เดินหน้าเต็มสูบตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398478?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เดินหน้าเต็มสูบตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
อลงกรณ์ พลบุตร,เกษตรอินทรีย์,สถาบันเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ,แบน 3 สาร
เปิดอ่าน 83 ครั้ง

เดินหน้าตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ หนุนพรบ.เกษตรกรรมยั่งยืน  ต้านเคมีแทน 3 สารที่ถูกแบน วอนนักวิจัยนำผลงานเสนอทางเลือก

12 พฤศจิกายน 2562  นายอลงกรณ์ พลบุตร  ที่ปรึกษารมว.เกษตรฯ เปิดเผยว่า  เพื่อเป็นการสนับสนับแนวนโยบายเกษตรอินทรีย์ และ เกษตรกรรมยั่งยืน  นายเฉลิมชับ ศรีอ่อน รมว. เกษตรฯ ได้สั่งการให้มีการดำเนินการ จัดตั้ง สถาบันเกษตรอินทรีย์แห่งชาติขึ้น

โดยหน่วยงานดังกล่าว จะเป็นหน่วยงานสนับสนุนเกษตรอินทรีย์ทั้งระบบ  เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ในอนาคต อย่างเต็มรูปแบบ  ขณะเดียวกันยังมีการขับเคลื่อนในการเสนอร่างกฎหมาย พรบ.เกษตรกรรมยั่งยืน ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาของกฤษฎีกา

โดยทิศทางเรื่องเกษตรกรยั่งยืนในอนาคต ถือเป็นทิศทางในการส่งเสริมการผลิตสินค้าด้านการเกษตรไทย ให้เกิดความยั่งยืนมากขึ้น  เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้า เกษตรกรเพื่อการส่งออกรายใหญ่ ของโลก ต้องเน้นหนักเรื่องการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพื่อการส่งออกเป็นหลัก

อย่างไรก็ตามขณะนี้ ประเทศไทย ส่งออก อาหารเป็นอันดับ 12 ของโลก แซง อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี มาแล้ว การสร้างให้เราเป็นแหล่งอาหารของโลก และเป็นนแหล่งอาหารปลอดภัย ของโลกจึงเป็นนโยบายหลัก  ซึ่งที่ผ่านมา จากที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติ แบนสารเคมี จึงเป็นโอกาสดีที่ คงต้องใส่เกียร์ 5 หาทางเลือกสารมาทดแทน และไม่ควร เป็นสารเคมี

เมื่อเรายกเลิกสารเคมี และจะเอาสารเคมีอีกมันก็ไม่ใช่วิสัยของกระทรวงเกษตรฯที่ควรกระทำ เพียงแต่ที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตร ยืนยันว่ามีเพียงสารเคมี เท่านั้นที่จะเอามาแทนสารเคมีที่ถูกแบน และตนคิดว่า ไม่ใช่ทางเลือกที่ควรทำ เพราะกระทรวงเกษตรอธิบายกับสังคมไม่ได้ จึงสั่งให้มีการทบทวน และต้องไปดู ว่ามีสิ่งทดแทนอะไรบ้างเพื่อ เสนอเป็นทางเลือก ให้กับเกษรตกรที่จะต้องไม่เป็นสารเคมี

นายอลงกรณ์ กล่าวด้วยว่า  ในส่วนของการแบน 3  สารเคมี อย่างฉับพลัน ขณะนี้ยอมรับว่าค่อนข้างเป็นปัญหาอย่างมาก เนื่องจากไม่เคยมีเรื่องการเตรียมพร้อมในสารใดทดแทนที่ชัดเจน  โดยขณะนี้ มีการนำเสนอ เรื่องชีวภัณฑ์ ขึ้นมาเป็นอีกทางเลือกแต่ก็ยังไม่มีการขึ้นทะเบียนและยังไม่ผ่านการทดสอบ และการรับรองอย่างเป็นทางการ

จึงอยากให้ทางกลุ่มนักวิจัยที่มีทั้งหมด หากคิดค้นว่า มีสิ่งใดที่สามารถทดแทนสารเคมีที่ถูกแบน ไม่ว่าจะเป็น ชีวภัณฑ์ หรือสารทดแทนอื่น  ขอให้เสนอ มายังกระทรวงได้ทันที เพื่อพิจารณาส่งเสริมเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร ในอนาคต เมื่อกระทรวงสาธารณสุข บอกว่าต้องการดูแลเรื่องสุขภาพเกษตรกร มาเป็นข้อเหตุผล  ก็ต้องทำจริง วันนี้การดำเนินการต้องชัดเจน ไม่ใช่เสนอ ทางเลือกโดยใช้สารเคมีตัวอื่นมาเป็นทางเลือกซึ่งก็ร้ายพอกัน กระทรวงเกษตรต้องรับผิดชอบเกษตรกร 30 ล้านคนต้องมีเหตุผลที่ดีเช่นกันและ ต้องดูแลเกษตรกรให้ดีที่สุด ทั้งเรื่องต้นทุน และสารทางเลือกที่เป็นชีวภัณฑ์ ที่ไม่ใช่เคมีให้ดีที่สุด

ส่วนที่ ยังติดขัดในอุปสรรคปัญหาที่ไม่สามารถ ขึ้นทะเบียนได้เป็นหน้าที่ของทางกรมวิชาการที่ต้องชี้แจง และเสนอมายังกระทรวงเกษตรเพื่อ แก้ปัญหาต่อไป ซึ่งกระทรวงพร้อมที่จะแก้ปัญหา ทุกกรณี โดยสารทดแทนทั้งหมดที่เป็นทางเลือกทุกชนิดที่จะนำมาทดแทนสารเคมี ที่ถูกแบนก่อนใช้จริงต้องผ่านการทดลอง ชัดเจนว่าปลอดภัย ก่อนขึ้นทะเบียน ให้เกษตรกรใช้จริง

รัฐมนตรีเกษตรฯ มุ่งแก้ปัญหาภัยแล้งให้พี่น้องเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398484?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

รัฐมนตรีเกษตรฯ มุ่งแก้ปัญหาภัยแล้งให้พี่น้องเกษตรกร

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 – 21:52 น.
เฉลิมชัย
เปิดอ่าน 32 ครั้ง

รัฐมนตรีเกษตรฯ มุ่งแก้ปัญหาภัยแล้งให้พี่น้องเกษตรกร

รัฐมนตรีเกษตรฯ มุ่งแก้ปัญหาภัยแล้งให้กับประชาชนและพี่น้องเกษตรกร หวังให้มีแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภค-บริโภคและการเกษตรได้อย่างยั่งยืน

11 พ.ย.62 – นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานการแก้ปัญหาภัยแล้ง ณ บริเวณลานวัฒนธรรมวัดอินทาราม (วัดหนองขาว) ต.หนองขาว อ.ท่าม่วง และบริเวณฝายบ้านทุ่งมะขามเฒ่า ต.กลอนโด อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี ว่า รัฐบาลมีความเป็นห่วงราษฎรทุกภาคส่วน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกันโดยคำนึงถึงประโยชน์สุขของราษฎรเป็นสำคัญ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้กับประชาชนและพี่น้องเกษตรกร และต้องการให้มีแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภค-บริโภคและใช้ในการเกษตรได้อย่างยั่งยืน ซึ่งสิ่งสำคัญที่กระทรวงเกษตรฯ มุ่งดำเนินการคือการเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำให้มากที่สุด เช่น ฝาย แก้มลิง และอ่างเก็บน้ำ หากมีอายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไป จะให้ดำเนินการขุดลอกเพื่อเพิ่มความจุของน้ำ นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้กรมประมงนำพันธุ์สัตว์น้ำต่าง ๆ มาปล่อยตามแหล่งน้ำ เพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถประกอบอาชีพเสริมได้อีกทางหนึ่งด้วย

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อไปว่า อย่างหนึ่งในภารกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือการมอบหมายกรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างสถานีสูบน้ำหนองขาว-หนองโรง พร้อมระบบส่งน้ำ ประกอบด้วย สถานีสูบน้ำ จำนวน 2 แห่ง และคลองส่งน้ำความยาว 7 กิโลเมตร ที่สามารถส่งน้ำให้ราษฎรกว่า 1,591 ครัวเรือน และพื้นที่การเกษตรกว่า 11,000 ไร่ ในพื้นที่ ต.หนองขาว แต่ด้วยจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้มีความต้องการใช้น้ำมากขึ้นตามไปด้วย กรมชลประทานจึงมีแผนการดำเนินโครงการสนับสนุนแหล่งน้ำในพื้นที่ ต.หนองขาว จำนวน 5 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการแก้มลิงบ้านหลุมลำพัน 2) โครงการปรับปรุงสถานีสูบน้ำหนองขาว-หนองโรง จุดที่ 2 พร้อมระบบส่งน้ำ 3) โครงการฝายห้วยหนองเกตุ 4) โครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำบ้านหนองขาว 1 และ 5) โครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบบ้านหนองขาว 2 ซึ่งหากดำเนินการแล้วเสร็จทั้ง 5 โครงการ คาดว่าจะช่วยเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้กว่า 3,000 ไร่ พื้นที่รับประโยชน์กว่า 1,010 ไร่ และยังสามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 80,000 ลูกบาศก์เมตร

จากนั้นได้เดินทางไปยังฝายบ้านมะขามเฒ่า ต.กลอนโด อ.ด่านมะขามเตี้ย เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานในการส่งมอบฝายบ้านมะขามเฒ่า ที่กรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ พร้อมใช้งานให้เกิดประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ โดยได้ส่งมอบให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลกลอนโด อำเภอด่านมะขามเตี้ยรับไปดูแล บำรุงรักษา และบริหารจัดการน้ำ ตามภารกิจถ่ายโอนงานชลประทานขนาดเล็กให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ด้าน ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า โครงการฝายบ้านทุ่งมะขามเฒ่า ต.กลอนโด อ.ด่านมะขามเตี้ย ดำเนินการก่อสร้างโดยโครงการก่อสร้าง สำนักงานชลประทานที่ 13 มีลักษณะเป็นฝายคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง 15 เมตร ยาว 39 เมตร สูง 5.50 เมตร ความสูงสันฝาย 3 เมตร พร้อมกับขุดลอกลำห้วยหน้าฝาย ความยาว 800 เมตร สามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 30,000 ลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่รับประโยชน์กว่า 450 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์ 119 ครัวเรือน กรมชลประทานได้สร้างขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำของราษฎรในพื้นที่ ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จแล้ว จึงได้ทำการส่งมอบฝายแห่งนี้ให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลกลอนโดเป็นผู้ดูแลและบริหารจัดการต่อไป ภายใต้คำแนะนำของเจ้าหน้าที่ชลประทาน เพื่อให้ฝายแห่งนี้สร้างประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ให้มากที่สุด

ขยายพื้นที่แปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์สุพรรณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398474?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ขยายพื้นที่แปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์สุพรรณ

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 – 19:54 น.
แปลงเกษตรอัจฉริยะ,สุพรรณ,เกษตรแปลงใหญ่,ประภัตร โพธสุธน
เปิดอ่าน 30 ครั้ง

ประภัตร สั่งเร่งขยายพื้นที่แปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ นำร่อง อ.ศรีประจันต์ เมืองสุพรรณ ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์คุณภาพดีตั้งเป้า 3 แสนตันต่อปี

11 พฤศจิกายน 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ จ.สุพรรณบุรี ติดตามและรับฟังปัญหาจากเกษตรกรผู้ปลูกข้าวพร้อมกับตรวจเยี่ยมกลุ่มข้าวอินทรีย์ศรีสุพรรณ บ้านวังพลับใต้ ต.มดแดง อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี

นายประภัตร  เปิดเผยว่า กลุ่มข้าวอินทรีย์ศรีสุพรรณบุรีเกิดจากการรวมตัวกันของเกษตรกรผู้ที่มีความตั้งใจผลิตข้าวคุณภาพด้วยกระบวนการทำนาอินทรีย์ ปัจจุบันมีสมาชิก 14 รายที่ขอรับรองมาตรฐาน Organic Thailand โดยทำการผลิตข้าวในรูปแบบกลุ่ม มีพื้นที่เพาะปลูก 136 ไร่ ปริมาณผลผลิตรวมของกลุ่ม 90,700 กิโลกรัม หรือเฉลี่ยประมาณ 500 กิโลกรัม/ไร่ ข้าวอินทรีย์ที่สมาชิกผลิตได้นำไปสีเพื่อบริโภคเองในครัวเรือน และจำหน่ายเป็นข้าวอินทรีย์แก่ผู้บริโภคในชุมชนและร้านค้าที่รับไปจำหน่าย

สำหรับการผลิตข้าวอินทรีย์นั้นเกษตรกรต้องไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิด ทำให้ข้าวมีผลผลิตที่มีคุณภาพ ปลอดสารพิษ และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ถือเป็นการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืน กลุ่มข้าวอินทรีย์ศรีสุพรรณถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการนำไปเป็นแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้กับกลุ่มอื่นๆ โดยมีแปลงผลิตข้าวอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองขอบข่ายแหล่งผลิตข้าวอินทรีย์ (T1) ปี 2561 จากกรมการข้าว

อย่างไรก็ตามปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกษตรกร สามารถผลิตข้าวคุณภาพได้ คือ การใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี โดยปัจจุบันเกษตรกรมีความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ดีในจำนวนมาก ดังนั้นจึงได้มอบนโยบายให้มีการขยายพื้นที่แปลงใหญ่เกษตรอินทรีย์โดยนำร่องใน อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ตำบลละ 500 ไร่ โดยกรมการข้าวจัดหาเมล็ดพันธุ์และประกันรับซื้อคืนในราคาตันละ 20,000 บาท พร้อมสนับสนุนเจาะบ่อบาดาลเพื่อการเกษตรระบบโซลาเซลล์ โดย 1 บ่อ สามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้ 500 ไร่

นอกจากนี้มอบหมายให้นายอำเภอศรีประจันต์ จัดประชุมสร้างความเข้าใจกับเกษตรกรทุกตำบล พร้อมทั้งมีวิทยากรให้ความรู้ในการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์คุณภาพดี ทั้งยังช่วยเพิ่มการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้เพิ่มปริมาณให้ได้ 200,000 – 300,000 ตัน/ปี ให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร

จากนั้นนายประภัตรได้เดินทางไปยังพื้นที่แปลงใหญ่ข้าวสวนแตง ของนายพิชิต เกียรติสมพร ต.สวนแตง อ.เมืองสุพรรณ จ.สุพรรณ เพื่อเยี่ยมชมแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะข้าว ของกรมการข้าว โดยประกอบด้วยสมาชิก จำนวน 83 ราย ดำเนินการปลูกข้าว 3 พันธุ์ ได้แก่ กข41 กข43 และปทุมธานี 1 มีพื้นที่ 970 ไร่ มีการให้บริการสมาชิก อาทิ จัดทำแปลงสาธิตเพื่อการเรียนรู้  บริการเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี  บริการปุ๋ยเคมีราคาถูก

โดยแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะ ได้ดำเนินการเมื่อปี 2562 ได้มีการติดตั้งเซนเซอร์ตรวจสภาพต้นข้าว กล้องดักจับแมลง ท่อวัดระดับน้ำอัจฉริยะ ซึ่งเกษตรสามารถเรียกดูข้อมูลได้จาก โทรศัพท์มือถือ การบริหารจัดการ การฉีดพ่นสารชีวภัณฑ์โดยใช้โดรน พบว่า สามารถลดแรงงานในการดำเนินงาน ลดปริมาณน้ำในการฉีดพ่นสาร และลดปริมาณการใช้สารเคมีกำจัดแมลง เนื่องจากมีเซนเซอร์ในการตรวจจับแมลง และมีการสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ  นอกจากนี้ในอนาคตจะขยายผลการดำเนินงานแปลงเกษตรอัจฉริยะ กับสมาชิกนาแปลงใหญ่ข้าว ต.สวนแตง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี  จำนวน พื้นที่ 1,800 ไร่ ต่อไป

ขณะเดียวกันยังเดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงงานแปรรูปน้ำนมดิบ สหกรณ์การเกษตรเมืองสุพรรณบุรี ต.สระแก้ว อ.เมือง จ.สุพรรณ มีสมาชิกเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม จำนวน 14 ราย ปริมาณโคนม จำนวน 1,121 ตัว ปริมาณน้ำนมดิบ จำนวน 6.211 ตัน /วัน และปริมาณที่ส่งนมพาสเจอร์ไรซ์(โครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน จำนวน  34,000 ถุง/วัน โดยสหกรณ์มีแผนธุรกิจในการรวบรวมน้ำนมดิบ จำนวน 2,000 ตัน เดือนกันยายน 2562 สหกรณ์รวบรวมน้ำนมดิบได้ 1,649.41 ตัน เป็นเงิน 32,273,287.15 บาท นำไปแปรรูป 884.03 ตัน เป็นเงิน 15,807,363.96 บาท

รับมืออหิวาต์สุกรประชิดไทยทุกด้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398401?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

รับมืออหิวาต์สุกรประชิดไทยทุกด้าน

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 – 15:29 น.
อหิวาต์หมู,เฉลิมชัย,ระบาด,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์,โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร,กรมปศุสัตว์
เปิดอ่าน 337 ครั้ง

เกษตร ระดมรับมือโรคอหิวาต์สุกร นัดถกทุกฝ่าย 15 พ.ย.นี้ เตรียมแนวทางป้องกันโรคระบาดข้ามพรหมแดน

11 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่านายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้มอบให้เตรียมประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกัน ควบคุม และกำจัดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรแห่งชาติตามที่ครม. เห็นชอบให้เป็นวาระแห่งชาติ

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ เพื่อกำหนดนโยบายและเตรียมความพร้อมรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) มาตรการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนและผู้ที่ได้รับผลกระทบ จะบูรณาการทุกภาคส่วน โดยกรมปศุสัตว์ ผู้ประกอบการ และเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรร่วมมือในการป้องกันโรคอย่างเข้มแข็งมาตลอด

“ขณะนี้ไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่ยังไม่เกิดโรค ดังนั้นจะต้องยกระดับมาตรการเฝ้าระวังป้องโรคให้เข้มงวดขึ้น ตลอดจนเตรียมแผนรับสถานการณ์ และแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบ “รมว.เกษตรฯกล่าว

สำหรับสถานการณ์ล่าสุดประเทศไทยประกาศเป็นเขตเฝ้าระวังการระบาดของโรค ASF แล้ว 27 จังหวัดซึ่งส่วนใหญ่เป็นจังหวัดตามแนวชายแดนและจังหวัดเชื่อมต่อรวม 22 จังหวัดได้แก่ เชียงราย พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี ตราด ราชบุรี ระนอง และประจวบคีรีขันธ์

ส่วนอีก 5 จังหวัดที่ประกาศเป็นเขตเฝ้าระวังบางส่วน ได้แก่ จังหวัดตากมี 5 อำเภอคือ อุ้มผาง แม่สอด ท่าสองยาง แม่ระมาด และพบพระ จังหวัดพิษณุโลกมี 2 อำเภอคือ ชาติตระการ และนครไทย จังหวัดเพชรบุรีมี 2 อำเภอคือ หนองหญ้าปล้อง และแก่งกระจาน จังหวัดกาญจนบุรีมี 5 อำเภอคือ สังขละบุรี ทองผาภูมิ ไทรโยค เมืองกาญจนบุรี และด่านมะขามเตี้ย และจังหวัดชุมพรมี 1 อำเภอคือ ท่าแซะ

แม้จะไม่ได้เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน แต่ก็เป็นโรคระบาดร้ายแรงในสุกร หากสุกรติดเชื้อไวรัสก่อโรคมีอัตราการตายสูงถึง 100 เปอร์เซ็นต์ เชื้อ ASF มีความคงทนสิ่งแวดล้อม เชื้อมาสามารถอยู่ในเลือด เนื้อ กระดูก สารคัดหลั่ง และของเสียที่ขับออกจากสุกร แม้นำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์แล้วก็ยังพบการปนเปื้อนของเชื้อโรค ซึ่งยังไม่มีวัคซีนป้องกันและยารักษา โดยกำลังระบาดในจีน เวียดนาม กัมพูชา ลาว เมียนมา ล่าสุดที่ฟิลิปปินส์และเกาหลีใต้ ดังนั้นไทยต้องมีแนวทางป้องกันที่ให้ทุกฝ่ายเกิดความมั่นใจ ร่วมมือป้องกันไม่ให้เกิดโรคนี้ เพื่อไม่ส่งผลกระทบเศรษฐกิจของประเทศและการส่งออกสุกร

‘ปารีณา’ซวยแล้ว! ‘วราวุธ’สั่งกรมป่าไม้สอบด่วนปมที่ดินกว่า 1,700 ไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453265

'ปารีณา'ซวยแล้ว! 'วราวุธ'สั่งกรมป่าไม้สอบด่วนปมที่ดินกว่า 1,700 ไร่

‘ปารีณา’ซวยแล้ว! ‘วราวุธ’สั่งกรมป่าไม้สอบด่วนปมที่ดินกว่า 1,700 ไร่

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 17.32 น.

งานเข้า“เอ๋ ปารีณา” รับกลางรายการเข้าไปทำประโยชน์บนที่ดินภบท.5 กว่า 1,700 ไร่ ขณะที่“วราวุธ”สั่งกรมป่าไม้ตรวจสอบเตรียมทันที ประกาศลั่นถ้าผิดฟันยับแน่

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ผ่าน “รายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand เปิดความลับ” ออกอากาศทางช่อง 9 อสมท. ถึงกรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ยื่นต่อ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบที่ดินภบท. 5 กว่า 1700 ไร่ ในพื้นที่ หมู่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรียอมรับกลางรายการ ว่า ที่ดินดังกล่าวได้มานานแล้ว และเป็นที่ดินที่รัฐบาลโดยกรมป่าไม้อนุญาตให้เข้าไปทำกินได้ ทำกินมานาน โดยได้เสียภาษีดอกหญ้ามามากกว่า 10 ปี และเสียทุกครั้งที่เขาเรียกเก็บ โดยทำอย่างถูกต้อง สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้แต่จะต้องเสียภาษีและเป็นการใช้ประโยชน์ด้านการเกษตร ที่ผ่านมา มีการปลูกอ้อย ปลูกส้ม เลี้ยงหมู ทุกอย่างเป็นการการเกี่ยวกับการเกษตรฯ

ส่วนกรณี นายเรืองไกรไปค้นข้อมูลว่ามีการยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช. เมื่อปี 2557 แต่ไม่ได้มีการระบุถึงพื้นที่ 1,700 ไร่นี้ถือ เป็นการได้มาหลังปี 2557 หรือไม่ น.ส.ปารีณา บอกว่า ไม่ใช่ได้มา  มันเป็นที่ของหลวงแต่ตนเองเข้าไปทำประโยชน์ได้ ต้องทำความเข้าใจว่าที่ดินประเภท ภบท.5 ก่อนว่ามันไม่ใช่ของใคร มันเป็นของหลวงของป่าไม้ ที่อนุญาตให้ทุกคนเข้าไปทำกินพื้นที่ ภบท. 5 มันมีเยอะมากทั่วประเทศไทยปัจจุบันนี้เกษตรกรทุกคนก็ทำลักษณะเดียวกับตนทั้งนั้น คือครอบครองทำกินกัน เสียภาษี แต่ไม่มีเอกสารสิทธิ เป็นการจ่ายภาษีคล้ายภาษีดอกหญ้า จึงไปแจ้งบัญชีทรัพย์สินไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่ของๆตน

“การแจ้งบัญชีทรัพย์สินคือต้องเป็นทรัพย์สินของตนเท่านั้น แต่นี่ไม่ใช่ของตน แต่เป็นทรัพย์สินของกรมป่าไม้ ของหลวง ก็เลยไม่ได้แจ้ง แต่ปัจจุบันในการยื่นบัญชีทรัพย์สินปี 2562 ทาง ป.ป.ช.ขอให้แจ้ง แต่ไม่ได้แจ้งว่าเป็นเจ้าของ ถ้าดูรายละเอียดให้ดีก็คือการประเมินราคาประเมินด้วยความลำบากมาก เพราะกรมที่ดินก็ไม่รับประเมิน ประเมินเพราะมันเป็นป่า แต่ป.ป.ช.ขอความร่วมมือว่าถ้ามีที่ดินประเภทของกรมป่าไม้ที่เข้าไปทำกินอยู่ก็ให้แจ้งด้วย จึงได้แจ้งไป แต่การประเมินราคาไม่ได้เข้าไปอยู่ในการประเมินรายการทรัพย์สินของตน และมี ส.ส.หลายคนที่ต้องแจ้งในเรื่องนี้”น.ส.ปารีณา กล่าว

ส่วนที่ภทบ. 5 ซึ่งเรียกว่าที่ดินมือเปล่า ใครก็เข้าไปครอบครองไม่ได้ จึงอาจเรียกว่าเป็นการเข้าไปทำประโยชน์หรือเข้าไปบุกรุกในที่ต้องห้ามนั้น น.ส.ปารีณา กล่าวว่า มันแตกต่างกันระหว่างเข้าไปทำประโยชน์กับการเข้าไปบุกรุก คือที่ดินของป่าไม้ ภบท.ต่างๆ มีหลายประเภท ป่าไม้เองก็มีป่าชุมชน เช่น กรณีที่นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ถูกชาวบ้านขอคืน และมีประเภทแบบป่าไม้สงวนรกร้าง ที่เข้าไปทำประโยชน์ได้เลย และป่าไม้ประเภทที่ไม่อนุญาตให้เข้าไปทำประโยชน์ได้เลย ซึ่งคนก็อาจจะสับสนว่าบางคนทำไมถูกข้อหาบุกรุกและจะต้องติดคุก ซึ่งการบุกรุกที่ป่าไม้มันติดคุกอย่างเดียว แต่ว่าบางประเภทเป็นป่าสงวนรกร้าง หรือป่าชุมชน แต่คนอาจจะไปตีรวมกันหมดว่าเป็นการบุกรุกไม่เหมือนกัน

น.ส.ปารีณา กล่าวด้วยว่า  ที่ของตนอยู่หมู่ 6 เขาอยู่หมู่ 13 ของเขาคาบเกี่ยว 3 หมู่บ้าน ของนางสมพร มี ภบท. 5 กับ นส 2 ซึ่งชาวบ้านขอคืนเพื่อไปทำป่าชุมชน และเข้าไปทำประโยชน์กันในนั้น แต่ นส 2 ก็เกิดคำถามขึ้นมาว่าที่ดินประเภทนี้ ซื้อขายกันไม่ได้และผิดกฎหมาย โดยให้เป็นมรดกตกทอดเท่านั้น และนางสมพร ก็ไม่ใช่คนในพื้นที่ แต่นางสมพรยินดีที่จะคืนให้แล้ว ก็ขอให้ทำถูกต้องตามกฎหมาย แต่ที่ผ่านมาระหว่างการเจรจากันก็มีความพยายามไม่ให้ตนรู้เรื่องนี้ ด้วย

ขณะที่ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า มีคนส่งคลิปทั้งเสียงและภาพที่ น.ส.ปารีณาให้สัมภาษณ์มาให้ตนฟังแล้ว เบื้องต้น ได้สั่งการไปยังกรมป่าไม้ให้ตรวจสอบ และให้รายงานมาที่ตนเร็วที่สุด ซึ่งส่วนตนเห็นว่ามีสองมุมมอง  คือ ในเรื่องของการแจ้งบัญชีทรัพย์สิน อาจจะมีคนแนะว่าหากแจ้งบัญชีทรัพย์สิน น.ส.ปารีณา ได้จ่ายภาษีส่วนไหนก็ให้แจ้งส่วนนั้นด้วย เพราะถ้าไม่แจ้งก็จะกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งส่วนเรื่องที่สอง คือเรื่องของการครอบครองพื้นที่ป่านั้น กำลังตรวจสอบว่าอยู่ในระยะเวลาไหนต้องไปดูให้ชัดเจน อาจจะมีการเสียภาษี ภทบ. 5 มาก่อนหน้านี้ และเสียไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการตรวจสอบใดๆ และหากตรวจสอบพบว่า มีการบุกรุกพื้นที่ป่าจริงก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายทันที

ด้านนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ บอกว่า เบื้องต้นได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ในพื้นที่ตรวจสอบรายการที่ดินภบท. 5 ที่น.ส.ปารีณา แจ้งต่อ ป.ป.ช.แล้ว พร้อมกับตรวจสอบแนวเขตป่าว่าพิกัดอยู่ในบริเวณใด พื้นที่เดียวกับ น.ส.ปารีณาครอบครองหรือไม่ ถึงแม้ว่าน.ส.ปารีณาจะพูดชัดเจนว่าครอบครองพื้นที่ 1,700 ไร่ โดยเสียภาษีบำรุงท้องที่มากว่า 10 ปี ตามหลักการแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ต้องเข้าไปตรวจสอบเพื่อยืนยันพิกัดอยู่ดี ซึ่งต้องไปดูข้อกฎหมายเพิ่มเติม เพราะว่าบริเวณดังกล่าวกรมป่าไม้มอบให้ ส.ป.ก.ด้วย และถึงแม้จะเป็นที่ดิน ส.ป.ก. น.ส.ปารีณา ก็ไม่มีคุณสมบัติในการครอบครอง จึงจำเป็นต้องตรวยสอบอย่างละเอียดด้วย

ทั้งนี้ การครอบครองที่ดิน ภทบ. 5 ถือเป็นการครอบครองที่ดินมือเปล่า ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ใดๆ รองรับ ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 มาตรา 54 (30) ห้ามมิให้ผู้ใดก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า หรือกระทำการด้วประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น มาตรา 55 ผู้ใดครอบครองป่าที่ได้ถูกแผ้วถางโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งมาตราก่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลนั้นเป็นผู้แผ้วถางป่านั้น

‘อุตสาหกรรมอ้อย-น้ำตาล’กระอัก! หลังไทยแบน’พาราควอต’ นักวิชาการย้ำยังไม่มีวิธีทดแทน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453216

'อุตสาหกรรมอ้อย-น้ำตาล'กระอัก! หลังไทยแบน'พาราควอต' นักวิชาการย้ำยังไม่มีวิธีทดแทน

‘อุตสาหกรรมอ้อย-น้ำตาล’กระอัก! หลังไทยแบน’พาราควอต’ นักวิชาการย้ำยังไม่มีวิธีทดแทน

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 15.56 น.

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 นายกิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย ออกมาย้ำอีกครั้งกรณีคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติแบนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด คือ พาราควอต (Paraquat) ไกลโฟเซต (Glyphosate) และคลอร์ไพรีฟอส (Chlorpyrifos) ว่าอุตสาหกรรมน้ำตาลที่สร้างรายได้มหาศาลให้ประเทศไทยตลอดมา จะได้รับผลกระทบแน่นอนหากไม่มีพาราควอตให้ใช้

ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ผลิตอันดับที่ 5 และส่งออกน้ำตาลอันดับที่ 2 ของโลก ด้วยพื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 11 ล้านไร่ ผลผลิตอ้อยรวมประมาณ 134 ล้านตันต่อปี เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตน้ำตาลทราย และผลพลอยได้จากกากน้ำตาล กากชานอ้อย กากตะกอน นำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายประเภทได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมแปรรูป อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ผลิตเอทานอล ผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าชีวมวล และเป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และเคมี ซึ่งเป็นแหล่งรายได้และแหล่งวัตถุดับสำคัญในกิจการต่างๆ ที่สำคัญของประเทศ

.การแบนสารเคมีเกษตร โดยเฉพาะ พาราควอต ได้ประมาณการณ์ผลกระทบเชิงลบที่อาจจะเกิดขึ้นในปี  2563 ทั้งในระดับเกษตรกร อุตสาหกรรมแปรรูปที่ใช้วัตถุดิบทางการเกษตร และการส่งออก ผลผลิตจะลดลง 20-50% ถ้าไม่ใช้สารพาราควอตในช่วงอ้อยย่างปล้อง จะทำให้อ้อยหายไปถึง 67 ล้านตันต่อปี เกษตรกรสูญเสียรายได้ไปกว่า 5.0 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ยังส่วนใบและยอด ซึ่งใช้ในโรงไฟฟ้าชีวมวล จะสูญหายไป 11 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 7.4 พันล้านบาท รวมเกษตรกรสูญเสียทั้งสิ้น 5.8 หมื่นล้านบาท. นายกิตติ ระบุ

นายกิตติ กล่าวต่อไปว่า ผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ปริมาณน้ำตาลทรายดิบจะหายไปประมาณ 6.7 ล้านตันต่อปี คิดเป็นรายได้ประมาณ 4.7 หมื่นล้านบาท รวมทั้งกากน้ำตาลจะหายไป 3.3 ล้านตัน คิดเป็นรายได้ 1 หมื่นล้านบาท สร้างความเสียหายต่อการผลิตเอทานอลประมาณ 8.4 ร้อยล้านลิตร คิดเป็นรายได้ 1.8 หมื่นล้านบาท

ขณะเดียวกัน กากชานอ้อย วัตถุดิบสำคัญในการผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าชีวมวล จะหายไปไม่ต่ำกว่า 20 ล้านตัน สูญรายได้ประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท ทำให้ไม่มีกระแสไฟฟ้าจ่ายเข้าสู่ระบบอย่างน้อย 67.4 เมกะวัตต์ เทียบเท่ากับการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำทั้งปีจาก 2 เขื่อนใหญ่ ได้แก่ เขื่อนอุบลรัตน์ และเขื่อนจุฬาภรณ์ หรือเทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าของจังหวัดแม่ฮ่องสอนอย่างน้อย 6 เดือน คิดเป็นรายได้ที่หายไป อัตรา 2.7 บาทต่อหน่วย ประมาณ 182 ล้านบาท รวมภาคอุตสาหกรรมและที่เกี่ยวเนื่องสูญเสียทั้งสิ้น 9.2 หมื่นล้านบาท

นายกิตติ ยังกล่าวอีกว่า ผลกระทบต่อการส่งออกไปต่างประเทศ อุตสาหกรรมน้ำตาลไทยพึ่งพิงรายได้จากการส่งออก คิดเป็นร้อยละ 75 ของผลผลิตน้ำตาลทั้งหมด ส่วนที่เหลือใช้ในประเทศ ปริมาณส่งออกประมาณ 10-11 ล้านตันต่อปี เหตุที่ไทยแข่งขันในตลาดโลกได้ดี เพราะต้นทุนอ้อยในการผลิตน้ำตาลของไทยอยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก มีข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งเรื่องระยะทางและต้นทุนขนส่งต่ำกว่า

.ปัจจุบันเกิดวิกฤติอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล เนื่องจากราคาอ้อยตกต่ำมาก ภาครัฐต้องช่วยเหลือชาวไร่อ้อยในเรื่องต้นทุนในส่วนของปัจจัยการผลิต ได้แก่ สารกำจัดวัชพืช ปุ๋ย เครื่องจักรตัดอ้อย ซึ่งเป็นแนวทางที่จะไม่ขัดกับข้อตกลงองค์กรการค้าโลก (WTO) ที่กำหนดห้ามสนับสนุนเงินช่วยเหลือ แต่วิกฤตเดิมไม่ทันจะแก้ไข รัฐบาลกลับประกาศแบนพาราควอต อันเป็นทางออกที่จะช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมได้ จึงอยากให้รัฐพิจารณาใหม่อีกครั้ง และต้องเร่งรีบจัดการปัญหาโดยด่วน ไม่เช่นนั้นกระทบฤดูการปลูกต่อไปของอ้อยทันที. นายกิตติ กล่าวย้ำ

ขณะที่ ศ.ดร.รังสิต สุวรรณมรรคา ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า ปัจจุบันมีหลายประเทศที่ใช้แนวทางปฏิบัติการอนุญาตใช้สารเคมีเกษตรขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา บราซิล แอฟริกาใต้ อินเดีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ประเทศเหล่านี้ยังใช้ พาราควอต ในพืชต่างๆ เช่น ข้าว ข้าวโพด อ้อย ชา กาแฟ มั่นฝรั่ง สัปปะรด พืชผักผลไม้ พืชตระกูลถั่ว พืชตระกูลเบอร์รี่ โดยผลิตผลทางการเกษตรเหล่านี้ ก็นำเข้ามาบริโภคในประเทศไทย

ดังนั้น การยกเลิกใช้ พาราควอต จึงไม่ใช่ทางออกของภาคเกษตรกรรมและผู้บริโภคไทย คำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมและสิ่งทดแทนพาราควอตนั้น ปัจจุบันยังไม่มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน ทั้งในด้านการตกค้างในสิ่งแวดล้อมจนเป็นอันตรายต่อเกษตรกรและสิ่งมีชีวิตในดินและน้ำ หรือสิ่งทดแทนพาราควอต ตามข้อเสนอของกรมวิชาการเกษตร ล้วนไม่สามารถปฏิบัติจริงได้ในทุกพื้นที่เกษตรกรรม

.การใช้แรงงานคน การใช้เครื่องจักร ไม่สามารถใช้ในพื้นที่โคนต้น เนิน ดินแฉะ หรือพื้นที่เกษตรที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใช้เครื่องจักร หรือการเสนอสารทดแทน 16 ชนิด พบว่า ทั้งหมดไม่สามารถนำมาเป็นทางเลือกหรือทดแทน พาราควอต ได้ เพราะคุณสมบัติของสารแต่ละชนิดมีผลต่อพืชเศรษฐกิจต่างกัน บางชนิดไม่สามารถฆ่าวัชพืชบางชนิดได้ บางชนิดหากใช้เป็นพิษต่อพืชปลูก บางชนิดปนเปื้อนน้ำบาดาลได้ บางชนิดใช้สภาพอากาศฝนตกชุกไม่ได้” ศ.ดร.รังสิต กล่าว

ด้าน ศ.(เกียรติคุณ) นพ.สมชัย บวรกิตติ ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสภา (ราชบัณฑิตยสถาน) และอดีตหัวหน้าวิชาโรคระบบการหายใจ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า สังคมน่าจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเนื้อเน่าเพิ่มมากขึ้นแล้วว่าไม่เกี่ยวข้องกับพาราควอต แต่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย รวมทั้ง รายงานผลการตรวจพบพาราควอตในเลือดของหญิงใกล้คลอดและเลือดสายสะดือทารก ขาดข้อมูลที่ชัดเจนถึงการได้รับสารเคมีเกษตรกรและความผิดปกติ

สอดคล้องกับรายงานทางการแพทย์จากอดีตถึงปัจจุบันยังไม่พบการเกิดพิษจากพาราควอตในกลุ่มผู้ใช้เลย นอกจากนำไปดื่มกินเพื่อฆ่าตัวตาย รวมถึงรายงานจากสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกา (EPA) ระบุว่า พาราควอตไม่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ ไม่มีความเชื่อมโยงกับโรคพาร์กินสัน อีกทั้งข้อมูลที่กล่าวอ้างเรื่องการปนเปื้อนการตกค้างของพาราควอตก็ไม่ชัดเจน ไม่มีนัยสำคัญทางพิษวิทยา อย่างไรก็ตาม การอบรมให้ความรู้ที่ถูกต้องในการใช้สารเคมีเกษตรต่อเกษตรกรผู้ใช้งาน เป็นสิ่งที่ดีและภาครัฐควรดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดศูนย์พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อแห่งใหม่ ที่จังหวัดราชบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453202

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดศูนย์พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อแห่งใหม่ ที่จังหวัดราชบุรี

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดศูนย์พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อแห่งใหม่ ที่จังหวัดราชบุรี

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 15.31 น.

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 เวลา 10.00 น. นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานเปิดศูนย์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคยานพาหนะขนส่งสินค้าปศุสัตว์ โครงการความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์และสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ณ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรีพร้อมด้วย น.สพ.ชุมพล บุญรอด ปศุสัตว์เขต7 ,น.สพ.สมยศ อินทร ปศุสัตว์จังหวัดนครปฐม,ผู้แทนปศุสัตว์จังหวัดราชบุรี,ผู้แทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติและหน่วยงานราชการเข้าร่วมพิธีในครั้งนี้

ปัจจุบันภาคการปศุสัตว์ของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่ กำลังได้รับผลกระทบจากโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever: ASF)ถึงแม้ว่าประเทศไทยยังไม่พบการระบาดของโรคนี้ แต่นับว่ามีความเสี่ยงสูงเนื่องจากมีการเคลื่อนย้ายสัตว์ ซากสัตว์ หรือยานพาหนะที่ใช้บรรทุกนำเข้า-นำผ่าน-นำออกประเทศไทย อีกทั้งยังรวมถึงจากผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินำติดตัวเข้ามา ที่อาจจะปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าสู่ประเทศซึ่งหากพบการระบาดของโรคดังกล่าวจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมต่ออุตสาหกรรมการผลิตปศุสัตว์ของประเทศไทยอย่างมาก และมีผลกระทบด้านสังคมและความมั่นคงด้านอาหารของประเทศด้วย

อธิบดี กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อลดความเสี่ยงการปนเปื้อนเชื้อโรคของยานพาหนะบรรทุกสินค้าปศุสัตว์เข้าสู่ประเทศ ในพื้นที่จังหวัดราชบุรีตามโครงการความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์และสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ  ซึ่งเป็นมาตรการที่สามารถป้องกันและลดความเสี่ยงต่อการระบาดของโรค ASF ในสุกรเข้าประเทศไทยได้

เกษตรฯรุกตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์ฯ ต้านหาสินค้าใหม่แทน3สารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453185

เกษตรฯรุกตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์ฯ ต้านหาสินค้าใหม่แทน3สารเคมี

เกษตรฯรุกตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์ฯ ต้านหาสินค้าใหม่แทน3สารเคมี

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 14.57 น.

เกษตรฯ เดินหน้าขับเคลื่อนจัดตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ หนุน พรบ.เกษตรกรรมยั่งยืน ต้านการนำสารเคมีมาแทน 3 สารเคมีที่ถูกแบน วิงวอนนักวิจัยที่มีผลงานวิจัยและทดลองเสนอข้อมูลเพื่อพิจารณาขึ้นทางเลือกให้เกสรรกรไทย

11 พฤศจิกายน 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรฯ เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการสนับสนุนแนวนโยบายเกษตรอินทรีย์และเกษตรกรรมยั่งยืน  นายเฉลิมชับ ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ได้สั่งการให้มีการดำเนินการจัดตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์แห่งชาติขึ้น โดยหน่วยงานดังกล่าวจะเป็นหน่วยงานสนับสนุนเกษตรอินทรีย์ทั้งระบบเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ในอนาคตอย่างเต็มรูปแบบ ขณะเดียวกันยังมีการขับเคลื่อนในการเสนอร่างกฎหมาย  พรบ.เกษตรกรรมยั่งยืน ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาของกฤษฎีกา โดยทิศทางเรื่องเกษตรกรยั่งยืนในอนาคตถือเป็นทิศทางในการส่งเสริมการผลิตสินค้าด้านการเกษตรไทยให้เกิดความยั่งยืนมากขึ้น เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้า เกษตรกรเพื่อการส่งออกรายใหญ่ของโลกต้องเน้นหนักเรื่องการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เพื่อการส่งออกเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ประเทศไทยส่งออกอาหารเป็นอันดับ 12 ของโลกแซง อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี มาแล้ว การสร้างให้เราเป็นแหล่งอาหารของโลกและเป็นแหล่งอาหารปลอดภัยของโลก จึงเป็นนโยบายหลัก ซึ่งที่ผ่านมาจากที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติแบนสารเคมี จึงเป็นโอกาสดีที่คงต้องใส่เกียร์ 5 หาทางเลือกสารมาทดแทนและไม่ควรเป็นสารเคมีเพราะเมื่อเรายกเลิกสารเคมีและจะเอาสารเคมีอีกมันก็ไม่ใช่วิสัยของกระทรวงเกษตรฯที่ควรกระทำ เพียงแต่ที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตร ยืนยันว่ามีแต่สารเคมีเท่านั้นที่จะเอามาแทนสารเคมีที่ถูกแบนและตนคิดว่าไม่ใช่ทางเลือกที่ควรทำ เพราะกระทรวงเกษตรอธิบายกับสังคมไม่ได้ จึงสั่งให้มีการทบทวนและต้องไปดูว่ามีสิ่งทดแทนอะไรบ้างเพื่อเสนอเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรที่จะต้องไม่เป็นสารเคมี

นายอลงกรณ์ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของการแบน 3 สารเคมีอย่างฉับพลัน ขณะนี้ยอมรับว่าค่อนข้างเป็นปัญหาอย่างมาก เนื่องจากไม่เคยมีเรื่องการเตรียมพร้อมในสารใดทดแทนที่ชัดเจน โดยขณะนี้ มีการนำเสนอเรื่องชีวภัณฑ์ขึ้นมาเป็นอีกทางเลือกแต่ก็ยังไม่มีการขึ้นทะเบียนและยังไม่ผ่านการทดสอบและการรับรองอย่างเป็นทางการ จึงอยากให้ทางกลุ่มนักวิจัยที่มีทั้งหมด หากคิดค้นว่ามีสิ่งใดที่สามารถทดแทนสารเคมีที่ถูกแบนไม่ว่าจะเป็นชีวภัณฑ์ หรือสารทดแทนอื่น ขอให้เสนอมายังกระทรวงได้ทันทีเพื่อพิจารณาส่งเสริมเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรในอนาคตเมื่อกระทรวงสาธารณสุขบอกว่าต้องการดูแลเรื่องสุขภาพเกษตรกร มาเป็นข้อเหตุผลก็ต้องทำจริง วันนี้การดำเนินการต้องชัดเจนไม่ใช่เสนอทางเลือกโดยใช้สารเคมีตัวอื่นมาเป็นทางเลือก ซึ่งก็ร้ายพอกัน กระทรวงเกษตรต้องรับผิดชอบเกษตรกร 30 ล้านคนต้องมีเหตุผลที่ดีเช่นกันและต้องดูแลเกษตรกรให้ดีที่สุดทั้งเรื่องต้นทุนและสารทางเลือกที่เป็นชีวภัณฑ์ ที่ไม่ใช่ เคมีให้ดีที่สุด

ส่วนที่ ยังติดขัดในอุปสรรคปัญหาที่ไม่สามารถขึ้นทะเบียนได้เป็นหน้าที่ของทางกรมวิชาการที่ต้องชี้แจงและเสนอมายังกระทรวงเกษตรเพื่อแก้ปัญหาต่อไป ซึ่งกระทรวงพร้อมที่จะแก้ปัญหาทุกกรณี โดยสารทดแทนทั้งหมดที่เป็นทางเลือกทุกชนิดที่จะนำมาทดแทนสารเคมีที่ถูกแบนก่อนใช้จริงต้องผ่านการทดลอง ชัดเจนว่าปลอดภัย ก่อนขึ้นทะเบียนให้เกษตรกรใช้จริง

เกษตรกรลั่น! จะร้องศาลปกครองทันที ที่กม.ยกเลิก3สารมีผลบังคับใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453166

เกษตรกรลั่น! จะร้องศาลปกครองทันที ที่กม.ยกเลิก3สารมีผลบังคับใช้

เกษตรกรลั่น! จะร้องศาลปกครองทันที ที่กม.ยกเลิก3สารมีผลบังคับใช้

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 14.10 น.

แกนนำเกษตรกรประกาศจะร้องศาลปกครองอีกครั้ง เมื่อประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ยกเลิก 3 สารมีผลบังคับใช้ ชี้กระทรวงเกษตรฯ ยังไม่มีมาตรการใดๆ รองรับเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร หากไล่จับปรับเกษตรกรที่ซื้อสารมาใช้ วุ่นวายแน่ ยันยังไม่เชื่อประสิทธิภาพสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชที่ “อลงกรณ์” มาศึกษาจากแปลงอ้อย จ. สุพรรณบุรีเมื่อวาน ที่ผ่านมาเกษตรกรจำนวนมากถูกหลอกขายเนื่องจากผสมพาราคอวตและไกลโฟเซตทั้งสิ้น

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวว่า เตรียมจะร้องศาลปกครองให้ไต่สวนฉุกเฉินเพื่อคุ้มครองชั่วคราวอีกครั้ง ทันทีที่ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิดมีผลบังคับใช้ เกษตรกรจำนวนมากไม่สบายใจในการปฏิบัติของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เนื่องจากยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ต้นทุนจะสูงขึ้นจากการห้ามใช้สารเคมี 3 ชนิดเลย แต่กรมวิชาการเกษตรออกคำสั่งกำหนดแผนแจ้งการครอบครองและส่งมอบสารเคมีแล้ว จึงเห็นว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นเพียงการทำให้ครบตามขั้นตอนเท่านั้น แต่ไม่ได้มีเจตนารมณ์ที่จะนำความคิดเห็นของประชาชนและเกษตรกรไปพิจารณาเพื่อตัดสินใจแต่อย่างใด นอกจากนี้นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ยังระบุว่า ค่าทำลายสารเคมีเป็นความรับผิดชอบของผู้ครอบครอง เกษตรกรทั่วประเทศที่ซื้อสารเคมี 3 ชนิดมาไว้ใช้นั้น ต้องจ่ายค่าทำลายที่มีอัตราสูงมากอีก หากสารวัตรเกษตรมาไล่จับเกษตรกรเชื่อว่า จะทำให้เกิดความวุ่นวายแน่นอน

ล่าสุด สมาพันธ์เกษตรปลอดภัยเปิดบัญชีให้เกษตรกรส่งเงินมาสนับสนุนค่าจ้างทนายความเพื่อร้องต่อศาลปกครอง ทนายความที่รับว่าความแจ้งค่าใช้จ่ายมา 800,000 บาท จึงขอให้เกษตรกรร่วมสมทบตามกำลัง อีกทั้งกำลังเตรียมเอกสารให้เกษตรกรที่เดือดร้อนเป็นโจทย์ร่วม

นายสุกรรณ์ยังแสดงความเห็นถึง การที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว. เกษตรฯ มอบหมายให้นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว. เกษตรฯ ไปตรวจเยี่ยมแปลงอ้อยของเกษตรกรรายหนึ่งในอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยระบุว่า เป็นแปลงอ้อยอินทรีย์ ใช้สารชีวภัณฑ์ของผู้ผลิตรายหนึ่งเพื่อกำจัดวัชพืชมา 7 ปีซึ่งได้ผลดี ทั้งนี้ต้องการทราบผลการตรวจสอบจากห้องปฏิบัติการว่า จุลินทรีย์ที่กล่าวอ้างว่า กำจัดวัชพืชได้นั้นเป็นชนิดใด หากำจัดวัชพืชได้จริงส่งผลต่อพืชประธานหรือไม่ หากได้ผลดีจริง ตนจะได้นำมาใช้ในแปลงอ้อย 420 ไร่ในอำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรีด้วย จึงขอให้กรมวิชาการเกษตรเร่งทดสอบประสิทธิภาพ แต่ก่อนขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์ดังกล่าว ขอให้ตรวจให้แน่ชัดว่า ไม่มีสารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืชอื่นใดผสมอยู่เนื่องจากที่ผ่านมาเกษตรกรจำนวนมากถูกหลอกให้ซื้อสารชีวภัณฑ์หลายยี่ห้อมาใช้ แต่เมื่อตรวจสอบในห้องปฏิบัติการพบว่า ผสมพาราควอตและไกลไฟเซตลงไป แล้วขายในราคาแพงอีกด้วย

‘ศรีสะเกษ2’มะเขือเทศสีดาพันธุ์ใหม่ l วิตามินซีสูงโดนใจคนรักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453006

x

‘ศรีสะเกษ2’มะเขือเทศสีดาพันธุ์ใหม่ l วิตามินซีสูงโดนใจคนรักสุขภาพ

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า มะเขือเทศสีดา เป็นมะเขือเทศที่มีสีแดงอมชมพู มีน้ำมาก เนื้อหนาและแน่น น้ำหนักเฉลี่ย 40 กรัม ปลูกและผลิตได้ตลอดปีทุกภาคของประเทศ  แหล่งปลูกสำคัญได้แก่ จ.เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์นครพนม สระบุรี และนครราชสีมา สำหรับพันธุ์การค้าที่เกษตรกรปลูกกันแพร่หลาย ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ลูกผสมที่เกิดจากการปรับปรุงพันธุ์ของบริษัทเมล็ดพันธุ์ แต่เนื่องจากการผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมมีกระบวนการซับซ้อน  ทำให้เมล็ดพันธุ์มะเขือเทศสีดาลูกผสมมีราคาสูงกว่าเมล็ดพันธุ์ผสมเปิดถึง 7.5 เท่า หรือสูงกว่า 600 บาท/ไร่

ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ กรมวิชาการเกษตรผสมพันธุ์และคัดพันธุ์มะเขือเทศสีดาสำหรับปลูกในฤดูฝน คัดเลือกได้พันธุ์ศก.1 ศก.4 ที่ติดผลเร็ว ผลมีสีชมพูและพันธุ์ศก.19 ทนโรคเหี่ยวเขียว แต่พันธุ์ดังกล่าวพัฒนามานานแล้ว  ประกอบกับสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป รวมถึงการผสมตัวเองในกลุ่มพันธุ์เดิมมานาน ทำให้ศักยภาพการผลิตลดลง พันธุ์อ่อนแอต่อสภาพแวดล้อม โรคและแมลง  ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ จึงพัฒนาปรับปรุงพันธุ์มะเขือเทศสีดาพันธุ์ผสมเปิดขึ้นมาใหม่ ให้ได้พันธุ์ที่มีผลผลิตและวิตามันซีสูง มีความสม่ำเสมอของสายพันธุ์ เกษตรกรสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ใช้เอง ช่วยลดต้นทุนด้านเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร เป็นการเพิ่มรายได้ที่ยั่งยืนให้เกษตรกรอีกทางหนึ่ง

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวต่อว่า  การปรับปรุงพันธุ์มะเขือเทศสีดารับประทานผลสด เริ่มดำเนินการตามขั้นตอนปรับปรุงพันธุ์ในปี 2555–2558 ได้รวบรวมคัดเลือกพันธุ์ ปี 2559–2560 ทดสอบพันธุ์ในไร่เกษตรกรตามแหล่งปลูกต่างๆ วิเคราะห์ปริมาณวิตามินซี  ประเมินความพึงพอใจของเกษตรกรผู้ปลูกและผู้บริโภคมะเขือเทศสีดา จนได้มะเขือเทศสีดารับประทานผลสดพันธุ์ใหม่ใช้ชื่อว่า “พันธุ์ศรีสะเกษ 2”ผ่านการพิจารณาเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตรเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม

ทั้งนี้ มะเขือเทศสีดาพันธุ์ศรีสะเกษ 2มีลักษณะเด่นคือ ให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงถึง 6.62 ตัน/ไร่ สูงกว่าพันธุ์การค้าลูกผสมและพันธุ์ของเกษตรกร มีปริมาณวิตามินซีสูงถึง 43.3 mg/100g  ปริมาณกรดที่ไทเทรตได้สูงถึงร้อยละ 0.93 ทำให้มีรสเปรี้ยวนับว่าเป็นข้อดี เนื่องจากการใช้ประโยชน์ของมะเขือเทศสีดาจะเน้นปรุงรสอาหารให้มีความเปรี้ยว เช่น ส้มตำ  จากการประเมินความพึงพอใจของเกษตรกรและผู้บริโภคมะเขือเทศสีดาในจ.ศรีสะเกษ พบว่าเกษตรกรพอใจมะเขือเทศสีดาพันธุ์ศรีสะเกษ 2 สูงถึง 90%  ปัจจุบันศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษมีเมล็ดพันธุ์คัดมะเขือเทศสีดาศรีสะเกษ 2 จำนวน 3 กิโลกรัม  สามารถนำไปปลูกเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์หลักได้พื้นที่ประมาณ 30 ไร่  เกษตรกรที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ  โทรศัพท์ 0-4551-4581