‘สาธิตพีไอเอ็ม’ จัดงาน Farewell ขอบคุณความร่วมมือด้านการศึกษาจากประเทศฟินแลนด์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811404

‘สาธิตพีไอเอ็ม’ จัดงาน Farewell ขอบคุณความร่วมมือด้านการศึกษาจากประเทศฟินแลนด์

‘สาธิตพีไอเอ็ม’ จัดงาน Farewell ขอบคุณความร่วมมือด้านการศึกษาจากประเทศฟินแลนด์

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสยาม โชคสว่างวงศ์ ผู้ลงนามแทนผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนสาธิตพีไอเอ็ม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารโรงเรียนฯ เปิดบ้านต้อนรับ นายยูริยาร์วียาโฮ (H.E.Mr.Jyri Järviaho) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟินแลนด์ประจำประเทศไทย และนางเอลินามุลตาเน็น (Mrs.ElinaMultanen) ภริยา เพื่อแสดงความขอบคุณความร่วมมือจากสถานทูตฟินแลนด์ที่สนับสนุนด้านการจัดการศึกษาของโรงเรียนมาตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ท่านทูตดำรงตำแหน่งหน้าที่เอกอัครราชทูตประจำสถานทูตฟินแลนด์ ณ กรุงเทพฯ โดยมีน้องๆ จากโรงเรียนสาธิตพีไอเอ็ม และน้องๆ ที่เคยเข้าร่วมแคมป์ KAJO International Finnjambore 2022 ค่ายเรียนรู้ทักษะการใช้ชีวิตกับเยาวชนจากทั่วโลก ณ ประเทศฟินแลนด์ ได้เข้าพบและขอบคุณท่านทูตที่ดูแลและส่งต่อความร่วมมือด้านการศึกษาของฟินแลนด์สู่โรงเรียนมาอย่างหลากหลาย ทำให้เกิดการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนมาอย่างต่อเนื่อง

โรงเรียนสาธิตพีไอเอ็ม เป็นโรงเรียนมัธยมต้นแบบภายใต้การสนับสนุนของสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ที่มีความมุ่งหวังจะสร้างให้โรงเรียนแห่งนี้เป็นแหล่งการศึกษาวิจัยรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสำหรับเด็กไทย และเป็นโรงเรียนต้นแบบในศตวรรษที่ 21 ปัจจุบันโรงเรียนสาธิตพีไอเอ็มได้ทำความร่วมมือกับประเทศฟินแลนด์ ประเทศที่มีระบบการศึกษาดีที่สุดของโลก มาตั้งแต่ก่อตั้งโรงเรียน นับเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นและได้นำแนวคิดการจัดการศึกษาสไตล์ฟินแลนด์ มาประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรมในรูปแบบ “Active Learning สไตล์ฟินแลนด์ ผสานเทคโนโลยี” สร้าง Happiness Classroomให้สอดคล้องกับการศึกษาของไทยอย่างลงตัว

‘ศุภมาส’ เปิดอาคาร 60 ปี วว. รองรับการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811405

‘ศุภมาส’ เปิดอาคาร 60 ปี วว. รองรับการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนา

‘ศุภมาส’ เปิดอาคาร 60 ปี วว. รองรับการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนา

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดอาคาร 60 ปี สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พร้อมด้วยนายภาสกร บุญญลักษม์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี และ ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว.ร่วมเป็นเกียรติเปิดอาคาร 60 ปี วว. หรืออาคารศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีประยุกต์สู่ SMEs อย่างเป็นทางการ ถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษเพื่อรองรับการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนา การเชื่อมโยงระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับภาคการวิจัย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า อาคาร 60 ปี วว. หรืออาคารศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีประยุกต์สู่ SMEs เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย เป็นเขตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รองรับการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนา และการเชื่อมโยงระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับภาคการวิจัย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ เช่น การผลิตชิ้นส่วนระบบราง การผลิตชิ้นส่วนรถไฟฟ้าหรือยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมและบริการเพื่อสุขภาพ อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต อุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ อุตสาหกรรมชีวภาพ รวมถึงอุตสาหกรรมพลังงานและสิ่งแวดล้อม โดยสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกอบการเข้ามาใช้บริการหรือถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก วว. จะได้รับวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม ทั้งนี้ สิทธิประโยชน์ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการที่ได้รับการส่งเสริม

“อาคารฯดังกล่าวรองรับการดำเนินงานถ่ายทอดเทคโนโลยี และผลงานวิจัยให้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในการนำองค์ความรู้ต่างๆ ไปประยุกต์ใช้ในการผลิตและเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจ และเพื่อใช้เป็นอาคารศูนย์กลางเพื่อรองรับการพัฒนากลไกหรือบริการด้านอื่นๆ ในการสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างครบวงจร เช่น กิจกรรมบ่มเพาะผู้ประกอบการ, กิจกรรมเยี่ยมชมโชว์ศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรม ของ วว. สู่การเสริมแกร่งผู้ประกอบการ สร้างความพร้อมด้านธุรกิจ และผลักดันผู้ประกอบการไทยสู่มาตรฐานสากล” ผู้ว่าการ วว. กล่าว

สอศ.ประกาศผู้ชนะสุดยอดการแข่งขันหุ่นยนต์อาชีวะ ระดับชาติ ประจำปี 2567

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811406

สอศ.ประกาศผู้ชนะสุดยอดการแข่งขันหุ่นยนต์อาชีวะ ระดับชาติ ประจำปี 2567

สอศ.ประกาศผู้ชนะสุดยอดการแข่งขันหุ่นยนต์อาชีวะ ระดับชาติ ประจำปี 2567

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานพิธีปิดงาน “มหกรรมหุ่นยนต์อาชีวศึกษา” การแข่งขัน
หุ่นยนต์อาชีวศึกษา ระดับชาติ ประจำปี 2567 ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีโดยมีนายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา พร้อมด้วยบุคลากร นักเรียนและนักศึกษาเข้าร่วม ณ ห้องไดมอนด์ ฮอลล์ ชั้น 5ศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต จ.ปทุมธานี

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีหุ่นยนต์ได้เป็นตัวชี้วัดของการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ ที่แสดงถึงขีดความรู้ ความสามารถของคนในชาติเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าสู่ระดับสากล จะเห็นว่านักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา ได้นำเอานวัตกรรมและเทคโนโลยีหลากหลายสาขาวิชาชีพ มาพัฒนา ประดิษฐ์และคิดค้นหุ่นยนต์ที่เหมาะสมกับการพัฒนาประเทศ ทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ เป็นการส่งเสริมพึ่งพาตนเอง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และขอแสดงความยินดี ชื่นชมและเป็นกำลังใจให้กับทีมหุ่นยนต์อาชีวศึกษาทุกทีม ที่เข้าร่วมการแข่งขันหุ่นยนต์อาชีวศึกษาในระดับชาติ

ด้าน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า การจัดงาน“มหกรรมหุ่นยนต์อาชีวศึกษา” การแข่งขันหุ่นยนต์อาชีวศึกษา ระดับชาติในครั้งนี้ เป็นการแข่งขันหุ่นยนต์อาชีวศึกษา ระดับชาติ เพื่อชิงถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 มิ.ย. 2567 ณ ศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี โดยมีกิจกรรมการแข่งขันหุ่นยนต์อาชีวศึกษา แบ่งเป็น 4 ประเภท ดังนี้ การแข่งขันหุ่นยนต์ยุวชนอาชีวศึกษา จำนวน 16 ทีม การแข่งขันหุ่นยนต์ ABU อาชีวศึกษา จำนวน 59 ทีม การแข่งขันหุ่นยนต์บริการอัจฉริยะอาชีวศึกษา จำนวน 32 ทีม และการแข่งขันหุ่นยนต์อัตโนมัติในงานอุตสาหกรรมอาชีวศึกษา จำนวน 32 ทีม

ทั้งนี้ มีสถานศึกษาที่ได้รับรางวัลดังนี้ ประเภทการแข่งขันหุ่นยนต์ยุวชนอาชีวศึกษา รางวัลชนะเลิศ ทีมชนัตถ์ FC โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนชนัตถ์ปิยะอุย รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ทีมโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านตาแตรว รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทีม HM3 (เอชเอ็มทรี) โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านห้วยเหมือง (คล้ายคลึงอุปถัมภ์)

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 3ทีม Samer.Bpp.Robot โรงเรียนศูนย์การเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านแผ่นดินเสมอ รางวัลเทคนิคยอดเยี่ยม ทีม HM3 โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านห้วยเหมือง (คล้ายคลึงอุปถัมภ์) รางวัลความคิดสร้างสรรค์ออกแบบหุ่นยนต์ยอดเยี่ยมทีมหลานพระเจ้าตาก โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านหางแมว

ประเภทการแข่งขันหุ่นยนต์ ABU อาชีวศึกษา รางวัลชนะเลิศทีมขุนด่านปราการชล วิทยาลัยเทคนิคนครนายก รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1ทีม LTC.Robot วิทยาลัยเทคนิคลำพูน รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ทีมนายฮ้อยทมิฬ Legend Two วิทยาลัยเทคนิคสว่างแดนดิน รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 ทีมยูคาลิปตัส วิทยาลัยการอาชีพกบินทร์บุรี รางวัลเทคนิคยอดเยี่ยม ทีม LB.Tech Robot วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี รางวัลความคิดสร้างสรรค์ออกแบบหุ่นยนต์ยอดเยี่ยม ทีม KTC.DINOROBOT วิทยาลัยเทคนิคกาฬสินธุ์

ประเภทการแข่งขันหุ่นยนต์บริการอัจฉริยะอาชีวศึกษา รางวัลชนะเลิศ ทีมศรีอินทนิล วิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์ รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ทีมเจ้าลำพระเพลิง วิทยาลัยเทคนิคปักธงชัย รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ทีมพญาเห็ดโคน วิทยาลัยเทคนิคกาญจนบุรี รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 3 ทีมโปงลางโรบอท วิทยาลัยการอาชีพกาฬสินธุ์ รางวัลเทคนิคยอดเยี่ยม ทีมเมืองร้อยเกาะ วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี รางวัลความคิด
สร้างสรรค์ออกแบบหุ่นยนต์ยอดเยี่ยม ทีมข้าวหอมมะลิ 101 วิทยาลัยเทคนิคร้อยเอ็ด

ประเภทการแข่งขันหุ่นยนต์อัตโนมัติในงานอุตสาหกรรมอาชีวศึกษา รางวัลชนะเลิศ ทีมโอ่งมังกร 2024วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทีมพรหมณี วิทยาลัยการอาชีพนครนายก รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ทีมบ้านแพ้ว วิทยาลัยการอาชีพบ้านแพ้ว รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 3 ทีมอินทนนท์โรโมติก วิทยาลัยการอาชีพจอมทอง รางวัลเทคนิคยอดเยี่ยม ทีม KTC.DINOROBOT วิทยาลัยเทคนิคกาฬสินธุ์ รางวัล
ความคิด สร้างสรรค์ออกแบบหุ่นยนต์ยอดเยี่ยม ทีมหลานย่าโม วิทยาลัยเทคนิคนครราชสีมา

24 มิ.ย.รู้ผล!!! สอศ.คัดเลือก‘รองผู้อำนวยการสถานศึกษา’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811401

24 มิ.ย.รู้ผล!!! สอศ.คัดเลือก‘รองผู้อำนวยการสถานศึกษา’

24 มิ.ย.รู้ผล!!! สอศ.คัดเลือก‘รองผู้อำนวยการสถานศึกษา’

วันพุธ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 14.52 น.

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2567 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มอบหมายให้ เรืออากาศโท สมพร ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (รองเลขาธิการ กอศ.) เป็นประธานประชุมคณะกรรมการประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง ในการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ยกเว้นเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนใต้ เฉพาะจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอ ในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอเทพา และอำเภอนาทวี) พร้อมด้วย นายสง่า แต่เชื้อสาย ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายราตรีสวัสดิ์ ธนานันต์ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ ผู้อำนวยการสถานศึกษา และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชพฤกษ์ สำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา

รองเลขาธิการ กอศ.กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดการประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง ในการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ยกเว้นเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนใต้ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยมติ อ.ก.ค.ศ. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในการประชุมครั้งที่ 5/2567 เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 มีจำนวนผู้มีสิทธิเข้ารับการประเมิน ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่ง จำนวน 102 ราย โดยมีผู้มารายงานตัว จำนวน 98 ราย และกำหนดให้มีการประเมิน ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่ง (คะแนนเต็ม 100 คะแนน) ด้วยวิธีการประเมินรายงานการแสดงวิสัยทัศน์ฯ (50 คะแนน) และการสัมภาษณ์ (50 คะแนน) พิจารณาจากองค์ประกอบ บุคลิกภาพ ปฏิภาณและการสื่อสาร ภาวะผู้นำ การตัดสินใจ วิสัยทัศน์ และการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสถานศึกษา

รองเลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อไปว่า ในวันนี้ สอศ.ก็จะมีคนรุ่นใหม่เข้ามาเติมเต็มเพื่อการทํางาน เป็นผู้บริหารพันธุ์ใหม่ที่มีคุณภาพ มีทักษะวิชาการ ทักษะวิชาชีวิต ที่สําคัญที่สุดจะต้องมีทักษะการบริหารตามภารกิจของวิทยาลัย โดยนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดย นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้ให้ความสำคัญ สนับสนุนและส่งเสริมบุคลากร เพื่อเติมเต็มกับโลกในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลง ร่วมสร้างผู้บริหารที่มีคุณภาพเพื่อผลิตกําลังคนอาชีวศึกษาที่มีคุณภาพ สร้างคนไทย เด็กอาชีวะให้มีสมรรถนะ เป็นไปตามเป้าหมายและเจตนารมณ์ของ สอศ.ต่อไป

ทั้งนี้ สอศ.จะประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกฯ ให้ทราบภายในวันที่ 24 มิถุนายน 2567 ทางเว็บไซต์ กลุ่มงานจัดการงานบุคคล 2 สำนักอำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา http://ipa.vec.go.th หรือทางเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา http://www.vec.go.th สำหรับการขึ้นบัญชี และอายุการขึ้นบัญชี บัญชีผู้ได้รับการคัดเลือกให้ใช้ได้ไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันที่ประกาศขึ้นบัญชีผู้ได้รับการคัดเลือก เว้นแต่มีการประกาศขึ้นบัญชีผู้ได้รับการคัดเลือกครั้งใหม่ บัญชีผู้ได้รับการคัดเลือกครั้งก่อนเป็นอันยกเลิก

– 006

นักเรียนการ์ดอย่าตก!!! โฆษก ศธ.เตือน‘โควิด’วกกลับมาได้ทุกเมื่อ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811397

นักเรียนการ์ดอย่าตก!!! โฆษก ศธ.เตือน‘โควิด’วกกลับมาได้ทุกเมื่อ

นักเรียนการ์ดอย่าตก!!! โฆษก ศธ.เตือน‘โควิด’วกกลับมาได้ทุกเมื่อ

วันพุธ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 14.46 น.

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2567 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีข้อห่วงใยถึงสถานศึกษาในสังกัดทุกพื้นที่ รับมือสถานการณ์โควิดที่กลับมาในช่วงเปิดเทอมนี้ เน้นย้ำครูและผู้ปกครองดูแลผู้เรียนอย่างเคร่งครัด ปลูกฝังสุขอนามัยเด็กให้ติดเป็นนิสัย ล้างมือบ่อยๆ รักษาระยะห่าง การ์ดอย่าตก ร่วมเฝ้าระวังปกป้องผู้เรียนให้ปลอดภัย

โฆษก ศธ.กล่าวว่า จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยให้เห็นถึงแนวโน้มผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยตั้งแต่ต้นปี จนถึงในสัปดาห์นี้ พบผู้ป่วยโควิดที่รักษาตัวในโรงพยาบาลกว่า 2 หมื่นราย ถึงตอนนี้จะมีวัคซีนป้องกันแล้วก็ตาม แต่สถานการณ์โรคระบาดยังไม่จบ แม้ว่าปัจจุบันอาการอาจไม่รุนแรง คล้ายเป็นหวัด มีไข้ เจ็บคอ มีน้ำมูก แต่หากไม่ระวังอาจแพร่เชื้อไปสู่ผู้เรียนด้วยกันหรือกระจายสู่กลุ่มเสี่ยงได้ง่าย คนที่ภูมิต้านทานต่ำอาจมีอาการปอดอักเสบจนต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้น การ์ดอย่าตก เพราะเรายังต้องใช้ชีวิตร่วมกับโรคระบาดนี้อยู่

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า กระทรวงศึกษาธิการ เน้นย้ำมาโดยตลอดถึงมาตรการดูแลสุขอนามัยที่ดีในสถานศึกษา จึงคาดหวังให้ครูและผู้ปกครอง กวดขันวินัยการรักษาความสะอาดกับผู้เรียน ยิ่งในช่วงเปิดเทอมนี้เป็นฤดูฝนผู้เรียนมีแนวโน้มภูมิต้านทานอ่อนแอมากขึ้น และที่ห่วงใยเป็นพิเศษคือกลุ่มเด็กเล็กที่เล่นกันอย่างใกล้ชิดสนิทสนม หากมีการทำกิจกรรมรวมกันเป็นหมู่มากบริเวณที่ไม่ใช่พื้นที่โล่งแจ้ง อาจจะส่งผลให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ง่าย จึงควรป้องกันทั้งในสถานศึกษา ชุมชน ครอบครัว สถานที่แออัด การเดินทางร่วมกับผู้อื่นโดยรถสาธารณะ หลีกเลี่ยงการสัมผัส เว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัย ใส่ใจการล้างมือ ตรวจ ATK เมื่อมีอาการ และกักตัวแยกจากเพื่อนจนกว่าจะหายเป็นปกติ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบบกลุ่ม

โฆษก ศธ.กล่าวด้วยว่า ฝากสถานศึกษากำชับมาตรการเฝ้าระวัง ตรวจคัดกรองเด็กเล็กทุกเช้า หากพบผู้เรียนที่มีอาการให้รีบแจ้งผู้ปกครองพาไปพบแพทย์ หรือหากพบการป่วยเป็นกลุ่มใหญ่ให้ประสานเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ทันที ด้วยเด็กเล็กอยู่ในช่วงวัยเรียน วัยเล่น ความสนุกอาจประมาทในการป้องกันเชื้อโรค ทำให้ไม่ได้ระมัดระวังในจุดนี้เท่าที่ควร ผู้ใหญ่อย่างครูหรือผู้ปกครองที่ใกล้ชิดเด็ก ควรทำความเข้าใจอย่างมีเหตุผล ชี้แนะให้เด็กเข้าใจถึงผลที่ตามมา เพราะการเจ็บป่วยจนต้องหยุดเรียน อาจจะส่งผลกระทบต่อการเรียน ทำให้รู้สึกว่าเรียนไม่ทันเพื่อน จนไม่อยากมาโรงเรียน

“นโยบาย “เรียนดี มีความสุข” เป็นสิ่งที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก หากผู้เรียนของเรามีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่ดี แน่นอนว่า จะส่งผลให้เด็กมีความสุขในการมาโรงเรียนทุกวัน ได้เจอเพื่อน เจอครูผู้สอน เจอสภาพแวดล้อมที่ดี จิตใจของเด็กก็มีความสุขตามไปด้วย” โฆษก ศธ.กล่าว

สพฐ.ขับเคลื่อนงานโครงการร้อยพลังการศึกษา กับ มูลนิธิยุวพัฒน์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811334

สพฐ.ขับเคลื่อนงานโครงการร้อยพลังการศึกษา กับ มูลนิธิยุวพัฒน์

สพฐ.ขับเคลื่อนงานโครงการร้อยพลังการศึกษา กับ มูลนิธิยุวพัฒน์

วันพุธ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 10.35 น.

สพฐ.ขับเคลื่อนงานโครงการร้อยพลังการศึกษา กับ มูลนิธิยุวพัฒน์ มุ่งเน้น9 โครงการสำคัญ พัฒนาคุณภาพการศึกษา พัฒนาทักษะชีวิตและคุณธรรม 

วันที่ 18 มิถุนายน 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) มอบหมายให้ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนงานโครงการร้อยพลังการศึกษา กับ มูลนิธิยุวพัฒน์ นำโดยนายวิเชียร พงศธร ประธานกรรมการมูลนิธิยุวพัฒน์ เพื่อร่วมกันวางแผนและเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการร้อยพลังการศึกษา โดยมีผู้อำนวยการสำนักและบุคลากรที่เกี่ยวข้องของทั้งสองหน่วยงาน เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 2 อาคาร สพฐ. 5 ชั้น 9 กระทรวงศึกษาธิการ

รองเลาธิการ  กพฐ. กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้ สืบเนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) โครงการร้อยพลังการศึกษา กับ มูลนิธิยุวพัฒน์ เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2567 เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการร้อยพลังการศึกษา เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนในประเทศไทยได้รับการสนับสนุนรอบด้าน โดยในที่ประชุม ได้พิจารณาการทำงาน 9 โครงการสำคัญ ภายใต้ความร่วมมือโครงการร้อยพลังการศึกษา ได้แก่ โครงการทุนการศึกษาและการประคับประคอง มูลนิธิยุวพัฒน์ โครงการโรงเรียนคุณธรรม มูลนิธิยุวพัฒน์ โครงการ FOOD FOR GOOD โครงการพัฒนาศักยภาพเด็กปฐมวัย (ICAP) โครงการครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง โครงการสื่อดิจิทัลวิชาคณิตและวิทยาศาสตร์ โครงการสื่อดิจิทัลวิชาภาษาอังกฤษ โครงการแนะแนวรุ่นใหม่ และโครงการดูแลนักเรียนผ่านการบูรณาการด้านจิตวิทยาสังคม โดยมุ่งเน้นให้เกิดการมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การพัฒนาทักษะชีวิตและคุณธรรม และการดูแลโภชนาการที่ดี ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนในประเทศไทย

ทั้งนี้ ผู้บริหารและคณะทำงานได้ร่วมกันขับเคลื่อนงานหลอมรวมการดำเนินงานเป็น 1 โครงการใหญ่ หลอมรวมตัวชี้วัด วางแผนการดำเนินงานตลอดปีการศึกษา เพื่อเป็นการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา พิจารณานำต้นแบบสถานศึกษาที่ดำเนินการประสบความสำเร็จมาถ่ายทอดให้เกิดการต่อยอดการทำงานและสร้างแรงบันดาลใจ โดยเตรียมสื่อสารประชาสัมพันธ์ไปยังโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายในระยะแรกกว่า 500 โรงเรียน  นับได้ว่าเป็นนวัตกรรมด้านการศึกษาที่ริเริ่มและร่วมดำเนินการโดยหลายภาคส่วน ทั้งภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาครัฐ ขยายผลสู่โรงเรียนต่างๆ ในสังกัด สพฐ. ให้สามารถเข้าถึงเด็กและเยาวชนจำนวนมากขึ้น ครอบคลุมนักเรียนในโรงเรียนระดับประถมศึกษา ขยายโอกาสทางการศึกษา มัธยมศึกษา และการศึกษาพิเศษ ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายในทุกภูมิภาค ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. รวมถึงนโยบายและจุดเน้นของ สพฐ. ในการส่งเสริมให้นักเรียนมีเป้าหมายชีวิต สุขภาวะที่ดี และได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้าน

สกู๊ปพิเศษ : เปิดใจ ‘คณกร สว่างเจริญ’ อธิการบดี มบส.คนใหม่ มุ่งมั่นสร้างปรากฏการณ์ นำพาบ้านสมเด็จฯ โกอินเตอร์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811191

สกู๊ปพิเศษ : เปิดใจ ‘คณกร สว่างเจริญ’ อธิการบดี มบส.คนใหม่  มุ่งมั่นสร้างปรากฏการณ์ นำพาบ้านสมเด็จฯ โกอินเตอร์

สกู๊ปพิเศษ : เปิดใจ ‘คณกร สว่างเจริญ’ อธิการบดี มบส.คนใหม่ มุ่งมั่นสร้างปรากฏการณ์ นำพาบ้านสมเด็จฯ โกอินเตอร์

วันพุธ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“ผมพร้อมสร้างปรากฏการณ์และความมั่นคง ให้กับพี่น้องชาวบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ทุ่มเทให้กับการทำงานเต็มร้อย โดยนำค่านิยมองค์กร (BSRU PHENOMENA) มาขับเคลื่อน เพื่อก้าวสู่องค์กรแห่งความรุ่งเรืองที่เน้นศักยภาพรอบด้านยึดคุณธรรม จริยธรรม พร้อมเปิดกว้างมุมมองที่แตกต่างและเสริมสร้างทัศนคติที่มีค่า ร่วมพัฒนาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ตลอดจนต้องยึดวิสัยทัศน์การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการเรียนรู้ที่ทันสมัย สร้างคุณค่า นำภูมิปัญญาไทยสู่สังคมที่ยั่งยืน และก้าวสู่การเป็น World Class University ในอนาคต”

ประโยคที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของ ผศ.ดร.คณกร สว่างเจริญ ที่ประกาศชัดเจนถึงวิสัยทัศน์การเดินหน้าทำงาน หลังนั่งเก้าอี้ตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (มบส.) คนใหม่อย่างเต็มตัว และในวันนี้ทีมข่าวการศึกษา หนังสือพิมพ์แนวหน้า ได้มีโอกาสมานั่งคุยกับอธิการบดี มบส.ถึงแนวทางการบริหารงาน มาเริ่มกันที่….

“เส้นทางการทำงานในรั้วราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา”

ผศ.ดร.คณกร สว่างเจริญ เปิดเผยว่า ทำงานบ้านสมเด็จฯ ตั้งแต่ปี 2546 โดยมีประสบการณ์ด้านการบริหาร เริ่มจากรองผู้อำนวยการศูนย์คอมพิวเตอร์ ดูแลเกี่ยวกับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยทั้งหมด ต่อมาได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาวิทยาเขตสระยายโสม จ.สุพรรณบุรี คือ ศูนย์การศึกษาอู่ทองทวารวดีในปัจจุบัน ทำงานที่นี้ 10 ปี จากนั้นก็มาเป็นรองคณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ก่อนไปรับตำแหน่งคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย 2 วาระติดต่อกัน และตำแหน่งอธิการบดี มบส. ในปัจจุบัน

ส่วนหลักการทำงาน และผลงานการบริหารที่โดดเด่นนั้น อธิการบดี มบส. กล่าวว่า ในระยะแรกที่เป็นผู้บริหาร มีผู้ใต้บังคับบัญชาส่วนใหญ่เป็นรุ่นพี่ เราก็ไม่คิดว่าตัวเองเป็นผู้บริหาร คิดอยู่เสมอว่าตัวเองเป็นน้อง เป็นเพื่อนร่วมงาน ให้ความเคารพรุ่นพี่เสมอ ส่วนการทำงานจะใช้วิธีขอความร่วมมือ ช่วยกันดูแลเสมือนเป็นญาติพี่น้องทำให้ได้รับความเมตตา และความร่วมมือเป็นอย่างดี ความภาคภูมิใจมากในการทำงาน คือตอนที่เข้ามาทำงานใหม่ ก็ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริหารให้ดูแลนักศึกษาต่างชาติ ทำให้มีโอกาสได้เรียนรู้บริบทจากต่างแดน โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งได้รับประสบการณ์ด้านนี้มาไม่น้อยกว่า 20 ปี เมื่อได้ดำรงตำแหน่งคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จึงได้โอกาสเปิดรับนักศึกษาระดับป.โทและป.เอก เข้ามาเรียน โดยเฉพาะนักศึกษาต่างชาติจากจีน ส่งผลให้มหาวิทยาลัยมีรายได้เพิ่มขึ้นหลายร้อยล้านบาท และได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณจากมหาวิทยาลัย 2 ปีติดต่อกัน รวมถึงรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นมหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.) อีกด้วย

สำหรับกลยุทธ์การเปิดตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะการดึงเงินหยวนเข้ามหาวิทยาลัย ผศ.ดร.คณกรสว่างเจริญ อธิการบดี มบส. กล่าวว่า จากประสบการณ์ด้านการดูแลนักศึกษาต่างชาติในระยะเวลากว่า 20 ปี มานั้น ทำให้ได้เรียนรู้ถึงความต้องการของนักศึกษาต่างชาติอย่างแท้จริง รวมถึงบ้านสมเด็จฯ ของเราที่มีเครือข่ายในประเทศจีนที่เข้มแข็งมายาวนาน จึงเป็นโอกาสที่ดีเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับจีนให้มากยิ่งขึ้นไปอีกทำให้เกิดการยอมรับและความเชื่อมั่น จึงมีนักศึกษาไทยและต่างชาติเข้ามาเรียน มากกว่า 2,000 คน และมีมหาวิทยาลัยทั่วประเทศมาดูงานการจัดการศึกษาของบัณฑิตวิทยาลัยจำนวนมาก ซึ่ง มบส.เป็นมหาวิทยาลัยไทยที่มีนักศึกษาจีนมาเรียนมากติดเป็นอันดับต้นๆ เป็นเรื่องที่เราภูมิใจกันมากเช่นกัน ส่วนกลยุทธ์สำคัญการเปิดตลาดวิชาการต้องอาศัยความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ ด้วยความสัมพันธ์กับจีนที่ยาวนานมา 20 กว่าปี จึงทำให้เครือข่ายในประเทศจีน มีความเชื่อมั่นในศักยภาพด้านวิชาการของเรา แต่ผมไม่ได้มองแค่จีน เราจะต้องมองหาความร่วมมือและเครือข่ายประเทศอื่นด้วย เช่น อินเดีย หรือประเทศในแถบยุโรป เราต้องรุกไปข้างหน้าจะมานั่งอยู่กับที่คงไม่ได้ เพราะว่าการแข่งขันของแต่ละมหาวิทยาลัยมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ

ขณะเดียวกันปัจจุบันเด็กไม่สนใจปริญญา และสถานประกอบการต้องการคนมีทักษะทำงานได้เลย อธิการบดี มบส. ให้ความเห็นว่า สถานประกอบการนั้นต้องการคนเก่งมาทำงานได้เลย และไม่จำเป็นต้องจบปริญญาแค่ขอให้มีทักษะ ขณะที่เด็กก็ไม่สนใจปริญญา อยากมีทักษะและความรู้ระยะสั้น ไม่อยากมานั่งเรียนยาวๆ ดังนั้น มหาวิทยาลัยต้องตอบโจทย์ให้ได้ ว่าเราจะเดินไปข้างหน้าให้ได้อย่างไร เราต้องทำหลักสูตรระยะสั้นที่นักศึกษาสนใจ การสร้างเครดิตแบงก์ทางวิชาการ เด็กมาเรียนหลักสูตรระยะสั้นกับเราสามารถเก็บไว้เป็นเครดิตแบงก์ได้ ไม่มีวันหมดอายุ และสามารถนำความรู้มาเทียบโอนเพื่อจบปริญญา ในอนาคตเราต้องเปลี่ยนแปลงถ้าไม่ปรับตัวเราจะอยู่ไม่ได้ มีการยุบรวมสาขาวิชาเป็นศาสตร์บูรณาการ ดังนั้น การเรียนการสอนต้องทันสมัยและมีหลายรูปแบบ ให้มีความคล่องตัวไม่เช่นนั้นเราเดินต่อไม่ได้ ที่สำคัญทุกอย่างต้องเริ่ม และลงมือทำเลยเดิมปลาใหญ่กินปลาเล็ก เดี๋ยวนี้ปลาเร็วกินปลาช้า ต้องรีบทำ ต้องทำงานเชิงรุกทุกหน่วยงานและทุกจุด

โดยจุดแข็งของ มบส. ในการดึงนักศึกษาไทยและต่างชาติมาเรียน ผศ.ดร.คณกร สว่างเจริญ กล่าวว่า จากการเรียนรู้และได้พูดคุยกับนักศึกษาต่างชาติว่าทำไมถึงเลือกมาเรียนที่ มบส. ได้คำตอบว่า มบส.ดูแลนักศึกษาดี เหมือนเป็นลูกคนที่ 2 ของเรา มีอาจารย์ที่ปรึกษาคอยดูแลตลอดเวลาทำให้นักศึกษาประทับใจขณะที่ผู้ปกครองของเด็กก็ประทับใจ เพราะเราดูแลนักศึกษาต่างชาติเหมือนนักศึกษาไทยทุกอย่าง ส่วนจุดเด่นของ มบส. มีความเก่าแก่ มีชื่อเสียง และเปิดมา 100 กว่าปี มีศิษย์เก่ากระจายอยู่ทั่วประเทศ นอกจากนี้การผลิตครูของเรามีชื่อเสียงมายาวนาน ทั้งด้านดนตรีก็เด่น เป็นสถาบันการศึกษาที่มีการผลิตบัณฑิตทางด้านดนตรี ครูทางด้านดนตรีที่ไปสอนในสถาบันการศึกษาเกือบทั่วประเทศส่วนใหญ่จบการศึกษาสาขาดนตรีจากบ้านสมเด็จฯ ผมจะนำจุดแข็งที่มีอยู่มาทำให้เกิดมูลค่ามากยิ่งขึ้น โดยการสร้างแบรนด์ขององค์กรให้คนรู้จักกันมากขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องเน้นคุณภาพด้วย ผมจะเปิดบ้านสมเด็จฯให้ประชาชนทั่วไปได้เข้ามาใช้บริการ เป็นคอมเพล็กซ์ จัดกิจกรรมที่โดดเด่น และให้แต่ละคณะไปดูว่าตัวเองมีจุดเด่นระดับประเทศอย่างไร อย่างน้อยคณะละ1 เรื่อง จากนั้นเริ่มสร้างภาพลักษณ์ และต้องผลักดันกันอย่างจริงจัง ที่สำคัญต้องจัดรูปแบบหน่วยงานที่สนับสนุนให้บุคลากรสามารถทำงานได้อย่างเต็มร้อย ให้ความสำคัญด้านการให้บริการและดูแลนักศึกษาเสมือนเป็นลูกหลานของเรา

“ผมตั้งเป้าไว้ชัดเจนว่าจะต้องทำในสิ่งที่เราตั้งใจตามที่ได้มุ่งมั่นไว้แล้วเสร็จในช่วงวาระการดำรงตำแหน่งอธิการบดี ในช่วง 4 ปีจากนี้ ผมเป็นคนคิดแล้วก็จะเร่งดำเนินการควบคู่กันไป โดยนำประสบการณ์ที่ยาวนานด้านการบริหารที่ผ่านมาร่วมกับพลังของเครือข่ายและพลังของเราชาวบ้าน
สมเด็จฯ จึงมีความเชื่อมั่นจะสำเร็จแน่นอน ตั้งแต่การเพิ่มศักยภาพรอบด้านโดยเฉพาะทางด้านวิชาการ ที่ส่งผลต่อการเพิ่มจำนวนนักศึกษาไทยและต่างชาติ ทั้งในระดับปริญญาตรี โท และเอก รวมถึงหลักสูตรระยะสั้น โดยเฉพาะหลักสูตรสำหรับผู้สูงวัย เน้นหลักสูตรทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ เพื่อรองรับผู้สูงวัยที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวัน เพื่อจะได้ดูแลตัวเองได้ส่วนรูปแบบการศึกษาก็จะประยุกต์ให้ทันสมัยทันต่อยุค และทันต่อเหตุการณ์” ผศ.ดร.คณกรสว่างเจริญ อธิการบดี มบส. กล่าวและว่า เด็กรุ่นใหม่มีความอดทนน้อยและเปราะบาง

ดังนั้น ในฐานะที่ผมเป็นคุณพ่อลูกสาม ต้องยอมรับเลยว่าเด็กสมัยนี้มีความคิดเป็นของตัวเอง เราก็ให้การสนับสนุนเต็มที่ แต่ก็ไม่ปล่อย ผมสอนลูกให้ตั้งใจและดูตนเองเป็นต้นแบบ ผมดีใจที่ลูกเป็นเด็กดีและผมสนับสนุนให้ลูกๆ ได้มีงานอดิเรก เพื่อให้มีเวลาผ่อนคลายบ้าง ส่วนผมถ้าว่างชอบร้องเพลงของยุค 90 เช่น ศิรศักดิ์ อิทธิพลพาณิชย์ พลพล พลกองเส็งวงกะลา นอกจากนี้ ผมชอบไหว้พระ และสวดมนต์ เพราะทำให้จิตใจสงบและมีสมาธิ สำหรับเด็กรุ่นใหม่เราต้องให้เค้าได้แสดงออก ให้อิสระ แต่ไม่ปล่อย ซึ่งตรงนี้สำคัญพ่อแม่ต้องเข้าใจลูก แม้แต่ลูกศิษย์ก็เหมือนกัน เราต้องคุยกับเขาด้วยเหตุและผลต้องเอาใจใส่ ต้องอธิบายให้เค้าเข้าใจและเค้าก็จะทำตามเอง

จากนี้ไป เรามาช่วยให้กำลังใจอธิการบดี มบส.คนใหม่ ที่จะนำพามหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาไปสู่เป้าหมายได้ตามที่คาดหวังไว้ สุดท้ายนี้อธิการบดี มบส. ได้ฝากคติประจำใจในการทำงาน “คุณธรรมนำความสำเร็จ เพื่อบ้านสมเด็จเจ้าพระยา”

กองทุนปปช.ร่วมกับ ม.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา จัดโครงการ’ต้องไม่โกง ต้านทุจริต รับผิดชอบต่อสังคม เยาวชนรุ่นใหม่พร้อมใจสร้างสรรค์’ ผลิตสื่อหนังสั้น 3 ภาษา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811294

กองทุนปปช.ร่วมกับ ม.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา จัดโครงการ'ต้องไม่โกง ต้านทุจริต รับผิดชอบต่อสังคม เยาวชนรุ่นใหม่พร้อมใจสร้างสรรค์' ผลิตสื่อหนังสั้น 3 ภาษา

กองทุนปปช.ร่วมกับ ม.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา จัดโครงการ’ต้องไม่โกง ต้านทุจริต รับผิดชอบต่อสังคม เยาวชนรุ่นใหม่พร้อมใจสร้างสรรค์’ ผลิตสื่อหนังสั้น 3 ภาษา

วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 19.28 น.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. คณกร สว่างเจริญ  อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เผยว่า การสร้างสรรค์หนังสั้น 3 ภาษา คือ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน การผลิตหนังสั้น จะมีทั้งแบบพากษ์ไทย และมีการใส่คำอธิบายเป็นภาษาอังกฤษและจีน เพื่อสนับสนุนการรณรงค์ให้กว้างขวาง ทั้งสู่การรับรู้ของประชาชนคนไทย และชาวต่างชาติให้รับทราบการขับเคลื่อนส่งเสริมสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งค่านิยมและวัฒนธรรมซื่อสัตย์สุจริต ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เยาวชน และประชาชน ให้มีจิตสำนึกซื่อสัตย์สุจริต ต่อต้านการทุจริตในสังคม และมีการเผยแพร่หนังสั้นของโครงการผ่านช่องทางสื่อสมัยใหม่

ทั้งนี้ ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาเข้าร่วมกับกองทุนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป็นปีที่ 2 เพื่อส่งเสริมทักษะในกลุ่มเยาวชนและประชาชน ในการผลิตหนังสั้นเพื่อการสร้างค่านิยมและวัฒนธรรมไม่ทําและไม่ทนต่อการทุจริตประพฤติมิชอบ และรณรงค์ให้เกิดจิตสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม สนับสนุนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เยาวชน และประชาชน ให้มีจิตสํานึกซื่อสัตย์สุจริต ต่อต้านการทุจริตประพฤติมิชอบในสังคม และรณรงค์ให้เกิดจิตสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. คณกร กล่าวว่า สำหรับผู้ดำเนินโครงการฯ มีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พิบูลย์ วิฑูรย์ปัญญากุล เป็นหัวหน้าโครงการ พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร. พนอเนื่อง สุทัศน์ ณ อยุธยา ,ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สิงห์ สิงห์ขจร และอาจารย์มนชนก จุลสิกขี เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ มีเป้าหมาย ส่งเสริมให้เยาวชนรุ่นใหม่ ในระดับมัธยมศึกษา และ อุดมศึกษา ได้เป็นพลังสำคัญในการรณรงค์ต่อการทุจริต โดยการดึงและเสริมศักยภาพของเยาวชนในการสร้างสื่อสมัยใหม่ คือ หนังสั้น เพื่อการสร้างค่านิยมและวัฒนธรรมไม่ทําและไม่ทนต่อการทุจริตและประพฤติมิชอบ นำมาสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เยาวชน และประชาชน ให้มีจิตสํานึกซื่อสัตย์สุจริต ต่อต้านการทุจริตในสังคม ไม่ยอมรับพฤติกรรมการโกง มีความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศในการต้านทุจริต และส่งเสริมจิตสำนึก พฤติกรรมรับผิดชอบต่อสังคม  และขยายผลไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เยาวชน และประชาชน ให้มีจิตสํานึกซื่อสัตย์สุจริต ต่อต้านการทุจริตในสังคม ไม่ยอมรับพฤติกรรมการโกง มีความรับผิดชอบต่อสังคม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. คณกร กล่าวต่อว่า มีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการจำนวน 5 มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ,มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต ,มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี ,มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ  และมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เพื่อการผลิตหนังสั้น ในการสร้างค่านิยม และวัฒนธรรมไม่ทํา และไม่ทนต่อการทุจริตประพฤติมิชอบ และรณรงค์ให้เกิดจิตสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม เมื่อวันที่ 27-28 เมษายน และ 18 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยได้ผลงานหนังสั้น 3 ภาษา จำนวน 10 เรื่อง เผยแพร่ทาง Tiktok มีการขยายผลไปยังโรงเรียนสตรีวัดระฆัง กับนักเรียนในระดับมัธยมตอนปลาย เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2567 และโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2567 เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เยาวชน และประชาชน ให้มีจิตสํานึกซื่อสัตย์สุจริต ต่อต้านการทุจริตประพฤติมิชอบในสังคม และรณรงค์ให้เกิดจิตสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคมผ่านหนังสั้น 3 ภาษา

สอวช.เผยผลสำเร็จพัฒนากำลังคน หนุนแนวทาง IGNITE THAILAND

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811174

สอวช.เผยผลสำเร็จพัฒนากำลังคน หนุนแนวทาง IGNITE THAILAND

สอวช.เผยผลสำเร็จพัฒนากำลังคน หนุนแนวทาง IGNITE THAILAND

วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 14.17 น.

‘อว.’โดย‘สอวช.’เผยผลสำเร็จ-เป้าหมายการพัฒนากำลังคน ตั้งแต่มหาวิทยาลัยจนถึงวัยทำงาน สนับสนุนแนวทาง IGNITE THAILAND สร้างอุตสาหกรรมอนาคต

ในการแถลงวิสัยทัศน์ “เตรียมทัพกำลังคน สร้างอุตสาหกรรมอนาคต” IGNITE THAILAND : Future Workforce for Future Industry เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2567 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบหมายจากนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้เป็นประธานในการแถลง ร่วมด้วยนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) หน่วยงานภายใต้กระทรวง อว. ได้ดำเนินโครงการสนับสนุนการพัฒนากำลังคนในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่กระทรวง อว. กำลังขับเคลื่อน ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง (Semiconductor & Advanced Electronics) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยเป็นโครงการที่เดินหน้าพัฒนากำลังคน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อาทิ โครงการ STEMPlus แพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงตอบการลงทุนของภาคผลิตและบริการ ที่มีหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้น สำหรับกำลังคนที่อยู่ในอุตสาหกรรม โดยมีแรงจูงใจให้บริษัทเอกชนที่ส่งบุคลากรมาฝึกอบรม สามารถนำค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมไปลดหย่อนภาษีได้ 250% ปัจจุบันมีหลักสูตรด้านอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง 150 หลักสูตร ด้าน EV 124 หลักสูตร ด้าน AI 313 หลักสูตร ตั้งเป้าผลิตกำลังด้านเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง 12,500 คนต่อปี ด้าน EV 24,000 คนต่อปี ด้าน AI 8,000 คนต่อปี

โครงการ Coop+ หรือ สหกิจศึกษารูปแบบพิเศษ ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาที่เรียนในสาขาที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์มาพัฒนาทักษะเพิ่มเติมและฝึกงานกับภาคอุตสาหกรรม หลังจบการศึกษาแล้วยังสามารถทำงานกับบริษัทได้ทันที โดยตั้งเป้าผลิตกำลังคนผ่าน Coop+ 1,500 คนต่อปี เริ่มนำร่องไปแล้วกับ 8 บริษัทชั้นนำ ได้แก่ บริษัท อนาล็อก ดีไวเซส (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท ฮานาไมโครอิเล็คโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ฮานา เซมิคอนดักเตอร์ (อยุธยา) จำกัด บริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) บริษัท นิชชินโบ ไมโคร ดีไวซส์ (ประเทศไทย) จํากัด และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ขณะที่ด้าน EV และ AI ก็จะใช้รูปแบบเดียวกัน ตั้งเป้าผลิตกำลังคนด้าน EV 500 คนต่อปี และด้าน AI 500 คนต่อปี

โครงการจัดทำหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ด้านเซมิคอนดักเตอร์ ทั้งระดับปริญญาตรีและโท โดย 15 มหาวิทยาลัย ตั้งเป้าผลิตกำลังคนให้ได้ 1,300 คนต่อปี ขณะเดียวกัน สอวช. ร่วมกับ สป.อว. และ บพค. จัดทำโครงการส่งเสริมและพัฒนาทักษะตามโจทย์ความต้องการจ้างงานของประเทศ GenNX Model ซึ่งเป็นรูปแบบการพัฒนาทักษะการทำงานผ่านการฝึกอบรมระยะสั้นแบบเข้มข้น (Bootcamp) โดยปรับรูปแบบการฝึกอบรมให้สอดคล้องกับความต้องการและบริบทของประเทศไทย โดยได้มีการจัดการอบรมหลักสูตรนักพัฒนาซอฟต์แวร์แล้ว จำนวน 7 รุ่น และหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุมืออาชีพ จำนวน 2 รุ่น นอกจากนี้ ยังมีการขยายผลโครงการไปยังมหาวิทยาลัย และภาคเอกชนในการพัฒนาหลักสูตรร่วมกัน

‘ดิสรัปชั่น’ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยน ‘ปรับตัว-กำกับดูแล’ควรอยู่จุดไหน?

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811009

‘ดิสรัปชั่น’ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยน ‘ปรับตัว-กำกับดูแล’ควรอยู่จุดไหน?

‘ดิสรัปชั่น’ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยน ‘ปรับตัว-กำกับดูแล’ควรอยู่จุดไหน?

วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“อาจจะเพราะคอนเทนต์ Original ของ…ไม่ต้องผ่านการจัดเรต เลยมีอะไรให้ดูเนื้อหาแบบ…และ…หรือเปล่า?”

คำถามจากเพจเฟซบุ๊กเพจหนึ่ง ในช่วงที่โลกออนไลน์ของเมืองไทยกำลังร้อนระอุ หรือเมื่อช่วงต้นเดือน พ.ค.2567 กรณี “สตรีมมิ่ง”หรือผู้ให้บริการเนื้อหาภาพและเสียงผ่านอินเตอร์เนต นำเสนอ 2 เนื้อหาที่ก่อให้เกิด “ดรามา” ข้อถกเถียง-วิวาทะอย่างกว้างขวางในสังคมไทย หรือระยะหลังๆ จะเริ่มเห็นสื่อดั้งเดิมอย่างสถานีโทรทัศน์ ทำแอปพลิเคชั่นดูละครที่ผลิตลงช่องของตนเอง และมีเสียงร่ำลือจากผู้ชมว่า คำบางคำที่ต้อง “ดูดเสียง” เซ็นเซอร์ในการออกอากาศทางช่องโทรทัศน์ เมื่อไปเผยแพร่ทางออนไลน์ก็ไม่มีการเซ็นเซอร์ จึงได้อรรถรสในการรับชมมากกว่า

แต่แม้ด้านหนึ่งจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า“มาตรฐานการคัดกรอง-เซ็นเซอร์ของประเทศไทย เป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้สื่อบันเทิงของไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ทั้งที่คนทำงานวงการนี้ของไทยไม่ได้ด้อยไปกว่าชาติไหนเลยก็ตาม” ในอีกด้านหนึ่ง “ความเสรีบนโลกออนไลน์ก็ถูกมองว่าทำให้พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกลายเป็นเรื่องปกติ” ดังที่ วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) นำเรื่องนี้ไปอภิปรายในที่ประชุม สว. วันที่ 27 ธ.ค. 2564 ถามหาบทบาทของ “กระทรวงวัฒนธรรม” ว่าในประเทศไทยยังมีหน่วยงานนี้อยู่หรือไม่

“ปล่อยให้มีการไลฟ์สดขายของใช้ถ้อยคำหยาบคายปรากฏในสื่อโซเชียล และขายสินค้าออนไลน์ จนกลายเป็นเนตไอดอล หรือแม้กระทั่งเป็นภาพโป๊ขายสินค้า ขายเครป ขายส้มตำ ขายก๋วยเตี๋ยวโชว์หน้าอก หรือเปิดแก้มก้น จนมีคนไปซื้อของร้านเหล่านี้มากมาย ภาษาที่ใช้ไม่สุภาพกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย แม้แต่คำร่วมเพศ และสารพัดสัตว์อยู่ในการขายของเนตไอดอล โดยเฉพาะคำว่า “โกลด์ ฟลาวเวอร์” พูดติดปากจนปกติ” สว.วันชัย กล่าว

ช่วงบ่ายของวันที่ 7 มิ.ย. 2567 ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับ สังกมา สารวัตร อาจารย์คณะเทคโนโลยีสารสนเทศเเละการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ในประเด็นข้างต้น ไล่ตั้งแต่คำถามแรก 1.เป็นความจริงมาก-น้อยเพียงใด? ที่คนทำสื่อ ทั้งที่เป็นสายข่าว (นักเล่าข่าว, พิธีกร) และสายบันเทิง (คนทำภาพยนตร์, ละคร, เพลง) หันไปผลิตเนื้อหาผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) หรือผ่านระบบสตรีมมิ่ง เพื่อหลบเลี่ยงกรอบการเซ็นเซอร์ของรัฐ สามารถทำอะไรแบบ “จัดหนัก-จัดเต็ม” ได้แบบไม่มีกรอบให้ต้องกั๊ก

ในคำถามนี้ อาจารย์สังกมา กล่าวว่า “ทั้งจริงและไม่จริง” โดยการปรับเปลี่ยนสื่อในรอบนี้เป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงโลกรอบใหญ่ไปพร้อมๆ กัน ทั้งประชาธิปไตยที่ถดถอย ความแตกแยกแบ่งฝักฝ่ายของประชาชนทั้งในสหรัฐ ยุโรป เอเชีย ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่มีการแบ่งฝักฝ่ายการแข่งขันแย่งกันเป็นใหญ่สงครามการค้า สงครามดิจิทัล อาจเป็นไปได้ว่าผู้ผลิตหลบการเซ็นเซอร์ หรือก็อาจเป็นไปได้ว่าพวกเขาปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดในการทำธุรกิจ เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

“ประเด็นที่ 1 การปรับตัวเพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจ” : การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์สื่อที่แทบไม่มีส่วนไหนในสังคมไม่ได้รับผลกระทบ Disruption หรือการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน วงการสื่อสารมวลชนก็เช่นกันอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยที่เราเคยเผชิญกันมาเป็นระยะๆ แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ดูจะเร็ว และรุนแรงกว่าที่เคยเจอมาในครั้งไหนๆ เราได้เห็นการล้มหายตายจากของสื่อแบบเดิมระดับโลกแบบไม่น่าเชื่อ ยิ่งไปกว่านั้นปัจจุบัน AI ก็เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาท้าทายแวดวงสื่อสารมวลชนเพิ่มเติมอีก

“ช่วง 3 ปีที่ผานมา งานวิจัยพบว่าข้อมูลข่าวสาร เนื้อหา content เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ละวันๆ ข้อมูลถูกสร้างขึ้น 328.77 ล้านเทราไบต์ (terabytes) แปลว่าทุกวันๆ เราจะได้รับข้อมูลเนื้อหาผ่านตาทุกวัน วันละเป็นหลัก 10,000 เนื้อหา นี่คือคำตอบว่า ทำไมคนทั่วไปยังจะต้องติดตามข่าว รายการของเราทางสื่อแบบดั้งเดิมในเมื่อเขามีทางเลือกใหม่ๆ เข้ามา พฤติกรรมมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว

ด้วยเหตุนี้คือคุณจะไปกำกับดูแลอย่างไร และจะไปกำกับสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลของผู้คนอย่างไร ก็ต้องเอากรอบความคิดอีกชุด ที่ไม่ใช่แบบเดิม แต่คงไว้ซึ่งแก่นแท้ของการกำกับดูแลคือการปกป้องสิทธิการรับรู้ข่าวสารขอประชาชน ให้สมดุลกับสิทธิในฐานะที่ต้องได้รับการปกป้องจากเนื้อหาสื่อที่เป็นพิษเป็นภัย ก็ต้องกลับมาวิธีการที่ตอบประเด็นกำกับดูแลในการแก้โจทย์ภูมิทัศน์ใหม่นี้อย่างเหมาะสม บนหลักการประชาธิปไตยนั่นเอง” อาจารย์สังกมา ฉายภาพปริมาณข้อมูลมหาศาลในยุคออนไลน์

อาจารย์สังกมา กล่าวต่อไปว่า “ประเด็นต่อมา : การอาศัยช่องโหว่ของ platform” โดยขอพูดถึงคำย่อ “IDA” ประกอบด้วย “I-Interaction” สื่อยุคนี้คือการสื่อสารแบบมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน โต้ตอบได้ ฉับไว เมนท์กันไปตอบกันมา “D-Demassification” การส่งเนื้อหาไปเฉพาะคนกลุ่มใหญ่เหมือนทำรายการทีวีรอดูกันทั้งบ้านหน้าจอลดลง เปลี่ยนเป็นการผลิตเลือกเจาะรายการยิงไปยังผู้รับสารได้โดยตรงเฉพาะกลุ่ม และ “A-Asynchronous” หมายถึงการที่คนสื่อสารเมื่อได้ก็ได้ อยากรับสารเมื่อใดก็ได้ตามที่ต้องการ

ซึ่ง “เมื่อ IDA มันทำให้เกิดเงื่อนไขใหม่ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องผลิตสื่อไปอยู่ใน Platform เดิมๆ” อย่างไรก็ตาม “ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้คนบางกลุ่มใช้ช่องว่างนี้หนีการกำกับดูแลในการผลิตเนื้อหาใต้ดิน” เช่นดูหมิ่นเหยียดหยาม กลั่นแกล้ง หลอกลวงล่วงละเมิดทางเพศ หรือเนื้อหารุนแรงสุดโต่งทางความคิด แบ่งสีเลือกข้างทางการเมือง จากปรากฏการณ์ Exho Chamber (ห้องเสียงสะท้อน) ดังที่เห็นว่าสังคมไทยทะเลาะเบาะแว้งกันมาเกือบ 20 ปี หรือตัวอย่างในสหรัฐอเมริกา กรณีเหตุการณ์บุกรัฐสภาของกลุ่มที่สนับสนุนอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

“การใช้สื่อปลุกระดมข้างใครข้างมัน ทำให้ผู้บริหารประเทศทำงานเชิงนโยบายไม่ได้ ต่างฝ่ายต่างเล่นการเมืองในพื้นที่ Echo chamber ของตัวเอง แต่ที่หนักที่สุด คือแนวคิดที่ต้านหลักการ การพัฒนาความเป็นประชาธิปไตย หรือ democratization ทำให้มันเบลอๆ และเกิดกระแสการกระทำที่ตามใจกลุ่มฉัน ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

ด้วยเหตุนี้ขอสรุปเพื่อตอบคำถามที่ถามมาว่าการทำเนื้อหาเพื่อหนีการเซ็นเซอร์ก็ต้องตอบว่าจริง และทุกกลุ่มต่างใช้ช่องทางนี้ในการหนีการกำกับดูแลเพื่อผลประโยชน์แตกต่างกันไป คนทำการค้าก็ต้องการทำเนื้อหาแค่เอายอดวิวไม่ต้องรับผิดชอบคำพูดรุนแรง ล่อแหลมที่ตัวเองนำเสนอออกไป ในแง่การเมืองกลุ่มต่างๆ ก็ใช้พื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่ตัวเองเชื่อมั่นใช้วิธีการแนวปลุกระดมกลุ่มมวลชนของตัวเอง” อาจารย์สังกมา กล่าว

คำถามต่อมา 2.ในภูมิทัศน์ของสื่อและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป บทบาทของรัฐควรจะเป็นอย่างไร? ระหว่างขยายการกำกับดูแลไปยังสื่อใหม่ให้กว้างขวางและเข้มงวดยิ่งขึ้น กับการปล่อยให้ทุกอย่างเสรีโดยให้เนื้อหาที่ผลิตออกมาสะท้อนภาพสังคมจริงๆ โดยใช้เพียงการจัดเรตผู้ชมเท่านั้น คำถามนี้ อาจารย์สังกมาชี้ว่า จำเป็นต้องมี “สมดุลระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกกับการปกป้องบุคคลทีได้รับผลกระทบ” ในกรณีที่เนื้อหานั้นเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ก่อให้เกิดความรุนแรงหรือการสร้างความเกลียดชัง

ทั้งนี้ คุณลักษณะสำคัญของสื่อยุคดิจิทัล สื่อใหม่มีหน้าที่เปิดการสนทนาสาธารณะ มีหน้าที่ต่อต้านการกดขี่เชิงระบบที่เกิดขึ้นในสังคม ทั้งนี้จะเห็นได้จากปรากฏการณ์การเมือง สังคมทั่วโลกที่สื่อกระแสหลักภายใต้การควบคุมของรัฐหรือสื่อที่ต้องหาผลกำไรไม่สามารถกระทำได้ เช่น การชุมนุมในอาหรับ สปริงส์ การรณรงค์ต่อสู้ของสิทธิคนผิวสี เช่น Black Lives Matter ปัญหาโลกร้อนของเกรธา ทุนเบิร์ก เป็นต้น

ส่วนบทบาทสำคัญที่ควรจะเป็นของแต่ละฝ่าย ไล่ตั้งแต่ 2.1 ภาครัฐ ต้องมีความเป็นประชาธิปไตยในการ สร้างกระบวนการ/กลไก ในการให้เจ้าของแพลตฟอร์มสร้างกรอบหลักการสำหรับการกำกับเนื้อหาด้วยตัวเจ้าของธุรกิจเอง จัดเตรียมกรอบหลักสำหรับการกำกับเนื้อหาที่ต้องการให้บริษัทเปิดเผยข้อมูล ให้มีขั้นตอนที่เหมาะสม ชัดแจ้งในการดำเนินการกับเนื้อหา เช่น การตั้งป้ายเตือนป้ายกำกับในขึ้นบนแพลตฟอร์มตัวเอง แพลตฟอร์มดิจิทัลควรจะทำการกำกับด้วยตนเองผ่านข้อกำหนดการใช้งานและโดยการระบุว่าจะจัดการเนื้อหาอย่างไรและในขอบเขตใด

นอกจากนี้รัฐควรออกมาตรการหลักปฏิบัติไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้กำกับดูแลภายใต้กฎหมายที่มีอยู่แล้วให้มีความจริงจัง ตั้งกลไกการทำงานบูรณาการร่วมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กสทช. กระทรวงดิจิทัลฯ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เช่น กฎหมายหมิ่นประมาท กฎหมายปกป้องเยาวชน กฎหมายด้านการคุ้มครองผู้บริโภคสื่อ เป็นต้น โดยเป็นการกำกับภายใต้กฎหมาย แต่รัฐไม่ควรเข้าไปแทรกแซงกำกับในแง่การดำเนินงาน ตรวจสอบเนื้อหาด้วยกระบวนการอันไม่เป็นประชาธิปไตย

2.2 แพลตฟอร์มออนไลน์ ต้องมีมาตรการในการยึดโยงเข้ากับการรับผิดรับชอบที่เรียกว่า regulated self-regulation ต้องมีความโปร่งใส ชัดเจน มีแนวปฏิบัติในการดำเนินธุรกิจ สนับสนุนตั้งองค์กรที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ แนะนำ เสนอแนะ ออกแนวปฏิบัติสำหรับผู้สร้างเนื้อหา เพื่อให้แพลตฟอร์มตระหนักถึงหน้าที่ในการรับผิดชอบความปลอดภัยของเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม

2.3 สำนักข่าวและคนวงการสื่อมวลชน ต้องตระหนักการทำงานของตัวเองในฐานะที่ต้องมีสิทธิเสรีภาพที่ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ การเคารพสิทธิ โดยองค์กรวิชาชีพ ต้องเข้ามาสร้างหลักปฏิบัติให้ชัดเจน อาทิ กฎหมายการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) หลักปฏิบัติหรือแนวปฏิบัติที่ดีสำหรับสื่อออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งในฝั่งยุโรปที่เห็นบทเรียนจากการปลุกระดมทางการเมืองที่เกิดขึ้นใน Facebook ช่วงเลือกตั้งทำให้พวกเขาขยับตัวเร็วขึ้นกว่าเดิม

และ 2.4 ประชาชน ต้องติดอาวุธให้ตัวเองและลูกหลานในการรู้เท่าทันสื่อยุคดิจิทัล (digital literacy) เพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อของขั้วความคิดสุดโต่งด้านใดด้านหนึ่ง หรือไม่ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มหัวรุนแรงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทั้งนี้ภาครัฐมีความจำเป็นต้องสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาในรูปแบบการเรียนในหลักสูตรการเรียนรู้ ส่วนภาคประชาชนควรส่งเสริมให้มีการเรียนรู้แบบ lifelong learning ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมจากชุมชน

“มันมี 2 ขา ที่เถียงกันเสมอในวงวิชาการ สมมุติมือซ้ายคุณพูดเรื่อง Protection (การป้องกัน) ทางขวาต้องพูดเรื่อง Empowerment (การส่งเสริม) คือคุณจะเพิ่มพลังอำนาจให้ประชาชนมีภูมิต้านทางอย่างไรกับสื่อปลอม สื่อ Hate Speech (สร้างความเกลียดชัง) รัฐมักจะไปแขนซ้ายคือเรื่อง Protection เอากฎหมายวิ่งไล่ไหม? อันนั้นต้องมี แต่อีกขาที่คุณต้องทำไปด้วยคือเรื่อง Empowerment ถ้าคุณอ่านตำรา เชื่อทฤษฎีคนละเล่ม มันก็เริ่มจากฐานคนละอัน วิ่งไล่จับไปก็ยาก ง่ายๆ ไม่ทันเขา

เหมือนพวก (แก๊ง) คอลเซ็นเตอร์คุณจับมันได้มุขหนึ่งมันก็มามุขใหม่ มันเลยต้องมีขาที่ออกมา Educate (ให้ความรู้) แล้วเพิ่ม Empowerment ลงไปให้ทุกระดับ ไปอบรมเหมือนที่ Cofact (ภาคีเครือข่ายตรวจสอบข่าวลวงในประเทศไทย) เขาลงไป เครือข่ายโน่นนี่ ถ้ารัฐอยู่แต่ในพื้นที่ของตัวเอง แล้วก็ตีกรอบว่าพื้นที่ฉันตรงนี้ เดี๋ยวตั้งคณะกรรมการ กว่าจะแก้ปัญหาไม่ทัน” อาจารย์สังกมา กล่าว

คำถามสุดท้าย 3.อุดมการณ์หรือปากท้อง คนทำสื่อควรจะเลือกทางใด? หรือจะมีอะไรที่มาช่วยรักษาสมดุลได้บ้าง? เพราะในสภาพที่คนแวดวงสื่อกระแสหลักถูกคาดหวังว่าต้องอยู่ในกรอบที่มากไปกว่ากฎหมาย (จริยธรรม จรรยาบรรณ มารยาท) แตกต่างจากคนในแวดวงสื่อใหม่ทางออนไลน์ที่ไม่ถูกคาดหวังเช่นนั้น (ตราบใดที่ไม่ผิดกฎหมาย จะหยาบคายสองแง่สองง่าม ก่อดราม่าอย่างไรก็ได้เต็มที่) ทำให้รายได้จากเม็ดเงินโฆษณาไหลไปอยู่กับกลุ่มหลังมากกว่ากลุ่มแรก จนระยะหลังๆ เริ่มเห็นคนสื่อหลักไปอยู่ในพื้นที่ออนไลน์เพื่อจะได้หลุดจากข้อจำกัดนั้น

อาจารย์สังกมา ตอบคำถามนี้ไว้ 3 ส่วน คือ 3.1 ภาครัฐ การตรวจสอบอาจหมายถึงการสนับสนุนให้ภาคผู้ประกอบการสามารถที่จะทำให้เกิดพื้นที่ความเป็นกลาง งบประมาณกองทุนต่างๆ อาทิ กองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ อาจต้องจัดสรรงบประมาณเฉพาะช่วงการผลิตข่าว การให้รางวัลจูงใจ การมอบรางวัลเชิดชูเกียรติให้กับข่าวคุณภาพ ไม่ใช่แค่เรียกเรตติ้ง

3.2 สำนักข่าว-องค์กรสื่อ มีทั้ง “ด้านการปรับตัว” เช่น ในแคนาดา สำนักข่าว CBC มีโปรแกรม Reskill ให้นักข่าวอาวุโสที่เก่งในงานข่าวสืบสวนสอบสวน เพื่อทำความเข้าใจและเปิดใจบูรณาการงานของตัวเองเข้ากับสื่อใหม่ที่เกิดขึ้น เพราะท้ายที่สุดสิ่งที่อยู่ในสมองนักข่าวต่างหากที่หาเครื่องมือมาทดแทนไม่ได้ในเชิงคิดวิเคราะห์ การนำนโยบายด้านมัลติมีเดียเนื้อหาภาพ : ใช้ภาพถ่ายคุณภาพสูง วีดีโออินโฟกราฟิก และองค์ประกอบภาพอื่นๆ เพื่อเสริมเรื่องราวของเรา มัลติมีเดียสามารถทำให้ข้อมูลที่ซับซ้อนย่อยง่ายและน่าสนใจยิ่งขึ้น

ฟีเจอร์เชิงโต้ตอบ โพล และแผนที่ เพื่อให้ผู้อ่านมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันต้องเปิดใจรับกลยุทธ์สื่อในยุคดิจิทัล สื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ (Integrated Marketing Communication: IMC) เช่น การโพสต์อย่างมีกลยุทธ์ หาแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ ปรับโพสต์ของคุณให้เหมาะสมกับจุดแข็งของแต่ละแพลตฟอร์ม และ “โลกสมัยใหม่ผู้คนต้องการการมีส่วนร่วม”องค์กรสื่ออาจส่วนร่วมกับผู้รับสารผ่านความคิดเห็นและการสนทนา บางทีอาจมีเปิดห้องเสวนาให้สมาชิกบ้าง เป็นต้น ขณะที่ “ด้านการรักษาจุดยืนของวิชาชีพ” ต้องยึดมั่นในการรักษาความถูกต้อง ยอมรายงานช้าลงบ้างเพื่อแลกกกับการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสาร ไม่ไหลไปตามกระแสโลกออนไลน์

“สื่อหลักจำต้องยอมไม่วิ่งตามกระแส บรรณาธิการข่าวต้องไม่กดดันไปแข่งในตลาดระดับนั้น แม้เรตติ้งจะดี แต่อาจต้องปรับนโยบายการส่งผู้สื่อข่าวภาคสนาม เพื่อรักษาผลงานบุคลากร และคุณภาพงาน เช่น ข่าวลุงพลที่บางสำนักข่าวต้องการเรทติ้งเพราะคนสนใจ แต่ต้องถามว่าเขาสนใจเพราะเราป้อนให้ หรือเขาสนใจเพราะมันให้อะไรกับสังคม ไม่ควรลดทอนความถูกต้องเพื่อความรวดเร็ว ใช้ดุลยพินิจในการจัดลำดับความสำคัญว่าเรื่องใดที่ต้องให้ความสนใจในทันที” อาจารย์สังกมา ยกตัวอย่าง

และ 3.3 ระดับปัจเจก (นักข่าว-คนทำสื่อ) คงความลึกซึ้ง การเป็นแก่นแท้ของตัวนักข่าวไว้ และเปิดพื้นที่สำหรับการปรับตัวเน้นเรื่องที่มีความลึกและให้ภาพบริบทที่แตกต่างจากรายการเล่าข่าวแบบบันเทิง ต้องพัฒนาตัวเองให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี หรือการเมืองท้องถิ่น ความรู้เฉพาะทางสามารถดึงดูดผู้ชมที่ทุ่มเทผู้นำทางความคิด : เผยแพร่บทความและการวิเคราะห์ที่แสดงถึงความเชี่ยวชาญของตัวเองและมอบข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่า

“Druve Rathee คนหนุ่มรุ่นใหม่ในอินเดีย เขาดังมากจากช่อง YouTubeมีคนติดตามช่องพอๆ กับ account ของประธานาธิบดีเลย ทำเนื้อหาการเมืองเปิดโปงช่วงก่อนเลือกตั้ง กระทบ นเรนทรา โมดี เป็นอย่างมาก ไม่มากก็น้อยมีผลทำให้เก้าอี้เขาได้น้อยลง เพราะคนชั้นกลางในเมือง และคนรุ่นใหม่ได้ข้อมูลที่สื่อกระแสหลักไม่เล่น แต่ตัว Druve ยังบอกเลยว่า เขาต้องกลับมายึดหลักจริยธรรมของนักข่าวมืออาชีพอยู่ดี เพราะหากเขาไม่มีสิ่งนี้ประชาชนจะไม่รับเขาในระยะยาว” นักวิชาการด้านสื่อผู้นี้ ฝากข้อคิดทิ้งท้าย

บัญชา จันทร์สมบูรณ์

(สัมภาษณ์/เรียบเรียง)