ต่อยอดความร่วมมือภาคการศึกษาไทย เปิด Canva Education ใช้ฟรีเพื่อการเรียนการสอน

ต่อยอดความร่วมมือภาคการศึกษาไทย เปิด Canva Education ใช้ฟรีเพื่อการเรียนการสอน

ต่อยอดความร่วมมือภาคการศึกษาไทย เปิด Canva Education ใช้ฟรีเพื่อการเรียนการสอน

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) กับ Canva เพื่อร่วมกันพัฒนาศักยภาพด้านการออกแบบ การสร้างสื่อการเรียนรู้ และประสบการณ์การเรียนรู้ดิจิทัลให้แก่เจ้าหน้าที่ ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ ผ่านแพลตฟอร์ม Canva Education โดยมี นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และนายภัคพล ตั้งตงฉิน Country Manager ประจำประเทศไทย จาก Canva เป็นผู้ลงนามความร่วมมือฯ พร้อมด้วย ผู้บริหาร และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี ณ ห้องประชุมวิเวก ปางพุฒิพงศ์ อาคาร สช. กรุงเทพมหานคร

นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน หรือ สช. มีพันธกิจหลักในการพัฒนาคุณภาพของโรงเรียนเอกชนให้ได้มาตรฐานและมีศักยภาพในการแข่งขัน ซึ่งความร่วมมือของ สช. และ Canva ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพ ประสบการณ์การเรียนรู้ การออกแบบอย่างมีประสิทธิภาพ ให้แก่เจ้าหน้าที่ สช. ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนโรงเรียนเอกชน ในสังกัด สช. ผ่าน Canva Education ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรทางการศึกษาและนักเรียนสามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลที่ทันสมัยในการสร้างสื่อการเรียนรู้ สื่อนำเสนอ และผลงานสร้างสรรค์อย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนการยกระดับคุณภาพการศึกษาเอกชนให้มีมาตรฐานและสามารถแข่งขันได้ในบริบทการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล โดย สช. จะดำเนินการสนับสนุนการประชาสัมพันธ์และการประสานงานโรงเรียนเอกชนในสังกัด รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดกิจกรรมการอบรมและส่งเสริมการใช้งาน ตลอดจนการติดตาม ประเมินผลความร่วมมืออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้การดำเนินโครงการเกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบการศึกษาเอกชน

นายภัคพล ตั้งตงฉิน ชูวิสัยทัศน์สร้างความเสมอภาคทางการศึกษา มอบเครื่องมือระดับโลกให้เด็กทุกคนเข้าถึงเป็นสิทธิพื้นฐาน พร้อมผลักดันนโยบาย “คืนครูสู่ห้องเรียน” โดยใช้ AI และ Design Tools ลดภาระงานเอกสารเพื่อให้ครูโฟกัสการพัฒนาผู้เรียนได้เต็มที่ มุ่งยกระดับ 4 สมรรถนะหลัก ได้แก่ การทำงานร่วมกันแบบ Real-time, การสื่อสารด้วยภาพ (Visual Literacy), ความคิดสร้างสรรค์ผ่านระบบ AI และความเท่าเทียมด้วยการมอบเครื่องมือพรีเมียมให้โรงเรียนเอกชนใช้งานฟรี และยังวาง Roadmap สร้าง Ecosystem อย่างยั่งยืนผ่าน 4 แผนงานหลัก: การสนับสนุนทางเทคนิคด้วยทีม Fast-track และ Help Center ภาษาไทย, การพัฒนาบุคลากรผ่านโครงการ Train the Trainer และ Canvassador, การสร้างชุมชนแบ่งปันสื่อการสอนผ่าน OPEC Template Hub และการจัดกิจกรรมประกวดผลงานเพื่อสร้างแรงบันดาลใจแก่ครูและนักเรียนทั่วประเทศ “เราไม่ได้มาเพียงเพื่อมอบเครื่องมือแล้วจากไป แต่เราต้องการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่แข็งแกร่งร่วมกับ สช. เพื่อส่งต่ออาวุธทางปัญญาให้กับเด็กไทยทุกคน” นายภัคพล กล่าวสรุป

ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของแวดวงการศึกษาเอกชนไทย ที่เปลี่ยนผ่านจากการใช้กระดาษสู่ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยมี Canva เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนสมรรถนะของทั้งครูและนักเรียนสู่ระดับสากล

ทั้งนี้ สำหรับครู เจ้าหน้าที่ หรือ นักเรียนระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาโรงเรียนเอกชน ต้องการใช้งาน Canva สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ public.canva.site/thaischoolshub

NARIT เดินหน้า ASTRONOMY+ นำ ‘ดาราศาสตร์’ มุ่งรับใช้สังคมไทย สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

NARIT เดินหน้า ASTRONOMY+ นำ ‘ดาราศาสตร์’ มุ่งรับใช้สังคมไทย สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

NARIT เดินหน้า ASTRONOMY+ นำ ‘ดาราศาสตร์’ มุ่งรับใช้สังคมไทย สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร. หรือ NARIT) เดินหน้าขับเคลื่อนกรอบยุทธศาสตร์ “ASTRONOMY+” เปลี่ยนองค์ความรู้ด้านงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านดาราศาสตร์ให้เป็นเครื่องมือรับใช้สังคมไทย ต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างงาน และบูรณาการกับทุกภาคส่วน เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของโลกยุคใหม่ ทั้งด้านสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยี และวิศวกรรมขั้นสูง เทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาทักษะกำลังคน

ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการ  NARIT เผยทิศทางการขับเคลื่อน NARIT ในงาน NARIT OPEN TALK 2026 ภายใต้แนวคิด ASTRONOMY+ กำหนดกรอบประเด็นหลัก 5 ด้าน ดังนี้ 1.งานวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) ยกระดับขีดความสามารถด้านการวิจัยดาราศาสตร์ระดับแนวหน้า ผลักดันนักวิจัยไทยเข้าร่วมเครือข่ายวิจัยนานาชาติ เพิ่มการผลิตองค์ความรู้เชิงลึกและการตีพิมพ์งานวิจัยบนเวทีโลก พร้อมขยายการมีส่วนร่วมในภารกิจสำคัญของโลก , 2.ดาราศาสตร์กับภูมิปัญญาบรรพชน (Ancestral Wisdom) สืบสานภูมิปัญญาบรรพชนผ่านโบราณดาราศาสตร์ ใช้องค์ความรู้ดาราศาสตร์สืบหาอายุโบราณสถาน ตลอดจนแนวคิดการวางผังวัด และชุมชนในอดีต เพื่อเชื่อมโยงมรดกภูมิปัญญาเข้ากับงานวิจัยสมัยใหม่ , 3.การพัฒนาเทคโนโลยี และวิศวกรรมขั้นสูง (Advanced Technology Development) ออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์และต้นแบบจากโจทย์ดาราศาสตร์สู่การใช้งานจริงและเชิงพาณิชย์  ผลงานโดดเด่นในปี 2569 ที่น่าจับตา ได้แก่ อุปกรณ์ตรวจวัดสภาพอวกาศ CE’7 MATCH Thai Payload อุปกรณ์วิจัยวิทยาศาสตร์ฝีมือคนไทยที่จะส่งไปโคจรรอบดวงจันทร์กับยาน Chang’E‑7 เตรียมปล่อยขึ้นสู่อวกาศในเดือนสิงหาคม 2569 นี้ ต้นแบบกล้องตรวจจับโดรน ที่พัฒนามาจากเทคโนโลยีติดตามวัตถุนอกโลก และกล้องโทรทรรศน์ขนาด 0.8 เมตร ผลงานของวิศวกรไทยที่ผลิต และประกอบในประเทศ

4.งานวิจัยเพื่อคุณภาพชีวิต และเฝ้าระวังภัยพิบัติ  (Quality of Life & Disaster Monitoring) ขับเคลื่อนงานวิจัยวิทยาศาสตร์บรรยากาศ ศึกษาต้นตอการเกิด PM2.5 ในไทย ด้วยการเก็บข้อมูลบรรยากาศเชิงพื้นที่แบบ Real‑Time ผ่านอุปกรณ์ ACSM (Aerosol Chemical Speciation Monitor) และนำร่องการใช้โดรนเก็บข้อมูลอากาศที่ช่วยให้ได้ผลที่แม่นยำชัดเจนขึ้น พร้อมแบ่งปันข้อมูลให้หน่วยงานท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีข้อมูลเชิงพื้นที่สำหรับตัดสินใจเชิงนโยบาย พร้อมพัฒนา และขยายการใช้งานระบบเตือนภัยแผ่นดินไหว ที่ใช้เทคโนโลยี IoT ผ่านดาวเทียม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเตือนภัย และการบริหารจัดการสาธารณภัย และ 5.สร้างความตระหนักและความตื่นตัวด้านดาราศาสตร์ในทุกมิติ (Awareness & Learning) ขยายขอบเขตการเรียนรู้เข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง อาทิ กลุ่มผู้บกพร่องทางการเห็น/การได้ยิน พร้อมผลักดันโครงการ Amazing Dark Sky in Thailand และการขึ้นทะเบียนเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด (Dark Sky Area Reserved) เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวดาราศาสตร์อย่างยั่งยืน กระจายรายได้สู่ชุมชน

ผู้อำนวยการ NARIT กล่าวเพิ่มเติมว่า “ASTRONOMY+” ไม่ใช่เพียงกรอบแนวคิด แต่คือพันธกิจของ NARIT ที่มุ่งนำงานวิจัย องค์ความรู้ และเทคโนโลยีดาราศาสตร์มาตอบโจทย์ความต้องการของสังคมไทย ทั้งในด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิต และความปลอดภัย รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยยึดหลักการทำงานที่สอดรับกับทิศทางระดับโลก เช่น การเสริมศักยภาพการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และภัยพิบัติ ที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน ผ่านการเฝ้าสังเกตและเตือนภัยล่วงหน้า จากการศึกษา PM2.5 และระบบเตือนภัยแผ่นดินไหว รวมถึงการสร้างโอกาสเชิงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานด้านเทคโนโลยี และวิศวกรรมขั้นสูงทางดาราศาสตร์และอวกาศ ที่สามารถต่อยอดไปสู่เทคโนโลยีต้นแบบเชิงพาณิชย์ จะช่วยสร้างสตาร์ทอัพด้านอวกาศ IoT และ AI ขยายห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ เพิ่มผู้ประกอบการ และการสร้างงานทักษะสูง อีกทั้ง Amazing Dark Sky in Thailand ที่จะช่วยหนุนการท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์ และกระจายรายได้สู่ชุมชน

ผลลัพธ์ของ ASTRONOMY+ คือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรม และสังคม ควบคู่กับการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมขั้นสูง เพื่อรองรับการขับเคลื่อนนวัตกรรมของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการสร้างนักวิจัย วิศวกร บุคลากรด้านเทคโนโลยี และวิศวกรรมขั้นสูงรุ่นใหม่ ที่มีความสามารถในการพัฒนา และต่อยอดเทคโนโลยีระดับแนวหน้า อันเป็นกำลังสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ทั้งนี้ NARIT พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และเครือข่ายนานาชาติ เพื่อผลักดันโครงการนำร่อง การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการขยายผลเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ “ดาราศาสตร์ ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างคุณค่า ความยั่งยืน และอนาคตทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศไทย และสังคมโลก

นักศึกษาวชส.2ทำกิจกรรมCSRมอบอุปกรณ์-ทุนให้โรงเรียนตชด.

นักศึกษาวชส.2ทำกิจกรรมCSRมอบอุปกรณ์-ทุนให้โรงเรียนตชด.

นักศึกษาวชส.2ทำกิจกรรมCSRมอบอุปกรณ์-ทุนให้โรงเรียนตชด.

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.13 น.

คณะนักศึกษาหลักสูตรวัคซีนชีวิตเพื่อสังคม  รุ่นที่2 (วชส.2) ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม CSR มอบอุปกรณ์การศึกษาการกีฬาและทุนการศึกษาแก่น้องๆ โรงเรียน ตชด.บ้านคลองน้อย

วันนี้ (2 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะนักศึกษาหลักสูตรวัคซีนชีวิตเพื่อสังคม รุ่นที่2 (วชส.2) กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ โดยมี พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง ประธานหลักสูตร คุณคงธัช เตชะวิเชียร นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ พล.ต.ต.สุรศักดิ์ เลาหพิบูรณ์กุล และคณะนักศึกษา วชส.2 นำโดย คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช คุณสุพาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบช.ตชด. นายอภิชัย อร่ามศรี รอง ผวจ.นนทบุรี ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมตอบแทนสังคม (CSR) มอบอุปกรณ์การศึกษา อุปกรณ์การกีฬา เครื่องใช้ไฟฟ้าประกอบกิจกรรมการเรียนการสอน พร้อมมอบทุนการศึกษา เลี้ยงอาหารกลางวันให้กับน้องๆ นักเรียน เมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ยังได้ส่งมอบการต่อเติมพื้นที่ลานอเนกประสงค์พร้อมหลังคาโครงเหล็กโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านคลองน้อย ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อใช้ประโยชน์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้กับเด็กนักเรียน พร้อมมอบถุงยังชีพเครื่องอุปโภคบริโภค ปันน้ำใจให้แก่พี่น้องประชาชนในชุมชนใกล้เคียงที่ขาดโอกาส 

ขณะเดียวกัน ได้ร่วมกันปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวลดโลกร้อน ที่ ค่ายพระรามหก

กองบังคังการฝึกพิเศษ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี อีกด้วย

015

​GISTDA เดินหน้าขยายบทบาทความร่วมมือด้านอวกาศ ไทย – จีน บนเวทีนานาชาติ

​GISTDA เดินหน้าขยายบทบาทความร่วมมือด้านอวกาศ ไทย - จีน บนเวทีนานาชาติ

​GISTDA เดินหน้าขยายบทบาทความร่วมมือด้านอวกาศ ไทย – จีน บนเวทีนานาชาติ

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ตบเท้าร่วมงานอวกาศนานาชาติ Beijing International Commercial Space Exhibition 2026 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ประกาศความพร้อมนำไทยก้าวสู่ยุค Space Economy เต็มรูปแบบ พร้อมข่าวดีที่คนไทยรอคอย กับความคืบหน้าโครงการ “Thai First Astronaut”

นายพีร์ ชูศรี รองผู้อำนวยการ GISTDA ได้นำทัพไทยโชว์ศักยภาพบรรยายในหัวข้อ “Cross-Border Cooperation: Empowering Commercial Aerospace” ชี้ให้เห็นถึงโอกาสไร้พรมแดนในธุรกิจอวกาศ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากองค์กรชั้นนำกว่า 25 แห่ง อาทิ AWIMETEL, SPACETY, Great Wall China, GalaxySpace, CETC, Minospace และ Chang Guang ที่นัดหมายขอเจรจาธุรกิจ ทั้งในด้านการใช้ข้อมูลดาวเทียม SAR ความละเอียดสูง (0.15 เมตร), โครงการ LandX และไฮไลท์สำคัญคือการร่วมเป็นพันธมิตรในโครงการ THEOS Constellation กลุ่มดาวเทียม 18 ดวงของไทย

นอกจากนี้ GISTDA ยังได้ร่วมกับหน่วยงานภายใต้กระทรวง อว. อาทิ NARIT, KMUTT, MUT, มหิดล และ บพค. เข้าหารือกับ CMSA (China Manned Space Agency) หน่วยงานที่กำกับดูแลด้านการพัฒนาศักยภาพ (Capacity Building) ของจีน อาทิ โครงการด้าน Astronaut และ China Space Station และ โครงการ R&D ซึ่งผลการหารือมีความคืบหน้าในเชิงบวก โดยทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันในการสนับสนุน โครงการ “Thai First Astronaut” ในอนาคต ผลการเจรจาเป็นบวกอย่างยิ่ง โดยจีนพร้อมสนับสนุนไทยเต็มกำลัง ทั้งด้านการพัฒนาบุคลากร การวิจัย และการผลักดันให้ “นักบินอวกาศไทยคนแรก” ได้ขึ้นไปปฏิบัติภารกิจจริงบนสถานีอวกาศจีนในอนาคตอันใกล้ และนี่คือสัญญาณที่ชัดเจนว่า ไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่เรากำลังก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้เล่นหลัก” ในเวทีอวกาศโลก

สกู๊ปพิเศษ : ER-VIPE เกมจำลองสถานการณ์ห้องฉุกเฉิน ฝึก Soft Skills นิสิตแพทย์ พร้อมช่วยชีวิตผู้ป่วยทันกาล

สกู๊ปพิเศษ : ER-VIPE เกมจำลองสถานการณ์ห้องฉุกเฉิน ฝึก Soft Skills นิสิตแพทย์ พร้อมช่วยชีวิตผู้ป่วยทันกาล

สกู๊ปพิเศษ : ER-VIPE เกมจำลองสถานการณ์ห้องฉุกเฉิน ฝึก Soft Skills นิสิตแพทย์ พร้อมช่วยชีวิตผู้ป่วยทันกาล

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ คิดค้น ER-VIPE เกมจำลองสถานการณ์ห้องฉุกเฉิน สร้างซีนปฏิบัติการยุคโควิด กู้ชีพหัวใจขาดเลือด ผู้ป่วยคับคั่ง อุบัติเหตุผู้สูงอายุ เพื่อให้นิสิตแพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักรังสีเทคนิค และนักเทคนิคการแพทย์ เรียนรู้การทำงานร่วมกัน เพิ่มทักษะความคิดและชีวิต พร้อมสำหรับการดูแลรักษาผู้ป่วยในสถานการณ์จริง

ในห้องเรียนวิชาการประสานความร่วมมือระหว่างวิชาชีพเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ที่ศูนย์ฝึกทักษะการแพทย์เสมือนจริง ชั้น 11 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นิสิตแพทย์ชั้นปี 5 กำลังจดจ่ออยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เล่นเกมสถานการณ์จำลองห้องฉุกเฉินชื่อว่า ER-VIPE หรือ Emergency Room – Virtual Interprofessional Education

ครั้งนี้ เกมเป็นซีน (scene) จำลองห้องฉุกเฉินที่มีผู้ป่วยคับคั่ง นิสิตแพทย์รวมกันเป็นทีม แต่ละคนเลือกรับบทบาทต่างๆ ผ่าน avatar 5 วิชาชีพ ได้แก่ แพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักรังสีเทคนิค และนักเทคนิคการแพทย์ – ใครจะทำอะไรและจะทำงานร่วมกันอย่างไรภายใต้แรงกดดันของเวลา เพื่อรับมือกับสถานการณ์ในห้องฉุกเฉินที่มีผู้ป่วยคับคั่ง ทั้งเคสหนัก ปานกลาง และเบา

หมอที่ดีต้องมีความเป็นผู้นำและต้องสื่อสารเพื่อให้คนอื่นในทีมทำงานต่อไปได้ ผศ.พญ.ขวัญศิริ นราจีนรณ อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับนิสิตแพทย์ และชวนทุกคนถอดบทเรียนประสบการณ์การเล่นเกมจำลองก่อนที่จะลองเล่นใหม่อีกครั้ง

แพทย์ จุฬาฯ เก่งไม่เป็นสองรองใคร แต่ในเรื่องการร่วมกันคิดร่วมกันทำ ยังเป็นปัญหาซึ่งมีเหมือนกันทั่วโลก ถ้าเราไม่คุยกัน ต่างคนทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่มองภาพใหญ่ว่าผู้ป่วยคนไหนต้องดูก่อนดูหลัง ไม่รู้ว่าผู้ป่วยและญาติต้องการอะไร ไม่มีโอกาสที่จะคุยกันเตือนกันจะทำให้เกิดความผิดพลาดในการรักษาพยาบาล” ผศ.พญ.ขวัญศิริ กล่าวและว่า ER-VIPE หรือเกมสถานการณ์จำลองห้องฉุกเฉินได้รับการสนับสนุนจากทุนศตวรรษที่ 2 (Second Century Fund หรือ C2F ของจุฬาฯ) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2563 โดยการออกแบบโปรแกรมมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ที่อยู่ในสหสาขาวิชาทางการแพทย์เรียนรู้ร่วมกันระหว่างวิชาชีพ ที่เรียกว่า IPE (Interprofessional Education)

แพลตฟอร์มสร้างขึ้นมาเพื่อให้นิสิตและนักศึกษา 5 วิชาชีพมาเรียนด้วยกัน คือ แพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักรังสีเทคนิค และนักเทคนิคการแพทย์ เราใช้ TeamSTEPPS โปรแกรมการฝึกอบรมที่มุ่งเน้นการปรับปรุงการทำงานเป็นทีมและการสื่อสารในสภาพแวดล้อมด้านการดูแลสุขภาพ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของผู้ป่วยและประสิทธิภาพในการดูแลมาเป็นหัวใจสำคัญของการเรียน

TeamSTEPPS (Team Strategies & Tools to Enhance Performance and Patient Safety) ซึ่งพัฒนาโดย AHRQ (Agency for Healthcare Research and Quality) ประกอบด้วยภาวะผู้นำ (Leadership) การสื่อสาร (Communication) การเฝ้าระวังสถานการณ์ (Situation Monitoring) และการสนับสนุนซึ่งกันและกัน (Mutual Support) เหล่านี้เป็น Soft Skills ที่สหสาขาวิชาควรนำมาใช้เพื่อการดูแลคนไข้ได้อย่างปลอดภัย

ถ้าฝึกนิสิตสหสาขาวิชาได้เรียน ER-VIPE ก่อน พอไปเจอโลกจริงก็จะมั่นใจมากขึ้น เราทำวิจัยค้นพบว่า ER-VIPE สามารถลดความเครียดให้กับนิสิตด้วย นิสิตเก่งมากแต่โลกแห่งความจริงมีโอกาสพลาด ลาออก ทำร้ายตัวเองก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น เราต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้เขา เป็นวัคซีนอย่างหนึ่ง ทำให้ลดความเครียด มี growth mindset ทำให้โอกาสหมดไฟในการทำงานน้อยลง เราต้องใส่ภูมิคุ้มกันอันนี้เข้าไป ให้ทีมที่เราสร้างมาทำงานอย่างมีความสุขและช่วยคนให้ได้มากที่สุด ผศ. พญ.ขวัญศิริ กล่าว

การเขียนโปรแกรม ER-VIPE ได้รับความร่วมมือจากคณะต่างๆ ตั้งแต่อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มาเดินดูแผนกฉุกเฉินเพื่อเขียนแบบจำลอง หลังจากนั้นเป็นอาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์มาเขียน code และพัฒนาเป็นโปรแกรมจำลอง และได้ทีมจากคณะนิเทศศาสตร์มาประสานงานเพื่อให้ฝั่งพัฒนาโปรแกรมและฝั่งแพทย์ได้สื่อสารกันเข้าใจมากขึ้น เมื่อย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โปรแกรมเกมสถานการณ์จำลองห้องฉุกเฉิน ER-VIPE ถูกพัฒนาขึ้นเป็นซีนแรกเพื่อให้นิสิตสหสาขาวิชาได้เรียนรู้การปฏิบัติงานการรักษาโรคทางเดินหายใจในภาวะวิกฤต

อาจารย์เห็นนิสิตแพทย์ปี 5 และปี 6 ไม่ได้ดูผู้ป่วยในสถานการณ์จริงเพราะเกิดการระบาดโรคโควิด-19 ต้องมาเรียนออนไลน์ 100% พอเรียนจบต้องไปดูผู้ป่วยโควิด-19 ต้องไปใส่ชุด PPE ทำงานร่วมกันกับวิชาชีพอื่นแล้วจะปฏิบัติงานได้อย่างไร เพราะไม่เคยลองทำ จึงเป็นที่มาของเกมในซีนแรก นิสิตได้เรียนรู้ สถานการณ์เป็นผู้ชายวัยกลางคนป่วยด้วยโรคโควิด-19 มีอาการหายใจล้มเหลว และให้สหสาขาวิชาได้เรียนรู้ด้วยกัน เช่น การฝึกรายงานค่าวิกฤต การซักประวัติการแพ้ยา การระบุตัวตนผู้ป่วย และการใส่ท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยที่คาดว่าจะมีความยากลำบากในการจัดการทางเดินหายใจ

ระหว่างการเรียนรู้ผ่านเกมนำร่องในซีนแรก ผศ. พญ.ขวัญศิริ ก็ทำวิจัยเพื่อประเมินผลการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของนิสิตด้วย เราเอาคลิปวิดีโอมาวิเคราะห์พฤติกรรมก่อน-หลัง ผลปรากฏว่าทีมเวิร์คเขาดีขึ้น สื่อสารได้ดีขึ้น การปฏิบัติงานดีขึ้นในทุกวิชาชีพ เราเอาน้ำเสียงที่ใช้ในการเล่นเกมจำลองมาให้อาจารย์คณะอักษรศาสตร์วิเคราะห์ พบว่ามีน้ำเสียงสุภาพขึ้น นอกจากนี้ซีนนี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ที่มีโรคระบาดอื่นๆ ได้อีกในอนาคต

โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ในประเทศไทย ซีน 2 จึงเป็นซีนผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดที่ต้องกู้ชีพและให้ยา ซีน 2 พัฒนาขึ้นเพื่อดูว่าทีมสหสาขาวิชาจะสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้ทันท่วงทีหรือไม่ เพราะถ้าฝึกกับคนไข้จริงอาจจะมีความเสี่ยง ต้องมีประสบการณ์ก่อน เรามีการทำวิจัยคู่ขนานเพื่อสร้างเครื่องมือวัดการเฝ้าระวังต่อสถานการณ์หรือ Situation Monitoring การสังเกตผู้ป่วย อาการคนไข้เป็นอย่างไร ทีมทำงานเป็นอย่างไร

การจัดทำซีนนี้เพื่อรณรงค์ให้ผู้ป่วยรอดมากที่สุด และใส่ใจเพื่อนร่วมงานด้วยว่างานหนักไปหรือเปล่า ความเป็นผู้นำที่ดีต้องกระจายงาน และทำงานที่เหมาะกับตัวเขาหรือเปล่า รวมถึงการติดตามตรวจสอบประเมินผล” ผศ.พญ.ขวัญศิริ กล่าวและว่า ตอนจบการเล่นเกมก็มาถอดบทเรียนว่าที่เราปฏิบัติงานเป็นอย่างไร ขาดอุปกรณ์อะไร สื่อสารกันดีหรือเปล่า เราจะทำอย่างไรให้ครั้งหน้าดีขึ้น ลักษณะเป็น Team Training ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน มีแต่ Individual Training แต่ละคนเก่งมาก แต่พอหน้างานไม่คุยกัน บางทีก็มีลำดับชั้น คุยกันคนละภาษา คนละคณะ ไม่กล้าเตือนหมอ เกรงใจหมอ หรือเตือนแล้วหมอไม่ฟัง พอมีการฝึกก็จะสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กรที่เหมาะสม

ซีน 3 เป็นซีนปัจจุบันที่นำมาใช้ในการเรียนการสอน ER-VIPE ออกแบบให้เข้าใจง่ายและสนุกมากขึ้น เป็นสถานการณ์จำลองห้องฉุกเฉิน ผู้ป่วยมีทั้งเคสหนัก ปานกลาง และเบา ผู้ป่วยเข้ามาแล้วต้องถูกคัดกรอง ซักประวัติ ติดป้ายชื่อเพื่อระบุตัวตน ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หมอตรวจร่างกาย พยาบาลเจาะเลือด ส่งผลแล็บให้เทคนิคการแพทย์ เภสัชกรจ่ายยาที่ไม่แพ้ให้คนไข้ได้ถูกต้อง รังสีเทคนิคทำการฉาย x-ray วินิจฉัยคนไข้ได้ปลอดภัย ดูแลคนไข้หลายคนให้สามารถกลับบ้านหรือต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลได้ทันท่วงที

เกมนี้ออกแบบให้เหมือนปฏิบัติงานในห้องฉุกเฉินจริงๆ เล่นได้สูงสุดพร้อมกัน 6 คน และเล่นอย่างน้อย 1 คน มีการ์ตูน avatar 5 วิชาชีพ คือ แพทย์ 1 คน พยาบาล 2 คน เภสัชกร 1 คน นักรังสีเทคนิค 1 คน และนักเทคนิคการแพทย์ 1 คน เพื่อให้สามารถเรียนรู้กับบทบาทวิชาชีพอื่นได้มากสุด

ผศ.พญ.ขวัญศิริ กล่าวต่อไปว่า นิสิตเรียนได้ตั้งแต่ pre clinic ยังไม่ได้ดูผู้ป่วยก็เล่นได้แล้ว น้องมัธยมปลายก็สามารถเล่นได้ และเคยให้เกมเมอร์ระดับประเทศลองเล่นก็ชอบ เพียงแต่ต้องสอนเขาว่ามีอุปกรณ์ทางการแพทย์คืออะไร ซีนนี้สอนได้ตั้งแต่นิสิตชั้นปริญญาตรีตั้งแต่ปี 5 หรือปีท้าย ๆ ที่จะจบวิชาชีพแล้ว จบทำงานแล้วเป็นแพทย์ เป็นพยาบาล จนถึงผู้บริหารก็เล่นได้

“เวลาที่ไปเรียนกับสหสาขาวิชาอื่นๆ อาจารย์ที่ดูหลักสูตรของแต่ละวิชาชีพจะต้องวางแผนล่วงหน้าว่าเทอมนี้จะเริ่มเรียนด้วยกันวันไหน จัดสรรอาจารย์ที่จะมาสอนร่วมกันได้ และกำหนดวันล่วงหน้าที่ว่างตรงกัน และเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมต่อการเรียน ทำให้ทุกคนได้เรียนอย่างเท่าเทียมเหมือนกัน

ผศ.พญ.ขวัญศิริ บอกอีกว่า ปีที่แล้ว เราได้รับความอนุเคราะห์ยืมสถานที่จากสถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย เราจัดกลุ่มให้มีนิสิตนักศึกษาสหสาขาวิชาชีพ 4 โรงพยาบาล โดยในแต่ละโรงพยาบาลมี 3 ทีมย่อย แข่งขันกันเพื่อให้ได้ทีมที่ชนะ เรานำทีมที่ชนะเลิศมาเล่นมาเป็นเคสเดโมให้ทุกคนดูว่าทำไมเขาถึงทำได้ดีกว่า และให้นิสิตมาถอดบทเรียนว่าเขามีกลยุทธ์อย่างไร ใครเป็นผู้นำ เคล็ดลับคืออะไร จะได้เข้าใจว่าทำไมทีมนี้ถึงทำได้ดีกว่าทีมอื่นอย่างไร โดยนำเอาหลักการ TeamSTEPPS มาสอนและสามารถเอาไปใช้ในโลกจริงได้ อาจารย์ที่ประสบการณ์สูงแต่ละวิชาชีพจะยกตัวอย่างให้เห็นว่าชีวิตจริงเขาจะเจออะไร จะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ต้องพูดอย่างไรในชีวิตจริง

การเรียนการสอน ER-VIPE ไม่ได้สอนในหลักสูตรปริญญาตรีเท่านั้น แต่ยังนำไปสอนกับนิสิตระดับสูงกว่าปริญญาตรีและระดับอาจารย์เป็นระยะเวลา 2 ปีมาแล้ว โดย ผศ.พญ.ขวัญศิริ บอกว่า เราต้องการเพิ่มพูนและพัฒนาทักษะการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างวิชาชีพ จึงนำหลักสูตร ER-VIPE ไปสอนนิสิตระดับสูงกว่าปริญญาตรีและอาจารย์ เพราะเขาคือผู้นำต้นแบบสามารถสอนนิสิตต่อไปได้เร็วขึ้น ตอนนี้เลยมุ่งสร้างอาจารย์ที่สามารถสอนสถานการณ์จำลองและแทรกทักษะเหล่านี้เข้าไปได้

ปีที่แล้วเป็นปีแรกที่เรานำแพทย์ประจำบ้านปีที่ 1 ทั้งหมด 280 คน ทั้งโรงพยาบาลจุฬาฯ ไม่ว่าจะอยู่แผนกอะไร มาเรียนร่วมกัน พบว่าทีมมีการคิดเชิงระบบ แทนการคิดแยกส่วน รวมถึงการสื่อสารทำงานเป็นทีมมีประสิทธิภาพดีขึ้น ลดความผิดพลาดการตรวจรักษาอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับปีนี้จะนำหมอผู้ใช้ทุน 3 ปี แพทย์ประจำบ้านฉุกเฉิน มาเรียนรู้ร่วมกับพยาบาล เภสัช รังสีเทคนิค และเทคนิคการแพทย์ที่เพิ่งจบมาและเริ่มมาปฏิบัติงานในโรงพยาบาลเพื่อดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

ทั่วโลกยอมรับการสาธารณสุขของไทยตั้งแต่โควิด-19 เราอยากให้สาธารณสุขไทยไปได้ไกลกว่านี้ ทักษะการทำงานเป็นทีมหรือ Soft Skills เป็นเรื่องสำคัญ อยากให้กระจายไปโรงพยาบาลชนบท สถาบันเพิ่มพูนผลิตแพทย์เพื่อชนบท ได้ให้ความสนใจเชิญทีมของเราไปแบ่งปันองค์ความรู้และแนวทางการเรียนการสอนรูปแบบใหม่นี้ ซึ่งนับเป็นเกียรติอย่างยิ่งต่อทีมงาน ทั้งยังเป็นโอกาสอันทรงคุณค่าในการสนับสนุนภารกิจของคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นกำลังสำคัญในการผลิตแพทย์เพื่อชนบท หากความร่วมมือนี้บรรลุผลสำเร็จ ย่อมจะช่วยเสริมศักยภาพการผลิตแพทย์ให้มีคุณภาพสูงยิ่งขึ้น และส่งผลต่อการพัฒนาระบบบริการสุขภาพในพื้นที่ชนบทอย่างยั่งยืน” ผศ.พญ.ขวัญศิริ กล่าว

ทั้งนี้ อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉินฯ กล่าวเสริมอีกว่า ตอนนี้ได้ขอทุนนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์จากจุฬาฯ เพื่อพัฒนาซีนอุบัติเหตุในผู้สูงอายุ มีประเด็นเรื่องจริยธรรม ขออนุญาตรับเลือดให้เลือด ช่วยคนไข้ให้รอดปลอดภัย เราจะเน้นเรื่อง Team Clinical Reasoning ทีมช่วยกันแก้ปัญหา วินิจฉัยได้ไม่ผิดพลาดและทันท่วงที วัด Soft Skill ให้เป็นรูปธรรม อะไรที่วัดได้เชื่อว่าจะพัฒนาได้ และจะเป็นที่แรกของโลกที่พัฒนาสถานการณ์จำลองเรื่องอุบัติเหตุในผู้สูงอายุเพื่อฝึกทีมสหสาขาวิชาชีพ

ซีน 4 คาดว่าจะเสร็จปลายปีนี้ และจะใช้ AI ในการวัดผลเรื่อง Soft Skill ให้เป็นฐานข้อมูลเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทางสาธารณสุขให้ประเทศไทยต่อไป 

หลังจากนิสิตแพทย์เล่นเกมซีนจำลองห้องฉุกเฉินที่มีผู้ป่วยคับคั่งครั้งแรกเสร็จด้วยคะแนน 600 ผศ. พญ.ขวัญศิริ นำนิสิตถอดบทเรียนว่า มีอะไรที่นิสิตปฏิบัติการในห้องฉุกเฉินจำลองผิดพลาดหรือไม่ เช่น รักษาผู้ป่วยไม่ทันท่วงที ให้ผู้ป่วยรอนาน ผู้ป่วยมีอาการแพ้ยา ผู้ป่วยติดเชื้อ เตือนบุคลากรด้วยกันให้ห่างจากรังสีเอ็กซ์เรย์

เราเรียนรู้จากความผิดพลาด เราจะไม่ต่อว่ากัน เราจะดูที่พฤติกรรมคำพูดแล้วเราจะมาถอดบทเรียนกัน จะทำใหม่คิดใหม่อย่างไรให้ดีกว่าเดิม เราไม่ได้คาดหวังให้นิสิตต้องสมบูรณ์แบบ แต่ขอให้เก่งขึ้นจากเดิมก็พอ ผศ.พญ.ขวัญศิริ กล่าวปิดท้าย

มมส โชว์ศักยภาพ ติดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ‘THE WUR By Subject 2026’

มมส โชว์ศักยภาพ ติดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ‘THE WUR By Subject 2026’

มมส โชว์ศักยภาพ ติดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ‘THE WUR By Subject 2026’

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ได้รับการจัดอันดับจาก THE World University Rankings by Subject 2026 โดย Times Higher Education (THE) ซึ่งเป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยระดับโลกที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ สะท้อนถึงศักยภาพด้านการจัดการเรียนการสอน การวิจัย ความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม และความเป็นนานาชาติของมหาวิทยาลัย

ในการจัดอันดับครั้งนี้ มหาวิทยาลัยมหาสารคามได้รับการจัดอันดับในหลายสาขาวิชาที่สำคัญ ได้แก่Medical and Health Sciences อยู่ในช่วงอันดับ 1001+ ของโลก , Education Studies อยู่ในช่วงอันดับ 601–800 ของโลก ซึ่งเป็นปีแรกที่สาขานี้ได้รับการจัดอันดับ , Engineering อยู่ในช่วงอันดับ 1251+ ของโลก , Life Sciences อยู่ในช่วงอันดับ 1001+ ของโลก , Physical Sciences อยู่ในช่วงอันดับ 1001–1250 ของโลก , Social Sciences อยู่ในช่วงอันดับ 1001+ ของโลก ซึ่งเป็นปีแรกที่ได้รับการจัดอันดับเช่นเดียวกัน

การติดอันดับเป็นปีแรกของสาขา Education Studies และ Social Sciences นับเป็นความสำเร็จที่สำคัญ สะท้อนถึงการพัฒนาคุณภาพด้านวิชาการและงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหาสารคามอย่างต่อเนื่อง รวมถึงศักยภาพของคณาจารย์ นักวิจัย และระบบสนับสนุนทางวิชาการที่มีความพร้อมในระดับสากล

ทั้งนี้ การจัดอันดับ THE World University Rankings by Subject พิจารณาจากตัวชี้วัดหลัก ได้แก่ คุณภาพการเรียนการสอน คุณภาพและผลกระทบของงานวิจัย สภาพแวดล้อมด้านการวิจัย รายได้จากภาคอุตสาหกรรม และความเป็นนานาชาติ

ความสำเร็จดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงบทบาทของ มมส ในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและการวิจัยสู่เวทีนานาชาติ พร้อมมุ่งมั่นพัฒนามหาวิทยาลัยให้เป็นแหล่งผลิตองค์ความรู้ที่ตอบโจทย์การพัฒนาสังคมและประเทศอย่างยั่งยืน

คุรุสภา ชวนศึกษาข้อบังคับใหม่ มาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ.2568

คุรุสภา ชวนศึกษาข้อบังคับใหม่ มาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ.2568

คุรุสภา ชวนศึกษาข้อบังคับใหม่ มาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ.2568

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.05 น.

ข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้แล้ว  คุรุสภาชวนศึกษารายละเอียดข้อบังคับใหม่ ยกระดับการจัดการศึกษาให้กับผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ

1 กุมภาพันธ์ 2569 ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า คุรุสภาได้ออกข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ. 2568 และมีผลบังคับใช้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งการจัดทำข้อบังคับดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยและบริบทการจัดการศึกษาพิเศษที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นการยกระดับคุณภาพและกำหนดแนวทางสำหรับครูที่สอนนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษโดยเฉพาะ อีกทั้งเป็นการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพให้ชัดเจนสำหรับครูการศึกษาพิเศษที่ครอบคลุมมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ มาตรฐานการปฏิบัติงาน และมาตรฐานการปฏิบัติตน เพื่อให้ครูการศึกษาพิเศษมีสมรรถนะที่เหมาะสมกับการจัดการเรียนรู้และดูแลนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษได้ดีและมีคุณภาพยิ่งขึ้น

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อไปว่า สำหรับสาระสำคัญของข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ. 2568 ประกอบด้วยการกำหนดคุณวุฒิผู้ประกอบวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ ต้องมีคุณวุฒิปริญญาทางการศึกษาพิเศษ หรือเทียบเท่าที่คุรุสภารับรอง หรือมีวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีและผ่านการอบรมที่คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพรับรอง และในส่วนของมาตรฐานความรู้ จะต้องมีความรอบรู้และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงบริบทของโลกและสังคม แนวคิดของการจัดการศึกษาพิเศษและแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีจิตวิทยาพัฒนาการ จิตวิทยาการศึกษา จิตวิทยาการให้คำปรึกษา และจิตวิทยาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ โดยคำนึงถึงสุขภาวะทางกายและจิตของผู้เรียนแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ  หลักสูตรการจัดการศึกษาพิเศษ ศาสตร์การสอน การพัฒนาและการฟื้นฟูสมรรถภาพ  การสอนซ่อมเสริม  เทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ มีการวัดประเมินผลการเรียนรู้และการวิจัยเพื่อแก้ปัญหา และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้งมีการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาพิเศษ   ในส่วนมาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพนั้นต้องผ่านการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาหรือหน่วยงานการศึกษา เพื่อพัฒนาผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษตามหลักสูตรปริญญาทางการศึกษา เป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี และผ่านเกณฑ์การประเมินการปฏิบัติการสอนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวอีกว่า มาตรฐานการปฏิบัติงานมี 3 ส่วนสำคัญ คือการปฏิบัติหน้าที่ครู การจัดประสบการณ์เรียนรู้ และความสัมพันธ์กับผู้ปกครอง ครอบครัวของผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษและผู้เรียนอื่น ชุมชน ฝ่ายต่าง ๆ ในสถานศึกษา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทีมสหวิชาชีพ ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ครูการศึกษาพิเศษนั้นจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตวิญญาณความเป็นครู ส่งเสริมพัฒนาการ การเรียนรู้เอาใจใส่ สร้างแรงบันดาลใจและยอมรับความหลากหลายของผู้เรียนและมุ่งมั่นพัฒนาผู้เรียนทุกคนอย่างเสมอภาค ใฝ่เรียนรู้ พัฒนาตนเองและประพฤติปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นแบบอย่างที่ดี และการจัดประสบการณ์เรียนรู้ จะต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาส่งเสริมหลักสูตรสถานศึกษา ออกแบบและพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ มีการจัดกิจกรรม ติดตาม กำกับ ดูแล ช่วยเหลือผู้เรียน และบูรณาการความรู้และศาสตร์การสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียน และส่วนสุดท้ายในด้านความสัมพันธ์กับผู้ปกครอง ครอบครัวของผู้เรียนและผู้เกี่ยวข้อง เช่น การส่งเสริมความร่วมมือ สร้างเครือข่ายกับผู้ปกครอง เข้าถึงบริบทของชุมชน ส่งเสริมให้ชุมชนเข้าใจในผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ส่งเสริม อนุรักษณ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น

“อีกส่วนที่สำคัญคือด้านมาตรฐานการปฏิบัติตน โดยครูการศึกษาพิเศษทุกคนต้องมีมาตรฐานการปฏิบัติตนตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2556 ในการมีจรรยาบรรณต่อตนเอง วิชาชีพ ผู้รับบริการ ผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ และสังคม ซึ่งจะต้องประพฤติตนตามจรรยาบรรณและแบบแผนพฤติกรรมตามจรรยาบรรณของวิชาชีพอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตามข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ. 2568 ฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาวิชาชีพครูโดยคุรุสภา ที่กำหนดขึ้นเพื่อยกระดับการจัดการศึกษาให้กับผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษและส่งเสริมให้ครูการศึกษาพิเศษมีสมรรถนะที่เหมาะสมกับการจัดการเรียนรู้ และดูแลนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น จึงขอเชิญชวนสถาบันการศึกษา ครูการศึกษาพิเศษ และผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ศึกษารายละเอียดของข้อบังคับใหม่ฉบับนี้ เพื่อจะได้มีความเข้าใจและสามารถนำไปปรับปรุงหลักสูตรที่ใช้จัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกัน โดยสามารถเข้าศึกษาข้อมูลที่เว็บไซต์คุรุสภา http://www.ksp.or.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา สำนักมาตรฐานวิชาชีพ โทร. 0-2280-0048” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว.

องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร 100 วัน เพื่อน้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร 100 วัน เพื่อน้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร 100 วัน เพื่อน้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.28 น.

วันที่ 31 มกราคม 2569  นางจงกลนี แก้วสด รองผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย พร้อมด้วย นายวันชัย ตันวัฒนะ รองผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย (สายอนุรักษ์และวิจัย) นางสมรัก บุษปธำรง รองผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย (สายปฏิบัติการและพัฒนาธุรกิจ)  นำคณะผู้บริหาร  พนักงาน และลูกจ้างองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร ในวาระครบรอบ 100 วัน  ซึ่งตรงกับวันนี้ (31 มกราคม) แห่งการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และทำบุญตักบาตรพระสงฆ์  จำนวน 10 รูป จากวัดแก้วฟ้าจุฬามณี  เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ สำนักงานองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย 

‘พระแม่สกลสงเคราะห์’โชว์ล้ำ! เปิดตัว ‘Cryonix ลดปวด-เครื่องตรวจลืมเด็กในรถ’

‘พระแม่สกลสงเคราะห์’โชว์ล้ำ! เปิดตัว ‘Cryonix ลดปวด-เครื่องตรวจลืมเด็กในรถ’

‘พระแม่สกลสงเคราะห์’โชว์ล้ำ! เปิดตัว ‘Cryonix ลดปวด-เครื่องตรวจลืมเด็กในรถ’

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.45 น.

‘พระแม่สกลสงเคราะห์’โชว์ล้ำ! เปิดตัวนวัตกรรมช่วยชีวิต ‘Cryonix ลดปวด-เครื่องตรวจลืมเด็กในรถ’ ฝีมือนักเรียน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงเรียนพระแม่สกลสงเคราะห์ คุณพ่อยอห์น บัปติสต์ สำรวย กิจสำเร็จ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน ‘วันวิชาการ ประจำปีการศึกษา 2568’ โดยมี คุณครูกัญนิภัทธิ์ ภัคนันท์ธรรม์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการและเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงผลงานนวัตกรรมและนิทรรศการจาก 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้อย่างรอบด้าน

ในโอกาสนี้ เซอร์มาร์กาเร็ต รัตนวงศ์ไชยา ได้ให้เกียรติมอบเกียรติบัตรแก่นักเรียนที่มีผลการเรียนดีเด่น ประจำปีการศึกษา 2568 เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและชื่นชมความมุ่งมั่นตั้งใจของนักเรียน ก่อนจะเข้าสู่การแสดงชุดพิเศษ ‘แผ่นดินไทยคือแผ่นดินทอง’ จากตัวแทนนักเรียนที่สะท้อนถึงความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ไทย

ไฮไลต์ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือการแสดงผลงานจากหลักสูตรนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งนักเรียนได้เรียนรู้และพัฒนาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทเอ็มม่า อลิส โดยผลงานที่โดดเด่นประกอบด้วย เครื่องตรวจสอบการลืมเด็กในรถ: นวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยเชิงป้องกัน , เครื่องอบหมวกกันน็อค และเครื่องบดกระป๋อง: เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน และเครื่อง Cryonix (นวัตกรรมเด่น): เครื่องบรรเทาและลดอาการปวดอักเสบแบบพกพาต้นทุนต่ำ โดยใช้หลักการปล่อยแสงสีแดง (Red Light Therapy) เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อ มีจอแสดงผลระยะเวลาที่เหมาะสม และรองรับการชาร์จผ่าน USB Type-C ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการรักษาอาการอักเสบโดยตรงในราคาที่เข้าถึงได้

ทางโรงเรียนได้จัดสรรเวลาให้นักเรียนทุกระดับชั้นเข้าศึกษาเรียนรู้ตามฐานกิจกรรมต่างๆ เพื่อกระตุ้นกระบวนการคิดวิเคราะห์และการเรียนรู้นอกห้องเรียนอย่างสร้างสรรค์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมนักเรียนสู่โลกแห่งอนาคต

//////////////////-026

พระราชวงศ์ องคมนตรี บำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร 100 วัน ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

พระราชวงศ์ องคมนตรี บำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร 100 วัน ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

พระราชวงศ์ องคมนตรี บำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร 100 วัน ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.30 น.

พระราชวงศ์ องคมนตรี เสด็จไป และไปในการบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพด้วยความอาลัย

วันที่ 31 ม.ค.2569 เวลา 06.49 น. หม่อมเจ้า ศรีสว่างวงศ์ ยุคล เสด็จไปในการบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ในการถวายภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรม ที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพฯ  จากวัด ระฆังโฆสิตาราม และ วัดสระเกศ และเวลา 10.49 น. นายอำพน กิตติอำพน องคมนตรี เป็นประธาน ในการบำเพ็ญพระราชกุศล ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการถวายภัตตาหารเพล แด่พระพิธีธรรม ที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพฯ ซึ่งเป็นพระพิธีธรรม จากวัดสุทัศนเทพวราราม และวัดบวรนิเวศวิหาร 

นอกจากนี้ มีผู้แทนจากกระทรวงคมมาคม , สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) , สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย , บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด , สมาคมสตรีไทยแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ , ทายาท พล.ต.อ.ประเสริฐ-คุณหญิงน้อย รุจิวงศ์, คณะประชาชน จากตำบลห้วยปริก อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ และวางพวงมาลาถวายราชสักการะด้วยความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ 

ทั้งนี้ ในเวลา 17.00 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ จะเสด็จในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร 100 วัน  ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง