‘โรคใบร่วง’ลามกินสวนยาง3.3แสนไร่ ‘เกษตรฯ’เตรียมบิน‘โดรน’พ่นยานำร่องนราธิวาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453415

‘โรคใบร่วง’ลามกินสวนยาง3.3แสนไร่ ‘เกษตรฯ’เตรียมบิน‘โดรน’พ่นยานำร่องนราธิวาส

‘โรคใบร่วง’ลามกินสวนยาง3.3แสนไร่ ‘เกษตรฯ’เตรียมบิน‘โดรน’พ่นยานำร่องนราธิวาส

วันอังคาร ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 13.02 น.

‘โรคใบร่วง’ลามกินสวนยาง3.3แสนไร่ ‘เกษตรฯ’เตรียมบิน‘โดรน’พ่นยานำร่องนราธิวาส

12 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) สำรวจพื้นที่เสียหายจากโรคใบร่วงในยางพารา ซึ่งพบที่ จ.นราธิวาส ยะลา ปัตตานี และตรัง รวมพื้นที่กว่า 330,000 ไร่แล้ว

สำหรับโรคนี้เป็นโรคอุบัติใหม่ซึ่งไม่เคยเกิดในยางพารา ต้นยางที่ติดโรคจะใบร่วง ส่งผลต่อการเจริญเติบโต และน้ำยางลดลงร้อยละ 30-50 ตั้งแต่พบการระบาดในเดือนกันยายน ประมาณการณ์ว่าผลผลิตยางลดลงกว่า 40,000 ตันแล้ว จึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแก้ไข โรคนี้เกิดจากเชื้อรา Pestalotiopsis sp. แพร่กระจายโดยลมและฝน หากมีมรสุมและฝนตกชุกในภาคใต้อีกครั้งจะทำให้ควบคุมการแพร่ระบาดได้ยาก จึงเน้นย้ำให้หาแนวทางป้องกันไม่ให้ลุกลามในพื้นที่ปลูกยางทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้

ด้านนายกฤษดา สังข์สิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า กรมฯได้ร่วมกับ กยท. ส่งเจ้าหน้าที่แนะนำเกษตรกรให้หมั่นสำรวจต้นยาง หากสังเกตเห็นทรงพุ่มไม่สดชื่น ใบเหลืองแจ้ง กยท.พื้นที่เพื่อตรวจสอบอาการ หากเป็นโรคใบร่วงต้องใส่ปุ๋ยบำรุงดินเพื่อให้ต้นยางพาราสมบูรณ์แข็งแรงและใช้สารป้องกันกำจัดเชื้อราได้แก่  Benomyl Hexaconazole Thiophanate Methyl Triadimefon และ Difenoconazole พ่นบริเวณทรงพุ่มยาง นอกจากนี้ยังพบเชื้อราชนิดเดียวกันในวัชพืชใต้ต้นยางจึงจำเป็นต้องฉีดพ่นสาร Thiophanate Methyl ลงพื้นดินด้วย

นอกจากนี้กำลังประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ซึ่งมีพื้นที่เกิดโรคมากที่สุดเพื่อขออนุญาตฝ่ายความมั่นคงในการใช้อากาศยานไร้คนขับ(โดรน) ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อราในแปลงใหญ่ยางที่อำเภอแว้ง เป็นพื้นที่นำร่อง เนื่องจากระดับทรงพุ่มต้นยางสูงถึง 15-20 เมตร รวมทั้งจะจัดหาเครื่องฉีดพ่นแรงดันสูงมาเสริม นอกจากพื้นที่ที่พบการระบาดแล้ว ยังจำเป็นต้องฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อราในพื้นที่โดยรอบที่มีความเสี่ยงติดเชื้อด้วย หากสปอร์เชื้อราถูกลมพัดพาไปจะเกิดโรคในพื้นที่ใหม่ได้

นายกฤษดากล่าวต่อว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ร่วมประชุมทางวิชาการกับประเทศสมาชิกสภาวิจัยและพัฒนายางระหว่างประเทศ (IRRDB) ที่มาเลเซีย ขณะนี้ประเทศอื่นที่พบโรคใบร่วงได้แก่ อินโดนีเซียเสียหาย 2.3 ล้านไร่ มาเลเซีย 16,000 ไร่ อินเดีย ศรีลังกา 6,000 ไร่ นอกจากนี้ยังพบอาการใบร่วงของสวนยางในอินเดีย แต่ทางอินเดียระบุว่า เกิดจากเชื้อราสายพันธุ์อื่น ขณะนี้ได้ขอความร่วมมือเกษตรกรงดเคลื่อนย้ายทั้งยางชำถุง กิ่งตา และใบออกนอกพื้นที่ระบาดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค

สำหรับการช่วยเหลือเกษตรกรนั้น ทางกยท. กำลังหาแนวทางที่เหมาะสมซึ่งอาจเป็นการจ่ายค่าชดเชยตามพ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทย มาตรา 49 (5) ใช้งบประมาณของกยท. จ่ายให้เกษตรกร 3,000 บาทต่อราย  ส่วนอีกแนวทางหนึ่งที่กำลังพิจารณาคือ ประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดในการประกาศเขตภัยพิบัติซึ่งจะทำให้กรมส่งเสริมการเกษตรของบกลางจากรัฐบาลช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง หรืออาจสนับสนุนเป็นค่าสารป้องกันกำจัดเชื้อราและปุ๋ยบำรุงต้นยาง โดยอยู่ระหว่างเตรียมนำเสนอนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาด่วนที่สุด

บ่ายนี้รู้เรื่อง!‘ธรรมนัส’สั่งส.ป.ก.สอบที่ดิน‘ปารีณา’ ลั่นเช็คหมดไม่สนเป็นคนพปชร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453398

บ่ายนี้รู้เรื่อง!‘ธรรมนัส’สั่งส.ป.ก.สอบที่ดิน‘ปารีณา’ ลั่นเช็คหมดไม่สนเป็นคนพปชร.

บ่ายนี้รู้เรื่อง!‘ธรรมนัส’สั่งส.ป.ก.สอบที่ดิน‘ปารีณา’ ลั่นเช็คหมดไม่สนเป็นคนพปชร.

วันอังคาร ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 11.07 น.

บ่ายนี้รู้เรื่อง!‘ธรรมนัส’สั่งส.ป.ก.สอบที่ดิน‘ปารีณา’ ลั่นเช็คหมดไม่สนเป็นคนพปชร.

12 พฤศจิกายน 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณี น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)ระบุพร้อมถูกตรวจสอบที่ดิน ภบท.5 กว่า 1,700 ไร่ ในพื้นที่หมู่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ว่า ตนได้มอบหมายให้เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) ตรวจสอบที่ดินแปลงดังกล่าวของ น.ส.ปารีณา ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และเป็นที่ดินที่เข้าสู่ขั้นตอนการปฏิรูปที่ดินแล้วหรือไม่ หากพบว่าเข้าสู่การปฏิรูปที่ดินแล้วต้องตรวจสอบว่าเดิมที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของใคร อยู่ในกำกับดูแลของหน่วยงานใด เพราะบางพื้นที่อาจอยู่ในการครอบครองของชาวบ้านมาก่อน จึงต้องดูว่าการที่ที่ดินอยู่ในระหว่างครอบครองกับการบุกรุกนั้นต่างกัน จากนั้นให้รายงานผลการตรวจสอบมาให้ตนทราบในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ จากนั้นจึงจะพิจารณาว่าจะให้ น.ส.ปารีณา ส่งเอกสารข้อมูลต่างๆมาชี้แจงด้วยหรือไม่

ผู้สื่อข่าวถามถึงข้อสังเกตว่าน.ส.ปารีณา อยู่พรรคพปชร.จะมีการตรวจสอบเต็มที่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ยืนยันต้องทำตามกฎหมายทุกอย่าง

เมื่อถามว่าบุคคลที่เข้าไปทำกินไม่ได้มีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรตั้งแต่ต้น สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ต้องไปตรวจสอบวัตถุประสงค์ว่ามีข้อกำหนดหรือข้อยกเว้นในการเข้าไปใช้พื้นที่อย่างไรบ้าง

ส่วนที่มีการเปรียบเทียบที่ดินของ น.ส.ปารีณา กับนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่นั้น ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ที่ดินนางสมพร เป็นพื้นที่ป่าชุมชน

‘ปารีณา’ลุ้น!ทส.ดีเดย์2วันรู้เรื่อง ที่ดิน1.7พันไร่เป็นเขต‘ป่าไม้-ส.ป.ก.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453373

‘ปารีณา’ลุ้น!ทส.ดีเดย์2วันรู้เรื่อง ที่ดิน1.7พันไร่เป็นเขต‘ป่าไม้-ส.ป.ก.’

‘ปารีณา’ลุ้น!ทส.ดีเดย์2วันรู้เรื่อง ที่ดิน1.7พันไร่เป็นเขต‘ป่าไม้-ส.ป.ก.’

วันอังคาร ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 09.29 น.

‘ปารีณา’ลุ้น!ทส.ดีเดย์2วันรู้เรื่อง ที่ดิน1.7พันไร่เป็นเขต‘ป่าไม้-ส.ป.ก.’

12 พฤศจิกายน 2562 ที่ จ.กาญจนบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(รมว.ทส.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ยินดีให้ตรวจสอบที่ดิน ภบท.5 กว่า 1,700 ไร่ ในพื้นที่หมู่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ว่า ตอนนี้ได้ให้กรมป่าไม้ตรวจสอบว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร เพราะที่ดิน ภบท.นั้น มีอยู่มากมายเหลือเกิน ในเบื้องต้นต้องดูก่อนว่าพื้นที่ที่ดินดังกล่าว 1,700 ไร่นั้น เป็นของหน่วยราชการใดที่เป็นคนรับผิดชอบ ป่าไม้ หรือ ส.ป.ก.

“ถ้าเป็นของกรมป่าไม้ก็ต้องมาพิจารณากันว่าหลักเกณฑ์การได้มานั้น ได้มาตั้งแต่เมื่อไร อย่างไร แล้วถึงว่ากันตามระเบียบเพราะทุกอย่างเขียนไว้ชัดเจน ไม่มีอะไรซับซ้อนเช่นกัน คงต้องใช้เวลาตรวจสอบ อีก 1-2 วัน เนื่องจากขณะนี้ประชุมคณะรัฐมนตรีกันอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี” นายวราวุธ กล่าว

ลุ่มแม่โขง-ล้านช้างจับมือบริหารทรัพยากรน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453209

x

ลุ่มแม่โขง-ล้านช้างจับมือบริหารทรัพยากรน้ำ

วันอังคาร ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยหลังร่วมประชุมคณะทำงานร่วมสาขาทรัพยากรน้ำสมัยวิสามัญ ครั้งที่ 3 ตามกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (Mekong – Lancang Cooperation : MLC) ที่นครกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า กรอบความร่วมมือดังกล่าวสำคัญต่อประเทศลุ่มแม่น้ำโขงมาก ในฐานะเป็นเวทีในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงสามารถพบปะหารือกับประเทศต้นน้ำ คือ จีน ในประเด็นความร่วมมือด้านน้ำ ทั้งด้านเทคนิคและนโยบาย สาระสำคัญการประชุมครั้งนี้เพื่อหารือ 3 ประเด็นหลัก คือ 1.เตรียมจัดประชุมโต๊ะกลมสำหรับระดับรัฐมนตรีด้านจัดการทรัพยากรน้ำ (MLC) ครั้งที่ 1 ช่วงต้นเดือนธันวาคม ณ กรุงปักกิ่งของจีน 2.พิจารณาถ้อยแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) นำไปสู่การขับเคลื่อนความร่วมมือด้านน้ำระหว่างประเทศให้เป็นรูปธรรม ซึ่งสทนช.จะสรุปผลประชุมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบให้รัฐมนตรีด้านน้ำของไทยเข้าประชุม 6.รัฐมนตรีด้านน้ำภายใต้กรอบความร่วมมือน้ำแม่โขงและล้านช้างที่จีน และ 3.ที่ประชุมพิจารณาลำดับความสำคัญของกิจกรรมโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการ 5 ปี สาขาทรัพยากรน้ำ ซึ่งฝ่ายไทยเสนอโครงการที่จะดำเนินการปี 2562 รวมถึงยังเสนอให้สนับสนุนงบวิจัยร่วมกับประเทศสมาชิก เพื่อหาสาเหตุที่ส่งผลทำให้ระดับน้ำโขงลดลงด้วย

“การประชุมคณะทำงานฯ ภายใต้กรอบ MLC ถือเป็นเวทีสำคัญด้านยุทธศาสตร์ ไทยสนับสนุนและมีส่วนร่วมดำเนินงานของคณะทำงานฯ และทำแผนปฏิบัติการ 5 ปี โดยสทนช. เป็นหน่วยงานหลักมุ่งเน้นผลักดัน ความร่วมมือด้านการบริหารทรัพยากรน้ำผ่านการวิจัย รวมทั้งแลกเปลี่ยนข้อมูลอุทกวิทยาทันท่วงที สม่ำเสมอ และครอบคลุมตลอดปีซึ่งสำคัญมากสำหรับประเทศท้ายน้ำในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยเฉพาะปัจจุบันที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงในปี 2560 ไทยขอรับการสนับสนุนงบประมาณจาก MLC ดำเนินโครงการความร่วมมือข้ามพรมแดนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากการศึกษาไทยสนับสนุนให้ตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญ หรือคณะที่ปรึกษา เพื่อกำหนดหลักการแบ่งปันข้อมูลน้ำ รวมทั้งขั้นตอนแลกเปลี่ยนเสริมสร้างศักยภาพให้สมาชิก และพัฒนาให้เป็นระดับ Working Committee ซึ่งไทยจะนำเสนอผลการศึกษาต่อที่ประชุมระดับรัฐมนตรีในเดือนธันวาคมด้วย”ดร.สมเกียรติ กล่าว

นอกจากนี้ จะใช้โอกาสนี้หารือร่วมกับจีน เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์น้ำของจีนและไทยช่วงฤดูแล้งเพื่อให้การวิเคราะห์คาดการณ์สถานการณ์น้ำโขง รวมถึงลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขงได้ตลอดปี รวมถึงต้นสัปดาห์หน้า สทนช.จะหารือกับลาวเพื่อทำความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลน้ำ แผนบริหารจัดการน้ำโดยตรงเพื่อความรวดเร็ว ทั้งนี้ สทนช.จะนำเสนอสถานการณ์น้ำโขง ประเด็นปัญหาภัยแล้งที่เกิดในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงทั้งจีน ลาว และไทย เข้าคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) พิจารณามาตรการบรรเทาผลกระทบกับการประกอบอาชีพของประชาชน และโครงสร้างที่ติดกับลำน้ำโขงฝั่งไทย 8 จังหวัดโดยเร่งด่วนต่อไป

รายงานพิเศษ : ปั้นแบรนด์‘โคขุนหนองสูงมุกดาหาร’ยกระดับสู่สากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453210

รายงานพิเศษ : ปั้นแบรนด์‘โคขุนหนองสูงมุกดาหาร’ยกระดับสู่สากล

รายงานพิเศษ : ปั้นแบรนด์‘โคขุนหนองสูงมุกดาหาร’ยกระดับสู่สากล

วันอังคาร ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรในพื้นที่อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะความมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์โคขุนให้ได้มาตรฐาน ยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และสร้างความเชื่อมั่นในตลาดผู้บริโภคโคขุน ภายใต้แบรนด์ “โคขุนหนองสูงมุกดาหาร” ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ในรูปแบบครบวงจร

นายประวิทย์ นามเหลา ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด เล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า สหกรณ์ฯตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2528 เนื่องจากเกษตรกรประสบปัญหาการประกอบอาชีพ จึงรวมตัวกันตั้งสหกรณ์ฯ เพื่อร่วมแก้ปัญหาด้านเงินทุน โดยการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในหมู่สมาชิก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่ยึดอาชีพทำนาปลูกข้าว ทำไร่และสวนยางพารา ต่อมาในปี 2543 สหกรณ์ฯได้ส่งเสริมให้สมาชิกหันมาเลี้ยงโคขุนคุณภาพเพื่อเพิ่มรายได้ โดยแบ่งกลุ่มตามห่วงโซ่การผลิตได้แก่ กลุ่มผู้เลี้ยงแม่พันธุ์ กลุ่มผลิตลูกโค กลุ่มผู้เลี้ยงโคขุนและด้านการตลาด ซึ่งแต่เดิมโคขุนจะส่งไปชำแหละที่สหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด จังหวัดสกลนคร ต่อมาเกษตรกรได้หันมาเลี้ยงโคขุนมากขึ้น สหกรณ์ฯจึงสร้างโรงชำแหละของสหกรณ์ฯเอง เมื่อปี 2549 ปัจจุบันมีสมาชิกเลี้ยงโคขุน 1,030 ราย จำนวนโคที่ขึ้นทะเบียนขุน 4,900 ตัวซึ่งนับว่าจำนวนการเลี้ยงโคขุนของสหกรณ์ฯ มีปริมาณสูงเป็นลำดับต้นๆ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และยังมีการเชื่อมโยงธุรกิจกับสหกรณ์ที่เป็นเครือข่ายผู้เลี้ยงโคขุนอีก 25 แห่งใน15 จังหวัด

ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีการส่งเสริมสมาชิกเลี้ยงโคขุนลูกผสมพันธุ์ชาโลเล่แองกัส และวากิล มีกลุ่มผู้เลี้ยงแม่พันธุ์ผลิตลูกกลุ่มเลี้ยงโคก่อนขุน และกลุ่มโคขุนที่ใช้ระยะเวลาการขุนถึง12-18 เดือน และในช่วงขุนโคนี้ ทางสหกรณ์ฯก็จะผลิตอาหารสำหรับใช้ขุนโคจำหน่ายในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด 5% เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตของสมาชิก พร้อมกับส่งเสริมให้สมาชิกปลูกพืชอาหารสัตว์ส่งขายสหกรณ์ฯเพื่อนำมาผลิตอาหารโค โดยสหกรณ์ฯจะรับซื้อโคที่ขุนเต็มแล้วและที่ขึ้นทะเบียนไว้กับสหกรณ์เท่านั้นเพื่อนำเข้าโรงชำแหละแปรรูป เป็นผลิตภัณฑ์ รับซื้อตามคุณภาพของไขมันแทรกเนื้อ โดยแบ่งออกเป็นเกรดต่ำสุด 2.5 ไปจนถึงเกรด 5 สูงสุด ส่งจำหน่ายด้วยระบบขนส่งที่ได้มาตรฐานไปยังตลาดหลักกรุงเทพมหานครเป็นส่วนใหญ่ ร้อยละ 70 และตลาดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 30 ในรูปแบบยกซาก แยกชิ้นส่วน และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย อาทิ เนื้อสเต๊ก เนื้อบด เนื้อกระจก ไส้กรอก เนื้อแดดเดียว เนื้อทุบ และลูกชิ้น เป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้า และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งในปีที่ผ่านมามียอดขายทั้งหมด 276 ล้านบาท ส่วนปีนี้คาดว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นเป็น 300 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในอนาคตสหกรณ์ฯ มีแผนที่จะขยายธุรกิจการส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนและพัฒนาโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์โคขุนให้ได้มาตรฐาน GMP เพื่อให้สามารถขยายตลาดออกไปยังต่างประเทศได้ซึ่งปัจจุบันสหกรณ์ฯ สามารถส่งเนื้อโคขุนจำหน่ายให้กับตลาดในประเทศปีละ 3,000 ตัว และตั้งเป้าหมายภายในปี 2565 จะขยายธุรกิจ เพิ่มปริมาณการแปรรูปโคขุนเป็น 5,000 ตัวต่อปี พร้อมทั้งส่งเสริมให้สมาชิกเลี้ยงโคขุนพันธุ์ชาโลเล่ลูกผสม พันธุ์แองกัสและวากิลลูกผสม ตลอดจนส่งเสริมให้เลี้ยงโคสีดำเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่ดี และมีไขมันแทรกอยู่ในระดับที่พอเหมาะ

ที่ผ่านมาการดำเนินงานในด้านต่างๆ ของสหกรณ์ฯไม่ว่าจะเป็นการผลิต แปรรูป และการตลาด จำกัด จะได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมปศุสัตว์ ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาให้คำแนะนำและสนับสนุนในด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาธุรกิจโคขุนของสหกรณ์ฯจนเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันสมาชิกสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัดมีอยู่ครอบคลุมเกือบทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และยังคงเดินหน้าพัฒนาธุรกิจ เพื่อยกระดับแบรนด์ “โคขุนหนองสูงมุกดาหาร” ให้ติดตลาดมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งด้านสายพันธุ์ อาหาร และการจัดการให้ได้คุณภาพ พร้อมกับมีโรงชำแหละมาตรฐาน GMP เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยความสะอาดแก่ผู้บริโภค เป็นการกระตุ้นยอดจำหน่ายให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพร้อมที่จะต่อยอดขยายฐานตลาดสู่ต่างประเทศ เป็นการนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของสมาชิกและสหกรณ์ต่อไป

รักษ์เกษตร : มาผลิตสารควบคุมแมลงศัตรูพืช…ไว้ใช้เองกันเถอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453206

x

รักษ์เกษตร : มาผลิตสารควบคุมแมลงศัตรูพืช…ไว้ใช้เองกันเถอะ

วันอังคาร ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบวิธีการผลิตสารควบคุมแมลงศัตรูพืช ที่ผลิตใช้ได้เอง มีพิษน้อย ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและเกษตรกรผู้ใช้

วิทยา แสงศิลป์

อ.เมือง จ.อ่างทอง

คำตอบ

เกษตรกร คุ้นเคยกับการใช้สารเคมีควบคุมแมลงศัตรูพืชมานาน ในขณะที่ทางภาครัฐได้กำลังพิจารณาสนับสนุนการยกเลิกใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และ คลอร์ไพริฟอส นั้น เกษตรกรเองจึงจำเป็นต้องหาทางเลือกใหม่ในการกำจัดแมลงศัตรูพืชในไร่นาของตน ทางเลือกใหม่นั้นก็คือ การผลิตสารควบคุมแมลงศัตรูพืชไว้ใช้เองโดยใช้สารเร่ง พด.7 ที่กรมพัฒนาที่ดินได้คิดค้นและส่งเสริมให้เกษตรกรใช้

การใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชมากเกินความจำเป็น และส่งผลเสียหายเป็นอย่างมากต่อระบบนิเวศ ดังนั้น การใช้จุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการผลิตสารควบคุมแมลงศัตรูพืช ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ผลิตโดยกรมพัฒนาที่ดิน คือ สารเร่ง พด.7

สารเร่ง พด.7เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติในการเพิ่มประสิทธิภาพการหมักและย่อยสลายพืชสมุนไพรต่างๆ ในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน เพื่อผลิตสารป้องกันแมลงศัตรูพืช สารป้องกันแมลงศัตรูพืชที่ผลิตจากสารเร่ง พด.7 เป็นน้ำหมักชีวภาพ ที่ได้จากการย่อยสลายพืชสมุนไพร โดยกิจกรรมจุลินทรีย์ในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน จะได้ของเหลวสีน้ำตาลใส ซึ่งประกอบด้วยกรดอินทรีย์หลายชนิดในปริมาณสูง รวมทั้งสารออกฤทธิ์ประเภทต่างๆ และสารไล่แมลงที่สกัดได้จากพืชสมุนไพรชนิดนั้นๆ ใช้ในการป้องกันศัตรูพืช เช่น เพลี้ยต่างๆ หนอนเจาะผลและลำต้น หนอนใยผัก หนอนชอนใบ หนอนคืบ หนอนกระทู้ หนอนกอ ไรแดง และแมลงหวี่ เป็นต้น
วิธีทำการผลิตสารควบคุมแมลงศัตรูพืช โดยสารเร่ง พด.7สารเร่ง พด.7 จำนวน 1 ซอง ผลิตได้จำนวน 50 ลิตร ใช้เวลาหมัก 20 วันมีวิธีทำดังนี้

1. การเตรียมวัสดุ ได้แก่ 1) พืชสมุนไพร (ชนิดพืชสมุนไพร ได้แก่ ตะไคร้หอม หางไหล บอระเพ็ด ข่า ฟ้าทะลายโจรเปลือกแค หนอนตายหยาก เมล็ดสะเดา ใบว่านเศรษฐี หมาก เมล็ดน้อยหน่า เมล็ดเงาะ ยาสูบ ขิง มะกรูด ตะไคร้ พริกไทย พญาไร้ใบ สาบเสือ ผลสบู่ดำ ใบโหระพาฯลฯ) จำนวน 30 กก. 2)กากน้ำตาล จำนวน 10 กก. 3)น้ำ จำนวน 50 ลิตรและ 4)สารเร่ง พด.7 จำนวน 1 ซอง

2. ขั้นตอนการทำ

1) สับพืชสมุนไพรให้เป็นชิ้นเล็ก ทุบหรือตำให้แตกนำพืชสมุนไพร และน้ำตาล ใส่ลงในถังหมัก ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน

2)ละลายสารเร่ง พด.7 ในน้ำ 50 ลิตร ผสมให้เข้ากันนาน 5 นาที เทลงในถังหมักผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันอีกครั้งปิดฝาไม่ต้องสนิท และตั้งไว้ในที่ร่ม ใช้ระยะเวลาในการหมัก 20 วัน

3) สังเกตสารควบคุมแมลงศัตรูพืชที่ได้ จะมีลักษณะคือ การเจริญของจุลินทรีย์ลดลงกลิ่นแอลกอฮอล์ลดลง มีกลิ่นเปรี้ยวมากขึ้นไม่มีฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ของเหลวจะเป็นสีน้ำตาลใสและมีค่า pH ต่ำกว่าหลังจากนั้นนำไปขยายให้เจือจาง และนำไปฉีดพ่นต่อไป

เกษตรกร สามารถขอคำปรึกษาและรับสารเร่ง พด.7 ได้ที่กรมพัฒนาที่ดิน หรือสำนักงานพัฒนาที่ดิน ในจังหวัดของท่านได้นะครับ

นาย รัตวิ

กษ.เร่งส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453208

x

กษ.เร่งส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่

วันอังคาร ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังร่วมพิธีเปิดโรงอบความชื้นข้าวและทดสอบระบบการคัดคุณภาพข้าว และงานรวมพลคน ศพก. แปลงใหญ่ และ Young Smart Farmer เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปภาคการเกษตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ทำการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง ต.ดู่ อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ ว่า จากนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งหวังให้ประชาชนที่ประกอบอาชีพการเกษตรมีรายได้และความเป็นอยู่ดีขึ้น มีเป้าหมายให้ประชาชน “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่นยืน” ภายใต้แผนปฏิรูปประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นแผนหลักในการขับเคลื่อนประเทศไทย ซึ่งการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่กำหนดไว้ในแผนปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯส่งเสริมกลุ่มแปลงใหญ่แล้ว 6,062 กลุ่ม ใน 10 กลุ่มสินค้า เกษตรกร 405,240 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 5,578,267 ไร่

สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีกลุ่มแปลงใหญ่ 3,136 กลุ่ม สมาชิก 233,115 ราย คิดเป็นร้อยละ 6.56 ของครัวเรือนเกษตรทั้งหมดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครอบคลุมพื้นที่ 2,894,616 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 4.53 ของพื้นที่การเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งนี้ จ.ศรีสะเกษ ดำเนินโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยบูรณาการทุกภาคส่วนในพื้นที่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ศักยภาพของพื้นที่ และตอบสนองความต้องการของเกษตรกร โดยดำเนินงานภายใต้ประเด็นการพัฒนา 5 ด้านคือ 1) ลดต้นทุนการผลิต 2) เพิ่มผลผลิต/ไร่ 3) พัฒนามาตรฐานการผลิต (GAP/ Organic) 4) การบริหารจัดการกลุ่มให้เข้มแข็ง และ 5) การบริหารจัดการด้านการตลาด ปัจจุบันจ.ศรีสะเกษ มีแปลงใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ในพื้นที่ 22 อำเภอ 324 แปลง 12 ชนิดสินค้า ได้แก่ ข้าวกระเทียม พริก มันสำปะหลัง ดาวเรือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทุเรียน ยางพารา หม่อนไหมปลาตะเพียน กระบือ และกบ มีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ 25,677 ราย พื้นที่ 284,028.68 ไร่

นายเฉลิมชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง เข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่เมื่อปี 2559 โดยผลิตและแปรรูปสินค้าข้าวเป็นหลัก ส่งผลิตภัณฑ์ข้าวจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ แนวคิดดำเนินงานของกลุ่มแปลงใหญ่วิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนอุ่มแสง เน้นลดต้นทุนการผลิตด้วยการรวมกันจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี จัดหาปัจจัยการผลิต การทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ สารชีวภัณฑ์ เพื่อนำมาใช้ในกระบวนการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ เพื่อให้ได้คุณภาพมาตรฐานตามความต้องการตลาด นอกจากนี้ ยังนำเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรมาใช้ในกระบวนการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและเกษตรกร

‘อลงกรณ์’แนะรัฐ!! คิกออฟโครงการ’ระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก’คู่ขนาน’อีอีซี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453359

'อลงกรณ์'แนะรัฐ!! คิกออฟโครงการ'ระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก'คู่ขนาน'อีอีซี'

‘อลงกรณ์’แนะรัฐ!! คิกออฟโครงการ’ระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก’คู่ขนาน’อีอีซี’

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 22.13 น.

“อลงกรณ์”แนะรัฐบาล คิกออฟโครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก”ดับบลิวอีซี”คู่ขนาน”อีอีซี” สร้างสมดุลการพัฒนาประเทศและกระจายความเจริญเพิ่มศักยภาพใหม่ไทยแลนด์4.0 พร้อมเสนอเมกะโปรเจค”วิสัยทัศน์2025″เปิดประตูตะวันตก ดันไทยขึ้นแท่นประเทศผู้ส่งออกอาหารของโลกในการประชุมครม.สัญจร

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรีจัดการประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.กาญจนบุรี ในวันที่ 12 พ.ย.นี้ ว่า การประชุม ครม.สัญจร ในภาคตะวันตก ที่ จ.กาญจนบุรี เป็นครั้งแรก เป็นโอกาสดีที่สุดที่รัฐบาลควรประกาศคิกออฟเดินหน้าโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันตก (Western Economic Corridor : WEC) เพื่อให้เป็นโครงการพัฒนาระดับเมกะโปรเจคคู่ขนานกับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก เพื่อให้เกิดความสมดุลใหม่ของการพัฒนาประเทศ และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันบนศักยภาพของประเทศ และควรจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมารับผิดชอบเพื่อขับเคลื่อนโครงการโดยตรง

ทั้งนี้ ตนได้เสนอคอนเซ็ปเปเปอร์ “วิสัยทัศน์ 2025 และโครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก” ของพรรคประชาธิปัตย์ ต่อ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณาและเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป ในฐานะที่พรรคประชาธิปัตย์ริเริ่มและสนับสนุนดับลิวอีซีตลอดมา โดยเฉพาะโครงการท่าเรือน้ำลึกที่ทวาย และการเปิดด่านถาวรบ้านพุน้ำร้อนกาญจนบุรี และเชื่อว่าวิสัยทัศน์ 2025 จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ซึ่งต้องร่วมมือกันทุกภาคีภาคส่วนช่วยกัน

ทั้งนี้ ด้วยศักยภาพของประเทศไทยความเป็นฮับด้านเกษตรอาหารการท่องเที่ยวและโลจิสติกส์ เป็นแนวทางการพัฒนาแบบยั่งยืนตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) เพื่อให้เกิดความสมดุลใหม่ของการพัฒนาประเทศ และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันบนศักยภาพของประเทศ ภายใต้เป้าหมายและวิสัยทัศน์ระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก หรือ WEC 2025 ซึ่งจะเป็บฮับโลจิสติกส์ เชื่อมไทยเชื่อมโลกด้วยการเปิดประตูตะวันตกสู่มหาสมุทรอินเดีย ฮับเกษตรและอาหารของโลกสู่การเป็นประเทศผู้ส่งออกท็อปเทนของโลก ฮับอีโคทัวริซึ่มของโลกด้วคอนเซ็ปท์ “ทั่วโลกเที่ยวไทย” ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดในภาคตะวันตกและภาคกลางตอนบน – ตอนล่าง 13 จังหวัด ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สุพรรณบุรี อยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง ชัยนาท และอุทัยธานี เพื่อเป็นพื้นที่พัฒนาพิเศษแนวใหม่แห่งศตวรรษที่ 21 ของไทย ของอาเซียน และของโลก

โดยมีโครงการหลักในการพัฒนา 10 โครงการเมกะโปรเจค

1. โครงการประตูตะวันตก (Western Gateway) โดยยกระดับสถานภาพและศักยภาพของใหม่ จ.กาญจนบุรี เป็น “ประตูตะวันตก” หรือเกทเวย์ใหม่ของประเทศไทยสู่มหาสมุทรอินเดียและโลกตะวันตก

2. เร่งรัดการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวาย ถนนกาญจนบุรี – ทวาย และเขตเศรษฐกิจพิเศษ

3. โครงการพัฒนาโลจิสติกส์และการค้าการท่องเที่ยวรอบอ่าวเบงกอล 9 ประเทศ

4. โครงการพัฒนาท่าเรือท่องเที่ยวและประมงมะริด – สิงขร

5. โครงการท่าเรือขนส่งและท่องเที่ยว (เพชรบุรี/ประจวบคีรีขันธ์ – ชลบุรี – ระยอง) เชื่อม WEC กับ EEC

6. โครงการสนามบินใหม่นานาชาติกำแพงแสน โครงการสนามบินแก่งกระจานและสนามบินกาญจนบุรีเพื่อเป็นฮับการบินในภาคตะวันตก

7. โครงการรถไฟความเร็วสูงโครงการรถไฟ 4 รางทางคู่ และโครงการมอเตอร์เวย์

8. โครงการถนนเครือข่ายตะวันตก (Western SuperHighway Network) โดยพัฒนาทางหลวง 3510 เป็นซูเปอร์ไฮเวย์หลักของภาคตะวันตก เชื่อมโครงข่ายทางหลวงเอเซียหมายเลข 1 (AH1) – หมายเลข 2 (AH2) เชื่อมโครงข่ายถนนเพชรเกษมและระบบทางหลวงแผ่นดิน เชื่อมถนนพระราม 2 (โครงการ 4 แยกวังมะนาว) เชื่อมโครงข่ายมอเตอร์เวย์บางใหญ่ – กาญจนบุรี และนครปฐม – ชะอำ

9. โครงการศูนย์กลางเกษตรอาหารโลก ประกอบด้วยโครงการเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) , AgriTech innovation Park , ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AgriTech Innovation Center) เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคบริการการท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Eco&AgriTourism SEZ) , world Seafood Hub และโครงการนิคมอุตสาหกรรมเกษตร 4.0 (AgroIndustry 4.0)

10. โครงการพัฒนาเครือข่ายถนนทะเลตะวันตก (Western Sea Belt Road) เพื่อการท่องเที่ยวเลียบทะเลอ่าวไทยตะวันตก – อันดามัน

ทั้งนี้ จะต้องมีการจัดตั้งสำนักงานพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันตก ดำเนินโครงการตามกรอบเวลาของแผนพัฒนา WEC ปีงบประมาณ พ.ศ.2563 – 2568 (ค.ศ.2020 – 2025) โดยจะสร้างงานสร้างอาชีพใหม่ 100,000 อัตรา มีการลงทุนใหม่ 500,000 ล้านบาท และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 2 ล้านล้านบาท

อินทรีย์แบบมีส่วนร่วมโอกาสดีเกษตรกรไม่มีเอกสารสิทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398701?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

อินทรีย์แบบมีส่วนร่วมโอกาสดีเกษตรกรไม่มีเอกสารสิทธิ์

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
เกษตรอินทรีย์,กาญจนบุรี,เฉลิมชัย,เอกสารสิทธิ์
เปิดอ่าน 65 ครั้ง

กาญจนบุรีเผยตัวเลขเกษตรปลอดภัย ผลการพัฒนาการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) เพื่อเกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดิน

13 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พบปะเกษตรกรที่วัดอินทาราม อ.ท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมรับฟังการนำเสนอผลการส่งเสริมเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดกาญจนบุรี

ทั้งนี้เกษตรอินทรีย์เป็นแนวทางการผลิตที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยของทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค รวมทั้งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนซึ่งสอดคล้องกับกระแสความสนใจของโลกในปัจจุบัน จังหวัดกาญจนบุรีจึงได้มียุทธศาสตร์ในการเพิ่มความปลอดภัยทางด้านอาหาร เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่ ซึ่งการจะได้การรับรองจะต้องเป็นไปตามข้อกำหนดมาตรฐานต่างๆ โดยสถานการณ์เกษตรอินทรีย์ไทยล่าสุดนั้นมีพื้นที่ได้รับรองมาตรฐานเพียงร้อยละ 0.29 ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมด จึงเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรให้มีความพร้อมในการทำการเกษตรอินทรีย์ดังกล่าว

นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนิน โครงการส่งเสริมการบริโภคและจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัย เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดภัยต่อผู้บริโภค แต่เกษตรกรในจังหวัดกาญจนบุรีพบปัญหาจากการไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดิน จึงไม่สามารถขอการรับรองจากหน่วยงานต่างๆ ได้ สำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรีจึงได้ดำเนินการส่งเสริมการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) ร่วมกับคณะทำงานจากส่วนราชการ เอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคม เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีบทบาทในการกำหนดทิศทางและวางแนวทางในการพัฒนาการทำเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดกาญจนบุรี

การส่งเสริมการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) ได้ยึดแนวทางตามหลักการของแหล่งผลิตพืชเกษตรอินทรีย์ของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ มกษ.9000 เล่ม 1 เล่ม 2 และเล่ม 4 และแนวทางการผลิตพืชอินทรีย์ เพื่อจัดทำแบบตรวจประเมินสำหรับการขอรับรองมาตรฐานการเกษตรแบบมีส่วนร่วม (PGS) โดยมีการพัฒนาเกษตรกรและเจ้าหน้าที่เพื่อสร้างให้เป็นเจ้าหน้าที่สำหรับการตรวจประเมินแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ จำนวนทั้งสิ้น 39 ราย

นอกจากนี้ยังต้องผ่านการตรวจสารพิษตกค้างในผลผลิตก่อน โดยได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยมหิดล ปัจจุบันเกษตรกรในจังหวัดกาญจนบุรี สามารถผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยได้ตามมาตรฐาน Organic Thailand 27 ราย พื้นที่ปลูก 302ไร่ มาตราฐาน GAP 888 ราย พื้นที่ปลูก 6,657 ไร่ และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม 106 ราย พื้นที่ปลูก 1,091 ไร่ โดยจำหน่ายผลผลิตให้แก่โรงพยาบาลตามโครงการอาหารปลอดภัยทั้งในจังหวัดกาญจนบุรีและในกรุงเทพ ตลาดเกษตรกรในจังหวัดกาญจนบุรี และภาคเอกชนต่างๆ

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวต่อว่า กรมส่งเสริมการเกษตรจะพัฒนาเกษตรกรที่ผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) และมีคุณสมบัติพร้อมเพื่อขอรับรองแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ที่รับรองโดยกรมวิชาการเกษตร และข้าวอินทรีย์ที่รับรองโดยกรมการข้าว เพื่อพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรไปสู่ระดับชาติและนานาชาติต่อไป

ข่าวเกี่ยวข้องในเครือ

งานงอกฟาร์มไก่ปารีณารุกทั้งส.ป.ก. ป่าไม้ ไล่ชื่อหานอมินี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398698?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

งานงอกฟาร์มไก่ปารีณารุกทั้งส.ป.ก. ป่าไม้ ไล่ชื่อหานอมินี

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
ฟาร์มไก่ปารีณา,สปก,ม44,รุกที่,ทวี ไกรคุปต์
เปิดอ่าน 2,169 ครั้ง

งานงอกพบเพิ่ม ฟาร์มไก่ ปารีณา รุกที่ส.ป.ก.ป่าสงวนแห่งชาติจ.ราชบุรี เกือบ 2 พันไร่ นัดดูหลักฐานครอบครองก่อนประกาศเขตปฏิรูปเช็คชื่อนอมินีหรือไม่ 

13 พฤศจิกายน 2562 รายงานข่าวจากสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดราชบุรี (ส.ป.ก.จังหวัดราชบุรี) เปิดเผยว่าพื้นที่ส.ป.ก.กว่าพันไร่ที่ถือครองโดยนายทวี ไกรคุปต์ อดีตส.ส.ราชบุรี

โดยบริเวณพื้นที่ตรงกลาง เป็นภูเขา อยู่ฝั่งซ้ายมือ อยู่ในเขตส.ป.ก.อ.สวนผึ้ง และขวามืออยู่ในเขตส.ป.ก.อ.จอมบึง ประมาณ 800 กว่าไร่ และเขตสวนผึ้ง 600 กว่าไร่ โดยพรุ่งนี้(13พ.ย.)ได้นัดผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ดำเนินการรังวัดที่ดินทั้งหมด นัดเวลาไว้ 09.00น.

สำหรับพื้นที่ทั้งแปลงนี้มีเกือบ 2 พันไร่ บางส่วนอยู่นอกเขตปฏิรูปที่ดิน เป็นเขตป่าไม้สงวนแห่งชาติ และฟาร์มไก่ ของส.ส.ปารีณา อ้างว่าครอบครองมาหลายสิบปี ประมาณ 40 กว่าปี ก่อนยกให้พื้นที่ให้ประกาศเขตปฎิรูปที่ดิน

“ตอนนี้ส.ส.ปารีณา ลูกสาวนายทวี ทราบแล้วว่าฟาร์มไก่ อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ซี่งในส่วนของส.ส.ปารีณา จะต้องมีหลักฐานมาแสดงว่ามีการครอบครองที่ดินมาตั้งแต่เมื่อไหร่ โดยได้นัดขอหลักฐานแล้วแต่ส.ส.ปารีณา บอกว่าติดประชุมอยู่ที่กรุงเทพ ไม่สะดวกคุยโดยจะนัดกับส.ส.ปารีณา วันนี้ที่จ.ราชบุรี ที่บ้านของส.ส.ปารีณา “

ในแผนที่แสดงเขตที่ดิน ส.ป.ก.ฟาร์มไก่ ซี่งเป็นฟาร์มปิด อยู่ด้านฝั่งอำเภอจอมบึง อยู่ในเขต ส.ป.ก.ประมาณ แปดร้อยไร่ ส่วนที่เหลืออยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ และฝั่งอำเภอสวนผึ้งอยู่ในเขตส.ป.ก. ประมาณ หกร้อยกว่าไร่ ทั้งนี้พื้นที่ทั้งหมดรวมพื้นที่ที่กรมป่าไม้รับผิดชอบด้วยก็เกือบสองพันไร่ จะต้องตรวจสอบว่ารายชื่อที่แจ้งการครอบครองว่าเป็นนอมินีหรือไม่

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้กล่าวว่า ทราบเรื่องการครอบครองที่ดินของบิดาน.ส. ปารีณาแล้ว เบื้องต้นคาดว่า พื้นที่บางส่วนอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ร่วมเป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับส.ป.ก. โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรีเป็นประธาน ซึ่งจะดำเนินการรังวัดและตรวจสอบแนวเขตในวันนี้ (13 พ.ย.)

ข่าวเกี่ยวข้องในเครือ