กรมชลฯเร่งพัฒนาสาขาลุ่มน้ำชีแก้ท่วม-แล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442295

x

กรมชลฯเร่งพัฒนาสาขาลุ่มน้ำชีแก้ท่วม-แล้ง

วันจันทร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบริเวณลุ่มน้ำชีตอนบน โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำลำคันฉู จ.ชัยภูมิ ลุ่มน้ำสาขาสำคัญของแม่น้ำชี เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมพื้นที่เกษตรและที่อยู่อาศัย เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศลาดชันสูง และปัญหาน้ำแล้งเพราะไม่มีแหล่งเก็บน้ำเพียงพอกับความต้องการ สำหรับการแก้ปัญหาดังกล่าว เมื่อปี 2539 กรมสร้างอ่างเก็บน้ำลำคันฉู ความจุ42.6 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มีพื้นที่ได้รับระโยชน์ 47,500 ไร่ และสร่างอ่างเก็บน้ำห้วยทราย ความจุ 10 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 5,500 ไร่ บรรเทาปัญหาได้ระดับหนึ่ง แต่ความต้องการใช้น้ำเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ปัจจุบันความต้องการใช้น้ำของประชาชนในลุ่มน้ำลำคันฉู อ.บำเหน็จณรงค์ และอ.จัตุรัส ประมาณปีละ 260.5 ล้านลบ.ม. (ไม่รวมน้ำเพื่อการประมง ปศุสัตว์ และเกษตรกรรมนอกเขตชลประทาน) เป็นความต้องการน้ำ เพื่อการเกษตรถึง 244 ล้านลบ.ม. ปริมาณน้ำที่มีอยู่จึงไม่พอกับความต้องการ ต้องเร่งดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบริเวณลุ่มน้ำชีตอนบน

ทั้งนี้ ในการพัฒนาลุ่มน้ำลำคันฉูกรมเพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำของอ่างฯลำคันฉูโดยการสร้างฝายแบบพับได้บริเวณทางระบายน้ำล้น เพิ่มความจุเป็น 49.66 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นเป็น 50,500 ไร่ และตัดยอดน้ำที่ไหลหลากได้เพิ่มขึ้นช่วงฤดูฝน นอกจากนี้ ยังปรับปรุงอาคารและระบบชลประทานตั้งแต่ท้ายอ่างฯ ลำคันฉู ไปจนถึงบึงละหาน ระยะทาง87 กิโลเมตรอีกดอย่างไรก็ตาม กรมวางแนวทางแก้ปัญหา โดยสร้างระบบส่งน้ำประตูระบายน้ำ(ปตร.)ปากจาบ และก่อสร้างระบบส่งน้ำ ปตร.บ้านนา เพื่อช่วยบริหารจัดการน้ำในลำคันฉู – บึงละหาน ซึ่งระบบส่งน้ำและปตร.ทั้ง 2แห่งจะช่วยเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 46,000 ไร่ และ 9,734 ไร่ ตามลำดับ

นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2564-2567 กรมชลประทานยังมีแผนเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำให้ลุ่มน้ำลำคันฉู ประกอบด้วย สร้างอ่างฯห้วยวังตาลาด ความจุ 18 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 9,000 ไร่ อ่างฯ ห้วยจอมแก้ว ความจุ 3.41 ล้านลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 4,000 ไร่ อ่างฯ วังม่วง ความจุ 5 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 2,500 ไร่รวมความจุน้ำที่เก็บเพิ่มได้ 26.41 ล้านลบ.ม.เปิดพื้นที่รับประโยชน์เพิ่ม 15,500 ไร่ นอกจากนี้ยังเตรียมขุดลอกแก้มลิงบึงละหาน 6,000 ไร่เพิ่มพื้นที่รับน้ำบรรเทาปัญหาอุทกภัยด้านต้นน้ำและรอบบึงอีกด้วย

รายงานพิเศษ : สพข.5บูรณาการฟื้นฟูดินเค็ม วางระบบสร้างประโยชน์ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442300

x

รายงานพิเศษ : สพข.5บูรณาการฟื้นฟูดินเค็ม วางระบบสร้างประโยชน์ยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่ทำการเกษตรมาก 1 ใน 3 ของประเทศ มีเนื้อที่เพาะปลูก 60 ล้านไร่ แต่ในจำนวนพื้นที่ดังกล่าวมีปัญหาดินเค็มถึง 17.5 ล้านไร่ คิดเป็น 29% ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด ซึ่งปัญหาดินเค็มส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืช ทำให้ผลผลิตต่ำ โดยพบว่าภาคอีสานมีอัตราการขยายตัวของผลผลิตด้านการเกษตรต่ำสุด จึงส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกร เมื่อเกษตรกรภาคอีสานที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมีรายได้น้อยจะส่งผลเชื่อมโยงต่อรายได้เฉลี่ยของคนในประเทศ ดังนั้น การแก้ปัญหาดินเค็ม จะช่วยให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์พื้นที่ดินเค็มในการเพิ่มผลผลิต สร้างรายได้และยกระดับให้พ้นกับดักรายได้ปานกลางได้ในที่สุด

 

นางปราณี สีหบัณฑ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวางระบบการพัฒนาที่ดิน สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 กรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า
พื้นที่เกษตรกรรมส่วนใหญ่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นดินเค็ม ตั้งแต่ระดับเล็กน้อยไปจนถึงรุนแรงมาก ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ดังนั้นการแก้ปัญหาดินเค็มจะต้องแก้ไขเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ เน้นการปรับปรุง พัฒนา และการปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินตามศักยภาพของดินได้อย่างเต็มที่ สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 5 ที่ดูแลรับผิดชอบ 8 จังหวัดภาคอีสานตอนบน ประกอบด้วย จังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ สกลนคร อุดรธานี หนองคาย หนองบัวลำภู และบึงกาฬ จึงได้ทำโครงการส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มแบบบูรณาการในพื้นที่ลุ่มน้ำย่อย โดยใช้รูปแบบการดำเนินงานของโครงการป้องกันการแพร่กระจายดินเค็มในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ชี มูล (ทุ่งเมืองเพียโมเดล)มาเป็นต้นแบบขยายผลแก้ปัญหาดินเค็มแบบบูรณาการในพื้นที่ทั้ง 8 จังหวัด เน้นการบริหารจัดการพื้นที่ดินเค็มเชิงรุก เพื่อการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

สำหรับวิธีดำเนินการนั้นมีทั้งการปรับรูปแบบโครงสร้างพื้นฐาน ประกอบด้วยการจัดรูปแปลงนาลักษณะที่ 1 ให้มีความสม่ำเสมอทั้งแปลง ทำคันนาให้มีขนาดใหญ่ เพื่อกักเก็บน้ำในแปลงนาได้ดีขึ้น อีกทั้งสามารถปลูกไม้เศรษฐกิจทนเค็มบนคันนา เช่น ยูคาลิปตัส กระถินออสเตรเลีย หรือพืชทนเค็ม เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกร โดยพืชเหล่านี้จะช่วยดูดซับความเค็มสะสมไว้ที่ต้น เมื่อถึงเวลาที่ตัดต้นไม้ออกไปความเค็มก็จะออกไปด้วย เป็นการลดปริมาณความเค็มในพื้นที่ลงได้ส่วนหนึ่ง พร้อมกันนี้ ยังได้จัดทำระบบชะล้างเกลือร่วมกับทำคันคูเพื่อระบายน้ำ เป็นระบบระบายเกลือแบบคลองเปิด ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้เป็นการควบคุมระดับน้ำใต้ดินเค็มทั้งบนผิวดินและใต้ผิวดิน ช่วยลดการแพร่กระจายดินเค็มไปยังพื้นที่อื่น

 

 

นอกจากการปรับโครงสร้างพื้นฐานยังส่งเสริมการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ช่วยฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับพื้นที่ดินเค็มให้สามารถกลับมาใช้ประโยชน์ทำการเกษตรได้ผลผลิตที่ดี ต้นทุนลดลง เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ทั้งนี้ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 ยังได้ทำมาตรการป้องกันการแพร่กระจายดินเค็ม โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเกิดดินเค็ม อย่างเช่น พื้นที่เชิงเนินซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำ ด้วยการร่วมมือกับเกษตรกรและภาคเอกชนในการรณรงค์ปลูกป่าต้นน้ำ ปลูกพืชคลุมดินช่วยดูดซับเกลือไม่ให้แพร่กระจายลงมาสู่พื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมได้ในอนาคต

ผลจากการเข้าไปดำเนินการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มแบบบูรณาการในพื้นที่ลุ่มน้ำย่อย ของทั้ง 8 จังหวัดภาคอีสานเหนือ ซึ่งเน้นการทำเป็นตัวอย่างโดยคัดเลือกพื้นที่และเกษตรกรสมัครใจเข้าร่วมโครงการมุ่งไปในพื้นที่ที่ประสบปัญหาดินเค็มของแต่ละจังหวัด เพื่อเป็นพื้นที่ต้นแบบให้กับเกษตรกรในจังหวัดนั้น โดยพบว่ามีเกษตรกรให้ความสนใจอยากเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น เนื่องจากเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ทั้งด้านคุณสมบัติทางดินที่ดีขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อผลผลิตข้าวซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของพื้นที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนลดลง อีกทั้งเกษตรกรยังมีรายได้เสริมจากการปลูกไม้เศรษฐกิจบนคันนา โดยเฉพาะยูคาลิปตัสทนเค็ม ซึ่งตัดขายได้ประมาณปีที่ 4 ได้ต้นยูคาลิปตัสขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5 – 3.0 นิ้ว (ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 16 ตันต่อไร่ รายได้ 1,200 บาทต่อตัน) หรือมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจประมาณ 4,000 บาทต่อไร่ ขณะที่เกษตรกรหลายรายมีการปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ผลชนิดต่างๆ ไว้บริโภคในครัวเรือน เหลือก็จำหน่ายสร้างรายได้จุนเจือครอบครัวตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

ยังมีผลประโยชน์ทางอ้อม คือ สภาพแวดล้อมดีขึ้น สภาพภูมิอากาศโดยรวมดีขึ้น มีร่มเงาไม้ ดินดีขึ้น ปัญหาดินเค็มน้อยลง ที่สำคัญคือเกษตรกรมีความตระหนักถึงความสำคัญในการแก้ปัญหาดินเค็ม สามารถพลิกฟื้นพื้นที่ดินเค็มให้กลับมาปลูกพืชได้ ปัจจุบันมีหลายครอบครัวที่ลูกหลานกลับคืนถิ่นฐานมาช่วยทำการเกษตร ความสุขในครัวเรือนเพิ่มขึ้น มีรายได้และอาชีพที่มั่นคง

‘เฉลิมชัย’จ่อดันศึกษาโครงการผันน้ำเลี่ยงเมืองอุบลฯ บรรเทาอุทกภัยซ้ำซาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442309

'เฉลิมชัย'จ่อดันศึกษาโครงการผันน้ำเลี่ยงเมืองอุบลฯ บรรเทาอุทกภัยซ้ำซาก

‘เฉลิมชัย’จ่อดันศึกษาโครงการผันน้ำเลี่ยงเมืองอุบลฯ บรรเทาอุทกภัยซ้ำซาก

วันอาทิตย์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2562, 20.45 น.

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เตรียมผลักดันให้กรมชลประทานตั้งงบเพื่อศึกษาโครงการผันน้ำเลี่ยงเมืองอุบลราชธานี เพื่อลดผลกระทบอุทกภัยของทุกจังหวัดในลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูล โดยจะให้ตั้งงบในปี 2563 นี้ โดยจะศึกษาทั้งกรมชลประทาน และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ที่กำลังจะศึกษาเช่นกัน

“จากการขึ้นเฮลิคอปเตอร์สำรวจพื้นที่อุทกภัยลุ่มน้ำมูลและลุ่มน้ำชี ก็เห็นว่าควรจะมีการโครงการผันน้ำเลี่ยงเมือง ซึ่งที่ผ่านมากรมชลฯ ได้เคยมีการศึกษาแนวโครงการไว้ ประกอบกับในพื้นที่จังหวัดเหล่านี้ เกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก นานและหนักมาต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้น เห็นว่าน่าจะถึงเวลาที่ต้องหยิบเรื่องนี้มาพูดกัน ซึ่งเมื่อศึกษาแล้วจะมีการเดินหน้าหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่สังคมได้ช่วยกันคิด เพราะอาจจะมีการติดขัดเรื่องสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ เบื้องต้นได้ให้กรมชลฯ ไปดูว่าปัญหาการระบายน้ำที่ปลายแม่น้ำโขงปากมูลในช่วงแก่งสะพือ ทำให้ระบายน้ำออกได้ช้า จะสามารถติดไซฟอน วางท่อประมาณ 2 กม.ดึงน้ำเพิ่มได้อีก 10% เพื่อช่วยดึงน้ำหลากออกสู่โขงได้มาก ช่วยน้ำลดลงเร็วขึ้นอีก” นายเฉลิมชัย กล่าว

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ได้สั่งการสำนักชลประทานที่ 7 เร่งดูพื้นที่แก่งสะพือ เพื่อติดตั้งวางท่อไซฟอนน้ำ ออกโขงเพิ่มขึ้น ตามข้อสั่งการ รมว.เกษตรฯ และให้กรมชลฯศึกษาวางแนวโครงการผันน้ำเลี่ยงเมืองอุบลราชธานี เพื่อลดผลกระทบอุทกภัยในพื้นที่ อ.วารินทร์ชำราบ ระยะทางประมาณ 50 – 60 กิโลเมตร เพื่อไปออกที่แก่งสะพือ และออกแม่น้ำโขง โดยพื้นที่โครงการจะเป็นการขยายคลองสายเก่า และผ่านพื้นที่ทุ่งนาไม่ผ่านพื้นที่ชุมชน

สำหรับโครงการที่กรมชลฯ ศึกษาคือ โครงการศึกษาความเหมาะสมทางผันน้ำฝั่งขวาลำน้ำมูลเพื่อบรรเทาอุทกภัย จ.อุบลฯ แนวทางการศึกษาการผันน้ำโดยเร่งระบายน้ำมูลเพื่อบรรเทาอุทกภัยเมืองอุบลฯ ผ่านห้วยผับ ไปยังลำโดมใหญ่

สำหรับโครงการศึกษาบรรเทาอุทกภัย จ.อุบลฯ โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ วางแนวศึกษา 3 เส้น คือ 1.ทางผันน้ำเหนือเขื่อนยโสธร จ.ยโสธร จากนั้นผันน้ำผ่านลำเซบาย เซบก เชื่อนต่อห้วยตุงลุง สทนช.จะตั้งงบปี 63 2.ศึกษา ทางผันน้ำเพื่อลดปริมาณน้ำเท้อจากแก่งสะพือ บริเวณ อ.พิบูลมังสาหาร ผันน้ำเลี่ยงเมืองอุบลฯ ผ่านลำน้ำธรรมชาติไปลงลำโดมใหญ่ ระยะทางผันน้ำ 90 กิโลเมตร ซึ่งกรมชลฯ จะตั้งงบศึกษาปี 64 และ 3.และการขุดคลองลัดเพื่อผันน้ำเลี่ยงแก่งต่างๆ เริ่มจากบ้านนาข่า ต.โพธิ์ศรี อ.พิบูลมังสาหาร ลงลำน้ำมูลบริเวณห้วยตุงลุง บ้านดอนสวรรค์ อ.โขงเจียม ระยะทางผันน้ำ 90 กม.ตั้งงบศึกษาปี 64 เนื่องจากสทนช.มีอำนาจในการศึกษาน้ำข้ามลุ่ม

‘อธิบดีปศุสัตว์’ตรวจความพร้อมงานของดีนราธิวาส เตรียมรับเสด็จฯ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442304

'อธิบดีปศุสัตว์'ตรวจความพร้อมงานของดีนราธิวาส เตรียมรับเสด็จฯ'กรมสมเด็จพระเทพฯ'

‘อธิบดีปศุสัตว์’ตรวจความพร้อมงานของดีนราธิวาส เตรียมรับเสด็จฯ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’

วันอาทิตย์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2562, 19.01 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”ตรวจติดตามความพร้อมการจัดแสดงนิทรรศการด้านปศุสัตว์ ก่อนรับเสด็จ”สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ” ในงาน”ของดีนราธิวาส ประจำปี2562″

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2562 ที่สวนสาธารณเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ เฉลิมพระชนมพรรษา อ.เมือง จ.นราธิวาส นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ลงพื้นที่ตรวจติดตามความพร้อมการจัดแสดงนิทรรศการด้านปศุสัตว์ ในงาน “ของดีนราธิวาส ประจำปี 2562” พร้อมด้วย นายวีระชัย วิโรจน์แสงอรุณ ปศุสัตว์เขต 9 , นายชาตรี จันทโรจน์วงศ์ ปศุสัตว์จังหวัดนราธิวาส ผอ.กผส.และเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ เข้าร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้

การจัดแสดงนิทรรศการด้านปศุสัตว์นี้เพื่อเฝ้ารับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราขดำเนิน พระราชทานรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศการประกวดผลผลิตทางการเกษตร ในงาน “ของดีเมืองนรา ประจำปี 2562” ในการจัดแสดงนิทรรศการ กรมปศุสัตว์ จัดนิทรรศการเพื่อถวายรายงานข้อมูลการปฏิบัติงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ที่ดำเนินการในพื้นที่ จ.นราธิวาส ได้แก่ 1.โครงการไก่ไข่พระราชทาน 2.โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ 3.โครงการแพะนม ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์

4.โครงการพระราชดำริ (ด้านปศุสัตว์) ในพื้นที่ จ.นราธิวาส 4.1 โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ (งานปศุสัตว์) 4.2 ศูนย์สาธิตการเลี้ยงสัตว์ โครงการหมู่บ้านปศุสัตว์-เกษตรมูโนะ 4.3 ศูนย์สาธิตการเลี้ยงสัตว์ โครงการหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 5.โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร และ 6.ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปศุสัตว์

ทั้งนี้ จัดแสดงนิทรรศการภายใต้แนวคิด “สืบสาน รักษา ต่อยอด ศาสตร์พระราชา การเกษตรก้าวหน้า ปวงประชาเป็นสุข” จัดแสดงผลงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการที่สำคัญของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชหฤทัยมุ่งมั่นในการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ที่ทรงดำเนินตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจการพัฒนาด้านต่างๆ

ต้องเร่งเยียวยา! ‘อลงกรณ์’แจงกลุ่มประมงพื้นบ้าน พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาเต็มรูปแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442248

ต้องเร่งเยียวยา! 'อลงกรณ์'แจงกลุ่มประมงพื้นบ้าน พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาเต็มรูปแบบ

ต้องเร่งเยียวยา! ‘อลงกรณ์’แจงกลุ่มประมงพื้นบ้าน พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาเต็มรูปแบบ

วันอาทิตย์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2562, 14.39 น.

“อลงกรณ์”แจงกลุ่มประมงพื้นบ้านเกษตรฯ พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาประมงเต็มรูปแบบ ไม่สนรูปแบบการแก้ปัญหาเดิม อ้างที่ผ่านมาประชุมขับเคลื่อนเต็มที่

เมื่อวันที่ 22 กันายนย 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ชี้แจงเกี่ยวกับข้องเรัยกร้องของกลุ่มประมงพื้นบ้าน ที่นำโดย นายบรรจง นะแส เป็นแกนนำที่เรียกร้องให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งแก้ปัญหาด้านประมงว่าจากปัญหาของชาวประมงที่เกิดขึ้นภายหลังที่มีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่รัฐมนตรีเข้ารับตำแหน่งกระทรวงเกษตรฯ ทั้ง4 คน ก็ได้กำชับให้ทางกรมประมงเร่งรัดในการแก้ปัญหาด้านการประมงต่อเนื่องทันที

โดยที่ผ่านมาได้มีการประชุมคณะทำงานที่เกี่ยวข้องไปแล้ว 6 ครั้ง เพื่อแก้ปัญหาประมงของทุกกลุ่มโดยเร็วตามความเร่งด่วนโดยไม่ชักช้า ตอบโจทย์ความเดือดร้อนของชาวประมง ซึ่งที่ผ่านมาได้เกิดบรรยากาศของความร่วมมือทุกฝ่ายดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งมีตัวแทนประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ ประมงนอกน่านน้ำเข้าร่วมด้วย ไม่ได้มีเฉพาะประมงพาณิชย์ค ที่ผ่านมารัฐมนตรีเกษตรฯ ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพประมงไทย เมื่อวันที่ 10 กันยายน ที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการที่ประกอบด้วยตัวแทนจากทุกกลุ่ม ขณะที่นโยบายการอนุรักษ์ทรัพยากรในทะเลเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายเช่นเดียวกับการรักษามาตรฐาน IUU ได้แถลงชัดเจนตั้งแต่การประชุมครั้งแรกและในทุกครั้งของการประชุม เพื่อเตือนทุกฝ่ายให้ตระหนักถึงนโยบายของท่านรัฐมนตรีเกษตรฯ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ริเริ่มผลักดันให้เกิดความร่วมมือในกลุ่มประเทศอาเซียน ด้วยการจัดตั้งเครือข่าย ASEAN IUU จนคืบหน้าเป็นที่ยอมรับ เพื่อให้การปฏิรูปทรัพยากรทางทะเลและการค้ามนุษย์รวม ทั้งปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคนี้ได้รับการพัฒนาแก้ไขให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล และประเทศไทยจะเป็นตัวอย่างต้นแบบของเรื่องเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม ในส่วนจุดยืนการทำงานของรัฐมนตรีเกษตรฯ ยืนยันเน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ใช้เมตตาธรรมและหลักนิติธรรม ยึดประโยชน์ประเทศไม่เอาเอียงฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ไม่มีผลประโยชน์ใดๆ เกี่ยวข้อง และพร้อมจะข้อเสนอจากทุกกลุ่มทั้งประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ และประมงนอกน่านน้ำ โดยเปิดกว้างรับฟังความทุกข์ร้อนไม่แบ่งแยก และจะพิจารณาบนหลักการ และไม่ได้คิดแก้ปัญหาเท่านั้นแต่จะฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพประมงไทยด้วย เช่น โครงการเสริมสภาพคล่องก็เพื่อประมงทุกกลุ่มรวมทั้งประมงพื้นบ้านด้วย

นายอลงรณ์ เผยอีกว่า ที่ผ่านมาในการนำเรือประมงพาณิชย์ออกจากระบบกว่า 2 พันลำ คือ การจ่ายชดเชยที่รัฐตกลงไว้ก่อนหน้านี้ และเริ่มทะยอยจ่ายชุดแรก 305 ลำ ยืนยันไม่ได้ให้เอาเรือกลับมาในระบบ ซึ่งเจ้าของเรือประมงเหล่านี้และครอบครัวคือคนไทยที่ไม่มีอาชีพมาหลายปี พวกเขายอมปฏิบัติตามกฎหมาย และ IUU จนประเทศไทยได้ธงเขียว ดังนั้น หน้าที่ของเราคือต้องเร่งเยียวยาให้เร็วที่สุด ไม่ใช่ซ้ำเติม หลายคนฆ่าตัวตาย หลายครอบครัวสิ้นเนื้อประดาตัว ซึ่งการแก้ปัญหาด้านประมง วันนี้ตนยืนยันว่าต่างจากในอดีต ที่ต้องลดละเลิกความมีอคติต่อกันไม่ว่าประมงพื้นบ้านหรือประมงพาณิชย์ ขอให้คิดว่าชาวประมงคือครอบครัวเดียวกัน ทะเลคือแหล่งทำกินที่ต้องช่วยกันฟื้นฟูอนุรักษ์

‘ประภัตร’ลุยพื้นที่น้ำท่วมร้อยเอ็ด กำชับหน่วยงานรัฐเร่งเยียวยาฟื้นฟู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442247

'ประภัตร'ลุยพื้นที่น้ำท่วมร้อยเอ็ด กำชับหน่วยงานรัฐเร่งเยียวยาฟื้นฟู

‘ประภัตร’ลุยพื้นที่น้ำท่วมร้อยเอ็ด กำชับหน่วยงานรัฐเร่งเยียวยาฟื้นฟู

วันอาทิตย์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2562, 14.30 น.

“ประภัตร”ลุยพื้นที่น้ำท่วมร้อยเอ็ด เผยผลตรวจสอบเบื้องต้นพื้นที่เกษตรเสียหายแล้ว8แสนกว่าไร่ กำชับหน่วยงานรัฐเร่งเข้าเยียวยาฟื้นฟู

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ และข้าราชการกระทรวงเกษตาฯ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเกษตรกรผู้ประสบภัยในพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด โดยเริ่มจากหอประชุมโรงเรียนเสลภูมิพิทยาคม อ.เสลภูมิ จากนั้นเดินทางไปยังหอประชุมที่ว่าการอำเภอทุ่งเขาหลวง พร้อมรับฟังรายงานสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ทั้ง 2 อำเภอ ตลอดจนพบปะเกษตรกรผู้ประสบภัยกว่ารวมกว่า 2,000 คน พร้อมมอบเสบียงสัตว์ หญ้าแห้งอัดฟ่อน จำนวน 400 ฟ่อน ถุงยังชีพสำหรับสัตว์ 400 ถุง และถุงยังชีพให้กับเกษตรกรรวม 2,000 ชุด

นายประภัตร กล่าวว่า จ.ร้อยเอ็ด เป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิที่สำคัญของประเทศ จากสถานการณ์อุทกภัยที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค. – 4 ก.ย.62 มีพื้นที่ทางการเกษตรคาดว่าจะเสียหาย 870,712 ไร่ โดยในวันพรุ่งนี้ (23 ก.ย.62) จะมีการประชุมคณะอนุกรรมการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 2562 ระดับอำเภอ เพื่อดำเนินการติดตามและให้การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยต่อไป

ทั้งนี้ ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้กำชับทุกหน่วยงานให้เร่งสำรวจความเสียหาย และเยียวยาให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะการส่งเสริมอาชีพหลังน้ำลด ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ เตรียมจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใน 3 โครงการ ดังนี้ 1.ปลูกถั่วเขียว โดยให้เมล็ดพันธุ์ 5 กก./ไร่ ประกันราคาที่ 30 บาท 2.ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ให้เมล็ดพันธุ์ 3.5 กก./ไร่  คนละไม่เกิน 10 ไร่ ประกันราคาที่ 8 บาท และ 3.โครงการโคขุนสร้างรายได้ ส่งออกไปจีน เป้าหมาย 1 ล้านตัว โดยกระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนเงินกู้รายละ 120,000 บาท ซื้อลูกโค 5 ตัวๆ ละไม่เกิน 24,000 บาท และมีน้ำหนักไม่น้อยกว่า 250 กก. ประกันวัวตัวละ 100 บาท/เดือน กำหนดระยะเวลาเลี้ยง 4 เดือน โดยเลี้ยงในคอกของตนเอง รวมถึงสนับสนุนเครื่องผสมอาหารตามสูตรของกรมปศุสัตว์ ให้กลุ่มละ 500 – 1,000 ตัว อีกทั้งกรมทรัพยากรน้ำบาดาลขุดเจาะวางระบบน้ำบาดาลพลังงานแสงอาทิตย์ 1 บ่อ ใช้ประโยชน์ได้ถึง 700 – 1,000 ไร่ และรัฐบาลช่วยเหลือดอกเบี้ยให้ 3% เกษตรกรออกเอง 1% และมีประกันความเสียหายหากโคเสียชีวิต ซึ่งจากการพูดคุยและสอบถามความคิดเห็นของเกษตรกรทั้งสองอำเภอนั้น เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยและมีความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการดังกล่าว

‘เฉลิมชัย’ลงพื้นที่น้ำท่วมอุบลฯ เร่งสำรวจความเสียหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442246

'เฉลิมชัย'ลงพื้นที่น้ำท่วมอุบลฯ เร่งสำรวจความเสียหาย

‘เฉลิมชัย’ลงพื้นที่น้ำท่วมอุบลฯ เร่งสำรวจความเสียหาย

วันอาทิตย์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2562, 14.22 น.

“เฉลิมชัย”ลงพื้นที่น้ำท่วมอุบลราชธานี สำรวจความเสียหาย พร้อมเร่งรัดการจ่ายเงินทดรองราชการ ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ภายใน90วันนับแต่วันที่เกิดภัย

เมื่อวันที่ 22 กันายนย 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำ ณ จ.อุบลราชธานี ว่า ในวันนี้ได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำ ซึ่งปัจจุบันจังหวัดอุบลราชธานี มีปริมาณน้ำฝนสะสม ตั้งแต่ปี 2562 ถึงปัจจุบัน 1,547.60 มิลลิเมตร น้อยกว่าปีที่แล้ว 0.26% (ฝนสะสมเฉลี่ย 30 ปี คือ 1,581.70 มิลลิเมตร) โดยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ได้แก่ เขื่อนสิรินธร มีความจุที่ระดับเก็บกัก 1,966.47 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 1,842.34 ล้าน ลบ.ม.(คิดเป็น 93.69%) ปริมาณน้ำใช้การ 1,010.96 ล้าน ลบ.ม.(มากกว่าปีที่แล้วคิดเป็น 38.03%) และเขื่อนปากมูล มีความจุที่ระดับเก็บกัก 225.00 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 40.03 ล้าน ลบ.ม.(คิดเป็น 17.79%) ปริมาณน้ำระบาย 576.83 ล้าน ลบ.ม./วัน และสำหรับอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง มีจำนวน 13 อ่าง ความจุที่ระดับเก็บกักรวม 130.02 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 132.80 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็น 102.13%) มากกว่าปีที่แล้วคิดเป็น 38.35%

ทั้งนี้ จังหวัดอุบลราชธานีมีฝนตกหนักและหนักมาก ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2562 ถึงปัจจุบัน มีผลกระทบต่อเกษตรกร ได้แก่ 1) ด้านพืช มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจำนวน 639,556 ไร่ โดยแบ่งเป็น ข้าว 532,945 ไร่ พืชไร่ 97,708 ไร่ และพืชสวนและอื่น ๆ 8,903 ไร่ เกษตรกรจำนวน 83,346 ราย 2) ด้านปศุสัตว์ เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ได้รับผลกระทบ จำนวน 5,323 ราย โดยจำแนกเป็นรายชนิดสัตว์ ได้แก่ โค 11,588 ตัว กระบือ 4,325 ตัว สุกร 311 ตัว แพะ 20 ตัว สัตว์ปีก 50,285 ตัว และ แปลงหญ้าอาหารสัตว์ 34 ไร่ 3) ด้านประมง เกษตรกรประมงได้รับผลกระทบ จำนวน 4,990 ราย พื้นที่ได้รับผลกระทบ 6,561 ไร่ กระชัง 18,080 ตรม. ประมาณการมูลค่าความเสียหาย 41,221,559.50 บาท

สำหรับผลกระทบด้านการเกษตร จำนวน 25 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เพชรบูรณ์ แพร่ น่าน พิจิตร พิษณุโลก แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง สุโขทัย อุตรดิตถ์ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครพนม มหาสารคาม ยโสธร มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สกลนคร หนองคาย อำนาจเจริญ อุดรธานี อุบลราชธานี และจังหวัดกระบี่ จำแนกเป็น ด้านพืช 24 จังหวัด เกษตรกร 536,939 ราย พื้นที่คาดว่าจะเสียหาย 3,361,168 ไร่ มีพื้นที่เสียหายสิ้นเชิง 501,886 ไร่ แบ่งเป็นข้าว 490,644 ไร่ พืชไร่ 10,516 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 726 ไร่ คิดเป็นวงเงิน 559.36 ล้านบาท ด้านประมง 24 จังหวัด เกษตรกร 30,369 ราย พื้นที่เลี้ยงสัตว์น้ำคาดว่าจะเสียหาย 30,773 ไร่ มีพื้นที่เสียหายสิ้นเชิงรวม 2,433 ไร่ คิดเป็นวงเงิน 39.39 ล้านบาท และด้านปศุสัตว์ 17 จังหวัด เกษตรกร 46,180 ราย สัตว์ที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัย 1,864,520 ตัว

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการตามแนวทางมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยในระยะเร่งด่วน โดยมอบหมายส่วนราชการในสังกัด เช่น กรมชลประทาน บริหารจัดการน้ำหลาก น้ำท่วม น้ำล้นตลิ่ง ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 102 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 342 เครื่อง เครื่องจักรกลอื่นๆ กรมปศุสัตว์ แจกจ่ายพืชอาหารสัตว์ 15 จังหวัด 840,700 กิโลกรัม อาหารสัตว์อื่นๆ 18,200 กิโลกรัม ถุงยังชีพสำหรับสัตว์ 979 ถุง อพยพสัตว์ 114,604 ตัว สร้างเสริมสุขภาพสัตว์ 27,080 ตัว กรมประมง สนับสนุนเรือตรวจการประมงน้ำจืด 21 ลำ พร้อมเจ้าหน้าที่ 90 นาย ลำเลียงผู้ป่วย อพยพประชาชน สนับสนุนพื้นที่ประสบอุทกภัย 15 จังหวัด 866,800 กิโลกรัม สนับสนุนอาหารสัตว์ (อาหารอื่นๆ) 18,200 กิโลกรัม สนับสนุนถุงยังชีพสำหรับสัตว์ 1,279 ถุง และอพยพสัตว์ 117,465 ตัว สร้างเสริมสุขภาพสัตว์ 33,392 ตัว นอกจากนี้ ยังเร่งให้สำรวจความเสียหาย เพื่อเร่งรัดการจ่ายเงินทดรองราชการ ตามระเบียบก.คลัง ภายใน 90 วันนับแต่วันที่เกิดภัย

รมช.เกษตรฯย้ำรัฐ-เอกชนช่วยป้องASFเต็มที่ วอนหยุดปล่อยข่าวลือหวังผลทางการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442194

รมช.เกษตรฯย้ำรัฐ-เอกชนช่วยป้องASFเต็มที่  วอนหยุดปล่อยข่าวลือหวังผลทางการเมือง

รมช.เกษตรฯย้ำรัฐ-เอกชนช่วยป้องASFเต็มที่ วอนหยุดปล่อยข่าวลือหวังผลทางการเมือง

วันเสาร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2562, 20.42 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์การป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ ASF ในขณะนี้ยังเป็นไปอย่างเข้มงวดรัดกุม โดยมีความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เหนียวแน่นมั่นคง ทั้งสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้เลี้ยงในพื้นที่ต่างๆ ตลอดจนฟาร์มขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ และรวมถึงเกษตรกรรายย่อยทั้งหมด ที่กล่าวได้ว่าเป็นความร่วมมือที่ทุกภาคส่วนเต็มใจ เข้มแข็ง และพร้อมเสียสละอย่างมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของไทย

“ความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรของไทยในการเฝ้าระวังป้องกันโรค ASF ของประเทศไทยนี่ล่ะ ที่ทำให้เราแตกต่างจากประเทศอื่นที่มักมีการแพร่ระบาดของโรคอย่างรุนแรงรวดเร็ว ซึ่งต้องชื่นชมในความสามัคคีของคนเลี้ยงหมูทั่วประเทศที่ร่วมมือกับภาครัฐในการป้องกันโรคมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงวันนี้  ขอชื่นชมในสปิริตของผู้เลี้ยงสุกรทุกฟาร์มและทุกบริษัทที่เกี่ยวข้อง ที่มีแนวคิดในการลงขันตั้งกองทุนช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ทุกฝ่ายและเห็นแล้วว่าก่อให้เกิดประโยชน์ได้จริง รวมถึงประชาชนผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวที่ร่วมมือไม่นำอาหารที่ผลิตจากเนื้อสัตว์เข้ามาในเขตประเทศไทย ทำให้วันนี้ไทยยังคงเป็นเขตปลอด ASF” นายประภัตรกล่าว

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมหลายประการ อาทิ การร่วมจัดทำแผนเตรียมความพร้อมเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค (Contingency Plan) ทำให้มาตรการต่างๆในการป้องกันโรคสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล การจัดทำโรงพ่นยาฆ่าเชื้อทำลายเชื้อโรค ที่ด่านชายแดนที่สำคัญ 5 แห่ง การร่วมสนับสนุนเครื่องพ่นและยาฆ่าเชื้อ ตลอดจนค่าจ้างเจ้าหน้าที่ในการพ่นยาฆ่าเชื้อให้กับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อป้องกันโรค การร่วมสนับสนุนการจัดงานสัมมนาให้ความรู้เรื่องโรคและการป้องกันโรคให้กับเกษตรกรรายย่อย และอีกประเด็นที่สำคัญคือการที่ภาคเอกชนโดยสมาคมผู้เลี้ยงสุกรได้ร่วมมือกับภาครัฐ รับซื้อหมูจากเกษตรกรรายย่อยที่มีความเสี่ยงในราคาตลาดที่เป็นธรรมนำมาเชือดเพื่อแปรรูปปรุงสุกหรือฝังทำลาย ขึ้นกับผลการประเมินความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ เพื่อป้องกันโรค ซึ่งถือเป็นความพิเศษของประเทศไทยทีผู้ประกอบรายใหญ่มีส่วนร่วมเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยเพื่อป้องกันความสูญเสียต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทุกคน เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมยิ่ง

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผ่านมาพบว่ามีผู้ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ ปล่อยข่าวลวงให้เกิดความสับสน ส่งผลให้เกษตรกรหลายรายหลงเชื่อ รีบเทขายหมูออกก่อนถึงเวลาอันควร ซึ่งมักถูกกดราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ไม่ว่าการปล่อยข่าวลวงนั้นจะต้องการผลเฉพาะหน้าเพื่อซื้อหมูราคาต่ำไปขาย หรือหวังผลทางการเมืองเพื่อดิสเครดิตรัฐบาลก็ตาม ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำเพราะเท่ากับเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรท่ามกลางสถานการณ์เฝ้าระวังโรคที่ต้องเครียดและกังวลมากอยู่แล้วให้ย่ำแย่ลงไปอีก ขณะเดียวกันอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงเศรษฐกิจของประเทศด้วย

“ขอให้คนที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติหยุดปล่อยข่าวลือได้แล้ว ประเทศของเรามีมาตรฐานการเลี้ยงสัตว์ที่ดี มีมาตรการและแผนป้องกันที่เข้มแข็งเป็นขั้นเป็นตอน ภายใต้ความร่วมมืออย่างเข้มข้นดังกล่าวแล้วข้างต้น ดังนั้น ขอให้เกษตรกรมั่นใจและติดตามฟังประกาศของกรมปศุสัตว์เพียงแหล่งเดียว อย่าหลงเชื่อข่าวลวงที่หวังกดราคาหมูและทำลายประเทศชาติ” นายประภัตรกล่าวทิ้งท้าย

‘วราวุธ’นำทีม’กรมน้ำ’ทส.ผนึกกำลังส.ส.ชทพ.พัฒนาแหล่งน้ำศรีประจันต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/441937

'วราวุธ'นำทีม'กรมน้ำ'ทส.ผนึกกำลังส.ส.ชทพ.พัฒนาแหล่งน้ำศรีประจันต์

‘วราวุธ’นำทีม’กรมน้ำ’ทส.ผนึกกำลังส.ส.ชทพ.พัฒนาแหล่งน้ำศรีประจันต์

วันศุกร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2562, 17.10 น.

“วราวุธ”นำทีม”กรมน้ำ”ทส.ผนึกกำลังส.ส.ชาติไทยพัฒนา พัฒนาแหล่งน้ำศรีประจันต์ เนื่องในวันอนุรักษ์และพัฒนาแม่น้ำคูคลองแห่งชาติ เป็นพื้นที่ต้นแบบนำร่องทั่วประเทศ

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 20 กันยายน 2562 นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พร้อมด้วย นายประภัตร โพธสุธน รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ทั้ง 4 เขต ได้แก่ นายสรชัด สุจิตต์ , นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ และนายเสมอกัน เที่ยงธรรม ร่วมงานวันอนุรักษ์และพัฒนาแม่น้ำคูคลองแห่งชาติ ณ วัดปลายนา ชุมชนบ้านปลายนา ต.วังน้ำซับ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี โดยมีพี่น้องประชาชนชาวสุพรรณบุรีกว่า 1,000 คน ให้การต้อนรับ

สำหรับวันที่ 20 กันยายนของทุกปี จัดให้เป็นวันวันอนุรักษ์พัฒนา แม่น้ำคูคลองแห่งชาติ เพื่อระลึกถึงการเสด็จครบรอบประพาสคลองแสนแสบของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2537 ถือเป็นวันแห่งการรณรงค์รักษาแหล่งน้ำของประเทศโดยมีคลองแสนแสบเป็นตัวอย่างแห่งการพลิกฟื้นสภาพคลองเน่าเหม็นเต็มไปด้วยผักตบชวาให้กลายเป็นหนึ่งในลำคลองสำคัญในการคมนาคม

โดยในปีนี้ ทส.ได้เลือกชุมชนบ้านปลายนา ต.วังน้ำซับ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี เป็นสถานที่จัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนาแม่น้ำคูคลองแห่งชาติ เนื่องจากเป็นชุมชนต้นแบบในการอนุรักษ์และพัฒนาคูคลองที่ประสบความสำเร็จ มีการรักษาความสะอาดแม่น้ำลำคลองลุ่มแม่น้ำท่าจีนเป็นอย่างดี ส่งผลดีต่อวิถีชุมชนและการเกษตร อันเป็นผลมาจากการทำงานของกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ และยังได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายชุมชนในพื้นที่เป็นอย่างดีในการบริหารจัดการขยะ ไม่ให้ปนเปื้อนลงไปในแม่น้ำที่ไหลผ่านชุมชน โดยมี ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนาเป็นตัวกลางประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานราชการและคนในชุมชน ถือเป็นต้นแบบการทำงานด้านการพัฒนาแหล่งน้ำและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนที่สามารถนำไปต่อยอดปฏิบัติในพื้นที่อื่นๆ ได้ต่อไป

“วันนี้ผมได้มาทำงานในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ต้องมีความรับผิดชอบระดับประเทศ แต่ขอให้พี่น้องสุพรรณบุรีวางใจว่าผมไม่ลืมคนบ้านเราแน่นอน วันนี้ผมนำทีม ส.ส.สุพรรณบุรี ของเราทั้ง 4 เขต มาพบกับพี่น้อง เพื่อขอยืนยันว่า พ่อบรรหารเคยทำงานเพื่อพวกท่านอย่างไร ผมจะทำให้ได้เหมือนที่พ่อเคยทำ แต่สิ่งสำคัญวันนี้คือผมขอให้พี่น้องประชาชนให้ความร่วมมือในการร่วมกันปฏิบัติตามนโยบาย ทส.ในการรักษาความสะอาดและลดปริมาณขยะพลาสติกให้สำเร็จ อย่าปล่อยให้กระทรวง ทส.ปรบมือข้างเดียว แต่ขอให้พี่น้องชาวสุพรรณบุรีมาช่วยผมปรบมืออีกข้างให้ดังไปทั่วประเทศ ให้บ้านเราเป็นตัวอย่างที่ดีให้พี่น้องจังหวัดอื่นได้เห็นและปฏิบัติตาม” นายวราวุธ กล่าวย้ำในพิธีเปิด ถึงความสำคัญของการรักษาความสะอาดแม่น้ำลำคลอง พร้อมตอกย้ำให้พี่น้องประชาชนในงานเตรียมตัวรับวัน D-Day 1 ม.ค.2563 ที่จะมาถึงที่ 43 ห้างร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ทั่วประเทศจะเลิกแจกถุงพลาสติกหูหิ้วตามนโยบายของ ทส.อีกด้วย

‘เฉลิมชัย’สั่งฟื้นฟูอาชีพประมงหลังน้ำลด จ่อปล่อยกู้1หมื่นล้าน-แก้กม.ประมง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/441915

'เฉลิมชัย'สั่งฟื้นฟูอาชีพประมงหลังน้ำลด จ่อปล่อยกู้1หมื่นล้าน-แก้กม.ประมง

‘เฉลิมชัย’สั่งฟื้นฟูอาชีพประมงหลังน้ำลด จ่อปล่อยกู้1หมื่นล้าน-แก้กม.ประมง

วันศุกร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2562, 15.44 น.

‘เฉลิมชัย’ สั่งฟื้นฟูอาชีพประมงหลังน้ำลด ลั่นปฏิรูปประมงทั้งระบบพัฒนาศักยภาพเข้าถึงแหล่งเงินทุน เตรียมวงเงินปล่อยกู้ ออมสิน-ธกส. กว่า1หมื่นล้านบาท จ่อแก้กม.ประมง ออกกฏเข้มกว่าไอยูยู

20 กันยายน 2562 ที่กรมประมง นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานงานวันสถานปนากรมประมงครบ  93 ปี และเปิดงานวันประมงแห่งชาติซึ่งตรงกับวันที่ 21 กันยายนของทุกปี กล่าวว่า อุทกภัยที่เกิดขึ้นทำให้ชาวประมงและเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำเดือดร้อนจำนวนมาก จึงสั่งการให้กรมประมงฟื้นฟูอาชีพผู้ประสบภัยทันทีหลังน้ำลด เบื้องต้นจะมอบพันธุ์สัตว์น้ำและอาหารสัตว์น้ำ เพื่อให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงแล้วจับขายได้โดยเร็ว เป็นการช่วยเหลือระยะเร่งด่วน

สำหรับระยะยาว กระทรวงเกษตรฯ จะปฏิรูปภาคการประมงทั้งระบบ โดยในส่วนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรายย่อยและชาวประมงพื้นบ้านจะส่งเสริมให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ส่งเสริมการวมกลุ่มเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้ สำหรับผู้ประกอบการประมงพาณิชย์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐในการสร้างความสมดุลของปริมาณการจับสัตว์น้ำให้สอดคล้องกับกำลังการผลิตของธรรมชาติ ทำให้เรือประมงส่วนหนึ่งต้องออกจากระบบ ทางกระทรวงเกษตรฯ จะช่วยเหลือและเยียวยาเพื่อให้สามารถมีทุนประกอบอาชีพใหม่ได้

ส่วนสมาคมแห่งประเทศไทยร้องเรียนมาว่า ข้อกฎหมายหลายประการเป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพนั้น ได้สั่งการให้กรมประมงเร่งพิจารณาแก้ไข โดยอยู่บนพื้นฐานของการรักษาทรัพยากร เนื่องจากทรัพยากรทางประมงเป็นความมั่นคงทางอาหารและเป็นภาคส่วนหนึ่งที่สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้จะส่งเสริมให้ชาวประมง ผู้ประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต่อเนื่องด้านประมงสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน นำนวัตกรรมต่างๆมาใช้ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มมูลค่าให้สินค้าประมงไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก

ที่ผ่านมาสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์เสื่อมโทรม รวมทั้งสัตว์น้ำถูกจับจนเกินกว่ากำลังผลิตของธรรมชาติ แต่จากความร่วมมือของชาวประมงปฏิบัติตามนโยบายรัฐ ทำให้ภาคการประมงเกิดความยั่งยืนและความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำดีขึ้นเป็นลำดับทั้งนี้ ในวันที่ 21 กันยายน ซึ่งเป็นวันประมงแห่งชาติ กระทรวงเกษตรฯ ขอความร่วมมืองดจับสัตว์น้ำ 1 วัน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรของไทย ยืนยันว่า จะปฏิรูปภาคการประมงทั้งระบบ เพื่อให้เป็นอาชีพที่ยั่งยืนและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ได้เร่งแก้ไขปัญหาภาคประมง โดยเฉพาะข้อเรียกร้องที่สำคัญของชาวประมงที่เสนอผ่านสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย คือการแก้ไขกฎหมายโดยผ่อนผันอัตราโทษข้อหาต่างๆ ซึ่งรุนแรงกว่าของกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (EU) ว่าด้วยการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และขาดการควบคุม (IUU) รวมทั้งระเบียบต่างๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการออกทำการประมง ซึ่งเมื่อได้ข้อสรุปแล้ว ให้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นก่อน จากนั้นตนจะนำเสนอแก้ไขกฎกระทรวงต่างๆ ตามกระบวนการ ย้ำว่า ร่างกฎกระทรวงที่จะเสนอแก้ไขนี้ต้องไม่ละเมิดกฎ IUU เพื่อที่ไทยจะสามารถส่งออกสัตว์น้ำได้โดยไม่ถูกกีดกันทางการค้า ขณะเดียวกันยังเป็นการรักษาความสมดุลระหว่างปริมาณการจับสัตว์น้ำและศักยภาพการผลิตของธรรมชาติเพื่อให้อาชีพประมงเป็นอาชีพที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ยังกำชับกรมประมงให้ประสานกับธนาคารออมสินในการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ แก่ผู้ประกอบการประมงที่เรือมีขนาด 60 ตันกรอสขึ้นไป ซึ่งตามแผนงานนั้นกำหนดวงเงิน 5,300 ล้านบาทและประสานกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการเรือประมงที่มีขนาดต่ำกว่า 60 ตันกรอส ซึ่งรวมถึงเรือประมงพื้นบ้านด้วยวงเงิน 5,000 ล้านบาท

สำหรับเรือประมงพื้นบ้านนั้นบางส่วนมีทะเบียนถูกต้อง แต่บางส่วนไม่มีทะเบียนจึงต้องพิจารณารายละเอียดการช่วยเหลืออย่างรอบคอบ ซึ่งจะใช้เรือประมงเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยหากไม่เพียงพอจะให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ร่วมค้ำประกัน เป็นโครงการที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการประมงได้มาก เนื่องจากต้นทุนในการออกเรือแต่ละครั้งนั้นสูง หากธนาคารทั้ง 2 แห่งตกลงให้ดำเนินการทันที

นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยกล่าวว่า ผู้แทนชาวประมงได้ร่วมประชุมกับกรมประมงเพื่อติดตามความก้าวหน้าของการยกร่างประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดเครื่องมือทำการประมง รูปแบบ และพื้นที่ทำการประมงของเครื่องมือประมงคราดหอย ที่ห้ามใช้ทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำ พ.ศ….  โดยออกเป็นประกาศชั่วคราว ที่คงสาระประกาศฉบับเดิม โดยมีผลให้สามารถทำการประมงได้ในช่วงปี 2562-2563 เพื่อเป็นการศึกษาข้อมูลวิชาการ และข้อมูลการทำการประมงของชาวประมง การยกร่างประกาศโดยให้อำนาจคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดในการกำหนดมาตรการ ใช้ชื่อเครื่องมือว่าอวนจับแมงกระพรุนและสิ้นสุดการบังคับใช้ ธันวาคม 2564 ความก้าวหน้าของการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำซึ่งแบ่งเป็น 2 โครงการ คือโครงการสำหรับกลุ่มเรือประมงนอกน่านน้ำและโครงการสำหรับเรือประมงพาณิชย์และเรือประมงพื้นบ้าน โดยกรมประมง จะต้องจัดทำรายละเอียดโครงการตามพระราชบัญญัติ วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 ก่อนเสนอเข้า ครม.

ประเด็นที่สำคัญอีกประการคือการพิจารณาเปรียบเทียบบทลงโทษตามกฎหมายประมงกับกฎหมายสากล โดยการเปรียบเทียบระหว่าง EU และกลุ่มประเทศข้างเคียงประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนาในฐานความผิดเดียวกันว่า แต่ละประเทศมีการดำเนินการอย่างไร มีการกำหนดโทษตามอัตราก้าวหน้าตามน้ำหนักเรือหรือไม่ และพิจารณากฎหมายเป็น 2 กลุ่ม คือความผิดที่เกิดจากทรัพยากร และความผิดด้วยวิธีปฏิบัติ และจะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นเพื่อพิจารณาเปรียบเทียบกฎหมาย และปรับแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคในการทำประมง ซึ่งการเร่งรัดแก้ไขปัญหาดังกล่าวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้นมีความคืบหน้าอย่างมากนี้ นับเป็นของขวัญในวันประมงแห่งชาติแก่ชาวประมงทั่วประเทศ