ชายคาพระพิรุณ : 14 ตุลาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447044

586851

ชายคาพระพิรุณ : 14 ตุลาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ข่าวใหญ่ในร่มชายคาพระพิรุณขณะนี้ คงไม่พ้นเรื่องแบน 3 สาร เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการประชุมคณะทำงานเพื่อพิจารณาความเห็นของส่วนรัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร และผู้บริโภค (4 ฝ่าย) ต่อการยกเลิก สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด คือ คลอร์ไพริฟอส พาราควอตและไกลโฟเซต โดยมี น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมซึ่งที่ประชุมมีมติ 9 ต่อ 0 ให้แบนสาร 3 ชนิดโดยจะเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย พิจารณาให้สารทั้ง 3 ชนิด ซึ่งอยู่ในบัญชีประเภทที่ 3 ไปเป็นบัญชีประเภทที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2562 นั่นหมายถึงจะส่งผลให้ห้ามครอบครอง ห้ามจำหน่าย ห้ามนำเข้า ห้ามผลิต สารทั้ง 3 ชนิดนี้ในประเทศไทยโดยเด็ดขาด หากคณะกรรมการวัตถุอันตรายเห็นชอบตามที่คณะทำงานชุดนี้เสนอไป….จริงๆ แล้ว ขุนเกษตรา มองว่า การแบนหรือไม่แบน 3 สารนี้ เป็นสงครามทางการค้าที่ต้องการเอาสารที่หมดสิทธิบัตรออกไป แล้วเอาสารตัวใหม่ที่มีสิทธิบัตรมาขายแทน แถมมีราคาแพงกว่าเดิม 4-5 เท่า ตกค้างมากกว่าเดิม ประสิทธิภาพต่ำกว่าเดิม โดยที่ฝ่ายต้องการแบนพยายามใช้ข้อมูลที่ไม่ได้เป็นความจริงทั้งหมด ไม่มีแหล่งอ้างอิงของข้อมูล ตัดตอนงานวิจัยบางท่อน บางข้อความโดยใช้เรื่องของความปลอดภัยต่อสุขภาพมาเป็นข้ออ้าง พวกโลกสวยก็แห่เคลิ้มตามกันไปเรื่อย ทั้งที่ความจริงในชีวิตประจำวัน ทั้งของกิน ของใช้ ปนเปื้อนสารเคมีเต็มๆ มากกว่าการตกค้างของ 3 สารดังกล่าวเสียอีก

ขุนเกษตรา ไม่ได้สนับสนุนหรือคัดค้านการใช้สารเคมีทางการเกษตรเสียทีเดียว แต่มองว่าทุกอย่างต้องมีเหตุมีผล สารเคมีมีทั้งคุณและโทษ ยารักษาโรคที่เรากินกันก็เป็นเคมี หากกินตามคำแนะนำของแพทย์ก็ปลอดภัย แต่หากกินเกินขนาดก็อันตราย เช่นเดียวกับสารเคมีหากใช้ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดก็มีความปลอดภัย ไม่ปนเปื้อน ไม่ตกค้างในสิ่งแวดล้อม การทำเกษตรหากจะเป็นเพียงเกษตรหลังบ้าน ปลูกผักสวนครัว ทำกินกันในครอบครัวหรือทำขายในท้องถิ่น ก็อาจไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีพวกนี้ทำเกษตรอินทรีย์ได้สบายๆ เหมือนอย่างที่รัฐมนตรีต้องการผลักดัน แต่หากเราจะเป็นเกษตรอุตสาหกรรม คิดจะแข่งขันนำเงินตราเข้าประเทศ ยังไงก็มีความจำเป็นต้องใช้ ประเทศที่เจริญแล้วเขาก็ยังใช้สารพวกนี้นะครับ ในประเทศที่เขายกเลิกการใช้ตามที่ NGO อ้าง ส่วนใหญ่เขาไม่จำเป็นต้องใช้ด้วยเหตุผลทางสภาพอากาศหรือสภาพแวดล้อมของประเทศนั้นๆ แต่เขาก็ยังนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศที่ใช้ 3 สารตามปกติ เพียงแต่ต้องได้มาตรฐาน ปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ซึ่งประเทศไทยก็ทำเรื่องนี้อยู่แล้วมีมาตรฐานรับรองสินค้าเกษตรหลายชนิด มีหน่วยงานรับรองมาตรฐานสินค้าที่ได้การยอมรับจากองค์กรระดับโลก ไม่ใช่หน่วยงานที่ NGO นำมากล่าวอ้าง ซึ่งบางแห่งหาตัวตนไม่ได้อย่าไปว่าเกษตรกรเห็นแก่ตัวเลยครับ ความจำเป็นกับความต้องการ มันต่างกัน ลึกๆ เกษตรกรเขาไม่ต้องการใช้หรอกครับเพราะมันคือต้นทุน แต่มันจำเป็นต้องใช้ ซึ่งหากแบน 3 สารนี้แล้วหาสารตัวใหม่ ที่ใช้แล้วได้ผลดีกว่า หรือเท่าเทียมกัน อันตรายน้อยกว่า มีราคาต่ำกว่ามาให้เกษตรกรเลือกก็คงไม่เป็นไร เกษตรกรเขาไม่ได้ยึดติดกับ 3 สารนี้หรอก แต่ที่จะเอามาทดแทนยังหาข้อดีกว่าสารเก่าไม่ได้เลย…คิดให้ดีคิดให้รอบคอบนะครับ พิจารณาจากหลักวิชาการที่แท้จริง เพราะไม่อย่างนั้น นอกจากเกษตรกรได้รับผลกระทบด้านต้นทุนแล้ว ผู้บริโภคเองก็อาจจะต้องซื้อสินค้าเกษตรที่แพงขึ้นด้วยนะครับ ยิ่งไปกว่านั้นการแข่งขันทางการค้าที่จะให้ไทยเป็นครัวโลกคงยาก…สุดท้ายไม่ได้ก่อประโยชน์อะไรเลย และคงไม่ใช่ของขวัญปีใหม่แน่นอน…

ช่วงนี้มีการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในหลายกรมหลายคนเติบโตในสายงานก็ของแสดงความยินดีด้วย เพราะบางงานจำเป็นต้องได้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ โดยเฉพาะมาบริหาร ประเด็นนี้ ขุนเกษตรา มีข่าวแว่วๆ จากกรมการข้าว ว่าจะมีการขอย้ายข้ามห้วยมาจากเกษตรจังหวัดแห่งหนึ่งเพื่อมาเป็น ผอ.กองเมล็ดพันธุ์ข้าว ที่ถือว่าเป็นหน่วยงานสำคัญของกรมการข้าวที่มีบทบาทสำคัญในการศึกษา วิจัย และพัฒนาวิทยาการเมล็ดพันธุ์และการกระจายเมล็ดพันธุ์ เป็นหน่วยงานที่ต้องวางแผนและผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์ขยายและชั้นพันธุ์จำหน่าย มีการบริหารจัดการและติดตามประเมินผลการผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจเมล็ดพันธุ์ข้าว ส่งเสริม สนับสนุน และถ่ายทอดวิทยาการเมล็ดพันธุ์ รวมถึงการตรวจสอบและรับรองระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์และคุณภาพเมล็ดพันธุ์ ซึ่งหากเปิดโอกาสให้ ผอ.ศูนย์วิจัยข้าวหรือผอ.ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ที่มีอยู่ทั่วประเทศกว่า 50 แห่ง ซึ่งมีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ได้เติบโตในสายงาน ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการผลิตข้าวพันธุ์ดีของประเทศได้ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่อยู่ดีๆ เอาคนข้ามห้วยข้ามกรมมานั่งบริหาร ขวัญกำลังใจของลูกหม้อก็หายหมดสิครับ ฝากผู้เกี่ยวข้องพิจารณาด้วยนะครับ

เมื่อเร็วๆ นี้ กรมส่งเสริมการเกษตร จับมือ สวก.สมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย และ NIDA หารือแนวทางการนำงานวิจัยด้านนวัตกรรมเกษตรไปใช้ประโยชน์โดยมี นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการนำงานวิจัยด้านนวัตกรรมการเกษตรไปใช้ในพื้นที่ เพื่อให้เกิดประโยชน์และใช้ได้จริงกับเกษตรกร โดยเน้นงานวิจัย3 ด้านหลัก ได้แก่ งานวิจัยเชิงนโยบาย งานวิจัยสาธารณะและงานวิจัยเชิงพาณิชย์ ในการเสนอขอรับทุนอุดหนุนงานวิจัย เบื้องต้น ได้ข้อสรุปการนำเสนอโครงการวิจัยภาคการเกษตร 5 โครงการ ประกอบด้วย 1.การพัฒนาระบบการให้น้ำ ให้ปุ๋ยในพืชแบบอัตโนมัติ (Automatic) 2.โครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียน นิสิต นักศึกษา 3.ระบบการพยากรณ์เตือนภัยศัตรูพืช (Smart Pest Warning Center) 4.งานวิจัยเชิงนโยบายภาคการเกษตรและ 5.ระบบ Supply Chain

ขุนเกษตรา

‘กลุ่มผู้ประกอบการเหมืองแร่’ ร้องปลดล็อก ‘โคกหนองนาโมเดล’ ทำเหมืองเพื่อเกษตรกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447088

‘กลุ่มผู้ประกอบการเหมืองแร่’ ร้องปลดล็อก ‘โคกหนองนาโมเดล’ ทำเหมืองเพื่อเกษตรกรรม

วันอาทิตย์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 18.52 น.

13 ตุลาคม 2562 นายวิจักษ์ พงษ์เภตรา ประธานกรรมการกลุ่มเซ้าเทิร์น – บริษัท โชคพนาไมนิ่ง จำกัด เปิดเผยว่า ตนและผู้ประกอบการเหมืองแร่เกือบ 10 ราย ร่วมกันทำหนังสือถึง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   เสนอให้พิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกิจการอื่นในพ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการเหมืองแร่ที่ธุรกิจต้องหยุดชะงักเพราะนโยบายของรัฐบาลและคำสั่งในยุค คสช.
นายวิจักษ์  กล่าวอีกว่า ในรัฐบาลปัจจุบันที่มาจากการเลือกตั้ง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้กล่าวไว้ว่ากรณีการขออนุญาตสำรวจและทำเหมืองแร่ในพื้นที่ส.ป.ก. นั้น กระทรวงอุตสาหกรรมจะประสานงานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดี  โดยกลุ่มผู้ประกอบการเห็นว่าการแก้ปัญหาครั้งนี้ควรให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายส.ป.ก.  ที่กิจการอื่นนั้นจะต้องเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนภาคเกษตรกรรม  ต้องช่วยปรับปรุงทรัพยากรและปัจจัยการผลิตด้านการเกษตร  ส่งเสริมการพัฒนาอาชีพและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้เกษตรกรในพื้นที่ได้รับประโยชน์สูงสุด  รวมถึงผลประโยชน์ของประเทศ   จึงเสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯในการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว
นอกจากนี้ทางกลุ่มผู้ประกอบฯยังได้นำเสนอนวัตกรรมการสำรวจและทำเหมืองแร่เพื่อเกษตรกรรมในชื่อ “โคกหนองนาโมเดล” เพื่อตอบโจทย์ในทุกคำถามว่า  ต่อไปการทำเหมืองแร่นอกจากจะต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไม่กระทบระบบนิเวศน์แล้ว  ยังต้องมีการออกแบบเพื่อประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อภาคเกษตรกรรมและตัวเกษตรกรในพื้นที่ด้วย  อีกทั้งยังสอดรับกับนโยบายบ่อน้ำขุมเหมืองที่จะเป็นแก้มลิงป้องกันน้ำท่วมและช่วยบรรเทาภัยแล้งในหน้าแล้ง
นายวิจักษ์ กล่าวต่ออีกว่า  การทำเหมืองในเขตส.ป.ก.สำหรับผู้ประกอบการใหม่จะช่วยให้มีแหล่งหินอุตสาหกรรมเพียงพอในทุกภูมิภาค เพื่อสนับสนุนโครงการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ของรัฐบาล ด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง  นอกจากนี้ยังเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจและรายได้ภาครัฐทางด้านภาษีและค่าภาคหลวงแร่  เพราะสินแร่หลายชนิดมีมูลค่าเชิงพาณิชย์มหาศาล

‘ธรรมนัส’หนุนแบน3สารพิษ ปรับเปลี่ยนพื้นที่ส.ป.ก.แปลงใหญ่ทำเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447057

news_default

‘ธรรมนัส’หนุนแบน3สารพิษ ปรับเปลี่ยนพื้นที่ส.ป.ก.แปลงใหญ่ทำเกษตรอินทรีย์

วันอาทิตย์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 18.06 น.

“ธรรมนัส”หนุนแบน3สารพิษ ปรับเปลี่ยนพื้นที่ส.ป.ก.แปลงใหญ่ทำเกษตรอินทรีย์ พร้อมลุยกวาดล้างอิทธิพลยึดคืนที่สวนปาล์มบุกรุกส.ป.ก.กระบี่-สุราษฎร์ฯ

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกรณีเรื่องแบน 3 สารพิษ ว่า ส่วนตัวสนับสนุนเกษตรอินทรีย์อยู่แล้ว มึนโยบายใช้ที่ดินแปลงใหญ่ของ ส.ป.ก.จัดสรรให้เกษตรกรทำการเกษตรอินทรีย์ ซึ่งขณะนี้ได้ใช้แปลงที่บ้านบางเจริญ หมู่ที่ 5 ต.เหนือคลอง อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ นำร่อง โดยน้อมนำเอาศาสตร์พระราชาเศษรฐกิจพอเพียงมาใช้ทำการเกษตรผสมผสาน

เดิมพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และกรมป่าไม้ได้ให้บริษัท จิตรธวัชสวนปาล์ม จำกัด ใช้ประโยชน์ในการปลูกปาล์มน้ำมัน และได้หมดอายุการอนุญาต เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2543 ต่อมาเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2552 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่ ต.เขาเขน ต.เขาต่อ อ.ปลายพระยา และ ต.นาเหนือ ต.เขาใหญ่ อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน โดยชาวชุมชนตำบลนาเหนือ มีความต้องการแหล่งน้ำชุมชนเพื่อการเกษตร และมีการทำประชาพิจารณ์ของชุมชนผ่านทางองค์การบริหารส่วนตำบลนาเหนือ ให้มีการของบประมาณจากกรมพัฒนาที่ดิน ผ่านสถานีพัฒนาที่ดินกระบี่ และได้ขออนุญาตใช้พื้นที่กับสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดกระบี่ เพื่อก่อสร้างแหล่งน้ำขนาด 77,000 ลูกบาศก์เมตร ดำเนินการในปี 2558 และในปี 2560 ได้วางระบบท่อส่งน้ำความยาว 3,000 เมตร และจัดทำโครงการนำร่องการบริหารจัดการดินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โดยการปรับสภาพพื้นที่และแบ่งเป็นแปลงย่อยขนาด 2 ไร่ จำนวน 60 แปลง รวมพื้นที่ที่ขออนุญาตใช้จากสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดกระบี่ จำนวนกว่า 215 ไร่

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จะดำเนินการยึดคืนที่ดินที่ถูกครอบครองโดยมิชอบกลับคืนมาจัดสรรให้กับเกษตรกรที่ไร้ที่ทำกินทั้งหมด และจะจัดการให้เรียบร้อยโดยเร็ว เดินหน้าแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับนายทุน ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ไม่ยอมออกจากพื้นที่ ส.ป.ก.ยังถือครองทำสวนปาล์มน้ำมันหลายพันไร่ จ.กระบี่ และ จ.สุราษฎร์ธานี

‘ธรรมนัส’มอบส.ป.ก. 4-0กระบี่ หนุนเกษตรกรมีที่ทำกิน สร้างรายได้ สร้างอาชีพแก่ชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446933

‘ธรรมนัส’มอบส.ป.ก. 4-0กระบี่ หนุนเกษตรกรมีที่ทำกิน สร้างรายได้ สร้างอาชีพแก่ชุมชน

วันเสาร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 19.36 น.

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีมอบหนังสืออนุญาตการเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) จำนวน 335 ราย ณ โรงเรียนพนมเบญจา ตำบลเขาพนม อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ และลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) จังหวัดกระบี่ ว่า พื้นที่ของบริษัท สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) ที่ได้บุกรุกครอบครองและทำประโยชน์ด้วยการปลูกปาล์มน้ำมัน เนื้อที่รวมประมาณ 11,907 ไร่ แบ่งเป็น 2 แปลง ซึ่งในวันนี้ได้เข้ามาติดตามความก้าวหน้าในแปลงที่ 2 มีเนื้อที่ประมาณ 7,186 ไร่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย ส.ป.ก. ได้ดำเนินการประกาศเป็นพื้นที่เป้าหมายในการยึดพื้นที่คืนตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 36/2559 แปลง No.601 เนื้อที่ประมาณ 973 ไร่ และจะเร่งรัดดำเนินการตรวจสอบพื้นที่ส่วนที่เหลือเพื่อประกาศเป็นเป้าหมายยึดคืนต่อไป

ทั้งนี้ สปก .จะ ต้องเร่งคัดเลือกเกษตรกร และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของพื้นที่ดำเนินการให้มีความพร้อม เพื่อให้สถาบันเกษตรกร ได้เข้ามาใช้ประโยชน์ในที่ดิน และเกษตรกรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์สามารถดำรงชีวิต และประกอบอาชีพเกษตรกรรมในพื้นที่ได้จริง ทั้งนี้ ควรสนับสนุนการพัฒนาอย่างครบวงจรให้ตรงตามความต้องการของเกษตรกร ส่งเสริมให้ทุกหน่วยงานบูรณาการจนเกิดเป็นรูปธรรมในพื้นที่ ทั้งด้านการผลิต การแปรรูปผลิตภัณฑ์ จนถึงการพัฒนาด้านการตลาด โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา เน้นเกษตรกรเป็นศูนย์กลางในการรับประโยชน์ ตลอดจนสนับสนุนกระบวนการพัฒนาที่อยู่อาศัยแก่กลุ่มเกษตรกร ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และขับเคลื่อนการจัดทำแผนการผลิตภายใต้แนวทางการตลาดนำการผลิตและโครงการเกษตรแปลงใหญ่ด้วย

สำหรับแปลงที่ 1 ของบริษัท สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) นั้น ส.ป.ก. ได้ดำเนินการนำพื้นที่เสนอเข้าคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดกระบี่ (คปจ.กระบี่) พิจารณาพิจารณาแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการจัดที่ดิน โดยให้มีอัยการจังหวัด หรือยุติธรรมจังหวัดเข้าร่วมเป็นคณะทำงานด้วย เพื่อความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ขณะนี้กำลังอยู่ในกระบวนการสอบสวนสิทธิ์เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติเกษตรกรตามกฎหมายปฏิรูปที่ดิน

ในโอกาสนี้ รมช.ธรรมนัส ได้เป็นประธานในการมอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 ให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกระบี่ จำนวน 335 ราย ณโรงเรียนพนมเบญจา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ด้วย

‘มนัญญา’กางปฏิทิน!จบศึกเคาะปิดตาย1ธ.ค.62แบน3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446886

news_default

‘มนัญญา’กางปฏิทิน!จบศึกเคาะปิดตาย1ธ.ค.62แบน3สารพิษ

วันเสาร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 15.46 น.

“มนัญญา” ลั่นแบน3สารวันที่1ธ.ค.62 เร่งเดินส่งหนังสือถึงนายกฯรมว.3กระทรวงด้วยตนเอง ให้ทันเข้าที่ประชุมกก.วัถตุอันตราย22ต.ค.นี้  พร้อมเชิญสื่อร่วมนั่งเฝ้าหน้าห้องรอมติ เพื่อดูเจตนาและความมีมนุษยธรรม ชี้หากทุกฝ่ายทำในสิ่งที่ถูกต้องประเทศไทยจะรุ่งโรจน์มาก 

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าหลังจากออกจากรพ.สมิติเวชเมื่อวันที่ 10 ต.ค. ได้รีบมารวบรวมเอกสารเพื่อแบน 3 สารเคมี คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต เสนอ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตร และสหกรณ์ ลงนามตามขั้นตอนก่อนส่งให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่ากระทรวงอุตสาหกรรม โดยเอกสารทั้งหมดได้ทำเสร็จสมบูรณ์แล้ว และไปยื่นให้รมว.เกษตรฯด้วยตนเอง ที่ห้องทำงานท่านรัฐมนตรีว่าการฯได้ทราบว่า ท่านเดินทางไปจ.ประจวบคีรีขันธ์ จึงต้องรอให้ท่านรมว.เกษตรฯมาลงนามก่อนจึงส่งไปหน่วยงานนอกกระทรวงได้  ซึ่งในสัปดาห์หน้าจะไปเดินหนังสือเอกสารการแบน 3 สาร ด้วยตนเอง ไปส่งถึงท่านนายกฯและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ลงนามเพื่อให้ทันวันที่ 22 ต.ค.ที่จะมีการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย

“ดิฉันจะไปนั่งเฝ้าห้องประชุม รอฟังผลมติของที่คณะกรรมการฯพร้อมเชิญสื่อมวลชนไปร่วมฟังด้วยกัน โดยรัฐมนตรี 3 กระทรวงมีความเห็นตรงกันที่ขอให้การลงมติของคณะกรรมการฯทุกท่านเป็นไปอย่างเปิดเผยถึงความเห็นว่า แบนหรือไม่แบน แต่ละรายมีเหตุผลอย่างไรให้สาธารณะชนรับทราบอย่างชัดเจน” รมช.เกษตรฯ กล่าว

รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า ช่วงนี้รมว.เกษตรฯกำลังอ่านเอกสาร โดยในวันที่13 ต.ค.ดิฉันไปเปิดงานที่จ.อุทัยธานี และเป็นตัวแทนรมว.เกษตรฯเดินไปประชุมที่ประเทศบูรไน วันที่14 ต.ค.จะเร่งกลับมาก่อนถึงไทยในวันที่ 17 ต.ค.เพื่อมาเร่งดำเนินการให้เสร็จ ส่วนคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะมีมติอย่างไรนั้น เชื่อว่า ของทุกอย่างอยู่ที่ความเป็นมนุษยธรรม และต้องดูที่เจตนาของคณะกรรมการ

“ขณะนี้พี่มาดูงานสหกรณ์ปากพะยูน จ.พัทลุง แม้แต่เกษตรกรภาคใต้ เข้ามายื่นหนังสือสนับสนุนยกเลิกใช้สารเคมี เพราะเกษตรกรหลายพื้นที่ไม่ใช่สารเคมีมานานแล้ว ทุกคนตื่นตัวมากขึ้น ซึ่งนโยบายของพี่ ทำจากข้างล่างขึ้นสู่ข้างบน เอาความต้องการทุกคนขึ้นจากพื้นที่เป็นหลักจะทำงานให้กับชุมชนได้ทุกอย่างถูกจุด” น.ส.มนัญญา กล่าว

น.ส.มนัญญา กล่าวถึงกรณีนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จ.อุทัยธานี และเป็นพี่ชาย ตนเองไม่พอใจข้าราชการไม่ปฏิบัติตามนโยบายว่า คงโมโห ที่เห็นพี่ป่วยจากความเครียด ทั้งทำงานหนัก และโดนกดดันมาตลอดเรื่องแบน3สาร ยังตระเวนไปตรวจบริษัทนำเข้าสาร ต้องทวงเอกสารสตอกสารด้วยตนเอง จากหน่วยงานที่พี่ดูแลด้วย ท่านจึงหงุดหงิด และไม่เข้าใจข้าราชการ ที่ผ่านมาอนุญาตให้สารเคมีเข้ามาขายเป็นร้อยๆบริษัท หลายร้อยชนิดในท้องตลาด ทั้งที่รู้ว่า เป็นสารเคมีที่ทิ้งแล้วของต่างประเทศ เทมาราคาถูกๆไปเอาเข้ามาบ้านเรา ถึงขนาดนี้แล้วพี่น้องประชาชนทั่วประเทศเขาไม่ยอมรับ ซึ่งประเทศไทยจะต้องเลิกวันที่ 1ธ.ค.นี้ ก่อนที่ประเทศมาเลเซีย แบนสารวันที่ 1 ม.ค.63 ในส่วนงานต่อจากนี้จะไปตรวจด่านพืชผัก 3 ด่าน ที่ภาคเหนือ ซึ่งน่าแปลกใจไม่มีเครื่องตรวจสารพิษ ในพืชผัก ผลไม้ ที่ทะลักเข้ามาทุกวัน ก่อนหน้านี้ไปตรวจมะพร้าว นำเข้าจากประเทศอินโดนีเซีย พบมะพร้าวมีงอก จึงไล่มะพร้าวกลับประเทศต้นทางทั้งหมด ผู้นำเข้าโทรหาพี่ชาดา ให้ช่วยแต่พี่ชาดา ปฏิเสธหมดบอกว่า คนทำผิดกฎหมาย ไม่ต้องมาขอ และไม่ช่วยเด็ดขาด ส่งผลให้วันนี้มะพร้าวไทยราคาสูงขึ้น จากเดิมผลละ5 บาทเป็น 15 บาทแล้ว

“ พี่ยืนยันว่า หากทุกฝ่าย ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ประเทศไทยจะรุ่งโรจน์อีกมาก ประชาชนส่งกำลังใจให้พี่ต่อสู้กับเรื่องที่ผิด เขายกย่องพี่เป็นวีรสตรี ซึ่งการยกเลิกใช้สารเคมี ถึงเวลาแล้วประเทศไทย ต้องทำจริงๆ พี่เตรียมมาตรการดูแลเกษตรกร รักษาแหล่งปลูกพืชผักปลอดสารเคมีในประเทศอยู่รอดได้ มีความเป็นอยู่ดีมากขึ้นด้วยกว่าที่ผ่านมา แค่ผลิตให้คนกินในประเทศยังไม่พอ ต่อไปค่อยขยายส่งออก  จากนี้หน่วยงานกระทรวงเกษตรฯต้องคิดให้ดีทำให้ถูก” รมช.เกษตรฯ กล่าว

น.ส.มนัญญา กล่าวถึงอาการก่อนเข้ารักษาตัวรพ.สมิติเวช ว่า จากจมูกบวม เกิดอาการแน่นจมูก ไปถึงหน้าผาก และปวดหัวจนเส้นขึ้น ลามไปลงกระเพาะ ไปใหญ่โต ก่อนหน้านี้ที่จะป่วยได้ไปตรวจสารเคมีที่โรงงาน ซึ่งแต่ละโรงไม่ได้มีแค่3สาร เพราะนำเข้าส่งออก ไม่เสียภาษี ยกเหตุเรื่องช่วยลดต้นทุนการเกษตร ทั้งได้ไปเข้าดูสตอกต่างๆ ทีมงานที่ไปด้วยทุกคนต่างบอกว่ากลิ่นแรงมากติดเสื้อผ้า จนแสบจมูก และล่าสุดได้มีผู้บริโภคแจ้งว่าขอให้เร่งจับ น้ำยาตัวหนึ่งลักษณะเป็นน้ำข้นๆ ซึ่งพ่อค้าได้นำน้ำยาตัวนี้มาให้เจ้าของสวนผัก ถึงแปลงผัก โดยให้จุ่มผักกองไว้เพื่อให้ผักสดใบเขียวคงทนอยู่ได้นานโดยไม่เหี่ยว ส่งรถมารับผักขึ้นมาส่งที่ตลาดกลางหลายแห่งใกล้กรุงเทพฯ ตนจะไปจับสารเคมีตัวนี้พิสูจน์ว่า มีความเป็นพิษต่อสุขภาพอย่างไรหรือไม่เพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคและเกษตรกร

‘ประภัตร’เตือนคนไทยญี่ปุ่น!เกาะติด‘ฮากิบิส’ยันปลอดภัยดีกลับ14ตุลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446857

news_default

‘ประภัตร’เตือนคนไทยญี่ปุ่น!เกาะติด‘ฮากิบิส’ยันปลอดภัยดีกลับ14ตุลา

วันเสาร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 13.04 น.

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2562  ที่ประเทศญี่ปุ่น นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ตนและคณะเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่น เพื่อหารือความร่วมมือด้านเกษตรและตรวจเยี่ยมตลาดปลาโทโยสุ ที่ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทางกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นประกาศแจ้งเตือน ซุปเปอร์ไต้ฝุ่น ฮากิบิส ที่คาดว่า จะเคลื่อนผ่านหมู่เกาะโองาซาวาระ มุ่งหน้ามายังภูมิภาคคันโต ทางตะวันออกของเกาะฮอนชู ญี่ปุ่น รวมทั้งกรุงโตเกียว เมืองหลวง ในคืนวันเสาร์ที่ 12 ต.ค. เข้าเช้าวันอาทิตย์ที่ 13 ต.ค. คาดการณ์ว่า ความรุนแรงของพายุลูกนี้ จะเทียบเท่าเฮริเคนระดับ 5 อาจจะใหญ่ และรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก นั้น อย่างไรก็ตามขอให้พี่น้องชาวไทยที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่นเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ตามประกาศของรัฐบาลญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัย

ในส่วนของตนและคณะ นั้นทางการญี่ปุ่นส่งเจ้าหน้าที่คอยดูแลภายในโรงแรมที่พัก ซึ่งปลอดภัยดี และต้องขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่แสดงความห่วงใยตน และคณะอยู่ตลอดเวลาเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามคาดว่า  จะสามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้ในวันจันทร์ที่ 14 ตุลาคมนี้

สถาบันวิจัยยางพบการระบาดโรคใบร่วงชนิดใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/393528

สถาบันวิจัยยางพบการระบาดโรคใบร่วงชนิดใหม่

วันที่ 15 ตุลาคม 2562 – 11:54 น.
กยท
เปิดอ่าน 13 ครั้ง

สถาบันวิจัยยางพบการระบาดโรคใบร่วงชนิดใหม่ในพื้นที่จ.นราธิวาส

พบการระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส หลังเคยพบการระบาดเป็นพื้นที่วงกว้างในประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) รุดลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อหาแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน

นายกฤษดา  สังข์สิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย(กยท.)  เปิดเผยว่า กยท. ได้รับแจ้งจากเกษตรกรชาวสวนยาง ผ่าน กยท. จังหวัดนราธิวาสว่าพบต้นยางมีอาการใบร่วงเป็นจำนวนมากแทบหมดทั้งต้น โดยพบเป็นแห่ง ๆ ในพื้นที่ 3 อำเภอได้แก่ อำเภอระแงะ อำเภอแว้ง และอำเภอรือเสาะ ตนและคณะนักวิชาการด้านโรคพืช จึงได้ลงไปตรวจสอบเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา พบว่าจากการดูลักษณะอาการที่ปรากฏบนใบ และการร่วงของใบมีลักษณะเช่นเดียวกับการรายงานของประเทศสมาชิก IRRDB (อินโดนีเซีย มาเลเซีย และศรีลังกา) ที่ผู้เชี่ยวชาญได้ลงความเห็นว่าเชื้อสาเหตุคือ เชื้อรา Pestalotiopsis sp.
นายกฤษดา กล่าวต่อว่า เป็นไปได้ที่เชื้อราตัวนี้มีการแพร่กระจายเข้ามาระบาดในพื้นที่ปลูกยางแถบชายแดนรอยต่อกับประเทศมาเลเซีย เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมที่คล้ายคลึงกันคือร้อนชื้นและฝนตกชุก โดยพบลักษณะอาการปรากฏบนใบยางแก่ เมื่อเริ่มแสดงอาการปรากฏรอยช้ำๆ เป็นกลุ่มเห็นชัดเจนด้านหลังใบ หลังจากนั้นจะแสดงอาการเป็นวงค่อนข้างกลมสีเหลือง (chlorosis) ต่อมาเนื้อเยื่อรอยสีเหลืองจะตายแห้ง (necrosis) เป็นแผลกลมสีสนิมซีด โดยพบอาการจุดแผลต่อใบยางมากกว่า 1 แผล จากนั้นใบจะเหลืองและร่วงในที่สุด อาการโรครุนแรงและใบร่วงมากหลังมีฝนตกหนักติดต่อกันอย่างน้อย 2 วัน
ต้นยางอายุมากขนาดใหญ่ได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่าต้นยางอายุน้อยขนาดเล็ก อาการใบร่วงจากเชื้อรานี้มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตน้ำยาง เนื่องจากมีใบร่วงมากกว่าร้อยละ 90 จึงเป็นเหตุให้ผลผลิตลดลงร้อยละ 30-50 และพบในทุกพันธุ์ยางที่ปลูกในพื้นที่นั้น ได้แก่พันธุ์ RRIM 600 พันธุ์ RRIT 251 และ พันธุ์ PB 311

“เชื้อรานี้มีพืชอาศัยหลายชนิด แพร่ระบาดโดยลมและฝน จึงค่อนข้างยากต่อการป้องกันควบคุม อย่างไรก็ตามแนวทางการป้องกันกำจัดการแพร่ระบาดของโรคนี้ ขณะนี้ กยท. มีโครงการสำรวจและติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคนี้ในเขตภาคใต้ตอนล่างอย่างเร่งด่วน พร้อมกับดำเนินการเก็บตัวอย่างใบเพื่อวินิจฉัยเชื้อสาเหตุที่แน่ชัด ทดสอบประสิทธิภาพสารเคมีเช่น hexaconazole, benomyl และ thiophanate methyl ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อรา หากมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมีในการกำจัด รวมถึงการร่วมมือทางวิชาการกับประเทศสมาชิก IRRDB ที่เคยมีการระบาดของโรคนี้แล้วสำหรับการนำวิธีการป้องกันกำจัดที่ได้ผลแล้วมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย ทั้งนี้ กยท. ขอย้ำว่าจะดำเนินการอย่างเต็มที่และให้ความสำคัญกับป้องกัน กำจัดโรคนี้ รวมถึงควบคุมไม่ให้แพร่กระจายมากขึ้น” นายกฤษดา กล่าวทิ้งท้าย

กยท.อัดแคมเปญแก้ปัญหาราคายางผันผวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/393319

กยท.อัดแคมเปญแก้ปัญหาราคายางผันผวน

วันที่ 13 ตุลาคม 2562 – 19:10 น.
กยท,ยางพารา,สวนยางพารา
เปิดอ่าน 34 ครั้ง

รักษาการผู้ว่าการกยท. แจงมาตรการแก้ปัญหาราคายางผันผวนประกันรายได้ชาวสวนยาง พร้อมเดินหน้า 4 โครงการ ยกระดับราคายาง

13 ตุลาคม 2562 รักษาการผู้ว่าการ กยท. ชี้แจงมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาราคายางผันผวน เร่งเดินหน้าโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ควบคู่กับมาตรการระยะยาว ขยายเวลาดำเนินการ 4 โครงการมุ่งยกระดับราคายาง

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์ราคายางในช่วงนี้ที่มีผันผวน ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจาก ปัจจัยทางเศรษกิจ การเงิน และการลงทุนภายนอกประเทศ ได้แก่ การที่ธนาคารระมัดระวังการปล่อยเงินกู้และไม่ปล่อยเงินกู้ให้กับบริษัทยาง เนื่องจากกังวลเรื่องสงครามการค้าระหว่างจีนกับอเมริกา ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งขายยางในราคาไม่สูงมากนักเพื่อให้ได้สัญญาไปประกอบการกู้เงินสำหรับใช้หมุนเวียนในธุรกิจยาง

ประกอบกับเทศกาลวันชาติของประเทศจีน ระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 7ตุลาคม (วันชาติจีน วันที่ 1 ตุลาคม) ทำให้กิจกรรมการซื้อขายยางหยุดลง ส่งผลต่อราคายางอ้างอิงจะมีเพียงตลาด TOCOM และ SICOM เท่านั้น ซึ่งพ่อค้ายางเกือบทุกเจ้ารอราคาอ้างอิงจากตลาดล่วงหน้าของจีน (ตลาดเซี่ยงไฮ้) ในการซื้อขาย

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการรายใหญ่ในการซื้อขายยาง Chongqing บริษัทเทรดดิ้งใหญ่อันดับหนึ่งของจีนซึ่งนำเข้ายางประมาณปีละ 1,500,000 ตัน ประกาศหยุดกิจกรรมการซื้อขายยางเมื่อวันที่ 27 กันยายน ที่ผ่านมา และการเลิกกิจการของบริษัท Chongqing ซึ่งเป็นผู้ซื้อยางรายใหญ่ของจีน จึงส่งผลต่อผู้ส่งออกยางของไทย ทำให้ราคายางปรับในทิศทางที่ลดลง อย่างไรก็ตามหลังจากตลาดซื้อขายล่วงหน้าของจีน (เซี่ยงไฮ้) กลับมาซื้อขาย ราคายางจะขยับตัวเข้าสู่ภาวะปกติได้

การแก้ปัญหาราคายางผันผวนที่เกิดขึ้น เริ่มจากแนวทางระยะสั้น โดยการดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 กำหนดให้มีการประกันรายได้ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง (เจ้าของสวน ผู้เช่า ผู้ทำ และคนกรีดยาง) ที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่กับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 เบื้องต้นมีเกษตรกรชาวสวนยาง จำนวน 1,711,252 ราย (เจ้าของสวน ผู้เช่า ผู้ทำ 1,412,017 ราย และคนกรีดยาง 299,235 ราย) คิดเป็นพื้นที่ 17,201,391 ไร่ โดยต้องเป็นสวนยางอายุ 7 ปีขึ้นไปที่เปิดกรีดแล้ว รายละไม่เกิน 25 ไร่

โดยให้มีการประกันรายได้ รายละไม่เกิน 25 ไร่ ที่ปริมาณผลผลิตยาง (ยางแห้ง) 240 กก./ไร่/ปี หรือ 20 กก./ไร่/เดือน กำหนดระยะเวลาประกันรายได้ 6 เดือน (เดือนตุลาคม 2562 – มีนาคม 2563) ซึ่งเงินประกันรายได้ในแต่ละเดือน จะถูกแบ่งระหว่างเกษตรกรเจ้าของสวนยางและคนกรีดยางในสัดส่วน 60 : 40  ราคายางที่ใช้ประกันรายได้ กำหนดจากราคาต้นทุนการผลิตยางแต่ละชนิด โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2561 และเพิ่มรายได้เป็นค่าครองชีพอีก ร้อยละ 7.39 แบ่งตามประเภทยาง

ทั้งนี้ดังนี้คือ ยางแผ่นดิบคุณภาพดี 60 บาท/กิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%) 57 บาท/กิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 50%) 23 บาท/กิโลกรัม โดยราคากลางจะกำหนดโดยคณะกรรมการกำหนดราคากลางอ้างอิง ซึ่งประกาศทุก 2 เดือน และจะดำเนินการจ่ายเงินประกันรายได้ให้กับผู้เข้าร่วมโครงการ 2 เดือนต่อ 1 ครั้ง โดยให้ ธ.ก.ส. เป็นผู้ดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรง โดยจะเร่งจ่ายเงินให้เกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับสิทธิ์ รอบแรก ในวันที่ 1-15 พฤศจิกายน 2562

ในส่วนของมาตรการเพื่อยกระดับราคายาง ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้ยางทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพื่อนำไปสู่การดูดซับยางออกจากระบบ เกิดการขยายกำลังการผลิต การแปรรูปยาง ผลักดันราคายางให้สูงขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ ไม่ให้เกิดความผันผวน ผ่านการดำเนินงาน จำนวน 4 โครงการ ซึ่งขยายระยะเวลาดำเนินการโครงการ และขยายวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมบางโครงการ

ทั้งนี้ได้แก่ โครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง เพื่อใช้ในการขยายกำลังการผลิต/ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรการผลิต ณ ที่ตั้งเดิม หรือที่ตั้งใหม่ ให้แก่ผู้ประกอบการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางขั้นปลายน้ำ มุ่งเน้นการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางขั้นปลายน้ำที่มีมูลค่าสูง เช่น ถุงมือยาง ยางยืด ยางล้อ ยางที่ใช้ในงานวิศวกรรม ฯลฯ ให้มีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น โดยที่รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้แก่ผู้ประกอบการร้อยละ 3 ตลอดระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่ปี 2559 – 2569

ซึ่งประชุมกนย. เห็นชอบปรับวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมอีก 10,000 ล้านบาท จะทำให้มีปริมาณการใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้น จากเดิม ๖๐,๐๐๐ ตัน/ปี เป็น ๑๐๐,๐๐๐ ตัน/ปี  โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) วงเงินสินเชื่อ 20,000 ล้านบาท เห็นชอบขยายระยะเวลาดำเนินการโครงการตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 – ธันวาคม 2564 (ระยะเวลาในการอนุมัติวงเงินสินเชื่อที่เข้าโครงการจนสิ้นสุดระยะเวลาการชดเชยดอกเบี้ยตามโครงการ 1 ปี แต่ไม่เกินเดือนธันวาคม 2563)

โครงการสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยาง วงเงิน 10,000 ล้านบาท เพื่อเป็นเงินหมุนเวียนในการรวบรวมยางจากเกษตรกร ขยายเวลาเพิ่มอีก 4 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 – 31 มีนาคม 2567 ระยะเวลาจ่ายเงินกู้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 – 31 ธันวาคม 2566 และกำหนดระยะเวลาชำระคืนเงินกู้เป็นคราว ๆ คราวละไม่เกิน 12 เดือน นับแต่วันที่กู้ แต่ต้องไม่เกินวันที่ 31 มีนาคม 2567

โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ ที่ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการต่อไปจนถึงเดือนกันยายน 2565 เพื่อผลักดันการเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในการแปรรูปยางพาราเป็นผลิตภัณฑ์หรือที่ใช้เป็นส่วนผสมต่างๆ ใช้ในประเทศ ลดการพึ่งพาการส่งออก ช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของราคายาง และบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยาง อย่างไรก็ตามรัฐบาลจะดำเนินการหามาตรการอื่น ๆ เพื่อเร่งให้การช่วยเหลือพี่น้องชาวสาวนยาง ทั้งนี้ ต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่างเกษตรกร/สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบกิจการยาง และหน่วยงานภาครัฐ

(คลิป) ประภัตร พลิกวิกฤติเป็นโอกาสสั่งศึกษาแผนรับมือฮากิบิส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/393219

(คลิป) ประภัตร พลิกวิกฤติเป็นโอกาสสั่งศึกษาแผนรับมือฮากิบิส

วันที่ 13 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
ประภัตร,ญี่ปุ่น,กรุงโตเกียว,ฮากิบิส,พายุฮากิบิส
เปิดอ่าน 108 ครั้ง

ประภัตร พลิกวิกฤติเป็นโอกาส สั่งศึกษาแผนรับมือ ฮากิบิส แนวทางแก้ปัญหาให้กับประชาชนหลังเผชิญภัยธรรมชาติที่รุนแรงของญี่ปุ่น ปรับใช้กับไทย

13 ตุลาคม 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง สถานการณ์ล่าสุดของเหตุการณ์พายุไต้ฝุ่น “ฮากิบิส” ว่า  ตนพร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ 

ที่เดินทางไปประชุมความร่วมมือด้านการเกษตร และการศึกษาดูงานด้านการจัดตั้งตลาดปลา ขององค์การสะพานปลา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของตน ณ ประเทศญี่ปุ่น ยังคงพักที่โรงแรม ณ กรุงโตเกียว เนื่องจากพายุฝนตกหนักต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ทำให้ไม่สามารถเดินทางไปไหนได้  เพราะอาจได้รับความเสี่ยงจากซุปเปอร์ไต้ฝุ่น “ฮากิบิส”  

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่อง ที่คล้ายกับสถานการณ์อุทกภัยในภาคอีสานของประเทศไทยที่ผ่านมา  ซึ่งในส่วนของประเทศไทย ตนมีความพยายามที่จะช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเร่งด่วน ในการนี้ ตนได้สั่งการให้คณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงคณะผู้ติดตามทุกคน ให้ศึกษาแนวทางการเตรียมความพร้อมรับมือพายุไต้ฝุ่น “ฮากิบิส” ของประเทศญี่ปุ่น

รวมถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากพายุที่เกิดขึ้น ทั้งในระยะเร่งด่วน และการช่วยเหลือหลังสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ โดยเฉพาะในส่วนของมาตรการให้ความช่วยเหลือภาคการเกษตรของประเทศญี่ปุ่นว่ามีแนวทางอย่างไร ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์เบื้องต้น  คาดว่านอกจากความเสียหายในด้านสาธารณูปโภคต่าง ๆ แล้ว ในส่วนของพืชผลทางการเกษตรอาจจะได้รับความเสียหายจำนวนมากไม่ต่างจากสถานการณ์อุทกภัยของประเทศไทย

ทั้งนี้จากการเฝ้าติดตามและสังเกตกระบวนการทำงานต่าง ๆ ของประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานราชการ หน่วยงานภาคเอกชน สถานทูตต่าง ๆ  มีการบูรณาการทำงานที่ดีมาก มีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์สำหรับการเตรียมความพร้อมรับมือ ซุปเปอร์ไต้ฝุ่น“ฮากิบิส”ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง อาหารยังชีพในช่วงที่เกิดพายุ มาตรการความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และการให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามคำแนะนำต่าง ๆ ของภาครัฐ

เนื่องจากชาวญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีระเบียบวินัยอย่างมาก ทำให้สามารถประชาชนทุกคนสามารถรับมือกับภัยธรรมชาติต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี โดยไม่มีความตื่นตระหนกกับเหตุการณ์พายุที่เกิดขึ้นมากนัก  ซึ่งในส่วนของหน่วยงานราชการต่าง ๆ และ สถานทูตต่าง ๆ มีการติดต่อประสานงาน ดูแล และอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี ให้ความช่วยเหลือการติดต่อประสานงานด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยทำให้ประชาชนที่เดินทางทุกคนมีความอุ่นใจและเชื่อมั่นในมาตรการเตรียมความพร้อมรับมือพายุ “ฮากิบิส” ของประเทศญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี

“ที่ไหนๆๆ ก็เดินทางมาแล้ว วันนี้ผมและคณะมาเยือนประเทศญี่ปุ่น เพื่อหารือความร่วมมือด้านเกษตรและมาดูตลาดโทยูสุ ที่กรุงโตเกียว  ตอนนี้ผมและคณะทำงานฯ ติดพายุฮากิบิสอยู่ที่โรงแรมฯ  ผมจึงได้สั่งการให้คณะทำงานทุกคนติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการรับมือ การช่วยเหลือ ดูสิว่าญี่ปุ่นเขาทำอย่างไร เพื่อนำข้อมูล ความรู้มาเป็นแบบอย่างในการแก้ปัญหาและวางแผนรับมือภัยธรรมชาติที่ประเทศไทย”

เท่าที่ดู แม้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พบว่า ทางการญี่ปุ่นมีการแจ้งประชาชนให้รับทราบและรับมือในการเตรียมความพร้อมเรื่องต่าง ๆอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น อาหารในการยังชีพ การปฏิบัติตามข้อปฏิบัติต่าง ๆ ขณะนี้ผมได้ให้อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการเกษตร ประจำกรุงโตเกียว ตรวจสอบเบื้องต้นเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการขาดแคลนอาหารเพื่อการบริโภค ไม่ว่าจะเป็น พืช ผัก ผลไม้ ข้าว เพราะหลังสถานการณ์พายุคลี่คลายลงอาหารจะแพงขึ้นมากน้อย  เพื่อที่จะมาพูดคุยหารือกันว่าประเทศไทยจะช่วยญี่ปุ่นได้อย่างไรมากน้อยแค่ไหน” นายประภัตร กล่าว

ขณะนี้ตนและคณะทำงานทุกคนยังคงพักที่โรงแรมในกรุงโตเกียวทุกคนปลอดภัยดี สุขภาพร่างกายแข็งแรงและสภาพจิตใจดีมาก เพราะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี และได้รับกำลังใจจากพี่น้องชาวไทยทุกคนอย่างต่อเนื่อง ตนและคณะจะเดินทางกลับประเทศไทยในวันจันทร์ที่  14 ตุลาคม ซึ่งคาดว่าสถานการณ์พายุน่าจะคลี่คลายลงแล้ว

พลิกที่ส.ป.ก.สู่พืชอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/393218

พลิกที่ส.ป.ก.สู่พืชอินทรีย์

วันที่ 13 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
ธรรมนัส,เกษตรอินทรีย์,เศรษฐกิจพอเพียง,สปก
เปิดอ่าน 38 ครั้ง

เกษตร เล็งขยายผลโครงการนำร่องบริหารจัดการที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงกระบี่ พลิกที่ส.ป.ก.สู่พืชอินทรีย์

13 ตุลาคม 2562 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามความก้าวโครงการนำร่องการบริหารจัดการที่ดินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพีย

ณ บ้านบางเจริญ หมู่ที่ 5 ตำบลนาเหนือ อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ว่า เดิมพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ชื่อป่าเขาแก้ว และป่าควนยิงวัว ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 543 พ.ศ.2516 และพื้นที่บริเวณดังกล่าวกรมป่าไม้ได้ให้บริษัทจิตรธวัชสวนปาล์มจำกัด ใช้ประโยชน์ในการปลูกปาล์มน้ำมันและได้หมดอายุการอนุญาตเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ.2543 ต่อมาเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่ ตำบลเขาเขน ตำบลเขาต่อ อำเภอปลายพระยา และ ตำบลนาเหนือ ตำบลเขาใหญ่ อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน

ทั้งนี้เมื่อปี พ.ศ.2557 ชาวชุมชนตำบลนาเหนือ อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ มีความต้องการแหล่งน้ำชุมชนเพื่อการเกษตรและมีการทำประชาพิจารณ์ของชุมชนผ่านทางองค์การบริหารส่วนตำบลนาเหนือให้มีการของบประมาณจากกรมพัฒนาที่ดิน ผ่านสถานีพัฒนาที่ดินกระบี่และได้ขออนุญาตใช้พื้นที่กับสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดกระบี่ เพื่อก่อสร้างแหล่งน้ำขนาด 77,000 ลูกบาศก์เมตร ดำเนินการในปี 2558 และในปี 2560 ได้วางระบบท่อส่งน้ำความยาว 3,000 เมตร และจัดทำโครงการนำร่องการบริหารจัดการดินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โดยการปรับสภาพพื้นที่และแบ่งเป็นแปลงย่อยขนาด 2 ไร่ จำนวน 60 แปลง รวมพื้นที่ที่ขออนุญาตใช้จากสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดกระบี่ จำนวน 215-0-71 ไร่

ปัจจุบันเกษตรกรและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้ ทำให้มีขวัญ และกำลังใจที่จะพัฒนา สั่งสมความรู้ ความสามารถในการประกอบอาชีพของตนจนเกิดความชำนาญ เกษตรกรมีความสุขที่จะผลิตอาหารที่มีความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค เสริมสร้างประเพณีวัฒนธรรมการอยู่อย่างพึ่งพาอาศัยกันของคนในชุมชน

ซึ่งเป็นวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของสังคมไทยให้กลับคืนมา เป็นแปลงต้นแบบการบริหารจัดการดินและน้ำตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้และขยายผลสู่เกษตรกรในพื้นที่อื่นๆ นำไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ต่อไป 

อย่างไรก็ตามการดำเนินงานในระยะต่อไป จะขยายผลพื้นที่ต้นแบบดังกล่าว เพิ่มจำนวนเกษตรกรที่ร่วมโครงการ และส่งเสริมให้พื้นที่ทั้งหมดกลายเป็นจุดเรียนรู้ ให้กับกลุ่มเกษตรกรและผู้สนใจมาศึกษาดูงาน โดยส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรวางระบบการปลูกพืช มีการกำหนดชนิดพืช ช่วงเวลาการเพาะปลูก และเก็บเกี่ยวผลผลิต อย่างถูกต้องและเหมาะสมตามความต้องการของตลาด ส่งเสริม/สนับสนุนและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่กลุ่มสมาชิกเกษตรกรผู้ร่วมโครงการด้านการผลิตพืชอาหารปลอดภัย เพื่อก้าวไปสู่การผลิตพืชอินทรีย์อย่างเต็มรูปแบบ

รวมทั้งมีการจัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเกษตรกรในพื้นที่ต้นแบบฯ และพื้นที่อื่นๆ จัดทำเป็นสถานที่ศึกษาดูงาน “ต้นแบบการจัดการดินและน้ำตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อขยายผลไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไปด้วย” รมช.ธรรมนัส กล่าว