บรรพชาอุปสมบทถวายพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

บรรพชาอุปสมบทถวายพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

บรรพชาอุปสมบทถวายพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.00 น.

โครงการบรรพชาอุปสมบทในพระสังฆราชูปถัมภ์ ถวายพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

14 มิถุนายน 2569 รัฐบาลจัดพิธีบรรพชาในโครงการบรรพชาอุปสมบทในพระสังฆราชูปถัมภ์ ถวายพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดย สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระบัญชาโปรดมอบหมายให้ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ปฏิบัติหน้าที่แทนพระองค์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วย นางสาวรัชนีพร ธิติทรัพย์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ผู้แทนปลัดกระทรวงคมนาคม ผู้บริหารส่วนราชการ และผู้เข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบท เข้าร่วมพิธี ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร

เวลา 09.00 น. ณ อุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ประธานฝ่ายสงฆ์ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จากนั้น นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานฝ่ายฆราวาส จุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเบื้องหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และถวายสักการะประธานสงฆ์

ต่อมา ผู้แทนนาคในโครงการบรรพชาอุปสมบทถวายสักการะประธานฝ่ายสงฆ์ และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานในพิธี ได้กล่าวถวายรายงาน ก่อนที่สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ผู้แทนสมเด็จพระสังฆราช จะประกอบพิธีบรรพชาสามเณรแก่ผู้เข้าร่วมโครงการ พร้อมให้โอวาทแก่สามเณร และบันทึกภาพร่วมกันบริเวณด้านหน้าพระอุโบสถ

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีบรรพชา ผู้บริหารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงคมนาคมได้ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ และในเวลา 12.30 น. ผู้บริหารส่วนราชการได้ถวายบาตรแก่สามเณร ณ บริเวณด้านหน้าพระอุโบสถ ก่อนที่สามเณรจะออกเดินทางไปประกอบพิธีอุปสมบท ณ พระอารามที่กำหนด จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม วัดบวรนิเวศวิหาร วัดเทพศิรินทราวาส และวัดบุรณศิริมาตยาราม

โครงการบรรพชาอุปสมบทในพระสังฆราชูปถัมภ์ครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อถวายพระกุศลและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 100 คน ซึ่งจะเข้าศึกษาพระธรรมวินัยและปฏิบัติธรรมตามหลักพระพุทธศาสนา ตลอดระยะเวลาของโครงการ เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาและน้อมนำหลักธรรมมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตและการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติต่อไป

– 006

ประมวลภาพ พสกนิกรร่วมเฝ้าฯส่งเสด็จ ขบวนเชิญพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สู่พระบรมมหาราชวัง

ประมวลภาพ พสกนิกรร่วมเฝ้าฯส่งเสด็จ ขบวนเชิญพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สู่พระบรมมหาราชวัง

ประมวลภาพ พสกนิกรร่วมเฝ้าฯส่งเสด็จ ขบวนเชิญพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สู่พระบรมมหาราชวัง

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.31 น.

ประชาชน ร่วมแสดงความอาลัย และน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ตลอดเส้นทางเคลื่อนพระศพฯ

วันที่ 13 มิถุนายน 2569  เวลา 17.10 น ในการเชิญพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มายังพระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งตลอด 2 ฝั่งถนนตลอดเส้นทาง มีประชาชนเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาด้วยความจงรักภักดีและรำลึกในพระกรุณาธิคุณ โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความเศร้าโศก และสงบนิ่ง 

ซึ่งภายหลังการเชิญพระศพฯ นายชาตรี ภานิพัฒน์ ประชาชนจากเขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ เล่าว่า ที่ผ่านมาได้ตั้งร่วมบำเพ็ญกุศล ตั้งจิตภาวนา และอธิษฐานขอให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา ทรงหายจากพระอาการประชวรอย่างต่อเนื่อง และชื่นชมในพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถ โดยเฉพาะในฐานะองค์ประธานขับเคลื่อน โครงการราชฑัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ที่เป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ต้องขังได้ฝึกฝนทักษะอาชีพเพื่อเตรียมความพร้อมกลับสู่สังคม และไม่กลับมาทำอีกซ้ำอีก

เช่นเดียวกับ นางมนพร ยิ่งยง เปิดเผยทั้งน้ำตา ว่าเดินทางมาพร้อมกับครอบครัวด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยความจงรักภักดี  และสำนึกในพระกรุณาธิคุณ โดยเพราะโครงการเพื่อนพึ่ง(ภา)ยามยาก ที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งความสูญเสียในครั้งนี้นับเป็นอีกครั้งที่สะเทือนหัวใจของคนไทย 

ซึ่งในช่วงที่ขบวนเคลื่อนพระศพผ่านไปตามเส้นทาง ประชาชนบางส่วนได้หลั่งน้ำตาด้วยความอาลัยขณะขบวนเคลื่อนพระศพผ่านไปตามเส้นทาง อย่างก็ตามในขณะนี้ประชาชนบางส่วน ยังคงรอเฝ้าส่งเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ ภายหลังพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง

ทั้งนี้ สำนักพระราชวัง จะเปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระรูป และเปิดให้ลงนามถวายควาทอาลัย ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ในวันพรุ่งนี้ (14 มิถุนายน 2569) ถึง 16 มิถุนายนนี้ ระหว่างเวลา 8.30 น. – 16.00 น. และจะเปิดให้ประชาชนได้เข้าสักการะพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ภายหลังจากการพระราชพิธี ทรงบําเพ็ญพระราชกุศลครบ 15 วันแล้ว ในทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00 น. – 21.00 น. โดยจะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป พร้อมทั้งจะพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ราชสกุล คณะองคมนตรี คณะรัฐบาล คณะบุคคล ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ร่วมเป็นเจ้าภาพบําเพ็ญพระกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ ภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบําเพ็ญพระราชกุศลครบ 100 วัน

ขณะที่ นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ร่วมเฝ้าฯ ส่งเสด็จ ขบวนเชิญพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน ขณะเดียวกัน ประชาชนจำนวนมากได้เดินทางมาจับจองพื้นที่ตลอดแนวเส้นทาง เพื่อร่วมเฝ้าฯ ส่งเสด็จและแสดงความอาลัยด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระกรุณาธิคุณ

ในการนี้ กรุงเทพมหานครได้บูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลความเรียบร้อยและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนตลอดแนวเส้นทาง ทั้งด้านการจราจร ความปลอดภัย การแพทย์และสาธารณสุข ความสะอาด และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ โดยจัดเจ้าหน้าที่ประจำจุดสำคัญเพื่อดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การเคลื่อนพระศพและการเฝ้าฯ ส่งเสด็จของประชาชนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สมพระเกียรติ และเกิดความปลอดภัยสูงสุด

ป.ป.ช. ปั้น 500 ยุวทูตต้านทุจริต! แท็กทีมอินฟลูฯ ตัวท็อป สร้างพลังสื่อสร้างสรรค์ ไล่บี้คนโกง

ป.ป.ช. ปั้น 500 ยุวทูตต้านทุจริต! แท็กทีมอินฟลูฯ ตัวท็อป สร้างพลังสื่อสร้างสรรค์ ไล่บี้คนโกง

ป.ป.ช. ปั้น 500 ยุวทูตต้านทุจริต! แท็กทีมอินฟลูฯ ตัวท็อป สร้างพลังสื่อสร้างสรรค์ ไล่บี้คนโกง

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.47 น.

กองทุน ป.ป.ช สร้าง 500 ยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ ส่งเสริมเยาวชนรุ่นใหม่สร้างพลังสื่อสารต้านโกง ผ่านสื่อสร้างสรรค์

โครงการยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ ภายใต้การสนับสนุนจาก กองทุนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช) เปิดตัว 500 ยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ จาก 10 โรงเรียนมัธยมศึกษาต้นแบบ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนตระหนักรู้ถึงโทษภัยและผลกระทบของการทุจริตคอรัปชัน พร้อมพัฒนาศักยภาพด้านการสื่อสารและการผลิตสื่อสร้างสรรค์ เพื่อเป็นกระบอกเสียงในการปลูกฝังค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริตในสังคม มุ่งเน้นการทำงานร่วมกับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา เพื่อสร้างยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ (Workshop) ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้ทั้งด้านเนื้อหาเกี่ยวกับการป้องกันและต่อต้านการทุจริต ควบคู่กับการฝึกทักษะด้านการสื่อสารและการผลิตสื่อในรูปแบบที่ทันสมัย สื่อสารเข้าใจง่ายเพื่อเข้าถึงคนทุกกลุ่ม

ตลอดการดำเนินโครงการ เยาวชนจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ นักสื่อสาร และ

ครีเอเตอร์ อินฟูเอนเซอร์ ที่ประสบความสำเร็จในสายงานของตน เพื่อเสริมสร้างทั้งความรู้ด้านการต่อต้านการทุจริตและทักษะการสื่อสารสมัยใหม่ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และเทคนิคการสร้างสรรค์คอนเทนต์บนแพลตฟอร์มดิจิทัล  โดนรวบรวมวิทยากรระดับมืออาชีพมาให้ความรู้กับเด็กๆ ในโครงการ เช่น

ครูรัก ศรัทธา ศรัทธาทิพย์ นักแสดง ครูสอนการแสดง ผู้กำกับการแสดง มากด้วยความสามารถ อดีตครูใหญ่และครูสอนการแสดงแห่งบ้าน Academy Fantasia (AF) มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ในวงการบันเทิง เพื่อสร้างตัวตนของยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ

ครูพี่วี รัชพล สุวรรณโชติ ประสบการณ์สอนผลิตสื่อเด็กมากกว่า 30 ปี เจ้าของรางวัลสื่อเด็กชนะเลิศอันดับ 1 ของโลก (International Emmy Awards) ณ กรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา รางวัลเกียรติยศสูงสุดของวงการโทรทัศน์โลก เปรียบเสมือนรางวัลออสการ์ของฝั่งภาพยนตร์ มาร่วมถ่ายทอดความรู้ด้านการผลิตสื่อเพื่อต่อต้านการทุจริตอย่างเข้มข้น โดยแนวทางหลักสูตรโมเดล STRONG : จิตพอเพียงต้านทุจริต ของกองทุน ป.ป.ช.รวมถึงการทำข่าว การสื่อสารสาธารณะ และบทบาทของสื่อมวลชนในการส่งเสริมสังคมโปร่งใส พร้อมแนะนำหลักการค้นคว้าข้อมูล การตั้งคำถาม การสัมภาษณ์ และการนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อให้ยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ ได้เข้าใจบทบาทของสื่อในการตรวจสอบ สร้างความตระหนักรู้และเฝ้าระวังการทุจริตในสังคมผ่านสื่อโซเซียล

ครูเป๊ป เขมิกา สุขประสงค์ดี อินฟลูเอนเซอร์คนดังมีผู้ติดตามกว่า 2.9 ล้าน และยอดรับชมกว่า 1,000 ล้านวิว นักแสดงผู้มีประสบการณ์ทั้งในวงการบันเทิงและสื่อดิจิทัล โดยเริ่มต้นเส้นทางการแสดงจากละครเรื่อง

“รักต้องอ้วน” ทางช่อง 3 ก่อนมีผลงานการแสดงอย่างต่อเนื่อง พร้อมต่อยอดสู่บทบาทครีเอทีฟและยูทูบเบอร์

ที่มีผู้ติดตามจำนวนมากบนโลกออนไลน์ ด้วยประสบการณ์การทำงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังการผลิตสื่อ

ครูเป๊ป ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการสร้างสรรค์คอนเทนต์ การพัฒนาแนวคิด การวางรูปแบบการนำเสนอ และการเล่าเรื่องที่สามารถสร้างความเชื่อมโยงกับผู้ชมในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมแบ่งปันประสบการณ์จริงในการใช้สื่อออนไลน์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและส่งต่อประเด็นที่มีคุณค่าต่อสังคม

การถ่ายทอดประสบการณ์ของครูเป๊ป จึงช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้เข้าร่วมโครงการในการใช้สื่อดิจิทัลเป็นเครื่องมือสร้างสรรค์สังคม พร้อมพัฒนาศักยภาพของเยาวชนให้สามารถก้าวสู่การเป็นยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ เยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่มีทั้งความคิดสร้างสรรค์ ความรับผิดชอบต่อสังคม และความสามารถในการสื่อสารประเด็นสาธารณะให้เกิดผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง

ครูลูกตาล ชลธิชาศ์ (ลูกตาล อาร์สยาม) นักร้อง นักแสดง ดีเจ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ผู้มีประสบการณ์ด้านสื่อบันเทิงและสื่อดิจิทัล ถ่ายทอดแนวคิด “Think • Create • Influence” พร้อมแบ่งปันเทคนิคการคิด การออกแบบ และการสร้างคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะ TikTok ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการใช้พลังของสื่อออนไลน์เพื่อสร้างอิทธิพลเชิงบวกต่อสังคม และการเปลี่ยนประเด็นทางสังคมที่ดูเป็นเรื่องยากให้กลายเป็นคอนเทนต์ที่น่าสนใจสำหรับคนรุ่นใหม่

ครูพอร์ช พงษกร นักแสดง พิธีกร ผู้ประกาศข่าว ถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการสื่อสารต่อหน้าสาธารณชน การเป็นพิธีกร และการนำเสนอเนื้อหาให้น่าติดตาม พร้อมแนะนำเทคนิคการใช้บุคลิกภาพ น้ำเสียง และการเล่าเรื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ช่วยให้เยาวชนสามารถถ่ายทอดสาระสำคัญเกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริตได้อย่างมั่นใจและเข้าถึงผู้ชม

ครูอีฟ อรวรรณ นักร้องค่ายรถไฟดนตรี พิธีกร และนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้เสียงเพื่อการสื่อสาร การควบคุมน้ำเสียง อารมณ์ และจังหวะการพูด ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความน่าสนใจให้กับสื่อดิจิทัล โดยนำศาสตร์จากวงการเพลงและการสื่อสารมาประยุกต์ใช้เพื่อให้เยาวชนสามารถสื่อสารสาระสำคัญได้อย่างมีพลังและสร้างการจดจำแก่ผู้รับสาร

คุณปริญญ์ ตันประดิษฐ์ จากช่อง  Prinmill ครีเอเตอร์และ TikToker ชื่อดัง ผู้สร้างกระแสความฮิตด้วยคอนเทนต์หนุ่มออฟฟิศสุด cute ที่ชอบทำคลิปสนุกสนานอย่างการลิปซิงก์บนสถานีรถไฟฟ้า จนกลายเป็นขวัญใจของใครหลาย ๆ ครีเอเตอร์  ผู้มีประสบการณ์ในการสร้างคอนเทนต์ที่เข้าถึงผู้ชมจำนวนมากบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ถ่ายทอดเทคนิคการคิดคอนเทนต์ การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ชม และการสร้างเรื่องราวที่สามารถดึงดูดความสนใจได้ภายในเวลาอันสั้น ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการสื่อสารกับคนรุ่นใหม่บนโลกออนไลน์

ครูพลับบี้ จากช่อง Plubby.27(ผู้ติดตาม 3.6 แสนคน) TikToker และคอนเทนต์ครีเอเตอร์รุ่นใหม่ ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ การผลิตคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์และมีความรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงเทคนิคการนำเสนอเนื้อหาให้สอดคล้องกับรูปแบบการรับสื่อของผู้ชมในยุคดิจิทัล เพื่อให้เยาวชนสามารถพัฒนาผลงานที่ทั้งน่าสนใจและมีคุณค่าต่อสังคม

นอกจากการเรียนรู้ในห้องอบรมแล้ว ผู้เข้าร่วมโครงการยังได้ลงมือปฏิบัติจริงในทุกขั้นตอนของการผลิตสื่อ ตั้งแต่การคิดประเด็น การวางแผนเนื้อหา การสัมภาษณ์ การเป็นพิธีกร การถ่ายทำ และการนำเสนอ โดยมีทีมวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เปรียบเสมือนการทำงานจริงในสายวิชาชีพสื่อสารมวลชนและสื่อดิจิทัล ภายหลังการอบรม ยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ จะร่วมกันผลิตผลงานสื่อรณรงค์ต่อต้านการทุจริต โดยเตรียมลงพื้นที่สัมภาษณ์บุคคลสำคัญและบุคคลต้นแบบจากหลากหลายสาขา เพื่อนำข้อมูลและมุมมองที่ได้รับมาสร้างสรรค์เป็นคอนเทนต์ที่มีคุณค่าและสร้างแรงบันดาลใจแก่สังคมต่อไป ผลงานการผลิตสื่อของยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ จะเผยแพร่ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 และสื่อโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ ได้มีโอกาสสื่อสารแนวคิดเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตจากเด็กสู่เด็ก ผู้ปกครอง และไปสู่สาธารณชนในวงกว้าง พร้อมสร้างการรับรู้และปลูกฝังค่านิยมการไม่ยอมรับการทุจริตให้แก่สังคมไทย

นอกจากนี้ โครงการยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ กองทุน ป.ป.ช.ยังได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของเด็กเยาวชน ในฐานะ “ยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ” ที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้รับสาร แต่สามารถเป็นผู้ผลิตสื่อและผู้ส่งต่อแนวคิดเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตสู่สังคมได้ ผ่านการใช้ความคิดสร้างสรรค์และความเข้าใจพฤติกรรมของคนรุ่นเดียวกัน เพื่อพัฒนาคอนเทนต์ที่เข้าถึงง่าย น่าสนใจ และสามารถกระตุ้นให้เกิดการตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาการทุจริตในชีวิตประจำวัน ความสำเร็จของโครงการจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วม แต่คือการสร้าง

“ยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ” ที่สามารถใช้ทักษะการสื่อสารและพลังของสื่อสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนสังคม สร้างแรงบันดาลใจ และส่งต่อแนวคิดความซื่อสัตย์สุจริตสู่สังคมได้อย่างยั่งยืน

สำนักพระราชวัง แจ้งงดเข้าชม พระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว 13-19 มิ.ย.69

สำนักพระราชวัง แจ้งงดเข้าชม พระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว 13-19 มิ.ย.69

สำนักพระราชวัง แจ้งงดเข้าชม พระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว 13-19 มิ.ย.69

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.58 น.

สำนักพระราชวัง แจ้งงดเข้าชมพระบรมมหาราชวัง และวัดพระแก้ว วันที่ 13 – 19 มิถุนายน 2569 มีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันที่ 12 มิถุนายน 2569 เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ เผยแพร่ข้อความประชาสัมพันธ์ว่า สำนักพระราชวัง ขอแจ้งการเข้าพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ระหว่างวันที่ 13–19 มิถุนายน 2569 เนื่องจากมีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569

เนื่องจากมีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง สำนักพระราชวัง ขอแจ้งการเข้าพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ระหว่างวันที่ 13– 19มิถุนายน 2569 ดังนี้

พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายน้ำสรงพระศพเบื้องหน้าพระรูป ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ถึง 12.00 น.

พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระรูป และลงนามถวายความอาลัย ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ระหว่างวันที่ 14–16 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ถึง 16.00 น.

งดเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

งดเข้าชมพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตั้งแต่วันที่ 13–19  มิถุนายน 2569  โปรดแต่งกายสุภาพไว้ทุกข์

พลิกโฉมอุดมศึกษาไทย นิสิตเรียนร่วม ‘MC² GenEd’ สร้างระบบเรียนรู้ข้ามมหาวิทยาลัย

พลิกโฉมอุดมศึกษาไทย นิสิตเรียนร่วม ‘MC² GenEd’ สร้างระบบเรียนรู้ข้ามมหาวิทยาลัย

พลิกโฉมอุดมศึกษาไทย นิสิตเรียนร่วม ‘MC² GenEd’ สร้างระบบเรียนรู้ข้ามมหาวิทยาลัย

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.45 น.

มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผนึกกำลังครั้งสำคัญ เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ใหม่ของระบบอุดมศึกษาไทย แถลงความคืบหน้าโครงการ MC² GenEd (Mahidol–Chula–Chiang Mai General Education) ภายใต้งาน “MC²: Beyond Boundaries, Building Future: มหิดล จุฬาฯ เชียงใหม่ ผสานพลังสู่การเรียนรู้แห่งอนาคต” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ณ เรือนจุฬานฤมิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

งาน“MC²: Beyond Boundaries, Building Future: มหิดล จุฬาฯ เชียงใหม่ ผสานพลังสู่การเรียนรู้แห่งอนาคต” ในครั้งนี้ ไม่เพียงนำเสนอความคืบหน้าของโครงการความร่วมมือทางวิชาการครั้งสำคัญระหว่างสามมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ แต่ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมในการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ใหม่ที่ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมของระบบมหาวิทยาลัย ภายใต้แนวคิด “Beyond Boundaries, Building Future” หรือการก้าวข้ามพรมแดนทางการศึกษา เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตแห่งการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ โดยโครงการจะประเดิมปีการศึกษา 2569 และคาดว่าจะมีนิสิตนักศึกษาลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 1,000 ราย

ความร่วมมือระหว่างสามมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาระดับอุดมศึกษาไทย มุ่งสร้าง “ระบบนิเวศการเรียนรู้ร่วม” (Shared Learning Ecosystem) เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาสามารถเรียนรายวิชาศึกษาทั่วไป (General Education) ข้ามมหาวิทยาลัย สะสมผลการเรียนรู้ และเทียบโอนหน่วยกิตได้อย่างไร้รอยต่อ พร้อมเปิดโลกการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ผู้เชี่ยวชาญตัวจริง และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับเพื่อนต่างสถาบัน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกแห่งอนาคตที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

โครงการ MC² GenEd เกิดขึ้นภายใต้เครือข่ายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ MC² (Mahidol–Chula–Chiang Mai)  ที่มีเป้าหมายร่วมกันในการยกระดับคุณภาพการศึกษา วิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมไทยและสังคมโลก ผ่านการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้เรียนยุคดิจิทัล นับเป็นหนึ่งในโมเดลต้นแบบของการพัฒนาการศึกษาในรูปแบบ Flexible Education และ Credit Mobility ของประเทศไทย โดยเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาสามารถออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ของตนเองได้อย่างยืดหยุ่น ไม่จำกัดอยู่เพียงรายวิชาที่เปิดสอนภายในมหาวิทยาลัยต้นสังกัด แต่สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ อาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ และประสบการณ์การเรียนรู้จากอีกสองมหาวิทยาลัยพันธมิตรได้โดยตรง

ในระยะแรกของโครงการ มีการเปิดรายวิชาศึกษาทั่วไปนำร่องจำนวน 24 รายวิชาจากทั้งสามมหาวิทยาลัย ครอบคลุมองค์ความรู้หลากหลายมิติ ทั้งด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ความยั่งยืน และทักษะแห่งอนาคต โดยเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีของทั้งสามสถาบันสามารถเลือกเรียนได้ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทการเรียนรู้ที่หลากหลายของผู้เรียนในยุคปัจจุบัน

นอกจากนี้ อีกหนึ่งจุดเด่นของโครงการนี้คือ การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถสะสมผลการเรียนรู้ล่วงหน้า (Advance Learning Accumulation) และเทียบโอนหน่วยกิตข้ามมหาวิทยาลัยตามเงื่อนไขที่แต่ละสถาบันกำหนด นับเป็นการลดข้อจำกัดด้านโครงสร้างการศึกษาแบบเดิม และเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนในสิ่งที่สอดคล้องกับความสนใจความถนัด และเป้าหมายวิชาชีพของตนเองได้มากยิ่งขึ้น

นอกเหนือจากการเรียนรู้ในห้องเรียน MC² GenEd ยังให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ร่วม (Shared Learning Experience) ระหว่างนิสิตนักศึกษาจากหลากหลายสาขาวิชาและต่างสถาบัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนมุมมอง เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น และสร้างเครือข่ายแห่งการเรียนรู้ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของโลกการทำงานในอนาคตที่ต้องอาศัยความร่วมมือข้ามศาสตร์ ข้ามวัฒนธรรม และข้ามความเชี่ยวชาญ

ความร่วมมือดังกล่าวตั้งอยู่บนหลักการสำคัญด้าน Experiential Learning หรือ “การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง” ที่เชื่อว่าความรู้ที่มีคุณค่าไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากการรับฟังในห้องเรียน แต่เกิดจากการลงมือปฏิบัติ การเรียนรู้จากสถานการณ์จริง การเผชิญโจทย์จริงของสังคม และการทำงานร่วมกับผู้คนที่มีความหลากหลาย

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้กำหนด ทิศทางการเรียนรู้ภายใต้แนวคิด “Learning for the AI and Digital Era” โดยมุ่งเตรียมผู้เรียนให้พร้อมรับมือกับโลกแห่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ผ่านรายวิชาที่เปิดโอกาสให้นิสิตได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงด้าน AI เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในวิชาชีพต่าง ๆ

 โลกในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากอิทธิพลของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การศึกษาไม่อาจจำกัดอยู่เพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้แบบเดิมในห้องเรียนได้อีกต่อไป แต่ต้องสร้างพื้นที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เป็นการเรียนรู้ร่วมกับผู้คนที่มีภูมิหลัง ความคิด และประสบการณ์ที่แตกต่างกัน พร้อมเข้าใจวิธีคิด รู้เท่าทันเทคโนโลยี สามารถใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณและจริยธรรม”

“เราไม่ได้ต้องการเพียงให้ผู้เรียนใช้ AI เป็น แต่ต้องการให้สามารถสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่สังคม และใช้เทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนอนาคตได้อย่างมีความรับผิดชอบ ผมเชื่อมั่นว่าเมื่อศักยภาพด้าน AI และดิจิทัลของจุฬาฯ ผนวกกับความเชี่ยวชาญด้านชุมชนของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และความเข้มแข็งด้านการเรียนรู้จากภาคปฏิบัติของมหาวิทยาลัยมหิดล นิสิตนักศึกษาจะได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น พร้อมเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงในอนาคต” อธิการบดีจุฬาฯ กล่าว

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “โครงการ MC² GenEd สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของสามมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศในการสร้างรูปแบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ มหาวิทยาลัยมหิดล มุ่งขับเคลื่อนการเรียนรู้ภายใต้แนวคิด “Learning with Industry and Society” โดยให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และภาคสังคม เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง ผ่านการทำงานร่วมกับองค์กรพันธมิตรและผู้เชี่ยวชาญภายนอก ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างทักษะวิชาชีพและความเข้าใจบริบทการทำงานจริง”

“การศึกษาในศตวรรษที่ 21 ต้องเป็นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงหรือ Experiential Learning เป็นการเรียนรู้ร่วมกับผู้คนที่มีความแตกต่างหลากหลาย MC² GenEd จากความร่วมมือของทั้งสามมหาวิทยาลัยจึงเป็นโครงการที่ตอบโจทย์การเรียนรู้ยุคใหม่ได้อย่างดียิ่ง ซึ่งจะเป็นต้นแบบระบบการเรียนรู้ข้ามมหาวิทยาลัยของไทย” อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลกล่าว

ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า “ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มุ่งเน้นแนวคิด Learning from Communities and Sustainability โดยเชื่อว่าห้องเรียนที่ดีที่สุดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในมหาวิทยาลัย   แต่รวมถึงชุมชน ธรรมชาติ และพื้นที่จริงรอบตัว ผู้เรียนจะได้เรียนรู้จากโจทย์จริงของสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ตลอดจนประเด็นสิ่งแวดล้อมที่ท้าทายและความยั่งยืนที่กำลังเกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งต่อสังคม ประเทศ และโลกที่อาศัยอยู่ร่วมกัน ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปิดให้เรียนข้ามมหาวิทยาลัย แต่เป็นการร่วมกันวางรากฐานระบบการศึกษารูปแบบใหม่ของประเทศไทยที่เปิดกว้าง ยืดหยุ่น และตอบโจทย์ผู้เรียนมากขึ้น พร้อมขยายโอกาสการเข้าถึงองค์ความรู้ที่ดีที่สุดจากหลากหลายสถาบัน และเป็นต้นแบบของการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ระดับประเทศในอนาคต”

“MC² GenEd จึงเป็นมากกว่าการเรียนข้ามมหาวิทยาลัย แต่คือการเปิดโลกการเรียนรู้ให้กว้างกว่ารั้วมหาวิทยาลัย เชื่อมโยงผู้เรียน อาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ และองค์ความรู้จากสามมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างบัณฑิตที่พร้อมรับมือกับความท้าทายในโลกอนาคต และพร้อมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน” อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่กล่าว

“MC² GenEd” จึงนับเป็นก้าวสำคัญของการเปิดโลกการเรียนรู้ให้กว้างไกล ผ่านการผนึกกำลังของสามมหาวิทยาลัยชั้นนำ “มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่” ซึ่งจะช่วยเปิดมุมมองที่หลากหลายเพิ่มโอกาสการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญและเพื่อนต่างสถาบัน พร้อมเผชิญความท้าทายในโลกอนาคต ความสำเร็จของความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นต้นแบบสำคัญที่สามารถขยายผลสู่สถาบันอุดมศึกษาอื่น ๆ เพื่อร่วมกันยกระดับการศึกษาของประเทศและพัฒนาบัณฑิตให้มีศักยภาพตอบโจทย์สังคมและโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ศึกษารายละเอียดรายวิชาและติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ MC² GenEd ได้ที่ Website: https://sites.google.com/view/mc2gened , Facebook: https://www.facebook.com/mc2gened , Instagram: https://www.instagram.com/mc2gened

พสกนิกรสุดอาลัย ร่วมส่งเสด็จ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สู่สวรรคาลัย

พสกนิกรสุดอาลัย ร่วมส่งเสด็จ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สู่สวรรคาลัย

พสกนิกรสุดอาลัย ร่วมส่งเสด็จ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สู่สวรรคาลัย

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.45 น.

สุดอาลัย องค์ภา ประชาชนกล่าวทั้งน้ำตาแห่งความอาลัย พระองค์ท่านเก่งและแกร่งมากทรงงานมากมาย

12 มิถุนายน 2569 เวลา 07.25 น. โทรทัศน์รวมกันเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยได้เผยแพร่ประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาลิณีสิริพัทร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 เวลา 19.48 น. ณโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยด้วยพระอาจารย์สงบ แล้วนั้น

สำหรับบรรยากาศที่บริเวณ ศาลาใบละบาท ติดกับอาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย  มีประชาชนแต่งกายด้วยชุดสีดำไว้ทุกเดินทางมาแสดงความอาลัยเป็นจำนวนมาก

ด้านนางสาวทิพวรรณ กระดี่ทอง กล่าวด้วยน้ำตาแห่งความอาลัย ว่า หลังจากที่ทราบข่าวว่าพระองค์ท่านสิ้นพระชนม์ก็รู้สึกเสียใจอย่างมาก ที่ผ่านพระองค์ท่านทรงงานอย่างมากมาย ท่านทรงเป็นหญิงเก่งและแกร่งมาก ทำประโยชน์ไว้อย่างมากมาย ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้พระองค์ท่านมีชีวิตอยู่เพื่อพระบิดา เพื่อช่วยปกป้องดูแลบ้านเมือง ช่วยเหลือราษฎร์ เพราะพระองค์ท่านเก่งหลายด้าน ส่งเป็นที่พึ่งของเสด็จพ่อได้ ตนก็ไม่คิดว่าจะมีวันนี้ ในวันที่เสียพระองค์ท่านไป ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้พระองค์ท่านยังอยู่กับพวกเราตลอดไป ประชาชนรักพระองค์ค์ท่านมาก ตอนนี้ประชาชนก็รู้สึกเสียใจแต่ก็ต้องทำใจและช่วยดูแลบ้านเมืองกันต่อไป

”ในช่วงที่พระองค์ท่านประชวร ก็เดินทางมาที่โรงพยาบาลจุฬาบ่อยครั้ง เพื่อมาถวายพระพรส่งกำลังใจให้พระองค์ท่านหายจากอาการประชวร แต่เมื่อท่านสิ้นพระชนม์ซึ่งไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ก็จะระลึกถึงพระองค์ท่านตลอดไป ระลึกถึงที่พระองค์ท่านทรงงานอย่างมากมายช่วยเหลือเสด็จพ่อและช่วยเหลือประชาชน ก็อยากให้พระองค์ท่านช่วยเหลือดูแลบ้านเมือง ช่วยเหลือเสด็จพ่อไปทุกหนทุกแห่งและคอยเป็นกำลังใจให้เสด็จพ่อ“ นางสาวทิพวรรณ กล่าว

ราชบัณฑิตยสภา เผยแพร่ตัวอย่างถ้อยคำแสดงความอาลัย ถวายแด่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

ราชบัณฑิตยสภา เผยแพร่ตัวอย่างถ้อยคำแสดงความอาลัย ถวายแด่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

ราชบัณฑิตยสภา เผยแพร่ตัวอย่างถ้อยคำแสดงความอาลัย ถวายแด่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.31 น.

12 มิถุนายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “สำนักงานราชบัณฑิตยสภา” โพสต์ข้อความระบุว่า “ตัวอย่างถ้อยคำแสดงความอาลัยถวายแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา” โดยมีรายละเอียดดังนี้

ทีเส็บ ภาคใต้ ปักหมุดขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดัน ‘หาดใหญ่-สงขลา’ สู่ศูนย์กลางไมซ์ระดับสากล

ทีเส็บ ภาคใต้ ปักหมุดขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดัน ‘หาดใหญ่-สงขลา’ สู่ศูนย์กลางไมซ์ระดับสากล

ทีเส็บ ภาคใต้ ปักหมุดขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดัน ‘หาดใหญ่-สงขลา’ สู่ศูนย์กลางไมซ์ระดับสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.53 น.

ทีเส็บ ภาคใต้ ปักหมุดขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดัน ‘หาดใหญ่-สงขลา’ สู่ศูนย์กลางไมซ์ระดับสากล ในงาน “The Southern MICE Economic Forum 2026”

สำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการภาคใต้ (ทีเส็บ) ประกาศความพร้อมจัดงานครั้งยิ่งใหญ่ “The Southern MICE Economic Forum 2026″ภายใต้แนวคิด “ผนึกกำลังไมซ์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใต้สู่สากล” ในวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี (ICC Hat Yai) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มุ่งเป้าพลิกโฉมภาคใต้สู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ในระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน

งานในครั้งนี้ถือเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อนักลงทุน ผู้ประกอบการ และบุคลากรในอุตสาหกรรมไมซ์ พื้นที่ภาคใต้ โดยไม่ได้เป็นเพียงแค่เวทีสัมมนาทั่วไป แต่คือพื้นที่แห่งการจุดประกายโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรแบบครบวงจร เพื่อแสดงศักยภาพของ “หาดใหญ่-สงขลา” เมืองแห่งวัฒนธรรมที่เป็นฟันเฟืองสำคัญทางเศรษฐกิจ และพร้อมเป็นต้นแบบ “MICE City” ของประเทศไทย

เจาะลึก 5 ไฮไลต์ พลิกฟื้นเศรษฐกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ท้องถิ่น

ภายในงานอัดแน่นด้วยกิจกรรมเชิงกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ทั้งการให้องค์ความรู้และการสร้างคอนเนกชัน ประกอบด้วย:The Southern MICE Economic Forum [Stage]: เวทีเจาะลึกอุตสาหกรรมไมซ์ทุกมิติ ผ่าน 6 หัวข้อเสวนาพิเศษ จาก 16 วิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าที่จะมาถอดบทเรียนและแชร์ประสบการณ์เพื่อก้าวทันกระแสโลก

The Southern MICE Economic Forum [Networking]: พื้นที่เจรจาธุรกิจเพื่อสร้างคอมมูนิตี้สำหรับคนรุ่นใหม่และผู้ประกอบการที่พร้อมต่อยอดพาร์ตเนอร์ชิปและขับเคลื่อนวงการไมซ์ภาคใต้
South Serve [Chef’s Table & Short Course]: เปิดประสบการณ์รสชาติสไตล์ ‘Southern Twist’ โดยเชฟท้องถิ่นที่จะมาถ่ายทอดเทคนิคการยกระดับอาหารพื้นบ้านสงขลาสู่อาหารจัดเลี้ยงระดับสากลเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

Walk with The Old Town of Hat Yai: กิจกรรมลงพื้นที่สำรวจย่านเก่าในมุมมองใหม่ ‘Old Town in a New City’ ร่วมพูดคุยกับคนในพื้นที่เพื่อค้นหาความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนอัตลักษณ์ชุมชนให้เป็นอีเวนต์ระดับโลก

Photo Essay [Exhibition]: นิทรรศการภาพถ่าย 50 ผลงานที่สะท้อนเรื่องราวอาหาร การเดินทาง และวิถีชีวิตของสงขลา พร้อมกิจกรรม Interactive ‘แช-แช : Chair-Share’ พื้นที่เปิดรับฟังเสียงและไอเดียจากคนในวงการไมซ์

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ใน วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569 เวลา 09.00 – 18.00 น. ที่ ICC Hat Yai ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และเปิดให้ผู้ที่สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าได้แล้ววันนี้ (ไม่มีค่าใช้จ่าย) ที่ bizconnect.tceb.or.th/e/812/the-southern-mice-economic-forum-2026 หรือสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: The Southern MICE

สกสค.-ออมสิน ผนึกกำลังสหกรณ์ฯ 10 จว. นำร่องแก้หนี้ครู เตรียมปล่อยกู้ดอกต่ำ 5พันล้านบาท

สกสค.-ออมสิน ผนึกกำลังสหกรณ์ฯ 10 จว. นำร่องแก้หนี้ครู เตรียมปล่อยกู้ดอกต่ำ 5พันล้านบาท

สกสค.-ออมสิน ผนึกกำลังสหกรณ์ฯ 10 จว. นำร่องแก้หนี้ครู เตรียมปล่อยกู้ดอกต่ำ 5พันล้านบาท

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.26 น.

สกสค.-ธ.ออมสิน ผนึกสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 10 จังหวัด นำร่องแก้หนี้ครู ออมสินเตรียมปล่อยทุนดอกเบี้ยต่ำ 5,000 ล้านบาท ผ่านสหกรณ์ออมทรัพย์ครู

11 มิถุนายน 2569 ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือถึงแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ร่วมกับธนาคารออมสินและสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 10 จังหวัดนำร่องจาก 4 ภูมิภาค เพื่อขอความร่วมมือในแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการช่วยลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้ในโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. ซึ่งขณะนี้ธนาคารออมสินอยู่ระหว่างเร่งพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม นอกจากนี้ ธนาคารออมสินยังเตรียมสนับสนุนเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศในวงเงินเบื้องต้น 5,000 ล้านบาท เพื่อนำไปปล่อยกู้ให้สมาชิกสหกรณ์ที่เป็นครูและบุคลากรทางการศึกษาในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาด้วย


  
“การดำเนินงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือ 3 ฝ่าย ได้แก่ สกสค. ธนาคารออมสิน และสหกรณ์ออมทรัพย์ครู โดยมุ่งช่วยเหลือทั้งผู้กู้และผู้ค้ำประกัน พร้อมผลักดันมาตรการไกล่เกลี่ยหนี้ ลดการฟ้องร้อง ลดภาระของผู้กู้และผู้ค้ำ รวมถึงส่งเสริมวินัยทางการเงินเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของครูอย่างยั่งยืน สำหรับโครงการนำร่อง มีสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจาก 10 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ กำแพงเพชร ฉะเชิงเทรา ชลบุรี เชียงราย นครพนม นครสวรรค์ สมุทรปราการ สุพรรณบุรี และสุราษฎร์ธานี เข้าร่วม โดยหลังจากนี้ สกสค. มีแผนขยายผลไปยังสหกรณ์ออมทรัพย์ครูในทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศต่อไป” ดร.พีระพันธ์ กล่าว

ดร.พีระพันธ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2567-2568 สกสค. ได้ร่วมมือกับธนาคารออมสินช่วยเหลือครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ประสบปัญหาหนี้สินมาอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถลดดอกเบี้ยให้ครูกว่า 230,000 ราย คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท ปรับโครงสร้างหนี้ให้ครู 8,868 ราย วงเงินรวม 14,917 ล้านบาท ภายใต้นโยบาย “ไม่ฟ้อง ไม่ยึดทรัพย์ ไม่ขายทอดตลาด และไม่ฟ้องล้มละลาย” พร้อมจัดอบรมสร้างวินัยทางการเงินตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษากว่า 22,000 รายทั่วประเทศ

ยกเลิกแล้ว ปลัดศธ.เซ็นยกเลิกโครงการ ร.ร.สีขาว ปี 70 เดินหน้าคืนเวลาให้ครู

ยกเลิกแล้ว ปลัดศธ.เซ็นยกเลิกโครงการ ร.ร.สีขาว ปี 70 เดินหน้าคืนเวลาให้ครู

ยกเลิกแล้ว ปลัดศธ.เซ็นยกเลิกโครงการ ร.ร.สีขาว ปี 70 เดินหน้าคืนเวลาให้ครู

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.21 น.

11 มิถุนายน 2569 นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ได้ลงนามในหนังสือ ด่วนที่สุด เรื่อง ยกเลิกโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 

เรียน ศึกษาธิการจังหวัดทุกจังหวัด ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569- 2570นโยบายที่ 1 คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก ซึ่งมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงาน (Work Smart) เพื่อลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียน การสอนของครู อันเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการศึกษาและส่งเสริมให้ครูสามารถทุ่มเทเวลาารพัฒนาผู้เรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยเฉพาะการดำเนินงานภายใต้ใครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข ซึ่งมีขั้นตอนและภารกิจด้านเอกสารจำนวนมาก นั้น       

สำนักงานปลัด กระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะผู้รับผิดชอบดำเนินการโครงการสถานศึกษาสีขาวปลอดยาเสพติดและอบายมุข ขอเรียนว่า เพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงขอแจ้งยกเลิกโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป.