รักษ์เกษตร : 23 กันยายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442500

รักษ์เกษตร : 23 กันยายน 2562

รักษ์เกษตร : 23 กันยายน 2562

วันอังคาร ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม จากปัญหาภาวะความเสื่อมโทรมสิ่งแวดล้อม อยากทราบว่า ระบบเกษตรแบบผสมผสาน มีส่วนช่วยแก้ไขอย่างไรบ้าง และมีประโยชน์อะไรบ้างครับ ขอบคุณครับ

สายฟ้า ทองสนาน

อ.ท่าวังผา จ.น่าน

คำตอบ

ระบบเกษตรผสมผสาน เป็นรูปแบบหนึ่งของระบบเกษตรกรรมที่มีกิจกรรม ตั้งแต่ 2 กิจกรรมขึ้นไปในพื้นที่เดียวกัน และกิจกรรมเหล่านี้ จะมีการเกื้อกูลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จึงเป็นระบบที่นำไปสู่การเกษตรแบบยั่งยืน สามารถแก้ไขปัญหาภาวะความเสื่อมโทรมสิ่งแวดล้อมได้ ทั้งยังก่อให้เกิดผลดีและประโยชน์ในด้านต่างๆ ดังนี้

1.ลดความเสี่ยงจากราคาผลผลิตที่ไม่แน่นอน ในการทำการเกษตรที่มีเพียงกิจกรรมเดียว และมีการผลิตเป็นจำนวนมาก ผลผลิตที่ได้เมื่อออกสู่ตลาดพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นข้าว พืชไร่ ไม้ผล หรือพืชผัก เมื่อมีปริมาณเกินความต้องการของตลาด ย่อมทำให้ราคาของผลผลิตต่ำลง การแปรเปลี่ยนพื้นที่นาหรือไร่บางส่วนมาทำระบบเกษตรผสมผสานจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันแปรของราคาผลผลิตในตลาดลงได้ เนื่องจากเกษตรกรสามารถจะเลือกปลูกชนิดของพืชได้เอง และเลือกกิจกรรมให้สอดคล้องความต้องการของตลาดได้เป็นอย่างดี

2.ช่วยก่อให้เกิดพันธุ์พืชใหม่ๆการทำระบบเกษตรผสมผสาน ซึ่งจะมีกิจกรรมหลากหลายในพื้นที่เดียวกัน จะทำให้เกิดความหลากหลายทางพันธุ์พืชใหม่ๆ เกิดขึ้นในพื้นที่ มีความหลากหลายทางพันธุ์พืชใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมากชนิดจากเดิมที่มีอยู่ ซึ่งจะช่วยทำให้ระบบนิเวศน์วิทยาในพื้นที่ดีขึ้น

3.ลดความเสี่ยงจากการระบาดของศัตรูพืช ในการปลูกข้าว หรือพืชไร่เพียงอย่างเดียว เกษตรกรจะมีความเสี่ยงจากการเกิดการระบาดของศัตรูพืชขึ้นอย่างมาก เช่น การระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล โรคใบหงิกอย่างรุนแรง ทำให้พื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ที่เกิดโรคระบาด ได้รับความเสียหายอย่างมาก เกษตรกรต้องประสบความสูญเสียโดยไม่มีรายได้จากกิจกรรมอื่นมาเจือจุนครอบครัวได้ ระบบเกษตรผสมผสานจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้จากผลิตผลอย่างอื่นอีกทางหนึ่ง

4.ช่วยกระจายการใช้แรงงาน ทำให้เกษตรกรมีงานทำตลอดปี เป็นการลดปัญหาการเคลื่อนย้ายแรงงานออกนอกภาคการเกษตร แก้ปัญหาคนว่างงาน เพราะระบบเกษตรผสมผสานจะรองรับแรงงานเหล่านี้ได้ ทั้งนี้เพราะระบบเกษตรผสมผสาน มีกิจกรรมหลายกิจกรรม แต่ละกิจกรรมมีการใช้แรงงานแตกต่างกันไป เมื่อรวมกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้
ไว้ด้วยกันในระบบเกษตรผสมผสานจึงมีการใช้แรงงานมากขึ้น และช่วยให้มีการกระจายแรงงานไปตามกิจกรรมต่างๆ ตลอดปี

5.ช่วยก่อให้เกิดการหมุนเวียนของกิจกรรมต่างๆ ในไร่นา เป็นการช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรในไร่นา ไม่ให้เสื่อมสลายหรือถูกใช้ไปหมดอย่างรวดเร็ว เพราะระบบเกษตรผสมผสาน จะมีการเกื้อกูลประโยชน์ต่อกัน ระบบเกษตรผสมผสานที่มีการปลูกพืชที่มีความหลากหลายผสมผสานกันและมีการเกื้อกูลซึ่งกันและกันในลักษณะของการปลูกต่างระดับ โดยเลียนแบบลักษณะป่าธรรมชาติ จะทำให้เกิดความสมดุลของระบบนิเวศวิทยาให้เป็นไปอย่างเหมาะสม เกิดการหมุนเวียนของธาตุอาหารในระบบการควบคุมโรคและแมลงเป็นไปตามธรรมชาติ ลดการใช้สารเคมี และช่วยเพิ่มความยั่งยืนในการให้ผลผลิต เป็นต้น

6.ช่วยเพิ่มรายได้และกระจายรายได้ตลอดปี ระบบเกษตรผสมผสานที่มีกิจกรรมหลายกิจกรรมในพื้นที่เดียวกัน จะก่อประโยชน์ในด้านทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีรายได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งที่เป็นรายได้รายวันรายสัปดาห์ รายเดือน และรายได้ประจำฤดูกาล โดยมีรายได้ประจำวันจากการขายพืชผัก รายได้ประจำสัปดาห์จาการเพาะเห็ดฟางในช่วงฤดูแล้ง รายได้ประจำเดือนจากไม้ผลอายุสั้น เช่น กล้วย ฝรั่ง และรายได้ประจำฤดูกาลจากข้าว ข้าวโพด ถั่วเขียว ถั่วลิสง เป็นต้น

7.ช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของเกษตรกรดีขึ้น การทำการเกษตรผสมผสานช่วยทำให้มีการกระจายการใช้แรงงาน ทำให้มีงานทำตลอดทั้งปี และมีการกระจายรายได้จากกิจกรรมต่างๆ เป็นการลดปัญหาการเคลื่อนย้ายแรงงานออกจากภาคการเกษตรไปสู่ภาคอื่นๆ เช่น ภาคอุตสาหกรรม ภาคการขายบริการต่างๆ

8.ช่วยให้เกษตรกรมีอาหารเพียงพอต่อการบริโภคภายในครัวเรือน ในการดำเนินระบบเกษตรผสมผสานที่มีหลายกิจกรรมช่วยทำให้เกษตรกรสามารถมีอาหารไว้บริโภคในครอบครัวครบทุกหมู่ โดยอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตจะได้จากข้าว ข้าวโพด อาหารประเภทโปรตีน จะได้จากไก่ ปลา พืชตระกูลถั่ว อาหารประเภทวิตามิน เส้นใยจากพืชผักผลไม้และเห็ดฟาง ช่วยทำให้เกษตรกรสามารถลดค่าใช้จ่ายค่าในการดำเนินชีวิตและมีการปรับปรุงยกระดับคุณภาพโภชนาการและสุขภาพของเกษตรกรในท้องถิ่นให้ดีขึ้น

ติวเข้มศูนย์ข้าวชุมชนทั่วปท. ตั้งเป้าปี’63ผลิตเมล็ดพันธุ์ดีให้ได้2แสนตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442501

x

ติวเข้มศูนย์ข้าวชุมชนทั่วปท. ตั้งเป้าปี’63ผลิตเมล็ดพันธุ์ดีให้ได้2แสนตัน

วันอังคาร ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังเป็นประธานพิธีเปิดสัมมนาเชื่อมโยงเครือข่ายประธานศูนย์ข้าวชุมชนระดับเขต พร้อมมอบนโยบายการทำงานว่า ศูนย์ข้าวชุมชนมีบทบาทสำคัญ เป็นศูนย์กลางถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาการผลิตข้าวและชาวนา และผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีไว้ใช้เองอย่างเพียงพอในชุมชน นับเป็นอีกแนวทางแก้ปัญหาขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดี ดังนั้น จึงต้องสร้างระบบผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของประเทศให้เข้มแข็ง มั่นคง โดยศูนย์ข้าวชุมชนคือส่วนสำคัญขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว ให้ประสบความสำเร็จ จึงต้องร่วมมือกันผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ให้พอกับความต้องการ โดยกระทรวงเกษตรฯ พร้อมสนับสนุนเครื่องมือรวมไปถึงสร้างแหล่งน้ำบาดาลเพื่อทำนาให้ศูนย์ข้าวชุมชนแต่ละพื้นที่ ลดความเสี่ยงภัยแล้ง รวมทั้งยังเป็นแหล่งน้ำอุปโภค บริโภคในหมู่บ้านได้อีกด้วย

นายประภัตรกล่าวต่อว่า ความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวของไทยมีปริมาณสูง ประมาณ 1.4 ล้านตันต่อปี ใช้เพาะปลูกในพื้นที่นาประมาณ 60 ล้านไร่อย่างไรก็ตาม เมล็ดพันธุ์ข้าวใช้ปลูกต่อเนื่องได้ 3 ครั้ง จากนั้นต้องเปลี่ยนชุดใหม่จึงมีความต้องการจำนวนมากเกินศักยภาพของส่วนราชการจะผลิตได้กระทรวงเกษตรฯ จึงสนับสนุนให้ชาวนาแต่ละท้องถิ่นรวมตัวตั้งเป็นศูนย์ข้าวชุมชนรวมทั้งเป็นศูนย์กลางพัฒนาข้าวและชาวนาในท้องถิ่น โดยให้การสนับสนุนด้านวิชาการ ปัจจัยการผลิตที่จำเป็นแก่ศูนย์ฯ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2543 โดยกรมส่งเสริมการเกษตร และต่อมาปี 2549 กรมการข้าวดำเนินการต่อ ปัจจุบันขึ้นทะเบียนศูนย์ข้าวชุมชนแล้ว 2,028 ศูนย์ มีสมาชิกรวม 61,680 ราย ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีบริการชาวนาได้ปีละประมาณ 100,000 ตัน พร้อมตั้งเป้าหมายผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพให้เพิ่มขึ้นจากเดิม 85,000 ตันต่อปี เป็น 200,0000 ตันต่อปี ภายในปี 2563 นอกจากนี้ ต้องหาตลาดที่มีคุณภาพ ติดต่อซื้อขายกับผู้ซื้อได้โดยตรง โดยทำระบบซื้อขายออนไลน์ มีระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อทราบแหล่งที่มา พร้อมติดโลโก้เครื่องหมาย Q บนสินค้าเพื่อยกระดับเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้มาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดภัยผ่านการรับรองจาก
กระทรวงเกษตรฯ สร้างความน่าเชื่อถือ และมูลค่าให้สินค้าได้

นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า การสัมมนาครั้งนี้ กรมการข้าวเชิญประธานศูนย์ข้าวชุมชนรวม 8 เขต และเจ้าหน้าที่รวม 282 คน เข้าร่วมสัมมนา เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-18 กันยายน คาดว่าการสัมมนาครั้งนี้ ศูนย์ข้าวชุมชนจะมีแผนเป้าหมายชัดเจนเป็นรูปธรรมและพร้อมเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ รวมทั้งเชื่อมโยงเครือข่ายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

สทนช.เร่งทำแผนแก้น้ำท่วมอุบลฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442495

x

สทนช.เร่งทำแผนแก้น้ำท่วมอุบลฯ

วันอังคาร ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยถึงสาเหตุที่ทำให้น้ำท่วมจ.อุบลราชธานีว่า มาจาก 3 ปัจจัยหลักคือ 1.น้ำจากลำน้ำชี 50% เพราะเร่งระบายน้ำจากที่เกิดฝนตกหนักใน จ.ขอนแก่น กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด ลำน้ำยัง ลำน้ำสาขาของลำน้ำชีไม่มีแหล่งเก็บน้ำ 2.ปริมาณส่วนที่เหลือ 25% มาจากลำน้ำมูล และลำเซบาย25% ซึ่งไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำเช่นกัน 3.แม่น้ำมูลจากจ.อุบลราชธานี ถึงโขงเจียม จะมีแก่งสะพือ หินในแก่งกีดขวางทางน้ำ ทำให้ระบายน้ำลงแม่น้ำโขงทำยากขึ้น นอกจากนี้ ด้วยสภาพพื้นที่เป็นที่ลุ่ม รวมทั้งแก้มลิงธรรมชาติตื้นเขิน มีการสร้างพนังคันกั้นน้ำสิ่งกีดขวางทางน้ำ เป็นอุปสรรคต่อการไหลของน้ำ ประกอบกับอิทธิพลของพายุโพดุล-คาจิกิส่งผลให้มีฝนตกหนักบริเวณ จ.ยโสธร และจ.อุบลราชธานี ทำให้ปริมาณน้ำในลำเซบกและลำโดมใหญ่ที่ไหลลงแม่น้ำมูลเพิ่มขึ้นเร็ว ทำให้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ในรอบ 40 ปี

สำหรับแนวทางแก้ปัญหา ระยะเร่งด่วน จะควบคุมปริมาณการไหลของน้ำใช้เขื่อน หรือประตูน้ำในลำน้ำชีและมูลเพื่อหน่วงน้ำ และลดระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่ ทั้งในลุ่มน้ำชีและมูล เพื่อลดปริมาณน้ำหลาก พร้อมระดมเครื่องผลักดันน้ำ 270 เครื่อง ติดตั้งในแม่น้ำมูลเพื่อผลักดันน้ำออกสู่แม่น้ำโขงให้เร็วที่สุด ส่วนระยะสั้นเร่งจัดหาแก้มลิง และทุ่งรับน้ำหลากบริเวณสองฝั่งลำน้ำชี และลำน้ำยังในรูปแบบ “บางระกำโมเดล” ระยะกลาง เร่งโครงการก่อสร้างทางผันน้ำชีตอนล่าง พร้อมอาคารประกอบ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี ขณะนี้โครงการสำรวจออกแบบแล้ว ดำเนินการได้ปี 2563 พร้อมดำเนินโครงการผันน้ำชีลงแก้มลิง เพื่อหน่วงน้ำและลดน้ำหลากบริเวณลุ่มน้ำชี

“ระยะยาวจะดำเนินโครงการผันน้ำชี ลงแม่น้ำโขง เพื่อศึกษาแนวทางเลือกผันน้ำเลี่ยง อ.เมืองอุบลราชธานี เพื่อลดอุทกภัย ที่จุดบรรจบแม่น้ำชี-มูล อ.เมือง และ อ.วารินชำราบ รวมทั้งศึกษาทางผันน้ำอ้อมแก่งสะพือเพื่อเร่งระบายน้ำลงแม่น้ำโขงได้เร็วขึ้น ซึ่ง สทนช.เร่งทำแผนหลักแก้ปัญหาระยะยาว หากดำเนินโครงการได้ทั้งหมดจะบรรเทาปัญหาน้ำท่วมจ.อุบลราชธานี และระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขงได้อย่างมีประสิทธิภาพ” เลขาธิการ สทนช.กล่าว

สวก.จับมือกษ.มอบทุน วิจัย-พัฒนาบุคลากรภาคการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442496

x

สวก.จับมือกษ.มอบทุน วิจัย-พัฒนาบุคลากรภาคการเกษตร

วันอังคาร ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ ได้ประชุมหารือร่วมกับนายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยทางการเกษตร (สวก.) เพื่อประชาสัมพันธ์ทุนวิจัยและทุนพัฒนาบุคลากรวิจัยของสวก.ประจำปี 2563 ให้ กรมส่งเสริมการเกษตรรับทราบ โดยผอ.สวก.ให้ข้อมูลและนำเสนอทุนวิจัยประเภทต่างๆ พร้อมเชิญชวนข้าราชการกรมส่งเสริมการเกษตร และ Smart Farmer ผู้สนใจ สมัครเข้ารับทุนการศึกษาและทุนฝึกอบรม มีทั้งทุนรายบุคคลและประเภททีม เพื่อนำผลวิจัยที่ได้ไปใช้ประโยชน์และขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่

สำหรับประเภททุนที่สวก.สนับสนุน ประกอบด้วย 1.ทุนปริญญาเอกเฉลิมพระเกียรติทรงขึ้นครองราชย์ 70 ปี 15 ทุน เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน- 31 ตุลาคม 2562 สำหรับข้าราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อายุไม่เกิน 45 ปี ทุนละ 1,500,000 บาท เป็นทุนเรียนเต็มเวลาภายในประเทศ และเป็นหลักสูตรที่มีการปฏิบัติงานวิจัย/ฝึกอบรม/เรียน ณ ต่างประเทศ  2.ทุนฝึกอบรมหรือปฏิบัติการวิจัยต่างประเทศ 10 ทุน เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป คุณสมบัติผู้สมัครต้องเป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงเกษตรฯหรือเป็นนักวิจัยในโครงการวิจัยของ สวก. อายุไม่เกิน 50 ปี เนื้อหาหลักสูตรจะต้องสอดคล้องกับภารกิจของผู้สมัคร โดยมีผลงานวิจัยหรือผลงานวิชาการที่เกี่ยวข้องไม่น้อยกว่า 3 ปี มีผลการทดสอบความรู้ด้านภาษาอังกฤษไม่เกิน 2 ปีนับจากวันสอบ เป็นทุนฝึกอบรม ระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน หรือปฏิบัติการวิจัย ระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี

3.ทุนโครงการพัฒนาทีมบุคลากรวิจัย 3 โครงการ เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป คุณสมบัติผู้สมัครต้องเป็นข้าราชการ/พนักงานราชการ สังกัดกระทรวงเกษตรฯไม่เกิน 3 รายต่อทีมวิจัย อายุไม่เกิน 50 ปี มีผลงานวิจัย หรือ ผลงานทางวิชาการที่เกี่ยวข้องไม่น้อยกว่า 3 ปี มีผลการทดสอบความรู้ด้านภาษาอังกฤษไม่เกิน 2 ปีนับจากวันสอบ เป็นทุนฝึกอบรม ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน หรือปฏิบัติการวิจัย ระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน 4.ทุนนำเสนอผลงานวิจัยต่างประเทศ 12 ทุน เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปคุณสมบัติผู้สมัคร เป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงเกษตรฯหรือหัวหน้าโครงการวิจัย หรือหัวหน้าโครงการวิจัยย่อยในโครงการวิจัยที่ได้รับทุนจาก สวก. หรือนักวิจัยจากหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่สถาบันการศึกษา โดยต้องเป็นชื่อแรกในบทคัดย่อ และเป็นผลงานวิจัยเกี่ยวข้องด้านการเกษตร ต้องเป็นการประชุมวิชาการซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติและมีการจัดการอย่างต่อเนื่อง และไม่รับทุนซ้ำในช่วงระยะเวลา 1 ปี นับจากวันที่สิ้นสุดการนำเสนอผลงานวิจัยในปีที่ผ่านมา และรับทุนติดต่อกันไม่เกิน 3 ครั้ง และ5.ทุนปริญญาตรีเฉลิมพระเกียรติ สืบสาน ร.9 เพื่อเกษตรกรรุ่นใหม่ 30 ทุน เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 31 มกราคม 2563 เป็นหลักสูตรศึกษาต่อระดับปริญญาตรี 2 ปี เพื่อผลิตบัณฑิตด้านการเกษตรยุคใหม่ ตอบสนองการพัฒนากำลังคนและพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศไทย โดยหวังให้ชุมชนเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นบุคลากรมีความรู้ ความสามารถนำความรู้ไปเผยแพร่ให้ชุมชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของภาคเกษตรกรรม สร้างนักวิจัยด้านการเกษตรระดับชุมชน และเป็นผู้นำการเกษตรให้ชุมชน เน้นฝึกปฏิบัติจริงในภาคสนาม มีความเฉพาะและเหมาะสมกับกลุ่มเกษตรกรที่มีประสบการณ์ทำเกษตรมาแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) และเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ของกระทรวงเกษตรฯเพื่อนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ทั้งนี้ ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สวก.โทร. 0-2579-7435 หรือที่เว็บไซต์ www.arda.or.th

‘มนัญญา’ขอนั่งหัวโต๊ะถกกก.4ฝ่าย มั่นใจแบน3สารพิษเสร็จก่อน60วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442482

‘มนัญญา’ขอนั่งหัวโต๊ะถกกก.4ฝ่าย มั่นใจแบน3สารพิษเสร็จก่อน60วัน

‘มนัญญา’ขอนั่งหัวโต๊ะถกกก.4ฝ่าย มั่นใจแบน3สารพิษเสร็จก่อน60วัน

วันจันทร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562, 15.26 น.

“มนัญญา” บุกดูขั้นตอนตรวจสอบสารเคมีนำเข้า หวั่น 3 สารพิษเล็ดลอด พร้อมขอนั่งหัวโต๊ะกรรมการ 4 ฝ่าย เชื่อแบนได้ภายในระยะเวลา 60 วัน 

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาสารเคมีเกษตรที่มีความเสี่ยงสูง 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลฟอเซต ณ ด่านตรวจพืชท่าเรือกรุงเทพ กรมวิชาการเกษตร โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ที่ผ่านมา ได้รับตัวเลขสต๊อกของสารเคมีมาแล้ว แต่ยังเปิดเผยไม่ได้ในเวลานี้ และ ต้องการลงพื้นที่สุ่มตรวจและเปิดเผยให้สาธารณชนรับทราบ เพราะประชาชนเป็นผู้บริโภค ฉะนั้นต้องรู้ข้อมูลว่า สิ่งที่บริโภคเข้าไปนั้นมีความเป็นพิษหรือไม่

“สารเคมีทั้ง 3 ชนิด อยู่ตรงไหน ประชาชนจับตาดูอยู่ แล้วคุณบอกว่ามีอยู่เป็นหมื่น แล้วตอนนี้ขายไปแล้วอยู่เท่าไหร่ ณ วันที่ตรวจเหลืออยู่เท่าไหร่ และอยู่ในท้องตลาดอีกเท่าไหร่ แต่ตอนนี้มีข้อมูลตรงนี้อยู่แล้วว่าสต๊อกมีอยู่ขนาดนี้ รู้แม้กระทั่งร้านค้าจำหน่ายอยู่แห่งหนตำบลใด  เมื่อมีการยกเลิก ของเหล่านี้ต้องหายไป ไม่ใช่การยืดระยะเวลาขายของ เราไม่ต้องการให้ยืดระยะเวลาขายของ เราต้องการให้สาร 3 ชนิดนี้ขาดไปเลย แต่ตราบใดคณะกรรมการวัตถุอันตราย ต้องยืดมติไปอีก 2-3 เดือน เป็นโอกาสให้การขายสารเคมีสามารถยืดออกไป ทั้งที่ ไม่สามารถนำเข้ามาได้” รมช.เกษตรฯ กล่าว

นางสาวมนัญญา กล่าวว่า ปฏิบัติการวันนี้ต้องการตรวจสอบการนำเข้าการนำเข้าสารเคมีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งทราบว่ามี 5 ชนิดประกอบด้วย สารป้องกันกำจัดโรคพืช และป้องกันกำจัดแมลง รวมถึงมีการตรวจสอบตัวอย่างสารให้เป็นไปตามขั้นตอนหรือไม่ ทั้งนี้ตั้งข้อสังเกต กระบวนการนำเข้าสารเคมีที่มีการปะปนกันมามากกว่าหนึ่งชนิดในตู้คอนเทนเนอร์เดียวกันใช่หรือไม่ เช่น  3 ตู้ มี 3 สารปนกันอยู่ในแต่ละตู้ ซึ่งทำให้ยากต่อการตรวจสอบ และอาจมีการปลอมปนเข้ามาได้ จึงเสนอให้มีการแยกสารแต่ละชนิดอยู่แต่ละตู้

นอกจากนี้ยังสอบถามถึง สินค้าเกษตรต่างๆที่นำเข้ามาด้วย เช่นเมล็ดผักชีที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ สำหรับสารเคมีเกษตรที่มีความเสี่ยงสูงทั้ง 3 ชนิดคือ พาราควอต คลอร์ไพรีฟอส และไกลโฟเซต หลังจากที่ถูกสั่งห้ามนำเข้าตั้งแต่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นสารเคมีอันตรายที่กระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมปรากฏว่าไม่พบมีการนำเข้าผ่านด่านตรวจพืชท่าเรือกรุงเทพ แม้จะไม่มีการนำเข้า 3 สารเคมีดังกล่าว แต่ขณะนี้ยังคงค้างอยู่ในสต๊อก

นางสาวมนัญญา กล่าวว่า การที่ “คณะกรรมการวัตถุอันตราย” ยังไม่มีมติออกมาชัดเจน และขอยืดระยะเวลาพิจารณาออกไป ก็เท่ากับปล่อยให้สารเหล่านี้สามารถยืดการขายต่อไปได้อีก

จากนั้นเดินทางต่อไปยังนิคมอุตสาหกรรมบางปู เข้าไปที่บริษัทเเห่งหนึ่งที่ได้รับใบอนุญาตในการนำเข้า พาราควอต และไกลโฟเซต เพื่อตรวจสอบสต็อคการนำเข้าและคงค้าง โดยเจ้าหน้าที่บริษัทให้ข้อมูลว่า ปี 2562 ได้นำเข้าสารทั้ง 2 ชนิดจริง มีใบอนุญาต โดยพาราควอต นำเข้า 190 ตัน ส่วนไกลโฟเซต นำเข้า 370 ตัน

ขณะเดียวกัน มีอีกหนึ่งบริษัทที่เป็นเจ้าของเดียวกัน สามารถนำเข้าได้เพียงสารพาราควอต ซึ่งปี 2562 นำเข้ามาแล้ว 54 ตัน โดยสารทั้ง 2 ชนิด ได้จำหน่ายต่อให้กับร้านค้า และบางส่วนอยู่ในมือเกษตรกรแล้วจึงไม่มีสต๊อคตกค้างที่บริษัท

ทั้งนี้ทีมงานของรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ ได้ขอเอกสารการนำเข้าและปริมาณของสารเคมีอันตรายทั้งสองชนิด เพื่อนำกลับไปตรวจสอบว่าเป็นข้อมูลที่ตรงกับข้อมูลของกรมวิชาการเกษตรหรือไม่ เบื้องต้นพบว่า ตัวเลขไม่ตรงกัน

นอกจากนี้ นางสาวมนัญญา ถือโอกาสตรวจสอบสารกำจัดแมลงและศัตรูพืช ไดคลอร์วอส และควินคอลแรก ซึ่งสารทั้ง 2 ชนิดนำเข้าจากประเทศจีน บรรจุอยู่ในถังพลาสติก 200 ลิตร รวมทั้งหมด 32,000 ลิตร ซึ่งทีมงานของรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ ได้มีการเก็บตัวอย่างของสารไปตรวจสอบว่าตรงตามที่แจ้งนำเข้าหรือไม่

นางสาวมนัญญา กล่าวว่า แค่อำนาจของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่สามารถที่จะแบน 3 สารเคมีอันตรายได้ทันที แต่ต้องอาศัยทุกภาคส่วนช่วยกัน ซึ่งการแบนจะส่งผลกระทบกับผู้นำเข้าและผู้เกี่ยวข้อง หลังจากนี้จะมีการยกระดับโรงงานที่นำเข้าให้มีมาตรฐานสากล รัดกุมมากกว่านี้

“จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ประกอบการ แจ้งให้ทราบด้วยว่า มีสารเคมีที่สามารถทดแทน 3 สารเคมีอันตราย(พาราควอต คลอร์ไพรีฟอส และไกลโฟเซต) ซึ่งเกษตรกรก็ทราบอยู่แล้วว่า มีสารทดแทน  สำหรับตัวเลขของบริษัทที่นำเข้าสารเคมี กับข้อมูลของกรมวิชาการเกษตร ที่ไม่ตรงกัน จะต้องไปดูอีกครั้งว่า เพราะอะไร

สำหรับการดำเนินการต่อไปนั้น จากหนังสือสั่งการของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วม 4 ภาคส่วน นั้น จะป็นกลไกในการทำงานซึ่งจะขอเสนอตัวเองเป็นประธานกรรมการชุดนี้ เพื่อมาแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว มั่นใจว่า จะสามารถทำงานแล้วเสร็จได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด 60 วัน และอาจจะเสร็จก่อนเวลาดังกล่าวด้วย

กษ.รวมพลังจิตอาสา ฟื้นฟู-ดูแล’ผู้ประสบภัย’ พร้อมเร่งสำรวจพื้นที่เสียหายหลังน้ำลด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442410

กษ.รวมพลังจิตอาสา ฟื้นฟู-ดูแล'ผู้ประสบภัย' พร้อมเร่งสำรวจพื้นที่เสียหายหลังน้ำลด

กษ.รวมพลังจิตอาสา ฟื้นฟู-ดูแล’ผู้ประสบภัย’ พร้อมเร่งสำรวจพื้นที่เสียหายหลังน้ำลด

วันจันทร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562, 13.12 น.

เกษตรฯรวมพลังจิตอาสา ฟื้นฟู-ดูแล”ผู้ประสบภัย” พร้อมเร่งสำรวจพื้นที่เสียหายหลังน้ำลด ให้เกษตรกรสามารถกลับมาประกอบอาชีพได้โดยเร็ว

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพิธีเปิด “โครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือ ฟื้นฟูดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย” ณ สำนักชลประทานที่ 7 จ.อุบลราชธานี ว่า จากอิทธิพลพายุ “โพดุล” และพายุ “คาจิกิ” ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2562 เป็นต้นมา ทำให้เกิดอุทกภัยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ จำนวน 21 จังหวัด ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรประมาณ 3.36 ล้านไร่ พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 30,773 ไร่ สัตว์ได้รับผลกระทบ 1.86 ล้านตัว รวมเกษตรกร 6 แสนกว่าราย

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงจัดทำ “โครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ให้ทุกหน่วยงานร่วมกันบูรณาการ การดำเนินการช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัยหลังน้ำลด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย และสร้างการรับรู้การเตรียมการด้านการเกษตรตามหลักวิชาการ รวมทั้งการสนับสนุน ส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถกลับมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับกิจกรรมในวันนี้ มีจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในพื้นที่ 21 จังหวัด เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 7,760 คน โดยจิตอาสาของจังหวัดอุบลราชธานีเข้าร่วม 500 คน ซึ่งมีการดำเนินกิจกรรมต่างๆ จำนวน 8 กลุ่ม ได้แก่ กิจกรรมที่ 1 บุคลากรในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะร่วมกันเข้าสำรวจความเสียหายด้านการเกษตรในพื้นที่ เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ให้กับเกษตรผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว กิจกรรมที่ 2 จัดหน่วยเคลื่อนที่ลงปฏิบัติการ ให้คำแนะนำ เพื่อการฟื้นฟู ดูแลพื้นที่เสียหาย และยังไม่สามารถทำการเกษตรได้ ทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ เพื่อให้เกษตรกรได้เตรียมพร้อมบำรุงรักษา และฟื้นฟูผลผลิตให้กลับสู่ภาวะปกติ กิจกรรมที่ 3 สนับสนุนเครื่องมือ เครื่องจักร ได้แก่ เครื่องสูบน้ำ รถขุด รถบรรทุกน้ำ เป็นต้น ช่วยเหลือเกษตรกรในการสูบน้ำปรับทางน้ำ เพื่อช่วยระบายน้ำออกจากพื้นที่การเกษตรของเกษตรกรและชุมชนให้มีความพร้อมที่จะทำการเกษตร กิจกรรมที่ 4 สนับสนุนอุปกรณ์และองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรในการปรับปรุงบำรุงดิน ทั้งในช่วงก่อนน้ำลดและหลังน้ำลด เพื่อให้พร้อมสำหรับการผลิต และสนับสนุนให้มีการบำบัดน้ำเสียทั้งในพื้นที่ของเกษตรกรและแหล่งน้ำของชุมชน เพื่อช่วยรักษาสภาพแวดล้อมและช่วยให้เกิดการยับยั้งความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรในระยะต่อไป

กิจกรรมที่ 5 สนับสนุนปัจจัยการผลิตพันธุ์พืช พันธุ์ผัก กล้าพันธุ์พืชผัก-ไม้ผล และพันธุ์สัตว์ เพื่อให้เกษตรกรนำไปทำการผลิตในเบื้องต้น ผลิตอาหารไว้บริโภคในครัวเรือน ซึ่งจะช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือน ในระหว่างที่การผลิตใหม่ยังไม่ให้ผลผลิต กิจกรรมที่ 6 ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อช่วยฟื้นฟูรักษาระบบนิเวศน์ รวมทั้งเป็นแหล่งอาหารชองชุมชนได้อย่างยั่งยืน กิจกรรมที่ 7 สนับสนุนการซ่อมแซมเครื่องมือ เครื่องจักรกลทางการเกษตรของเกษตรกรในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย เพื่อให้สามารถนำกับมาใช้งานในการทำการเกษตรได้ตามปกติ และกิจกรรมที่ 8 สำรวจงานก่อสร้างทางด้านชลประทาน เช่น ฝาย เส้นทางส่งน้ำ ประตูระบายน้ำ เพื่อดำเนินการซ่อมแซมบำรุงรักษาไม่ให้เกิดความเสียหาย รวมทั้งวางแผนการก่อสร้างอาคารชลประทานเพิ่มเติม เพื่อป้องกันภัยพิบัติและการบริหารจัดการน้ำในระยะต่อไป

นายเฉลิมชัย กล่าวด้วยว่า รัฐบาลมีความห่วงใยพี่น้องประชาชน กระทรวงเกษตรฯ จึงจัดโครงการดังกล่าว เพื่อบูรณาการการทำงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อช่วยเหลือพี่น้องที่ประสบอุทกภัยทั้งระยะเผชิญเหตุและระยะฟื้นฟู ให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติและประกอบอาชีพได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย มี 15 จังหวัด เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ยังเหลืออีก 6 จังหวัด ที่ยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วม ได้แก่ อุบลราชธานี , ศรีสะเกษ , ร้อยเอ็ด , อำนาจเจริญ , กาฬสินธุ์ และยโสธร

ส.ป.ก.จัดกิจกรรมจิตอาสาลงพื้นที่มุกดาหาร ช่วยเหลือฟื้นฟูดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442376

ส.ป.ก.จัดกิจกรรมจิตอาสาลงพื้นที่มุกดาหาร ช่วยเหลือฟื้นฟูดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย

ส.ป.ก.จัดกิจกรรมจิตอาสาลงพื้นที่มุกดาหาร ช่วยเหลือฟื้นฟูดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย

วันจันทร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562, 09.32 น.

ส.ป.ก.จัดพิธีโครงการจิตอาสา หน่วยพระราชทานและประชาชนจิตอาสา เราทำความดีด้วยหัวใจ

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 23 กันยายน 2562 สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จัดพิธีโครงการจิตอาสา หน่วยพระราชทานและประชาชนจิตอาสา
เราทำความดีด้วยหัวใจ โดยจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย จ.มุกดาหาร

ทั้งนี้ ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก.เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 250 ราย ได้ตั้งขบวนแถวที่จุดเริ่มต้น ณ ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร ถนนวิวิธสุรการ อ.เมือง จ.มุกดาหาร มุ่งหน้าไปที่บ้านโนนสะอาด หมู่ 12 ต.บ้านโคก อ.เมือง จ.มุกดาหาร

ปฏิรูปประมงสัมฤทธิผล l ปลดใบเหลือง-คว้า6รางวัลเลิศรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442296

x

ปฏิรูปประมงสัมฤทธิผล  ปลดใบเหลือง-คว้า6รางวัลเลิศรัฐ

วันจันทร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวหลังเปิดงาน “วันสถาปนากรมประมงครบรอบปีที่ 93” และ“วันประมงแห่งชาติประจำปี 2562”ว่า กรมประมงให้สำคัญและมุ่งมั่นพัฒนาภาคการประมงของประเทศให้เข้มแข็งยั่งยืน แต่จากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมทั้งที่เกิดจากธรรมชาติ ระบบธุรกิจและกติกาสากลต่างๆที่เกี่ยวข้องกับภาคการประมง ทั้งการทำประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ อุตสาหกรรม การแปรูปสัตว์น้ำ ทำให้ประเทศไทยต้องมีการ “ปฏิรูปการประมง” ทั้งระบบ โดยการปรับปรุง การสร้างความเข้มแข็งในการบังคับใช้มาตรการต่างๆ การบูรณาร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ การตรวจสอบย้อนกลับสินค้าประมงตลอดสายการผลิต รวมถึงการผลักดันงานวิจัยของนักวิชาการให้นำไปต่อยอดเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ผลปฏิรูปการประมงช่วง 4 ปีที่ผ่านมาเริ่มให้เห็นถึงความสัมฤทธิ์ผลที่เกิดขึ้น โดยในปี 2562 ความสำเร็จประการแรก ที่จะนำพาไปสู่ “การประมงที่ยั่งยืน”คือ การที่สหภาพยุโรป “ปลดใบเหลือง” ให้ประเทศไทย พร้อมผลักดันให้เป็นแกนนำในภูมิภาคต่อต้าน IUU และแบ่งปันประสบการณ์ที่เกิดขึ้น และยังได้รับรางวัล Stop IUU Fishing Award สำหรับระบบการตรวจสอบย้อนกลับผลิตภัณฑ์ประมง ซึ่งรางวัลดังกล่าวจะให้กับหน่วยงาน หรือองค์กรในโลกนี้ ที่โดดเด่นการต่อต้าน IUU นอกจากนี้ กรมประมงยังคว้ารางวัล “เลิศรัฐ”ได้ถึง 6 รางวัลด้วยกัน แต่ความสำเร็จเหนือสิ่งอื่นใด คือ การที่“ทรัพยากรสัตว์น้ำในน่านน้ำไทยเริ่มฟื้นคืนมา” และชาวประมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวประมงพื้นบ้านมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

สำหรับการจัดงานวันนี้ กรมฯจัดกิจกรรมของวันสถาปนากรมประมง ครบรอบปีที่ 93 และกิจกรรมวันประมงแห่งชาติ ประจำปี 2562 ขึ้นพร้อมกัน โดยมีพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำออนไลน์ใน 4 พื้นที่ ประกอบด้วย 1. บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ 2. กว๊านพะเยา จังหวัดพะเยา 3. หนองหาร จังหวัดสกลนคร และ4. อ่าวประจวบฯ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวม 1,930,000 ตัว นอกจากนี้ ยังมีพิธีมอบรางวัลประกวดออกแบบสัญลักษณ์ (Logo)และรางวัลภาพถ่าย “ปลากัดไทย (Siamese Fighting Fish) :สัตว์น้ำประจำชาติ” รวมถึงมอบโล่/รางวัลให้เกษตรกรดีเด่น เกษตรกรแปลงใหญ่ดีเด่น ข้าราชการดีเด่น รางวัลโครงการธนาคารสินค้าเกษตร(ธนาคารผลผลิตสัตว์น้ำแบบมีส่วนร่วม)และการประกาศเกียรติคุณให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมประมงผู้เกษียณอายุซึ่งมีคุณูประการต่อกรมประมงด้วย

ชายคาพระพิรุณ : 23 กันยายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442297

586851

ชายคาพระพิรุณ : 23 กันยายน 2562

วันจันทร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ขุนเกษตรา ขอแสดงความยินดีกับผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นจำนวน 4 ท่าน ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ประกอบด้วย นายมนัส กำเนิดมณี รองอธิบดีกรมชลประทาน โยกไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงนายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โยกไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ รองอธิบดี กรมหม่อนไหม ขยับขึ้นเป็นอธิบดีกรมหม่อนไหม แทนนางสาวศิริพร บุญชู ที่เกษียณราชการ และนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ขยับขึ้นเป็นเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร แทนนางสาวจริยา สุทธิไชยา ที่เกษียณราชการเช่นเดียวกัน

สัปดาห์ที่ผ่านมาหลายหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้ารับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี พ.ศ.2562 ซึ่งจัดโดยสำนักงาน ก.พ.ร โดยรางวัลเลิศรัฐถือเป็นรางวัลแห่งเกียรติยศที่สำนักงาน ก.พ.ร.มอบให้แก่หน่วยงานภาครัฐ ที่มุ่งมั่นปฏิบัติราชการจนประสบความสำเร็จและมีความเป็นเลิศแห่งหน่วยงาน ภาครัฐทั้งปวง พัฒนาคุณภาพ การบริการ และระบบการบริหารงานเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม และพึงพอใจให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งส่งเสริมการบริหารราชการให้มีระบบหรือวิธีการที่ตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชน จนเกิดการทำงานร่วมกันในลักษณะหุ้นส่วน และความร่วมมือ ตลอดจนพัฒนาระบบราชการให้มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน โดยรางวัลเลิศรัฐได้แบ่งออก เป็น 3 สาขา ได้แก่ 1. สาขาบริการภาครัฐ 2. สาขาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ และ 3. สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม สำหรับในปีนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้รับรางวัลเลิศรัฐ สาขาบริการภาครัฐ ระดับดี
ประเภทพัฒนาการบริการ จากผลงาน “Smart Manage เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการของสหกรณ์” ทั้งนี้ โปรแกรม “Smart Manage” เป็นแอพพลิเคชั่นที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้พัฒนาขึ้นมาสำหรับกรรมการสหกรณ์ เพื่อใช้ติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์ เพื่อให้รู้ความเคลื่อนไหวทางการเงิน ผลการดำเนินงานและความเสี่ยง มีข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจแบบ Real Time ซึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวก ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านสมารท์โฟน หรือแท็บเลต ทำให้ผู้บริหารสหกรณ์ตัดสินใจในการบริหารงานสหกรณ์ได้รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์และสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งในปีนี้นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ นายพจน์ภิรัชต์ เนียมจุ้ย รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ นายสุเทพ ทองบ้านบ่อ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พร้อมด้วยคณะข้าราชการและเจ้าหน้าที่ เป็นตัวแทนเข้ารับรางวัลจาก นายวิษณุ เครืองามรองนายกรัฐมนตรี ขุนเกษตรา ขอแสดงความยินดีกับทุกหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ด้วยนะครับ

ขณะนี้เกษตรกรในหลายพื้นที่ประสบปัญหาอุทกภัย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความเป็นห่วง และได้สั่งการ
ทุกกรมเข้าไปดูแลเกษตรกรอย่างเต็มที่โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมโครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัยตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งทุกจังหวัดระดมเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ให้กำลังใจและช่วยเหลือเยียวยาสมาชิกสหกรณ์และชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วม 21 จังหวัด เร่งสำรวจความเสียหาย พร้อมสอบถามความต้องการของชาวบ้านเพื่อให้ความช่วยเหลือเร่งด่วน เตรียมเปิดจุดบริการซ่อมเครื่องจักรกลการเกษตรและฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลดทันที โดยจะมีพิธีเปิดตัวโครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ ครั้งแรก
ในวันที่ 23 กันยายน 2562 ที่จังหวัดอุบลราชธานี เริ่มตั้งแต่เวลา 09.15 น. ซึ่งจะมีการรายงานสถานการณ์น้ำโดย
กรมชลประทาน จากนั้นจะมีการมอบนโยบายจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ

โดยดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และจะมีเวทีกิจกรรมจิตอาสาจัดพร้อมกันอีก 9 จังหวัด ได้แก่ มหาสารคาม อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ ยโสธร มุกดาหาร ร้อยเอ็ด สกลนคร กาฬสินธุ์ นครพนม ส่วนอีก 11 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี ขอนแก่น เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน แพร่ น่าน เพชรบูรณ์ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และอุตรดิตถ์ จะมีการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดเพื่อรับฟังนโยบายและแนวทาง การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งจะถ่ายทอดสัญญาณพิธีเปิดโครงการจิตอาสามาจากจังหวัดอุบลราชธานี นอกจากนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มอบหมายให้ผู้ตรวจราชการและผู้เชี่ยวชาญฯของกรมส่งเสริมสหกรณ์ลงพื้นที่จังหวัดที่ประสบอุทกภัย เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งสั่งการให้สหกรณ์จังหวัดระดมเจ้าหน้าที่กระจายลงพื้นที่ตามอำเภอต่างๆ เพื่อเยี่ยมเยือนให้กำลังใจพี่น้องเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและนำถุงยังชีพและของใช้ที่จำเป็นไปแจกจ่ายเพื่อช่วยเหลือในเบื้องต้น รวมถึงสำรวจปัญหา สอบถามถึงความต้องการเพื่อฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลด เช่น การส่งเสริมปลูกพืชผักระยะสั้น หรืออาชีพอื่นๆ และได้ประสานกับสหกรณ์ในพื้นที่จัดสรรเงินสาธารณประโยชน์มาใช้ในการจัดซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อแจกจ่ายให้กับสมาชิกและชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน ส่วนสหกรณ์ในจังหวัดต่างๆ ที่อยู่นอกพื้นที่ประสบภัยและต้องการจะมาร่วมเป็นจิตอาสาหรือบริจาคสิ่งของ เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ สามารถแจ้งความประสงค์ได้ที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ…ในยามที่คนไทยเดือดร้อน มีทุกข์ ก็ต้องร่วมด้วยช่วยกันครับ เป็นกำลังใจให้ทั้งผู้ปฏิบัติงานและผู้ประสบภัยครับ

ขุนเกษตรา

ย้ำจิตอาสาก.เกษตรฯ ดูแลผู้ประสบภัย21จว.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442294

x

ย้ำจิตอาสาก.เกษตรฯ ดูแลผู้ประสบภัย21จว.

วันจันทร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรจัดประชุมชี้แจงโครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย น้ำท่วมจากพายุ“โพดุล” และ “คาจิกิ” ใน 21 จังหวัด โดยมีพิธีเปิดตัวโครงการจิตอาสา จุดหลักวันที่ 23 กันยายน ที่สำนักงานชลประทานที่ 7 อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งจะรายงานสถานการณ์น้ำโดยกรมชลประทาน จากนั้นจะมอบนโยบายจิตอาสากระทรวงเกษตรฯ โดยรมว.เกษตรฯ จัดเวทีกิจกรรมจิตอาสาจัดพร้อมกันอีก 9 จังหวัด ได้แก่ มหาสารคาม อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด ยโสธร มุกดาหาร ศรีสะเกษ สกลนคร กาฬสินธุ์ และนครพนม ส่วนที่เหลือเป็นการจัดประชุมเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดรับฟังนโยบายและแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยจาก รมว.เกษตรฯ

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรสั่งการให้เกษตรจังหวัดพร้อมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลความเสียหายด้านพืชในจังหวัดที่ประสบอุทกภัย ให้ระดมเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรกระจายลงพื้นที่ตามอำเภอต่างๆ เพื่อเยี่ยมเยียนให้กำลังใจเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รวมทั้งสำรวจปัญหา สอบถามความต้องการเพื่อฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลด เบื้องต้นกรมฯสนับสนุนเชื้อราไตรโคเดอร์มา 3,045 กิโลกรัม ฟื้นฟูสภาพสวนไม้ผลหลังน้ำลด และมอบหมายศูนย์ขยายพันธุ์พืชของกรมฯ สนับสนุนพันธุ์พืช 28 ชนิด รวม 85,360 ต้นให้สำนักงานเกษตรจังหวัดต่างๆ ในโครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรฯ นอกจากนี้ ยังย้ำทุกจังหวัดจัดกิจกรรมจิตอาสาฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชน โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ หน่วยงานอื่น และภาคเอกชน เข้าไปช่วยทำความสะอาด ซ่อมแซมที่พัก และฟื้นฟูอาชีพเกษตรกร รวมทั้งให้รายงานผลดำเนินกิจกรรมจิตอาสาฯมายังกรมส่งเสริมการเกษตรจนกว่าเหตุการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ