สั่งเร่งขยายแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ ชูศรีประจันต์นำร่องผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453728

x

สั่งเร่งขยายแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ ชูศรีประจันต์นำร่องผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จ.สุพรรณบุรี เพื่อติดตามรับฟังปัญหาจากเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ตรวจเยี่ยมกลุ่มข้าวอินทรีย์ศรีสุพรรณ บ้านวังพลับใต้ ต.มดแดง อ.ศรีประจันต์ โรงงานแปรรูปน้ำนมดิบ สหกรณ์การเกษตรเมืองสุพรรณบุรี ต.สระแก้ว อ.เมืองพบปะเกษตรกร พร้อมเปิดเผยว่า กลุ่มข้าวอินทรีย์ศรีสุพรรณบุรี เกิดจากการรวมตัวของเกษตรกรที่ตั้งใจผลิตข้าวคุณภาพด้วยกระบวนการทำนาอินทรีย์ ปัจจุบันมีสมาชิก 14ราย ที่ขอรับรองมาตรฐาน Organic Thailand โดยผลิตข้าวในรูปแบบกลุ่ม มีพื้นที่เพาะปลูก 136 ไร่ ปริมาณผลผลิตรวมของกลุ่ม 90,700 กิโลกรัม หรือเฉลี่ยประมาณ 500 กิโลกรัม/ไร่ข้าวอินทรีย์ที่สมาชิกผลิตได้นำไปสีเพื่อบริโภคเองในครัวเรือน และจำหน่ายเป็นข้าวอินทรีย์แก่ผู้บริโภคในชุมชนและร้านค้าที่รับไปจำหน่าย

นายประภัตรกล่าวต่อว่า การผลิตข้าวอินทรีย์คือ ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิด ทำให้ข้าวมีผลผลิตที่มีคุณภาพ ปลอดสารพิษ และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืน ทั้งนี้ กลุ่มข้าวอินทรีย์ศรีสุพรรณ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการนำไปเป็นแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้กลุ่มอื่น โดยมีแปลงผลิตข้าวอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองขอบข่ายแหล่งผลิตข้าวอินทรีย์ (T1) ปี 2561 จากกรมการข้าว อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกษตรกรผลิตข้าวคุณภาพได้คือ ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี โดยปัจจุบันเกษตรกรต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ดีจำนวนมาก จึงมอบนโยบายให้ขยายพื้นที่แปลงใหญ่เกษตรอินทรีย์โดยนำร่องใน อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ตำบลละ 500 ไร่ โดยกรมการข้าวจัดหาเมล็ดพันธุ์และประกันรับซื้อคืนในราคาตันละ 20,000 บาท พร้อมสนับสนุนเจาะบ่อบาดาลเพื่อการเกษตรระบบโซลาร์เซลล์ โดย 1 บ่อ ช่วยเหลือเกษตรกรได้ 500 ไร่ นอกจากนี้ มอบหมายให้นายอำเภอศรีประจันต์ จัดประชุมสร้างความเข้าใจกับเกษตรกรทุกตำบล พร้อมทั้งมีวิทยากรให้ความรู้ในการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์คุณภาพดีทั้งยังช่วยเพิ่มการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้เพิ่มปริมาณให้ได้ 200,000 – 300,000 ตัน/ปี เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร

จากนั้นนายประภัตรยังเดินทางไปดูงานที่แปลงใหญ่ข้าวสวนแตง ของนายพิชิต เกียรติสมพร ต.สวนแตง อ.เมืองสุพรรณ ชมแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะข้าว ของกรมการข้าว ประกอบด้วยสมาชิก 83 ราย ปลูกข้าว 3 พันธุ์ ได้แก่ กข41 กข43 และปทุมธานี 1 มีพื้นที่ 970 ไร่ ให้บริการสมาชิก อาทิ จัดทำแปลงสาธิตเพื่อการเรียนรู้  บริการเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี บริการปุ๋ยเคมีราคาถูก โดยแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะ ได้ดำเนินการเมื่อปี 2562 ได้มีการติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจสภาพต้นข้าว กล้องดักจับแมลง ท่อวัดระดับน้ำอัจฉริยะ ซึ่งเกษตรสามารถเรียกดูข้อมูลได้จาก โทรศัพท์มือถือ การบริหารจัดการ การฉีดพ่นสารชีวภัณฑ์โดยใช้โดรน นอกจากนี้ในอนาคตจะขยายผลดำเนินงานแปลงเกษตรอัจฉริยะ กับสมาชิกนาแปลงใหญ่ข้าว ต.สวนแตง อ.เมืองสุพรรณบุรี พื้นที่ 1,800 ไร่ ต่อไป

สำหรับโรงงานแปรรูปน้ำนมดิบ สหกรณ์การเกษตรเมืองสุพรรณบุรี ต.สระแก้ว อ.เมืองสุพรรณบุรี มีสมาชิกเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม 14 ราย ปริมาณโคนม 1,121 ตัว ปริมาณน้ำนมดิบ 6.211 ตัน /วัน และปริมาณที่ส่งนมพาสเจอร์ไรส์(โครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน  34,000 ถุง/วัน โดยสหกรณ์มีแผนธุรกิจรวบรวมน้ำนมดิบ 2,000 ตัน เดือนกันยายน 2562 สหกรณ์รวบรวมน้ำนมดิบได้1,649.41 ตัน เป็นเงิน 32,273,287.15 บาทนำไปแปรรูป 884.03 ตัน เป็นเงิน 15,807,363.96 บาท

เกษตรฯเดินหน้าเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำสู้ภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453720

x

เกษตรฯเดินหน้าเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำสู้ภัยแล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานแก้ปัญหาภัยแล้งที่ต.หนองขาว อ.ท่าม่วง และที่ฝายบ้านทุ่งมะขามเฒ่า ต.กลอนโด อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี ว่า นายกรัฐมนตรีย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานคำนึงถึงประโยชน์สุขของราษฎรเป็นสำคัญ กระทรวงเกษตรฯจึงดำเนินการแก้ภัยแล้งให้มีแหล่งน้ำใช้อุปโภค-บริโภคและการเกษตรอย่างยั่งยืน สิ่งสำคัญที่กระทรวงเกษตรฯมุ่งดำเนินการคือ เพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำให้มากที่สุด เช่น ฝาย แก้มลิง และอ่างเก็บน้ำ หากมีอายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไป ให้ขุดลอกเพื่อเพิ่มความจุของน้ำ นอกจากนี้ ยังมอบหมายกรมประมงนำพันธุ์สัตว์น้ำมาปล่อยตามแหล่งน้ำ ให้ประชาชนประกอบอาชีพเสริมอีกทาง

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อว่า หนึ่งในภารกิจของกระทรวงเกษตรฯคือ มอบหมายกรมชลประทานสร้างสถานีสูบน้ำหนองขาว-หนองโรง พร้อมระบบส่งน้ำ ประกอบด้วย สถานีสูบน้ำ 2 แห่ง และคลองส่งน้ำความยาว 7 กิโลเมตร ที่ส่งน้ำให้ราษฎรกว่า 1,591 ครัวเรือน และพื้นที่การเกษตรกว่า 11,000 ไร่ ในต.หนองขาว แต่ด้วยจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น จึงต้องการใช้น้ำมากขึ้นตาม กรมชลประทานจึงมีแผนดำเนินโครงการสนับสนุนแหล่งน้ำในต.หนองขาว 5 โครงการ หากดำเนินการแล้วเสร็จทั้งหมดจะช่วยเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้กว่า 3,000 ไร่ พื้นที่รับประโยชน์กว่า 1,010 ไร่ และยังเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 80,000 ลูกบาศก์เมตร

จากนั้นรมว.เกษตรฯเดินทางไปยังฝายบ้านมะขามเฒ่า ต.กลอนโด อ.ด่านมะขามเตี้ย ร่วมเป็นสักขีพยานส่งมอบฝายบ้านมะขามเฒ่า ให้องค์การบริหารส่วนตำบลกลอนโด อำเภอด่านมะขามเตี้ยรับไปดูแล บำรุงรักษา และบริหารจัดการน้ำ ทั้งนี้ โครงการฝายบ้านทุ่งมะขามเฒ่า ก่อสร้างโดยโครงการก่อสร้าง สำนักงานชลประทานที่ 13 เป็นฝายคอนกรีตเสริมเหล็ก เก็บกักน้ำได้ประมาณ 30,000 ลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่รับประโยชน์กว่า 450 ไร่ ประชาชนได้ประโยชน์ 119 ครัวเรือน กรมชลประทานสร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำของราษฎรในพื้นที่ ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จแล้ว จึงได้ทำการส่งมอบฝายแห่งนี้ ให้องค์การบริหารส่วนตำบลกลอนโดเป็นผู้ดูแลและบริหารจัดการต่อไป ให้ฝายแห่งนี้สร้างประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่มากที่สุด

นายกฯแจกพืชสวนครัวกว่า3หมื่นต้น ช่วยเหลือเกษตรกรประสบภัยน้ำท่วมศรีสะเกษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453723

x

นายกฯแจกพืชสวนครัวกว่า3หมื่นต้น ช่วยเหลือเกษตรกรประสบภัยน้ำท่วมศรีสะเกษ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากกรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีพบปะเยี่ยมเกษตรกร ณ วิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง หมู่ 7 ตำบลดู่ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานพิธีเปิดโรงอบความชื้นข้าวและทดสอบระบบการคัดคุณภาพข้าวนั้น ภายในงานนายกฯเป็นประธานสนับสนุนพืชพันธุ์ดีกว่า 30,000 ต้น เพื่อช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรกำกับดูแลกองขยายพันธุ์พืชในการผลิตพืชพันธุ์ดีภายใต้โครงการเตรียมปัจจัยการผลิตการเกษตรเพื่อเกษตรกรผู้ประสบภัย เตรียมความพร้อมกรณีต้องให้การช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัยให้สามารถประกอบอาชีพและมีรายได้หลังประสบภัยได้เร็วยิ่งขึ้น ตลอดจนสนับสนุนให้เกษตรกรใช้พืชพันธุ์ดีให้ผลผลิตสูง และลดการระบาดของโรคพืชที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยผลิตพันธุ์พืชสวนครัว 294,000 ต้น พันธุ์ไม้ผล 8,300 ต้น และ เชื้อราไตรโครเดอร์มา 10,000 กิโลกรัม จากศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช ผ่านศูนย์ปฏิบัติการของกรมส่งเสริมการเกษตร 12 ศูนย์ ทั่วประเทศ ภายในงานมีการสนับสนุนพันธุ์พืชคือ มะละกอ แคบ้านพริก มะเขือ กะเพรา และโหระพา รวมกันกว่า 30,000 ต้น มีศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 3 จังหวัดนครราชสีมา ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 5 จังหวัดบุรีรัมย์ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 7 จังหวัดมหาสารคาม และศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 10 จังหวัดอุดรธานี และศูนย์ปฏิบัติการอื่นของกรมส่งเสริมการเกษตร ในที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นผู้ดำเนินการผลิต

สำหรับศูนย์ขยายพันธุ์พืชของกรมส่งเสริมการเกษตร มีหน้าที่ศึกษา วิจัย ทดสอบ ประยุกต์และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพันธุ์พืช ให้เป็นไปตามนโยบายและยุทธศาสตร์ของกรมและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วัตถุประสงค์สำคัญ คือ ผลิตเมล็ดพันธุ์และพืชพันธุ์ดี เพื่อสนับสนุนงานส่งเสริมการเกษตรและจำหน่ายให้เกษตรกรในราคาถูก คุณภาพดี สอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกร โดยมีศูนย์ขยายพันธุ์พืชตั้งอยู่ในภูมิภาคต่างๆ 10 ศูนย์ มีกิจกรรมการดำเนินงานเพื่อพัฒนาศักยภาพของศูนย์ขยายพันธุ์พืช ในแต่ละศูนย์ 5 กิจกรรมหลัก คือ 1.สนับสนุนการพัฒนางานภารกิจด้านขยายพันธุ์พืชสู่งานวิจัย 2.สนับสนุนการผลิตขยายพันธุ์พืชเพื่องานส่งเสริมการเกษตร 3.ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการผลิตและขยายพันธุ์พืช 4. ประเมินผลการปฏิบัติงานศูนย์ขยายพันธุ์พืช และ 5.สัมมนาเชิงปฏิบัติการการพัฒนาการผลิตและขยายพันธุ์พืช

แนะปลูกอ้อย-ถั่ว-ข้าวโพดแทนทำนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453725

x

แนะปลูกอ้อย-ถั่ว-ข้าวโพดแทนทำนา

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายฉกาจ ฉันทจิระวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จ.ขอนแก่น มีพื้นที่ปลูกข้าวในชั้นความเหมาะสมต่างๆ (Agri-Map) 5.67 ล้านไร่ แบ่งเป็น พื้นที่ที่เหมาะสมมาก (S1) และเหมาะสมปานกลาง (S2) สำหรับการปลูกข้าว 2.39 ล้านไร่ เกษตรกรปลูกข้าวเหนียวนาปีได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 3,582 บาท/ไร่/ปี ข้าวหอมมะลิได้ผลตอบแทนสุทธิ เฉลี่ย 2,544 บาท/ไร่/ปี ขณะที่พื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) และไม่เหมาะสม (N) สำหรับการปลูกข้าว มี 3.28 ล้านไร่ เกษตรกรปลูกข้าวเหนียวนาปี ได้ผลตอบแทนสุทธิ (ขาดทุน)เฉลี่ย – 871 บาท/ไร่/ปี ข้าวหอมมะลิได้ผลตอบแทนสุทธิ (ขาดทุน) เฉลี่ย -1,502 บาท/ไร่/ปี

หากพิจารณาถึงพืชทางเลือกที่จะปรับเปลี่ยนในพื้นที่ปลูกข้าวพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3, N) ในจ.ขอนแก่น พบว่า พืชทางเลือกที่เหมาะสมให้ผลตอบแทนดีกว่าและตลาดต้องการต่อเนื่องหลายชนิด เช่น อ้อยโรงงาน  มันสำปะหลังโรงงาน  ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 1 (ฤดูฝน) ถั่วลิสงรุ่น 2 (ฤดูแล้ง)   ถั่วเหลืองรุ่น 2 (ฤดูแล้ง)

สำหรับสินค้าทางเลือกดังกล่าว เกษตรกรมีตลาดรองรับแน่นอน โดยอ้อยโรงงาน มีโรงงานผลิตน้ำตาลในจังหวัด 2 แห่งเป็นแหล่งรับซื้อผลผลิตของเกษตรกรคือ โรงงานน้ำตาลมิตรผล และโรงงานน้ำตาลขอนแก่น  มันสำปะหลังโรงงาน มีลานมันรับซื้อทั้งมันสดและมันเส้นจากเกษตรกร ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง
และถั่วลิสง มีร้านค้าเป็นแหล่งรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในท้องที่ อีกทั้งมีพ่อค้าไปรับซื้อผลผลิตที่ไร่นาเพื่อนำไปขายหรือนำไปแปรรูปต่ออีกทางนี้ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มพืชผักที่เป็นพืชทางเลือกที่น่าสนใจเพื่อสร้างรายได้ อาทิ ผักกาดหัว (ฤดูหนาว)ผักบุ้งจีน ต้นหอม ผักกาดหอม และการเลี้ยงจิ้งหรีด โดยเกษตรกรจะขายผักให้กับสหกรณ์การเกษตร หรือขายส่งให้กับพ่อค้าที่ตลาดค้าส่งผักในจังหวัด สำหรับจิ้งหรีด เกษตรกรขายปลีกและขายส่งให้กับพ่อค้าที่มารับซื้อผลผลิตที่ฟาร์ม ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจข้อมูลพืชทางเลือกในจังหวัดขอนแก่น สามารถสอบถามได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4โทร 0-4326-1513 หรือ zone4@oae.go.th

ซอกแซกอาเซียน : 14 พฤศจิกายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453729

566101

ซอกแซกอาเซียน : 14 พฤศจิกายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมืองมะละแหม่ง ที่ผมว่ามีหลายชื่อ เพราะเราฟังภาษามอญ หรือภาษาเมียนมาได้ไม่ชัดผมก็พยายามเงี่ยหูฟังท่านรองอธิบดีกรมเกษตรพูดชื่อเมืองนี้หลายๆ ครั้งแล้ว มันเป็นไปได้ทั้งหมด ไทยเราจึงเรียกตามหูที่ได้ยินของแต่ละคนว่า เมาะลำเลิง บ้าง เมาะลำใย บ้าง บางคนฟังเป็นเมาะตะมะไปก็มียิ่งไปอ่านจากการสะกดเป็นภาษาอังกฤษที่เขาเขียนชื่อเมือง ก็ยิ่งอ่านไม่ได้เลย คือ Mawlamyine เรื่องของเรื่องก็คือ ระบบการสะกดภาษาอังกฤษของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน สำหรับตัวผมหลังจากที่ได้ไปๆมาๆ หลายประเทศทำให้ผมพอเดาจากการสะกดชื่อเป็นภาษาอังกฤษได้ว่าเป็นสไตล์ของประเทศใด เช่น สปป.ลาว จะสะกดคล้ายๆ จีน มีการเอาตัวอักษร X มาใช้เยอะ อย่างประตูชัย ก็เขียนว่า Patuxai เป็นต้น ถ้าเป็นอินเดีย ท ทหาร จะใช้ D แล้วตามด้วย H ตลอด เช่น ทิพยะ สะกดว่า Dhipaya ส่วนของไทยเราก็นิยมใช้ตัว H มากจนน่าเบื่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัว พ พาน ต้องเขียนด้วย Ph ทุกครั้งจนฝรั่งมันอ่านเป็น ฟ ฟัน ทุกที แม้แต่นามสกุลผมเอง ในส่วนของเมียนมาเขามักจะมีตัว Y เข้าไปประกอบเกือบทุกคำเริ่มแต่ชื่อประเทศ Myanmar ในรัฐคะฉิ่นที่ผมเคยไปเมืองหลวงถ่ายรูปแล้วส่งไลน์ไปให้เพื่อนคนฟิลิปปินส์ดู บอกว่าอยู่ที่เมืองMyitkyina ปรากฏว่าเพื่อนอ่านไม่ออก (คงเหมือนมะละแหม่งนั่นแหละ)ต้องไปศึกษาถามผู้รู้อยู่นาน สักพักจึงแจ้งกลับมาบอกผมว่า ทำไมไม่เขียนว่า Mitchina (วะ) อีกเมืองในรัฐยะไข่ ที่มีพระพุทธรูปมหามุนีอันโด่งดังประดิษฐานอยู่ สะกดชื่อเมืองว่า Kyauktaw อ่านยังไงๆก็ไม่เป็น “เจ้าจ่อ” เหมือนที่รองอธิบดี เขาออกเสียงเลย

ไปเสียไกลเลยนะเรื่องภาษา กลับมาพูดเรื่องมอญครับ รัฐมอญคนมอญ คืออันเดียวกับมอญแถวพระประแดง หรือที่สามโก้ ปทุมธานีนั่นแหละ คนมอญมาอยู่ในเมืองไทยจนกลายเป็นคนสัญชาติไทยไปแล้วมีเป็นจำนวนมาก แต่ที่เมียนมาเขาเป็นรัฐรัฐหนึ่งที่ปกครองตัวเองแต่ในสัญชาติเมียนมา เมืองมะละแหม่งเป็นศูนย์กลางการบริหาร มีทำเนียบรัฐบาลมอญตั้งอยู่ เป็นเมืองใหญ่มากติดทะเลอันดามัน เห็นใครเล่าว่าเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของเมียนมารองจากย่างกุ้ง และเป็นจุดที่แม่น้ำสาละวินไหลผ่านลงสู่ทะเล และก็เมืองมะละแหม่งที่ออกเสียงยากนี้แหละ ที่เป็นต้นทางฝั่งตะวันตกของ East West Economic Corridor ของอาเซียนซึ่งได้ตัดเป็นถนนเรียกว่าเส้น R9 เชื่อมฝั่งทะเลอันดามัน ไปเข้าประเทศไทยที่แม่สอด วิ่งผ่านจังหวัดตาก ไปพิษณุโลก เข้าเพชรบูรณ์ ผ่านชุมแพ ขอนแก่น ยางตลาดของกาฬสินธุ์ ไปออกมุกดาหาร ข้ามแม่น้ำโขง เข้าสุวรรณเขต สปป.ลาวไปเมืองเซโนที่ขายไก่ย่างชื่อดัง ออกเวียดนามที่ด่านลาวบาว เข้าไปเมืองเว้ และสิ้นสุดที่เมืองดานังที่ตั้งอยู่ติดทะเลจีนใต้ (อธิบายแบบเห็นภาพเลยครับ) จะว่าไปเส้นทาง R9 นี้ ผมเคยนั่งรถผ่านทะลุทะลวงมาแล้วเมื่อประมาณปี 2553 สมัยอบรมผู้บริหารของก.พ. ยกเว้นช่วงเดียวที่ยังไม่เคยผ่าน คือจากมะละแหม่งไป แม่สอดนี่แหละ คิดว่าวันหนึ่งต้องเอาให้จบให้ได้ครับ

มุขมนตรีของรัฐมอญเป็นผู้ชาย รูปร่างสูงใหญ่ ทำพิธีส่งมอบข้าวในห้องประชุมทำเนียบรัฐบาล ซึ่งลำดับพิธีการก็ไม่ต่างจากที่ผ่านๆ มา เพราะฝ่ายเจ้าหน้าที่ของท่านรองอธิบดี เขาเป็นผู้ดำเนินการเราก็เพียงไปกล่าวปราศรัย และยื่นป้ายใหญ่ๆ เขียนว่าเป็นข้าวบริจาคตามโครงการอะไร ท่านมุขมนตรีก็เป็นฝ่ายรับและส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องรับไปกระจายสู่ประชาชนผู้ประสบภัยธรรมชาติ ถ่ายรูปกันพองามแล้วก็เสร็จสิ้นกระบวนความ

ทริปนี้คณะเราต้องรีบเดินทางกลับทางเครื่องบินประมาณสองทุ่มซึ่งเป็นเที่ยวสุดท้าย จึงต้องเร่งบึ่งจากเมืองมะละแหม่ง ตีรถขึ้นเหนือมาย่างกุ้งอย่างเร็ว เพราะระยะทางไม่ใช่ใกล้ อีกทั้งยังเป็นทางสองเลน วิ่งทำเวลาไม่ค่อยได้ จนเจียนจะตกเครื่องบินเสียให้ได้ อาศัยท่านรองอธิบดี เขาส่งลูกน้องไปขอให้เคาเตอร์เช็คอินรอก่อนสักแป๊บ อย่าเพิ่งปิด ประกอบกับโชคดีที่เครื่องบินการบินไทยคืนนั้นดีเลย์ เราก็เลยสามารถเดินทางมาทันเครื่องบิน แต่ก็ด้วยความหวังที่ทำใจไว้แล้วว่า คงต้องอยู่ค้างย่างกุ้งรบกวนท่านรองอธิบดี อีกหนึ่งคืนเป็นแน่ เนื่องจากช่วงเวลานั้นเส้นทางไปสนามบินย่างกุ้งรถติดหนึบไม่แพ้กรุงเทพฯ เลยครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ด่วน! ‘ธรรมนัส’สรุปชัดๆที่ดินฟาร์มไก่’ปารีณา’ไม่ได้บุกรุกที่ส.ป.ก ถือว่า’ไม่ผิด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453757

ด่วน! 'ธรรมนัส'สรุปชัดๆที่ดินฟาร์มไก่'ปารีณา'ไม่ได้บุกรุกที่ส.ป.ก ถือว่า'ไม่ผิด'

ด่วน! ‘ธรรมนัส’สรุปชัดๆที่ดินฟาร์มไก่’ปารีณา’ไม่ได้บุกรุกที่ส.ป.ก ถือว่า’ไม่ผิด’

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 17.35 น.

“ธรรมนัส”สรุปชัดๆ ที่ดินฟาร์มไก่”เอ๋-ปารีณา”ไม่บุกรุกที่ส.ป.ก.ระบุครอบครองมาก่อนประกาศเขตปฏิรูปที่ดิน จึงไม่มีความผิด พร้อมตั้งคณะกรรมการการสอบได้มาของพื้นที่ เผย”ส.ส.คนดัง”พร้อมคืนที่ให้หลวงหากผิดกฎหมายส.ป.ก.

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานหลังจากสั่งให้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการส.ป.ก.ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่ดินฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม ของน.ส.ปารีณา ไกคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชารัฐ อยู่ในที่ส.ป.ก.และป่าสงวนแห่งชาติ จ.ราชบุรี กว่า 1.7 พันไร่ โดยสรุปที่ดินแปลงหน้าเป็นส.ป.ก. ที่แปลงกลางที่มีเอกสารสิทธิ์ และแปลงหลังเป็นส.ป.ก.ซึ่งหลังจากที่กรมป่าไม้มอบพื้นที่มาให้ส.ป.ก.ประกาศเขตปฏิรูปที่ดินเมื่อปี2536 ได้จัดสรรให้ชาวบ้านไป 700 กว่าไร่ เหลือประมาณ 900 กว่าไร่ ซึ่งรวม 3 แปลง โดยแปลงที่อยู่ตรงกลางมีเอกสารสิทธิ ที่น.ส.ปารีณาชี้แจงว่ามีนส.3และสค.1 ทั้งนี้กำลังขอตรวจสอบเอกสารดังกล่าว

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า น.ส.ปารีณา ได้เข้าชี้แจงกับฝ่ายกฎหมายของส.ป.ก.แล้วยืนยันว่าเนื่องจากที่ดินทั้งหมดทางครอบครัวน.ส.ปารีณา ครอบครองมาก่อนตั้งแต่ปี 2489 จากนั้นกรมป่าไม้ส่งมอบพื้นที่ให้ ส.ป.ก.ปี 2536 จัดสรรให้ชาวบ้านเขาทำกินไปบางส่วนแล้ว

“ต้องถือว่าครอบครัวคุณเอ๋ อยู่มาก่อนที่จะนำที่ดินแปลงนี้มาประกาศเขตปฏิรูปที่ดิน ทั้งนี้เวลากรมป่าไม้ส่งพื้นที่มาให้ส.ป.ก.ส่งพร้อมผู้ครอบครอง และย้อนไปปี 2489 ประกาศใช้พระราชบัญญัติที่ดินให้ชาวบ้าน มีเรื่องกรรมสิทธิ์ครองครองในที่ดิน ก่อนหน้าที่เป็นที่ดินของคุณเอ๋ ก่อนมาจัดสรรให้ชาวบ้าน ย้อนไปศึกษาว่าครอบครัวคุณเอ๋ ครอบครองมากี่ปี ไม่ใช่บุกรุก ถือว่าไม่ผิด แต่เมื่อพื้นที่นำมาจัดสรรปฏิรูปที่ดิน ต้องยึดตามระเบียบส.ป.ก.เพื่อเกษตร”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า ประเด็นคือ ส.ส.ปวีณา ไม่ได้บุกรุก เขาครอบครองมาก่อน ที่ส.ป.ก.รับพื้นที่มาตอนเขาครอบครองอยู่แล้ว รวมทั้งไม่จัดเป็นที่ดินแปลงใหญ่ โดยส.ป.ก.แปลงแรกติดถนนมีพื้นที่ 200 กว่าไร่ ถัดไปแปลงกลางเป็นที่เอกสารสิทธิ และแปลงถัดไปเป็นส.ป.ก.300 กว่าไร่

“สั่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จโดยเร็ว จากนี้ฝ่ายกฎหมายเข้าตรวจสอบหาข้อเท็จจริงก่อนหน้านี้ที่พื้นที่เป็นนของนายทวี ไกรคุปต์ คุณพ่อคุณเอ๋ ครอบครองมากี่ปี ถ้าเขาอยู่มาก่อน ถือว่าไม่บุกรุก โดยต้องสอบสวน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ด้วยเพราะเป็นประเด็นสำคัญที่สังคมสนใจ”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

รมช.เกษตรฯกล่าวว่าต้องใช้กฎหมายส.ป.ก.เป็นหลัก ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา44 จะใช้ในกรณีไม่สามารถเจรากับผู้ครองได้ ขณะนี้เราเจรจาได้กับส.ส. ปารีณา มีข้อตกลงพร้อมให้ความร่วมมือ ถ้าไม่เข้าระเบียบของส.ป.ก.จำเป็นคืนที่ดินให้หลวง ถ้าเป็นแปลงใหญ่จะนำมาจัดสรรใหม่กระจายสิทธิ  ตามนโยบายส.ป.ก.ต้องการทำเกษตรแปลงใหญ่ รูปแบบวิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์

ทั้งนี้ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ทำตามหลักกฎหมาย ประเด็นเวลานี้ชัดเจนเขาครอบครองมาก่อนจะเป็นที่ส.ป.ก.เมื่อกรมป่าไม้ ส่งมาให้เรามาจัดสรรสิทธิ ปี36 จัดให้ชาวบ้านเข้าพื้นที่ 700 กว่าไร่ ส่วนพื้นที่ที่ครอบครองมาก่อนจะดำเนินการอย่างไร จะแก้ไขอย่างไรโดยยึดหลักพระราชบัญญัติ.ส.ป.ก.เป็นหลัก

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะดำเนินการตรวจสอบนักการเมืองในพรรคเดียวกันอย่างตรงไปตรงมาและนักการเมืองรายอื่นยังมีที่ดินส.ป.ก.ซุกไว้อีกหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า กฎหมายไม่มีการละเว้นให้กับใคร ได้สั่งทุกจังหวัดตรวจสอบอย่างละเอียด ถ้าตรวจเจอดำเนินการหมด ไม่ว่านักการเมืองพรรคไหน ส่วนตนไม่มีที่ดินส.ป.ก. เข้ามาเป็นรมช.เกษตรฯได้แจกที่ส.ป.ก.ในคนยากจนเป็นแสนไร่แล้ว ตนได้พูดคุยกับนายทวี ไกรคุปต์ เขายืนยันอยู่มาก่อนพร้อมให้ตรวจสอบความร่วมมือทุกอย่างปฏิบัติตามกฎหมายทุกขั้นตอน

“ส่วนสัปดาห์หน้าวันที่23พ.ย.ตนจะเดินทางไปจ.กระบี่ ยึดคืนพื้นที่ส.ป.ก.สวนปาล์มบริษัทอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มกว่า1หมื่นไร่ โดยขณะนี้ฝ่ายความมั่นคงเข้าเคลียร์พื้นที่ให้ทุกฝ่ายทั้งม็อบ และชาวบ้านต่างพื้นที่เข้าไปจับจองสวนปาล์ม ต้องออกจากพื้นที่หมดและนำมาจัดสรรให้กับคนในจังหวัดกระบี่ก่อน”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

เตือนธุรกิจโคนมรับมือการแข่งขันสูงในอีก 5 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398893?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เตือนธุรกิจโคนมรับมือการแข่งขันสูงในอีก 5 ปี

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
หนองโพ,ราชบุรี,โคนม,ธุรกิจโคนม,การแข่งขัน,ยุทธศาสตร์นม
เปิดอ่าน 167 ครั้ง

นายกฯเตือนอีก 5 ปีธุรกิจโคนมรับมือสถานการณ์เผชิญการแข่งขันมากขึ้น เร่งเดินหน้ายุทธศาสตร์ ชูสหกรณ์หนองโพราชบุรี โมเดลทางรอดผู้เลี้ยงโค

14 พฤศจิกายน 2562 ในการลงพื้นที่ตรวจราชการที่จังหวัดราชบุรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก่อนจะมีการประชุมครม.สัญจร ที่จ.กาญจนบุรีได้เยี่ยมชมความก้าวหน้ากิจการสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) ตำบลหนองโพ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี พร้อมทั้งได้ชมพิพิธภัณฑ์สหกรณ์โคนมหนองโพ การผลิตนม UHT นิทรรศการด้านปศุสัตว์  พร้อมชมการสาธิตการเลี้ยงโคนมและให้อาหารโค ก่อนจะพบปะเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวกับสมาชิกสหกรณ์โคนมหนองโพฯ ว่า การทำสิ่งต่าง ๆ ไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียวไม่มีใครแก้ปัญหาได้โดยลำพัง บางคนมีหนี้มีสิน บางคนมีรายได้น้อย เพราะฉะนั้นจึงต้องรวมกลุ่มกัน ร่วมมือกันเป็นสหกรณ์ ซึ่งเป็นแนวทางในการช่วยเกษตรกรที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระราชทานไว้ ถ้าเราทำให้ถูกตามกติกา ใช้หลักสหกรณ์ให้ถูกให้เป็น สหกรณ์ก็จะเจริญก้าวหน้า กิจการของสหกรณ์จะเข้มแข็งและช่วยดูแลอาชีพ  สร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน

โดยรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกการดำเนินงานของสหกรณ์ในอนาคตอยากให้สหกรณ์ลองหาตลาดใหม่ ๆ และเปิดตลาดผลิตภัณฑ์นมของสหกรณ์ให้กว้างมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมการบริโภคนมในประเทศ และพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อแปรรูปสินค้าที่ผลิตจากนมให้มีความหลากหลายตรงกับที่ตลาดและผู้บริโภคต้องการ

นอกจากนี้ ขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันหามาตรการรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งนี้มีการก่อตั้งมากว่า 40 ปี ช่วงเวลาที่ผ่านมาได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเดินหน้ายุทธศาสตร์ชาติ ในเรื่อง “นม” และในอีก 5 ปีข้างหน้า ต้องเตรียมพร้อมเพื่อเผชิญกับการแข่งขันมากขึ้น  โดยการหาวิธีช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต เพื่อให้สามารถสู้กับตลาดต่างประเทศได้

โคนมในเขตจังหวัดราชบุรีและนครปฐมประสบปัญหาเรื่องไม่มีสถานที่จำหน่ายน้ำนมดิบที่รีดได้จากแม่โคนม สถานีผสมเทียมจังหวัดราชบุรี ได้นำเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเข้าเฝ้าละอองธุลีพระบาทฯ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในวโรกาสที่เสด็จฯ เปิดโรงงานนมผงสวนจิตรลดา ณ พระราชวังสวนจิตรลดา และทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาถึงปัญหาความเดือดร้อนที่ไม่มีตลาดจำหน่ายน้ำนมดิบ

พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ความช่วยเหลือในการที่จะสร้างโรงงานนมผงขึ้น ต่อมาในปี 2513  นายทวิช กลิ่นประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรีในขณะนั้นได้ทราบปัญหาของผู้เลี้ยงโคนม จึงได้ทูลเกล้าฯ ถวายเงินจำนวน 1,400,000 บาท แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อพิจารณานำมาช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมดังกล่าว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ได้พระราชทานเงินจำนวนนี้ร่วมกับพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 1,002,000 บาท ในการก่อสร้างและจัดตั้งโรงงานนมผงขึ้น   ณ ตำบลหนองโพ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี โดยได้ดำเนินการในรูปบริษัทจำกัด ใช้ชื่อว่า บริษัทผลิตภัณฑ์นมหนองโพ จำกัด และทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์

ในระยะที่เกษตรกรได้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา และรอรับการแก้ไขอยู่นั้น กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจึงได้ขอความช่วยเหลือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรีในขณะนั้นคือ นายจรูญ วัฒนากร ให้ช่วยติดต่อหาผู้รับซื้อน้ำนมดิบ จนกระทั่งได้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตกลงเป็นผู้รับซื้อ

ต่อมากลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม รวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็น ‘ศูนย์รวมนมหนองโพ’ ขึ้นในปี พ.ศ.2513 และเปิดรวบรวมน้ำนมดิบจากสมาชิก ต่อมาวันที่ 5 มีนาคม 2514 คณะกรรมการศูนย์รวมนมและสมาชิกได้ประชุมร่วมกันและมีมติจัดตั้งสหกรณ์โคนมขึ้น  มีสมาชิกแรกตั้ง 185 คน โดยใช้ชื่อว่า ‘สหกรณ์โคนมราชบุรี จำกัด ต่อมาในปี 2516 ได้เริ่มผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ครั้งแรก ทางสหกรณ์จึงขอจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็น “สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด” ประเภทสหกรณ์การเกษตร เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2516

สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) ได้ดำเนินกิจการมาเป็นเวลากว่า 48 ปี ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทางสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด ฯ ได้ดำเนินกิจการมาตามแนวพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรมาโดยตลอด ดำเนินธุรกิจที่ตอบสนองและช่วยส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม

ทั้งการให้สินเชื่อเพื่อเป็นทุนประกอบอาชีพ การรับฝากเงิน การจัดหาสินค้าและปัจจัยการผลิตมาจำหน่าย โรงงานผลิตอาหารสัตว์ ธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลิตภัณฑ์นม ธุรกิจบริการ และส่งเสริมอาชีพการเกษตร โดยการให้บริการความรู้ด้านการเลี้ยงโคนมเพื่อให้ได้น้ำนมดิบที่มีคุณภาพ บริการผสมเทียม  การดูแลสุขภาพโคนม และส่งเสริมการจัดทำฟาร์มโคนมของเกษตรกรให้มาตรฐาน

ปัจจุบัน สหกรณ์ฯ สามารถแปรรูปผลิตภัณฑ์นมได้หลากหลายชนิด ทั้งนมพาสเจอร์ไรส์ นม UHT โยเกิร์ต ไอศครีม และนมอัดเม็ด จำหน่ายไปทั่วประเทศ ทั้งในห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ร้านโชห่วย ช่องทาง On Line   ผ่านเพจลาซาด้าและ Shopee ร้านหนองโพคาเฟ่ รวมถึงตลาดต่างประเทศ ได้แก่ กัมพูชา พม่า ลาวและบรูไน คาดว่าในปี 2562 สหกรณ์จะมียอดขายผลิตภัณฑ์นมไม่น้อยกว่า 2,900 ล้านบาท

สหกรณ์ยังได้เพิ่มกําลังการผลิต ให้เพียงพอที่จะรองรับกับปริมาณน้ำนมดิบที่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในเขตตำบลหนองโพและพื้นที่ใกล้เคียงผลิตได้ทำให้เกษตรกรไม่มีปัญหาความเดือดร้อนในเรื่องสถานที่จำหน่ายน้ำนมดิบ เมื่อเกษตรกรรวมกลุ่มกันเพื่อดำเนินงานในรูปสหกรณ์ ทำให้ได้รับประโยชน์ ทั้งเรื่องการผลิตน้ำนมดิบ การแปรรูปและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมของสหกรณ์ ที่ส่งผลต่อการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรในตำบลหนองโพ ซึ่งนับได้ว่าสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) คือทางออกของการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมได้อย่างแท้จริง

เปิดศึกการแข่งขัน ปั้นชาวนาไทย ส่งออกข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398846?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เปิดศึกการแข่งขัน ปั้นชาวนาไทย ส่งออกข้าว

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 – 16:40 น.
กรมการข้าว,โตโยต้า มอเตอร์
เปิดอ่าน 38 ครั้ง

เปิดศึกการแข่งขัน ปั้นชาวนาไทย ส่งออกข้าวไปขายตางประเทศได้ด้วยตัวเอง 

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมกับบริษัท ฟาร์มแชนเนล (ประเทศไทย) จำกัด และกรมการข้าว กระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์ ผนึกกำลังอีกครั้งเพื่อชาวยาไทย ในโครงการ The Super Farmer เกมเกษตรกรปี 7  เพื่อค้นหาสุดยอดชุมชนชาวนาผู้ผลิตข้าวมาตรฐานส่งออกที่สามารถส่งออกข้าวไปขายยังต่างประเทศได้ด้วยตนเอง  สามารถเป็นต้นแบบให้กับชาวนาไทย ในการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น


นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยคุณสุปรียา ไม้มณี ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมสังคม บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด  และ นายสุรศักดิ์ ซิมตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟาร์มแชนเนล (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมพิธีเปิดโครงการ The super farmer เกมเกษตรกรปีที่ 7 อย่างเป็นทางการ ณ สตูดิโอ กันตนา รัชดาฯ กรุงเทพฯ
The Super Farmer เกมเกษตรกร ได้ดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่อง

โดยในช่วงแต่ละปีที่ผ่านมา เกษตรกรที่เข้าร่วมแข่งขันมีการพัฒนาศักยภาพการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น การันตีจาก คุณภาพผลผลิตดีขึ้น ผลผลิตต่อไร่สูง และ มีการต่อยอดถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังชุมชนชาวนาข้างเคียง ส่งผลต่อการสร้างชุมชนชาวนาให้มีความเข้มแข็ง สร้างความมั่นคงในอาชีพชาวนา สร้างความอยู่ดีกินดีให้กับชาวนาในหลายพื้นที่
การแข่งขัน The Super Farmerเกมเกษตรกรปี 7 คือการต่อยอดองค์ความรู้ของการแข่งขันปีที่ผ่านมาให้เป็นรูปธรรม นั่นคือการลงมือปฏิบัติให้ทีมที่เข้าแข่งขันสามารถเป็นผู้ส่งออกข้าวไปขายยังต่างประเทศได้ด้วยตนเอง  โดยแบ่งภารกิจการแข่งขันออกเป็น 12 ภารกิจ ซึ่งทีมที่เป็นตัวแทนในการแข่งขัน The Super Farmer เกมเกษตรกรปี 7 ได้ถูกคัดเลือกตามหลักเกณฑ์ที่กรมการข้าวกำหนด ประกอบด้วย 5 ทีม 5 ชุมชน 5 จังหวัด ได้แก่

1.กลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเปลือก (นาแปลงใหญ่) สกต.สุรินทร์ จ.สุรินทร์  2.กลุ่มนาแปลงใหญ่โนนกระสัง ตำบลกระเบื้องใหญ่ จ.นครราชสีมา  3.วิสาหกิจชุมชนแปลงนาสะอาด จ.กำแพงเพชร 4.สหกรณ์การเกษตรศุภนิมิตหนองยายดา จำกัด จ.อุทัยธานี  5.กลุ่มนาแปลงใหญ่ข้าวตำบลห้วยน้ำหอม จ.นครสวรรค์
การแข่งขันปลูกข้าวที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เพื่อค้นหาสุดยอดชุมชนชาวนาผู้ผลิตข้าวที่สามารถขายข้าวไปยังตลาดต่างประเทศได้ด้วยตนเอง เริ่มออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ทุกวันพุธ เวลา 13.30-14.00 น. เริ่มวันพุธที่ 4 ธันวาคม โดยผู้ชนะจะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมรางวัลมูลค่ากว่าหนึ่งล้านบาท

สุดยอดสินค้าวิสาหกิจชุมชนออกร้านกาชาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398809?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

สุดยอดสินค้าวิสาหกิจชุมชนออกร้านกาชาด

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 – 14:48 น.
งานกาชาด,กรมส่งเสริมการเกษตร,วิสาหกิจชุมชน,สินค้าเกษตร
เปิดอ่าน 48 ครั้ง

สุดยอดสินค้าวิสาหกิจชุมชนออกร้านกาชาด กรมส่งเสริมการเกษตรนำสินค้าคุณภาพดี ออกบูธ จำหน่าย หวังคนไทยใส่ใจผลิตภัณฑ์แปรรูปสินค้ามากขึ้น

13 พฤศจิกายน 2562 นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมออกร้านจำหน่ายสินค้าในงานกาชาด ประจำปี 2562

ภายใต้แนวคิด “เย็นศิระเพราะพระบริบาล เกิดสายธารการให้ที่งดงาม” ระหว่างวันที่ 15 – 24 พฤศจิกายน 2562 ตั้งแต่เวลา 10.30 – 22.00 น. ณ สวนลุมพินี ถนนพระราม 4 กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงผลงานของหน่วยงานราชการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และมีส่วนร่วมกับสภากาชาดไทยในกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อหารายได้โดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย อีกทั้งมุ่งหวังให้คนไทยใส่ใจผลิตภัณฑ์แปรรูปสินค้าทางการเกษตรของพี่น้องเกษตรกรไทยมากยิ่งขึ้น

สำหรับการจัดงานครั้งนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้เชิญกลุ่มวิสาหกิจชุมชนซึ่งผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพและได้รับการรับรองมาตรฐานมาร่วมออกร้านจำหน่ายสินค้า โดยมีทั้งหมด 6 บูธ เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปสินค้าทางการเกษตร ให้กับคนกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้

1. วิสาหกิจชุมชนฉัตรหลวง (ณัชกร) จากกรุงเทพมหานคร นำมะม่วงน้ำปลาหวาน ข้าวแตนน้ำแตงโม จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ ข้าวแตนน้ำแตงโม ผลิตจากเมล็ดข้าวเหนียวพันธุ์ดีมีความหอม กรอบ อร่อย โรยด้วยน้ำตาลผสมขี้ผึ้งผ่านการเคี่ยวจนหอมซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของ “ข้าวแตนฉัตรหลวง” ปัจจุบันมีหลายรสชาติทั้งรสสาหร่าย รสต้มยำ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

2. วิสาหกิจชุมชนแก้วเจ้าจอม จากจังหวัดสุพรรณบุรี นำทองม้วนรสชาติต่าง ๆ มาร่วมจำหน่ายจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ได้คัดสรรวัตถุดิบจากท้องถิ่น ผ่านกระบวนการผลิตที่ใส่ใจ ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ทองม้วนที่หอม หวาน ทรงคุณค่า

3. วิสาหกิจชุมชนบ้านสบายใจ จากจังหวัดสมุทรสงคราม นำผลิตภัณฑ์กล้วยผง กล้วยอบ กล้วยกวน กล้วยหอมทอด เพื่อสุขภาพมาจำหน่าย จุดเด่นของผลิตภัณฑ์กล้วยผง เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากผลไม้พื้นบ้านสู่การพัฒนา ต่อยอด เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ อุดมด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์กับร่างกายรับประทานได้ทุกเพศทุกวัย

4. วิสาหกิจชุมชนแปรรูปบ้านปลายคลอง จากจังหวัดจันทบุรี ผลิตน้ำมังคุด น้ำลองกอง มังคุดกวน จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ ตัวเนื้อมังคุดไม่มีส่วนผสมของเปลือกและน้ำตาล ผลิตจากมังคุดสายพันธุ์แท้อายุมากกว่าร้อยปี

5. วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านริมร่อง จากจังหวัดลำพูน ผลิตลำไยอบแห้ง ผลไม้อบแห้ง คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพดี คงรสชาติความหวาน หอม อร่อย เหมาะกับทุกเพศทุกวัย

6. วิสาหกิจชุมชนเรือนสมุนไพรคุณยาย จากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าว จุดเด่นของผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าว น้ำมันดี มีประโยชน์กับร่างกาย สามารถใช้รับประทานเพื่อลดความอ้วน เร่งกระบวนการเผาผลาญของร่างกาย เพิ่มการสร้างอินซูลิน ทั้งยังมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อราต่าง ๆ และรักษาโรคผิวหนังได้อีกด้วย

ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่นำมาจำหน่ายกรมส่งเสริมการเกษตรได้เข้าไปกับกำกับ ดูแล สนับสนุนอย่างใกล้ชิด อาทิ การจัดทำแผนบริหารจัดการกลุ่มวิสาหกิจชุมชน การจัดทำนามบัตรร้านค้า หรือ จัดทำ QR code แนะนำร้านค้า โดยบอกเล่าเรื่องราวที่มาของร้าน ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน

พร้อมมีหลักฐานที่ชัดเจนปรากฏอย่างเด่นชัด และร่วมรณรงค์ให้ใช้ถุงผ้า หรือถุงกระดาษ ทดแทนการใช้ถุงพลาสติก โดยให้ความใส่ใจเรื่องการรักธรรมชาติ ลดภาวะโลกร้อน กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอเชิญทุกท่านมาพบกันได้ที่งานกาชาด ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร “เที่ยวสนุก สุขใจ ได้กุศล เที่ยวงานกาชาดที่สวนลุมพินี”

รู้แล้วทำไมรอด’ม.44′!! ป่าไม้เรียก’ปารีณา’ชี้แนวเขต-ใบเสียภาษีภบท.5

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453696

รู้แล้วทำไมรอด'ม.44'!! ป่าไม้เรียก'ปารีณา'ชี้แนวเขต-ใบเสียภาษีภบท.5

รู้แล้วทำไมรอด’ม.44′!! ป่าไม้เรียก’ปารีณา’ชี้แนวเขต-ใบเสียภาษีภบท.5

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 15.16 น.

อธิบดีกรมป่าไม้ระบุ “ปารีณา”ต้องนำหนังสือถือครองสิทธิ์ที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติซึ่งทำเป็นฟาร์มไก่มาแจง พร้อมนำชี้แนวเขตพื้นที่ที่ครอบครองด้วย บ่ายนี้สำนักทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 ราชบุรีจะรายงานผลการตรวจสอบแนวเขตที่ดิน ส่อเค้าบานปลาย หากผู้ครอบครองที่ดินกับผู้เสียภาษี ภบท. 5 ไม่ใช่“ปารีณา”

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ขณะนี้ป่าไม้จังหวัดราชบุรีร่วมกับปฏิรูปที่ดินราชบุรีกำลังตรวจสอบแนวเขตที่ดิน 85 แปลง เนื้อที่ 1,706 ไร่ของนางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ กว่า 1,700 ไร่ ในพื้นที่หมู่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี เบื้องต้นจะต้องตรวจสอบว่า พื้นที่แปลงดังกล่าวมีการทับซ้อนกันของแนวเขตระหว่างที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ ปี 2527 กับ ส.ป.ก. ปี 2554 หรือไม่ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนว่า ที่ดินดังกล่าวมีสถานภาพเป็นอย่างไรและอยู่ในแนวเขตที่ดินของหน่วยงานใดจำนวนเท่าไร ตามขั้นตอนของกฎหมายต้องเปิดโอกาสให้ผู้ถือครองครองนำเอกสารถือครองสิทธิ์มาชี้แจงและนำชี้แนวเขตเนื้อที่ด้วย โดยการตรวจสอบอยู่ในรูปแบบคณะทำงานร่วมซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน

ด้านนายสมชาย เปรมพาณิชย์นุกูล ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 ราชบุรี กล่าวว่า ในส่วนของกรมป่าไม้จะนำพิสูจน์ที่ดินซึ่งนางสาวปารีณาแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่า   ครอบครองที่ดิน ภบท. 5 ดังนั้นนางสาวปารีณาต้องมามาชี้แนวเขตและแสดงเอกสารการเสียภาษี ภบท. 5 ซึ่งหากผู้เสียภาษีไม่ใช่นางสาวปารีณาและตรวจสอบพบว่า ใน 85 แปลงมีพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติรวมอยู่ด้วยต้องถูกดำเนินคดีฐานบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ

แหล่งข่าวจากสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า ช่วงบ่ายวันนี้ (13 พ.ย.) ปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรีจะมาพบนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการส.ป.ก.ที่เพื่อรายงานข้อเท็จจริงกรณีฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์มของนางสาวปารีณา ซึ่งจากการตรวจสอบพิกัดในแผนที่พบว่า อยู่ในเขตส.ป.ก. อำเภอบ้านบึงกว่า 800 ไร่ และอยู่ในเขตส.ป.ก. อำเภอสวนผึ้งอีกกว่า 600 ไร่ เป็นพื้นที่ที่มีภูเขาอยู่ตรงกลาง อีกทั้งบางส่วนอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งการเข้าตรวจสอบแนวเขตวันนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่สำนักกฎหมายและสำนักจัดการแผนที่และสารบบที่ดินจากส.ป.ก. ส่วนกลางไปสนับสนุนปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรีด้วยเพื่อให้ได้รายละเอียดที่ถูกต้องและแม่นยำ จากนั้นจะนำข้อเท็จจริงไปรายงานร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในวันนี้เช่นกัน

มีรายงานว่า พื้นที่ดังกล่าวมีการแบ่งซอยเป็นหลายแปลง จึงไม่เข้าข่ายคำสั่ง คสช. 36/2559 มาตรา 44 ที่ให้ยึดคืนพื้นที่ส.ป.ก.จากผู้ที่ครอบครองเกิน 500 ไร่ สันนิษฐานว่าแบ่งแปลงแล้วใช้ชื่อผู้อื่นถือสิทธิ์แทนหรือไม่ ซึ่งเลขาธิการส.ป.ก. จะหารือแนวทางแก้ไขที่ชัดเจนจากร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ นอกจากนี้ปัญหาดังกล่าวส่อเค้าบานปลายเนื่องจากนางสาวปารีณาแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช. เป็นที่ดินของรัฐ 58 แปลง เนื้อที่ 1,706 ไร่   ถ้าการตรวจสอบสิทธิ์และชี้แนวเขตไม่ตรงกับที่แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช. อาจจะมีความผิดฐานแจ้งบัญชีทรัพย์สินเท็จหรือไม่

โดยล่าสุดมีรายงานข่าวจากสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรีแจ้งว่า คณะทำงานตรวจสอบการครอบครองที่ดินรัฐของนางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานที่วันนี้มีกำหนดจะเข้าตรวจสอบพิกัดพื้นที่และชี้แนวเขตที่ดิน 58 แปลง เนื้อที่ 1,706 ไร่ ที่หมู่ 6 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึงนั้น ได้เลื่อนออกไปซึ่งทางปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรีได้แจ้งแก่ป่าไม้จังหวัดราชบุรี และฝ่ายความมั่นคงว่า มีความไม่สะดวกบางประการ

ก่อนหน้านี้ทางปฏิรูปที่ดินจังหวัดได้ติดต่อไปยังนางสาวปารีณาซึ่งแจ้งบัญชีทรัพย์สินแก่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่า เป็นผู้ครอบครองที่ดิน 58 แปลงนี้ ดังนั้นจึงต้องมานำชี้แนวเขต แต่นางสาวปารีณาตอบกลับว่า ไม่สะดวกเนื่องจากประชุมอยู่ที่กรุงเทพฯ ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรอการนัดหมายของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) อยู่เนื่องจากที่ดินส่วนใหญ่เป็นที่ส.ป.ก. สำหรับการนำชี้แนวเขตของผู้ครอบครองนั้น สามารถมอบอำนาจให้ผู้แทนมาดำเนินการได้ ขณะนี้ทางส.ป.ก. ยังไม่ได้กำหนดวันดำเนินการใหม่