มมส ชวนวิ่ง ‘แลน-ปัน-ฝัน’ MSU RUNNING 2024 รายได้สมทบซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์

https://www.naewna.com/local/835266

มมส ชวนวิ่ง ‘แลน-ปัน-ฝัน’ MSU RUNNING 2024 รายได้สมทบซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์

มมส ชวนวิ่ง ‘แลน-ปัน-ฝัน’ MSU RUNNING 2024 รายได้สมทบซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์

วันอังคาร ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล ผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พร้อมด้วยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มลฤดี เชาวรัตน์รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิตและกิจการสภา ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์เทพลักษ์ ศิริธนะวุฒิชัย คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์รัฐ สอนสุภาพผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุทธาเวช และ นางสุมาลี สุวรรณกร รักษาการนายกสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมกล่าวถึง การเตรียมความพร้อมจัดงาน “แลน-ปัน-ฝัน” MSU RUNNING 2024 ณ ห้องประชุม 1 อาคารบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล กล่าวว่า การจัดงานวิ่ง “แลน-ปัน-ฝัน” MSU RUNNING 2024 ดำเนินงานต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4 ใช้ “มฤคมาศ”เป็นสัญลักษณ์สัตว์ประจำรุ่น “กวาง” ซึ่งปีนี้พิเศษเป็นการรวมเหรียญครบจำนวน 4 รุ่น ได้แก่เสือดาว-จามรี-ภุมริน-มฤคมาศ ตามลำดับการเรียงสัตว์สัญลักษณ์ประจำรุ่นของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

สำหรับธีมงานออกแบบทั้งเสื้อวิ่ง เหรียญโล่รางวัลมาจาก “น้องฝันฝัน” เจ้ากวางน้อย (มฤคมาศ)แสนซน น่ารักสดใส ที่จะเชิญชวนพี่ๆ น้องๆ มาร่วมผจญภัย พร้อมสร้างความสนุกสนาน สัมผัสกับพื้นที่สวยงามภายในมหาวิทยาลัย และพื้นที่โดยรอบท่ามกลางบรรยากาศยามเช้าที่สดชื่น โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย จะมอบให้กับโรงพยาบาลสุทธาเวชมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย รองรับการขยายการบริการแก่นิสิตบุคลากรและประชาชน และเป็นทุนการศึกษาให้กับนิสิต จึงอยากเชิญชวนทั้งศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน บุคลากร ชาวจังหวัดมหาสารคาม และประชาชนที่สนใจ ได้สมัครวิ่งแบ่งปันร่วมกันในครั้งนี้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มลฤดี เชาวรัตน์กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรม “แลน-ปัน-ฝัน” MSU RUNNING 2024 เป็นความร่วมมือกันของบุคลากรและนิสิตทั้ง 19 คณะ และสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่อยากจะเชิญชวนทุกคนมาเสริมสร้างสุขภาพที่ดี ร่วมบุญแบ่งปันช่วยเหลือผู้ป่วย และนิสิตขาดแคลนทุนทรัพย์ ในวันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม 2567 นี้ ถือเป็นหนึ่งกิจกรรมรวมพลังเพื่อให้ทุกคนได้หันมาใส่ใจสุขภาพ ด้วยการออกกำลังกาย เริ่มต้นด้วยการเดิน-วิ่ง เพื่อสุขภาพ เพื่อร่างกายที่แข็งแรงมาเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพ กับชาวมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

“แลน-ปัน-ฝัน” MSU RUNNING 2024 มีจุด Start-Finish ที่สนามกีฬากลาง 1 (สนามฟ้า) ข้างอาคารพลศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม การแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ FUN RUN ระยะทาง 5 กิโลเมตร และ MINI MARATHON ระยะทาง 10 กิโลเมตร สำหรับรายการที่ผู้สมัครจะได้รับ มีดังต่อไปนี้ 1.ระยะทาง 5 กิโลเมตร ค่าสมัคร 400 บาท รับเสื้อวิ่งสีขาว 1 ตัว, เหรียญรางวัล, BIB, พร้อมโล่รางวัลในลำดับที่ 1-3, 2.ระยะทาง 10 กิโลเมตรค่าสมัคร 600 บาท รับเสื้อวิ่งสีฟ้า 1 ตัว, เหรียญรางวัล, BIB+ชิพไทม์, พร้อมโล่รางวัล OVER ALL ลำดับที่ 1-3, 3.ผู้สมัคร VIP ค่าสมัคร 1,000 บาท รับเสื้อวิ่งสีเขียว 1 ตัว (เลือกวิ่ง 1 ระยะ), เหรียญรางวัล, BIB+ชิพไทม์ และ 4.ผู้สมัคร Vvip ค่าสมัคร 2,000 บาท รับเสื้อแจ๊คเกต 1 ตัว, เสื้อVIP 1ตัว (เลือกวิ่ง 1 ระยะ), เหรียญรางวัล, BIB+ชิพไทม์

โดยสมัครได้ที่เว็บไซต์ https://regis.run/race/msurunning2024/ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนถึง 10 พฤศจิกายน 2567

‘จิราพร’ชื่นชม’แจ๊ค บราวน์’อินฟลูเอนเซอร์หนุ่มชาวอังกฤษ เชิญชวนชาวไทย-ต่างชาติร่วมบริจาคโลหิต

https://www.naewna.com/local/835288

'จิราพร'ชื่นชม'แจ๊ค บราวน์'อินฟลูเอนเซอร์หนุ่มชาวอังกฤษ เชิญชวนชาวไทย-ต่างชาติร่วมบริจาคโลหิต

‘จิราพร’ชื่นชม’แจ๊ค บราวน์’อินฟลูเอนเซอร์หนุ่มชาวอังกฤษ เชิญชวนชาวไทย-ต่างชาติร่วมบริจาคโลหิต

วันจันทร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 18.00 น.

‘จิราพร’ชื่นชม’แจ๊ค บราวน์’อินฟลูเอนเซอร์หนุ่มชาวอังกฤษ เชิญชวนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติร่วม ‘โครงการรวมน้ำใจ บริจาคโลหิต 10,000,000 ซีซี’

เมื่อวันที่ 14 ต.ค.2567 นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่ ‘โครงการรวมน้ำใจ บริจาคโลหิต 10,000,000 ซีซี เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567‘ ที่นอกจากประชาชนคนไทยจะร่วมกับประชาสัมพันธ์ และร่วมกันบริจาคโลหิตแล้ว ยังมีชาวต่างชาติ อินฟลูเอนเซอร์หนุ่มชาวอังกฤษ  แจ๊ค บราวน์ (Jack Brown) ที่พำนักในประเทศไทย ได้ร่วมเชิญชวนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติบริจาคโลหิตในโครงการนี้ด้วย

“ขอชื่นชม แจ๊ค บราวน์ (Jack Brown) อินฟลูเอนเซอร์หนุ่มชาวอังกฤษ ที่มาอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน ได้เป็นแบบอย่างที่ดีและทำประโยชน์ให้กับคนไทย ตนเองจึงอยากเชิญชวนทุกคนมาร่วมกันในโครงการ รวมน้ำใจ บริจาคโลหิต 10,000,000 ซีซี กับแจ๊ค บราวน์ เพื่อต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์ เพื่อเป็นมหากุศลถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ” น.ส.จิราพร กล่าว

นางสาวจิราพร ยังชี้แจงว่า การที่มีการตั้งข้อสงสัยว่าคนต่างชาติสามารถบริจาคโลหิตที่ประเทศไทยได้หรือไม่ และรับโลหิตในกรณีฉุกเฉินได้เช่นเดียวกับคนไทยหรือไม่  โดยทั้ง 2 ประเด็นนี้  ได้รับการเผยเปิดจาก นายแพทย์คามิน วงษ์กิจพัฒนา รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการแพทย์ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ระบุว่า ชาวต่างชาติก็สามารถบริจาคโลหิตได้ เพียงแค่ต้องมีที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ติดต่ออย่างชัดเจน หากบริจาคโลหิตไปแล้วมีปัญหาอะไร ก็สามารถติดต่อให้กลับมาเจาะเลือดซ้ำได้ และสำหรับการรับเลือด ชาวต่างชาติสามารถเข้าไปรับการบริการที่โรงพยาบาลได้ทั่วประเทศ และหากโรงพยาบาลจำเป็นต้องรักษาโดยการให้เลือด จะมีการติดต่อมาทางสภากาชาดอีกทีหนึ่ง

สำหรับผู้ที่สนใจ และต้องการที่จะบริจาคโลหิต นางสาวจิราพร เปิดเผยว่า เริ่มจากการลงทะเบียนผู้บริจาคโลหิต โดยสภากาชาดไทยมีแบบฟอร์มภาษาอังกฤษเตรียมไว้ให้สำหรับชาวต่างชาติ จากนั้นวัดความดันโลหิตและชีพจร คัดกรองผู้บริจาคโลหิต เข้าสู่ขั้นตอนการเจาะเก็บเลือดตามลำดับ จากนั้นจะได้รับอาหารว่าง ก่อนจะวัดความโลหิตและชีพจรหลังบริจาค

สัมภาษณ์พิเศษ : ‘บ้านมั่นคง’โครงการรัฐเพื่อ‘ผู้มีรายได้น้อย’ เช็คให้ชัวร์!..ระวังถูกหลอกสูญเงินซื้อสิทธิ์เข้าอยู่

https://www.naewna.com/local/835130

สัมภาษณ์พิเศษ : ‘บ้านมั่นคง’โครงการรัฐเพื่อ‘ผู้มีรายได้น้อย’ เช็คให้ชัวร์!..ระวังถูกหลอกสูญเงินซื้อสิทธิ์เข้าอยู่

สัมภาษณ์พิเศษ : ‘บ้านมั่นคง’โครงการรัฐเพื่อ‘ผู้มีรายได้น้อย’ เช็คให้ชัวร์!..ระวังถูกหลอกสูญเงินซื้อสิทธิ์เข้าอยู่

วันจันทร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 07.14 น.

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หากใครผ่านไป-มาในกรุงเทพฯ บริเวณริมคลองลาดพร้าวและคลองเปรมประชากร จะเห็นบ้านหลังเล็กๆ 2 ชั้น เรียงติดกันสวยงามไม่ต่างจากทาวน์เฮ้าส์ในหมู่บ้านจัดสรร ซึ่งนี่ไม่ใช่โครงการของเอกชนแต่อย่างใด แต่เป็นโครงการ “บ้านมั่นคง” เพื่อแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดสร้างบ้านเรือนกีดขวางทางน้ำ ทำให้คลองไม่สามารถระบายน้ำได้เต็มที่ โดยให้ประชาชนที่อยู่ริมคลองขยับถอยร่นขึ้นมาอยู่บนบก ใช้กระบวนการเช่าที่ดินระยะยาวของรัฐในราคาที่สามารถจ่ายได้ และปรับปรุงบ้านให้สวยงามมั่นคงไม่ทรุดโทรม

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีการไปโฆษณาชวนเชื่อกันปากต่อปากว่า “บ้านมั่นคงสามารถซื้อ-ขายเปลี่ยนมือได้” ซึ่งหลายคนก็เข้าใจว่าเหมือนกับอีกโครงการหนึ่งของรัฐคือ“บ้านเอื้ออาทร” ทำให้เกิดปัญหา “หลอกลวงขายสิทธิ์” หลายคนจ่ายเงินไปแล้วแต่สุดท้ายไม่สามารถเข้าอยู่อาศัยได้ ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ผู้สื่อข่าวมีโอกาสได้พูดคุยกับ กฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ “พอช.” ในประเด็นนี้ รวมถึงภารกิจต่างๆ ของ พอช.ในการส่งเสริมให้คนยากไร้ได้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง

– โครงการบ้านมั่นคงมีที่มาที่ไปอย่างไร? : บ้านมั่นคงเป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นภายใต้นโยบายของรัฐบาลในการที่ให้ พอช. ได้พัฒนาที่อยู่อาศัยให้กับผู้มีรายได้น้อย โดยโครงการนี้ตั้งขึ้นในปี 2546 เป็นโครงการนำร่อง 10 โครงการ ราว 1,200 ยูนิต หลังจากนั้นก็พัฒนามาเรื่อยๆ อย่างในปี 2547 ที่รัฐบาลขณะนั้นเปิดให้ลงทะเบียนคนยากจน มีผู้มาลงทะเบียนประมาณ 1.7 ล้านคน ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง

สำหรับโครงการนี้ก็ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในการที่จะให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ในชุมชน บางทีอาจเป็นที่ของตัวเอง บางทีก็เป็นที่บุกรุก ได้พัฒนาปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้ตัวเองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จะมี 2-3 ส่วน ส่วนใหญ่จะไม่ได้อยู่ในที่ที่ตัวเองเป็นเจ้าของ เช่น อยู่ในที่ดินการรถไฟฯ บ้าง ที่ดินกรมธนารักษ์บ้าง หรือที่ดินของเอกชนบ้าง เป็นการทำให้ประชาชนมีโอกาสไปหาที่ดินของตัวเอง หรือมีการเจรจาพูดคุยกับหน่วยงานเจ้าของที่ดิน ในการที่จะดำเนินการเช่าระยะยาว เพื่อพัฒนาปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้มีความมั่นคงมากขึ้น

– โครงการ “บ้านมั่นคง” แตกต่างจากโครงการ “บ้านเอื้ออาทร” อย่างไร? บ้านมั่นคงเป็นโครงการที่เราไปเริ่มต้นจากการที่ไปสร้างกระบวนการรวมกลุ่มสำหรับประชาชนผู้มีรายได้น้อย ให้เกิดการรวมกลุ่มกันในการที่จะพัฒนายกระดับโครงการขึ้นมา ก็คือทำกับกลุ่มไม่ได้ทำเป็นรายคน สำหรับโครงการอื่นๆ อย่างบ้านเอื้ออาทร เป็นโครงการที่รัฐไปทำโครงการให้แล้วก็ให้ประชาชนได้เข้าไปใช้สิทธิ์ในการอยู่อาศัยในโครงการ

“โครงการบ้านมั่นคงต้องเกิดจากการรวมกลุ่มกัน เพราะว่าเป้าหมายของการตั้ง พอช. ก็คือการสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรชุมชน ฉะนั้นสิ่งที่ พอช. ทำในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน หรือสวัสดิการชุมชน เรื่องอาชีพต่างๆ ต้องเกิดกลุ่มก่อน เกิดการยึดโยงผู้คนเพื่อให้มาดำเนินการร่วมกัน โดยโครงการบ้านมั่นคง พี่น้องประชาชนจะเป็นเจ้าของโครงการเลย ไม่ใช่ พอช. เป็นเจ้าของ ในการเริ่มตั้งกลุ่มออมทรัพย์ ไปหาที่ดิน แม้กระทั่งออกแบบก่อสร้างตามขนาดรายได้ที่ตัวเองมีอยู่ เป็นกระบวนการที่กลุ่มของพี่น้องประชาชนเริ่มต้นเองทั้งหมด”

– คุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงมีอะไรบ้าง? : สำหรับโครงการบ้านมั่นคง คุณสมบัติ 1.เป็นผู้มีรายได้น้อย 2.เป็นเจ้าของบ้านที่อยู่ในที่บุกรุก 3.กรณีเป็นผู้เช่าต้องเช่าอย่างต่อเนื่องมาไม่น้อยกว่า 5 ปี และมีความประสงค์จะอยู่ต่อในที่ตรงนี้ ก็สามารถเข้าร่วมโครงการได้ในการเริ่มรวมกลุ่มออกแบบการทำงานร่วมกัน

– พูดถึงบ้านมั่นคง หลายๆ คนจะนึกภาพออกที่บ้านริมคลอง การดำเนินการที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง? : เราดำเนินการอยู่ นับจากภาคเหนือลงมาเลยก็คือคลองแม่ข่า โดย พอช. ไปร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับเทศบาลนครเชียงใหม่ ในการพาผู้คนที่บุกรุกอยู่ในคลองขึ้นจากคลองมา เพื่อให้หน่วยงานได้มีโอกาสพัฒนาแม่น้ำ-คู-คลอง ส่วนที่สองที่เราจะเห็นกันในปัจจุบันคือคลองลาดพร้าวและคลองเปรมประชากร ซึ่งสืบเนื่องมาจากกรณีน้ำท่วมเมื่อปี 2554 รัฐบาลก็มีนโยบายพัฒนาคู-คลอง

โดย พอช. ก็เป็นส่วนหนึ่งในแผนแม่บทในการพัฒนาคลองเปรมประชากรและคลองลาดพร้าว ทำไปคู่กัน มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คือกรุงเทพมหานคร (กทม.) ทำเรื่องการสร้างเขื่อนส่วน พอช. เมื่อคนขึ้นมาก็เพื่อให้เขาได้สร้างบ้าน บ้านก็อยู่ในที่ดินของกรมธนารักษ์ในการขอเช่าระยะยาวและดำเนินการก่อสร้าง ขณะนี้ดำเนินการไปที่คลองลาดพร้าว ได้ประมาณ 50% เหตุที่หยุดเพราะเรื่องการก่อสร้างเขื่อนยังไม่เป็นไปตามแผน แต่ปัจจุบันในปีงบประมาณ 2568 กทม. ก็มีแผนที่จะสร้างเขื่อน โครงการเราก็จะเดินต่อไปได้

สำหรับในคลองเปรมประชากรก็ทำควบคู่กันไปทั้งในเรื่องของการสร้างเขื่อนกับการสร้างบ้าน ก็เป็นปกติว่าก็จะมีกลุ่มคนที่เขาเห็นด้วย อยากพัฒนาคุณภาพชีวิตตัวเองให้ดี เขาก็เข้าร่วมโครงการ แต่ก็ยังมีคนบางกลุ่มบางส่วนที่มีความเห็นต่าง อาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับโครงการก็ไม่ได้เข้าร่วม แล้วก็ยังมีบางคนที่มีการต่อต้านโครงการอยู่ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราก็ต้องทำความเข้าใจกับพี่น้องด้วยกัน แต่ว่ามิติของการอยู่อาศัยในคลอง อย่างไรก็แล้วแต่นโยบายก็คือพัฒนาคู-คลอง พี่น้องประชาชนที่อาจยังไม่เห็นด้วย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการตามมาตรการของหน่วยงานที่รับผิดชอบ แต่เมื่อขึ้นมาอยู่แล้วเราก็ดำเนินการเพื่อปรับปรุงที่อยู่อาศัย ทำโครงการบ้านให้

– เกี่ยวกับบางส่วนที่ต่อต้านไม่ยอมรับโครงการบ้านมั่นคง ทราบมาบ้างว่าอาจเกี่ยวกับปัญหา “สังคมสูงวัย” หลายคนต้องมาเริ่มผ่อนบ้านในโครงการกันใหม่ตอนอายุมากแล้ว กลัวจะผ่อนได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง เรื่องนี้มีแนวทางดูแลหรือไม่? : ในมิติของคนที่เข้าอยู่ในโครงการบ้านมั่นคง ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของอายุ ในช่วงที่เขาสามารถเข้าอยู่ได้เขาก็ผ่อนส่งไปกับระบบของสหกรณ์ เราจะเห็นหลายๆโครงการ ในวันหนึ่งที่เขาไม่สามารถผ่อนส่งได้ สหกรณ์ก็จะมีวิธีในการเข้ามาดูแล ก็คือคนที่ควรได้รับการช่วยเหลือไม่ต้องออกจากโครงการ ก็จะมีหลายที่

“ผมจะยกตัวอย่าง เช่น กรณีที่สายไหม มีสองคนตา-ยาย คุณตาขายปลาหมึกย่าง คุณยายไม่มีรายได้ 2 คนมีรายได้จากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ วันดีคืนดีคุณตาแขน-ขาอ่อนแรง ทำกินไม่ได้ รายได้หายไป แต่มีรายได้เข้ามาหากจดทะเบียนคนพิการ พอรายได้หายไปสหกรณ์ก็เข้ามาดูแล พี่น้องในโครงการเข้ามาดูแลเรื่องอาหารการกิน เรื่องความเป็นอยู่ แล้วก็อยู่ตรงนี้ต่อไป แล้วในโครงการสหกรณ์ก็จะสามารถบริการจัดการ ซึ่งนี่คือเสน่ห์ของโครงการบ้านมั่นคง ซึ่งมันแตกต่างจากโครงการอื่นๆ ที่เป็นโครงการในรายปัจเจก”

– ตั้งแต่เริ่มทำโครงการบ้านมั่นคง มีเสียงตอบรับหรือเสียงสะท้อนอย่างไรบ้าง? : ตั้งแต่ปี 2546 เราก็ทำมา 20 ปีแล้ว ก็มีการปรับรูปแบบกันอยู่พอสมควรในหลากหลายมิติ เดิมมีบ้านมั่นคงเมืองก็ขยายไปเป็นบ้านมั่นคงชนบทก็ขยายมาบ้านริมคลองอะไรต่างๆ มันก็มีหลากหลายมิติบางพื้นที่ก็เป็นบ้านรูปแบบเดียวกันอย่างคลองเปรมประชากร-คลองลาดพร้าว บางพื้นที่ก็จะเป็นบ้านหลากหลายรูปแบบ แล้วแต่การออกแบบของชุมชน หรือบางพื้นที่อาจแค่ปรับปรุงสภาพบ้านก็มี

แต่ที่สำคัญคือจะขึ้นบ้านแบบไหนขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชนเขาดูสถานะของตัวเขาเองว่าเขามีรายได้พอที่จะทำมาก-น้อยแค่ไหนที่จะต้องผ่อนส่ง เพราะว่าในส่วนหนึ่งรัฐบาลสนับสนุนงบฯ อุดหนุนไปเพื่อทำโครงสร้างพื้นฐาน แต่ส่วนหนึ่งเขาใช้สินเชื่อของ พอช. ไปสร้างบ้าน ปัจจุบันเราปรับลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อให้กับพี่น้องประชาชนลงมา จากร้อยละ 4 เหลือร้อยละ 3.5 ในปีนี้ก็ปรับลดลงมาให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อให้ดำเนินการ

– โครงการบ้านมั่นคงสามารถเปลี่ยนมือ-เปลี่ยนสิทธิ์ถือครอง หรือซื้อ-ขาย ได้เหมือนโครงการอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ไม่ว่าของภาครัฐหรือภาคเอกชนหรือไม่? : ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าโครงการนี้คือการสร้างการรวมกลุ่มและบริหารจัดการภายใต้สมาชิกของกลุ่มในการสร้างความเข้มแข็ง สมาชิกรู้ตั้งแต่ต้น กรณีที่เช่าไม่สามารถแบ่งแยกโฉนดได้อยู่แล้ว แต่กรณีที่เป็นโครงการบ้านมั่นคงเมือง-บ้านมั่นคงชนบท ซึ่งบางครั้งประชาชนรวมกลุ่มแล้วไปซื้อที่ดินก็จะเป็นโฉนดรวม ซึ่งสมาชิกทราบตั้งแต่ต้น

ทีนี้สามารถเปลี่ยนมือได้ไหม? เกิดสมาชิกรายใดรายหนึ่งวันข้างหน้าไม่ได้อยู่ในโครงการนี้แล้วก็สามารถขายคืนให้กับสหกรณ์ได้ สหกรณ์ก็จะมีหน้าที่ดูหาสมาชิกมาเข้าอยู่ภายใต้โครงการนี้ ก่อนอื่นในการเปลี่ยนมือ ภายใต้เงื่อนไขของโครงการก็คือผู้มีรายได้น้อย เพราะฉะนั้นในการเปลี่ยนมือก็จะเป็นเรื่องที่เครือข่าย (เช่น เครือข่ายสลัม 4 ภาค ที่เจรจาขอเช่าที่ดินแบบระยะยาวกับการรถไฟแห่งประเทศไทย) เขาจะดูว่าผู้ที่เดือดร้อน ผู้ที่มีรายได้น้อยที่ยังไม่ได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองที่มั่นคง ถ้าเขาคิดว่าคนนี้เหมาะสมเขาก็จะสามารถนำเข้ามาอยู่ในโครงการนี้ได้

“เช่นเดียวกัน ที่ดินที่สหกรณ์เขารวมตัวกันไปซื้อเป็นของเขา เขาก็จะดูในกลุ่มที่เป็นผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก เนื่องจากว่าโครงการนี้มันจะมีเงื่อนไขอยู่ เนื่องจากเป็นโครงการที่รัฐบาลอุดหนุน เป็นเงินอุดหนุนจากรัฐบาลมาในการที่จะมีเป้าหมายเพื่อผู้มีรายได้น้อย ฉะนั้นคนที่อยู่เหนือเส้นรายได้น้อยขึ้นไปก็ไม่ใช่ผู้มีคุณสมบัติภายใต้โครงการนี้”

– เข้าใจถูกหรือไม่ว่าโครงการบ้านมั่นคง บทบาทของ พอช. เหมือนจะเข้าไปสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวสลัมหรือชุมชนแออัด ซึ่งหลายแห่งก็มีการรวมกลุ่มตั้งเป็นชุมชนอยู่แล้ว? : ถ้าเขารวมกลุ่มกันอยู่แล้วคิดว่าอยากจะยกระดับความเป็นอยู่ของเขาให้ดีขึ้น บางทีที่ดินเขาเช่าหน่วยงานไว้แล้ว แต่บ้านเดิมเขาไม่ดี เขาอยากพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นก็สามารถเข้าร่วมโครงการได้เลย เริ่มจัดวางผัง เริ่มออกแบบ เริ่มวางระบบการออมต่างๆ แล้วก็มาใช้โครงการกับเราได้

– พอช. เคยได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ของโครงการบ้านมั่นคงหรือไม่? และอยากฝากคำแนะนำอะไรถึงประชาชนบ้าง? : ที่เป็นข่าวดังจะอยู่ที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี คือไปขึ้นโครงการแล้วก็ไม่สำเร็จ แต่อันนั้นมีการทุจริต ก็แจ้งความดำเนินคดี แต่ก็มีบางที่ไปแอบอ้างว่าเป็นผู้ได้รับมอบอำนาจจาก พอช. ให้ไปทำโครงการแล้วก็หลอกให้คนเอาเงินมาออม ตรงนี้ต้องตรวจสอบ เพราะ พอช. ถ้าจะเริ่มดำเนินโครงการ เราเริ่มโดยกระบวนการสร้างกลุ่มก่อนแล้วค่อยดำเนินการร่วมกัน พอช. เราไม่เคยให้ใครไปดำเนินการทำโครงการแบบนี้เป็นรายบุคคล

“ปัจจุบันคนที่ไม่หวังดีกับคนทั่วไป ก็ไปหลอกเอาเปรียบคนทั่วไป มันมีอยู่เยอะ มีทุกวิถีทางเลยที่จะเอาเงินของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง ถ้าสมมุติว่ามีคนไปแบบนี้ท่านสามารถเช็คเข้ามาได้ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เข้ามาที่เว็บไซต์ พิมพ์คำว่าสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ก็จะขึ้นเว็บไซต์ หมายเลขติดต่อที่สามารถติดต่อได้ หรือว่าถ้าใครอยู่ตามภาคต่างๆ เรามีศูนย์ภาคเหนืออยู่ที่ จ.เชียงใหม่ ภาคอีสานอยู่ที่ จ.ขอนแก่น ภาคใต้อยู่ที่ จ.พัทลุง ส่วนภาคกลาง ภาคตะวันตก กรุงเทพฯ ปริมณฑลและภาคตะวันออก อยู่ที่สำนักงานใหญ่ (ถ.นวมินทร์ กรุงเทพฯ) ในการที่จะหาข้อมูล” ผอ.พอช. ฝากทิ้งท้าย

บัญชา จันทร์สมบูรณ์ (สัมภาษณ์/เรียบเรียง)

ประชาชนแห่ร่วมถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.9 น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

https://www.naewna.com/local/835161

ประชาชนแห่ร่วมถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.9 น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ประชาชนแห่ร่วมถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.9 น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

วันอาทิตย์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 17.54 น.

ประชาชนแห่ร่วมถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.9 น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ 

เมื่อวันที่ 13 ต.ค.2567 เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประชาชนทุกหมู่เหล่าต่างพร้อมใจใส่เสื้อสีเหลืองเดินทางมาที่อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เพื่อรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่เสด็จมาทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมกราบสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก ก่อนฝนจะตกเจ้าหน้าที่ได้ประกาศแจ้งให้ประชาชนเข้าไปหลบฝนภายในเต็นท์ใหญ่ กองอำนวยการ และเต็นท์ฝั่งตรงข้าม พร้อมนำร่มสีเหลืองและเสื้อกันฝนมาแจกจ่าย และนำเก้าอี้พร้อมเต็นท์เล็กมากางบริการประชาชนเพื่อนั่งรับเสด็จด้วย

ทั้งนี้ สำนักพระราชวัง ได้เปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เหล่าทัพ องค์กรอิสระ สมาคม มูลนิธิ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนทุกหมู่เหล่าเข้าวางพวงมาลาถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ระหว่างวันที่ 13-14 ต.ค.2567 โดยวันที่ 13 ต.ค. เปิดให้เข้าถวายสักการะตั้งแต่เวลา 08.00- 12.00 น. และรอบ 2 เปิดภายหลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จทรงวางพวงมาลาแล้ว ไปจนถึงเวลา 24.00 น. และวันจันทร์ที่ 14 ต.ค.2567 เปิดให้ถวายสักการะ ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึงเวลา 21.00 น. 
                        

‘นายกสภาทนายความ’พร้อมคณะ วางพวงมาลา เนื่องในวันนวมินทรมหาราช

https://www.naewna.com/local/835141

'นายกสภาทนายความ'พร้อมคณะ วางพวงมาลา เนื่องในวันนวมินทรมหาราช

‘นายกสภาทนายความ’พร้อมคณะ วางพวงมาลา เนื่องในวันนวมินทรมหาราช

วันอาทิตย์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 16.39 น.

นายกสภาทนายความ พร้อมคณะ วางพวงมาลาถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องใน “วันนวมินทรมหาราช” 13 ตุลาคม 2567

เมื่อเวลา 8.00 น. วันที่ 13 ตุลาคม 2567 ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมคณะ นายสงคราม สกุลพราหมณ์ อุปนายกฝ่ายบริหาร นายวีรศักดิ์ โชติวานิช อุปนายกฝ่ายเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรรมการประชาสัมพันธ์และรองเลขาธิการ นายสุชาติ ชมกุล อุปนายกฝ่ายกิจการพิเศษ นายสัญญาภัชระ สามารถ อุปนายกฝ่ายปฏิบัติการ นายศิริศักดิ์ อมาตยกุล ประธานสภาทนายความจังหวัดนนทบุรี พร้อมด้วยคณะทนายความ นายอุทัย ไสยสาลี หัวหน้าสำนักงานสภาทนายความ และเจ้าหน้าที่สภาทนายความ ได้ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องใน “วันนวมินทรมหาราช” 13 ตุลาคม 2567 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

– 006

ธอส.ร่วมพิธีวางพวงมาลา น้อมรำลึกเนื่องใน‘วันนวมินทรมหาราช’

https://www.naewna.com/local/835124

ธอส.ร่วมพิธีวางพวงมาลา น้อมรำลึกเนื่องใน‘วันนวมินทรมหาราช’

ธอส.ร่วมพิธีวางพวงมาลา น้อมรำลึกเนื่องใน‘วันนวมินทรมหาราช’

วันอาทิตย์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 15.32 น.

ธอส.ร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันนวมินทรมหาราช พุทธศักราช 2567

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) นำโดย น.ส.ธิดาพร มีกิ่งทอง รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เป็นผู้แทนธนาคาร เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยพนักงานธนาคาร เข้าร่วมพิธี เนื่องในวันนวมินทรมหาราช พุทธศักราช 2567 เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ นอกจากนี้ วันนวมินทรมหาราช ยังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตกำหนดให้เป็น “วันสำคัญของชาติไทย” ทั้งนี้ งานดังกล่าวจัดขึ้น ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กรุงเทพมหานคร

– 006

เชิญ‘สวนกุหลาบฯ’รุ่น 78 พบปะสังสรรค์เสาร์ที่ 26 ต.ค. ห้องกิ่งทองโรงแรมเอเชีย

https://www.naewna.com/local/835112

เชิญ‘สวนกุหลาบฯ’รุ่น 78 พบปะสังสรรค์เสาร์ที่ 26 ต.ค. ห้องกิ่งทองโรงแรมเอเชีย

เชิญ‘สวนกุหลาบฯ’รุ่น 78 พบปะสังสรรค์เสาร์ที่ 26 ต.ค. ห้องกิ่งทองโรงแรมเอเชีย

วันอาทิตย์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 13.36 น.

เชิญ‘สวนกุหลาบฯ’รุ่น 78 พบปะสังสรรค์เสาร์ที่ 26 ต.ค. ห้องกิ่งทองโรงแรมเอเชีย

พล.ต.ต.ศุภชาญ มนูธรรม ขอเชิญ “สวนกุหลาบฯ” รุ่น 78 รุ่นเดียวกับ คุณปลิว ตรีวิศวเวทย์ , พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ , พล.อ.นพดล อินทปัญญา , ดร.ภาวิช ทองโรจน์ , ดร.ภักดี โพธิ์ศิริ พบปะสังสรรค์ วันเสาร์ ที่ 26 ตุลาคม 2567 เวลา 10.00 น. ที่ห้องกิ่งทอง โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ

‘วัดพระธรรมกาย’เชื่อม‘สังฆสัมพันธ์เมียนมา-ไทย’ จุดประทีป-มหาสังฆทาน

https://www.naewna.com/local/835107

‘วัดพระธรรมกาย’เชื่อม‘สังฆสัมพันธ์เมียนมา-ไทย’ จุดประทีป-มหาสังฆทาน

‘วัดพระธรรมกาย’เชื่อม‘สังฆสัมพันธ์เมียนมา-ไทย’ จุดประทีป-มหาสังฆทาน

วันอาทิตย์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 13.06 น.

‘วัดพระธรรมกาย’เชื่อม‘สังฆสัมพันธ์เมียนมา-ไทย’ จุดประทีป-มหาสังฆทาน

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา คณะสงฆ์เมียนมา และวัดพระธรรมกาย ประเทศไทย ร่วมกันจัดพิธีถวายมหาสังฆทาน 15 กรรมการมหาเถรสมาคม แห่งประเทศเมียนมา และพิธีจุดประทีป 10,181 ดวง ถวายเป็นพุทธบูชา และบูชาธรรม 80 ปี หลวงพ่อธัมมชโย ณ พระมหาเจดีย์ชเวดากอง

ทั้งนี้ ได้รับความเมตตาจากพระมหาเถระ ดร. ภัททันตะ อัคคสามิ (Vetdanta Attgatharmi) เจ้าคณะจังหวัดย่างกุ้ง เป็นประธานสงฆ์ และคณะสงฆ์เมียนมาร่วมงาน จำนวน 36 รูป ประกอบด้วย คณะกรรมการมหาเถระสมาคมแห่งเมียนมา 15 รูป เจ้าคณะจังหวัด 9 รูป อาทิ จ.เนปยีดอ (เนปิดอว์) จ,มัณฑะเลย์ จ.หงสาวดี-ตะวันตก จ.หงสาวดี-ตะวันออก รัฐกะเหรี่ยง รัฐยะไข่ จ.ย่างกุ้ง จ.อิรวดี จ.มะเกว และคณะกรรมการบริหารพระมหาเจดีย์ชเวดากอง 11 รูป รวมทั้งพระมหาเถระธรรมถึก 1 รูป

ในส่วนวัดพระธรรมกาย ประเทศไทย ได้รับความเมตตาจาก พระวิเทศธรรมาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และประธานมูลนิธิธรรมกาย พร้อมด้วยพระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร พระมหาสุรัตน์ อคฺครตโน หัวหน้ากอง AEC คณะสงฆ์ และคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย เดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ คณะสงฆ์เมียนมา-ไทย ร่วมกันเป็นผู้แทนหลวงพ่อธัมมชโย ถวายแผ่นทองคำ (Gold Sheet) มูลค่า 2.5 ล้านจ๊าด เพื่อบูรณะปฏิสังขร พระมหาเจดีย์ชเวดากอง บูชาธรรมโดยพระอาจารย์ อูนาคิตะ สยาดอ กรรมการมหาเถระสมาคม แห่งเมียนมา และกรรมการดูแลพระมหาเจดีย์ชเวดากอง คณะศิษย์ศิษยานุศิษย์ฯ บูชาธรรม 80 ปี หลวงพ่อธัมมชโย ร่วมถวายแผ่นทองคำ บูรณะพระมหาเจดีย์ชเวดากองอีก 1 ล้านจ๊าด รวมมูลค่า 3.5 ล้านจ๊าด

“การจัดงานในวันนี้ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ของคณะสงฆ์เมียนมา และไทย ร่วมถึงสร้างการสร้างสามัคคีธรรมในหมู่ชาวพุทธ เพื่อความร่วมมือในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และเป็นความเจริญก้าวหน้าในการเผยแผ่ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือของชาวพุทธให้เข้มแข็งยิ่งๆ ขึ้น ตามที่หลวงพ่อธัมมชโย ท่านได้ให้แนวทางไว้ว่า พุทธบุตร และพุทธบริษัทสี่ ต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนดวงตะวันที่มีดวงเดียว” พระครูสมุห์สนิทวงศ์กล่าว

แก้ปัญหา‘เด็ก-เยาวชน’การศึกษาต้องเน้นบ่มเพาะทัศนคตินำวิชาการ ‘ครูแนะแนว’สำคัญมากแต่มีน้อย

https://www.naewna.com/local/834942

แก้ปัญหา‘เด็ก-เยาวชน’การศึกษาต้องเน้นบ่มเพาะทัศนคตินำวิชาการ ‘ครูแนะแนว’สำคัญมากแต่มีน้อย

แก้ปัญหา‘เด็ก-เยาวชน’การศึกษาต้องเน้นบ่มเพาะทัศนคตินำวิชาการ ‘ครูแนะแนว’สำคัญมากแต่มีน้อย

วันศุกร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 22.02 น.

แก้ปัญหา‘เด็ก-เยาวชน’การศึกษาต้องเน้นบ่มเพาะทัศนคตินำวิชาการ ‘ครูแนะแนว’สำคัญมากแต่มีน้อย

11 ต.ค. 2567 รศ.ดร.พร้อมพิไล บัวสุวรรณ อาจารย์สาขาวิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงโครงการวิจัยที่ทำร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนกลุ่มที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ว่า โครงการนี้เป็นการทำความเข้าใจปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ทั้งช่วงรอยต่อ ม.ต้น กับ ม.ปลาย และช่วง ม.ปลาย กับมหาวิทยาลัย รวมถึงไปถึงมหาวิทยาลัยแล้วแต่ก็ไม่จบปริญญา 

หรือก็คือการพยายามทำความเข้าใจเส้นทางชีวิต อะไรเป็นจุดที่ทำให้เด็กและเยาวชนไปถึงหรือไม่ถึงเป้าหมาย และ กสศ. จะเข้าไปสนับสนุนอย่างไรเพื่อให้เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้เป็นกำลังแรงงานที่สำคัญของประเทศได้ผ่านโอกาสการเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น โดยมีทั้ง 1.การจัดวงสนทนากลุ่มกับเครือข่ายที่ทำงานช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เช่น เขตพื้นที่การศึกษา ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ฯลฯ จากหลากหลายภูมิภาค

2.การสัมภาษณ์เชิงลึกเด็กและเยาวชน 60 คน อ้างอิงกลุ่มตัวอย่างจากเด็กและเยาวชนในครัวเรือนที่ได้รับทุนเสมอภาคของ กสศ. แบ่งตามภูมิภาค คือ ภาคกลาง (รวมกรุงเทพฯ-ปริมณฑล) ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ และ 3.การสร้างแบบสอบถาม กระจายไปยังทั่วประเทศ ซึ่งได้ข้อสรุปว่า การที่เด็กและเยาวชนจะไปถึงปลายทาง ในที่นี้หมายถึงการเรียนต่อมหาวิทยาลัยจนจบปริญญา มีปัจจัย 5 ประการ ได้แก่ 1.พื้นฐานครอบครัว 2.คุณลักษณะและทัศนคติของเด็กหรือเยาวชนนั้นเอง 3.บทบาทของครูและสถานศึกษา 

4.ความมุ่งมั่นในการศึกษาต่อของเด็กหรือเยาวชนนั้น และ 5.เครือข่ายและการช่วยเหลือสนับสนุน จากนั้นเมื่อค่อยๆ ไล่ย้อนกลับแบบละเอียด พบว่า  ความมุ่งมั่นในการศึกษาต่อของเด็กหรือเยาวชนนั้นเอง เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือเจ้าตัวต้องมีความแน่วแน่ก่อนว่าอยากเรียนต่อ แต่ปัจจัยส่งผลต่อความมุ่งมั่นในการศึกษาต่อของเด็กหรือเยาวชนมากที่สุด คุณลักษณะและทัศนคติของเด็กหรือเยาวชน รองลงมาคือเครือข่ายและการช่วยเหลือสนับสนุน ขณะที่ปัจจัยด้านพื้นฐานครอบครัว และด้านบทบาทของครูและสถานศึกษา มีผลในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน 

“ในกรณีเด็กที่มีคนในครอบครัวเป็นแรงบันดาลใจ โรงเรียนอาจมีอิทธิพลน้อยเพราะครอบครัวใกล้ชิดกับเรามากที่สุด แต่เด็กบางคนที่ยากจนมากและครอบครัวก็อาจไม่ได้เป็นที่พึ่งให้เขาได้ นั่นหมายความว่าข้อค้นพบตรงนี้แสดงให้เห็นความสำคัญของบทบาทของครูและสถานศึกษาในการบ่มเพาะคุณลักษณะและทัศนคติ นอกจากนี้เรายังพบว่าเครือข่ายและการสนับสนุนมีผลต่อความมุ่งมั่นในการศึกษาต่อของเด็ก โดยครูและสถานศึกษาเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อเครือข่ายและการสนับสนุนสูงมากเช่นกัน” รศ.ดร.พร้อมพิไล กล่าว

รศ.ดร.พร้อมพิไล กล่าวต่อไปว่า จากข้อค้นพบคือครูและสถานศึกษา มีความสำคัญใน 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือบ่มเพาะคุณลักษณะและทัศนคติของเด็กหรือเยาวชน กับอีกด้านคือเชื่อมโยงเด็กหรือเยาวชนกับเครือข่ายต่างๆ ที่ช่วยเหลือสนับสนุน เพื่อทำให้เด็กและเยาวชนเกิดความเชื่อมั่นว่าตนเองสามารถเรียนต่อสูงขึ้นไปได้เต็มที่ และมุ่งมั่นที่จะเดินไปในทางนั้น แต่ถึงจะเห็นว่าครูและสถานศึกษามีบทบาทสำคัญแบบนี้ ก็ยังมีข้อจำกัด 

โดยประการแรกคือบทบาทของครูแนะแนว เนื่องจากปัญหาของเด็กและเยาวชนมักเกิดในช่วงรอยต่อระหว่างชั้น ม.ต้น กับ ม.ปลาย เพราะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต จริงอยู่ที่ช่วงวัยนี้ที่เป็นวัยรุ่น เพื่อนและรุ่นพี่มีความสำคัญมากที่สุดเพราะต้องการได้รับการยอมรับจึงไม่ค่อยเข้าหาครูมากนัก แต่ครูแนะแนวก็ยังมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการแนะนำทางเลือกในการเรียนต่อหรือการทำงานในอนาคตกับเด็กและเยาวชนโดยละเอียดเป็นรายบุคคล ซึ่งในความเป็นจริงบุคลากรกลุ่มนี้มีจำนวนน้อย ทำให้ระบบแนะแนวในระบบการศึกษาไทยไม่มีประสิทธิภาพ

ซึ่งโดยส่วนตัวมีโอกาสพูดคุยกับอาจารย์ด้านจิตวิทยาการแนะแนว พบว่า นิสิต-นักศึกษา ที่เลือกเรียนคณะครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์ ไม่นิยมเลือกวิชาเอกด้านจิตวิทยาการแนะแนว คือมีผู้เลือกเรียนสายนี้น้อยมากเมื่อเทียบกับวิชาเอกด้านการสอนเฉพาะทางตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษา ฯลฯ หรือไม่ก็จะไปเลือกเรียนทางด้านบริหารการศึกษา เพราะวิชาเอกด้านจิตวิทยาการแนะแนว จบแล้วไม่มีตำแหน่งบรรจุตามโรงเรียนให้ 

เมื่อถามต่อไปอีกว่าเหตุใดไม่มีอัตราบรรจุ ก็พบว่า เขตพื้นที่การศึกษาไม่เปิดให้สอบบรรจุ ซึ่งบุคลากรที่ทำงานในเขตพื้นที่การศึกษาก็อธิบายว่า เขตพื้นที่การศึกษาไม่สามารถเปิดอัตราบรรจุได้เอง ต้องให้ทางสถานศึกษาขอมา แต่เมื่อไปถามผู้อำนวยการโรงเรียนก็ได้รับคำตอบว่า จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับครูเฉพาะทางตามกลุ่มสาระการเรียนรู้เป็นลำดับแรก คือต้องมีครูด้านการสอนให้ครบทุกชั้นและทุกวิชาเสียก่อน หากยังมีไม่ครบแล้วไปขออัตราครูแนะแนวก็จะมีคำถามตามมาอีก

ดังนั้นโดยสรุปจึงไปจบที่เรื่องของวิธีคิด (Mindset) ของระบบการศึกษา ว่าจะให้ความสำคัญเน้นไปที่วิชาการหรือการสร้างทัศนคติ นิสัยและบุคลิกภาพของผู้เรียน ขณะที่นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องการให้ครูที่ปรึกษาสามารถทำหน้าที่แนะแนวได้ แม้จะมีเจตนาดีเพราะครูที่ปรึกษาอยู่ใกล้ชิดกับนักเรียน แต่เมื่อสอบถามครูที่ปรึกษาก็ยอมรับว่าให้คำแนะนำได้เพียงกว้างๆ ทั้งนี้ หากเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ เท่าที่เคยพบจะมีระบบ 2 ชั้น เบื้องต้นที่พบครูที่ปรึกษาก่อนแล้วจึงมีระบบส่งต่อไปยังครูแนะแนว

โดยหากแบ่งเส้นทางของเด็กและเยาวชนยากจนตามกลุ่มตัวอย่างในโครงการวิจัยนี้ จะแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม คือ 1.จิตใจมุ่งมั่น มีเส้นทางที่ชัดเจน แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ (Clear Will , Clear Way , No Wealth) คือตั้งเป้าหมายของตนเองไว้ชัดเจนว่าอยากเรียนต่อและทำงานอะไรในอนาคต รู้ด้วยว่าจะไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร แต่ขาดปัจจัยเรื่องทุนทรัพย์ที่จะไปให้ถึง 2.จิตใจมุ่งมั่น แต่มองไม่เห็นทางที่ชัดเจนและขาดแคลนทุนทรัพย์ (Clear Will , Cloudy Way , No Wealth) แม้จะมีจิตใจมุ่งมั่น แต่ขาดข้อมูลหรือคำแนะนำว่าจะเดินไปถึงฝั่งฝันได้อย่างไร แถมยังไม่มีทุนทรัพย์อีกต่างหาก

3.จิตใจไม่มั่นคง ข้อมูลหรือคำแนะนำก็ไม่มี แถมขาดแคลนทุนทรัพย์ด้วย (Cloudy Will , Cloudy Way , No Wealth) คือมีความลังเลภายในจิตใจ ด้านหนึ่งอยากเรียนต่อสูงๆ แต่อีกด้านก็กลัวจะไปไม่รอด ซึ่งอาจเป็นเพราะมีภาวะพึ่งพิง เช่น มีสมาชิกในครอบครัวป่วยหนักหรือพิการติดบ้าน-ติดเตียงไม่สามารถดูแลเลี้ยงชีพตนเองได้ ต้องให้สมาชิกคนอื่นๆ ช่วยดูแล นอกจากนั้นยังขาดข้อมูลด้วยว่าหากอยากเรียนด้านนั้น-ทำงานสายนี้จะต้องไปต่ออย่างไร และยังขาดแคลนทุนทรัพย์อีก

และ 4.ไม่มีจิตใจมุ่งมั่น ไม่ตั้งเป้าหมายใดๆ และไม่มีทุนทรัพย์ (No Will , No Way , No Wealth) กลุ่มนี้สรุปง่ายๆ คือไม่มีและไม่เอาอะไรเลย และจริงๆ บางกรณีก็ไม่ได้ขาดแคลนทุนทรัพย์ด้วย เช่น เคยเจอเด็กคนหนึ่ง แม้จะเป็นเด็กกำพร้า พ่อแม่เสียชีวิตต้องไปอาศัยอยู่กับวัด แต่มีอาเป็นเจ้าอาวาสที่พร้อมจะส่งเสียให้จนจบมหาวิทยาลัย ซึ่งเด็กคนนี้ขอเรียนเพียงจบ ม.6 ตามคำขอของอา แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้คิดว่าจะทำอะไรต่อ โดยเด็กหรือเยาวชนกลุ่มนี้จะไม่มีเป้าหมาย มองการใช้ชีวิตไปวันๆ หนึ่ง ขอค้นหาตนเองไปเรื่อยๆ

ซึ่งลักษณะนี้จะต่างจากอีกกรณีหนึ่ง คือมีเด็กอีกคนที่เล่าว่าตนเองขอเรียนให้จบ กศน. โดยไม่ขอต่อมหาวิทยาลัย แล้วจะหาเงินทุนสักก้อนมาเปิดร้านขายของเล็กๆ มีการมองรายได้ที่จะได้รับว่าแค่นี้ก็พออยู่พอกินแล้ว โดยยอมรับว่าตนเองก็หัวไม่ค่อยดีเท่าไร ทำมาหากินแบบนี้ได้ก็ชีวิตเรียบง่ายมีความสุขแล้ว ซึ่งกรณีนี้เจ้าตัวมีแผนชีวิตที่ชัดเจน  ไม่ใช่เป็นเพียงการไม่รู้แล้วขอสำรวจค้นหาตนเองไปเรื่อยๆ ก่อนดังตัวอย่างก่อนหน้า 

“คิดว่า ณ ตอนนี้ สังคมตระหนักและเห็นภาพร่วมกันว่าตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราจะต้องไม่ได้เน้นที่ตัววิชาการ แต่ต้องเน้นไปที่ทักษะ เรื่องการพัฒนาคุณลักษณะของเด็กให้มีทักษะชีวิต คิดว่าตรงนี้กระแสสังคมมันมา แต่เพียงแค่ว่ามันต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง  (Political Will) ของส่วนกลางในการให้เห็นว่าตัวนโยบายกับการปฏิบัติมันไปด้วยกัน” รศ.ดร.พร้อมพิไล ระบุ

รศ.ดร.พร้อมพิไล ยังกล่าวอีกว่า ตนเคยทำงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งให้กับสภาการศึกษา ในช่วงปลายปี 2565 – ต้นปี 2566 ช่วงที่สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 เริ่มซาลงและการเรียนการสอนกลับมาดำเนินการที่โรงเรียน ซึ่งจากการจัดกิจกรรมสนทนากลุ่ม มีผู้เข้าร่วมราว 300 คน เป็นกลุ่มผู้มีส่วนได้-ส่วนเสียกับระบบการศึกษา เห็นตรงกันว่า มีความไม่สอดคล้องกันระหว่างนโยบายกับค่านิยมหรือความเชื่อที่นำไปสู่การปฏิบัติ 

กล่าวคือ ในขณะที่ประกาศว่าการศึกษาไทยมีเจตนารมณ์มุ่งเน้นการสร้างความเสมอภาคทางโอกาส มุ่งเน้นการสร้างสมรรถนะและทักษะ และการความสำคัญกับการบ่มเพาะคุณลักษณะของผู้เรียน แต่ในทางปฏิบัติกลับเป็นตรงข้าม คือยังคงเน้นการสอบแข่งขันทางวิชาการ ดังนั้นระบบการศึกษาไทยก็อาจต้องย้อนกลับมาสำรวจตนเองด้วย ว่าอะไรทำให้เกิดความไม่สอดคล้องกันขึ้น

ประการที่สอง หลักสูตรการศึกษาต้องยืดหยุ่นตอบสนองกับเส้นทางที่หลากหลายมากขึ้น เช่น เด็กบางคนมีเหตุจำเป็นต้องรีบทำงาน จากแรงกดดันด้านฐานะของครอบครัวที่ไม่ค่อยดีนัก จึงไม่สามารถเรียนชั้นมัธยมสายสามัญ 6 ปี แล้วไปต่อมหาวิทยาลัยอีก 4-5 ปี รวดเดียวให้จบปริญญาได้ ทำให้เมื่อจบ ม.3 จึงเลือกเรียนสายอาชีวะให้จบ ปวช. หรือ ปวส. หรือเลือกเรียน กศน. ที่หลักสูตรพร้อมต่อการใช้ทำงานได้เร็วกว่า แต่ปัญหาคือระยะยาวหากต้องการมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างไรเสียก็จะต้องกลับมาเรียนระดับมหาวิทยาลัยอยู่ดี

ดังนั้นจะออกแบบหลักสูตรอย่างไร เช่น มีหลักสูตรต่อเนื่องเทียบวุฒิต่อจาก ปวส. ทำให้ไม่ต้องเรียนมหาวิทยาลัย 4 ปี แต่อาจอยู่สัก 2-3 ปี นอกจากนั้น กรณีเด็กจบสายอาชีวะหรือ กศน. พื้นฐานวิชาการจะไม่แน่นเหมือนจบสายสามัญ ด้านหนึ่งเห็นหลายมหาวิทยาลัยพยายามปรับรูปแบบการรับนักศึกษาโดยให้ความสำคัญกับเกณฑ์ด้านสมรรถนะและคุณลักษณะมากขึ้น แต่เมื่อเข้าไปเรียนแล้วอย่างไรวิชาการก็สำคัญ ก็ต้องมีระบบติวเสริมปรับพื้นฐาน ซึ่งก็ต้องได้รับการสนับสนุนเพราะเด็กและเยาวชนในครัวเรือนยากจนจะขาดแคลนทุนทรัพย์ ไม่สามารถเข้าถึงการติวปรับพื้นได้

ประการสุดท้าย มีสำนวนที่บอกว่า “เลี้ยงเด็ก 1 คนต้องใช้คนทั้งหมู่บ้าน (It’s take a village to raise a child.)” ดังนั้นการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนจึงไม่อาจกล่าวโทษไปที่ระบบการศึกษาหรือกลไกของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังต้องรวมไปถึงสังคมทั้งหมด เพราะข้อค้นพบจากผลการศึกษา คือเด็กที่มีทัศนคติที่ดีมักมีต้นแบบที่ดี เช่น พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ ครูบาอาจารย์ รุ่นพี่ ฯลฯ แต่การสื่อสารต่างๆ ในสังคม ไม่รู้ว่าเป็นการสร้างต้นแบบที่ดีหรือไม่ เช่น มีการไปสร้างกระแสว่าไม่ต้องเรียนก็ประสบความสำเร็จได้ 

หรือการไปสอนว่า จงค้นหาและเลือกทำในสิ่งที่ชอบ (Passion) ด้านหนึ่งก็ถูก อย่างที่ทางศาสนาพุทธก็มีคำสอนว่าจะทำอะไรต้องเริ่มที่ฉันทะ หรือความพอใจในสิ่งนั้นก่อน เพราะทำในสิ่งที่ไม่ชอบก็มีแต่ความทุกข์ แต่อีกด้านหนึ่งหากยึดมั่นถือมั่นแต่คำว่าความชอบ ก็จะเกิดกรณีที่ฐานะทางบ้านยังไม่ดีแต่ก็ไม่คิดจะทำอะไร กิน-นอนไปวันๆ ไม่ทำงานและไม่เรียน เพราะยังไม่เจอสิ่งที่ชอบ ชีวิตก็จะไปเรื่อยๆ วันๆ หนึ่งๆ 

ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือจะทำอย่างไรให้เกิดความเข้าใจขึ้นว่า นอกจากสิ่งที่ชอบกับสิ่งที่ไม่ชอบแล้ว ยังมีสิ่งที่พอรับได้  ซึ่งเราสามารถอยู่กับสิ่งนี้ไปก่อนแล้วค่อยๆ บ่มเพาะความชอบ และใช้สิ่งนั้นสร้างโอกาสในการค้นหาเส้นทางอื่นๆ ต่อไปในอนาคต หรือหากมองคำว่าหน้าที่และความรับผิดชอบ ก็จะทำให้เราสามารถอยู่กับสิ่งที่เป็นความธรรมดาไม่หวือหวาได้อย่างมีความสุข ท่ามกลางกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ที่สุดโต่ง 2 ด้าน ระหว่างฝั่งที่โชว์ชีวิตกินหรูอยู่สบายแบบสุดๆ กับฝั่งที่บอกว่าคนนั้นคนนี้ไม่เรียนไม่ทำงานก็เห็นใช้ชีวิตอยู่ได้

ซึ่งถามว่าคนที่เห็นกระแสต่างๆ แล้วหลงไปผิดหรือไม่ โดยส่วนตัวก็มองว่าไม่ผิด แต่ตนเห็นว่าทุกภาคส่วนในสังคมต้องออกมาพูด โดยเฉพาะบุคคลต้นแบบที่มีประสบการณ์ชีวิต เพื่อให้เด็กมองเห็นเส้นทางตลอดทั้งชีวิตไม่ใช่เห็นแต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า สังคมต้องช่วยกัน เพราะให้ระบบการศึกษาหรือรัฐบาลทำฝ่ายเดียวอย่างไรก็สู้กระแสสังคมไม่ได้ ขณะที่เมื่อพูดถึงบทบาทของสื่อก็ไม่ใช่เฉพาะแต่คนทำงานด้านสื่อมวลชน เพราะยุคนี้ทุกคนในสังคมล้วนสื่อสารได้หมดทางสื่อสังคมออนไลน์ 

“อยากให้คิดสักนิดว่าสิ่งที่โพสต์ลงไปมันมีอิทธิพลต่อมุมมองหรือความคิดของเด็กและเยาวชนมากแค่ไหน ขอให้มีสติสักนิดเวลาที่คุณจะโพสต์อะไร เพราะทุกครั้งที่คุณโพสต์มันมีอิทธิพลต่อคนอื่นเสมอ” รศ.ดร.พร้อมพิไล ฝากทิ้งท้าย

‘จุฬาฯ’อันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทย Top ของประเทศ 3 ด้าน จากการจัดอันดับโดย THE WUR 2025

https://www.naewna.com/local/834902

'จุฬาฯ'อันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทย Top ของประเทศ 3 ด้าน จากการจัดอันดับโดย THE WUR 2025

‘จุฬาฯ’อันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทย Top ของประเทศ 3 ด้าน จากการจัดอันดับโดย THE WUR 2025

วันศุกร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 19.55 น.

จุฬาฯ อันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทย Top ของประเทศ 3 ด้าน จากการจัดอันดับโดย THE WUR 2025  จุฬาฯ ครอง Triple Champions อันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทย จากสามรายการจัดอันดับที่เป็นที่ยอมรับระดับโลก

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1  ของไทย จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก โดย The Times Higher Education World University Rankings 2025 (THE WUR 2025) จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วโลกที่ได้รับการจัดอันดับกว่า 2,000 แห่ง กว่า 115 ประเทศ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครองอันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทย ด้วยผลงานที่โดดเด่นเป็นอันดับ 1 ในด้าน Research Environment, Research Quality และ Industry ทั้งนี้มีมหาวิทยาลัยไทยที่ได้รับการจัดอันดับโดย THE WUR 2025 จำนวน 20 มหาวิทยาลัย

การจัดอันดับมหาวิทยาลัยครั้งนี้ใช้ 5 ตัวชี้วัด ประกอบด้วย Teaching  29.5%  Research Environment 29%  Research Quality 30%Industry 4%  International outlook 7.5%

ติดตามผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโดย THE WUR 2025 เพิ่มเติมได้ที่ https://www.timeshighereducation.com/world-university-rankings/latest/world-ranking

การได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของไทยใน THE WUR 2025 ทำให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครองอันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทย จาก 3 รายการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่เป็นที่ยอมรับระดับโลก ได้แก่ THE World University Rankings 2025 ซึ่งประกาศผลการจัดอันดับเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2567 QS World University Rankings 2025 ซึ่งจุฬาฯ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของไทยเป็นปีที่ 16 ติดต่อกัน และติด Top 100 ของโลก ด้านชื่อเสียงทางวิชาการ (Academic Reputation) และด้านผลลัพธ์การจ้างงาน (Employment Outcomes) และ THE Asia University Rankings 2024 นอกจากจุฬาฯ จะเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของไทยแล้ว จุฬาฯ ยังอยู่ใน Top 200 ของเอเชียอีกด้วย