สกู๊ปพิเศษ : เส้นทางชีวิต‘เด็ก-เยาวชน’ ต้นตอ‘ติดหล่ม-มืดหม่น’อยู่ที่ใคร?

สกู๊ปพิเศษ : เส้นทางชีวิต‘เด็ก-เยาวชน’ ต้นตอ‘ติดหล่ม-มืดหม่น’อยู่ที่ใคร?

สกู๊ปพิเศษ : เส้นทางชีวิต‘เด็ก-เยาวชน’ ต้นตอ‘ติดหล่ม-มืดหม่น’อยู่ที่ใคร?

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2568, 07.35 น.

“อยากบอกว่าผมไม่ได้โกรธหรือเกลียดพ่อเพราะผมเชื่อว่าตอนนั้นพ่อก็เป็นเด็กเหมือนผมตอนนี้”

ความในใจจาก “เอ (นามสมมุติ)” เยาวชนชายที่ “ก้าวพลาด” ถูกจับในคดีใช้ความรุนแรง แต่ยังได้รับ “โอกาสที่ 2” เมื่อถูกส่งไปอยู่ที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก และได้เข้ากระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งเจ้าตัวยังยกตัวอย่าง “กิจกรรมวิเคราะห์ข่าว” ที่ในแต่ละวันเยาวชนทุกคนจะได้รับโจทย์เป็นข่าวต่างๆ ที่คนทั่วไปพบเห็นผ่านสื่อ ซึ่งหลายครั้งก็เหมือนกับเห็นตนเองไปอยู่ในเนื้อข่าวเหล่านั้น เป็นการทบทวนชีวิตของตนเองไปในตัว

แต่ก่อนจะมาถึงจุดนี้ เด็กชายเอเติบโตมาในสภาพที่คลอดได้เพียง 3 วัน พ่อแม่ก็แยกทางกันเด็กชายเอถูกส่งไปอยู่กับย่าซึ่งมีกิจการร้านขายของชำ แต่ย่าก็ป่วยเป็นโรคไต ร้านของย่าอยู่ในชุมชนแออัด สภาพบ้านเรือนชิดกันเกือบจะดูคล้ายกับสลัม และมีปัญหายาเสพติดแพร่ระบาดย่าเลี้ยงเด็กชายเอจนถึงเรียนจบชั้น ป.3 จึงส่งออกจากกรุงเทพฯ ไปอยู่ต่างจังหวัด เพราะเห็นว่าตนมีปัญหาติดเกม วันๆ ไปอยู่แต่ที่ร้านเกม

เด็กชายเอไปอยู่ต่างจังหวัด เรียนจนจบชั้น ป.6 จากนั้นเมื่อเข้าสู่ชั้นมัธยมศึกษา เริ่มคบเพื่อนซึ่งพบว่าเพื่อนมีพฤติกรรม “เล่นยา” ใช้สารเสพติดแต่เวลานั้นเด็กชายเอยังคงไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดแม้จะใช้ชีวิตกับอยู่เพื่อนกลุ่มนี้ก็ตาม แต่พฤติกรรมติดเพื่อนนั้นก็รุนแรงขนาดไม่ยอมเข้าบ้าน ไปอยู่แต่ที่บ้านเพื่อนตลอด และ “โดดเรียน” ไม่ยอมไปโรงเรียน ซึ่งตนก็บอกพ่อว่าขอ “ดร็อป”ในตอนแรกพ่อไม่ยอม ตนก็ไม่ไปเรียนเสียดื้อๆ จนท้ายที่สุดพ่อก็ต้องยอม

จากต่างจังหวัด เด็กชายเอหวนกลับมาอยู่ในกรุงเทพฯ อีกครั้ง คราวนี้พ่อพาไปฝากกับผู้เป็นอาและพาไปสมัครเรียน แต่เวลานั้นเป็นช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 และต้องจัดการเรียนการสอนทางออนไลน์ เอยอมรับว่าตนไม่ได้เรียนหนังสือเลย จับคอมพิวเตอร์ทีไรก็ใช้เพื่อเล่นเกมเท่านั้น แต่ก็ยังผ่านชั้น ม.1 มาได้ กระทั่งเมื่อขึ้นชั้น ม.2 คราวนี้อาการหนักเพราะติดทั้งเพื่อนและผู้หญิงจนโดดเรียนทุกวัน โดยที่อาก็ไม่รู้เพราะออกไปทำงานก่อนที่ตนจะออกจากบ้าน หรือวันที่ตนออกจากบ้านก่อนก็จะแต่งชุดนักเรียน

“ครูเขาโทรไปบอกพ่อว่าทำไมผมไม่เข้าเรียนเลย พอเขาคุยกับครูเสร็จพ่อก็โทรมาหาผมบอกว่าถ้าไม่ไปโรงเรียนก็แต่งชุดอยู่บ้านไปเลย นอนอยู่บ้านไปเลยไม่ต้องไปเรียน (พ่อประชด) แต่ก็เข้าทางผม เช้าวันต่อมาผมแต่งตัวปกติไปนั่งกับเพื่อนที่ใส่ชุดนักเรียนซึ่งโดดเรียนมา ก็พากันใช้ความรุนแรง เกาะกลุ่มใช้สารเสพติด มีกัญชา น้ำกระท่อม อย่างอื่นผมไม่ยุ่ง” เอ กล่าว

เด็กชายเอเติบโตเป็นนายเอ พฤติกรรมติดเพื่อนหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ไม่ยอมเข้าบ้าน รวมกลุ่มเพื่อนใช้ความรุนแรงจนถูกจับในคดีทำร้ายร่างกาย ในตอนแรกถูกส่งเข้าไป “คุกเด็ก” หรือสถานพินิจและคุ้มครองเด็กแห่งอื่น และยังคงมีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงและเอาอารมณ์เป็นที่ตั้งก่อเรื่องข้างในนั้นจนถูกจับขังเดี่ยว แต่ในใจก็คิดว่าไม่อยากอยู่ในสถานพินิจฯ แห่งนั้นแล้ว ทำอย่างไรจึงจะออกไปได้ ซึ่งก็เป็นจังหวะที่ทางบ้านกาญจนาฯเข้ามาสอบถามหาคนสมัครใจไปอยู่พอดี

สิ่งที่เด็กหนุ่มรู้สึกว่าบ้านกาญจนาฯ แตกต่างจากสถานพินิจฯ แห่งอื่น คือ “บรรยากาศที่เป็นมิตร”สัมผัสได้ถึงความใส่ใจมากกว่าจะเป็นการคุมเข้ม ดังที่นายเอให้นิยามสถานที่แห่งนี้ว่า “ไม่เล่นกับด้านมืด..แต่พยายามแสวงหาแสงสว่างในตัวคน”จนเมื่อเวลาผ่านไป พ่อที่มาเยี่ยมก็ถึงกับถามว่า “ทำไมเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้?” เพราะเห็นว่าดูโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นและใช้อารมณ์เป็นที่ตั้งน้อยลง ทั้งนี้ นายเอย้ำว่า ที่นำเรื่องของตนเองมาบอกเล่า ก็หวังให้เด็กและเยาวชนคนอื่นๆ ไม่เดินซ้ำรอย และหากวันนั้นตนตั้งใจเรียนหนังสือ ชีวิตน่าจะดีกว่านี้เพราะพ่อก็ตั้งใจส่งเสียเต็มที่

นายเอ บอกเล่าชีวิตของตนในงานกิจกรรมรณรงค์ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ปี 2568 เสวนา“ความรุนแรงในครอบครัวกับอนาคตเด็กไทย…ที่ขาดแคลนการลงทุน” ซึ่งจัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกรมกิจการเด็กและเยาวชน และมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 8 ม.ค. 2568ที่ผ่านมา ณ โรงแรมแมนดาริน สามย่าน กรุงเทพฯ

จากเรื่องราวของนายเอที่ยังเป็นหนุ่มวัยรุ่น“ปุ๊” เป็นชื่อเล่นของชายวัยสามสิบเศษ ที่ชีวิตผ่านเรื่องหนักๆ มาเช่นกัน นายปุ๊ บอกเล่าในงานนี้ว่าตนเองเป็น “ลูกคนกลาง” มีพี่ชายกับน้องสาว ทั้ง 3 ชีวิตเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่ใช้ความรุนแรงเนื่องจาก “พ่อติดเหล้า” เมาแล้วชอบทำร้ายร่างกายแม่ จนในที่สุดแม่ทนไม่ไหวก็หนีไป ขณะที่พ่อกับลูกๆ ทั้ง 3 คน ย้ายเข้ามาในกรุงเทพฯ แต่เป็นการย้ายเข้ามาแบบไร้จุดหมาย พ่อทำงานก่อสร้างแต่ก็ทำๆ หยุดๆ อาศัยหลับนอนตามวัดพึ่งพาข้าวปลาอาหารจากพระ และถึงขั้นที่เด็กชายปุ๊เคยไปนั่งขอทานบนสะพานลอย

“มีพลเมืองดีไปแจ้งตำรวจ ผมก็โดนจับส่งไปที่มูลนิธิ แต่ให้แยกกันอยู่ (พี่สาวและน้องชายไปอยู่อีกที่หนึ่ง) ตอนนั้นยังเล็กมากไม่รู้ความเลยว่าไปแล้วต้องเจออะไรบ้าง พ่อก็หายไปสักพักหนึ่งแล้วก็พอเขารู้ว่าเราอยู่จุดไหนเขาก็มาเยี่ยมบ้างอะไรบ้าง แต่ไม่นานก็ไม่ติดต่อมาอีกเลย ผมก็ไม่ทราบว่าเขาไปอยู่อย่างไรบ้าง”ปุ๊ กล่าว

แม้ชีวิตในมูลนิธิแห่งนั้นทำให้ปุ๊ได้รับโอกาส นั่นคือ “การศึกษา” แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายในการเติบโต เพราะ “บาดแผลทางกายและใจที่เคยได้รับในวัยเด็ก” สมัยที่ยังอยู่กับพ่อและมักถูกพ่อที่เมาสุราทำร้ายร่างกาย นายปุ๊ เล่าต่อไปถึงชีวิตในโรงเรียน แม้จะมีเพื่อนแต่เวลาเรียนก็มักเหม่อลอยมองออกไปนอกหน้าต่าง “ชีวิตไม่มีเป้าหมาย..ไม่รู้จะเรียนไปเพื่ออะไร” และแม้โดยนิสัยจะไม่ชอบใช้ความรุนแรง แต่บางครั้งก็อดไม่ได้เมื่อถูกเพื่อนล้อเลียนเรื่องการเป็นเด็กกำพร้า ทำให้มีเรื่องชกต่อยอยู่บ้าง

เมื่อข้ามพ้นวัยเด็กเข้าสู่วัยหนุ่มเต็มตัว ปุ๊เริ่มคิดได้แล้วว่า “มีแต่การเรียนเท่านั้นที่จะช่วยให้หลุดพ้นจากชะตากรรมที่เป็นอยู่” เด็กหนุ่มสามารถเรียนจนจบชั้น ม.6 พร้อมๆ กับช่วยเหลืองานมูลนิธิในการดูแลเด็กๆ ที่ก็ถือเป็นรุ่นน้องไปด้วย จากนั้นปุ๊ตัดสินใจออกไปหางานทำพร้อมๆ กับส่งตัวเองเรียนต่อคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงไปด้วย และใช้เวลา 5 ปี จึงเรียนจบระดับ ป.ตรี และสิ่งที่คัดสินใจทำหลังจากเรียนจบคือการ “ตามหาแม่” ซึ่งปุ๊ก็สืบจนรู้ว่าแม่ที่พลัดพรากกันไปตั้งแต่ยังเด็กอยู่ที่ใด แต่ก็ต้องแลกมาด้วย “ความจริงอันเจ็บปวด” เมื่อได้พบ

“เราก็ไปสืบที่เขต เขาก็อำนวยความสะดวกช่วยเหลือ จนเราได้ไปเจอเขา เราก็มีทุนในส่วนหนึ่งบ้าง เงินเก็บเราบ้าง ก็ไปสร้างห้องน้ำซ่อมแซมบ้านให้ แต่สิ่งที่เราไปเจอ มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดเลย สิ่งที่เราเห็นวันนั้น แม่พูดกับเราว่าเขาตั้งใจที่จะทิ้งเรา วันต่อมาพี่สาวกับน้องชายก็มองหน้ากัน นี่หรือคือสิ่งที่เราโหยหามาทั้งชีวิต?ถ้าเราเจอแม่ก็คงได้มีอย่างคนอื่นเขาบ้าง ก็เลยกลับกรุงเทพฯ ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย” ปุ๊ เล่าถึงวินาทีที่พบกับผู้เป็นแม่

หลังรับรู้ความจริงที่เจ็บปวดจากปากผู้เป็นแม่ แม้ในใจจะไม่ได้กล่าวโทษแม่และคิดว่าด้วยช่วงวัยและเวลาแบบนั้นแม่อาจมีเหตุผลหรือความจำเป็นบางอย่างที่ทิ้งตนไป และตนก็พยายามรวบรวมกำลังใจเพื่อจะ “ยืนหยัด” มีชีวิตอยู่ต่อไปไห้ได้ด้วยทัศนคติที่ดี แต่ชายหนุ่มก็ยอมรับว่า “เสียศูนย์” ไปช่วงระยะเวลาหนึ่งเหมือนกันก่อนจะกลับมาตั้งหลักได้อีกครั้ง ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว “หากวันนั้นไม่ตั้งใจเรียนวันนี้ก็คงไม่มีอนาคต” ชีวิตอาจไปจบลงด้วยการติดคุกตะราง แต่การได้เรียนหนังสือทำให้ตนมีวิธีคิดมากขึ้น

ขณะที่ เตชาติ์ มีชัย ประธานมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว ซึ่งมีความผูกพันกับนายปุ๊ เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยทำงานในมูลนิธิแห่งนั้นที่ปุ๊เติบโตมา กล่าวเสริมว่า ในเวลานั้นตนเพิ่งเรียนจบใหม่ๆ เข้าทำงานในมูลนิธิในภารกิจช่วยเหลือเด็กเร่ร่อนและเด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศตั้งแต่เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน “เมื่อครอบครัวไม่ใช่ที่ที่น่าอยู่..เด็กจึงตัดสินใจออกจากบ้านมาเร่ร่อน” โดยงานของตนคือการเป็น “ครูอาสา” ให้กับเด็กเหล่านี้ทั้งที่ยังเร่ร่อนอยู่และที่เข้ามาอยู่ในความดูแลของมูลนิธิแล้ว

คำถามที่ เตชาติ์ ได้ยินจากปากเด็กๆ อยู่บ่อยครั้งคือ “เมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน?”, “เมื่อไหร่จะได้มีบัตรประชาชน?”, “เมื่อไหร่พ่อแม่จะมารับ?”,“จะเรียนไปเพื่ออะไร?” แม้กระทั่งกรณีของปุ๊กว่าจะเรียนจบได้ ในช่วงวัยรุ่นที่เป็นเวลา “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ก็ถึงขั้นต้องไปนั่งเฝ้าหน้าห้องสอบบ้าง ไปตามตัวจากร้านเกมบ้าง พยายามหาเวลาพูดคุยอบรมกัน จนได้รู้ว่า ปุ๊อยากเป็นนักกีฬา จึงแนะนำว่าหากอยากเป็นก็ต้องตั้งใจเรียน และแม้เราจะเลือกเกิดไม่ได้แต่สามารถเลือกทางเดินได้

“หลายคนก็ไปจบ ป.โท เป็นครูบาอาจารย์แต่ส่วนน้อยไม่เกิน 3% อีก 97% คือหลุดจากสังคม เขารู้สึกว่าเขาไม่มีรากเหง้า ตรงนี้ก็หมายความว่ามันยังวนเวียน แล้วพอมารู้จักป้ามล (ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก)ก็ยังเห็นเด็กที่หนักขึ้นไปอีก หลังจากที่เราเห็นเด็กที่มีปัญหา ครอบครัวมีปัญหา เราเห็นแค่ปัญหาของเด็กกลุ่มนี้ แต่เราไม่เห็นปลายทาง ถ้าไม่มีคนดูแล ปลายทางก็เหมือนน้องเอ (ก่อคดีแล้วถูกจับกุมต้องไปอยู่ในสถานพินิจฯ)” เตชาติ์ กล่าว

มุมมองจากแพทย์ “หมอโอ๋” ผศ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และผู้ก่อตั้งเพจ “เลี้ยงลูกนอกบ้าน” กล่าวถึงแนวคิดที่ว่า “อาชญากรเด็ก..เด็กเป็นเองไม่ได้” การที่เด็กคนหนึ่งติดเพื่อน ติดเกม ไม่เรียนหนังสือ ฯลฯ มันมีรากของปัญหาเสมอ “เมื่อเด็กไม่ได้โตมากับความรัก..เมื่อคนที่ควรจะรักเขาที่สุดไม่ได้ให้สิ่งนั้น..เด็กจึงไปโหยหาเอากับสิ่งอื่น” เพราะมนุษย์ทุกคนต้องการความรัก ต้องการมีความรู้สึกว่าตนเองเป็นคนที่ใช้ได้และมีความหมาย

แต่เมื่อคนคนหนึ่งไปแสวงหาความรักจากสิ่งอื่นภายนอก (เช่น เพื่อน) ก็ต้องแล้วแต่ว่า“สิ่งนั้นจะพาไปทางไหน?” อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของทั้ง 2 คนข้างต้น ก็ทำให้เห็นความสำคัญของ“การมีอะไรบางอย่างเป็นหลักให้ยึด” ดังกรณีของนายเอ ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อมีโอกาสได้ไปอยู่ในบ้านกาญจนาฯ ทำให้เห็นว่า ท่ามกลางความวุ่นวายจากปัญหาต่างๆ ที่คนคนหนึ่งต้องเผชิญจริงๆ แล้วคนคนนั้นก็ยังมีแสงสว่างอยู่ภายใน และได้เริ่มเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งแสงสว่างขึ้น ณ ที่แห่งนั้น รดน้ำพรวนดินจนงอกงาม

“วันหนึ่งที่เขาขึ้นมาเล่า วันหนึ่งที่เขาพูดว่าเขาเข้าใจพ่อ “พ่อคือเด็กคนหนึ่งเหมือนกัน” เอาจริงๆ มันเกิดจากการเติบโตที่ไม่ได้เกิดจากการไปชี้ด่าว่าทำไมแกมันไม่ได้เรื่อง? ทำไมถึงเละเทะแบบนี้? ทำไมถึงเป็นอันธพาล? ทำไมถึงใช้ความรุนแรง? แต่มันเป็นการสร้างแล้วก็บ่มเพาะจากการเชื่อมั่นว่าทุกคนมีด้านสว่างในตัวเองแล้วพอเขาเติบโตอย่างมั่นคงภายใน เขาสามารถที่จะมองเห็นความเป็นมนุษย์ในบุคคลอื่นๆ” หมอโอ๋ ยกตัวอย่างเรื่องเล่าของเอ

หมอโอ๋กล่าวต่อไปว่า “พ่อแม่ไม่ใช่พระอรหันต์..แต่เป็นมนุษย์ที่สามารถทำผิดพลาดล้มเหลวได้” หรือกรณีของปุ๊ก็เป็นตัวอย่างว่าไม่ใช่พ่อแม่ทุกคนที่รักลูก ดังนั้น หากเข้าใจว่าพ่อแม่ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งไม่ต่างจากตัวเรา เมื่อนั้นเราก็อาจเลือกที่จะให้อภัยและเข้าใจว่าเขาก็ทำดีที่สุดของเขาได้เท่านั้น ซึ่งการให้อภัยไม่ได้หมายความว่าทำให้เขาพ้นผิด แต่เพื่อละวางความทุกข์ที่ตัวเราแบกไว้

ด้าน ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษกกล่าวว่า กรณีของปุ๊ที่รู้สึก “ดิ่ง” เมื่อตามหาแม่จนพบแต่แม่กลับบอกว่าตั้งใจทิ้งไปเอง เรื่องนี้ทำให้มีคำถามต่อไปว่า “ชีวิตของแม่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างไร?..กระท่อนกระแท่นมาขนาดไหน?..และใครได้เยียวยาแผลใจของแม่บ้าง?” มุมมองเหล่านี้อาจไม่เคยมีในสังคมไทย และเป็นมุมกลับเช่นกัน แต่การที่ให้อภัยคนเป็นแม่ก็เท่ากับให้อภัยตนเองและอาจเชื่อมโยงกับการที่ตัวเราจะมีอนาคตต่อไปด้วย

“กว่าผู้หญิงหรือผู้ชายคนหนึ่งตัดสินใจจะปฏิเสธลูกตัวเอง หันมาบอกกับเราแล้วเราก็ดิ่งไปเลยว่า ‘ฉันตั้งใจจะทิ้งเธอนะ!’ มันกำลังเล่าว่าในอดีต ในวันที่แม่เป็นเด็ก แม่เป็นลูกของใครสักคนหนึ่ง แม่ก็ต้องบาดเจ็บน่าดูเลย ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้ที่มันไม่ถูกเยียวยา มันจะอยู่กับเขายาวตลอดไป ดังนั้นเขาไม่สมควรที่จะถูกเกลียดชัง แต่สมควรที่จะได้รับการให้อภัย” ผอ.บ้านกาญจนาฯ กล่าว

ผอ.บ้านกาญจนาฯ กล่าวต่อไปว่า อย่างในกรณีของเอ ที่สามารถพูดออกมาได้ว่าพ่อของตนในวันนั้นก็ยังเป็นเด็กคนหนึ่งเหมือนกับตนในวันนี้ ซึ่งก็คงไม่รู้อะไรเลย ยังเป็นหนุ่มวัยรุ่น ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ตนมีโอกาสได้พูดคุยกับพ่อของเอ ก่อนที่เอจะมาบอกเล่าชีวิตในงานนี้ ซึ่งพ่อก็บอกว่าอยากรู้เหมือนกันว่าตนได้ทำอะไรให้ลูกชายบาดเจ็บขนาดไหน เพราะตนกับลูกที่ผ่านมาก็ไม่เคยคุยกัน ดังนั้น จึงเห็นว่า ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเด็กหากถูกนำมาพูดคุยกัน ไม่ซุกไว้ใต้พรมก็คงไม่กลายเป็นของเน่าเหม็น

ยังมีเสียงสะท้อนจากตัวแทน “กลุ่มผู้ถูกเจียระไน” ซึ่งเป็นอดีตเยาวชนที่เคยอยู่ในบ้านกาญจนาฯ ที่กล่าวเสริมว่า ในขณะที่สถานพินิจฯ ใช้งบประมาณวันละ 4-5 ล้านบาท หรือเรือนจำที่ใช้งบประมาณวันละ 20 ล้านบาท “แต่เมื่อดูต้นตอของปัญหาจะพบรูปแบบที่เหมือนกันเช่น เผชิญความรุนแรงในบ้าน บ้านไม่น่าอยู่ อยู่แล้วไม่มีตัวตน ก็ไปอยู่กับกลุ่มเพื่อนที่คิดว่าเป็นบ้าน แล้วก็พากันไปทำผิดกฎหมายถูกจับและโดนตีตราว่าเป็นเด็กมีปัญหา” คำถามคือปัญหามาจากเด็กหรือผู้ใหญ่? หากมองเข้าไปลึกๆ ถึงระบบโครงสร้าง

รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. ตั้งคำถามว่า “ในขณะที่ผู้ใหญ่คาดหวังกับเด็ก..คำถามคือผู้ใหญ่ได้สร้างสิ่งแวดล้อมที่เพียงพอและดีพอกับการคาดหวังนั้นหรือไม่?” เพราะเมื่อมองไปรอบด้านจะเห็นปัญหาอบายมุขเข้ามาใกล้ตัวมากเช่น ข้อมูลในปี 2565 ชี้ว่า บุหรี่ไฟฟ้าเข้าถึงตัวเด็กเพิ่มขึ้นถึง 5.3 เท่า ภายในเวลาเพียง 7 ปี

ขณะที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งต้องยอมรับว่าทำการตลาดทำมาดีมาก และมุ่งเป้าไปที่เด็กและเยาวชนเป็นสำคัญเพราะต้องการผู้บริโภครายใหม่โดยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังส่งผลเชื่อมโยงกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว รวมถึงปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน ตามที่มีข้อมูล ณ ปี 2564 พบว่า มีผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี เสียชีวิตจากการดื่มแล้วขับเฉลี่ย 2,200 รายต่อปี

“เห็นไหมว่ามันเพียงพอไหมกับที่ผู้ใหญ่อย่างเราต้องดูแลอนาคตเด็กให้ปลอดภัย ให้อยู่รอด เราทำกันดีพอแล้วหรือยัง? ในอีกหลายๆ เรื่อง เรื่องการพนันก็ไม่แพ้กัน เรามีตัวเลขอยู่ประมาณ 7 แสนกว่าคน ที่มีโอกาสเข้าสู่วงจรนักพนันหน้าใหม่ ไม่น้อยนะที่เขาจะก้าวเข้ามาแล้วไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ยังไม่นับกลุ่มที่ถูกหลอกลวงจากออนไลน์ทั้งหลาย ผู้ใหญ่ยังถูกเลยในการถูกหลอกลวง เยาวชนก็ถูกหลอกลวงด้วยเช่นกัน” น.ส.รุ่งอรุณ กล่าว

ชูวิทย์ จันทรส เลขาธิการมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว กล่าวว่า จากกิจกรรมวันเด็กตลอดหลายปีที่ผ่านมา เช่น ถามคำขวัญวันเด็กของนายกรัฐมนตรี เด็กคนไหนตอบได้มีรางวัลให้ ทำให้เกิดคำถามว่าเราสามารถทำอะไรมากกว่านี้ได้บ้างหรือไม่ และคิดว่าในงานวันเด็กที่มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่มารวมกันเป็นจำนวนมาก “ทำอย่างไรจะให้รับรู้ถึงสิทธิเด็ก แน่นอนว่าคงไม่ได้หวังให้เด็กเล็กๆ รับรู้อะไรมาก ที่สำคัญกว่าคือพ่อแม่ผู้ปกครอง ผู้ใหญ่ต่างๆ ที่นำของขวัญมาให้เด็ก ทราบกันหรือไม่ว่าสิทธิเด็กคืออะไร” ซึ่งประเทศไทยไปลงนามในอนุสัญญาแล้ว

หรือ “ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่เด็กได้รับผลกระทบ มีใครนำปัจจัยร่วมต่างๆ มาคุยกันหรือไม่ ความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของพ่อแม่ผู้ปกครองนั้นบ่มเพาะอะไร สร้างบาดแผลให้เด็กบ้างหรือไม่” จึงเกิดแนวคิดว่าจะใช้โอกาสของวันเด็กแห่งชาติสื่อสารเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร แต่เรื่องนี้ทำเองไม่ได้ ในขณะที่กรมกิจการเด็กและเยาวชน มีบ้านพักเด็กและครอบครัวอยู่ทุกจังหวัด ซึ่งเป็นหนึ่งในที่พึ่งเมื่อเด็กมีปัญหา อีกทั้งกลไกของบ้านพักเด็กซึ่งจัดงานวันเด็กร่วมกับหน่วยงานราชการอื่นๆ ในพื้นที่ ก็สามารถสอดแทรกสิ่งเหล่านี้ลงไปได้

อภิญญา ชมภูมาศ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน เปิดเผยว่า ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในปี 2567ที่ผ่านมา ได้รับเรื่องขอความช่วยเหลือหรือสอบถามข้อมูล ราว 188,000 เรื่อง ในจำนวนนี้ 26,000 เรื่องเกี่ยวข้องกับปัญหาเด็กและเยาวชน และจากเรื่องขอความช่วยเหลือทั้งหมด พบว่า ความรุนแรงติด 1 ใน 5 อันดับแรก

“กรมกิจการเด็กและเยาวชน ร่วมกับ สสส. ร่วมกับมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว ได้จัดกิจกรรมขึ้นโดยใช้โอกาสสำคัญคือวันเด็กแห่งชาติ เป็นการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ในเรื่องของการที่จะมาดูเรื่องความรุนแรงในครอบครัวกับอนาคตเด็กไทยที่ขาดแคลนการลงทุนร่วมกันซึ่งก็คิดว่าโอกาสในครั้งนี้ที่ใช้วันสำคัญของเด็กๆ ของเรา ก็คือวันเด็กแห่งชาติ เป็นจุดเริ่มต้นของการที่จะทำให้พ่อแม่ผู้ปกครอง ประชาชนทั่วไป ได้ตระหนักถึงความสำคัญและผลกระทบที่มันเกิดขึ้นจากความรุนแรงในครอบครัว ที่มันจะส่งไปถึงเด็กแล้วก็จะกลายเป็นความรุนแรงข้ามรุ่นของเด็กและเยาวชน” อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าว

นายกฯประกาศเดินหน้าช่วยเด็กนอกระบบทั้ง 77 จว. ผ่านนโยบาย Thailand Zero Dropout

นายกฯประกาศเดินหน้าช่วยเด็กนอกระบบทั้ง 77 จว. ผ่านนโยบาย Thailand Zero Dropout

นายกฯประกาศเดินหน้าช่วยเด็กนอกระบบทั้ง 77 จว. ผ่านนโยบาย Thailand Zero Dropout

วันเสาร์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2568, 18.47 น.

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) นำตัวแทนเด็กๆ จากโครงการ Thailand Zero Dropout  ที่ได้รับการช่วยเหลือให้กลับสู่เส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น มีทางเลือก ตอบโจทย์ชีวิต เข้าพบนางสาวแพรทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในงานวันเด็กแห่งชาติ 2568 ซึ่งจัดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล  

 โดย นางสาวไลลา ไชยสุนทรี อายุ 15 ปี ตัวแทนเด็กๆ กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรี  ที่มีนโยบายช่วยเหลือเด็กนอกระบบทุกคนได้มีโอกาสเลือกเส้นทางการเรียนรู้ด้วยตัวเอง และกลับมามีเป้าหมายในชีวิตอีกครั้ง 

และได้มอบตุ๊กตาครอบครัวนายกรัฐมนตรี ผลงานของเด็ก ๆ จากศูนย์การเรียนชุมชน จังหวัดบึงกาฬ เป็นของขวัญแทนคำขอบคุณจากเด็ก ๆ และ จดหมายของเด็กๆ ถึงนายกรัฐมนตรี ขอบคุณที่สร้างโอกาสการศึกษา เพื่อเด็กทุกคนได้กลับมาเรียน

ทั้งนี้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล ภายใต้ธีม “ร่วมคิด ร่วมสร้าง ร่วมวางอนาคต” พร้อมให้โอวาทแก่เด็กและเยาวชน ว่าวันเด็กปีนี้ได้มอบคำขวัญไว้ว่า “ทุกโอกาส คือ การเรียนรู้ พร้อมปรับตัวสู่อนาคตที่เลือกเอง” ขอให้เยาวชนมีสิทธิเลือกอนาคตของตนเอง โดยให้ผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ คอยให้คำปรึกษา เลือกอนาคตที่เราชอบด้วยคุณค่าที่ตนเองมี

นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งมั่นในการสร้างระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพ ซึ่งในขั้นแรกจะรื้อฟื้นและออกแบบการให้ทุน ODOS ในรูปแบบใหม่ โดยมุ่งกระจายโอกาสให้แก่นักเรียนที่มีฐานะยากจนและมีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับมัธยมปลาย ปวช. ปวส. และมหาวิทยาลัย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จำนวนไม่ต่ำกว่า 1,000 ทุนต่อรุ่นทั่วประเทศ

ทั้งนี้ รัฐบาลจะเริ่มโครงการ “หนึ่งอำเภอหนึ่งทุนการศึกษาภาคฤดูร้อน” เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนจากทุกอำเภอทั่วประเทศได้เข้าถึงการเรียนรู้กับมหาวิทยาลัยและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก โดยเชื่อว่าจะเป็นการเปิดโลกให้เด็ก ๆ ได้รู้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

พร้อมผลักดันนโยบาย Thailand Zero Dropout” ที่มุ่งเน้นให้เด็กทุกคนได้เรียน โดยจะขยายผลการค้นหาและช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา ให้มีทางเลือกที่ตอบโจทย์ชีวิต และโอกาสพัฒนาเต็มศักยภาพ ควบคู่ไปกับการทำงานเพื่อมีรายได้เสริมในระหว่างการศึกษา เพื่อให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่แห่งโอกาสสำหรับทุกคนอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม

“โดยจะเดินหน้านโยบาย Thailand Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน ที่ริเริ่มโดย นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568  นี้ รัฐบาลได้ขยายผลการค้นหาและช่วยเหลือเด็กและเยาวชน ที่หลุดจากระบบการศึกษา จาก 25 จังหวัด ในปี 2567 เป็น 77 จังหวัดทั่วประเทศ  ให้สมกับที่ประเทศไทยเป็นพื้นที่แห่งโอกาสของทุกคนอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมอย่างแท้จริง” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ทั้งนี้ โดยปัจจุบันรัฐบาลได้ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา กลับมาเรียนจำนวน 304,083 คน

ด้าน ด.ช.เมธา โสดาวงษ์ นักเรียนระบบ Mobile School ศูนย์การเรียน CYF   กล่าวว่า  ตนเองออกจากโรงเรียนตอน ม.ต้น เนื่องจากปัญหาครอบครัว ทำให้ต้องหยุดเรียนไป 2 ปี ระหว่างนั้น ไปรับจ้างทำเกษตรเพื่อช่วยเหลือครอบครัว และพยายามเรียนรู้การเป็นช่างซ่อมมอเตอร์ไซต์ จนได้รับการช่วยเหลือแนะนำให้กลับมาเรียน Mobile School  ห้องเรียนเติมฝัน เป็นหลักสูตรที่ใช้ประสบการณ์การทำงาน  การเรียนรู้ในชีวิตประจำวัน   และเรียนออนไลน์กับคุณครูอาทิตย์ละ 3 วัน  ทำให้ตนกำลังจะเรียนจบม.3 ในเดือนเมษายนนี้   ตั้งใจว่า จะเรียนสายอาชีพในสาขาช่าง  

“โอกาสที่ได้กลับมาเรียนครั้งนี้ ทำให้ผมมองเห็นอนาคตของตัวเอง   ผมขอพูดเพื่อเพื่อนๆ พี่ๆน้องๆ เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาทุกคน พวกเราทุกคนมีศักยภาพ มีความฝัน ขอให้รัฐบาลช่วยเหลือพวกเราทุกคนให้ได้มีโอกาสเหมือนที่ผมได้รับครับ”

อบต.คลองสาม ‘จัดวันเด็ก 2568’ สนุกสุดจิ๊ด!!! สร้างรอยยิ้มทั่วตำบล

อบต.คลองสาม 'จัดวันเด็ก 2568' สนุกสุดจิ๊ด!!! สร้างรอยยิ้มทั่วตำบล

อบต.คลองสาม ‘จัดวันเด็ก 2568’ สนุกสุดจิ๊ด!!! สร้างรอยยิ้มทั่วตำบล

วันเสาร์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2568, 16.44 น.

อบต.คลองสาม “จัดวันเด็ก 2568” สนุกสุดจิ๊ด!!! สร้างรอยยิ้มทั่วตำบล

11 มกราคม 2568 รศ.วิระศักด์ ฮาดดา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม นำทีมสร้างความสุขให้กับเด็กและครอบครัว ในงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568 ณ ตลาดจัมโบ้ ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง ที่นำบุตรหลานมาร่วมกิจกรรมวันเด็กในปีนี้เป็นจำนวนมาก

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความสนุกสนานและเสียงหัวเราะ โดยมีกิจกรรมหลากหลายให้เด็ก ๆ ได้ร่วมกิจกรรม ซึ่งแบ่งเป็นฐานกิจกรรม 8 ฐาน พร้อมมอบของรางวัล บูธโชว์พิเศษจากเท่งน้อย เอนจอยโชว์ ที่เรียกเสียงหัวเราะจากทุกเพศทุกวัย อีกทั้ง การแสดงบนเวทีจากน้อง ๆ นักเรียนโรงเรียน อบต.คลองสาม และโรงเรียนสามัคคีราษฎร์บำรุง เรียกเสียงปรบมือ และความประทับใจแก่ผู้ชมด้วย นอกจากนี้ ยังอาหารและเครื่องดื่ม บริการฟรีตลอดงาน เพิ่มความอิ่มอร่อยและความสุขให้ผู้เข้าร่วมงานอีกด้วย 

รศ.วิระศักด์ ฮาดดา กล่าวว่า “งานวันเด็กแห่งชาติปีนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก การได้เห็นรอยยิ้มของเด็ก ๆ และความสุขของครอบครัวในตำบลคลองสาม เป็นกำลังใจสำคัญที่ทำให้เรามุ่งมั่นพัฒนากิจกรรมดี ๆ เช่นนี้ต่อไปในอนาคต และส่งต่อคุณค่าให้เยาวชน งานวันเด็กแห่งชาติครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สร้างความสนุกสนาน แต่ยังเน้นย้ำให้เด็ก ๆ เห็นคุณค่าของตนเอง และตระหนักถึงบทบาทสำคัญในสังคม อบต.คลองสาม ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมมือกันทำให้งานครั้งนี้ประสบความสำเร็จ พร้อมตั้งเป้าจัดงานที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ในปีถัดไป เพื่อส่งมอบความสุขให้กับชุมชนอย่างต่อเนื่อง”

น้องๆหนูๆ สุดเอนจอย งานวันเด็ก กฟผ.2568 ได้ความรู้รักษ์พลังงานเพียบ

น้องๆหนูๆ สุดเอนจอย งานวันเด็ก กฟผ.2568 ได้ความรู้รักษ์พลังงานเพียบ

น้องๆหนูๆ สุดเอนจอย งานวันเด็ก กฟผ.2568 ได้ความรู้รักษ์พลังงานเพียบ

วันเสาร์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2568, 16.25 น.

11 มกราคม 2568 นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นำทีมผู้บริหาร กฟผ. ร่วมส่งมอบความสุขแก่ให้เด็ก ๆ ในงานวันเด็กแห่งชาติ กฟผ. ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “EGAT Land ดินแดนประหยัดพลังงาน” มุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการอนุรักษ์พลังงานและแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้า โดยเปิดพื้นที่ 3 โซนใหญ่บริเวณสำนักงานกลาง กฟผ. ให้ได้สนุกกันอย่างเต็มอิ่ม ได้แก่ 1) ลาน ENGY Patio กับขบวนพาเหรดและซุ้มกิจกรรมมากมาย 2) โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ที่เปิดให้เข้าเยี่ยมชมห้องควบคุมการผลิตไฟฟ้าเพียงครั้งเดียวในรอบปี และ 3) ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ที่จะพาเด็ก ๆ ท่องโลกพลังงานไฟฟ้าด้วยสื่อการเรียนรู้สุดล้ำสมัย

นอกจากนี้ กฟผ. ยังได้ร่วมจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติที่ทำเนียบรัฐบาล โดยจำลองบรรยากาศห้องเรียนสีเขียว เพื่อส่งมอบความรู้เรื่องพลังงานผ่านกิจกรรมและเกมแสนสนุก ลุ้นรับของรางวัลและของที่ระลึกอย่างจุใจ

‘คิง เพาเวอร์’แจกลูกบอล ฉลองวันเด็กแห่งชาติปี68 สนับสนุนเด็กไทยเล่นกีฬา

'คิง เพาเวอร์'แจกลูกบอล ฉลองวันเด็กแห่งชาติปี68 สนับสนุนเด็กไทยเล่นกีฬา

‘คิง เพาเวอร์’แจกลูกบอล ฉลองวันเด็กแห่งชาติปี68 สนับสนุนเด็กไทยเล่นกีฬา

วันเสาร์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2568, 16.18 น.

คิง เพาเวอร์ แจกลูกฟุตบอล ฉลองวันเด็กแห่งชาติปี 68 มากกว่าการแจกลูกฟุตบอล คือ การส่งต่อแรงบันดาลใจ

11 มกราคม 2568 – คิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ พลังคนไทย จัดเต็มความสนุก ฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568 ด้วยการแจกลูกฟุตบอลมาตรฐานสากล ภายใต้โครงการ ล้านลูก ล้านพลัง สร้างฝันเด็กไทย ให้กับน้อง ๆ ที่มีอายุระหว่าง 3-15 ปี ที่มาร่วมสนุกในงานวันเด็ก ณ ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ, กระทรวงศึกษาธิการ, องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ รังสิตคลอง 5 (อพวช.) และกองบิน 6 ฝูงบิน 601 ท่าอากาศยานดอนเมือง พร้อมชวน KOLs สายกีฬา ที่เป็นไอดอลขวัญใจเด็ก ๆ มาร่วมกิจกรรมแจกลูกฟุตบอล เพื่อสร้างแรงบันดาลใจทางด้านกีฬา เพราะเชื่อว่าลูกฟุตบอลลูกเล็ก ๆ นี้ จะสามารถจุดประกายความฝันอันยิ่งใหญ่ของเด็ก ๆ ได้ และส่งเสริมให้เด็กไทยมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ซึ่งได้รับความสนใจจากเยาวชนเข้าร่วมรับลูกฟุตบอลกันอย่างคึกคัก

นอกจากนี้ ยังมีการแข่งขัน Football Hero Challenge ซึ่งเป็นกิจกรรมที่กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ นำมาปลุกพลัง การเล่นอย่างสร้างสรรค์ สนับสนุนให้เด็ก ๆ ได้ปล่อยพลังอย่างเต็มที่ผ่านการโชว์สกิลเดาะลูกฟุตบอล โดยนักเตะวัยจิ๋ว ที่เดาะบอลได้จำนวนมากที่สุดคือ ด.ช. กัณฑ์อเนก อ่วมพรม โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา (บดินทร 3) สามารถเดาะบอลได้ 169 ครั้ง กล่าวว่า ผมมีความสุขและดีใจมาก ๆ ครับที่วันนี้ได้รับลูกฟุตบอลลูกใหม่ไปแบ่งปันเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน  และผมตั้งใจจะนำลูกฟุตบอลจากคิง เพาเวอร์ ไปไว้ใช้ฝึกซ้อมพัฒนาฝีเท้าให้เก่งยิ่งขึ้น เพราะอยากทำตามความฝันของตัวเองที่อยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพให้ได้ในอนาคต ทั้งนี้ ผู้ชนะจะได้รับลูกฟุตบอลจำนวน 50 ลูกไปฝากเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน ถือเป็นการสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน พร้อมนำลูกฟุตบอลคุณภาพดีไปไว้ใช้พัฒนาทักษะทางด้านกีฬาฟุตบอลร่วมกับเพื่อน ๆ ต่อไป  

โครงการ ‘ล้านลูก ล้านพลัง สร้างฝันเด็กไทย’ เป็นหนึ่งในกิจกรรม CSR ของคิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ พลังคนไทย โดยในงานแจกลูกฟุตบอลฉลองวันเด็กแห่งชาติปี 2568 ถือเป็นการประเดิมนับถอยหลังเข้าสู่ลูกที่ล้าน! ตามเป้าหมายของโครงการฯ ทั้งนี้ คิง เพาเวอร์ เตรียมเดินหน้าแจกลูกฟุตบอลครบ 1 ล้านลูกภายในปีนี้ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เฟสบุ้ค
King Power Thai Power พลังคนไทย หรือ อินสตาแกรม kingpowerthaipower

งานวันเด็กทำเนียบคึกคัก ‘OKMD’จัดเต็ม 7 เกมสนุกปลุกการเรียนรู้ เด็กสนใจร่วมกิจกรรมแน่นบูธ

งานวันเด็กทำเนียบคึกคัก ‘OKMD’จัดเต็ม 7 เกมสนุกปลุกการเรียนรู้ เด็กสนใจร่วมกิจกรรมแน่นบูธ

งานวันเด็กทำเนียบคึกคัก ‘OKMD’จัดเต็ม 7 เกมสนุกปลุกการเรียนรู้ เด็กสนใจร่วมกิจกรรมแน่นบูธ

วันเสาร์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.12 น.

งานวันเด็กทำเนียบรัฐบาลคึกคัก ‘OKMD’จัดเต็มเกมสนุกสร้างสรรค์ ปลุกการเรียนรู้พัฒนาสมอง เด็กสนใจเข้าร่วมกิจกรรมแน่นบูธ

11 มกราคม 2568 สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD นำโดย ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ OKMD นำทีมเข้าร่วมกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ณ บริเวณภายในอาคารตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ในธีม “Brain – based Learning” โดยมีเด็กสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเนืองแน่นตลอดทั้งวัน

ดร.ทวารัฐ กล่าวว่า วันเด็กปีนี้ OKMD ได้นำกิจกรรมการเล่นที่สร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบ ที่เด็ก ๆ จะได้รับทั้งความรู้ และความสนุกสนาน โดยกิจกรรมที่นำมามาให้เด็ก ๆ ได้ร่วมสนุกวันนี้คือ เกมกระตุ้นการใช้ประสาทสัมผัสองค์รวม ตั้งแต่เด็กวัย 3-6 ปี ซึ่งมีส่วนรับสัมผัส (Sensory) และส่วนการเคลื่อนไหว (Motor) กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว การจัดประสบการณ์เรียนรู้ให้กับเด็กจึงต้องเน้นการพัฒนาระบบการเคลื่อนไหวและระบบสัมผัส ทำให้เด็กได้ใช้ความคิดเสริมทักษะการเรียนรู้ และจากประสาทสัมผัส จากสิ่งรอบกายอย่างสร้างสรรค์และสนุกสนาน  

สำหรับเกมที่ OKMD ได้นำมาให้เด็กเล่นคือ

1.นักล่าตัวอักษร โดยให้เด็ก ๆ ค้นหาตัวอักษรที่ซ่อนอยู่ในถุงสัมผัส จากนั้นนำตัวอักษรที่ ค้นพบมาวางใส่ในบล็อกตัวอักษร ให้ตรงตามที่กำหนดไว้ เป็นเกมที่ช่วยกระตุ้นประสาที่สัมผัส ตา หู กายสัมผัส และเรียนรู้คำศัพท์ผ่านการเล่นอย่างสนุกสนาน

2.ตัวเลขซ่อนหา เกมนี้จะช่วยให้เด็ก ๆ ได้ฝึกทักษะคณิตศาสตร์อย่างสนุกสนาน โดยการค้นหาตัวเลขที่เป็นคำตอบจากโจทย์ที่ครูหรือผู้ปกครองกำหนดเช่น การบวก ลบ หรือการจับคู่ตัวเลข แล้วนำตัวเลขที่ค้นพบมาวางในบล็อกตัวเลขเพื่อแสดงคำตอบที่ถูกต้อง

3.หอคอยมหัศจรรย์ เกมนี้ช่วยพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา การคิดวางแผน และการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก เรียนรู้เรื่องสี เช่นการจัดเรียงสีในลำดับที่กำหนด ฝึกสมาธิและการประสานงานระหว่างตาและมือ ผ่านการเล่น

4.นักสืบจมูกไว เกมนี้ให้เด็ก ๆ ดมกลิ่นผลไม้ จากผลไม้จริง ที่ใส่ในกระปุก แล้วเลือกบัตรคำ ที่ตรงกับผลไม้ที่ดม เด็กจะได้เรียนรู้ชื่อผลไม้ ช่วยพัฒนาประสาทสัมผัสเรื่องกลิ่น เสริมทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ 

5.กระดุมหรรษา โดยให้เด็ก ๆ แข่งกันร้อยกระดุมขนาดใหญ่ หลากสีเข้ากับเชือกหรือโดยทักษะการประสานมือและตา ความรวดเร็ว และความคิดสร้างสรรค์

6. กล่องสุ่มเสียงปริศนา เด็ก ๆ ฟังโจทย์ที่กำหนด เช่น “เลือกกล่องที่มีเมล็ดถั่ว” จากนั้นสุ่มเลือกกล่องที่เขย่าแล้วคิดว่าเสียงที่ได้ตรงกับวัสดุตามโจทย์ ช่วยฝึกทักษะการฟัง วิเคราะห์ และจับคู่เสียงวัสดุ และ

7.เกมบิงโก ทึ่ฝึกความช่างสังเกต และการเรียนรู้เกี่ยวกับกีฬาประเภทต่าง ๆ  

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวัน ผู้ปกครองได้นำเด็กเข้าร่วมกิจกรรมของ OKMD แน่นบูธ ซึ่งมีทั้งเด็กไทยและเด็กต่างชาติ ทีสะท้อนให้เห็นถึงกิจกรรมที่เรียนรู้จากประสาทสัมผัส ทุกช่วงวัย อย่างไร้พรมแดน

Fraya เด็กหญิงวัย 9 ขวบ และ Toby น้องชายวัย 7 ขวบ จากประเทศเดนมาร์ก ซึ่งอาศัยช่วงปิดเทอม เดินทางมาเที่ยวเมืองไทยกับคุณแม่ ก็ได้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย โดยทั้งสองกล่าวอย่างประทับใจว่า สนุกมาก โดยเฉพาะเกมบิงโก ที่เข้าร่วมกิจกรรมถึงสองรอบ โดยทั้งสองจะเก็บความประทับใจนี้ ไปเล่าให้เพื่อน ๆ  ฟัง และอยากให้โรงเรียนของเขามีกิจกรรมแบบนี้บ้าง 

‘ผู้ว่าโคราช’อวยพรวันเด็ก’ขอให้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มกำลังความสามารถ’

'ผู้ว่าโคราช'อวยพรวันเด็ก'ขอให้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มกำลังความสามารถ'

‘ผู้ว่าโคราช’อวยพรวันเด็ก’ขอให้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มกำลังความสามารถ’

วันศุกร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.16 น.

‘ผู้ว่าโคราช’อวยพรวันเด็ก’ขอให้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มกำลังความสามารถ’

วันนี้ (10 ม.ค.68) ที่ จ.นครราชสีมา นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวถึงการจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติของ จ.นครราชสีมาว่า ในโอกาสวันเด็กปีนี้ตนอยากขอให้เด็กๆ ได้มีความสุข สมวัย มีความสุขกับการเรียน การเล่น การช่วยเหลือผู้ปกครอง การประกอบคุณงามความดี ขอให้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนา จ.นครราชสีมา และพัฒนาชาติบ้านเมือง และประสบความสำเร็จในอนาคตของลูกหลานทุกคน 

อย่างไรก็ตาม อยากฝากผู้ปกครองในการพัฒนาเด็กลูกหลานของเราคู่กันกับการพัฒนาผู้ปกครอง การเรียนรู้ร่วมกัน การหาประสบการณ์ร่วมกัน เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ร่วมกันก็จะทำให้อนาคตของเราประสบความสำเร็จ ส่วนคำขวัญสำหรับเด็กๆ จังหวัดนครราชสีมา คือ ขอให้ลูกหลานทุกคนได้ดูแบบอย่างของผู้ที่ประสบความสำเร็จก็นำมาปรับใช้แล้วก็เป็นกำลังสำคัญของชาติบ้านเมืองต่อไป

ขณะที่การจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติปีนี้ทางภาคเอกชน ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ร่วมกับเทศบาลนครนครราชสีมา และพันธมิตร นำโดยนายเทวัญ ลิปตพัลลภ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี อดีต รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมนายประเสริฐ บุญชัยสุข นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมาและคณะผู้บริหารฯ ร่วมกับนายปรีชา ลิ้มอั่ว ผจก.ทั่วไป, น.ส.นลินี ป้อมสินทรัพย์ ผจก.ฝ่ายการตลาดศูนย์การค้า, น.ส.สุวรรณอัมพา ไชยฉลาด ผจก.ส่วนสื่อมัลติมีเดีย จัดกิจกรรมชวนคุณหนูๆ และครอบครัวมาร่วมสร้างความทรงจำแสนพิเศษในงาน “THE MALL KORAT KID’S FUNTASIA “FANTASY ADVENTURE” ระหว่างวันที่ 11-12 มกราคม 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 น.ที่ MCC HALL ชั้น 3 เดอะมอลล์โคราช อ.เมือง จ.นครราชสีมา

ทั้งนี้ ภายในงานน้องๆ จะได้สนุกกับบ้านลมยักษ์ วิ่งล่าท้าความสนุก, LASER MAZE ตะลุยแสงเลเซอร์สุดท้าทาย, ตื่นตาตื่นใจไปกับความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ และเรียนรู้การเกิดไม้กลายเป็นหิน พร้อมพบกับกิจกรรมฝึกทักษะการเล่นผ่านสื่อสัมผัสและสันทนาการอย่างสนุกสนาน อาทิ ART & CRAFT การแสดง MAGIC COMEDY SHOW และลุ้นรับของรางวัลมากมาย ชมและเชียร์การแสดงความสามารถของน้อง ๆ จากโรงเรียนต่าง ๆ ในจังหวัดนครราชสีมา พร้อมกิจกรรม DESTINATION แห่งความสุขสำหรับทุกคนในครอบครัว ฉลองเทศกาลวันเด็กแห่งชาติปี 2568 ภายใต้คอนเซปต์ “THE MALL KORAT KID’S FUNTASIA “FANTASY ADVENTURE” ผจญภัยในโลกกว้าง สร้างแรงบันดาลใจทุกก้าว” เติมเต็มไปด้วยกิจกรรมสุดสร้างสรรค์ มอบความบันเทิงจัดเต็ม ที่จะทำให้หัวใจดวงน้อยๆ เต้นแรงด้วยความสุข เปิดโลกจินตนาการเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กๆ ได้สำรวจและค้นพบสิ่งใหม่ๆ ที่น่าสนใจ โดยจำลองพื้นที่ภายในห้องเอ็มซีซี ฮอลล์ ให้เป็นอาณาจักรของการเรียนรู้ เสริมความสุข สร้างกิจกรรมครอบครัวร่วมกัน และสนุกกับโซนกิจกรรมมากมาย อาทิ กิจกรรมคิดสนุก เล่นสนุก รับของขวัญมากมาย จาก เทศบาลนครนครราชสีมา : เพียงลงทะเบียนหน้าบูธเพื่อรับพาสสปอร์ตเข้าร่วมกิจกรรมภายในงานประทับตราการเข้าร่วมอย่างน้อย 4 บูธ นำพาสสปอร์ตจับไข่รางวัล

กิจกรรม Laser  Maze ตะลุยแสงเลเซอร์สุดท้าทาย : หลุดเข้าไปในโลกแห่งจินตนาการลุยไปกับห้องเลเซอร์ ที่ชวนให้น้อง ๆตื่นเต้นท้าทายความสามารถหลบหลีกแสง ผ่านการเล่นอย่างสนุกสนานกับ Laser  Maze โดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี , กิจกรรมพาตะลุยกับความมหัศจรรย์ของโลก จำลองขุดค้นฟอสซิลไดโนเสาร์ และเรียนรู้ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่นี่ที่เดียว! กับพิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหิน ,  Art & Craft by GSB (ธนาคารออมสิน) : ร่วมแต่งแต้มจินตนาการแสนน่ารัก สร้างการเรียนรู้แปลกใหม่ที่ไม่รู้จบ , OTTO Farm Studio สร้างสรรค์ผลงานจากของเสียสู่ของสวย ด้วยเศษเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียนงานแฮนเมดที่ได้ลงมือทำจริง

สำหรับสิทธิพิเศษสำหรับผู้ถือบัตรเดบิต Bangkok Bank M Visa  WORK SHOP ธรณีอาร์ตร้อยสร้อยลูกปัด/พวงกุญแจ จากดินเผา เงื่อนไข : ผู้ถือบัตรเดบิต BANGKOK BANK M VISA เมื่อมียอดใช้จ่ายในศูนย์ฯ ผ่านบัตรฯ (ไม่จำกัดยอดซื้อ) เพียงบัตรและแสดงใบเสร็จ รับสิทธิ์ร่วมทำกิจกรรม WORKSHOP ธรณีอาร์ต ร้อยสร้อยลูกปัด/พวงกุญแจ จากดินเผา ฟรี! (จำกัด 1 สิทธิ์ / สมาชิก / วัน / จำกัดรวม 125 สิทธิ์ ตลอดงาน) สิทธิพิเศษ สำหรับลูกค้า M Card redeem 11 M Point + ใบเสร็จ 100 บาท รับฟรี POPCORN หรือ ลูกค้าใหม่ที่สมัคร M Card Junior Club รับฟรี popcorn + Code happy meal ไปแลกรับสิทธิ์ได้ที่ร้านแมคโดนัลด์ที่ร่วมรายการ (จำกัด วันที่ 11 ม.ค.2568 จำนวน 400 สิทธิ์ / วันที่ 12 ม.ค.2568 จำนวน 200 สิทธิ์ (จำกัด 1 สิทธิ์ / หมายเลขสมาชิก MCARD/ จำกัดรวม 600 สิทธิ์ตลอดงาน) สนุกฟรี!! ได้ทุกคนกับตู้คีบตุ๊กตาแสนสนุก สำหรับงานนี้เท่านั้น พร้อมเจอพี่ๆ BOZO ที่จะมามอบของขวัญ และสร้างเสียงหัวเราะให้ไม่รู้จบ เงื่อนไข จำกัด 1 ท่าน / 1 สิทธิ์ / วัน  Giant slider & Ball pool : ไปให้สุดกับกิจกรรมที่จะทำให้น้องๆได้เพลิดเพลินกับการกระโดดโลดเต้น จอยไปกับเพื่อน ๆ กับ Giant slider & Ball pool • การแสดง Science Show จากน้อง ๆ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีและการแสดงความสามารถของน้อง ๆ จากโรงเรียนชื่อดังในจังหวัดนครราชสีมากว่า 20 โรงเรียน เป็นต้น – 003

ทอ.ซ้อมบินโชว์งานวันเด็ก ‘F-16/ gripen/ AT-6 ‘แสดงสมรรถนะเหนือน่านฟ้าดอนเมือง

ทอ.ซ้อมบินโชว์งานวันเด็ก 'F-16/ gripen/ AT-6 'แสดงสมรรถนะเหนือน่านฟ้าดอนเมือง

ทอ.ซ้อมบินโชว์งานวันเด็ก ‘F-16/ gripen/ AT-6 ‘แสดงสมรรถนะเหนือน่านฟ้าดอนเมือง

วันศุกร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2568, 12.21 น.

ทอ.ซ้อมบินโชว์งานวันเด็ก  F-16/ gripen/ AT-6 แสดงสมรรถนะเหนือน่านฟ้าดอนเมือง ผบ.ทอ.กำชับเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก ยืนยันไม่มีการปิดรันเวย์ และจะควบคุมเรื่องเสียงไม่ให้ดังเกินไปด้วย

เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2568 พลอากาศเอก พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธานในพิธีซ้อมใหญ่เปิดงานวันเด็กแห่งชาติของกองทัพอากาศ   ประจำปี 2568 “ทุกโอกาส คือ การเรียนรู้ พร้อมปรับตัวสู่อนาคตที่เลือกเอง” เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีงามให้กับเยาวชนของชาติ ให้เติบโตไปเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม มีกำลังกาย และกำลังใจที่เข้มแข็ง ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่สำคัญในการสร้างสรรค์คุณประโยชน์และความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ตนเอง ครอบครัว และชาติบ้านเมืองของเราตลอดไป ณ ฝูง 601 บน.6 โดยในกิจกรรมมีการแสดงภาคอากาศ และการแสดงภาคพื้น อาทิ การจัดแสดงการบิน (Air Show) ของอากาศยานแบบต่างๆของกองทัพอากาศ ที่บอกเล่าเรื่องราวการปฏิบัติภารกิจปกป้องน่านฟ้าไทย อาทิเครื่องบิน F-16 ,เครื่องบิน Gripen ,เครื่องบิน AT-6 เป็นต้น

ขณะเดียวกันยังมีการตั้งแสดงอากาศยาน จำนวน 22 แบบ อาทิ  EC725 ,T-50 ,AU-23 ,C-130 เป็นต้น อีกทั้งมีการแสดงยุทโธปกรณ์ต่างๆ รวมจำนวน 16 ชนิด

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมต่างๆอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การแสดงศิลปะป้องกันตัวโดยใช้เครื่องดนตรีประยุกต์ ชื่อชุด “การแสดงชัยมงคล 72 พรรษา เทิดไท้องค์ราชัน” , การจัดนิทรรศการ ภายใต้ชื่อ “FUTURE UNBEATABLE RTAF สานฝันน้องสู่ครอบครัว ทอ.”,การแสดงดนตรีโดยวงดุริยางค์ทหารอากาศ ชื่อชุด Drum Zeed ,การแสดงดนตรีโดยนักเรียนจ่าอากาศ ชื่อชุด Fancy Drill และการออกบูธนิทรรศการของหน่วยงานต่างๆอีกด้วย

โดยงานจะจัดขึ้น ตั้งแต่เวลา 08.00 – 12.00 น. ณ ที่ตั้งดอนเมือง ฝูงบิน 601 กองบิน 6 สามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายสีเขียว ลงสถานีพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ และการบินแห่งชาติ หรือ สามารถนำรถมาจอดได้ที่ โรงเรียนจ่าอากาศ กรมยุทธศึกษาทหารอากาศ , หอประชุมกองทัพอากาศ, หอประชุมกานตรัตน์ และอุทยานการบินกองทัพอากาศ โดยจะมีบริการรับ – ส่งมายังพื้นที่จัดงานฯ

พลอากาศเอก พันธ์ภักดี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีว่ากองทัพอากาศคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก เพราะว่าเรามีการประชุมเรื่องนิรภัยและก็มีการซักซ้อมตั้งแต่ 2 วันก่อนหน้านี้ ในกรณีที่อากาศยานเกิดอุบัติเหตุ โดยชุดของนิรภัยการบินเราได้มีการเตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว รวมถึงความปลอดภัยของบุตรหลาน เพราะคาดการณ์ว่าในวันพรุ่งนี้จะมีเด็กๆมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะที่กองบิน 6 แห่งนี้ ดังนั้นเราจะมีการจัดเจ้าหน้าที่ให้การดูแลรวมทั้งตั้งจุดประชาสัมพันธ์ และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องของการควบคุมเสียง เพราะถ้าเสียงดังมากๆเวลาประกาศตามหาตัวน้องๆก็จะมีความลำบาก ทั้งนี้กองทัพอากาศจะพยายามทำให้ดีที่สุด พร้อมขอความร่วมมือผู้ปกครองให้ดูแลบุตรหลานของท่านอย่างใกล้ชิด เพื่อป้ิงกันไม่ให้เกิดการพลัดหลง ขณะเดียวกัน กองทัพอากาศเองก็จะดูแลน้องๆให้ดีที่สุดเช่นเดียวกัน

สำหรับเที่ยวบินพาณิชย์ที่ต้องใช้รันเวย์เดียวกันนั้นกองทัพอากาศ ได้พูดคุยกับการท่าอากาศยานของประเทศไทย และวิทยุการบิน เพื่อขอความร่วมมือ โดยทุกหน่วยงานนั้นให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยเราจะไม่มีการปิดสนามบินแน่นอน เพียงแต่อาจจะมีแค่ช่วงเวลาสั้นๆไม่เกิน 15 นาที เพื่อทำการแสดงสมรรถนะของยุทโธปกรณ์ โดยสายการบินทุกสายการบิน ได้ให้ความร่วมมือ พร้อมขอบคุณบริษัทการท่าอากาศยานวิทยุการบินรวมไปถึงสายการบินที่ให้ความร่วมมือที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของเด็กๆ

‘หมอเพชรดาว’นั่งหัวโต๊ะ หารือกรมวิทย์ฯ บริการ เตรียมนำวิทยาศาสตร์สู่การดูแลพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

'หมอเพชรดาว'นั่งหัวโต๊ะ หารือกรมวิทย์ฯ บริการ เตรียมนำวิทยาศาสตร์สู่การดูแลพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

‘หมอเพชรดาว’นั่งหัวโต๊ะ หารือกรมวิทย์ฯ บริการ เตรียมนำวิทยาศาสตร์สู่การดูแลพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.34 น.

“เพชรดาว” ที่ปรึกษา รมว.อว. นั่งหัวโต๊ะหารือกรมวิทย์ฯ บริการ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อนำวิทยาศาสตร์สู่การดูแลประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2568 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้มอบหมาย แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เยี่ยมชมบทบาทภารกิจพร้อมหารือการดำเนินงานของกรมวิทยาศาสตร์บริการ ในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่การขับเคลื่อนสังคม เศรษฐกิจ และการเข้าถึงประชาชนในระดับพื้นที่ โดยมี นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ พร้อมคณะผู้บริหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าทีให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมอัครเมธี ชั้น 6 อาคาร ดร.ตั้ว ลพานุกรม กรมวิทย์ฯ บริการ

การเยี่ยมชมกรมวิทย์ฯ บริการ ในครั้งนี้ แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา ได้มีโอกาสรับทราบถึงบทบาทภารกิจที่ผ่านมาขององค์กรที่ มุ่งมั่นพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงปี 2567 กรมวิทย์ฯ บริการ ได้มีการปฏิรูประบบราชการเป็นการภายในเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและเหมาะสมกับภารกิจในปัจจุบันยิ่งขึ้น  มีการจัดระเบียบองค์กรโดยปรับเป็น 10 สถาบัน เช่น สถาบันห้องปฏิบัติการอ้างอิงแห่งชาติ สถาบันวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีชุมชน สถาบันเทคโนโลยีดิจิทัลวิทยาศาสตร์บริการ สถาบันพัฒนานักวิทยาศาสตร์ เป็นต้น อีกทั้งริเริ่มให้มีสำนักวิทยาศาสตร์บริการในภูมิภาค 12 เขต ครอบคลุมการดูแลในพื้นที่ทั่วประเทศ ยกระดับห้องปฏิบัติการอ้างอิงแห่งชาติด้วยระบบ AI พร้อมขยายเครือข่ายห้องปฏิบัติการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

กรมวิทย์ฯ บริการ ยังมีผลงานที่โดดเด่นทั้งในระดับชาติและนานาชาติ สามารถขับเคลื่อนผลงานด้านห้องปฏิบัติการจนได้อันดับที่ 5 ของโลก ได้รับรางวัลผลงานวิจัยระดับเหรียญทองในระดับนานาชาติ  การเชื่อมต่อจัดตั้งศูนย์ทดสอบยานยนต์และขับขี่อัตโนมัติ (T-CAVs) การจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาและบริการร่วม อย. และ อว. และภารกิจสานพลังร่วมในการดูแลประชาชนภายใต้  “ศูนย์ปฏิบัติการผู้พันวิทย์ อว. ด้วยการนำวิทยาศาสตร์สู่การดูแลประชาชน อีกทั้งนำเสนอผลงานวิจัยและพัฒนา เพิ่มเติม ได้แก่ เรือหุ่นยนต์ใช้สำหรับ เก็บตัวอย่างน้ำ, สำรวจแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติ  ในด้านการนำวิทยาศาสตร์สู่การพัฒนาชุมชน กรมวิทย์ฯ บริการ มีศักยภาพในการผลิตเครื่องกรองน้ำดื่มเพื่อการอุปโภค-บริโภค ซึ่งสามารถกรองน้ำได้ถึง 500 ลิตรต่อชั่วโมง เทคโนโลยีการพัฒนาเครื่องกรองน้ำระบบสารกรองสำหรับชุมชน การพัฒนากรรมวิธีการย้อมสีธรรมชาติสำหรับผ้าทอ  การเขียนเทียนบนผืนผ้าด้วยปากกาจันติ้งไฟฟ้าแบบพกพา การพัฒนากระบวนการผลิตเซรามิก การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากโปรตีนทางเลือก การพัฒนาผลิตภัณฑ์ไข่เค็มแบบซูสวีด (sous-vide) และการยกระดับคุณภาพวัตถุดิบในอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย เช่น ขมิ้น กระท่อม เป็นต้น

แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา กล่าวว่า การมาเยี่ยมชมหารือภารกิจดังกล่าว ทำให้ตนได้รับทราบภารกิจสำคัญของกรมวิทย์ฯ บริการ มากยิ่งขึ้น และรู้สึกชื่นชมพร้อมให้กำลังใจผู้บริหารและบุคลากร ที่มีความมุ่งมั่นในการนำวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมมาใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งตนยินดีและพร้อมสนับสนุนส่งเสริมภารกิจของกรมวิทย์ฯ บริการ ในการเชื่อมโยงภารกิจกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย เพื่อช่วยขับเคลื่อนภารกิจ อว. ในเชิงพื้นที่ให้เกิดการบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น เช่น  ร่วมกับกระทรวงคมนาคม เกี่ยวกับระบบความปลอดภัยของรถยนต์เพื่อช่วยเหลือผู้ขับขี่ระหว่างการใช้งาน และกระทรวงมหาดไทยในด้านระบบน้ำประปาดื่มได้  ทั้งนี้ ได้หารือกรมวิทย์ฯ บริการ เตรียมลงพื้นที่ยกระดับจังหวัดปัตตานี ในวันที่ 27 – 28 มกราคม 2568 เพื่อติดตั้งเครื่องกรองน้ำดื่มสะอาดปลอดภัยในชุมชน และถ่ายทอดนวัตกรรมปากกาจันติ้งไฟฟ้าแบบพกพาสำหรับเขียนลายผ้าบาติกให้มีเอกลักษณ์โดดเด่นสวยงาม ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางการสร้างความร่วมมือกับท้องถิ่นแบบบูรณาองค์ความรู้ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

‘ศธ.-คุรุสภา’เตรียมจัดงานวันครู ครั้งที่ 69 พ.ศ. 2568 พร้อมมอบของขวัญวันครู

'ศธ.-คุรุสภา'เตรียมจัดงานวันครู ครั้งที่ 69 พ.ศ. 2568 พร้อมมอบของขวัญวันครู

‘ศธ.-คุรุสภา’เตรียมจัดงานวันครู ครั้งที่ 69 พ.ศ. 2568 พร้อมมอบของขวัญวันครู

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2568, 13.52 น.

ศธ.-คุรุสภา เตรียมจัดงานวันครู ครั้งที่ 69 พ.ศ. 2568 พร้อมมอบของขวัญวันครู จาก 11 หน่วยงาน ลดภาระ ส่งเสริม พัฒนาครู ฟรีเรียนออนไลน์

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2568 พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีแถลงข่าวการจัดงานวันครู ครั้งที่ 69 พ.ศ. 2568 มี โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ., นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ., นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ.ในฐานะประธานอนุกรรมการจัดงานวันครู  2568 ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา ผู้บริหารองค์กรหลักกระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการ ผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ครูและบุคลากรทางการศึกษา เข้าร่วมงาน ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ 

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า ด้วยรัฐบาลให้ความสำคัญกับครูและวิชาชีพครู โดยคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติให้วันที่ 16 ม.ค.ของทุกปีเป็นวันครู และกำหนดความมุ่งหมายให้จัดวันครูขึ้นเพื่อประกอบพิธีระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์และเพื่อส่งเสริมสามัคคีธรรมอันดี ซึ่งการจัดงานวันครู ครั้งที่ 69 นี้ กระทรวงศึกษาธิการ โดย คุรุสภา องค์กรหลักและองค์กรในกำกับร่วมจัดงานวันครูทั้งส่วนกลางที่หอประชุมคุรุสภา และส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ในรูปแบบผสมผสาน ทั้ง Onsite และ Online ภายใต้แนวคิด ครูไทยร่วมใจปฏิวัติการศึกษา :สร้างเด็ก “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” โดยเชื่อว่าเมื่อครูทุกคนร่วมใจกันสร้างความเปลี่ยนแปลง และพัฒนาการศึกษาให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จะส่งผลให้ศิษย์ฉลาดรู้ คือ รู้ในสิ่งที่ควรรู้  รู้ในสิ่งที่ยังไม่รู้ ฉลาดคิด คือ คิดอย่างมีเหตุมีผล ฉลาดทำ คือ ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์  ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษา อย่างมีคุณภาพ โดยครูคุณภาพ ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ทำดี ทำได้ ทำทันที และภายใต้ในการทำงานร่วมกัน คือ จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน มีเป้าหมายสูงสุดที่มุ่งหวังให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยจะได้รับการพัฒนาในทุกมิติ ทั้งในด้านโอกาส ความเท่าเทียม ความเสมอภาค ความปลอดภัย และมีการศึกษาที่เป็นเลิศสามารถสร้างความมั่นคงของชีวิต เพื่อการพัฒนาประเทศให้มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ในวันครูปีนี้ ท่านนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงมหาดไทย เป็นประธานงานวันครู ของส่วนกลาง ในวันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม 2568 เวลา 09.00 น. ณ หอประชุมคุรุสภา และมีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย(NBT) และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย รวมทั้ง มีการถ่ายทอดสดผ่านช่องทางออนไลน์ ยูทูปและเฟซบุ๊กแฟนเพจ คุรุสภา พร้อมล่ามภาษามือด้วย

และเนื่องในโอกาสวันครู ครั้งที่ 69 นี้ กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดเตรียมของขวัญที่จะมอบให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา จากหน่วยงานต่าง ๆในสังกัด และในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 11 หน่วยงาน ดังนี้

1. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดบริการระบบย้ายข้าราชการครู ออนไลน์ ผ่านระบบ TRS (Teacher Rotation System) ลดภาระการจัดทำเอกสารคำร้องขอย้าย ความยุติธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ ปิดช่องทางการเรียกรับผลประโยชน์

2. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา Spark and Share Idea แจกฟรี รวมไอเดียการสอนและการบริหารจัดการสถานศึกษา Upskills ครูมืออาชีพสู่การพัฒนา DOE เด็กไทย และคลังความรู้ส าหรับครูยุคดิจิทัล

3. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน อบรมภาษาอังกฤษพร้อมสอบวัดระดับ CEFR ฟรี 10,000 Users

4. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จัดกิจกรรม 1 ครู 1 วิชาชีพ ฝึกอบรมวิชาชีพระยะสั้น Up skill กว่า 800 หลักสูตร ให้กับครูที่สนใจ คนละ 1 หลักสูตร เพื่อเพิ่มทักษะใหม่ ๆ สำหรับใช้ในการสอน และการสร้างอาชีพเสริม

5. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เปิดอบรมหลักสูตรวันครู รับเกียรติบัตรและชั่วโมงต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฟรี รับสิทธิ์เข้าใช้งาน Smart Education Hub คณิตศาสตร์สิงคโปร์ฟรี เรียนภาษาอังกฤษจาก Voxy Platform  ฟรี คูปองการเรียนใน Coursera Platform (International Certified) หลักสูตร AI Essentials

6. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา แจกสื่อการเรียนการสอนให้กับคุณครูฟรี และ องค์การค้าของ สกสค. ลดสินค้าราคาพิเศษ สูงสุด 50% ให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา

7. สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ โครงการเยียวยาให้ครูมีคุณวุฒิทางการลูกเสือ จัดทบทวนผู้ที่ผ่านการอบรม บุคลากรทางการลูกเสือที่ยังไม่ได้คุณวุฒิวูดแบดจ์ จำนวน 1,000 คน

8. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลดราคา E-book สูงสุด 30% ลดราคาสื่อและบอร์ดเกม 15 % และพัฒนาทักษะการประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียน (Formative Assessment) ในรูปแบบออนไลน์พร้อมแจกฟรี ChatBot MathMeow (แบบทดสอบคณิตศาสตร์พื้นฐาน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย) และดาวน์โหลดฟรี สื่อดิจิทัลสถานการณ์จำลองแบบมีปฏิสัมพันธ์วิชาฟิสิกส์ และสื่อที่น่าสนใจ อีกมากมาย

9. สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา ฟรี อบรมผ่านระบบ E – learning ของ สมศ. เรื่อง “การจัดการความเสี่ยงและความปลอดภัยในสถานศึกษา” เพื่อนำใปใช้จัดการกับความปลอดภัยของนักเรียน

10. สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ บริการจัดการทดสอบโดยยกเว้นค่าธรรมเนียมการสอบ 200 บาท ในการดำเนินการจัดสอบ ครู บุคลากรทางการศึกษา นิสิต นักศึกษาและบุคคลทั่วไป จำนวน 10,000 ที่นั่ง

11. โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ฟรีวารสาร MWIT ในรูปแบบ e-Magazine เน้นสาระด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลาย และเรียนฟรีหลักสูตร MWIT ผ่าน MWIT Media

ด้าน ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า คุรุสภาจัดงานวันครูขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 และได้มีการจัดงานวันครูอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดพิธีระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติครูและพัฒนาวิชาชีพครู เพื่อส่งเสริมสามัคคีธรรมความร่วมมือและความเข้าใจอันดีระหว่างครู และครูกับประชาชน และเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาตระหนักถึงความสำคัญของคุณธรรม จริยธรรม เพื่อปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชนของชาติ

โดยกิจกรรมวันครู จะเริ่มตั้งแต่ภาคเช้า มีพิธีทำบุญตักบาตรวันครู พิธีบูชาบูรพาจารย์และระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ พิธีมอบรางวัลของคุรุสภา  ภาคบ่าย มีการปาฐกถาพิเศษ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ครั้งที่ 8 เรื่อง เรียนดี มีความสุข : ครูไทยร่วมใจปฏิวัติการศึกษา สร้างเด็ก “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และพิธีมอบรางวัลของคุรุสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สำหรับการยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา คุรุสภาจัดให้มีพิธีมอบรางวัลผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ ประจำปี 2568 เข็มคุรุสภาสดุดีและเกียรติบัตร รางวัลคุรุสภา “ระดับดี” ประจำปี 2567 รางวัลครูผู้สอนดีเด่น ประจำปี 2567 รางวัล“คุรุสดุดี” ประจำปี 2567 รางวัลผลงาน “หนึ่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม” ประจำปี 2567 รางวัลผลงานวิจัยของคุรุสภา ประจำปี 2567 รางวัลพระพฤหัสบดี ระดับประเทศ ประจำปี 2567 รางวัล “ครูดีในดวงใจ” และรางวัลครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกศิษย์และเป็นผู้มีคุณูปการต่อการศึกษา จำนวน 10 คน รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,217 คน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ทั้งนี้ พิธีการงานวันครู ครั้งที่ 69 ในวันที่ 16 มกราคม 2568 จะมีการถ่ายทอดสด เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ผ่านทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และแบบออนไลน์ผ่านช่องทางออนไลน์ยูทูปและเฟซบุ๊กแฟนเพจ คุรุสภา พร้อมล่ามภาษามือ

นอกจากนี้คุรุสภายังได้จัดให้มีกิจกรรมผ่าน Platform วันครู wankru.ksp.or.th มีนิทรรศการวิชาการออนไลน์ของผู้ได้รับรางวัลของคุรุสภา การอบรมผ่านหลักสูตรออนไลน์เพิ่มพูนสมรรถนะเพื่อการปฏิบัติงานของผู้ประกอบวิชาชีพจำนวน 8 หลักสูตรและบทเรียนจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษา รวมทั้งกิจกรรมการส่งบัตรคาราวะครูออนไลน์ร่วมระลึกถึงพระคุณครู และแชร์ความรู้สึกดี ๆต่อครู เพื่อสร้างความภาคภูมิใจแก่ผู้ประกอบวิชาชีพครูทั่วประเทศและเพื่อรณรงค์ให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปได้เห็นความสำคัญของครูและวิชาชีพทางการศึกษา และร่วมกิจกรรมการจัดงานวันครูและระลึกถึงพระคุณครูข้อมูลเพิ่มเติม