคมีไปกระตุ้นอากาศให้เกิดการลอยตัวขึ้นสู่เบื้องบน เพื่อให้เกิดกระบวนการชักนำไอน้ำหรือความชื้นเข้าสู่ระดับการเกิดเมฆ ระยะเวลาที่เหมาะสมในการปฏิบัติงานของขั้นตอนแรกนี้ ควรดำเนินการในช่วงเช้าของแต่ละวัน สารเคมีที่ใช้ในขั้นตอนนี้ ได้แก่ สารแคลเซียมคลอไรด์ สารแคลเซียมคาร์ไบด์ สารแคลเซียมอ๊อกไซด์ หรือสารผสมระหว่างเกลือแกงกับสารยูเรียหรือสารผสมระหว่างสารยูเรียกับสารแอมโมเนียไนเตรท ซึ่งสารผสมดังกล่าวนี้ แม้จะมีเปอร์เซ็นต์ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำก็ตาม แต่ก็สามารถดูดซับไอน้ำจากมวลอากาศได้อันเป็นการกระตุ้นกลไกของกระบวนการกลั่นตัวของไอน้ำในมวลอากาศ อีกทั้งยังเสริมสร้างให้เกิดสภาพแวดล้อมโดยรอบที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเมฆทางด้านเหนือลมของพื้นที่เป้าหมายอีกด้วย

ขั้นตอนที่ 2 เลี้ยงให้อ้วน

เป็นขั้นตอนสำคัญมากในการปฏิบัติการฝนหลวง เนื่องจากเป็นระยะที่เมฆกำลังก่อตัวเจริญเติบโต จึงใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีและประสบการณ์ผสมผสานกลยุทธในเชิงศิลปะแห่งการทำฝนหลวงควบคู่ไปพร้อมกัน เพื่อตัดสินใจโปรยสารเคมีฝนหลวงที่ทรงค้นคว้าขึ้นมา โดยไม่มีสารอันเป็นพิษต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม การปฏิบัติงานต้องพิจารณาอย่างถ่องแท้ว่าจะใช้สารเคมีชนิดใดและอัตราใดจึงจะเหมาะสมในการตัดสินใจโปรยสารเคมีฝนหลวง ณ ที่ใดของกลุ่มก้อนเมฆ เพื่อให้สัมฤทธิผลที่จะทำให้ก้อนเมฆขยายตัวหรืออ้วนขึ้นและป้องกันมิให้ก้อนเมฆสลายตัวให้จงได้

ขั้นตอนที่ 3 โจมตี

เมื่อกลุ่มเมฆฝนมีความหนาแน่นมากพอที่จะสามารถตกเป็นฝนได้  ดังนั้นขั้นตอนสุดท้ายจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดเพราะจะต้องอาศัยความชำนาญและประสบการณ์เป็นอย่างมากเหนือสิ่งอื่นใดต้องรู้จักใช้เทคนิคในการทำฝนหลวง ซึ่งพระองค์ท่านทรงให้ข้อคิดว่าจะต้องพิจารณาจุดมุ่งหมายของการทำฝนหลวงด้วยว่า ในการทำฝนหลวงของแต่ละพื้นที่นั้นต้องตอบสนองความต้องการอันแท้จริงของราษฎรใน 2 ประเด็น คือ เพื่อเพิ่มปริมาณฝนตกให้กับพื้นที่ และเพื่อให้เกิดการกระจายการตกของฝน ซึ่งทั้ง 2 วัตถุประสงค์นี้ได้เป็นแนวทางในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของพสกนิกรให้คลายความเด็ดร้อนยามขาดแคลนน้ำเรื่อยมาตราบเท่าทุกวันนี้

บิ๊กป้อม สั่งรับมือด่วน เอลนีโญ กระทบน้ำโขงลด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399092?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

บิ๊กป้อม สั่งรับมือด่วน เอลนีโญ กระทบน้ำโขงลด

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 – 00:30 น.
สทนช,สั่งเข้มทุกหน่วยรัฐ,บิ๊กป้อม,เฝ้าระวังสถานการณ์แล้ง,วางมาตรการด่วนหลัง,เอลนีโญ,กระทบน้ำโขงลด
เปิดอ่าน 37 ครั้ง

“บิ๊กป้อม” สั่งเข้มทุกหน่วยรัฐ เฝ้าระวังสถานการณ์แล้ง วางมาตรการด่วนหลัง “เอลนีโญ” กระทบน้ำโขงลด

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำครั้งที่ 2/2562 และประธานการประชุมคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย ครั้งที่ 2/2562 ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามมาตรการรองรับสถานการณ์ภัยแล้งปี 2562/63 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา

ซึ่งจากการวิเคราะห์ติดตามสภาพอากาศ และคาดการณ์ปริมาณฝนในเดือนพฤศจิกายน พบว่า ปริมาณฝนรวมในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง จะมีค่าต่ำกว่าค่าปกติประมาณ 30% ภาคตะวันออก กรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะมีปริมาณฝนรวมต่ำกว่าค่าปกติประมาณ 20% ส่วนภาคใต้ฝั่งตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก จะมีปริมาณฝนรวมใกล้เคียงค่าปกติ ส่วนเดือนธันวาคม ปริมาณฝนรวมทั้งประเทศต่ำกว่าค่าปกติประมาณ 50% ภาคใต้ฝั่งตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก จะมีปริมาณฝนรวมต่ำกว่าค่าปกติประมาณ 20% และเดือนมกราคม ปริมาณฝนรวมทั้งประเทศต่ำกว่าค่าปกติประมาณ 50% ส่วนภาคใต้ฝั่งตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตกจะมีปริมาณฝนรวมใกล้เคียงค่าปกติ ขณะที่ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำมีทั้งสิ้น 53,316 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 65 แหล่งน้ำขนาดใหญ่ 38 แห่ง ปริมาณน้ำใช้การ 23,768 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 50 โดยพบว่ามีถึง 10 เขื่อนขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่า 30% อาทิ เขื่อน ภูมิพล กระเสียว จุฬาภรณ์ อุบลรัตน์ ขณะที่แหล่งน้ำขนาดกลางน้ำน้อยจำนวน 74 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่บริเวณภาคเหนือ 28 แห่ง อีสาน 37 แห่ง

 ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า จากการคาดการณ์สภาพอากาศ ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ปัจจุบัน รองนายกฯ ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินมาตรการรองรับสถานการณ์ภัยแล้งปี 2562/63 โดยเฉพาะการป้องกันผลกระทบในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ตามที่การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.)ได้สำรวจพื้นที่เสี่ยงไว้ล่วงหน้า แบ่งเป็น ในเขต กปภ. 22 จังหวัด นอกเขต 38 จังหวัด

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ กำหนดมาตรการรองรับพื้นที่ปลูกข้าวนาปีต่อเนื่องปี 2562 โดยไม่ให้กระทบต่อแผนการจัดสรรน้ำฤดูแล้ง ปี 2562/63 เนื่องจากในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมีการจัดสรรน้ำทั้งประเทศเกินแผน จำนวน 1,350 ล้าน ลบ.ม. โดยลุ่มน้ำที่จัดสรรน้ำเกินแผน ได้แก่ ลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่จัดสรรน้ำเกินแผน จำนวน 495 ล้าน ลบ.ม. ลุ่มน้ำภาคตะวันตกจัดสรรน้ำเกินแผน จำนวน 579 ล้าน ลบ.ม. และลุ่มน้ำภาคใต้จัดสรรน้ำเกินแผน จำนวน 549 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่พื้นที่ปลูกข้าวนาปีจากข้อมูลดาวเทียม (ณ 7 พ.ย.62) พบว่า พื้นที่ปลูกข้าวนาปี 60.08 ล้านไร่ เก็บเกี่ยวแล้ว 17.11 ล้านไร่

ทั้งนี้ ยังมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปีต่อเนื่อง 1.35 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน 1.27 ล้านไร่ และพื้นที่นอกเขตชลประทาน 0.08 ล้านไร่ ขณะที่การประเมินพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง 2562/63 จากข้อมูลดาวเทียม (7 พ.ย. 62) ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 21 จังหวัด มีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง 229,803 ไร่ รวมถึงที่ประชุมยังติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานมาตรการรับมือกับน้ำหลากช่วงฤดูฝนในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยภาคใต้ปี 2562 จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ การติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด การตรวจสอบอาคาร และระบบชลประทานในพื้นที่ ให้สามารถรองรับสถานการณ์น้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ เป็นต้น

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีการติดตามสถานการณ์น้ำแม่น้ำโขงที่ลดลงในช่วงฤดูแล้ง โดยสถานการณ์เอลนีโญจะยังคงมีผลต่อภูมิภาคทำให้ไม่มีปริมาณฝนตกในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาทั้งมาตรการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศ โดยมอบหมาย สทนช.เร่งดำเนินการใช้มาตรการด้านความร่วมมือระหว่างประเทศในการผลักดันและแก้ปัญหาแม่น้ำโขง แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์น้ำแล้งในภูมิภาค และมาตรการภายในประเทศในระยะเร่งด่วนป้องกันผลกระทบกับวิถีชีวิตประชาชนและการประกอบอาชีพใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1.จัดหาแหล่งน้ำสำรองและขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล เพื่อสำรองปริมาณน้ำในการอุปโภค-บริโภค 2.มอบหมายกระทรวงมหาดไทยโดยจังหวัด (ริมแม่น้ำโขง) สร้างการรับรู้ความเข้าใจแนวโน้มสถานการณ์วิกฤติน้ำ ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้น้ำภาคการเกษตรและประมงได้รับทราบ และ 3.มอบหมายกระทรวงคมนาคมกำหนดมาตรการการขนส่งและการคมนาคมทางน้ำ รวมทั้งมาตรการรองรับการพังทลายของตลิ่งริมฝั่งโขงด้วย

“รองนายกฯ มอบให้หน่วยงานเร่งดำเนินการตามมาตรการแนวทางปฏิบัติตามมติ ครม. ที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ทั้งเพื่อป้องกันภัยแล้ง และอุทกภัยทางภาคใต้ โดยต้องมีการเก็บกักน้ำทุกรูปแบบทั้งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน มีการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปี 2562/63 อย่างรัดกุมเป็นไปตามมาตรการที่กำหนด รวมถึงประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ ให้ประชาชนรับทราบสถานการณ์ที่ถูกต้องรวมทั้งการช่วยเหลือของรัฐบาล และรายงานผลการดำเนินการต่อ สทนช.ทุกสัปดาห์เพื่อกำกับ ติดตามผลการดำเนินการ หรือปรับแผนดำเนินการให้สอดคล้องกับสถานการณ์” ดร.สมเกียรติ กล่าว

ชักงง ธรรมนัส มอบส.ป.ก.อดีตผู้สมัครส.ส.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399099?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ชักงง ธรรมนัส มอบส.ป.ก.อดีตผู้สมัครส.ส.

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
สปก,ธรรมนัส,กระบี่,นักการเมือง,สมัชชา เอ่งฉ้วน
เปิดอ่าน 167 ครั้ง

ชักงง ธรรมนัส มอบเอกสารสิทธิ์ส.ป.ก.4-01กว่า16ไร่จ.กระบี่ ให้ สมัชชา เอ่งฉ้วน อดีตผู้สมัครส.ส.พปชร.แห่ถามอดีตสจ.ส.ส.จนจริงหรือ

15 พฤศจิกายน 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการแชร์ภาพและข้อความแสดงความยินดีแก่ผู้รับเอกสารสิทธิ์ส.ป.ก. 4-01 ที่จังหวัดกระบี่รายหนึ่งคือ นายสมัชชา เอ่งฉ้วน อดีตผู้สมัคร ส.ส.กระบี่ เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ

โดยมีข้อความของผู้โพสต์ประกอบภาพว่า  “ยินดีด้วยกับสมัชชา เอ่งฉ้วน อดีตผู้สมัคร ส.ส. เขต 2 กระบี่ พรรค พปชร. ได้รับสิทธิ์ครอบครองที่ดิน สปก. 4-01 เนื้อที่ 16 ไร่ 2 งาน 80 ตรว. ตั้งอยู่พื้นที่หมู่ 1 ต.ทับปริก อ.เมืองกระบี่” ภาพที่โพสต์นั้นมีภาพของนายสมัชชาถือเอกสารสิทธิ์ส.ป.ก. 4-01 ถ่ายร่วมกับร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พร้อมผู้บริหารส.ป.ก. หลายคน โดยมีคนเข้ามาแสดงความยินดีต่อนายสมัชชาในโพสต์ดังกล่าวและรายคนถาม ส.ป.ก.แจกที่ให้คนยาจจนจริงไหม

แหล่งข่าวระดับสูงจากส.ป.ก. ระบุว่า เป็นการแจกเอกสารสิทธิ์ส.ป.ก. 4-01 ให้เกษตรกรและผู้ยากไร้ที่จังหวัดกระบี่ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2562 ณ โรงเรียนพนมเบญจา ตำบลเขาพนม อำเภอเขาพนม 335 ราย โดยมีร.อ. ธรรมนัสเป็นผู้มอบระหว่างเดินทางไปตรวจราชการที่จังหวัดกระบี่ จากการตรวจสอบพบว่า นายสมัชชา เอ่งฉ้วน เคยเป็นสมาชิกสภาจังหวัดกระบี่ (ส.จ.) และเคยเป็นผู้สมัครส.ส. พรรคพลังประชารัฐ มีศักดิ์เป็นหลานของนายอาคม เอ่งฉ้วน อดีตรัฐมนตรีและส.ส. กระบี่หลายสมัย

ทั้งนี้การมอบเอกสารสิทธิ์ส.ป.ก. 4-01 เป็นนโยบายของรมช.ธรรมนัสที่มอบหมายให้เลขาธิการส.ป.ก.เร่งรัดแก้ปัญหาความยากจนไร้ที่ดินทำกินของเกษตรกรเพื่อให้สามารถทำการเกษตรบนที่ดินทำกินที่ได้รับอย่างยั่งยืนต่อไป ทางส.ป.ก. จึงดำเนินการมอบเอกสารสิทธิ์ส.ป.ก. 4-01 ให้เกษตรกรและผู้ยากไร้หลายจังหวัด

สำหรับขั้นตอนการพิจารณามอบส.ป.ก. 4-01 จะมีคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ซึ่งต้องตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่ยื่นขอเอกสารสิทธิ์อย่างละเอียดว่า เป็นไปตามกฎหมายส.ป.ก.

โดยตามพ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดินระบุว่า ผู้มีสิทธิได้รับการจัดที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้แก่ เกษตรกร ซึ่งเกษตรกรตามความหมายของกฎหมายปฏิรูปที่ดินหมายถึง 1.1 ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก

โดยพิจารณาจากการใช้เวลาส่วนใหญ่ในรอบปี เพื่อประกอบเกษตรกรรมแห่งท้องถิ่นนั้น 1.2 ผู้ประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตรกรรม บรรดาซึ่งไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง 3 ประเภท คือ  (1) ผู้ยากจน  (2) ผู้จบการศึกษาทางเกษตรกรรม  (3) ผู้เป็นบุตรของเกษตรกร เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการเป็นเกษตรกรที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา

แหล่งข่าวจากส.ป.ก. ตั้งข้อสังเกตว่า การพิจารณามอบเอกสารสิทธิ์ส.ป.ก. 4-01 แก่นายสมัชชา เอ่งฉ้วน นั้นได้ตรวจสอบคุณสมบัติอย่างถี่ถ้วนหรือไม่ ซึ่งจะต้องพิจารณาว่า นายสมัชชาเป็นผู้ยากไร้จริงหรือ ส่วนคุณสมบัติการเป็นเกษตรกรต้องพิสูจน์ว่า ผู้ที่รับราชการการเมืองเป็นส.จ.กระบี่ แม้จะอ้างว่า ทำเกษตรกรรมด้วย

แต่ต้องดูข้อเท็จจริงว่า บุคคลนั้นใช้เวลาในการทำเกษตรกรรมมากกว่าการรับราชการในตำแหน่งส.จ. หรือไม่ หากใช้เวลาทำการเกษตรมากกว่าการทำหน้าที่ส.จ. อาจเข้าข่ายเป็นเกษตรกร แต่หากใช้เวลารับราชการมากกว่าทำการเกษตรถือว่า ไม่มีคุณสมบัติเป็นเกษตรกร  ซึ่งไม่สมควรได้รับที่ เอกสารสิทธิ์ส.ป.ก. 4-01 แต่ทั้งนี้หากส.ป.ก. ต้องการให้การมอบเอกสารสิทธิ์แก่นายสมัชชาไม่เป็นที่ครหา สามารถทบทวนคุณสมบัติใหม่ได้

แนวทางช่วยผลกระทบแบนสารเคมีใกล้คลอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399098?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

แนวทางช่วยผลกระทบแบนสารเคมีใกล้คลอด

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
สารเคมี,แบน 3สาร,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 59 ครั้ง

กษ.สรุป 22 พ.ย.นี้มาตรการช่วยเหลือเกษตรกร มีผลกระทบจากยกเลิกใช้ 3 สารพิษ

15 พฤศจิกายน 2562 นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังประชุมคณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด 

อ่านข่าว –  ตั้งทีมช่วยเกษตรกร ได้รับผลกระทบยกเลิก 3 สาร

การเมือง/14พ.ย.

โดยบอกว่าได้ตั้งคณะทำงานชุดย่อย เดินหน้าหาสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชเพื่อเป็นทางเลือกทดแทนช่วยเหลือเกษตรกร ส่วนภาพรวมมาตรการช่วยเหลือหลังยกเลิก 3 สาร จะมีข้อสรุปในวันที่ 22 พ.ย.นี้ ก่อนที่จะมีการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธ.ค.นี้

นายอนันต์ กล่าวว่าคณะทำงานได้รวบรวมและประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากทุกภาคส่วนเพื่อวางมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะในระยะเร่งด่วน ที่อาจจะต้องชดเชยเพื่อลดต้นทุนให้กับเกษตรกรที่จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากสารที่จะใช้ทดแทน ระยะถัดมาเป็นการใช้เครื่องจักรเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนเพื่อกำจัดวัชพืช

ขณะที่ระยะยาวซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ต้องเริ่มเดินหน้าตั้งแต่ตอนนี้ คือเรื่องของสารชีวภัณฑ์ ที่นำมาใช้ทดแทนสารเคมี เพราะปัจจุบันสารชีวภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร 73 รายการ มีเพียงสารกำจัดโรคพืช และศรัตรูพืช อย่างแมลง ไม่มีสารกำจัดวัชพืช

ทั้งนี้ยอมรับว่าการรับรองหรือขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืช ยังมีความล่าช้า เนื่องจากต้องมีการดำเนินการตามหลักเกณฑ์อย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อพืชประธาน หรือพืชหลักที่ปลูกในอนาคต และให้ได้สารที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ แต่ก็จะเร่งดำเนินการเพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร

“คณะทำงานมีมติตั้งคณะทำงานชุดเล็ก ประกอบด้วย  กรมวิชาการเกษตร สกว. พด. กนท. ดำเนินการในการทดสอบหาสารชีวภัณฑ์ที่มีคุณภาพปลอดภัยเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร ซึ่งล่าสุดกรมพัฒนาที่ดิน ก็มีความคืบหน้า ทำวิจัยจุลินทรีย 2-3 ตัวในการกำจัดวัชพืช ก็มาดูกันว่าจะทำยังไงให้ขยับได้เร็วขึ้น “ นายอนันต์ กล่าว

ส่วนกรณีที่ดีเอสไอตรวจจับการหลอกลวงขายสารกำจัดวัชพืชที่อ้างว่าเป็นสารอินทรีย์ชีวภาพ ทั้งนี้จะเดินหน้า เพื่อปลดล๊อครับรองสารชีวภัณฑ์เกิดปัญหา เพราะเป็นคนละส่วนกัน การหลอกลวงแอบอ้างก็จะถูกจัดการตามกฎหมาย ซึ่งกรมวิชาการเกษตร ได้วางมาตรการเพื่อควบคุมดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว

‘กษ.’น้อมรำลึก64ปี ถวายสักการะวันพระบิดาแห่งฝนหลวงปี 62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453931

‘กษ.’น้อมรำลึก64ปี ถวายสักการะวันพระบิดาแห่งฝนหลวงปี 62

‘กษ.’น้อมรำลึก64ปี ถวายสักการะวันพระบิดาแห่งฝนหลวงปี 62

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 15.11 น.

กระทรวงเกษตรฯ รวมใจถวายราชสักการะ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2562 

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ที่ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550  ถนนแจ้งวัฒนะ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีถวายราชสักการะน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันพระบิดา แห่งฝนหลวง ประจำปี 2562 พร้อมเปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พุทธศักราช 2545 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ในฐานะทรงเป็น “พระบิดาแห่งฝนหลวง” และกำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปีเป็น “วันพระบิดาแห่ง ฝนหลวง” เพื่อจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติไทยให้ประชาชนทั้งในปัจจุบันและอนุชนรุ่นหลัง ได้มีโอกาสแสดงความจงรักภักดี ชื่นชมในพระบารมี และร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ของพระองค์ท่าน

จนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลา 64 ปีแล้ว ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริที่จะคิดค้น วิจัยหาวิธีการทำฝนหลวงเพื่อแก้ไขปัญหาความทุกข์ยาก ของเกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่ประสบภัยแล้ง รวมทั้งปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรน้ำของประเทศ ภายหลังการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ทุรกันดารภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2498 โครงพระราชดำริฝนหลวง จึงได้ถือกำเนิดขึ้นและสร้างคุณูปการทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่าน ที่ได้ทรงคิดค้นเทคโนโลยีฝนหลวงขึ้นนั้น ยังได้รับการยอมรับจากทั่วโลก  และมีการจดสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธยทั้งในประเทศและต่างประเทศ และในอีกหลายประเทศ ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำเทคนิคจากตำราฝนหลวงพระราชทานไปปรับใช้แก้ปัญหาความแห้งแล้งในประเทศของตัวเอง จึงถือได้ว่าโครงการพระราชดำริฝนหลวง เป็นนวัตกรรมที่เกิดจากพระอัจฉริยภาพอย่างแท้จริง และเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและมวลมนุษยชาติอีกด้วย

ด้านนายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2562 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กำหนดจัดงานดังกล่าวขึ้นระหว่างวันที่ 11-15 พฤศจิกายน 2562 ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ ภายใต้แนวคิด “สืบสาน รักษา ต่อยอด Digi Fonluang” ซึ่งนอกจากในวันนี้จะมีพิธีถวายราชสักการะแด่องค์พระบิดาแห่งฝนหลวงแล้ว ยังมีการแสดงนิทรรศการ สืบสาน รักษา ต่อยอด Digi Fonluang ได้มีการถ่ายทอดเรื่องราวการสืบสานน้อมนำตำราฝนหลวงพระราชทานมาปฏิบัติการฝนหลวง

ในภารกิจต่างๆ เช่น แก้ไขปัญหาภัยแล้ง บรรเทาปัญหาหมอกควันไฟป่า การเติมน้ำในเขื่อน การบรรเทาปัญหา  ฝุ่นละอองในอากาศ การรักษาการปฏิบัติการฝนหลวง ในความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ และการต่อยอดเทคโนโลยีฝนหลวงด้วยงานวิจัยโครงการต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวงให้มากขึ้น ทันต่อสถานการณ์ และสภาวะการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ตลอดจนนิทรรศการจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานร่วมบูรณาการ อาทิ กองทัพอากาศ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) นอกจากนี้ ยังมีการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอีกมากมายกว่า 100 ร้านค้าเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าทางการเกษตร อาทิ ผัก ผลไม้ อาหารสด และอาหารแปรรูปจากผลผลิตทางการเกษตร มาจำหน่ายให้ประชาชนในราคาประหยัด รวมทั้งยังมีกิจกรรมการสาธิตเสริมสร้างอาชีพจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ การสอนการตัดเย็บกระเป๋าผ้า สาธิตการแปรรูปอาหารจากปลา การทำพุดดิ้งไข่ การเสวนาความรู้ฝนหลวง และการแสดงดนตรีโฟล์คซองอีกด้วย

‘ปารีณา’งานงอก! ‘ธรรมนัส’ขึงขังสั่งเช็คฝั่งอ.สวนผึ้ง ซุกส.ป.ก.อีก600ไร่จริงหรือไม่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453890

'ปารีณา'งานงอก! 'ธรรมนัส'ขึงขังสั่งเช็คฝั่งอ.สวนผึ้ง ซุกส.ป.ก.อีก600ไร่จริงหรือไม่?

‘ปารีณา’งานงอก! ‘ธรรมนัส’ขึงขังสั่งเช็คฝั่งอ.สวนผึ้ง ซุกส.ป.ก.อีก600ไร่จริงหรือไม่?

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 13.38 น.

“ธรรมนัส”ชักเสียงอ่อย อ้างเบื้องต้น”ปารีณา”ไม่ได้รุกป่า แต่ยังไม่จบต้องสอบได้มาอย่างไร เมื่อไหร่่  ถ้าเกิน 500 ไร่ ขาดคุณสมบัติต้องยึดคืนเอาแจกชาวบ้าน พร้อมสั่งเช็คด่วนฝั่งอ.สวนผึ้ง กว่า 600 ไร่ หลังโดนร้องเรียนว่ายังมีซุกอีก พร้อมตรวจสอบยับทุกพื้นที่ 4จังหวัด คาดมีขบวนการแหกตาให้หลุด ม.44 อื้อ

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกรณีที่ฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม อ.จอมบึง ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี ของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี ที่อยู่ในพื้นที่ส.ป.ก.และป่าสงวนแห่งชาติ จ.ราชบุรี กว่า1.7พันไร่ ว่า ได้สั่งให้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.)ตั้งคณะทำงานตรวจสอบรายละเอียดพิกัดแนวเขตพื้นที่ส.ป.ก.กว่า 80 แปลงที่น.ส.ปารีณา ถือครองให้แน่ชัดว่ามีจำนวนเท่าไหร่กี่ไร่ พร้อมกับสอบถามกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในกรณีที่อยู่มาก่อนประกาศเขตปฏิรูปที่ดิน รวมทั้งแปลงที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์นส.3 สค.1 ต้องตรวจสอบการได้มาของกรรมสิทธิ์ในที่ดินด้วยว่ามีที่มาอย่างไร เมื่อไหร่ คาดว่า เบื้องต้นน.ส.ปารีณา ไม่ได้บุกรุกที่ส.ป.ก.เพราะอยู่มาก่อนประกาศเขตส.ป.ก.เมื่อปี 2536

ทั้งนี้ในส่วนการเสียภาษีดอกหญ้า หรือภบท.5 โดยท้องถิ่นยอมให้เสียภาษี ต้องไปตรวจสอบว่าน.ส.ปารีณา ใช้สิทธิอะไร เพราะบางพื้นที่ที่กรมป่าไม้ ส่งมาให้ส.ป.ก.จัดสรรกระจายสิทธิ มีการประกาศครอบพื้นมาทั้งหมดและส่งมาพร้อมผู้ครอบครองเดิม อยู่มาก่อน ดังนั้นส.ป.ก.ฝ่ายกฎหมายจะเร่งพิสูจน์ให้ชัดเจนอย่างละเอียดอีกครั้ง

“หลักการ ตอนนี้พื้นที่ของคุณเอ๋ ต้องเข้าสู่กระบวนกฎหมายสป.ก.ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการเกษตรอย่างเดียว และดูเรื่องคุณสมบัติ เมื่อเขาไม่ใช่เกษตรกร ต้องดูไม่ใช่เขาอย่างเดียว มีชาวบ้านในที่นั้น ที่ไม่ใช่นอมินี อันไหนเป็นของชาวบ้าน ต้องจัดสรรให้ชาวบ้าน อันไหนเป็นของคุณเอ๋ ถ้าเป็นที่ดินแปลงใหญ่เกิน 500 ไร่ ต้องยึดคืน ตามมาตรา44 มาจัดสรรให้ชาวบ้าน ขณะนี้ส.ป.ก.ในพื้นที่ และฝ่ายกฎหมาย ไปจับพิกัดที่ส.ป.ก.ที่จริงๆของคุณเอ๋ที่ดินส.ป.ก.มีเท่าไหร่แน่ ถ้าเป็นแปลงใหญ่เอาคืน แต่ปัญหาของที่ดินคุณเอ๋ ที่ดินส.ป.ก.ไม่ติดกัน ทั้ง 3 แปลง แปลงแรกติดถนน เป็นที่ส.ป.ก.และแปลงกลางเป็นที่มีเอกสารสิทธิ์ ต้องพิสูจนว่าเป็นเอกสารสิทธิอะไรได้มาอย่างไร ส่วนแปลงท้ายเป็นที่ส.ป.ก.ซึ่งทุกประเด็นปัญหาให้เร่งตรวจสอบดำเนินการทันที”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

เมื่อถามถึงจะเป็นไปได้หรือไม่มีการซอยแปลงแบ่งแยกใส่ชื่อลูกไร่ เครือญาติ เพื่อไม่ให้ถึงแปลงใหญ่เกิน 500ไร่เพื่อ หลบเลี่ยงยึดคืนตามม.44 คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่36/2559 ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า น่าจะไม่ใช่ซอยแปลง พ่อคุณเอ๋บอกว่าซื้อที่ดินมาจากชาวบ้าน ปลูกไม้ยืนต้น ไม้ยูคา ไม่เป็นฟาร์มไก่อย่างเดียว  และซื้อมาจากหลายเจ้า บางเจ้าเป็นเอกสารสิทธิ์ ทั้งนี้ ถ้าพบเป็นแปลงใหญ่เกิน 500 ไร่ ยึดคืน ซึ่งฝ่ายกฎหมายเรียกคุณเอ๋มาเจรจาเพื่อพิสูจน์ทราบการอยู่มาก่อนและก็พร้อมให้ความร่วมมือปฏิบัติตามกฎหมายส.ป.ก. ไม่ได้ต่อต้านอะไรเพราะก่อนหน้าเขาเสียภาษีดอกหญ้า พอมารู้ว่าเป็นที่เขตส.ป.ก.ก็ไม่คัดค้าน

เมื่อถามว่า ที่ส.ป.ก.ของครอบครัวน.ส.ปารีณา มีผู้ร้องเรียนมาว่าซุกที่ส.ป.ก.ฝั่งอ.สวนผึ้งไว้อีก 600 กว่าไร่ ไม่ได้มีแค่ที่ส.ป.ก.ฝั่งอ.จอมบึง เท่านั้นจะดำเนินการอย่างไร ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ซุกไว้ก็จะค้นมาให้หมด ซึ่งเรื่องที่ส.ป.ก.ฝั่งอ.สวนผึ้ง 600 กว่าไร่ ของนายทวี ไกรคุปต์ ตนยังไม่ทราบล่าสุดตนได้สั่งหัวหน้าส.ป.ก.ทุกจังหวัดให้ตรวจสอบทุกราย ในแถบจ.กาญจนบุรี เพชรบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ตนไม่ทราบว่ารอด ม.44 มาได้อย่างไร ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นรมช.เกษตรฯ คิดว่าน่าจะมึอีกจำนวนมาก

“ยืนยันว่าหากมีข้อมูลไม่ว่าที่ไหน จะสั่งตรวจสอบหมดทำตามกฎหมายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน จากนี้ต้องเข้าตรวจสอบทุกแปลง และยังไม่รู้ ว่าส.ส.คนไหนมีที่ส.ป.ก.บ้าง สำหรับตนไม่นิยมที่ส.ป.ก. มีแต่แจกให้กับคนไร้ที่ทำกินและเพื่อให้เกิดความโปร่งใสตนได้สั่งการให้ทาง สปก .ตรวจสอบอย่างละเอียดสแกนพื้นที่ส.ป.ก.จ.เพชรบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี ทุกแปลงจังหวัดอื่นๆใช้มาตรฐานเดียวกัน เอากฎหมายส.ป.ก.เป็นที่ตั้ง และต้องดูสิทธิที่ถูกต้องตามคุณสมบัติ การใช้ที่ดินตามวัตถุประสงค์โดยยึดกฎหมายเป็นหลักและสัปดาห์หน้าตนลงไปแก้ปัญหาที่ดินส.ป.ก.กระบี่ ที่เพิกถอนที่สวนปาล์มของบริษัทสหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม ให้ออกจากพื้นที่ทันที โดยจะล้มต้นปาล์มให้หมดเพราะเกิดปัญหามากมีมวลชนหลายกลุ่มเข้าไปจับจองเก็บผลิตขาย โดยได้ประสานฝ่ายความมั่นคง จัดการ ในพื้นที่ พร้อมรับหนังสือร้องเรียนจากชาวบ้าน เพื่อจัดสรรสิทธิในที่ดินให้เป็นของคนกระบี่จริงๆเท่านั้น”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว