‘ชวน’แสดงความเสียใจ เหตุนักเรียนถูกไฟดูดเสียชีวิตหน้าตู้กดน้ำ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812528

‘ชวน’แสดงความเสียใจ เหตุนักเรียนถูกไฟดูดเสียชีวิตหน้าตู้กดน้ำ

‘ชวน’แสดงความเสียใจ เหตุนักเรียนถูกไฟดูดเสียชีวิตหน้าตู้กดน้ำ

วันอังคาร ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 14.04 น.

“ชวน”แนะ”ศธ.-สถานศึกษา”เข้มดูแลสวัสดิภาพนักเรียน ยึดปลอดภัย หลังเกิดเหตุนักเรียนถูกไฟดูดเสียชีวิตหน้าตู้กดน้ำ

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2567 นายณัฐกานต์ ชูชนะ ผู้ช่วยฯ ส.ส.ระบุว่า นายชวน หลีกภัย ได้ให้สัมภาษณ์ต่อกรณี นายวรวิทย์ เทพสุวรรณ หรือ น้องวายุ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ประสบอุบัติเหตุถูกไฟดูดหน้าตู้กดน้ำจนเสียชีวิต ว่า หลังจากได้รับทราบเรื่องดังกล่าวจากข่าว จึงทำหนังสือแสดงความเสียใจและให้กำลังใจไปยังครอบครัวผู้เสียชีวิต และเนื่องจากติดภารกิจในกรุงเทพมหานคร จึงไม่อาจเดินทางไปร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลศพได้ แต่มอบหมายให้คณะทำงานที่จังหวัดตรัง นำโดย นายกิจ หลีกภัย เดินทางไปร่วมแสดงความอาลัยแทน

“จากเหตุการณ์ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นบทเรียนสำคัญที่สถานศึกษาทุกระดับ ไม่ว่ารัฐหรือเอกชน รวมทั้งกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ให้ความสำคัญกับการดูแลสวัสดิภาพของนักเรียน ตลอดจนการจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพและวัสดุครุภัณฑ์ทั้งในและรอบบริเวณโรงเรียนให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เพราะนอกจากโรงเรียนจะเป็นสถานที่ให้วิชาความรู้แล้ว ยังต้องเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็กและเยาวชนด้วย” นายณัฐกานต์ กล่าว

บอร์ด ก.ค.ศ.เคาะปฏิทินย้ายสับเปลี่ยนข้าราชการครูรอบ 2

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812503

บอร์ด ก.ค.ศ.เคาะปฏิทินย้ายสับเปลี่ยนข้าราชการครูรอบ 2

บอร์ด ก.ค.ศ.เคาะปฏิทินย้ายสับเปลี่ยนข้าราชการครูรอบ 2

วันอังคาร ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 11.50 น.

บอร์ด ก.ค.ศ.เคาะปฏิทินย้ายสับเปลี่ยนข้าราชการครูรอบ 2 เตรียมเปิด TMS ระบบยื่นคำร้องขอย้าย 24 ชั่วโมง

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2567 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 6/2567 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2567 โดยมี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้มีมติสำคัญในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินการย้ายสับเปลี่ยนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

รศ.ดร.ประวิต เปิดเผยว่า ตามนโยบายในการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษาของ พล.ต.เอ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ.ที่ต้องการให้ครูสามารถโยกย้ายกลับภูมิลำเนาได้ด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม ปราศจากการซื้อขายตำแหน่ง ทุกโรงเรียนมีบุคลากรที่เป็นคนในพื้นที่เข้ามาพัฒนาการเรียนการสอน พัฒนาท้องถิ่น โรงเรียนมีครูสอนครบชั้นเรียน และครูมีความสุขกับการสอน สำนักงาน ก.ค.ศ. จึงได้นำระบบย้ายจับคู่ครูคืนถิ่น Teacher Matching System (TMS) มาใช้โดยได้เปิดให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ยื่นคำร้องขอย้ายสับเปลี่ยนรอบแรกไปเมื่อเดือน มกราคม 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งพบว่ามีข้าราชการครูลงทะเบียนเพื่อยื่นคำร้องขอย้ายผ่านระบบ TMS จำนวนมาก โดยสำนักงาน ก.ค.ศ.ได้รับฟังเสียงสะท้อน ความคิดเห็นต่างๆ จากคุณครูที่เข้ามาใช้งานระบบ รวมถึงเขตพื้นที่การศึกษาพบว่าระบบ TMS เกิดผลลัพธ์อย่างชัดเจนในการช่วยลดขั้นตอนของการดำเนินการย้าย ลดเอกสาร เพิ่มความสะดวกให้ครูสามารถย้ายกลับภูมิลำเนาได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังลดช่วยช่องว่างในการทุจริตระหว่างกระบวนการขอย้าย

เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าวต่อว่า ในการประชุม ก.ค.ศ.เมื่อวานนี้ (24 มิ.ย. 67) จึงได้มีมติให้เปิดใช้งานระบบ TMS ในรอบที่ 2 และได้มติเห็นชอบแนวปฏิบัติการดำเนินการย้ายสับเปลี่ยนฯ ซึ่งมีรายละเอียดในบางส่วนที่แตกต่างจากการดำเนินการในรอบแรกเนื่องจากสำนักงาน ก.ค.ศ.ได้นำข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็นที่เกิดขึ้นจากการใช้งานระบบในรอบแรกมาพัฒนาและปรับปรุงเพื่ออำนวยความสะดวกใช้แก่ผู้ใช้งานมากขึ้น โดยจะมีการเปิดระบบให้ข้าราชการครูที่มีความประสงค์จะยื่นคำร้องขอย้ายสับเปลี่ยนสามารถยื่นคำรองขอย้ายผ่านเว็บไซต์ https://tms.otepc.go.th ได้ตั้งแต่วันที่ 5 – 26 กรกฎาคม 2567

“ขอให้ครูที่ประสงค์จะย้ายสับเปลี่ยนในรอบนี้ได้เตรียมความพร้อมทางด้านข้อมูลและเอกสารที่จำเป็นในการยื่นคำร้องขอย้ายสับเปลี่ยนผ่านระบบ TMS โดยข้าราชการครูที่เคยยื่นคำร้องขอย้ายสับเปลี่ยนในรอบแรกหากมีความประสงค์จะยื่นคำร้องขอย้ายในรอบที่ 2 นี้ จะต้องกรอกข้อมูลในระบบใหม่ทั้งหมดเนื่องจากข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอัตรากำลังสถานศึกษาและความขาดเกินรายสาขาวิชาเอกได้มีการเปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ ข้าราชการครูสามารถยื่นคำร้องขอย้ายในรอบการย้ายประจำปีควบคู่ไปกับการยื่นคำร้องขอย้ายสับเปลี่ยนผ่านระบบ TMS ได้ในเวลาเดียวกัน” เลขาธิการาธิการ ก.ค.ศ.กล่าว

‘คุรุสภา’พร้อมเปิดทดสอบ‘ตั๋วครู’ 28 มิ.ย.-6 ก.ค.67

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812499

‘คุรุสภา’พร้อมเปิดทดสอบ‘ตั๋วครู’ 28 มิ.ย.-6 ก.ค.67

‘คุรุสภา’พร้อมเปิดทดสอบ‘ตั๋วครู’ 28 มิ.ย.-6 ก.ค.67

วันอังคาร ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 11.43 น.

‘คุรุสภา’พร้อมเปิดทดสอบ‘ตั๋วครู’ 28 มิ.ย.-6 ก.ค.67

25 มิ.ย.67 ผศ.ดร.อมลวรรณ  วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ขณะนี้คุรุสภาได้เตรียมการเปิดรับสมัครการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครูรายวิชาครูด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ครั้งที่ 2 ประจำปี พ.ศ. 2567 ซึ่งกำหนดเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 6 กรกฎาคม 2567 ผ่านเว็บไซต์ https://ksp67-2.thaijobjob.com จัดทดสอบวันที่ 17,18,31 สิงหาคม และ 1 กันยายน 2567 และประกาศผลสอบวันที่ 15 ตุลาคม 2567 ในการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูฯ ครั้งที่ 2 นี้เป็นการจัดสอบแบบระบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ซึ่งคุรุสภาได้จัดสนามสอบเพื่อรองรับผู้เข้าสอบ ประมาณ 70,000 ที่นั่ง ครอบคลุมพื้นที่ 15 จังหวัด ใน 18 สนามสอบทั่วประเทศ

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อว่า  สำหรับ 18 สนามสอบประกอบด้วย 1.มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย 2.มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 3.มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ 4.มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง 5.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 6. มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร 7.มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา 8.มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี 9.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 10.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต 11.มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี 12.มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา 13.มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 14.มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 15.มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี 16.มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ 17.มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และ 18.มหาวิทยาลัยทักษิณ โดยกำหนดสอบ  4 วัน ใน 8 รอบสอบ ระหว่างวันที่ 17 – 18 สิงหาคม 2567 และวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2567 สอบวันละ 2 รอบ ในช่วงเช้า เวลา 9.00-12.00 น. และช่วงบ่าย เวลา 14.30 -17.30 น.

“ในการสอบทุกรอบใช้แบบทดสอบฉบับภาษาไทย และได้เพิ่มแบบทดสอบภาษาอังกฤษให้เลือกสอบได้ในรอบที่ 4 และรอบที่ 8 ใน 4 สนามสอบ คือ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาและมหาวิทยาลัยทักษิณ เพื่อให้ผู้สมัครชาวต่างชาติสามารถเข้ารับการทดสอบในครั้งนี้ได้ด้วย ขอให้กำลังใจแก่ผู้เตรียมประกอบวิชาชีพทุกคนที่จะเข้าสอบเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ให้ตั้งใจ มั่นใจและคิดว่าถ้าผ่านการสอบได้จะมีองค์ความรู้พื้นฐานที่สามารถนำไปประกอบวิชาชีพครูได้ในอนาคตข้างหน้า” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.พลรพี ทุมมาพันธ์ รองเลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า กรณีผู้มีสิทธิสมัครเข้ารับการทดสอบเป็นผู้ที่ข้อมูลในระบบสารสนเทศผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา (TEPIS) หรือเป็นผู้ผ่านการรับรองความรู้ หรือเป็นผู้ไม่ผ่านเกณฑ์การทดสอบ ที่ไม่สามารถสมัครได้ ให้ยื่นคำร้องขอมีสิทธิสมัครเข้ารับการทดสอบ ได้ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม 2567 และสามารถชำระค่าสมัครเข้ารับการทดสอบ ผ่านระบบแอปพลิเคชันได้ทุกธนาคาร ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 7 กรกฎาคม 2567 และเมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้วสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้เข้ารับการทดสอบ ได้ในวันที่ 2 สิงหาคม 2567 เป็นต้นไป ผ่านเว็บไซต์ https://ksp67-2.thaijobjob.com 

“สำหรับการทดสอบในครั้งนี้ขอย้ำ จัดสอบระบบอิเล็กทรอนิกส์ในทุกสนามสอบ ซึ่งได้เตรียมความพร้อมเป็นอย่างดี โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยที่จัดสอบทั่วประเทศ ที่สำคัญมีการเพิ่มและกระจายสนามสอบให้ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาค เพิ่มรอบสอบทั้งภาคเช้าและภาคบ่าย เพื่อให้ผู้เข้าสอบมีโอกาสเข้ารับการทดสอบและมีความสะดวกในการเดินทางมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มแบบทดสอบฉบับภาษาอังกฤษ เพื่อรองรับผู้เข้าสอบชาวต่างชาติ นอกจากนี้หลังการสอบก็จะเปิดให้ดูกระดาษคำตอบได้เช่นเดิมและมีมาตรการควบคุมการรั่วไหลของข้อสอบ ส่วนแผนการในอนาคตนั้น จะใช้ระบบอัตโนมัติ หรือ AI มาสนับสนุนการจัดสอบทั้งด้านการแสดงผลสอบให้ผู้เข้าสอบได้ทราบทันที เพื่อความรวดเร็วและโปร่งใส รวมทั้งการเปิดเผยข้อสอบ การเฉลยข้อสอบและการดำเนินงานอื่นที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามหากมีข้อสงสัยเกี่ยวข้องกับการทดสอบฯ สามารถติดต่อได้ที่ โทร. 0-2257-7159 กด 3 หรือไลน์ไอดี @Thaijobjob ในวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.30-17.30 น.” รองเลขาธิการคุรุสภา กล่าว

‘ที่คีบบอกความสุก’ เพื่อความสุขในการกินของคนตาบอด

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812346

‘ที่คีบบอกความสุก’  เพื่อความสุขในการกินของคนตาบอด

‘ที่คีบบอกความสุก’ เพื่อความสุขในการกินของคนตาบอด

วันอังคาร ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 07.23 น.

“อยากกินหมูกระทะด้วยตัวเองสักครั้งในชีวิต” คือความฝันของคนพิการทางสายตา ที่เรื่องง่ายๆ อย่างการกินหมูกระทะกลับเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าถึง นี่คือโจทย์ที่ทัชใจ นายกานต์รวีย์ แดงเพ็ง นางสาวปณาลีรติพัชรพงศ์ และ นางสาวมิ่งขวัญ หล่อตระกูล เด็กมัธยมจากโรงเรียนดรุณสิกขาลัย ร่วมกันประดิษฐ์ “เครื่องวัดอุณหภูมิเนื้อสัตว์สำหรับคนพิการทางสายตา” เพื่อให้คนตาบอดได้ทำตามฝันที่ตั้งไว้

นายกานต์รวีย์เล่าว่า งานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการวมว. ที่โรงเรียนทำร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) โดยโจทย์ที่สนใจเป็นเรื่องของคนพิการ โดยเฉพาะกลุ่มคนพิการทางสายตา ซึ่งจากข้อมูลประเทศไทยมีคนพิการทางสายตาสูงถึง 184,197 คนหรือคิดเป็น 7.99% จากคนพิการในประเทศไทยทั้งหมด 2,304,068 คน และจากการที่พวกเราได้พูดคุยและเก็บข้อมูลจากคนพิการทางสายตาเป็นกลุ่มตัวอย่างทั้ง 24 คนพบว่านอกจากปัญหาเรื่องการเดินทางไปยังสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยการเลือกซื้อสิ่งของด้วยตนเองในร้านสะดวกซื้อต่างๆ แล้ว การทำอาหารกินเองหรือแม้แต่การไปกินในร้านปิ้งย่างที่เป็นเรื่องปกติของคนทั่วไป ก็เป็นสิ่งที่คนตาบอดอย่างเขาไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง

“เขาไม่สามารถรู้ได้ว่าอาหารที่ทำหรือเนื้อที่ปิ้งอยู่สุกหรือไม่ ทำให้หลายครั้งต้องกินของไม่สุกหรือไหม้เกินไป หรือจำเป็นต้องมีคนคอยช่วยเหลือตลอดเวลา เราจึงต้องการประดิษฐ์อุปกรณ์เพื่อวัดอุณหภูมิอาหารเพื่อคนพิการทางสายตาให้สามารถประกอบอาหารและรับประทานอาหารประเภทต่างๆ ได้อย่างอิสระ พกพาง่าย ใช้งานสะดวก ทำความสะอาดไม่ยาก ที่สำคัญต้องสามารถแจ้งเตือนให้รู้เมื่ออาหารชิ้นนั้นสุก ซึ่งจะช่วยให้เขาลดการพึ่งพาคนอื่นและขอความช่วยเหลือเท่าที่จำเป็น ตามหลัก Independent Living หรือการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ ซึ่งจะช่วยให้คนพิการทางสายตาเกิดความภาคภูมิใจในตัวเองด้วย” นายกานต์รวีย์ กล่าว

เมื่อโจทย์และข้อมูลที่ต้องการชัดเจนการทำงานจริงก็เริ่มขึ้น ทีมงานจึงนำแนวคิดไปปรึกษากับอาจารย์จุฑารัตน์ สุ่นประเสริฐ ครูที่ปรึกษาในโรงเรียน และ ผศ.ดร.ธิติมาวงษ์ชีรี ที่ปรึกษาจากศูนย์วิจัยและบริการเพื่อชุมชนและสังคม สำนักวิจัยและบริการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มจธ.

“จากการหาข้อมูลเชิงลึกเราพบว่าอุปกรณ์สำหรับช่วยคนพิการทางสายตาในบ้านเรามีอยู่พอสมควรแต่เป็นการช่วยเหลือในการออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน อย่างไม้เท้า หรือแอปช่วยเดินทางต่างๆ แต่อุปกรณ์ในบ้านสำหรับคนพิการทางสายตาแทบไม่มีเลย จึงเป็นปัญหาอย่างยิ่งกับพวกเขาที่ต้องอยู่กับบ้านในช่วงโควิด ทำให้คนพิการทางสายตาส่วนใหญ่ต้องกินอาหารสำเร็จรูป อาหารเวฟ และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นหลัก ไม่สามารถทำอาหารสดใหม่กินเองได้” นางสาวปณาลี กล่าว

จากโจทย์ว่าทำอย่างไรถึงจะทำให้คนตาบอดรู้ว่าอาหารนั้นสุกแล้ว นำไปสู่ไอเดีย “การติดเทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิอาหารแบบเข็มไว้กับที่คีบอาหาร” โดยจะมีการเขียนโปรแกรมเพิ่มเติมให้สามารถแจ้งเตือนเมื่ออุณหภูมิของเนื้อชิ้นนั้นสูงถึงระดับที่ตั้งไว้ ซึ่งบริเวณปลายที่คีบจะมีแท่งโลหะที่เป็นตัววัดอุณหภูมิ การใช้งานเพียงกดปลายที่คีบลงบนเนื้อชิ้น อุณหภูมิในเนื้อสัตว์ที่เซ็นเซอร์วัดได้ ก็จะถูกส่งเข้าโปรแกรมเพื่อส่งสัญญาณให้ผู้ใช้งานได้รู้หากเนื้อชิ้นนั้นสุก

“เราทำระบบแจ้งเตือนไว้ให้เลือกทั้งเตือนแบบเสียง และเตือนแบบสั่น เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานทั้งภายในบ้านและนอกสถานที่ โดยได้นำตัวต้นแบบไปทดลองการทำอาหารประเภทย่างและผัด โดยใช้วัตถุดิบเป็นเนื้อไก่ เนื้อหมู ที่มีขนาดความหนา 2, 6 และ 10 มิลลิเมตร ตามลำดับ ในเนื้อสัตว์ 1 ชิ้น ทำการวัดอุณหภูมิ 2 จุด และทดลองซ้ำขนาดละ 3 ชิ้น โดยเก็บค่าทุก 15 วินาที ผลจากการทดลอง ทำให้เราได้นำไปใช้เขียนโค้ดให้อุปกรณ์แจ้งเตือน เมื่ออุณหภูมิของเนื้อสัตว์อยู่ที่ 85-90 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เราทดลองแล้วว่าทำให้เนื้อสัตว์ที่นำมาย่างหรือผัดสุกทั่วทั้งชิ้น”นางสาวมิ่งขวัญ กล่าว

สำหรับการนำไปทดลองใช้จริงนั้น นางสาวปณาลี กล่าวว่า จากการนำไปให้คนพิการทางสายตาได้ทดลองใช้ พบว่าได้รับความพึงพอใจในระดับมาก รวมถึงได้รับข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนาอุปกรณ์ในอนาคตว่า ควรปรับด้ามจับให้เป็นสีเข้มเพื่อให้คนสายตาเลือนรางสามารถสังเกตได้ ปรับขนาดให้เล็กลงและน้ำหนักให้เบาขึ้น และสามารถบอกอุณหภูมิเป็นเสียงพูดได้ ซึ่งต้นทุนในการทำอุปกรณ์ชิ้นนี้ไม่เกิน 600 บาท

แต่ไม่ว่า เครื่องวัดอุณหภูมิเนื้อสัตว์สำหรับคนพิการทางสายตา ที่ได้รับรางวัลเหรียญเงินจากการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ โรงเรียน วมว.ทั่วประเทศ รวมถึงรางวัลบทความวิชาการดีเด่น ด้านการจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อและส่งเสริมอาชีพให้คนพิการ จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะได้รับการสนับสนุนหรือต่อยอดไปสู่ผลิตจริงหรือไม่

สิ่งที่น้องๆ ทั้ง 3 คน ได้รับจากการทำงานครั้งนี้ คือการเปิดประสบการณ์และสร้างทักษะในหลายๆ ด้าน ทั้งการทำงานเป็นทีม การทำงานจากโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย การออกแบบผลิตภัณฑ์ รวมถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ดังที่ นางสาวมิ่งขวัญ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคืองานนี้ช่วยปรับทัศนคติของพวกเราต่อคนพิการทางสายตาให้เปลี่ยนไป เราพบว่าพวกเขามีปัญหาในการใช้ชีวิตมากกว่าแค่การเดินทางเหมือนที่หลายคนคิด เรื่องอาหารก็เป็นปัญหาใหญ่เช่นกัน โดยสิ่งที่เขาอยากได้มากที่สุดคือ เครื่องมือที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถช่วยตัวเองได้มากที่สุด

ผศ.ดร.ธิติมา ในฐานะที่อาจารย์ที่ปรึกษา กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้ว่าสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้อาจจะยังไม่ได้รับการผลิตจริงออกสู่ท้องตลาดในตอนนี้ แต่ข้อค้นพบและเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น สามารถต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิดที่จะช่วยสนับสนุนการใช้ชีวิตของคนตาบอดในประเทศไทยในอนาคต

“ปัจจุบันอุปกรณ์ที่ช่วยเหลือคนพิการในประเทศไทยมีอยู่น้อยมาก จำเป็นต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง คนพิการทางสายตาหลายคนอาจเข้าไม่ถึง แต่การเริ่มต้นคิดค้นอุปกรณ์สนับสนุนการใช้ชีวิตของคนพิการด้วยคนไทยเอง ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่มี ผลิตขึ้นในประเทศ จะเป็นการช่วยเพิ่มตัวช่วยในการใช้ชีวิตให้คนพิการ ทั้งยังเป็นการพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ของไทยไปพร้อมกัน” ผศ.ดร.ธิติมา กล่าว

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

ปลุกจินตนาการหนูน้อยผ่าน6นิทรรศการ ในงาน ‘อว.แฟร์ฯ ระดับภูมิภาค’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812347

ปลุกจินตนาการหนูน้อยผ่าน6นิทรรศการ ในงาน ‘อว.แฟร์ฯ ระดับภูมิภาค’

ปลุกจินตนาการหนูน้อยผ่าน6นิทรรศการ ในงาน ‘อว.แฟร์ฯ ระดับภูมิภาค’

วันอังคาร ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดใหญ่ “อว.แฟร์ SCI POWER FOR FUTURE THALAND ระดับภูมิภาค” พร้อมโชว์ศักยภาพของไทยในการพัฒนา เศรษฐกิจด้วยการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ภายในงานพบกับนิทรรศการ 6 โซน ตอบโจทย์ทุกกลุ่มเป้าหมาย อาทิ โซน Inspiration by Science ปลุกจินตนาการ สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ด้วยคาราวานวิทยาศาสตร์พร้อมสัมผัสประสบการณ์สุดล้ำน่าตื่นเต้นไปกับ AR / VR และโดม Immersive Artโซน Science for Lifelong Learning นิทรรศการตลาดนัดหลักสูตร ที่รวมเอาหลักสูตรสมัยใหม่ สำหรับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในอนาคต เพื่อรองรับการพัฒนาเทคโนโลยี AI อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อากาศยานไร้คนขับ การพัฒนาอุตสาหกรรม oleochemical ให้สามารถตอบโจทย์อุตสาหกรรมในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 4 ภาค

โซน Startup Launchpad นิทรรศการแสดงสินค้านวัตกรรมจากผู้ประกอบการรุ่นใหม่สาย deep tech เปิดตลาดเป็นผู้นำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ โซน Science for Exponential Growth รวบรวมบริการและกลไกสนับสนุนผู้ประกอบการเทคโนโลยีให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยแพลตฟอร์มอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค และกลไกสนับสนุนของกระทรวง อว. โซน Science for All Well-being แสดงสินค้าและบริการนวัตกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และโซน Science for Future Thailand ที่รวมเอาเทคโนโลยี ผลงานวิจัยที่พร้อมต่อยอดเป็นนวัตกรรมล้ำค่าในอนาคต

โดยประเดิมที่แรก ภาคอีสานระหว่างวันที่ 20-22 มิ.ย.2567 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา และจะมีกำหนดจัดอีก 3 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ วันที่ 27-29 มิ.ย.2567 ณ อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค จ.เชียงใหม่ ภาคใต้วันที่ 4-6 ก.ค.2567 ณ อาคารไทยบุรี ม.วลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช และภาคตะวันออก วันที่ 11-13 ก.ค.2567 ณ หอประชุมธำรงบัวศรี ม.บูรพา จ.ชลบุรี และพบกับการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่“อว.แฟร์” ส่วนกลาง ระหว่างวันที่ 22-28ก.ค.2567 เวลา 09.00-20.00 น.ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

‘สศร.’ ประกาศ 18 โครงการ พัฒนา-สร้างคุณค่า 3 เมืองศิลปะ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812354

‘สศร.’ ประกาศ 18 โครงการ  พัฒนา-สร้างคุณค่า 3 เมืองศิลปะ

‘สศร.’ ประกาศ 18 โครงการ พัฒนา-สร้างคุณค่า 3 เมืองศิลปะ

วันอังคาร ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายโกวิท ผกามาศ ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) เปิดเผยว่า ตามที่ จัดประกวดข้อเสนอโครงการเพื่อพัฒนาเมืองแห่งศิลปะ ปี 2567 ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพชุมชนสู่การเป็นเมืองแห่งศิลปะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ในพื้นที่ 3 จังหวัด เมืองแห่งศิลปะ ได้แก่ จ.กระบี่ เชียงราย และนครราชสีมา เพื่อนำโครงการมาสร้างสรรค์ให้เกิดคุณค่าทางวัฒนธรรมของแต่ละเมืองมาสร้างมูลค่าทางสังคมและเศรษฐกิจ และสร้างรายได้เข้าสู่จังหวัด และประเทศอย่างยั่งยืน

โดยขณะนี้ ได้มีการพิจารณาตัดสินโครงการที่ได้รับรางวัลแล้ว จำนวน 18 โครงการ ดังนี้ จ.กระบี่ รางวัลชนะเลิศดีเด่น ได้แก่ โครงการศาสตร์ศิลป์โนรา มรดกทางภูมิปัญญา จากงาน Local สู่เลอค่า ร่วมสมัย โดย นายวิทวัส ค้าของ รางวัลชมเชย 5 รางวัล ได้แก่ 1.โครงการนิทรรศการจิตรกรรม ตำนาน สืบสานเรือหัวโทง โดย นางอมรรัตน์ ลอเนอร์ 2.โครงการศิลปะเพื่อมวลชน โดย นายคีตการ แก้วเล็ก 3.โครงการจัดแสดงศิลปะร่วมสมัยริมเขื่อนหน้าเมืองกระบี่ : 3ART in Krabi โดย นายธรรมดิวิชย์ ศรีรุ้ง

4.โครงการกระบี่อาร์ตวีค 2 : ศิลปะเพื่อโลก โดย นายพัฒนศิลป์ ชูทอง และ 5.โครงการทะเลนิยมโดย นายกฤษฎา กันณรงค์ จ.เชียงราย รางวัลชนะเลิศดีเด่น ได้แก่ โครงการทุกที่คือ แกลลอรี่ พัฒนาสถานประกอบการในจ.เชียงรายให้เป็นพื้นที่ทางเลือกสำหรับจัดแสดงศิลปะร่วมสมัย ไปจนถึงโรงภาพยนตร์ขนาดเล็ก กิจกรรมเวิร์กช็อปด้านศิลปะและที่พำนักศิลปินอย่างยั่งยืน โดย น.ส.กีรติ วุฒิสกุลชัย

รางวัลชมเชย ได้แก่ 1.โครงการแม่ลาว 6.3 โดยกลุ่มศิลปินแม่ลาว 2.โครงการบ่ม เบลนด์ ฟื้นฟูพื้นที่เพื่อการเรียนรู้ สโมสรสำนักงานยาสูบเมืองเก่าเชียงราย โดยกลุ่ม Blend 3.โครงการออกแบบเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย “กาดก้อมเมืองแก้วในม่านหมอก(ควัน)” โดยกลุ่ม Chiangrai Creative Common 4.โครงการสุดยอดบ้านศิลปินถิ่นเชียงราย .. สู่เมืองแห่งศิลปะยั่งยืน โดย สมาคมขัวศิลปะ และ 5.โครงการเชียงรายฟิล์มแลป โดย นางนภกานต์ บุญฑริก

จ.นครราชสีมา รางวัลชนะเลิศดีเด่น ได้แก่ โครงการ ศิลป์ ดิน สร้างสรรค์มูลค่า ผลผลิตทางวัฒนธรรม โดย นายนิมิต พิพิธกุล รางวัลชมเชย ได้แก่ 1.โครงการแรงบันดาลใจจากภาษาโคราชสู่การออกแบบคาแร็กเตอร์อาร์ตทอยด้วยวัสดุหัตถกรรมงานหล่อหินทรายจากภูมิปัญญาหนองโสน จ.นครราชสีมา เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สำหรับครูสอนศิลปะ โดย ผศ.เกรียงไกร ดวงขจร 2.โครงการการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัย “ศิลป์อีสาน” ครั้งที่ 2 หัวข้อ ภาพลักษณ์โคราช ภาพลักษณ์อีสาน” โดย ผศ.ชยารัฐ จุลสุคนธ์

3.โครงการการแปรสีธรรมชาติจากขยะดอกไม้สู่ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยเพื่อต่อยอดทักษะทางอาชีพและส่งเสริมอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมใน จ.นครราชสีมา โดย น.ส.สิรินภา มิ่งขวัญ 4.โครงการอะซะจั๋นพิมาย : กำเนิดผู้สร้าง สร้างผู้เสพ โดย ภาคีอนุรักษ์เมืองพิมาย และ 5.โครงการนิทรรศการเล่าเรื่องแมวโคราชด้วยไฟดิจิทัล 3D Mapping Projection & Lighing โดย นางอิญชญา คำภาหล้า

‘ศุภมาส’เปิดงานประชุมวิชาการระดับชาติ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ประจำปี 67

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812450

'ศุภมาส'เปิดงานประชุมวิชาการระดับชาติ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ประจำปี 67

‘ศุภมาส’เปิดงานประชุมวิชาการระดับชาติ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ประจำปี 67

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 21.50 น.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดงานประชุมวิชาการระดับชาติ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ประจำปี พ.ศ. 2567 เตรียมจับมือนำงานวิจัยและนวัตกรรมลดปัญหาอาชญากรรม

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการระดับชาติ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ประจำปี พ.ศ. 2567 ซึ่งจัดภายใต้หัวข้อ “การวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการบังคับใช้กฎหมายในสังคมดิจิทัล” โดยมี พล.ต.ท.ดร.เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ผู้บริหารโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 1,000 คน ณ ห้องประชุมเตมียเวส โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมโลกสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างไร้พรมแดน ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาททั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทำให้การดำรงชีวิตได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น แต่ในทางกลับกันก็อาจก่อให้เกิดผลเสียตามมา ซึ่งทำให้ประเทศต่างๆ ต้องรับผลกระทบจากกระแสการเปลี่ยนแปลงทางสังคมนี้ ส่วนหนึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาอาชญากรรมที่มีรูปแบบที่ซับซ้อนและอันตรายมากขึ้น ทำให้ยากต่อการสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิด ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างต่อบุคคล เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ

ดังนั้น หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจึงมีบทบาทสำคัญในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรม รวมทั้ง ภาคประชาชนที่จะต้องทำความเข้าใจร่วมกันถึงวิธีการบังคับใช้กฎหมาย การวิเคราะห์แนวโน้มการเกิดอาชญากรรม การบริหารองค์กร ตลอดจนการจัดสรรเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ให้มีความพร้อมต่อการดำเนินงาน เพื่อควบคุมปัญหาอาชญากรรมให้มีอัตราการเกิดน้อยที่สุด ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการปฏิรูปและพัฒนาวิทยาการด้านการอำนวยความยุติธรรมให้ทันสมัย มีการผลักดันการใช้องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมกับงานด้านการบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนการสร้างมาตรการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทุกภาคส่วน ในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมของประเทศ

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า การจัดการประชุมวิชาการระดับชาติฯ ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจครั้งนี้ นับว่าเป็นเวทีสำคัญ สำหรับการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและส่งเสริมให้คณาจารย์ นักวิจัย นักศึกษา รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคมและอื่นๆ ได้นำเสนอและแลกเปลี่ยนผลงานทางวิชาการสู่สาธารณชน ทั้งยังเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดผลงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง สามารถนำไปต่อยอดในการเรียนการสอนและการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม ซึ่งกระทรวง อว.พร้อมร่วมมือกับโรงเรียนนายร้อยตำรวจในทุกมิติ โดยเฉพาะการนำงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องมาร่วมต่อยอดและพัฒนาการดำเนินการเพื่อลดอาชญากรรมที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนต่อไป

ทั้งนี้ กิจกรรมในงานการประชุมวิชาการระดับชาติ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ประจำปี พ.ศ. 2567 ประกอบไปด้วย การปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ อาชญากรรมในยุคสังคมดิจิทัล โดย ดร.ปริญญา หอมเอนก การเสวนาในหัวข้อ การเฝ้าระวังภัยในยุคสังคมดิจิทัล จากผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงศ์ พูตระกูล รองอธิการบดีฝ่ายความปลอดภัย มหาวิทยาลัยรังสิต, ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย และ ร.ต.อ.ดร.เขมชาติ ประกายหงส์มณี ผอ.กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอผลงานวิจัยและผลงานวิชาการสาขาสังคมศาสตร์ อาชญาวิทยา และการบังคับใช้กฎหมาย กฎหมาย และนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีนักวิชาการสนใจเข้าร่วมนำเสนอเป็นจำนวนมาก บริเวณงานมีการ จัดแสดงนิทรรศการและแสดงบูธผลงาน อาทิ บูธชมรมไซเบอร์ บูธ กสทช. บูธสำนักงานกิจการยุติธรรมฐานข้อมูลงานวิจัยในกระบวนการยุติธรรม บูธโครงการวิจัย และบูธหลักสูตรคณะต่างๆ ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นต้น

ศธ.สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา ส่งเสริมผู้เรียนพิการสู่การเปลี่ยนผ่านการศึกษาสายอาชีพ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812427

ศธ.สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา ส่งเสริมผู้เรียนพิการสู่การเปลี่ยนผ่านการศึกษาสายอาชีพ

ศธ.สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา ส่งเสริมผู้เรียนพิการสู่การเปลี่ยนผ่านการศึกษาสายอาชีพ

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 19.55 น.

“ศธ.” สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา ส่งเสริมผู้เรียนพิการสู่การเปลี่ยนผ่านการศึกษาสายอาชีพ พึ่งพาตนเองได้ในสังคม

วันที่ 24 มิถุนายน 2567 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)  เป็นประธานเปิดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพและเสริมสร้างทักษะชีวิตสำหรับผู้เรียนพิการ สู่การเปลี่ยนผ่าน (ปฐมนิเทศนักศึกษาพิการ ประจำปีการศึกษา 2567) และแสดงผลงานด้านการจัดการศึกษาพิเศษอาชีวศึกษา โดยมี นายยศพล เวณุโกศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวรายงายการดำเนินงาน พร้อมกันนี้มี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารระดับสูงสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน นักศึกษา หน่วยงานภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน จำนวน 481 คน เข้าร่วม และ Online ทางเพจ Facebook ประชาสัมพันธ์สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ณ วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี 

พลตำรวจเอก เพิ่มพูน  กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีความมุ่นมั่น ตั้งใจในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาให้กับผู้เรียนทุกคน ยกระดับการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ และการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต ภายใต้แนวทางการทำงาน “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” โดยเชื่อมั่นว่าผู้เรียนทุกคนจะมีความสุข ถ้าได้รับโอกาสทางการศึกษาที่เสมอภาคกัน จึงได้กำหนดนโยบายลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง ให้สามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) เรียนฟรีมีงานทำ ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  มุ่งสู่สังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิตผู้เรียน และประชาชนได้เรียนตามความสนใจและความถนัดของตนเอง โดยเฉพาะผู้พิการที่อยู่ในกลุ่มเปราะบาง จำเป็นต้องได้รับโอกาสในการเข้าถึงทางการศึกษาและการฝึกทักษะวิชาชีพ เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถพึ่งพาตนเอง ใช้ชีวิตในสังคม และเกิดความมั่นคงของชีวิตได้ เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าของสังคม 

ด้านนายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ.  กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ดำเนินการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา นำนโยบายรัฐบาลและนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ สู่การขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาอาชีวศึกษา 8 วาระงานพัฒนาอาชีวะ โดยวาระงานที่ 1 “ส่งเสริมการเรียนรู้อาชีวศึกษาทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime)”  ขยายโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาอาชีวศึกษา (Vocational for All) โดย สอศ. ได้จัดจัดตั้งศูนย์การศึกษาพิเศษอาชีวศึกษาภาค จำนวน 10 ศูนย์ และศูนย์ส่งเสริมการจัดการศึกษาพิเศษอาชีวศึกษาจังหวัด จำนวน 77 จังหวัด 

จากการดำเนินงานดังกล่าว สอศ. ได้จัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพและเสริมสร้างทักษะชีวิตสำหรับผู้เรียนพิการสู่การเปลี่ยนผ่าน และแสดงผลงานด้านการจัดการศึกษาพิเศษอาชีวศึกษา เพื่อส่งเสริมผู้เรียนพิการในมิติต่างๆ โดยภายในงานจัดให้มีนิทรรศการการดำเนินงานศูนย์บริหารงานการศึกษาพิเศษ (ศพอ.) นิทรรศการ 5 เมืองอาชีพ ได้แก่

เมืองผ้าและผลิตภัณฑ์ เมืองศิลปะ เมืองอาหาร เมืองสุขภาพ และเมืองอุตสาหกรรม นิทรรศการนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์เพื่อคนพิการและนิทรรศการสถานศึกษาเฉพาะทาง เช่น วิทยาลัยสารพัดช่าง (วช.) สุรินทร์ เฉพาะทางความพิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย และทางสติปัญญา, วช.เชียงใหม่ เฉพาะทางทางความพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างการ และทางสติปัญญา เป็นต้น ซึ่งมีกลุ่มคนพิการทั้ง 7 ประเภท ได้แก่ พิการทางการเห็น พิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย พิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย พิการจิตใจหรือพฤติกรรม พิการทางสติปัญญา พิการทางการเรียนรู้ และพิการทางออทิสติก ร่วมแสดงผลงานและสาธิตอาชีพด้วย 

“ในปีการศึกษา 2567 มีคนพิการจำนวน 1,853 คน ได้เข้าศึกษาในสถานศึกษาสังกัด สอศ. โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้น 2 % จากปีการศึกษา 2566 เพื่อให้คนพิการและประชาชนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษได้รับการ (Up Skill, Re Skill) มีหลักสูตร 86 หลักสูตร มีคนพิการผ่านการฝึกอบรมแล้วกว่า 2,000 คน สอศ. ให้ความสำคัญกับคนพิการที่เป็นประชาชนกลุ่มเปราะบางในสังคม เพื่อไม่ให้กลุ่มคนเหล่านี้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และยังเป็นกลุ่มเป้าหมายต่อพัฒนาการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งเชื่อมั่นว่าหากกลุ่มคนเหล่านี้ได้รับการขัดเกลาและพัฒนาให้มีศักยภาพเพียงพอแล้ว จะสามารถเป็นกำลังคนของประเทศที่มีประสิทธิภาพ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมในครั้งนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนภาพลักษณ์ของอาชีวศึกษาในการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการสู่สังคม และช่วยสร้างโอกาส ความเสมอภาคสำหรับคนพิการให้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาสายอาชีพมากยิ่งขึ้น”

ทั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากศูนย์บริหารงานการศึกษาพิเศษอาชีวศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษอาชีวศึกษาภาค ศูนย์ส่งเสริมการจัดการศึกษาพิเศษอาชีวศึกษาจังหวัด สถานศึกษาเฉพาะทางความพิการ สถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนคนพิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านคนพิการ 
 

ศาลเยาวชนฯจับมือโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์เปิดโครงการ’การสร้างสันติวัฒนธรรมในโรงเรียนด้วยการไกล่เกลี่ย’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812268

ศาลเยาวชนฯจับมือโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์เปิดโครงการ'การสร้างสันติวัฒนธรรมในโรงเรียนด้วยการไกล่เกลี่ย'

ศาลเยาวชนฯจับมือโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์เปิดโครงการ’การสร้างสันติวัฒนธรรมในโรงเรียนด้วยการไกล่เกลี่ย’

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 12.11 น.

ศาลเยาวชนฯ จับมือโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ กาญจนบุรี เปิดโครงการ “การสร้างสันติวัฒนธรรมในโรงเรียนด้วยการไกล่เกลี่ย” ตามแผนยุทธศาสตร์ศาลยุติธรรม พ.ศ.2565 -2568 พร้อมมอบป้าย “ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทประจำโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์” หวังอนาคตข้อพิพาทในนักเรียนลดลง

เมื่อเวลา 09.00 น.วันนี้ 24 มิ.ย.67 ที่ห้องประชุมกาญจนิกา อาคาร 4 โรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี นางกนกพร ศิลาภากุล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานเปิดโครงการ “การสร้างสันติวัฒนธรรมในโรงเรียนด้วยการไกล่เกลี่ย”ตามแผนยุทธศาสตร์ศาลยุติธรรม พ.ศ.2565-2568 โดยมีนายมนัส มนัสปิยะเลิศ ผู้ประนีประนอมประจำศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวรายงาน ดร.สมพงษ์ เตชรัตนวรกุล ผู้อำนวยการ โรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ กล่าวให้การต้อนรับ มีนางสายพร อินทนินท์ นางกัลยกร จงสกุล ผู้ประนีประนอมฯ นางสาวสิธยา อนุสนธิ์ นักจิตวิทยาชำนาญการพิเศษ คณะผู้พิพากษาสมทบ คณะผู้ประนีประนอมประจำศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี คณะผู้ไกล่เกลี่ยรุ่นเยาว์โรงเรียนวิสุทธรังษี นักเรียนโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาทั้งชายและหญิง กว่า 200 คน เข้าร่วม นอกจากนี้ นางสาวภัทรนันท์ เพิ่มพูล ผู้อำนวยการโรงเรียนห้วยกระเจาพิทยาคม ได้มอบหมายให้คณะครูและนักเรียนโรงเรียนห้วยกระเจาพิทยาคมจำนวนหนึ่งเดินทางมาร่วมศึกษาดูงานในครั้งนี้ด้วย

โดยหลังจากที่นางกนกพร ศิลาภากุล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี เปิดโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ ได้ทำพิธีมอบป้าย “ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทประจำโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์”ให้กับทางโรงเรียน โดยมี ดร.สมพงษ์ เตชรัตนวรกุล ผู้อำนวยการ โรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ เป็นผู้รับมอบ

นางกนกพร ศิลาภากุล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณความปรารถนาดีที่ทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของเด็กและเยาวชนไทย ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ และเล็งเห็นถึงความสำคัญของการให้ความรู้ในด้านการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท แก่เด็กและเยาวชนในสถาบันการศึกษา เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้มีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในการระงับข้อพิพาทความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาหรือในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้อง

การจัดโครงการในวันนี้จึงนับได้ว่าเป็นการรณรงค์และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทหรือวิธีระงับความขัดแย้งให้เป็นที่รู้จักให้แพร่หลายในหมู่ประชาชน อันเป็นการดำเนินงานที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ศาลยุติธรรมและตามนโยบายท่านประธานศาลฎีกา ทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนซึ่งจะเป็นอนาคตของชาติได้มีส่วนร่วมในการระงับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา และเพื่อฝึกและเตรียมความพร้อมให้เยาวชนสามารถจัดการกับความขัดแย้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ รวมทั้งเป็นการสร้างความสมานฉันท์ในสังคม และจะเป็นการประสานความร่วมมืออันดีระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน อีกด้วย

โดย “โครงการสร้างสันติวัฒนธรรมในโรงเรียนด้วยการไกล่เกลี่ย” ตามแผนยุทธศาสตร์ศาลยุติธรรม พ.ศ.2565 -2568  ยุทธศาสตร์ T เชื่อมั่นศรัทธาการอำนวยความยุติธรรม มุ่งส่งเสริมและพัฒนาระบบการระงับข้อพิพาททางเลือกโดยเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนตระหนักถึงคุณประโยชน์ของการระงับข้อพิพาท

สำหรับนโยบายท่านประธานศาลฎีกา นโยบายที่ 1 ที่พึ่งศาลยุติธรรมพร้อมเป็นที่พึ่งของประชาชนในโอกาสแรกที่ได้รับความเดือดร้อนหรือ มีข้อพิพาท โดยส่งเสริมกระบวนการระงับข้อพิพาททางเลือกในทุกขั้นตอน เพื่อให้ความขัดแย้งยุติลงด้วยความสมานฉันท์ไม่ก่อภาระค่าใช้จ่ายแก่คู่ความ เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุตามแผนยุทธศาสตร์และนโยบายดังกล่าว จึงต้องมีการรณรงค์และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทหรือวิธีระงับความขัดแย้งให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่ประชาชน

และด้วยศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรีเล็งเห็นความสำคัญของเด็กและเยาวชนในสถาบันการศึกษาซึ่งเป็นอนาคตของชาติและปัจจุบันปัญหาความขัดแย้งหรือข้อพิพาทเกิดมีขึ้นทั้งในสังคมทั่วไปและในสถาบันการศึกษา ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรีจึงจัดโครงการ“การสร้างสันติวัฒนธรรมในโรงเรียนด้วยการไกล่เกลี่ย” ขึ้นในวันนี้ โดยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรีและสถาบันการศึกษาโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์” นางกนกพร ศิลาภากุล  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี กล่าว

ด้าน ดร.สมพงษ์ เตชรัตนวรกุล ผู้อำนวยการ โรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ กล่าวว่า การฝึกอบรม“โครงการสร้างสันติวัฒนธรรมในโรงเรียนด้วยการไกล่เกลี่ย”และการเปิด “ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทประจำโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์”ซึ่งโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ของเรามีห้องเรียนอยู่ทั้งหมด 117 ห้องเรียน โดยคัดเลือกนักเรียนมาอบรมในครั้งนี้ห้องเรียนละ 2 คน ต้องขอขอบคุณศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี ที่กรุณาเลือกโรงเรียนของเราเป็นแหล่งให้ข้อมูลและเพาะพันธุ์ปัญญาให้เยาวชนในการไกล่เกลี่ยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะถือว่าโรงเรียนของเราจะเป็นจุดเริ่มต้นในการไกล่เกลี่ย อนาคตหากมีการไกล่เกลี่ยได้สำเร็จจะทำให้คดีพิพาทในเด็กและเยาวชนในโรงเรียนต่างๆก็จะน้อยลง

‘ศุภมาส’ย้ำ‘สอวช.’จัดสรรงบหนุนพัฒนาคนคุณภาพ ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812264

‘ศุภมาส’ย้ำ‘สอวช.’จัดสรรงบหนุนพัฒนาคนคุณภาพ ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ

‘ศุภมาส’ย้ำ‘สอวช.’จัดสรรงบหนุนพัฒนาคนคุณภาพ ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 11.30 น.

‘ศุภมาส’ย้ำ‘สอวช.’จัดสรรงบหนุนพัฒนากำลังคนคุณภาพ สอดคล้องนโยบายรัฐ ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (กอวช.) ครั้งที่ 4/2567 ณ ห้องประชุมชั้น 3 อาคาร สวทช. (โยธี) และผ่านระบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.67

รมว.อว. ได้ให้แนวทางการทำงานต่อเนื่องจากการแถลงวิสัยทัศน์ “เตรียมทัพกำลังคน สร้างอุตสาหกรรมอนาคต” IGNITE THAILAND : Future Workforce for Future Industry โดยขอให้มีการจัดทำแผนและจัดสรรงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) ตามนโยบายของรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายของนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนากำลังคนที่มีคุณภาพให้เพียงพอกับความต้องการของประเทศ เช่น ความต้องการ High-Skilled Workforce ตามนโยบาย IGNITE THAILAND รวมถึงในเรื่องการจัดลำดับความสำคัญของการวิจัยและนวัตกรรม จะต้องให้ความสำคัญกับงานวิจัยและนวัตกรรมที่เป็นงานของกระทรวง อว. เป็นหลัก เพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลกระทบไปถึงประชาชนโดยตรง

จากนั้น สอวช. ได้นำเสนอการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารอนาคต (Future Food) ด้วยอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ว่า ปี พ.ศ. 2566 ไทยส่งออกอาหารอนาคตมูลค่ามากกว่า 143,000 ล้านบาท สัดส่วนส่งออกมากสุด คือ อาหารสุขภาพและสารประกอบเชิงฟังก์ชัน เป็นร้อยละ 89 ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด ทั้งนี้กลุ่มอาหารอนาคตมีสัดส่วนส่งออกร้อยละ 11 ของมูลค่าการส่งออกอาหารทั้งหมดของไทย และคาดการณ์ว่าภายปี 2570 การส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารอนาคตจะมีมูลค่าถึง 220,000 ล้านบาท จากข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมอาหารอนาคตเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่จะเป็นกลไกสำคัญเพื่อยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารไทย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และตอบรับเทรนด์การเปลี่ยนแปลงการบริโภคของโลก

ทั้งนี้ สอวช. ได้วางกรอบแนวคิดในการขับเคลื่อนอาหารอนาคตของไทยด้วย อววน. ร่วมกับเครือข่ายหน่วยงานของรัฐ เอกชน และสถาบันอุดมศึกษา ผ่าน 4 แนวทาง ได้แก่ 1. สร้างคอนเซอร์เทียมวิจัยวัตถุดิบต้นน้ำ ผ่านการบริหารจัดสรรทุนวิจัย 2. สร้างแพลตฟอร์มถ่ายทอดเทคโนโลยีและศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ ประเมินเทคโนโลยีตลาด วิจัยกระบวนการผลิต โรงงานต้นแบบ บริการตรวจวิเคราะห์ตลอดจนสนับสนุนการขึ้นทะเบียน อย. ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ 3. ส่งเสริมหน่วยบ่มเพาะสตาร์ทอัพ Foodtech & Biotech ยกระดับเป็น Smart Regulation Zone และ 4. พัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรม โดยวิเคราะห์ความต้องการกำลังคนเพื่ออุตสาหกรรมอนาคต นำมาออกแบบหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะ ทั้งในรูปแบบ Degree และ Non-Degree นำไปสู่การปฏิบัติงานจริงในสถานการประกอบการต่อไป

สอวช. ยังได้นำเสนอการพัฒนากำลังคนเพื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV-HRD ตามนโยบาย อว. FOR EV ว่า สอวช. จะสนับสนุนการพัฒนาทักษะกำลังคน ร่วมกับหน่วยงานทั้งภายใต้ อว. และหน่วยงานภายนอกตามที่ อว. โดย สอวช. กำลังดำเนินการ เช่น STEMPLUS คือการ Upskill คนในอุตสาหกรรมเดิมมาฝึกอบรมระยะสั้น ใช้เครื่องมือ Higher Education Sandbox ผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ การสร้างแรงจูงใจแก่ผู้ประกอบการฯ ด้วยมาตรการทางภาษี และมาตรการที่เกี่ยวข้องกับบีโอไอ หลักสูตร EV ในสถานอาชีวศึกษา 51 แห่ง ทั่วประเทศ เป็นต้น

อีกทั้งยังมีโปรแกรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาหลักสูตรร่วมกับผู้ประกอบการ โดยการให้สิทธิพิเศษหรือส่งเสริมบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์แบบเดิมเพื่อเข้ารับการฝึกอบรมในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า การสนับสนุนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเดิมให้สามารถปรับเปลี่ยนระบบการผลิตให้รองรับอุตสาหกรรม EV และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่น ๆ ซึ่งเป็นความท้าทายและเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ที่จำเป็นต้องรีบดำเนินการผลิตและพัฒนาอย่างเร่งด่วน