เลขาฯทส.ชงปลุกกระแส “หยุดปล่อยก๊าซเรือนกระจก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/389960

เลขาฯทส.ชงปลุกกระแส “หยุดปล่อยก๊าซเรือนกระจก”

วันที่ 23 กันยายน 2562 – 16:26 น.
ทส,เรือนกระจก
เปิดอ่าน 21 ครั้ง

เลขานุการ รัฐมนตรี ทส.ชงปลุกกระแส “หยุดปล่อยก๊าซเรือนกระจก”

             “ธเนศพล” ชงปลุกกระแส “หยุดปล่อยก๊าซเรือนกระจก” ตัวการภัยพิบัติทางธรรมชาติ พร้อมสั่งศึกษาออกกฎหมาย “ลดโลกร้อน” รับมือเป็นการเฉพาะ มอบ อบก. หัวหอกปลุกพลังความร่วมมือ ภาครัฐ-เอกชน- ประชาชนตื่นตัวเหมือน “ขยะพลาสติก”

             นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่าจากนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ที่เน้นสร้างการมีส่วนร่วม และการบูรณาการระหว่างหน่วยงานทั้งภายในและนอก  เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและผลกระทบของ “ก๊าซเรือนกระจก” ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้อุณหภูมิโลกเฉลี่ยสูงขึ้น ส่งผลต่อระบบนิเวศทางธรรมชาติ และเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดภัยพิบัติต่าง ๆ เช่น พายุ น้ำท่วม และ ภัยแล้งฉับพลันและรุนแรงจะเห็นได้จาก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ภาคเหนือ ที่ในช่วง 1-2 เดือนก่อนที่เผชิญปัญหาภัยแล้ง แต่เพียงเดือนเศษกลับประสบปัญหาน้ำท่วมฉับพลัน

“ดังนั้น เพื่อให้เกิดการแก้ไขและพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนนั้นตามนโยบายของท่านรัฐมนตรีฯ จึงต้องเร่งสร้างกระแสให้เกิดการตื่นตัวในการร่วมมือกัน “ลดก๊าซเรือนกระจก” ให้เหมือนกับการลดปัญหา “ขยะพลาสติก” ที่ส่งผลร้ายต่อสัตว์ทะเลและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  โดยต้องร่วมมือกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และ ภาคประชาชน ให้ร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกรูปแบบทั้งในรูปแบบทั้ง “กึ่งบังคับ” และ “สมัครใจ”

ทั้งนี้ ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการโดยเฉพาะความร่วมมือกับผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม ตัวอย่างเช่น โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ต้องส่งเสริมสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมนำนวัตกรรม และ เทคโนโลยีอันทันสมัยมาร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งด้านการใช้วัสดุ หรือ พลังงานสะอาด เพื่อนำไปสู่การเป็น Low Carbon City  ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ประเทศไทยต้องดำเนินการ เพราะได้ให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change) หรือ อนุสัญญา UNFCCC ปัจจุบันมีประเทศเข้าร่วมกว่า 196 ประเทศทั่วโลก ร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะภาวะอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นย่อมเกิดอันตรายต่อระบบนิเวศ และความเป็นอยู่ของประชาชน ตัวอย่างเช่น  ธารน้ำแข็งขั้วโลกกำลังละลายทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น หรือ อุ่นขึ้น ส่งผลต่อระบบนิเวศทางทะเลเปลี่ยนแปลงไปอาจทำให้สัตว์หรือปะการังทะเลได้รับอันตรายและเสียหาย รวมถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้นยังส่งผลร้ายต่อความหลากหลายทางชีวภาพสัตว์ หรือ พืชสายพันธุ์ต่างๆ ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อีกด้วย

นายธเนศพล กล่าวอีกว่า ได้มอบหมายให้หน่วยงานภายใต้กำกับกระทรวงฯ คือ “องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)” หรือ อบก. รับผิดชอบหลักเรื่องการรณรงค์ลดก๊าซเรือนกระจกผ่านการสร้างความร่วมมือต่อภาคเอกชนและสร้างการรับรู้แก่ภาคประชาชน พร้อมกับเร่งผลักดัน “เชิงกฎหมาย” เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เช่น ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด  หรือ การลดผลกระทบฝุ่นผลกระทบขนาดเล็ก หรือ PM2.5 ตัวการสำคัญของปัญหาก๊าซเรือนกระจก แนวทางการรับมือสถานการณ์หมอกควันจากไฟไหม้ป่าบนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ที่ปกคลุมในหลายพื้นที่ของภาคใต้ยังคงวิกฤต โดยเฉพาะที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ณ ขณะนี้

“ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเตรียมศึกษาข้อกฎหมายจากประสบการณ์ในต่างประเทศประกอบการพิจารณาให้สอดคล้องกับสภาพประเทศไทย เพราะ “กฎหมายลดก๊าซเรือนกระจก” จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะบังคับใช้เพื่อให้การดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศมีความเข้มข้นมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่ต้องมีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ การสร้างความตระหนักในสังคม และในระดับนโยบาย ควรมีการทำงานที่เชื่อมโยงกันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม ต้องดำเนินยุทธศาสตร์ด้านการลดโลกร้อนอย่างจริงจัง ตลอดจนภาคประชาชนที่ต้องร่วมแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมที่พิสูจน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเชื่อว่าหากภาคส่วนต่างๆ ร่วมใจกัน ก็จะเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถลดก๊าซเรือนกระจก และขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไปสู่ระบบเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างยั่งยืน”

รมว.เกษตรฯสั่งกรมชลฯเร่งระบายน้ำลงโขง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/389879

รมว.เกษตรฯสั่งกรมชลฯเร่งระบายน้ำลงโขง

วันที่ 22 กันยายน 2562 – 17:50 น.
กรมชล,น้ำท่วมอุบล
เปิดอ่าน 144 ครั้ง

รมว.เกษตรฯสั่งกรมชลฯเร่งระบายน้ำลงโขง

             รมว.เกษตรฯ สั่งการให้กรมชลประทานเร่งระบายน้ำลงโขง เพิ่มเครื่องผลักดันน้ำ  สร้างระบบท่อระบายน้ำอ้อม 2 แก่ง พร้อมสำรวจพื้นที่สร้างแก้มลิง ใช้หน่วงน้ำและกักเก็บไว้ใช้ฤดูแล้ง ขีดเส้น 29 ก.ย.นี้เข้าสู่ภาวะปกติ

นายเฉลิมชัย  ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ตรวจราชการ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ และการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยหลังน้ำลดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จ.อุบลราชธานีว่า  ขณะนี้ปริมาณน้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะจ.อุบลราชธานี ได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง  โดยได้สั่งการให้กรมชลประทานหาแนวทางในการเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขงโดยให้เร็วขึ้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ  ซึ่งได้มีการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในลำน้ำมูลเพิ่มขึ้นรวม 300 เครื่อง โดยติดตั้งที่ อำเภอพิบูลมังสาหาร 100 เครื่อง และที่อำเภอโขงเจียมอีก 200 เครื่อง ทำให้น้ำไหลลงแม่น้ำโขงเร็วขึ้นประมาณ 30%

อย่างไรก็ตามในการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขง มีอุปสรรคสำคัญคือ มีแก่งสะพือ และแก่งตะนะ  กีดขวางการระบายน้ำ  ซึ่งได้ให้กรมชลประทานหาแนวทางในการแก้ปัญหาดังกล่าว  โดยในระยะเร่งด่วนอาจจะต้องทำระบบท่อระบายน้ำอ้อมแก่งทั้ง 2 แห่งมีความยาวประมาณแห่งละ 2 กิโลเมตร เพื่อเร่งการระบายน้ำ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อแก่งและสิ่งแวดล้อม ส่วนในระยะยาวจะต้องศึกษาการผันน้ำชี และน้ำมูล  ลงสู่แม่น้ำโขงโดยตรง เพืิ่อตัดยอดน้ำส่วนหนึ่งไม่ให้ไหลผ่าน อ.เมือง และอ. วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี  ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงท่ีจะเกิดปัญหาน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้กรมชลประทานและจ.อุบลราชธานี ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจพื้นที่ที่จะทำเป็นแก้มลิงธรรมชาติ โดยเฉพาะที่ลุ่มต่ำ ถ้าหากเป็นที่สาธารณะก็ให้ปรับปรุงเป็นแก้มลิงเพื่อใช้หน่วงน้ำและกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง  แต่ถ้าเป็นที่เอกชนก็ให้เจรจาหาทางออกที่ดีที่สุด  หากเอกชนยินยอมที่จะให้ใช้เป็นแก้มลิง อาจจะส่งเสริมการเลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง ในพื้นทีี่แก้มลิง เพื่อเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้คาดว่า สถานการณ์น้ำท่วมจะเข้าสู่ภาวะปกติภายในวันที่ 29 กันยายน 2562 อย่างแน่นอน หลังจากนั้นก็จะดำเนินการฟื้นฟู ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่  ส่วนพื้นที่ที่แอ่งไม่สามารถระบายน้ำออกได้  ก็จะดำเนินการสูบน้ำออกทั้งหมด ซึ่งได้เตรียมเครื่องสูบน้ำไว้แล้วประมาณ 100 เครื่อง

“เฉลิมชัย” ลงพื้นที่น้ำท่วมอุบลสำรวจความเสียหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/389850

“เฉลิมชัย” ลงพื้นที่น้ำท่วมอุบลสำรวจความเสียหาย

วันที่ 22 กันยายน 2562 – 14:43 น.
เฉลิมชัย,น้ำท่วมอุบล
เปิดอ่าน 106 ครั้ง

“เฉลิมชัย” ลงพื้นที่น้ำท่วมอุบลสำรวจความเสียหาย พร้อมเร่งรัดการจ่ายเงินใน90วัน

“เฉลิมชัย” ลงพื้นที่น้ำท่วมอุบลราชธานี สำรวจความเสียหาย พร้อมเร่งรัดการจ่ายเงินทดรองราชการ ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ภายใน 90 วันนับแต่วันที่เกิดภัย

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำ ณ จ.อุบลราชธานี ว่า ในวันนี้ได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำ ซึ่งปัจจุบันจังหวัดอุบลราชธานี มีปริมาณน้ำฝนสะสม ตั้งแต่ปี 2562 ถึงปัจจุบัน 1,547.60 มิลลิเมตร น้อยกว่าปีที่แล้ว 0.26% (ฝนสะสมเฉลี่ย 30 ปี คือ 1,581.70 มิลลิเมตร) โดยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ได้แก่ เขื่อนสิรินธร มีความจุที่ระดับเก็บกัก 1,966.47 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 1,842.34 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็น 93.69%) ปริมาณน้ำใช้การ 1,010.96 ล้าน ลบ.ม. (มากกว่าปีที่แล้วคิดเป็น 38.03%) และเขื่อนปากมูล มีความจุที่ระดับเก็บกัก 225.00 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 40.03 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็น 17.79%) ปริมาณน้ำระบาย 576.83 ล้าน ลบ.ม./วัน และสำหรับอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง มีจำนวน 13 อ่าง ความจุที่ระดับเก็บกักรวม 130.02 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 132.80 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็น 102.13%) มากกว่าปีที่แล้วคิดเป็น 38.35 %

             ทั้งนี้ จังหวัดอุบลราชธานีมีฝนตกหนักและหนักมาก ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2562 ถึงปัจจุบัน มีผลกระทบต่อเกษตรกร ได้แก่ 1) ด้านพืช มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจำนวน 639,556 ไร่ โดยแบ่งเป็น ข้าว 532,945 ไร่ พืชไร่ 97,708 ไร่ และพืชสวนและอื่น ๆ 8,903 ไร่ เกษตรกรจำนวน 83,346 ราย 2) ด้านปศุสัตว์ เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ได้รับผลกระทบ จำนวน 5,323 ราย โดยจำแนกเป็นรายชนิดสัตว์ ได้แก่ โค 11,588 ตัว กระบือ 4,325 ตัว สุกร 311 ตัว แพะ 20 ตัว สัตว์ปีก 50,285 ตัว และ แปลงหญ้าอาหารสัตว์ 34 ไร่ 3) ด้านประมง เกษตรกรประมงได้รับผลกระทบ จำนวน 4,990 ราย พื้นที่ได้รับผลกระทบ 6,561 ไร่ กระชัง 18,080 ตรม. ประมาณการมูลค่าความเสียหาย 41,221,559.50 บาท

สำหรับผลกระทบด้านการเกษตร จำนวน 25 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เพชรบูรณ์ แพร่ น่าน พิจิตร พิษณุโลก แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง สุโขทัย อุตรดิตถ์ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครพนม มหาสารคาม ยโสธร มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สกลนคร หนองคาย อำนาจเจริญ อุดรธานี อุบลราชธานี และจังหวัดกระบี่ จำแนกเป็น ด้านพืช 24 จังหวัด เกษตรกร 536,939 ราย พื้นที่คาดว่าจะเสียหาย 3,361,168 ไร่ มีพื้นที่เสียหายสิ้นเชิง 501,886 ไร่ แบ่งเป็นข้าว 490,644 ไร่ พืชไร่ 10,516 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 726 ไร่ คิดเป็นวงเงิน 559.36 ล้านบาท ด้านประมง 24 จังหวัด เกษตรกร 30,369 ราย พื้นที่เลี้ยงสัตว์น้ำคาดว่าจะเสียหาย 30,773 ไร่ มีพื้นที่เสียหายสิ้นเชิงรวม 2,433 ไร่ คิดเป็นวงเงิน 39.39 ล้านบาท และด้านปศุสัตว์ 17 จังหวัด เกษตรกร 46,180 ราย สัตว์ที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัย 1,864,520 ตัว

อย่างไรก็ตาม นายฉลิมชัยเผยอีกว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการตามแนวทางมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยในระยะเร่งด่วน โดยมอบหมายส่วนราชการในสังกัด เช่น กรมชลประทาน บริหารจัดการน้ำหลาก น้ำท่วม น้ำล้นตลิ่ง ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 102 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 342 เครื่อง เครื่องจักรกลอื่น ๆ กรมปศุสัตว์ แจกจ่ายพืชอาหารสัตว์ 15 จังหวัด 840,700 กิโลกรัม อาหารสัตว์อื่น ๆ 18,200 กิโลกรัม ถุงยังชีพสำหรับสัตว์ 979 ถุง อพยพสัตว์ 114,604 ตัว สร้างเสริมสุขภาพสัตว์ 27,080 ตัว กรมประมง สนับสนุนเรือตรวจการประมงน้ำจืด 21 ลำ พร้อมเจ้าหน้าที่ 90 นาย ลำเลียงผู้ป่วย อพยพประชาชน สนับสนุนพื้นที่ประสบอุทกภัย 15 จังหวัด 866,800 กิโลกรัม สนับสนุนอาหารสัตว์ (อาหารอื่นๆ) 18,200 กิโลกรัม สนับสนุนถุงยังชีพสำหรับสัตว์ 1,279 ถุง และอพยพสัตว์ 117,465 ตัว สร้างเสริมสุขภาพสัตว์ 33,392 ตัว นอกจากนี้ ยังเร่งให้สำรวจความเสียหาย เพื่อเร่งรัดการจ่ายเงินทดรองราชการ ตามระเบียบก.คลัง ภายใน 90 วันนับแต่วันที่เกิดภัย

ภูเก็ต ประสบสภาวะฝนทิ้งช่วง หวั่นน้ำอุปโภค-บริโภคไม่เพียงพอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/389759

ภูเก็ต ประสบสภาวะฝนทิ้งช่วง หวั่นน้ำอุปโภค-บริโภคไม่เพียงพอ

วันที่ 21 กันยายน 2562 – 18:56 น.
ฝนหลวง
เปิดอ่าน 21 ครั้ง

ภูเก็ต ประสบสภาวะฝนทิ้งช่วง หวั่นน้ำอุปโภค-บริโภค ไม่เพียงพอ ขอให้ช่วยกันประหยัด

ภูเก็ต ประสบสภาวะฝนทิ้งช่วง หวั่นน้ำอุปโภค-บริโภค ไม่เพียงพอ ขอให้ช่วยกันประหยัด หลังขึ้นเฮลิคอปเตอร์กรมฝนหลวงบินสำราจ อ่างเก็บน้ำหลักในจังหวัดภูเก็ตทั้ง 3 แห่ง

   นางสาวอัจฉริยา จันทรวงศ์ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า ขณะนี้จังหวัดภูเก็ต ได้ประสบสภาวะฝนทิ้งช่วง ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ 3 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำบางเหนียวดำ อ่างเก็บน้ำบางวาด และอ่างเก็บน้ำคลองกะทะ ซึ่งอ่างเก็บน้ำทั้ง 3 แห่ง เป็นอ่างเก็บน้ำที่ใช้ในการผลิตน้ำประปา เพื่อการอุปโภค-บริโภคของจังหวัดภูเก็ต มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเหลือน้อย อาจไม่เพียงพอในช่วงฤดูแล้งที่จะมาถึง ทางสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดภูเก็ต จึงได้ประสานขอความอนุเคราะห์ทางกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดทำฝนเทียม เพื่อเป็นการเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำ เอาไว้สำหรับเป็นน้ำต้นทุนในการผลิตน้ำประปา เพื่อการอุปโภค-บริโภค ของจังหวัดภูเก็ต ตลอดช่วงฤดูแล้งที่จะมาถึง

โดยในวันที่ 21 ก.ย.2562 นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย นางสาวอัจฉริยา จันทรวงศ์ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดภูเก็ต และนายแทนไทร์ พลหาญ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ ร่วมขึ้นเฮลิคอปเตอร์ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร บินสำราจ อ่างเก็บน้ำหลัก ในจังหวัดภูเก็ตทั้ง 3 แห่ง
จากการบินสำรวจในครั้งนี้ พบว่าช่วงตลอดระยะเวลา 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ได้มีการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ทำให้น้ำในอ่างเก็บน้ำ ทั้ง 3 แห่ง มีปริมาณเพิ่มขึ้น แต่ยังคงมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอ โดยทางศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ จะดำเนินการปรับรูปแบบการบิน เพื่อให้ฝนตกลงพื้นที่เป้าหมายให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ขอให้พี่น้องชาวภูเก็ต และนักท่องเที่ยว ใช้น้ำกันอย่างประหยัดและรู้คุณค่า ให้มากที่สุด

‘วีรศักดิ์’ เตรียมนำทัพลงใต้ ดันสหกรณ์ไทยบุกตลาดต่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/389042

‘วีรศักดิ์’ เตรียมนำทัพลงใต้ ดันสหกรณ์ไทยบุกตลาดต่างประเทศ

วันที่ 17 กันยายน 2562 – 18:18 น.
กรมเจรจา
เปิดอ่าน 18 ครั้ง

‘วีรศักดิ์’ เตรียมนำทัพลงใต้ ดันสหกรณ์ไทยใช้เอฟทีเอบุกตลาดต่างประเทศ

‘รมช.พาณิชย์’ เตรียมนำทัพกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จับมือกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรและกลุ่มสหกรณ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผลักดันนโยบายให้สหกรณ์และเกษตรกรใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ สร้างแต้มต่อส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะเงาะและกล้วยหอม พร้อมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอบุกตลาดต่างประเทศ

               นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จะเดินทางลงพื้นที่พบปะเกษตรกรและกลุ่มสหกรณ์ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างวันที่ 19-20 กันยายน 2562 เพื่อผลักดันนโยบายให้สหกรณ์และเกษตรกรใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ โดยวันที่ 19 กันยายน 2562 จะนำคณะลงพื้นที่พบปะเกษตรกร และสหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร จำกัด อำเภอบ้านนาสาร ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมผลไม้ของสมาชิกสหกรณ์ โดยเฉพาะเงาะและกล้วยหอม ไปตลาดต่างประเทศ

อาทิ อาเซียนและจีน พร้อมทั้งลงพื้นที่พบปะสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มแม่น้ำท่าทอง จำกัด อำเภอกาญจนดิษฐ์ ที่เป็นแหล่งผลิตกุ้งขาวแวนนาไม จำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีตลาดหลัก คือ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น แคนนาดา และสหภาพยุโรป สำหรับวันที่ 20 กันยายน 2562 จะเป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “พัฒนาความพร้อมทางการค้าของสหกรณ์ไทยสู่การค้าเสรี” ณ โรงแรมไดมอนด์ พลาซ่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้กับสมาชิกสหกรณ์ และเกษตรกร 5 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ชุมพร กระบี่ และพังงา เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี เปิดตลาดสินค้าของสหกรณ์ไทยสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงและแน่นอนให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวเสริมว่า หลังจากได้รับนโยบายจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการหาตลาดและกระจายสินค้าในภูมิภาคของไทยไปต่างประเทศ โดยใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ จึงได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ดำเนินโครงการ “พัฒนาความพร้อมทางการค้าของสหกรณ์ไทยสู่การค้าเสรี” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคของไทยสู่สากล และช่วยสร้างแต้มต่อในการส่งออกสินค้าเกษตรในพื้นที่สู่ตลาดต่างประเทศ

นางอรมน เพิ่มเติมว่า การดำเนินโครงการครั้งนี้ จะช่วยให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรได้ใช้เอฟทีเอสร้างโอกาสทางการค้าและขยายตลาดไปต่างประเทศ รวมทั้งพัฒนาคุณภาพและยกระดับมาตรฐานสินค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสหกรณ์ โดยเฉพาะสหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร จำกัด ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมผลไม้ อาทิ เงาะและกล้วยหอม ไปตลาดต่างประเทศ เช่น อาเซียนและจีน เป็นต้น ซึ่งไม่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่จากไทยแล้ว ภายใต้ข้อตกลงร่วมกันในเอฟทีเอ โดยส่งกระจายให้ร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าในประเทศ และส่งออกไปต่างประเทศ โดยส่งออกเงาะไปจีน มาเลเซีย และสิงคโปร์ และส่งออกกล้วยหอมไปญี่ปุ่น สำหรับสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มแม่น้ำท่าทอง จำกัด ยังมีแผนสร้างห้องเย็นเพื่อแปรรูปกุ้งเพิ่มมูลค่าสินค้า และลดต้นทุนการผลิต เตรียมส่งออกไปยังต่างประเทศ พร้อมทั้งมีแผนจัดแสดงสินค้าที่จีนและญี่ปุ่น เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายอีกด้วย

ทั้งนี้ ในงานสัมมนาฯ จะมีการเสวนาหัวข้อ “ติดอาวุธสหกรณ์ไทยใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ” และ “ยกระดับการแข่งขันสหกรณ์ไทย ให้ก้าวไกลในโลกการค้าเสรี” และจะนำทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าและการตลาดมาวิเคราะห์สินค้า และแนะนำตลาดส่งออกที่เหมาะสมให้กับสหกรณ์ ซึ่งมั่นใจว่าการดำเนินโครงการครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์แก่สหกรณ์ และเกษตรกร ได้เห็นช่องทางการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอที่ไทยทำกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอาเซียนและจีน

สทนช.ชี้เป้า12อำเภอเสี่ยงน้ำท่วมละลอกใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/389030

สทนช.ชี้เป้า12อำเภอเสี่ยงน้ำท่วมละลอกใหม่

วันที่ 17 กันยายน 2562 – 17:59 น.
สทนช
เปิดอ่าน 61 ครั้ง

สทนช.ชี้เป้า12อำเภอเสี่ยงน้ำท่วมละลอกใหม่

               สทนช.ประเมินฝนหลังอุตุคาดการณ์ ชี้ส่งผลดีน้ำเขื่อนน้อยบริเวณภาคเหนือ-กลาง แต่ยังต้องเฝ้าระวังแหล่งน้ำมากภาคตะวันตกและใต้ฝั่งตะวันตก แจ้งหน่วยจัดการน้ำปรับแผนรับมือ พร้อมเตือน 12 อำเภอ ภาคตะวันออก ตะวันตก และภาคใต้ตอนบนเสี่ยงท่วม  ยังมั่นใจปีนี้ลุ่มเจ้าพระยาพ้นท่วม ด้านโซนอีสานอาจมีฝนประปรายเน้นแผนเร่งระบายออกสู่แม่น้ำโขงเร่งด่วน พร้อมแจ้งกัมพูชา-เวียดนามรับทราบสถานการณ์น้ำระบายน้ำมูลลงโขง

      ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ว่า ในช่วงวันที่ 18 – 21 ก.ย. 62 ร่องมรสุมจะเลื่อนขึ้นมาพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศกัมพูชา ทำให้ภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางมีฝนเพิ่มขึ้นกับมีฝนตกหนักบางแห่ง     จะส่งผลดีที่จะเพิ่มปริมาณน้ำในแหล่งน้ำภาคเหนือและภาคกลางที่ยังมีปริมาณน้ำน้อย เช่น เขื่อนป่าสักฯ เขื่อนกระเสียว   ทับเสลา เป็นต้น  ส่วนพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาจากการเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำไม่น่าเป็นห่วงน้ำใน 4 เขื่อนหลักของลุ่มเจ้าพระยา คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์  เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนฯ  และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ฯ ยังสามารถรองน้ำได้อีกจำนวนมาก รวมทั้งแก้มลิงธรรมชาติที่เตรียมไว้รองน้ำปริมาณน้ำฝนที่ตกท้ายเขื่อน สถานการณ์ในปัจจุบันยังถือว่าปกติ โดยปัจจุบันท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลดการระบายน้ำลด 700 ลบ.ม./วินาที และช่วงบ่ายวันนี้จะลดลงเหลือ 650 ลบ.ม./วินาที

อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีพื้นที่เฝ้าระวังที่ร่องมรสุมจะมีผลต่อพื้นที่ภาคตะวันตก  ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออก  ซึ่งจะทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ดังกล่าว โดยได้เน้นย้ำกรมชลประทาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตควบคุมการบริหารจัดการน้ำใน 2 เขื่อนใหญ่ คือ เขื่อนแก่งกระจาน และเขื่อนปราณบุรี  ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด ซึ่งคาดว่าจะมีในฝนตกหนักในช่วงปลายสัปดาห์นี้เป็นต้นไป และจะมีน้ำไหลเข้าเขื่อนค่อนข้างมาก รวมถึงพื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดภาวะน้ำท่วมระลอกใหม่ในระยะ 3 วันนี้ ในพื้นที่ 12 อำเภอ 6 จังหวัด ได้แก่ อ.ขลุง จ.จันทบุรี อ.คลองใหญ่ อ.บ่อไร่ อ.เกาะช้าง จ.ตราด อ.เมือง อ.กระบุรี จ.ระนอง อ.ท่ายาง อ.เมือง อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี และ อ.บางสะพาน อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์     อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ซึ่งได้แจ้งต่อที่ประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือและการแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงกับภัยธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้นได้

สำหรับสถานการณ์อุทกภัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะนี้ยังมีพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วมอยู่ 10 จังหวัด แต่มีพื้นที่ที่น้ำท่วมค่อนข้างรุนแรง 4 จังหวัด คือ ร้อยเอ็ด  ยโสธร  ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด และจากการเฝ้าระวัง ติดตามข้อมูลพบว่า ยังมีฝนตกในพื้นที่แต่มีปริมาณที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งปัจจุบันยังมีมวลน้ำอยู่ประมาณ 2,100 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งที่ผ่านมา สทนช. ได้ประสานให้หน่วยงานบริหารจัดการโดยการหน่วงน้ำไว้ในอ่างเก็บน้ำให้มากที่สุด  โดยเฉพาะที่เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์  ได้หยุดปล่อยน้ำเพื่อไม่ให้ปริมาณน้ำในพื้นที่เหนือเขื่อนไหลลงมาสมทบปริมาณน้ำที่ท่วมอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาเขื่อนลำปาวมีส่วนสำคัญที่ช่วยลดปริมาณน้ำท่วม หากไม่มีเขื่อนลำปาว ปริมาณอีกกว่า 1,000 ล้าน ลบ.ม. จะไหลลงมาท่วมในพื้นที่ 4 จังหวัดดังกล่าวรุนแรงกว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ สาเหตุหลักที่ส่งผลให้ จ.อุบลราชธานีประสบปัญหาน้ำท่วมมี 3 ปัจจัยหลัก คือ 1. น้ำมาจากลำน้ำชี 50% เพราะมีการเร่งระบายน้ำจากที่เกิดฝนตกหนักใน จ.ขอนแก่น กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด แม้ว่าเขื่อนลำปาวจะเก็บน้ำกว่า     1,000 ล้าน ลบ.ม. ก็ตาม และมีลำน้ำยังซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของลำน้ำชีแต่ไม่มีแหล่งเก็บน้ำ โดยแนวทางที่ต้องทบทวนระยะสั้น คือ ใช้ประตูน้ำในลำน้ำชีที่มีหรี่บานลงเพื่อหน่วงน้ำก่อน ส่วนในระยะกลางจะเร่งดำเนินการโครงการก่อสร้างทางผันน้ำชีตอนล่าง พร้อมอาคารประกอบ อ.เขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี งบประมาณ 310 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขุดลอกคลองเชื่อมต่อแนวตะวันตก – ออก เพื่อดึงน้ำออกจากลำน้ำชี – ยัง โดยขณะนี้โครงการสำรวจออกแบบแล้ว สามารถดำเนินการได้ในปี’63 โดยร่วมกันระหว่างกรมชลประทาน และทหาร 2. ปริมาณส่วนที่เหลือ 25% มาจากลำน้ำมูล และลำเซบาย 25%  ซึ่งไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำเช่นเดียวกัน แนวทางเร่งด่วน คือ ต้องอั้นน้ำบางส่วนจากประตูน้ำในลำน้ำมูล และทยอยเร่งระบายน้ำออกทางแม่น้ำโขงทางเดียว 3. แม่น้ำมูลจากจังหวัดอุบลราชธานี ถึงโขงเจียมจะมีแก่งสะพือ ที่สภาพของหินในแก่งกีดขวางทางน้ำที่จะระบายลงสู่แม่น้ำโขงต้องระดมเครื่องผลักดันน้ำกว่า 260 เครื่อง ติดตั้งในแม่น้ำมูลเพื่อผลักดันน้ำออกให้เร็วที่สุด        แต่เนื่องจากมวลน้ำค่อนข้างมากจึงต้องใช้ระยะเวลาในการระบายคาดว่าอีกประมาณ 20 – 25 วัน ดังนั้น แผนระยะต่อไปจึงต้องศึกษาทางผันน้ำอ้อมแก่งสะพือเพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขงได้รวดเร็วขึ้นโดยเร่งด่วนต่อไป

ดร.สมเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากการจัดการน้ำในประเทศแล้ว เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมายังมีการหารือถึงการจัดการแม่น้ำระหว่างเทศ คือ แม่น้ำโขง ซึ่งได้มีการวิเคราะห์ตรงกันในสมาชิกลุ่มน้ำโขงทั้งหมดว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศปัจจุบัน ( climate change) ส่งผลกระทบกับการเปลี่ยนแปลงสภาพฝนค่อนข้างมาก คือ ตกในระยะเวลาสั้นและปริมาณที่ตกมาก ทำให้การเตรียมตัวบอกประชาชนสั้นลง ดังนั้น สิ่งที่ต้องพิจารณาทบทวนใหม่ในเรื่องการจัดการข้อมูลน้ำ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่ง สทนช. ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการลุ่มน้ำโขงฝ่ายไทยได้มีหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการไปยังประเทศกัมพูชาและเวียดนาม ที่เป็นประเทศท้ายน้ำว่า ปริมาณน้ำที่ไหลออกจากแม่น้ำมูลและระบายลงสู่แม่น้ำโขงเกิดจากปริมาณฝนตกสะสมไม่ใช่การระบายน้ำจากเขื่อน

สทนช. ชี้กระบวนการ SEA ช่วยแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำชีอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/389028

สทนช. ชี้กระบวนการ SEA ช่วยแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำชีอย่างยั่งยืน

วันที่ 17 กันยายน 2562 – 17:54 น.
สทนช
เปิดอ่าน 31 ครั้ง

สทนช. ชี้กระบวนการ SEA ช่วยแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำชีอย่างยั่งยืน 

สทนช. นำกระบวนการ SEA การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ ใช้วางแผนงาน เพื่อแก้ปัญหาน้ำให้กับพื้นที่ลุ่มน้ำชีในทุกมิติ ช่วยสร้างความสมดุลในการพัฒนาเศรษฐกิจและรักษาสิ่งแวดล้อม เสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน
เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้กล่าวภายหลังการลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและโครงการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์พื้นที่ลุ่มน้ำชี ณ เขื่อนอุบลรัตน์ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ว่า “ลุ่มน้ำชี” เป็นลุ่มน้ำที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครอบคลุมพื้นที่ 49,130 ตารางกิโลเมตร รวม 13 จังหวัด มีประชากรราว 5,953,334 คน มีปริมาณฝนรายปีเฉลี่ย 1,188 มิลลิเมตร และปริมาณน้ำท่าเฉลี่ย 11,994 ล้าน ลบ.ม. สามารถเก็บกักน้ำได้เพียง 5,687 ล้าน ลบ.ม.

                    ขณะที่ความต้องการน้ำทุกภาคส่วนอยู่ที่ 5,849 ล้าน ลบ.ม. ส่งผลกระทบด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม      ที่เกิดขึ้นซ้ำซาก เนื่องจากลุ่มน้ำชีมีพื้นที่การเกษตร 20.44 ล้านไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่การเกษตรขนาดใหญ่ของประเทศ แต่ปริมาณน้ำกลับไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก อีกทั้ง ลำน้ำมีขนาดเล็ก ในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายน ที่มักเกิดน้ำหลาก ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่มากเกินความจุลำน้ำ ไหลเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนของประชาชน นอกจากนี้ พื้นที่การเกษตรในลุ่มน้ำชีมากกว่าร้อยละ 50 เป็นพื้นที่ดอนที่อยู่ในเขตดินแห้งและมีฝนตกน้อย รวมถึงพื้นที่บางแห่งเป็นดินเค็ม ไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้
ในส่วนของคุณภาพน้ำของลำน้ำสาขาของลุ่มน้ำชี มีปริมาณน้ำเสียในระดับสูง ได้แก่ ลำน้ำปาวตอนบน ลำน้ำยัง และลำน้ำเชิญ เนื่องจากมีการใช้ปุ๋ยและสารเคมีจำนวนมาก รวมทั้งน้ำเสียจากพื้นที่ชุมชน น้ำเสียจากการเลี้ยงปลากระชัง น้ำเสียจากน้ำทิ้งของโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่อำเภออุบลรัตน์และอำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น นอกจากนี้ พื้นที่ป่าไม้ที่มีเพียงร้อยละ 16.58 ซึ่งเป็นสัดส่วนค่อนข้างน้อย มักมีการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำจากกิจกรรมท่องเที่ยวและทำการเกษตรด้วย
สำหรับแนวคิดของการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment หรือ SEA) เป็นกระบวนการที่หน่วยงานด้านนโยบายใช้การคาดการณ์ผลกระทบอันเกิดจากแผนงานต่างๆ โดยคำนึงถึงปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกับปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และปัจจัยอื่นๆ รวมทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้สาธารณชนมีส่วนร่วมในการพิจารณาแผนงานให้เหมาะสมกับการพัฒนาในพื้นที่ของตนเอง เพื่อร่วมหาทางเลือกที่ดีที่สุด เกิดการพัฒนาร่วมกันในทุกมิติ   ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำ เสริมสร้างคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับประชาชนได้อย่างยั่งยืน
“สทนช. ได้เดินหน้าตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ซึ่งเป็นกรอบใหญ่และแผนงานตามแนวทางพัฒนาลุ่มน้ำแบบบูรณาการระดับยุทธศาสตร์ (SIDP) พื้นที่ลุ่มน้ำชี ที่จะสอดรับกับ SEA หรือกระบวนการที่ใช้สําหรับการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ สามารถช่วยสนับสนุนการตัดสินใจที่เหมาะสมจากมุมมองทางด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของการพัฒนาในทุกมิติ ทำให้สามารถกำหนดทิศทางการพัฒนาระดับพื้นที่ได้ชัดเจน ตรงกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ และที่สำคัญมีรูปแบบทางเลือกการพัฒนาและแผนงาน เพื่อประกอบการตัดสินใจของหน่วยงานระดับนโยบายได้” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

‘เฉลิมชัย’โยนนายกฯตัดสินใจซื้อเครื่องบินฝนหลวงใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443009

'เฉลิมชัย'โยนนายกฯตัดสินใจซื้อเครื่องบินฝนหลวงใหม่

‘เฉลิมชัย’โยนนายกฯตัดสินใจซื้อเครื่องบินฝนหลวงใหม่

วันพุธ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2562, 15.52 น.

“เฉลิมชัย”โยนนายกฯตัดสินใจซื้อเครื่องบินฝนหลวงใหม่ เร่งเจรจากพ.เพิ่มอัตราแก้บุคลากรขาดแคลนหนัก พร้อมหามาตรการดึงดูดใจนักบินให้อยู่กับกรมฝนหลวง ระบุนักบินฝนหลวงทุกวันนี้ทำงานหนักและอยู่ด้วยใจอยากช่วยประชาชน

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงมาตรการเยียวยานักบินฝนหลวง ที่เสียชีวิต 2 ราย จากเหตุเครื่องบินตกขณะภารกิจฝึกบิน ว่า วันนี้ตนได้ทำหนังสือขอธงชาติคุมร่างเพื่อเป็นเกียรติประวัติ ในช่วงบ่ายมีพิธีพระราชทานน้ำอาบศพ ตลอดจนพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 29 ก.ย.พร้อมกับดูแลสวัสดิการให้ครบถ้วนกับครอบครัวนักบิน ซึ่งกำลังดูว่าจะเพิ่มมาตรการเยียวยาอย่างอื่น

ทั้งนี้ ได้สั่งการให้กรมฝนหลวงฯ มีความเข้มงวดในการดูแลเครื่องบินฝนหลวง ขวัญกำลังใจนักบิน เจ้าหน้าที่เพราะอย่างไรต้องทำการบินอีก นอกจากนี้ ได้เรียนท่านนายกรัฐมนตรี เสนอของบซื้อเครื่องบินใหม่ เห็นอยู่แล้วว่าต้องสูญเสียบุคลากรที่หายาก และอีกเรื่องที่กรมฝนหลวงฯ ได้ของอัตราบรรจุนักบิน บุคคลากรเพิ่ม ขอให้ท่านนายกฯ ช่วยเร่ง กพ.พิจารณาด่วน ตรงนี้ขาดแคลนจริงๆ ส่วนจะซื้อใหม่ยกฝูงหรือไม่ ยังเป็นแนวคิดเมื่อเกิดความเสียหายขึ้น ตอนนี้ทำได้คือมาตรการชดเชย สร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงานที่ต้องมีภารกิจต่อไป

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาสาเหตุเครื่องบินตกจากอะไร ทั้งมาตรการซ่อมบำรุง มาตรการความปลอดภัยดูแลเครื่อบินตามวงรอบ หรือบินออกนอกเส้นทาง ทุกอย่างจะรายงานขึ้นมาโดยเร็ว ได้มีคำสั่งให้ดำเนินการตามนี้มาตรวจเช็คความผิดพลาดมีหรือเปล่า หรือไปแก้ไขตรงไหน

“ก่อนผมเข้ามากระทรวง ผมคุยกับอธิบดีกรมฝนหลวงว่าต้องดูแลรักษาบำรุงเครื่องยนต์ให้ดีที่สุด ซึ่งอธิบดีบอกว่าการดูแลดีไม่มีบกพร่อง เพราะอย่าเอาชีวิตนักบินมาเสี่ยง และเขาต้องทำงานหนัก ทั้งค่าตอบแทนนักบินเอกชนก็ต่างกันมาก วันนี้นักบินฝนหลวงอยู่ได้ด้วยใจ เขาอยู่เพราะความอยากช่วยคนไทย ถ้าไปที่อื่นเพิ่มรายได้มากขึ้นถึง 3 – 4 เท่า หลังจากนี้ผมจะดูมีอะไรมาเป็นแรงดึงดูดใจ อาจมากกว่าสวัสดิการ” นายเฉลิมชัย กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า แผนงานปัจจุบันการปฏิบัติงานของกรมฝนหลวงฯ ใช้งานตามสมรรถนะที่มีอยู่ ทั้งเครื่องบิน ทั้งคน การซ่อมทำตามมาตรฐานร้อยเปอร์เซนต์ ส่วนนักบิน มีตารางปฏิบัติที่มีมาตรฐาน ซึ่งตนได้ทราบแล้วว่าปีนี้เกิดอุบัติเหตุถึง 4 ครั้ง ในส่วนนี้ผู้บริหารกรมฝนหลวงฯ มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบแก้ไข โดยตนได้กำหนดเป้าเป็นนโยบาย สั่งการให้ทำทุกอย่างดูแลเต็มที่ เมื่อเกิดอุบัติเหตุไปเช็คดูทั้งหมดสาเหตุเกิดจากอะไร

“ได้นำเรียนท่านนายกฯ เรื่องอัตรากำลัง ความปลอดภัยผู้ปฏิบัติงาน การชดเชย การซื้อเครื่องบินใหม่ เมื่อกลับมาจากอเมริกา ท่านนายกฯ จะตัดสินใจ” นายเฉลิมชัย กล่าว

นักวิชาการย้ำอย่าตื่นกลัว’พาราควอด’ ชี้ไม่อันตรายหากใช้ถูกวิธี-ถ้าเลิกต้นทุนเกษตรพุ่งแน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442923

นักวิชาการย้ำอย่าตื่นกลัว'พาราควอด' ชี้ไม่อันตรายหากใช้ถูกวิธี-ถ้าเลิกต้นทุนเกษตรพุ่งแน่

นักวิชาการย้ำอย่าตื่นกลัว’พาราควอด’ ชี้ไม่อันตรายหากใช้ถูกวิธี-ถ้าเลิกต้นทุนเกษตรพุ่งแน่

วันพุธ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2562, 09.30 น.

25 กันยายน 2562 ศ.ดร.รังสิต สุวรรณมรรคา ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า กรณีที่มีข้อมูลว่ามีสารทดแทนพาราควอตได้ โดยเฉพาะผู้ให้ข้อมูลคือผู้ผลิต ผู้ขาย ที่เชื่อตามผู้ไม่มีความรู้ด้านเกษตร โดยประสบการณ์แล้ว หากมีสารที่สามารถทดแทนพาราควอตได้ทุกมิติ เกษตรกรคงเลิกใช้สารพาราควอตไปนานแล้ว จึงอยากให้มีการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นหากมีการแนะนำให้ใช้สารอื่น หรือวิธีอื่น แล้วส่งผลเสียหายต่อผลผลิต จะเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรในยุคที่ราคาผลผลิตตกต่ำ พืชผลเสียหายจากภัยแล้ง และน้ำท่วม

“ปัจจุบันยังไม่มีสารชนิดใดที่มีคุณสมบัติทดแทนพาราควอตได้ นักวิทยาศาสตร์ด้านเกษตรทั่วโลกทราบดีว่า พาราควอตเป็นสารที่ไม่ดูดซึม ใช้ฉีดหญ้าหลังจากหญ้างอกขึ้นมาแล้ว ทำลายเฉพาะส่วนสีเขียวของพืชที่อยู่เหนือดิน ไม่ดูดซึม ออกฤทธิ์อย่างรวดเร็วในการกำจัดหญ้า ระยะปลอดฝนสั้น หมายถึงหากมีฝนตกหลังฉีดพ่นภายในครึ่งชั่วโมงก็ยังมีประสิทธิภาพดี เกษตรกรใช้สารกำจัดวัชพืชแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.ใช้กำจัดวัชพืชก่อนวัชพืชงอก และ 2.ใช้กำจัดวัชพืชเมื่อวัชพืชงอกแล้ว สารกำจัดวัชพืชต่างชนิดกัน ก็มีคุณสมบัติต่างกันไป” ศ.ดร.รังสิต กล่าว

ศ.ดร.รังสิต กล่าวต่อไปว่า พาราควอต มีความปลอดภัยต่อพืชประธาน เนื่องจากไม่ดูดซึม ต่างจากสารชนิดอื่นที่เป็นอันตรายต่อพืชประธาน การสนับสนุนให้ใช้เครื่องกลเพื่อร่วมบริหารจัดการวัชพืชเป็นสิ่งที่ดี แต่ยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่นการใช้เครื่องจักรจะทำลายพืชประธานที่ต้องการปลูกได้ ไม่สามารถใช้ได้ในพื้นที่เปียกชื้น มีค่าใช้จ่ายทั้งค่าน้ำมันและแรงงานคน

ในไร่มันสำปะหลังหากใช้เครื่องจักรจะไปกระทบกับหัวมันสำปะหลังใต้ดิน รวมทั้งการแนะนำให้เกษตรกรปลูกถั่วเป็นพืชคลุมดินระหว่างแถวอ้อย ก็ต้องคิดด้วยว่า เกษตรกรจะต้องจ่ายค่าเมล็ดพันธุ์ถั่ว ค่าปลูก ค่าไถกลบเท่าไหร่ ซึ่งงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตร ได้แนะนำให้เกษตรกรใช้สารกำจัดวัชพืชแต่ละชนิดให้เหมาะสมกับสภาพการปลูก และพืชปลูก

ในการจัดการวัชพืชแบบผสมผสาน เป็นทางเลือก ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ให้สารชนิดใดหรือเครื่องมือใดมาทดแทนสารพาราควอต โดยเกษตรกรจะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะใช้หรือไม่ใช้สารชนิดใด ดูเรื่องประสิทธิภาพ และราคา เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจของเกษตรกร แม้กระทั่งประเด็นปัญหาความเสี่ยงสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ก็มีมาตรการจำกัดการใช้ที่ภาครัฐกำหนด มีการกำหนดพืช พื้นที่ ให้การอบรมเกษตรกรเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เหมาะสมกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน

“การจะแนะนำให้เกษตรกรใช้อะไร จำเป็นต้องมีการศึกษาพิจารณาอย่างรอบคอบ รอบด้าน ยึดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นหลัก เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อภาคเกษตรกรรมและการส่งออกของไทย ขอให้นึกถึงเกษตรกรเป็นลำดับแรก โดยให้ความสำคัญต่อประเด็นสุขภาพ สังคม และสิ่งแวดล้อม ไม่น้อยกว่ากัน เน้นย้ำว่าการใช้สารอย่างถูกต้องตามคำแนะนำบนฉลาก จะทำให้เกิดความปลอดภัย การให้ความรู้แก่เกษตรกรจึงเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาการเกษตรทุกด้าน” ศ.ดร.รังสิต กล่าวย้ำ

มังคุดไทยรีเทิร์นไต้หวันสดใส ลอตแรกขาย30นาทีหมดเกลี้ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442796

x

มังคุดไทยรีเทิร์นไต้หวันสดใส ลอตแรกขาย30นาทีหมดเกลี้ยง

วันพุธ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า หลังประเทศไทยส่งมังคุดสดอบไอน้ำลอตแรกไปจำหน่ายที่ไต้หวันเมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคไต้หวันเกินความคาดหมาย สื่อมวลชนไต้หวันรายงานข่าวผู้บริโภคชาวไต้หวันจำนวนมากรอเข้าคิวซื้อมังคุดนำเข้าจากไทย ทำให้มังคุด 980 กิโลกรัม ซึ่งบรรจุกล่องละ 4 ผล จำหน่ายกล่องละ 200 บาท หมดภายในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง จากการตอบรับที่ดีเกินความคาดหมายดังกล่าวทำให้ปัจจุบันผู้ประกอบการส่งออกของไทยส่งมังคุดอบไอน้ำไปจำหน่ายที่ไต้หวันได้ถึง 100,533 กิโลกรัม รวมมูลค่า 20,106,720 บาท

กระแสตอบรับที่ดีอาจเป็นเพราะมังคุดจากไทย แม้ผ่านกระบวนการอบไอน้ำเพื่อกำจัดแมลงวันผลไม้ตามเงื่อนไขส่งออกของไต้หวัน แต่คุณภาพ รสชาติไม่เปลี่ยน ทำให้ผู้บริโภคไต้หวันตอบรับมังคุดนำเข้าจากประเทศไทยเป็นอย่างมาก และอาจเป็นเพราะการนำเข้ามังคุดผลสดจากไทยเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี หลังไต้หวันประกาศยกเลิกนำเข้ามังคุดจากไทย เพราะเป็นพืชอาศัยของแมลงวันผลไม้ ศัตรูพืชกักกันของไต้หวันเมื่อปี 2546

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า กรมต้องการเปิดตลาดมังคุดที่ไต้หวันอีกครั้ง จึงศึกษาวิจัยหาวิธีจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสมสำหรับกำจัดแมลงวันผลไม้ โดยใช้วิธีอบไอน้ำปรับสภาพความชื้นสัมพัทธ์ที่อุณหภูมิ 46 องศาเซลเซียส นาน 58 นาทีก่อนส่งออก ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับที่ส่งออกมังคุดไปญี่ปุ่น และส่งผลการทดลองให้สำนักงานกักกันและตรวจสอบสุขอนามัยพืชและสัตว์ของไต้หวันพิจารณา ซึ่งไต้หวันส่งเจ้าหน้าที่ด้านกักกันพืชมาร่วมทำการทดลองวิจัยวิธีการอบไอน้ำกับเจ้าหน้าที่ไทย ผลการทดลองพบว่าวิธีดังกล่าวกำจัดระยะไข่ของแมลงวันผลไม้ตายหมด ทำให้ไต้หวันได้ออกประกาศข้อกำหนดนำเข้าผลมังคุดสดจากไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2562 ภายใต้เงื่อนไขทุกครั้งที่จะส่งออก ไต้หวันจะส่งเจ้าหน้าที่กักกันพืชฯมาปฏิบัติงานร่วมตรวจสอบกระบวนการอบไอน้ำกับเจ้าหน้าที่ไทย เพื่อควบคุมการส่งออกมังคุดให้เป็นไปตามเงื่อนไข โดยมังคุดผลสดอบไอน้ำลอตแรกของไทยส่งไปที่ไต้หวันเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ รู้สึกดีใจแทนเกษตรกรไทยที่แม้จะผ่านไปถึง 15 ปีที่ไต้หวันไม่ได้นำเข้ามังคุดจากไทย แต่ผู้บริโภคไต้หวันยังจดจำและชื่นชอบรสชาติมังคุดไทย จึงเป็นสิ่งยืนยันว่าอนาคตราชินีผลไม้จากไทยต้องสดใสในตลาดไต้หวันแน่นอน