เตือนเฝ้าระวังหนอนเจาะผลส้มโอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453458

x

เตือนเฝ้าระวังหนอนเจาะผลส้มโอ

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สวนส้มโอช่วงแดดแรง กลางวันลมแรง และกลางคืนอุณหภูมิลดต่ำลงระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกส้มโอให้เฝ้าระวังหนอนเจาะผลส้มโอในระยะที่ต้นส้มโอติดผล เริ่มแรกจะพบตัวเต็มวัยเพศเมียวางไข่เป็นฟองเดี่ยวหรือเป็น กลุ่มประมาณ 2-29 ฟอง บนผลส้มโออายุประมาณ 2 สัปดาห์ จนถึงระยะเก็บเกี่ยว เมื่อหนอนฟักตัวจะกัดกินเข้าไปในผลส้มโอ โดยรอยเจาะทำลายของหนอนจะมีมูลถ่ายออกมา และมียางไหลเยิ้ม ทำให้ผลเน่าและร่วงก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตส้มโอ โดยแนวทางป้องกันแก้ไขการเข้าทำลายของหนอนเจาะผลส้มโอ เกษตรกรควรควบคุมบังคับให้ต้นส้มโอแตกยอด ออกดอก และติดผลในระยะเดียวกัน เพื่อง่ายต่อการป้องกันกำจัด สะดวกในการดูแลรักษา และช่วยลดปริมาณหนอนเจาะผลส้มโอ จากนั้นให้เกษตรกรเก็บหรือเด็ดผลอ่อนที่ถูกหนอนเจาะผลส้มโอเข้าทำลายนำไปฝังหรือเผาทิ้งนอกแปลงปลูก ป้องกันไม่ให้ระบาดต่อไป

สำหรับในแหล่งปลูกที่พบการระบาดเป็นประจำ เกษตรกรควรหมั่นสำรวจตรวจดูหนอนเจาะผลส้มโอในแปลงปลูกช่วงที่ต้นส้มโอติดผลอ่อน เมื่อผลส้มโออายุประมาณ 2 สัปดาห์ เกษตรกรควรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรฟีโนฟอส 50% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่น 4 ครั้ง และพ่นห่างกันทุก 7 วันจากนั้นเมื่อผลส้มโออายุประมาณ 1.5 เดือน เกษตรกรควรห่อผลด้วยถุงกระดาษห่อผลสีขาว ป้องกันการเข้าทำลายของหนอนเจาะผลส้มโอ

ส่องเกษตร : วิจัย พัฒนา ส่งเสริม กับกระบวนการพัฒนาการเกษตร (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453463

449007

ส่องเกษตร : วิจัย พัฒนา ส่งเสริม กับกระบวนการพัฒนาการเกษตร (2)

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ครั้งที่แล้วได้นำเสนอมุมมองของการวิวัฒนาการด้านการเกษตร นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ที่เปลี่ยนระบบการเกษตรเป็นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ จากต่างประเทศเข้ามา ทั้งการส่งนักศึกษาไปเรียนในต่างประเทศและการได้รับทุนช่วยเหลือจากประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ประเทศในยุโรป ออสเตรเลีย หรือ อิสราเอล เป็นต้นหลังจากนั้น ในปี 2510 เริ่มทบทวนปัญหาในการพัฒนาการเกษตรใหม่ ด้วยเห็นว่าเทคโนโลยีมีแต่ไม่เข้าถึงเกษตรกร จึงเกิดนักส่งเสริมการเกษตรขึ้นมาทั้งในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด ภาค ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว อย่างไรก็ตาม นักส่งเสริมการเกษตร ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ไปต่างๆ จนกระทั่งงานหลักที่ทำให้เกิดนักส่งเสริมการเกษตร กลายเป็นงานลำดับท้ายๆ ของนักส่งเสริมการเกษตรในปัจจุบัน

จุดเริ่มต้นของนักส่งเสริมการเกษตรคือ การมุ่งให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีสมัยใหม่ไปสู่เกษตรกรให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำการเกษตรของตนเอง เพื่อให้ได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างเต็มศักยภาพการผลิต ในขณะที่ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบของการจำหน่ายปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และสารเคมีทางการเกษตร ขยายไปถึงสารชีวภัณฑ์ สารปรับปรุงดิน ปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งต้องเข้าใจก่อนว่าภาคเอกชนประกอบธุรกิจ ดังนั้นจึงต้องแสวงหาผลกำไร เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตต่อไปได้ จึงต้องใช้กลไกทางการตลาดต่างๆ มาใช้กับธุรกิจของตนเอง ทั้งการสร้างความจำเพาะเจาะจง ผูกกันเป็นแพคเกท รวมไปถึงการคุ้มครองสิทธิในรูปแบบของการขึ้นทะเบียน การเป็นผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว สิ่งต่างๆเหล่านี้ส่งผลต่อตัวของผลิตภัณฑ์ ราคา คุณภาพ และมาตรฐาน และย่อมส่งผลกระทบต่อการลงทุนของเกษตรกรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากเหตุผลดังกล่าว จึงมีความพยายามจากภาคราชการและตัวเกษตรกรที่จะแสวงหาแนวทางที่ดีที่สุด เพื่อลดการพึ่งพาและให้ผลตอบแทนในระดับที่ยอมรับได้ จึงเกิดแนวคิดการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) การเกษตรแบบผสมผสานแทนการทำการเกษตรเชิงเดี่ยว และการใช้เทคโนโลยีในท้องถิ่นที่พัฒนามาจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน ขยายตัวเข้าไปแทรกซึมกับการเกษตรแบบพึ่งพาผู้อื่นอย่างเต็มร้อย ผลการจากศึกษาวิจัยและการลงทุนของภาครัฐในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตทางการเกษตรอย่างยาวนาน จะถูกนำไปปรับใช้และถ่ายทอดสู่เกษตรกรกลุ่มต่างๆ ได้อย่างไร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านได้พระราชทานแนวทางในการทำการเกษตรที่เรียกว่า การทำการเกษตรแบบทฤษฎีใหม่ ที่เน้นการเกื้อกูลกันในทุกๆ กิจกรรมของการทำการเกษตรของเกษตรกร ลดการพึ่งพาจากภายนอก สร้างความมั่นคงทางอาหารให้เกิดขึ้นจากระบบการเกษตรของตนเอง และจัดการความเสี่ยงที่อาจขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องน้ำ หรือ ความหลากหลายของชนิดพืชและสัตว์ในระบบการผลิตของตนเอง ซึ่งจะสร้างความอยู่ดีกินดีให้เกิดขึ้นกับเกษตรกรผู้นั้นในทึ่สุด ประกอบหลักของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ทางพระราชทานให้ จะส่งผลให้เกิดความมั่นคงในอาชีพ ลดการพึ่งพา มีภูมิคุ้มกันในตนเอง และเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

ปัจจุบันจะเห็นว่าบทบาทในการส่งเสริมการเกษตรจากภาคราชการลดน้อยลงไปมาก เกษตรกรสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงเกษตรกรได้ง่ายขึ้นเช่นกัน ผ่านช่องทางการสื่อสารสมัยใหม่ต่างๆ ทำให้การชักจูงเกิดขึ้นได้ง่ายๆ เช่นกัน บางกรณีเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรโดยไม่จำเป็น เช่นกรณีของเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยปกติเกษตรกรสามรถเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้เองได้อย่างน้อย 3 ฤดูปลูก จึงจะเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวใหม่ แต่เมื่อการส่งเสริมการขายเข้ามา รูปแบบการผลิตข้าวเปลี่ยนไป กลายเป็นว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีการเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้เองแล้ว ต้องลงทุนในเรื่องเมล็ดพันธุ์ในทุกครั้งที่ปลูกข้าว แถมด้วยโฆษณาให้ฉีกพ่นฮอร์โมน์ สารเสริมโน่นนี่นั่น เต็มไปหมด ทำอย่างไรจึงจะทำให้เกษตรกรเหล่านี้รู้เท่าทันและสามารถตัดสินใจได้ถูกต้องว่าสิ่งไหน คือ เทคโนโลยีที่เหมาะสม

ในขณะที่เกิดกระแสการปฏิเสธเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ยึดสุขภาพของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ หากการเกษตรของประเทศไทยจะย้อนกลับ ณ จุดเริ่มต้นอีกครั้ง คงต้องบอกว่าเสียดายการลงทุนในการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่กว่า 80 ปีที่ผ่านมา ทำไมไม่นำแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 ผนวกกับเทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ โดยไม่ได้คิดประเด็นด้านธุรกิจมาสร้างความมั่นคงในอาชีพ ความมั่นคงทางอาหาร และการพัฒนาที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริง ผมยังหวังว่า การวิจัย พัฒนาและส่งเสริมการเกษตรจะเดินหน้าควบรวมไปสู่เป้าหมายการพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืนสืบไป

สมชาย ชาญณรงค์กุล

สศก.ชูศาสตร์พระราชา สร้างความมั่นคงอาหารโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453464

x

สศก.ชูศาสตร์พระราชา สร้างความมั่นคงอาหารโลก

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการความมั่นคงอาหารโลก ครั้งที่ 46 (Committee on World Food Security: CFS) ระหว่างวันที่ 14-18 ตุลาคม ที่สำนักงานใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี ว่า ที่ประชุมหารือวาระสำคัญ ทั้งสถานการณ์ความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการของโลก ปี 2562 ตลอดจนการดำเนินงานด้านระบบนิเวศเกษตรและนวัตกรรมอื่น ในการปรับเปลี่ยนระบบอาหารและการเกษตรให้ยั่งยืน และการส่งเสริมบทบาทสตรีในชนบทกับความมั่งคงอาหารและโภชนาการ ซึ่งประธาน CFS (Mr. Mario ARVELO) เน้นความ
สำคัญด้านสิทธิของคนในการได้รับอาหารอย่างเพียงพอ (The Right to Food) ด้วยการส่งเสริมให้ใช้ระบบการเกษตรแบบครอบครัว (Family Farming) ซึ่งเป็นระบบทำการเกษตรที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานการผลิตอาหารยั่งยืน จัดการสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ยังคงรักษาวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันดีงามของสังคมไว้ได้

โอกาสนี้ ผู้แทนสศก.กล่าวถึงการดำเนินงานของไทยที่น้อมนำ“ศาสตร์พระราชา” มาปรับใช้ อาทิ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การจัดการทรัพยากรดินและน้ำ ซึ่งไทยมีโครงการที่ประสบความสำเร็จ ได้แก่ การตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยดินแห่งภูมิภาคเอเชีย (Center of Excellenceon Soil Research in Asia: CESRA) เพื่อส่งเสริมการทำเกษตรยั่งยืน รักษาระบบนิเวศและสร้างรายได้ความเป็นอยู่ที่ดีให้เกษตรกรไทย พร้อมเน้นย้ำว่า รัฐบาลไทยมุ่งแก้ปัญหาความอดอยาก ปรับปรุงภาวะโภชนาการมาตลอด โดยดำเนินโครงการต่างๆ เช่น โครงการอาหารกลางวัน โครงการนมโรงเรียน และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในชุมชนต่างๆทั่วประเทศ มีเป้าหมายสอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs)

นอกจากนี้ ที่ประชุม CFS มีมติรับรองเป็นเอกฉันท์ให้นายธนวรรษ เทียนสิน อัครราชทูต(ฝ่ายเกษตร) และผู้แทนถาวรไทย ประจำ FAO/IFD/WFP กรุงโรม ดำรงตำแหน่งประธานสมัยต่อไป ต่อจาก Mr.Mario Arvelo (ผู้แทนจากโดมินิกันรีพับลิก) โดยมีวาระการทำงาน 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2562- 18 ตุลาคม 2564

กรมชลฯใช้โครงข่ายน้ำแก้ปัญหาภัยแล้ง การันตีภาคตะวันออกพ้นวิกฤติขาดแคลน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453461

x

กรมชลฯใช้โครงข่ายน้ำแก้ปัญหาภัยแล้ง การันตีภาคตะวันออกพ้นวิกฤติขาดแคลน

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมชลประทานไม่หวั่นภาคตะวันออกฝนตกน้อย เดินหน้าใช้โครงข่ายน้ำแก้ปัญหาน้ำขาดแคลน สั่งคุมเข้มการบริหารจัดการน้ำ มั่นใจทั้งชลบุรี พัทยาและระยองพ้นวิกฤติขาดน้ำ พร้อมรณรงค์ใช้น้ำอย่างประหยัด

นายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปริมาณฝนตกเฉลี่ยของภาคตะวันออก ปีนี้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 40
โดยเฉพาะที่จ.ชลบุรี ปริมาณฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยเกือบร้อยละ 50 ส่งผลให้แหล่งเก็บน้ำหลักของจังหวัดคือ อ่างเก็บน้ำบางพระมีปริมาณน้ำใช้การได้เพียง 52.7 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 50 ของปริมาณเก็บกัก และอ่างเก็บน้ำหลักอีก 5 แห่ง ของเมืองพัทยา ได้แก่ อ่างฯมาบประชัน อ่างฯชากนอก อ่างฯห้วยสะพาน อ่างฯหนองกลางดง และ อ่างฯห้วยขุนจิต มีปริมาณน้ำใช้การรวมกันพียง 13.8 ล้านลบ.ม. ถือว่าน้อยกว่าความต้องการใช้น้ำของเมืองพัทยาคือ วันละ 200,000 ลบ.ม. หรือปีละ 70 ล้านลบ.ม. ปัจจุบันอ่างฯทั้ง 5 แห่ง ส่งน้ำให้เมืองพัทยาได้วันละ 120,000 ลบ.ม. กรมชลประทานจึงวางแผนส่งน้ำเสริมให้เมืองพัทยาอีกวันละ 100,000 ลบ.ม. โดยใช้โครงข่ายน้ำเพื่อนำเข้าสถานีผลิตน้ำบางละมุง และสถานีผลิตน้ำหนองกลางดงโดยจะเริ่มส่งตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 30 มิถุนายน 2563

อย่างไรก็ตาม แม้ที่อ่างฯบางพระ จะมีน้ำใช้การปริมาณเพียงครึ่งของปริมาณเก็บกัก แต่กรมชลประทานได้ใช้ระบบโครงข่ายผันน้ำที่มีอยู่มาใช้แก้ปัญหา โดยปัจจุบันมีการสูบผันน้ำจากคลองพระองค์ไชยยานุชิต และจากแม่น้ำบางปะกงมาเติมอ่างฯ บางพระวันละ 500,000 ลบ.ม. และ 100,000 ลบ.ม.ตามลำดับ ซึ่งจะสูบจนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน 2562 ทำให้มีน้ำมาสำรองที่อ่างฯบางพระเพิ่มขึ้น ดังนั้น ประชาชนมั่นใจได้ว่า ฤดูแล้งปีนี้อ่างฯบางพระจะมีน้ำใช้ในทุกกิจกรรม รวมถึงการส่งน้ำให้เมืองพัทยาเพียงพอแน่นอน

“จะเห็นว่าอ่างฯหนองปลาไหลส่งน้ำให้อ่างฯบางพระ และเมืองพัทยาได้ เนื่องจากอ่างฯ หนองปลาไหล รับน้ำมาจากอ่างฯประแสร์ จ.ระยอง ซึ่งมีปริมาณน้ำใช้การถึง 127 ล้านลบ.ม. และกรมชลประทานวางแผนบริหารจัดการไม่ให้กระทบต่อการใช้น้ำในพื้นที่ โดยเฉพาะภาคการเกษตรของ จ.ระยอง ได้จัดสรรน้ำสำรองไว้ 100 ล้านลบ.ม. พร้อมร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขุดร่องชักน้ำ เตรียมพร้อมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ พร้อมเข้าช่วยเหลือหากประชาชนเดือดร้อนเรื่องน้ำช่วงแล้งนี้ จึงขอให้ชาวระยองมั่นใจมีน้ำกินน้ำใช้ มีน้ำทำเกษตรสวนผลไม้เพียงพอ ซึ่งการนำน้ำจากระยองส่งไปยังพื้นที่ข้างเคียงเป็นการสร้างสมดุล และขอเรียนยืนยันว่าจะไม่กระทบพื้นที่จ.ระยองแน่นอน” ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 9 กล่าว

สำหรับสถานการณ์น้ำโดยรวมของ จ.ชลบุรี จะมีน้ำต้นทุนจากอ่างฯบางพระ อ่างฯดอกค้อ และการรับน้ำที่ผันมา รวม 102 ล้านลบ.ม. ตามแผนจะจัดสรรน้ำให้การประปา 87 ล้านลบ.ม. ภาคอุตสาหกรรม 3 ล้านลบ.ม. และอื่นๆ 10 ล้านลบ.ม.คาดการณ์ว่าจะใช้ได้เพียงพอจนสิ้นสุดฤดูแล้งทั้งนี้ กรมชลประทานขอยืนยันว่า ช่วงฤดูแล้งปีนี้ภาคตะวันออกจะมีน้ำเพียงพอกับความต้องการ กรมจะสร้างสมดุลด้านน้ำโดยการใช้โครงข่ายน้ำผนวกกับเครื่องมือชลประทานที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเกิดความมั่นคงด้านน้ำให้มากที่สุด อย่างไรก็ตามฝากถึงผู้ใช้น้ำขอให้ใช้น้ำอย่างประหยัด เพราะน้ำเป็นทรัพยากรที่สำคัญยิ่ง

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านต๊ำเมืองพะเยา..แหล่งผลิตปลานิลคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453466

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านต๊ำเมืองพะเยา..แหล่งผลิตปลานิลคุณภาพ

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านต๊ำเมืองพะเยา..แหล่งผลิตปลานิลคุณภาพ

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์เลี้ยงปลาบ้านต๊ำเมืองพะเยา จำกัด จังหวัดพะเยา เป็นสหกรณ์ประเภทประมง ที่เกิดจากการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรสมาชิกที่ประกอบอาชีพเลี้ยงปลานิลเชิงพาณิชย์ในบ่อดินเพื่อแก้ไขปัญหาด้านราคา และสร้างอำนาจการต่อรองทำให้สามารถจำหน่ายปลานิลได้ในราคายุติธรรม

สหกรณ์เลี้ยงปลาบ้านต๊ำเมืองพะเยา จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเป็นสหกรณ์เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2553 ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 151 ราย มีพื้นที่เลี้ยงปลานิลกว่า 300 ไร่ ดำเนินธุรกิจ 5 ด้าน ประกอบด้วย ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจรวบรวม ธุรกิจการให้บริการและส่งเสริมการเกษตร และธุรกิจรับฝากเงิน

นางสาวรัชฎาพร หงษ์หิน ผู้จัดการสหกรณ์เลี้ยงปลาบ้านต๊ำเมืองพะเยา จำกัด เล่าว่า ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีการดำเนินธุรกิจอย่างครบวงจรมีการดูแลสมาชิกทั้ง 151 รายอย่างทั่วถึงโดยมีเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ฯ เข้าไปดูแลสมาชิกอย่างเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่การขึ้นทะเบียนสมาชิก จำนวนบ่อปลา การวางแผนรอบการเลี้ยงปลานิลให้แก่สมาชิก เพื่อให้สหกรณ์ฯ สามารถบริหารจัดการด้านปริมาณของปลานิลให้ออกสู่ตลาดอย่างเหมาะสม และดูแลเรื่องคุณภาพของปลานิลให้ได้มาตรฐาน

นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ ยังจัดหาสินค้ามาจำหน่ายเพื่อให้ตรงตามความต้องการของสมาชิก ในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป อาทิ ลูกพันธุ์ปลา โดยสหกรณ์ฯ จะสั่งซื้อพันธุ์ปลามาจำหน่ายให้กับสมาชิกในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดตัวละ 3 สตางค์ รวมไปถึงอาหารปลา สหกรณ์ฯก็จำหน่ายในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด ประมาณ 5-10 บาท ช่วยลดต้นทุนการผลิตของสมาชิกลงได้มาก และเมื่อปลาสามารถจับขายได้ ทางสหกรณ์ฯ ก็จะเข้าไปจับถึงบ่อสมาชิกเพื่อรวบรวมผลผลิตส่งขายให้กับพ่อค้า ซึ่งปัจจุบันสามารถนำผลผลิตปลานิลจากสมาชิกออกสู่ตลาดเพื่อการบริโภคได้อย่างต่อเนื่องทุกวัน ประมาณวันละ2-2.5 ตัน คิดเป็นมูลค่า 147,500 บาท

สำหรับจุดเด่นของปลานิลที่สมาชิกสหกรณ์ฯ ผลิตได้นั้น จะเป็นปลาที่สุขภาพดีมีความสด ไม่มีกลิ่นสาปโคลน เนื่องจากใช้แหล่งน้ำจากธรรมชาติในการเลี้ยงปลานิลเพียงแห่งเดียวในจังหวัดพะเยา มีการบริหารจัดการน้ำ และบ่ออย่างเป็นระบบ สามารถผลิตปลานิลที่มีคุณภาพเพื่อจำหน่ายให้แก่พ่อค้าที่มารับซื้อปลานิลได้ในราคาที่เป็นธรรม และรวบรวมปลานิลออกสู่ตลาดได้อย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งสหกรณ์ฯยังดูแลเรื่องการคัดเกรดปลานิลได้อย่างดี เพื่อเพิ่มอำนาตการต่อรองให้แก่สมาชิก ส่งผลให้สมาชิกมีรายได้มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“ที่ผ่านมาธุรกิจของสหกรณ์ฯ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้นำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในสหกรณ์ฯรวมถึงสนับสนุนงบประมาณในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการตลาด ตามโครงการพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจสินค้าเกษตรในสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร (งบกลาง) ปี 2560 จำนวน1,293,000 บาท สหกรณ์สมทบ 400,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,693,000 บาท เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ทางการตลาดต่างๆ ประกอบด้วยตู้เย็นสำเร็จรูปพร้อมเครื่องทำความเย็น อุณหภูมิ -40 องศาเซลเซียส และรถบรรทุกพร้อมห้องเย็นขนาด 4 ล้อ ซึ่งสหกรณ์ฯนำไปใช้ประโยชน์ในการขนส่งปลานิล และลูกปลา ให้แก่สมาชิก ส่วนตู้เย็นสำเร็จรูปพร้อมเครื่องทำความเย็นสหกรณ์ฯ มีแผนที่จะนำมาใช้ประโยชน์ในการแปรรูปลูกชื้นปลาและข้าวเกรียบปลา เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้มากขึ้น” นางสาวรัชฎาพร กล่าว

จากการดำเนินธุรกิจอย่างครบวงจรของสหกรณ์เลี้ยงปลาบ้านต๊ำเมืองพะเยา จำกัด ทำให้สหกรณ์ฯสามารถตอบสนองความต้องการของสมาชิกได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้สมาชิกมีอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนสมาชิกเกิดความศรัทธาต่อสหกรณ์ฯ ที่สหกรณ์สามารถเป็นที่พึ่งของมวลสมาชิกได้ ส่งผลให้สมาชิกมีความกินดีอยู่ดี และมีสันติสุขในสังคม

ราชบุรีสะเทือน! ผู้ว่าฯถกด่วนปมที่ดินส.ป.ก.-เตรียมบุกพิสูจน์ฟาร์มไก่’ปารีณา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453576

ราชบุรีสะเทือน! ผู้ว่าฯถกด่วนปมที่ดินส.ป.ก.-เตรียมบุกพิสูจน์ฟาร์มไก่'ปารีณา'

ราชบุรีสะเทือน! ผู้ว่าฯถกด่วนปมที่ดินส.ป.ก.-เตรียมบุกพิสูจน์ฟาร์มไก่’ปารีณา’

วันอังคาร ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 18.53 น.

พ่อเมืองราชบุรีเรียกประชุมด่วนทุกฝ่ายถกปมปัญหาถือครองที่ดินทั้งจังหวัด ขณะที่ป่าไม้-สปก.เตรียมลงพื้นที่ดินฟาร์มไก่ของ’ส.ส.ปารีณา’หลังตรวจสอบพบว่าส่อครอบครองไม่เป็นไปตามกฎหมาย

จากกรณีนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) ได้ออกมาเปิดเผยว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้เร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริงการถือครองที่ดิน ส.ป.ก. กรณี ฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์มของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. จ.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ พบว่าอยู่เขต ส.ป.ก.กว่าพันไร่จากที่ปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรี ได้ตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวในแผนที่แสดงตำแหน่งที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินบริเวณพื้นที่ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี หมายเลข 85 หมู่ 6 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จ.ราชบุรี ซึ่งยังเป็นชื่อนายทวี ไกรคุปต์ อดีตส.ส.ราชบุรี บิดาของ น.ส.ปารีณา เป็นผู้ถือครองนั้น

ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยัง ฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์มของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. จ.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ที่ตั้งอยู่ใน ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จ.ราชบุรี โดยพื้นที่ฟาร์มดังกล่าวอยู่ห่างจากถนนเข้าไปประมาณ 300 เมตร เป็นถนนพื้นที่ลูกรัง และที่หน้าฟาร์มไม่มีป้ายระบุชื่อฟาร์มไก่แต่อย่างไร มีแต่ข้อความเขียนไปไว้เพียงว่า พื้นที่ฟาร์มไก่ เท่านั้น และที่บริเวณด้านหน้าทางเข้ามีเจ้าหน้าที่ของฟาร์มดูแลประตูทางเข้าออกและ มีป้ายข้อความขนาดใหญ่เขียนระบุว่า ห้ามเข้าก่อนได้รับอนุญาต

ส่วนอีกป้าย ระบุว่า เขตควบคุมความปลอดภัยทางชีวภาพ ห้ามเข้าก่อนได้รับอนุญาต ส่วนที่บริเวณตู้จดหมายมีป้ายข้อความกระดาษเขียนข้อความว่า ขี้ไก่ กก. ละ 16 บาทเท่านั้น  เมื่อผู้สื่อข่าวได้เดินเข้าไปสอบถามกับทางเจ้าหน้าที่ว่าผู้บริหาร หรือ คุณทวี ไกรคุปต์ เจ้าของอยู่หรือไหม ทางเจ้าหน้าที่ตอบเพียงสั้นๆว่าไม่อยู่ท่านยังไม่เข้ามา” นอกจากนี้ที่บริเวณหน้าฟาร์มยังไม่มีข้อความประกาศของทางราชการมาปิดไว้แต่อย่างไร ซึ่งการประกอบกิจการฟาร์มไก่ยังเป็นไปอย่างปกติ

จากนั้น ผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อไปยัง ส.ป.ก.ราชบุรี เพื่อขอเข้าพบ นายสุรินทร์ หามนัสเวช หัวหน้าสำนักงานปฎิรูปที่ดิน (สปก.) ราชบุรี เพื่อสอบถามรายละเอียด ทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่า “ไม่อยู่ และไม่ทราบเบอร์โทรที่สามารถติดต่อได้”

จากนั้นจึงติดต่อไปยัง นายพัฒนะ ศิริมัย ผอ.ศูนย์ป่าไม้ จ.ราชบุรี เพื่อขอรายละเอียดข้อมูลพื้นที่ และการติดตามตรวจสอบ โดยได้รับคำตอบว่า พื้นที่ดินทั้งหมดจากข้อมูลที่มีการตรวจสอบในเบื้องต้นทราบว่ามีการครอบครองที่ดินทั้งหมดจำนวน 1,706 ไร่ และวันนี้ 12 พ.ย.62 เวลา 10.00 น. นายชยาวุทธ จันทร ผวจ.ราชบุรี ได้ประชุมพร้อมด้วย นายพัฒนะ ศิริมัย ผอ.ศูนย์ป่าไม้ จ.ราชบุรี และ นายสุรินทร์ หามนัสเวชหัวหน้าสำนักงานปฎิรูปที่ดิน (สปก.) ราชบุรี เกี่ยวกับปัญหาการครอบครองที่ดินของรัฐทั่วไปในพื้นที่ จ.ราชบุุรี

ในส่วนของที่ดินของ ส.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ จากการตรวจสอบพบว่า เบื้องต้นพบเป็นพื้นที่ดิน สปก.จำนวน 800 ไร่ที่มีการแจ้งไว้ จากทั้งหมด 1,706 ไร่ ส่วนที่ดินที่เหลืออีกจำนวน 906 ไร่ นั้น จะต้องตรวจสอบว่าได้มาอย่างไร ซึ่งการครอบครองที่ดินทำกิน สปก.ผู้ครองครองจะได้รายละไม่เกิน 50 ไร่ และเกินจำนวน 100 กว่าไร่ขึ้นไปจะไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินได้ตามกฎหมาย ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบการได้มาของที่ดินว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ด้านนายพัฒนะ ศิริมัย ผอ.ศูนย์ป่าไม้ จ.ราชบุรี ยังกล่าวอีกว่า ในวันพรุ่งนี้ (13 พ.ย.62) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนัดกันเข้าไปตรวจสอบและชี้เขตที่ดิน เพื่อหาข้อมูลที่ชัดเจนซึ่งเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย ตามคำสั่งของ นายกรัฐมนตรี ต่อไป ส่วนจะได้ผลประการใดคงต้องรอการเข้าไปตรวจสอบพื้นที่โดยอย่างละเอียดก่อนพร้อมทั้งต้องมาตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ต่างๆ ถึงการครอบครอง และเอกสารอื่นๆ เพื่อความชัดเจน

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปยัง น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ เพื่อสอบถามรายละเอียดตามข้อเท็จจริง ซึ่ง ทาง น.ส.ปารีณา ตอบผู้สื่อข่าวสั้นๆเพียงว่า เมื่อวานให้สัมภาษณ์ไปหมดแล้ว

 

‘ปารีณา’งานเข้า! สปก.ราชบุรีบุกถึงบ้านขอดูหลักฐานที่ดินสปก.พรุ่งนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453573

'ปารีณา'งานเข้า! สปก.ราชบุรีบุกถึงบ้านขอดูหลักฐานที่ดินสปก.พรุ่งนี้

‘ปารีณา’งานเข้า! สปก.ราชบุรีบุกถึงบ้านขอดูหลักฐานที่ดินสปก.พรุ่งนี้

วันอังคาร ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 18.50 น.

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวถึงการให้เร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริงการถือครองที่ดินส.ป.ก.กรณีฟาร์มไก่เขาสนฟาร์มของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)ว่า ทราบเรื่องการครอบครองที่ดินของบิดาน.ส. ปารีณาแล้ว เบื้องต้นคาดว่า พื้นที่บางส่วนอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ร่วมเป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับส.ป.ก. โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรีเป็นประธาน ซึ่งจะดำเนินการรังวัดและตรวจสอบแนวเขตในวันพรุ่งนี้(13 พ.ย.)

รายงานข่าวจากส.ป.ก.จังหวัดราชบุรี เปิดเผยว่ าพื้นที่ส.ป.ก.1,454 ไร่ ถือครองโดยนายทวี ไกรคุปต์ อดีตส.ส.ราชบุรี โดยบริเวณพื้นที่ตรงกลาง เป็นภูเขา อยู่ฝั่งซ้ายมือ อยู่ในเขตส.ป.ก.อ.สวนผึ้ง และขวามืออยู่ในเขตส.ป.ก.อ.จอมบึง ประมาณ 800 กว่าไร่ และเขตสวนผึ้ง 600 กว่าไร่ โดยพรุ่งนี้(13พ.ย.)ได้นัดผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ดำเนินการรังวัดที่ดินทั้งหมด นัดเวลาไว้ 09.00 น.

สำหรับพื้นที่ทั้งแปลงนี้ที่มีเกือบ 2 พันไร่ บางส่วนอยู่นอกเขตปฏิรูปที่ดิน เป็นเขตป่าไม้สงวนแห่งชาติ และฟาร์มไก่ ของส.ส.ปารีณา อ้างว่าครอบครองมาหลายสิบปี ประมาณ 40 กว่าปี ก่อนยกให้พื้นที่ให้ประกาศเขตปฎิรูปที่ดิน

“ตอนนี้ส.ส.ปารีณาลูกสาวนายทวีทราบแล้วว่าฟาร์มไก่ อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ซี่งในส่วนของส.ส.ปารีณา จะต้องมีหลักฐานมาแสดงว่ามีการครอบครองที่ดินมาตั้งแต่เมื่อไหร่ โดยได้นัดขอหลักฐานแล้ว แต่ส.ส.ปารีณา บอกว่าติดประชุมอยู่ที่กรุงเทพฯไม่สะดวกคุยโดยจะนัดกับ ส.ส.ปารีณาวันพรุ่งนี้(13 พ.ย.)ที่จ. ราชบุรี ที่บ้านของส.ส.ปารีณา“แหล่งข่าวระบุ

และว่า ในแผนที่แสดงเขตที่ดิน ส.ป.ก.ฟาร์มไก่ ซี่งเป็นฟาร์มปิด อยู่ด้านฝั่งอำเภอจอมบึง อยู่ในเขต ส.ป.ก.ประมาณ 800 ไร่ ส่วนที่เหลืออยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ และฝั่งอำเภอสวนผึ้งอยู่ในเขตส.ป.ก. ประมาณ 600 กว่าไร่ ทั้งนี้พื้นที่ทั้งหมดรวมพื้นที่ที่กรมป่าไม้รับผิดชอบด้วยก็เกือบ 2 พันไร่ จะต้องตรวจสอบว่ารายชื่อที่แจ้งการครอบครองว่าเป็นนอมินีหรือไม่

‘พ่อปารีณา’เดือด! บุกสภาโต้ปมลูกสาวรุกที่สปก. ซัดแหลกนี่คือฤทธิ์ของ’ทักษิณ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453541

'พ่อปารีณา'เดือด! บุกสภาโต้ปมลูกสาวรุกที่สปก. ซัดแหลกนี่คือฤทธิ์ของ'ทักษิณ'

‘พ่อปารีณา’เดือด! บุกสภาโต้ปมลูกสาวรุกที่สปก. ซัดแหลกนี่คือฤทธิ์ของ’ทักษิณ’

วันอังคาร ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 17.43 น.

“พ่อปารีณา” ขอความเป็นธรรม ยัน ลูกสาวไม่บุกรุกป่าแต่ซื้อต่อจากเกษตรกร โอด เอ๋เจอเล่นแรงเหตุพูดถึง 2 อดีตนายกฯ

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 ที่รัฐสภา นายทวี ไกรคุปต์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และบิดาของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ เดินทางไปที่รัฐสภาเพื่อแถลงข่าวถึงกรณีน.ส.ปารีณาถูกร้องเรียนบุกรุกที่ดินป่าสงวน ว่า ความจริงลูกสาวอยากให้อยู่เฉยๆ แต่เห็นว่าข่าวดังกล่าวสร้างความเสียหายให้ลูกสาวและวงศ์ตระกูล ในฐานะที่ตนเป็นพ่อและรู้เรื่องนี้ดี จึงขอความเป็นธรรม ขอเรียนว่าน.ส.ปรีณาไม่ได้บุกรุกป่าสงวนตามที่ปรากฏเป็นข่าว เขาถือครองที่ดินแปลงดังกล่าวและทำประโยชน์เป็นเวลานานมาก

“สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้เพราะเอ๋เล่นแรง พูดถึงสองนายกฯหนีคดี ติดคุก เสวยสุขต่างประเทศ ลูกน้องติดคุกหัวโต เขากล้าพูด จึงสะท้อนว่าที่โดนร้องเรียนเป็นเกมการเมือง ทำให้เอ๋เสียหาย เป็นการดิสเครดิตกัน จึงขอความเป็นธรรมให้กับลูกสาวด้วย และ คนที่ร้องก็รู้กันอยู่ว่าเป็นแกนนำของพรรคการเมืองใด เขาไม่ได้บุกรุก เขาเป็นเกษตรกร และไม่ใช่เกษตรกรเถื่อน” นายทวี กล่าว

นายทวี กล่าวอีกว่า เขาได้มาจากการซื้อต่อเกษตรกรที่ทำประโยชน์อยู่แล้ว เป็นที่ดินปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง ปลูกสับปะรด จึงไม่ใช่ผู้บุกรุกใดๆทั้งสิ้น แต่ซื้อตามประมวลกฏหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 แต่มีการอ้างพ.ร.บ.ป่าไม้ ปี 2484 ซึ่งเขาไม่ได้นำกฏหมายที่ดินดังกล่าวมาประกอบ จึงทำให้เกิดปัญหาขึ้นในขณะนี้ และที่บอกว่าน.ส.ปารีณาไม่ใช่เกษตรกร และไม่มีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรถือว่าทำให้เสียหาย เพราะความจริงเขามีฟาร์มไก่ ฟาร์มวัวมานานแล้ว ถือว่าเป็นปศุสัตว์ ก็คือเกษตรกร จึงไม่เป็นธรรมที่กล่าวหากันแบบนี้

นายทวี กล่าวต่อว่า ยืนยันว่าที่ดินครอบครองมานาน ได้มาโดยสุจริต ไม่ได้บุกรุก แต่ตอนออกประกาศเป็นที่ดินสปก.เมื่อปี 2537 พื้นที่ตรงนี้ไม่ใช่เขตสปก.เพราะเขาเห็นว่ามีการครอบครองและทำประโยชน์อยู่แล้ว จึงไม่ประกาศให้เป็นสปก. ต่อมาปี 2554 ซึ่งกรมป่าไม้ยกที่ดินบริเวณดังกล่าวให้เป็นสปก. และทางสปก.ก็ประกาศเป็นเขตปฏิรูปในปีเดียวกัน แต่เราได้ทักท้วงไปแล้ว เพราะในพื้นที่ดังกล่าวได้ทำประโยชน์ทางปศุสัตว์ก่อนปี 2554 อยู่แล้ว จึงถือว่าเราครอบครองตามสิทธิ์ เราไม่ได้หัวหมอ เพราะทำปศุสัตว์ตั้งนานแล้ววไม่ใช่สร้างรีสอร์ทเหมือนวังน้ำเขียวที่เป็นการขัดวัตถุประสงค์ในการถือครองที่ดิน หากเห็นว่าน.ส.ปารีณาทำผิด ทำไมไม่แจ้งจับตั้งแต่ตอนนั้น แต่กลับเพิ่งมาเป็นประเด็นตอนนี้ ถือเป็นเกมการเมืองเล่นงานน.ส.ปารีณา นี่คือฤทธิ์ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อีกทั้งที่ร้องเรียนเรื่องนี้รู้กันอยู่ว่าเป็นแกนนำพรรคการเมืองใด ไม่ใช่ชาวบ้านเป็นผู้ร้อง เพราะเขารู้มานานแล้วว่า น.ส.ปารีณาเป็นเกษตรกร

รอด’ม.44’มาได้ไง? เช็คพิกัดโป๊ะเชะฟาร์มไก่’ปารีณา’กว่าพันไร่ อยู่ในเขต’ส.ป.ก.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453462

รอด'ม.44'มาได้ไง? เช็คพิกัดโป๊ะเชะฟาร์มไก่'ปารีณา'กว่าพันไร่ อยู่ในเขต'ส.ป.ก.'

รอด’ม.44’มาได้ไง? เช็คพิกัดโป๊ะเชะฟาร์มไก่’ปารีณา’กว่าพันไร่ อยู่ในเขต’ส.ป.ก.’

วันอังคาร ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 14.59 น.

“เลขาฯส.ป.ก.”เป็นงง ทำไมรอดม.44 ระบุตรวจสอบฟาร์มไก่ ปารีณา รุกที่ส.ป.ก.พันกว่าไร่ สั่งส.ป.ก.ราชบุรี เร่งเชิญตัวมาสอบปากคำก่อน ถ้าฟังไม่ขึ้น ต้องคืนยึดหลวงตามกฎหมาย เผย”ธรรมนัส”จี้ทุกจังหวัดเคาะพื้นที่บุกรุกยึดคืนทั่วประเทศ ลั่นไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.)เปิดเผยว่าร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้เร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริงการถือครองที่ดินส.ป.ก.กรณีฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์มของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.จ.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ พบว่าอยู่เขตส.ป.ก.กว่าพันไร่ จากที่ปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรี ได้ตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวในแผนที่แสดงตำแหน่งที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินบริเวณพื้นที่ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี หมายเลข85 หมู่6 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จ.ราชบุรี ซึ่งยังเป็นชื่อนายทวี ไกรคุปต์ อดีตส.ส.ราชบุรี บิดาของน.ส.ปารีณา เป็นผู้ถือครอง โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ยังไม่เข้ากระบวนการกระจายสิทธิ ทั้งนี้ได้รายงานข้อเท็จจริงให้ร.อ.ธรรมนัส ทราบแล้วในการตรวจสอบเชิงพื้นที่

“ผมรายงาน รมช.ธรรมนัส แล้วท่านมีนโยบาย ยึดความโปร่งใสตรงไปตรงมาทำทุกแปลง ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ได้ให้สำนักกฎหมายส่วนกลางลงพื้นที่ ร่วมกับส.ป.ก.จังหวัดราชบุรี ตรวจสอบพิกัดขอบเขต ตรงไหนอย่างละเอียด และสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ เชิญน.ส.ปารีณา มาสอบถาม การเข้าอยู่พื้นที่นี้ มาอยู่ตั้งแต่ปีไหน ดูข้อเท็จจริงในพื้นที่ด้วยเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ใช้เวลาเก็บรายละเอียด 2วัน หากน.ส.ปารีณา บอกอยู่มาก่อน ฟังขึ้นหรือไม่ ถ้าไม่ขึ้นต้องคืนพื้นที่ตามหลักกฎหมายส.ป.ก.”นายวิณะโรจน์ กล่าว

เลขาธิการส.ป.ก.กล่าวว่าตอนนี้ได้ไล่ถามทุกจังหวัด เมื่อเกิดเหตุนี้ขึ้น จังหวัดอื่นมีแบบนี้อีกหรือไม่ เพราะมีข้อสังเกตุว่าเมื่อปี60 ส.ป.ก.ได้บังคับใช้ตามมาตรา44 ที่มีคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่36/60 ยึดคืนพื้นที่ส.ป.ก.แปลงใหญ่ถือครองเกินกว่า500ไร่โดยมิชอบด้วยกฎหมายทั่วประเทศ  ทำไมแปลงนี้จึงรอดมาได้ หลุดหูหลุดตาหรือเปล่า ตนสันนิฐานด้วยใจตัวเองและในช่วงนั้นตนยังไม่เข้ามาเป็นเลขาธิการส.ป.ก. ซึ่งตนยืนยันว่าทำทุกอย่างไม่มีนอกใน ตั้งแต่รมช.ธรรมนัส เข้ามาเป็นรมช.เกษตรฯได้แจกที่ดินให้คนยากจนไปแล้วเกือบทุกจังหวัด

“รมช.ธรรมนัส สั่งเป็นเรื่องเร่งด่วนทำสแกนรายละเอียดทุกจังหวัด เจอตรงไหน เคาะออกมาเข้าสู่การฟ้องร้องยึดคืนหลวงทั้งหมด ซึ่งเหตุครั้งนี้ ทำให้ต้องไปดูปัญหาว่ามีอย่างไร ทำไมส.ป.ก.จังหวัดไม่ดู ให้ทำรายงานเหตุและผล ถ้ามีปัญหาแบบนี้เยอะ จะต้องมีการบริหารจัดคนลงไปดูให้เต็มที่ พบครอบครองผิดกฎหมาย ต้องเอาคืนมา แจกให้พี่น้องประชาชน ผู้ยากไร้ที่ดินทำกิน แก้ปัญหาความยากจนเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล”นายวิณะโรจน์ กล่าว

ทั้งนี้ปัญหาบุคคลากรของส.ป.ก.มีน้อย มีนิติกรจังหวัดละ2คน ตอนนี้ได้จัดตั้งทีมส่วนกลาง ลงไปช่วยจังหวัดที่มีปัญหาบุกรุกมาก เพราะพื้นที่มีข้อจำกัดในการทำงาน ได้จัดทีมไปลุย ช่างนิติกร ช่างรังวัด ขณะนี้เข้าไปทำมาหลายพื้นที่ เช่นสวนปาล์ม จ.กระบี่ จะยึดคืนมาจัดสรรให้กับคนในพื้นที่ ได้ให้เวลาต้องเสร็จภายใน30ไร่ ส่วนสวนปาล์มจ.สุราษฏร์ธานี กำลังฟ้องยึดคืน และพื้นที่ส.ป.ก.จังหวัดภูเก็ต รีสอร์ทบุกรุกที่ส.ป.ก.กระจายไปหลายพื้นที่ล้วนทำเลทอง ทั้งอ.กระทู้ อ.กำมะลา อ.ป่าตอง ซึ่งผู้ว่าฯจ.ภูเก็ต เป็นเจ้าภาพไล่ตรวจสอบเริ่มมีทิศทางชัดเจน พื้นที่เป็นของใครกันแน่ ตั้งโต๊ะคุยกัน ทับซ้อนหน่วยงานไหน ใช้กฎหมายของหน่วยงานนั้นดำเนินคดีเข้ากระบวนการยึดคืน

นายวิณะโรจน์ กล่าวว่าเมื่อยึดรีสอร์ทมาแล้วจะเข้ากองทุนส.ป.ก.ไปบริหารและปรับปรุง จัดเป็นพื้นที่อบรมให้เช่าราคาถูก ได้เงินรายได้เข้ากองทุน จะนำมาจัดทำสาธารณูปโภคในแปลงส.ป.ก.ให้สมบูรณ์ โดยจากนี้ในการจัดแปลงพื้นที่ส.ป.ก.ที่จะแจกให้คนยากจน ทุกแปลงจะต้องทำถนนสายหลัก ราดยาง หรือ คอนกรีต มีไฟ้ฟ้าใช้ ทำแหล่งน้ำ ไม่ใช่เป็นถนนลูกรังเละเทะ  แหล่งน้ำก็ไม่มี คนได้ที่ดินไปยังไม่รู้ทำอะไรกิน ตนสั่งทุกพื้นที่ก่อนแจกที่ดินโครงสร้างพื้นฐานต้องให้เสร็จสมบูรณ์ มีอาชีพและหาตลาดให้ด้วย

ส่วนรีสอร์ทวังน้ำเขียว 124แห่ง ได้แต่งตั้งปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา คนใหม่ให้นโยบายว่าต้องรื้อมาดูเอามาให้ทั้งหมด ยังค้างคดีไหนบ้าง สั่งให้ฟ้องยึดคืนทุกแปลงแล้ว ทั้งนี้แปลงใดที่ฟ้องไปนานแล้ว ไม่เดินหน้า ไปสะดุดตรงไหน ต้องหาพยานหลักฐานเพิ่มขึ้นหรือไม่ ให้เร่งดำเนินการอย่าปล่อยเรื้อรังแบบเดิมไม่ได้ รวมทั้งจะแก้กฎหมายส.ป.ก.ทำให้เป็นปัจจุบันมากขึ้น บางพื้นที่เป็นประโยชน์การเกษตรก บางพื้นที่ทำเกษตรไม่ได้ เช่นเชิงผา เชิงเขา ต้องไปดูทำให้เกิดประโยชน์ทางสังคม ตอบสนองคนในพื้นที่ให้ได้  ต้องไม่อยู่อย่างผิดกฎหมายทุกที่เป็นไปตามกฎหมาย

นายวิณะโรจน์ กล่าวว่าสำหรับปัญหาความล่าช้าเกิดข้อพิพาทในการเพิกถอนพื้นที่สวนปาล์มจ.กระบี่ จากผู้ถือครอบครองเดิมโดยบริษัทอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม กว่า1หมื่นไร่ และปัจจุบันบางส่วนบริษัทยังเก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์ม รวมทั้งมีม็อบ กลุ่มมวลชนจากนอกพื้นที่เข้าไปจับจองสวนปาล์มด้วย โดยล่าสุด รมช.ธรรมนัส สั่งการทำให้พื้นที่ให้เป็นที่ว่าง ทุกคนถอยออกมาหมด และจัดคนลงใหม่ จะต้องเสร็จใน30วัน ส่วนบางแปลงเอกชนไปร้องคัดค้าน ม.44 แต่ฟังไม่ขึ้น ได้จัดคนลงและปักแนวเขตส.ป.ก. ประเมินค่าความเสียหายฟ้องดำเนินคดีผู้บุกรุกที่รัฐ ซึ่งต้องทำให้พื้นที่ว่าง โดยผู้ว่าฯและคทช.มีมติ ขอจัดแปลงพื้นที่ให้คนกระบี่ก่อน ตามคุณสมบัติ

สำนักชลประทานที่6ขอความร่วมมืออปท. งดสนับสนุนค่าไฟฟ้าสถานีสูบน้ำท้ายเขื่อนอุบลรัตน์-จุฬาภรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453454

สำนักชลประทานที่6ขอความร่วมมืออปท. งดสนับสนุนค่าไฟฟ้าสถานีสูบน้ำท้ายเขื่อนอุบลรัตน์-จุฬาภรณ์

สำนักชลประทานที่6ขอความร่วมมืออปท. งดสนับสนุนค่าไฟฟ้าสถานีสูบน้ำท้ายเขื่อนอุบลรัตน์-จุฬาภรณ์

วันอังคาร ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 14.45 น.

12 พฤศจิกายน 2562 นายศักดิ์ศิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 กล่าวว่า เขื่อนอุบลรัตน์และเขื่อนจุฬาภรณ์มีน้ำในเกณฑ์น้อย กรมชลประทานวางแผนบริหารจัดการไว้เฉพาะการอุปโภค-บริโภคเท่านั้น ไม่เพียงพอสำหรับการทำการเกษตร จึงได้ขอความร่วมมือไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) งดสนับสนุนค่าไฟฟ้าแก่สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าซึ่งอยู่ริมแม่น้ำและลำห้วยท้ายเขื่อนเพื่อไม่ให้เกษตรกรสูบน้ำไปใช้ทำการเกษตร

สำหรับเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ปริมาตรเก็บกักต่ำสุดอยู่ที่ 581 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ขณะนี้น้ำในอ่างมีอยู่ 571 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 23 ของความจุอ่าง ดังนั้นจึงใช้น้ำก้นอ่างไปแล้ว 10 ล้านลบ.ม. จากแผนบริหารจัดการที่วางไว้ น้ำจะเพียงพอสำหรับการอุปโภค-บริโภคเท่านั้น โดยระบายวันละ 650,000 ลบ.ม. ซึ่งมั่นใจว่า เพียงพอไปจนถึงต้นฤดูฝนหน้าในเดือนกรกฎาคม 63 แต่สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดคือ ไม่ให้มีการสูบน้ำไปใช้เพื่อการเกษตรระหว่างทาง ในลำน้ำพองจากท้ายเขื่อนอุบลรัตน์ไปบรรจบลำน้ำชีและจากลำน้ำชีไปถึงเขื่อนวังยาง จังหวัดมหาสารคามรวมระยะทาง 230 กิโลเมตร

ส่วนเขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ มีน้ำใช้การได้ 13 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 10 ของความจุอ่างซึ่งสงวนไว้เพื่อการทำน้ำประปาเท่านั้น จากท้ายเขื่อนจุฬาภรณ์จะต้องส่งน้ำให้ถึงการประปาที่อำเภอภูเขียว ระยะทาง 60 กิโลเมตรซึ่งต้องประสานอปท. งดสนับสนุนค่าไฟฟ้าแก่สถานีสูบน้ำระหว่างทางเช่นกัน เพื่อไม่ให้มีการสูบน้ำไปใช้ด้านอื่น ทางจังหวัดเตรียมประสานงานกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาลหาแหล่งน้ำใต้ดินเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมีน้ำสำรองไว้ที่เขื่อนห้วยกุ่ม 5 ล้านลบ.ม.

นายศักดิ์ศิริกล่าวถึงสถานการณ์น้ำในเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ว่า เป็นเขื่อนขนาดใหญ่แห่งเดียวในตอนกลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีน้ำใช้การมากถึงร้อยละ 74 ของความจุอ่าง รวม 1,467 ล้านลบ.ม. ซึ่งเพียงพอที่จัดสรรให้เกษตรกรในจังหวัดกาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ยโสธร และบางส่วนของอุบลราชธานีทำนาปรังและการเกษตรอื่นๆ โดยส่งน้ำวันละ 130,000 ลบ.ม. ทั้งนี้เขื่อนลำปาวปรับลดการระบายน้ำลงจากเดิมซึ่งระบายวันละ 2-3 ล้านลบ.ม. เมื่อฤดูนาปีเสร็จสิ้น ความต้องการใช้น้ำทางการเกษตรลดลงจึงเก็บกักน้ำในอ่างไว้ให้มากที่สุด

“หากสามารถควบคุมการใช้น้ำอย่างเคร่งครัดให้เป็นไปตามแผนบริหารจัดการที่วางไว้ มั่นใจว่า พื้นที่ 5 จังหวัดตอนกลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้แก่ ขอนแก่น มหาสารคาม ชัยภูมิ  ยโสธร และร้อยเอ็ดจะมีน้ำใช้เพียงพอตลอดฤดูแล้งแน่นอน” นายศักดิ์ศิริกล่าว