เดินหน้า‘ร่าง พ.ร.บ.’ที่เกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/804154

เดินหน้า‘ร่าง พ.ร.บ.’ที่เกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา

เดินหน้า‘ร่าง พ.ร.บ.’ที่เกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 08.40 น.

เดินหน้า‘ร่าง พ.ร.บ.’ที่เกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา

12 พฤษภาคม 2567 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม. เมื่อวันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา จำนวน 4 ฉบับ ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ได้นำเสนอ ได้แก่

1.) ร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา (ฉบับที่..) พ.ศ…..

2.) ร่างพระราชบัญญัติการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม (ฉบับที่…) พ.ศ…..

3.) ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ฉบับที่..) พ.ศ….. และ

4.) ร่างพระราชบัญญัติสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (ฉบับที่…) พ.ศ…..

พร้อมรับทราบแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลา และกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ออกตามร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา (ฉบับที่..) พ.ศ….

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติทั้ง 4 ฉบับที่เสนอโดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ถือเป็นเครื่องมือสำคัญสู่การเรียนรู้แบบใหม่ เพื่อใช้พัฒนาความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษาตามความต้องการของประเทศ พัฒนาการเรียนการสอน การวิจัย และการสร้างนวัตกรรม

“การปฏิรูประบบการอุดมศึกษาและการเรียนรู้ของประเทศต้องได้รับความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ ซึ่งปัจจุบัน แรงงานทักษะฝีมือคุณภาพกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากจากทั่วโลก เพื่อให้ทันต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ซึ่งร่าง พ.ร.บ. ทั้ง 4 ฉบับจะช่วยเสริมสร้างและพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต สนับสนุนสถาบันอุดมศึกษาให้ดำเนินไปในทิศทางที่สร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบเศรษฐกิจและสังคม เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ” นางรัดเกล้า กล่าว

ปลัดมท.สนองพระดำริ สานต่อผ้าลายสิริวชิราภรณ์ จัดอบรมใหญ่ที่เมืองน่าน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/804129

ปลัดมท.สนองพระดำริ  สานต่อผ้าลายสิริวชิราภรณ์  จัดอบรมใหญ่ที่เมืองน่าน

ปลัดมท.สนองพระดำริ สานต่อผ้าลายสิริวชิราภรณ์ จัดอบรมใหญ่ที่เมืองน่าน

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ปลัดมท.สนองพระดำริ

สานต่อผ้าลายสิริวชิราภรณ์

จัดอบรมใหญ่ที่เมืองน่าน

ปลัด มท. ร่วมกับคณะทำงานผ้าไทยใส่ให้สนุก สนองแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โค้ชชิ่ง “ผ้าลายสิริวชิราภรณ์” ให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP กลุ่มช่างทอผ้าและงานหัตถกรรม 16 จังหวัดภาคเหนือ เน้นย้ำ “ของเก่าเราก็ไม่ทิ้ง ของใหม่เราก็ต้องมี” มุ่งมั่นพัฒนาฝีมือเพื่อทำให้ผ้าไทยเป็นที่นิยมชมชอบของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ยังผลให้มีงาน มีอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน

เมื่อวันที่ 11วันนี้ (11 พ.ค. 67) เวลา 14.00 น. ที่โรงแรมน้ำทองน่าน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย ช่างทอผ้าและงานหัตถกรรม (Coaching) ผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริวชิราภรณ์” และงานหัตถกรรม จุดดำเนินการที่ 2 จังหวัดน่าน โดยมี

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า พวกเราทุกคนคือความหวังของประเทศชาติ ทั้งผู้ที่เป็นข้าราชการ ตลอดจนถึงพี่น้องผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย ช่างทอผ้าและงานหัตถกรรม เพราะทุกคนคือผู้สืบสาน รักษา และต่อยอด สิ่งที่เป็นมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรม ทั้งงานหัตถกรรม งานผ้าประจำถิ่น (ผ้าไทย) ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยแห่งความเจริญทางวัตถุ พวกเราสามารถตระหนักได้โดยง่ายว่า บุคคลผู้ที่จะช่วยทำให้มรดกของบรรพบุรุษเรายังคงอยู่เป็นอัตลักษณ์ของคนไทยตามจังหวัดต่าง ๆ ยิ่งเหลือน้อยลง เฉกเช่นจังหวัดน่านแห่งนี้ กลิ่นไอของคนน่านก็เริ่มจะเลือนหายไป เพราะเรารับสิ่งต่าง ๆ ของตะวันตก และทั่วโลก ทั้งการศึกษา การสื่อสาร มารยาท การพูด การแต่งกาย ภาษา เพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งกลิ่นไอความเป็นน่านเจือจางลง

“แต่นับว่าเป็นความโชคดีของคนไทยทุกคนที่เรามีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงมีพระราชปณิธานที่แน่วแน่ สะท้อนผ่านพระปฐมบรมราชโองการ เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ความว่า “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” อันเป็นเป้าหมายที่พระองค์ท่านทรงอยากให้เกิดขึ้นในประเทศไทยแห่งนี้ และต่อมา เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2563 พระองค์ได้พระราชทานพระราชดำรัสแก่ข้าราชบริพารในพระองค์ ความว่า “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งพวกเราชาวมหาดไทยได้รับใส่เกล้าใส่กระหม่อมมาเป็นหลักใช้ในการปฏิบัติราชการเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับพี่น้องประชาชน และยิ่งเป็นความโชคดีของคนไทยทุกคน ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระปณิธานอันมุ่งมั่นในการแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยทรงเสด็จลงมาช่วยเหลือพี่น้องคนไทยในหลาย ๆ เรื่อง

นายสุทธิพงษ์ กล่าวต่ออีกว่า ตนมีความภาคภูมิใจทุกครั้งที่ได้เดินทางมาเปิดกิจกรรม coaching เพราะทำให้ได้มาเจอพี่น้องข้าราชการในแต่ละจังหวัด แต่ละอำเภอ มาเจอพี่น้องตัวแทนของคนไทยผู้มีความมุ่งมั่นในการรักษาภูมิปัญญาของชาติผ่านงานผ้า งานหัตถกรรม หัตถศิลป์ในจังหวัดต่าง ๆ และยังได้มีโอกาสมาร่วมงานกับคณะทำงานโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุกในพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทุกท่านมาด้วยจิตอาสา ด้วยความมุ่งมั่น ด้วย passion ที่จะนำพระปณิธานมาถ่ายทอดขยายผล เพื่อพัฒนาผ้าไทย ทำให้ผ้าไทยไม่มีทางตัน ทำให้เรามีความรุ่งโรจน์จากการผลิตและจำหน่ายผ้าไทย เพราะผ้าไทยจะทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยได้มีรายได้ มีโอกาสที่ดีของชีวิตเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การ Coaching แบบเดินสายจึงมีประโยชน์อย่างมาก เพราะนอกจากจะทำให้เรามีความมั่นใจในภูมิความรู้ภูมิปัญญา ในการประกอบสัมมาชีพแล้ว ยังก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “การแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรม” ตลอดจนถึงการพัฒนาช่องทางการตลาด ดังเช่นเรื่อง Branding มีความสำคัญ เพราะจะช่วยเพิ่มมูลค่าของสินค้าและผลิตภัณฑ์ เพื่อที่จะหนุนเสริมให้เกิดการเพิ่มรายได้ สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างโอกาส และผ้าไทยแต่ละแบรนด์ที่มีเทคนิคแตกต่างหลากหลายกันไป จะมีกลุ่มลูกค้าเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน เพราะความชอบของคนไม่เหมือนกัน ผ้าไทยยังคงมีช่องว่างให้กับเราในการออกแบบอยู่เสมอ แต่เราต้องเปิดใจรับเอาสิ่งที่โลกนิยมเข้ามาใช้ในการประกอบสัมมาอาชีพด้วย

นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงท้ายว่า ความสำเร็จของพวกเราคือความภาคภูมิใจของคนทั้งชาติ ด้วยพลังของข้าราชการและพลังภาคีเครือข่ายทั้ง 7 ภาคีในทุกพื้นที่ อันประกอบด้วย ภาคราชการ ภาคผู้นำศาสนา ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคประชาสังคม ภายใต้การนำของผู้ว่าราชการจังหวัด จะทำให้พวกเราได้เป็นต้นแบบให้ลูกหลานในอีกหลายร้อยปีข้างหน้าได้มีผ้าไทยสวมใส่ มีอาหารไทยให้กิน มีงานหัตถกรรมให้ได้ใช้สอย และมีผืนแผ่นดินไทยที่ร่มรื่น อุดมสมบูรณ์ แสนสุขสบาย ให้ได้อยู่อาศัย จึงขอให้ทุกคนได้ภาคภูมิใจว่า พวกเราคือบุคคลสำคัญผู้ที่จะช่วยสนองแนวพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการทำให้พี่น้องประชาชนได้มีสิ่งที่ดีเกิดขึ้นในชีวิต ดังนั้น เราต้องแสดงออกถึงความอดทน ความมานะบากบั่น ขยันหมั่นเพียร ต้องยอมเหนื่อยยากลำบากกาย ลุกขึ้นมาเป็นผู้นำของกลุ่ม ของหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด เพื่อเราจะได้เป็นผู้นำของโลกแฟชั่นต่อไปในอนาคต ทำให้ผืนผ้าไทยทุกผืนใส่แล้วสนุก ใส่แล้วกิ๊บเก๋ ใส่แล้วหล่อเหลา สวยงาม ดูดี เป็นที่ถูกอกถูกใจของประชาชนคนไทย และผู้บริโภคทั่วโลก อันจะยังผลทำให้ผืนผ้าไทยได้รับการตอบรับ และเป็นที่นิยมชมชอบอย่างแพร่หลาย ส่งผลให้พี่น้องประชาชนคนไทย ได้มีงาน มีอาชีพ มีรายได้ ส่งผลให้ครอบครัวและลูกหลานได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนตลอดไป

‘พระโค’เสี่ยงทาย กินน้ำ/หญ้า/เหล้า น้ำบริบูรณ์-ศก.รุ่ง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/804000

‘พระโค’เสี่ยงทาย  กินน้ำ/หญ้า/เหล้า  น้ำบริบูรณ์-ศก.รุ่ง

‘พระโค’เสี่ยงทาย กินน้ำ/หญ้า/เหล้า น้ำบริบูรณ์-ศก.รุ่ง

วันเสาร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

‘พระโค’เสี่ยงทาย กินน้ำ/หญ้า/เหล้า น้ำบริบูรณ์-ศก.รุ่ง คมนาคม-ค้าตปท.ดี

“ในหลวง-พระราชินี” เสด็จฯพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญปี 2567 พระโคกินเลี้ยงเสี่ยงทาย “กินน้ำ-หญ้า-เหล้า”โหรหลวงพยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอควร

ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร อุดมสมบูรณ์ดี การคมนาคมสะดวกยิ่งขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจเจริญรุ่งเรือง

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 10 พฤษภาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปในการพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2567 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

ครั้นเสด็จพระราชดำเนินถึงมณฑลพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งทำหน้าที่พระยาแรกนา ยาตราขบวนพร้อมด้วยเทพีคู่หาบทองหาบเงิน ออกจากโรงพิธีพราหมณ์ เมื่อถึงหน้าพระที่นั่ง พระยาแรกนา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายบังคม แล้วออกไปประกอบพิธีแรกนา เจ้าหน้าที่จูงพระโคเทียมแอก พระยาแรกนาเจิมพระโคและคันไถ แล้วจึงไถดะไปโดยรี 3 รอบ โดยขวาง 3 รอบ หว่านธัญพืช โหรหลวงลั่นฆ้องชัยแล้วไถกลบอีก 3 รอบ

เจ้าพนักงานปลดพระโคออกจากแอก พระยาแรกนาและเทพีกลับไปยังโรงพิธีพราหมณ์ พราหมณ์เชิญของกินเสี่ยงทาย 7 สิ่ง ตั้งเลี้ยงพระโค เสร็จแล้ว นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กราบบังคมทูลถวายคำพยากรณ์การเสี่ยงทายผ้าของพระยาแรกนาสำหรับนุ่งไปประกอบพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และการเสี่ยงทายพระโคกินเลี้ยง

การนี้ พระยาแรกนาหยิบเสี่ยงทายผ้านุ่ง 5 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนาจะได้ผลบริบูรณ์ และผลาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี การเสี่ยงทายพระโคกินเลี้ยง พระโคกินน้ำและหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี และพระโคกินเหล้า พยากรณ์ว่า การคมนาคมจะสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจเจริญรุ่งเรือง

ต่อจากนั้น รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กราบบังคมทูลเบิกผู้เข้ารับพระราชทานโล่รางวัล ในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2567 ประกอบด้วย ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน จำนวน 3 สาขา เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 16 สาขาอาชีพ ผู้แทนสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 12 กลุ่ม และผู้แทนสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 7 สหกรณ์ เสร็จแล้ว

พระยาแรกนายาตราขบวนพร้อมด้วยเทพี ออกจากโรงพิธีพราหมณ์ เมื่อถึงหน้าพระที่นั่ง พระยาแรกนา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายบังคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แล้วประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินไปยังแปลงนาสาธิต สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ทอดพระเนตรพระยาแรกนาหว่านข้าวในแปลงนาสาธิต สำหรับปลูกไว้เก็บเมล็ดพันธุ์ เพื่อใช้ในการพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีต่อๆ ไป

ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธี ประชาชนและเกษตรกรต่างกรูกันเข้าไปเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานที่พระยาแรกนาได้หว่านไว้ เพื่อนำไปเป็นมิ่งขวัญและความเป็นสิริมงคลในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมของตนตามประเพณีนิยม เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์สืบไป

จากนั้นเวลา 09.46 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง ถึงยังบริเวณแปลงนาสาธิต สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เสด็จฯเข้าพลับพลาพิธี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งทำหน้าที่พระยาแรกนา พร้อมด้วยเทพีคู่หาบทอง – เงิน เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายบังคม แล้วออกไปประกอบพิธีแรกนา

เมื่อประกอบพิธีเสร็จแล้ว พระยาแรกนา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายบังคม สมควรแก่เวลา จึงประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จฯกลับ

ไล่บี้‘หนังสือเรียน’ จ่อยกเลิกสัญญา 1 โรงพิมพ์ ผลิตไม่ได้ตามสัญญา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/803669

ไล่บี้‘หนังสือเรียน’ จ่อยกเลิกสัญญา 1 โรงพิมพ์ ผลิตไม่ได้ตามสัญญา

ไล่บี้‘หนังสือเรียน’ จ่อยกเลิกสัญญา 1 โรงพิมพ์ ผลิตไม่ได้ตามสัญญา

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 15.08 น.

ไล่บี้‘หนังสือเรียน’ จ่อยกเลิกสัญญา 1 โรงพิมพ์ ผลิตไม่ได้ตามสัญญา

9 พฤษภาคม 2567 นายธิติทัศน์ ธนัชนนท์เดชน์ ประธานคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ องค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือโรงพิมพ์ที่ได้รับการว่าจ้างพิมพ์หนังสือเรียนปี 2567 จำนวน 9 ราย ว่า ตามที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ ได้ติดตามและเร่งรัดเรื่องการผลิตหนังสือเรียนปี 2567 นั้น ขณะนี้องค์การค้าฯได้ติดตามและเร่งรัดโรงพิมพ์ที่ได้รับการว่าจ้างพิมพ์หนังสือเรียนให้เป็นไปตามสัญญาการว่าจ้างทั้งในเรื่องของคุณภาพและกำหนดระยะเวลาที่จะสิ้นสุดลงในวันที่ 14 พ.ค.นี้ 

ทั้งนี้ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ให้ความสำคัญเรื่องการจัดพิมพ์แบบเรียนเป็นอย่างมาก เนื่องจากหลายฝ่ายกังวลจะส่งหนังสือเรียนไม่ทันเปิดภาคเรียน หากโรงพิมพ์ใดผลิตหนังสือเรียนไม่ทันตามสัญญาองค์การค้าฯอาจต้องมีการพิจารณาแก้ไขปัญหาด้วยการยกเลิกสัญญาและเร่งจัดหาผู้พิมพ์รายใหม่แทนโรงพิมพ์ที่ไม่มีความพร้อม เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าในการผลิตและจัดส่งหนังสือเรียน

“องค์การค้าฯจะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์ล่าช้าอย่างแน่นอน และจะทำทุกวิถีทางตามนโยบายของรมว.ศึกษาธิการ ในการเร่งรัดพร้อมแก้ปัญหาในทุกประเด็น เพื่อให้การผลิตหนังสือเรียนในปีนี้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีและสามารถส่งหนังสือเรียนถึงมือนักเรียนได้ทันก่อนเปิดภาคเรียน” นายธิติทัศน์ กล่าว

นายธิติทัศน์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการเร่งรัดและติดตามการพิมพ์แบบเรียนของบริษัทที่ได้ทำสัญญาจ้างการพิมพ์แบบเรียนกับองค์การค้าฯทั้งหมด 9 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มี 8 บริษัทที่พิมพ์แบบเรียนยืนยันที่จะจัดส่งหนังสือเรียนได้ทันในวันที่ 13 พ.ค.นี้ ส่วนบริษัทอีก 1 รายไม่สามารถทำงานได้ทันตามสัญญาจ้าง ซึ่งองค์การค้าฯคงต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ระบุไว้ในสัญญาการจ้างงานในกรณีที่บริษัทแห่งนี้ไม่สามารถส่งหนังสือเรียนได้ทันตามกำหนด

นายธิติทัศน์  กล่าวต่อไปว่า องค์การค้าฯ พร้อมรับฟังปัญหาและช่วยแก้ไขให้การผลิตหนังสือเรียนสำเร็จผ่านไปได้ด้วยดี ดังนั้นหากโรงพิมพ์ใดที่มีปัญหาและไม่สามารถดำเนินการตามสัญญาได้ องค์การค้าฯ จะต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายและส่งผลกระทบต่อนักเรียนและการศึกษาของไทยอย่างแน่นอน 

20 ปี OKMD เดินหน้าสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ เตรียมเปิด‘ศูนย์การเรียนรู้แห่งชาติ’บนถ.ราชดำเนิน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/803637

20 ปี OKMD เดินหน้าสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ เตรียมเปิด‘ศูนย์การเรียนรู้แห่งชาติ’บนถ.ราชดำเนิน

20 ปี OKMD เดินหน้าสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ เตรียมเปิด‘ศูนย์การเรียนรู้แห่งชาติ’บนถ.ราชดำเนิน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 14.05 น.

เปิดผลสำเร็จ 20 ปี OKMD จากอดีต ปัจจุบัน สู่อนาคต เดินหน้าสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เตรียมเปิด ‘ศูนย์การเรียนรู้แห่งชาติ’ บน ถ.ราชดำเนิน ให้เป็น ‘ต้นแบบแหล่งเรียนรู้สาธารณะของประเทศ’ ภายในปี 2570

สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD จัดงาน 20 Years of Thailand Knowledge Creation: Past and Future ในโอกาสครบรอบ 20 ปี ของการดำเนินงาน โดยฉายภาพความสำเร็จ ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน สู่อนาคต จากการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ พร้อมเตรียมเปิดศูนย์การเรียนรู้แห่งชาติ ที่จะเป็นต้นแบบแหล่งเรียนรู้สาธารณะที่ให้ความรู้หลากหลาย ครบวงจร ทันสมัย ขนาดใหญ่แห่งใหม่ของประเทศภายในปี 2570 บน ถ.ราชดำเนิน

ดร.ปรเมธี วิมลศิริ ประธานกรรมการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 20 ปี ของการดำเนินงานที่ผ่านมา OKMD ได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงกระบวนการเรียนรู้เข้าหากันผ่านการบูรณาการจัดการการเรียนรู้ และบริหารหน่วยงานที่ทำหน้าที่ผลักดันให้เกิดความต้องการเรียนรู้ นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่กระตุกต่อมคิด เพื่อพัฒนาความคิด เพิ่มความรู้สร้างสรรค์ภูมิปัญญาให้แก่สังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ภายใต้บริบทของโลกยุคใหม่ ที่มีเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเสริมศักยภาพมากขึ้น

“20 ปีของ OKMD จึงเป็นช่วงเวลาที่สั่งสมศักยภาพพร้อมที่จะเรียนรู้ และปรับตัวเพื่อให้ทันต่อโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  ตลอดจนมีส่วนร่วมในการพัฒนาและสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้มาอย่างต่อเนื่อง ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13  ที่มีหมุดหมายให้ไทยเป็นสังคมก้าวหน้า พัฒนาคนในโลกยุคใหม่ ซึ่งเป็นความสำคัญและความจำเป็นในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคตที่เต็มไปด้วยพลวัตรและการแข่งขันรอบด้าน” ประธานกรรมการ OKMD กล่าว

ด้าน ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวว่า การจัดงาน 20 Years of Thailand Knowledge Creation : Past and Future ในครั้งนี้ เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจในการดําเนินงานของ OKMD ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต เพื่อให้สาธารณชนได้เห็นถึงความสําคัญของการพัฒนาองค์ความรู้และประโยชน์ที่จะได้รับจากการบริการความรู้ในกิจกรรมองค์ความรู้ต่างๆ ของ OKMD รวมถึงการเปิดตัวศูนย์การเรียนรู้แห่งชาติ (OKMD National Knowledge Center : NKC) ณ บริเวณ ถ.ราชดําเนิน กรุงเทพฯ ภายในปี 2570  ซึ่งจะเป็น “ต้นแบบแหล่งเรียนรู้สาธารณะ” ที่ให้บริการความรู้หลากหลาย ครบวงจร ทันสมัย ขนาดใหญ่แห่งใหม่ของประเทศ

ภายในงานยังจัดให้มีเวทีเสวนาโดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิชั้นนำของประเทศ ที่มีส่วนสำคัญในการวางรากฐาน พัฒนาให้ OKMD เติบโตจนมาถึงวันนี้ ได้แก่ พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง ในฐานะอดีตรองนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแล OKMD และเป็นประธานคณะกรรมการบูรณาการด้านพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ พลเรือเอกฐนิธ กิตติอําพน อดีตผู้อํานวยการ OKMD และ Museum Siam ดร.คณิศ แสงสุพรรณ อดีตประธานกรรมการ OKMD และ ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา อดีตกรรมการ OKMD

นอกจากนี้ ยังได้เชิญคนรุ่นใหม่ ได้แก่ คุณอดุลย์ ดาราธรรม นายกสมาคมนักเรียนเก่า เอ เอฟ เอส ประเทศไทย (TRAFS) ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ และการพัฒนากระบวนการเรียนรู้แบบ Board-based Simulation และคุณชนัญญา เตชจักรเสมา (น้องวิว) ยูทูบเบอร์ชื่อดังจากจากช่อง Point of View เจ้าของรางวัล Popular Vote จากเวที Thailand Best Blog Awards 2018 มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ บอกเล่าเรื่องราว ความรู้แนวคิดในการริเริ่มสร้างสรรค์ สังคมแห่งการเรียนรู้ การขยายโอกาสให้คนไทยทุกช่วงวัยได้เข้าถึงนวัตกรรมการเรียนรู้ ตลอดจนมุมมองในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล สร้างสรรค์พัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อการศึกษา เพิ่มโอกาสในการหาความรู้ ตามแนวโน้มเทคโนโลยี ที่ทันสมัย รวมถึงแลกเปลี่ยนความคิดใหม่ มุมมองใหม่ วิธีการใหม่ ทิศทางใหม่ของโลกแห่งการเรียนรู้ในอนาคตที่จะทําให้คนไทยในโลกปัจจุบันก้าวไปสู่โลกอนาคตได้อย่างเต็มศักยภาพทุนมนุษย์และเป็นที่ต้องการของโลกอนาคต พร้อมแนวคิดการเป็นศูนย์กลางแห่งความรู้ Knowledge Hub และย่านการเรียนรู้ Learning District ที่จะเป็นหมุดหมายของการท่องเที่ยวเชิงการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาไทยเข้ากับความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ของศูนย์การเรียนรู้แห่งชาติฯ

“20 ปี OKMD จึงเป็นกิจกรรมที่เชื่อมองค์ความรู้จากอดีต ปัจจุบัน สู่อนาคต เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน เพราะ OKMD มีความตั้งใจที่จะเป็นหน่วยงานรับใช้สังคมไทยในทุกช่วงวัยของชีวิต ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการเรียนรู้ของคนไทย เพื่อตอบโจทย์ให้คนไทยทุกคนสามารถที่จะเข้าถึงความรู้ได้” ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวสรุป

วัดราชบพิธฯออกประกาศ คุมเข้มถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/803587

วัดราชบพิธฯออกประกาศ คุมเข้มถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง

วัดราชบพิธฯออกประกาศ คุมเข้มถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 10.56 น.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2567 รายงานข่าวแจ้งว่า วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามออกประกาศ ที่ 1/2567 เรื่อง แนวปฏิบัติเพิ่มเติมในการใช้สถานที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ระบุว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงแนวปฏิบัติในการใช้สถานที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามให้เหมาะสมยิ่งขึ้น วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยพระอนุมัติของเจ้าพระคุณ เจ้าอาวาส จึงประกาศแนวปฏิบัติเพิ่มเติม ดังนี้

​1. การเข้าภายในเขตพระอาราม พึงแต่งกายสุภาพเรียบร้อยเหมาะแก่สถานที่ตามวิถีประชาและธรรมเนียมประเพณีไทยในการเข้าวัด ตลอดจนพึงสำรวม สังวร และรักษากิริยาอาการให้เหมาะสมกับการที่อยู่ในบริเวณศาสนสถาน งดแสดงกิริยาอาการไม่เหมาะสม เช่น การปีนป่าย หรือการใช้ปูชนียสถานเป็นฉากประกอบการนำเสนอกิริยาอาการของคู่สมรส และเพื่อความบันเทิงอื่นๆ จนรบกวนการบำเพ็ญสมณธรรมของพระภิกษุสามเณร และการปฏิบัติธรรมของสาธุชน

​2. การบันทึกภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวเพื่อการประชาสัมพันธ์หรือเชิงพาณิชย์ ให้ดำเนินการขออนุญาตจากสำนักงานวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามก่อน ส่วนการบันทึกภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวกรณีอื่นนอกจากเชิงพาณิชย์ พึงรักษาจริยาทั้งกายและวาจาให้เรียบร้อยเหมาะสมแก่การปฏิบัติตนในศาสนสถาน ซึ่งมีปูชนียวัตถุเป็นที่เคารพสักการะ และเป็นที่บำเพ็ญสมณธรรมของพระภิกษุสามเณร อีกทั้งเพื่อมิให้กระทบกระเทือนต่อสถาปัตยกรรม และศิลปกรรมของพระอาราม ห้ามใช้ขาตั้งกล้อง ตลอดจนห้ามกระทำการผูก วาง ตอก ยึด โยง ตรึงอุปกรณ์เสริมใดๆ กับผนัง พื้น หรือสิ่งปลูกสร้างและส่วนประกอบในวัดทุกกรณี

ประกาศ ณ วันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม”
 

สพฐ.เปิดสอบ‘ครูผู้ช่วย’ปี67อัตราว่างบรรจุ 4,399 อัตรา ย้ำสมัครได้เขตเดียว

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/803263

สพฐ.เปิดสอบ‘ครูผู้ช่วย’ปี67อัตราว่างบรรจุ 4,399 อัตรา ย้ำสมัครได้เขตเดียว

สพฐ.เปิดสอบ‘ครูผู้ช่วย’ปี67อัตราว่างบรรจุ 4,399 อัตรา ย้ำสมัครได้เขตเดียว

วันอังคาร ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 15.44 น.

สพฐ.เปิดสอบ‘ครูผู้ช่วย’ปี67อัตราว่างบรรจุ 4,399 อัตรา ย้ำสมัครได้เขตเดียว

7 พฤษภาคม 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ได้กำหนดการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัด สพฐ.ปี 2567 พร้อมกันทั่วประเทศ โดยมีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และ สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบแข่งขันทั้งสิ้น 179 แห่ง อัตราว่างบรรจุ รวม 4,399 อัตรา

ทั้งนี้ จะเปิดรับสมัครสอบพร้อมกันระหว่างวันที่ 8-14 พฤษภาคม 2567 ขอให้ผู้สมัครตรวจสอบรายละเอียด และจัดเตรียมเอกสารประกอบการสมัครให้ครบถ้วน ซึ่งผู้สมัครสอบแข่งขันสามารถเลือกสมัครได้เพียง อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษแห่งใดแห่งหนึ่งเท่านั้น และให้เลือกสมัครสอบในหนึ่งกลุ่มวิชา หรือสาขาวิชาเอกอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

หากปรากฏว่าผู้สมัครสอบแข่งขันสมัครเกินกว่าหนึ่งเขตพื้นที่การศึกษา และหรือสมัครเกินกว่าหนึ่งกลุ่มวิชา หรือหนึ่งสาขาวิชาเอก จะตัดสิทธิ์การสอบแข่งขันทั้งหมด โดยให้ยื่นสมัครตามรูปแบบและวิธีการที่ผู้ดำเนินการสอบแข่งขันกำหนด พร้อมชำระค่าธรรมเนียมการสมัครสอบ จำนวน 500 บาท   

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า  อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบ ภาค ก และ ภาค ข ภายในวันที่ 24 พฤษภาคม 2567 , วันที่ 8 มิถุนายน สอบข้อเขียนภาค ก ความรู้ความสามารถทั่วไป , วันที่ 9 มิถุนายน 2567 สอบข้อเขียนภาค ข มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ, ภายในวันที่ 14 มิถุนายน 2567 ประกาศรายชื่อผู้สอบผ่าน ภาค ก และ ภาค ข เพื่อมีสิทธิเข้ารับการประเมิน ภาค ค , สอบสัมภาษณ์ และแฟ้มสะสมผลงาน และการนำเสนอที่แสดงถึงทักษะและศักยภาพ รวมทั้ง สอบภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่งวิชาชีพ และการปฏิบัติงานในสถานศึกษา โดยประกาศผลการสอบแข่งขัน ภายในเดือนมิถุนายน 2567

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวด้วยว่า ตนขอเน้นย้ำให้ผู้บริหารทุกเขตพื้นที่การศึกษาและสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ดำเนินการตามมาตรการป้องกันการทุจริตในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัด สพฐ. ปี พ.ศ.2567 อย่างเคร่งครัด เพื่อให้การสอบแข่งขันฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย บริสุทธิ์ ยุติธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยก่อนการสอบแข่งขันฯนี้ ให้สอดส่อง กำกับ ดูแลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด และเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษเกี่ยวกับการป้องกันการทุจริต รวมทั้งป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์ในการสอบแข่งขัน

ทั้งนี้ ห้ามมิให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และบุคลากรในสังกัดกระทำการใดๆ ที่มีเจตนาเป็นการกวดวิชา จัดทำเอกสาร จำหน่าย แจก หรือกระบวนการอื่นใด ที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เข้าสอบ โดยให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำหนดบุคคลในทางลับ เพื่อตรวจสอบในกรณีดังกล่าว และห้ามแต่งตั้งบุคคลที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการจัดกวดวิชา หรือสถานศึกษาที่จัดกวดวิชาเป็นกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการสอบแข่งขันอย่างเด็ดขาด รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน และผู้เข้าสอบได้รับทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง เพื่อเป็นการป้องกันมิให้มีผู้แอบอ้างหรือมิจฉาชีพแสวงหาผลประโยชน์ในการสอบบรรจุเป็นครูผู้ช่วยครั้งนี้

สอศ.กำชับสถานศึกษา รับมือภัยร้อน-พายุฝน พร้อมดูแลทันทีหากเกิดเหตุรุนแรง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/803259

สอศ.กำชับสถานศึกษา รับมือภัยร้อน-พายุฝน พร้อมดูแลทันทีหากเกิดเหตุรุนแรง

สอศ.กำชับสถานศึกษา รับมือภัยร้อน-พายุฝน พร้อมดูแลทันทีหากเกิดเหตุรุนแรง

วันอังคาร ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 15.39 น.

“สอศ.”กำชับสถานศึกษา ตามข้อห่วงใย”รมว.ศธ.” รับมือภัยร้อน-พายุฝน พร้อมดูแลทันทีหากเกิดเหตุรุนแรง

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ว่า ช่วงเดือนพฤษภาคมอาจเกิดสถานการณ์พายุฤดูร้อน เกิดฝนตกหนัก ฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัด ขอให้สถานศึกษาระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง หรือใต้ต้นไม้ใหญ่ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากสิ่งของหรือสิ่งปลูกสร้างร่วงหล่นใส่จนได้รับอันตราย รวมถึงการดูแลตนเองในช่วงจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด อาจเกิดการเจ็บป่วยจากโรคลมแดด หรือโรคฮีตสโตรก (Heat stroke) ได้ และไม่ประมาทจากการทำงาน โดยหลีกเลี่ยงทำกิจกรรมกลางแดดร้อนจัดและพื้นที่แออัด

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้มีข้อห่วงใยกับสถานการณ์ที่เกิด และให้หน่วยงานในกำกับกำชับ ดูแลสถานศึกษา นักเรียน นักศึกษา รวมถึงครูและบุคลากรทางการศึกษา ทั้งเรื่องของพายุฝน สภาพอากาศที่ร้อนจัด ซึ่ง สอศ.ได้รับรายงานเบื้องต้นว่า มีสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อน จึงให้สถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบรายงานความเสียหาย พร้อมสั่งการไปยังสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด (สอจ.) หรือจังหวัดใกล้เคียง เข้าตรวจสอบพื้นที่พร้อมจัดศูนย์อาชีวะอาสา (Fix it Center) ออกให้ดูแลในเบื้องต้น และรายงานมายัง สอศ.และได้กำชับให้สถานศึกษาดำเนินการในเบื้องต้น ดังนี้

1.ตรวจความพร้อมและความปลอดภัยของอาคาร สถานที่ในสถานศึกษาให้มีความพร้อมในการใช้งาน 2.เฝ้าระวังและติดตามสถาณการณ์ การแจ้งเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยา หรือจากหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ 3.แจ้งสถานการณ์พายุฤดูร้อนไปยังนักเรียน นักศึกษา และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมและเฝ้าระวัง 4.เตรียมความพร้อมรับมือเพื่อป้องกันเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น เบอร์โทรศัพท์หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อเกิดเหตุ จัดชุดเฝ้าระวังหรืออุปกรณ์แจ้งเตือนต่างๆ พร้อมรายงานผู้บังคับบัญชาทันทีเมื่อมีเหตุ 5.พิจารณาการจัดเรียนการสอนในรูปแบบต่างๆ กรณีที่มีสถานการณ์พายุฤดูร้อน สภาพอากาศร้อนจัดหรือมีเหตุอาจส่งผลกระทบถึงนักเรียน นักศึกษา และสถานศึกษา เช่น ปรับการจัดการเรียนเป็นแบบ Online 6.แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อสำรวจความเสียหายของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด เมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติขึ้น และให้การดูแลสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบในเบื้องต้น เช่น จัดหาสถานที่ในการดูแล

ทั้งนี้ หากมีเหตุเกิดขึ้นในสถานศึกษาให้สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดทั่วประเทศดูแลสถานศึกษา หรือเกิดรุนแรงแจ้งประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การเข้าช่วยเหลือและดูแลได้ทันท่วงที พร้อมติดตามสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และเพิ่มช่องทางการประสานงาน ระหว่างหน่วยงานและบุคลากร เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ก่อนเปิดภาคเรียนที่จะถึง และรายงานมายัง สอศ.เพื่อดำเนินการต่อไปได้ทันที

ศธ.เผย ครม.เห็นชอบเดินหน้าศูนย์การเรียนสำหรับเด็กป่วยในโรงพยาบาล

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/803258

ศธ.เผย ครม.เห็นชอบเดินหน้าศูนย์การเรียนสำหรับเด็กป่วยในโรงพยาบาล

ศธ.เผย ครม.เห็นชอบเดินหน้าศูนย์การเรียนสำหรับเด็กป่วยในโรงพยาบาล

วันอังคาร ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 15.35 น.

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.ได้เห็นชอบการดำเนินโครงการศูนย์การเรียนสำหรับเด็กป่วยในโรงพยาบาล ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะจัดครูอัตราจ้างไปให้ความรู้กับเด็กที่ป่วยและรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ โดย ครม.เห็นชอบให้ทำเป็นโครงการระยะยาว จากเดิมที่เป็นโครงการระยะ 5 ปี เนื่องจากการดำเนินการที่ผ่านมา 5 ปี ถือว่าได้ผลดีและมีประโยชน์ ดังนั้น ศธ.จึงเสนอ ครม.ว่าจะขอทำโครงการนี้ในระยะยาวไปเลย ซึ่งสำนักงบประมาณก็เห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการสอน แต่ก็มีบางหน่วยงานมองว่าต้องมีการทำวิเคราะห์ วิจัย ก่อน แต่ตนคิดว่าโครงการนี้คงเลิกไม่ได้ต้องทำต่อไปในระยะยาว โดยเราได้เสนอของบประมาณและจ้างครูไปดำเนินการตามเดิม คือ 151 คน อย่างไรก็ตาม หากมีความจำเป็นก็อาจจะเสนอขออัตราสำหรับโครงการนี้เพิ่มก็ได้

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้นำข้อเสนอแนะของวุฒิสภาเกี่ยวกับการนำระบบดิจิทัลเพื่อการศึกษาให้ที่ประชุม ครม.รับทราบ ซึ่งที่ผ่านมาเราได้ดำเนินการขับเคลื่อนในการนำระบบไอทีและระบบดิจิทัลมาใช้กับการเรียนการสอนต่างๆ อยู่แล้ว เช่น การจัดทำแพลตฟอร์ม เพราะกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญในการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในเรื่องการศึกษา ซึ่ง ครม.ก็ได้รับทราบแล้ว และหลังจากนี้กระทรวงศึกษาธิการจะแจ้งให้ทาง สว.รับทราบต่อไป

เสมา 1 ปลื้ม สพฐ. ยกระดับสุขอนามัยนักเรียน เปิดกิจกรรม Kick Off สุขาดี มีความสุข

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/803153

เสมา 1 ปลื้ม สพฐ. ยกระดับสุขอนามัยนักเรียน เปิดกิจกรรม Kick Off  สุขาดี มีความสุข

เสมา 1 ปลื้ม สพฐ. ยกระดับสุขอนามัยนักเรียน เปิดกิจกรรม Kick Off สุขาดี มีความสุข

วันอังคาร ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 09.14 น.

“เสมา 1” ปลื้ม สพฐ. ยกระดับสุขอนามัยนักเรียน เปิดกิจกรรม Kick Off “สุขาดี มีความสุข” ทุกโรงเรียนพร้อมกันทั่วประเทศ

วันที่ 6 พฤษภาคม 2567 ณ โรงเรียนวัดเมตารางค์ จังหวัดปทุมธานี พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดกิจกรรม Kick Off “สุขาดี มีความสุข” ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยมี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ นายพิษณุ พลธี ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. นายสุรินทร์ มั่นประสงค์ ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยผู้อำนวยการสำนักของ สพฐ. ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกิจกรรม การติดป้ายโลโก้ “สุขาดี มีความสุข” ทุกโรงเรียนพร้อมกันทั่วประเทศ ผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting 

โอกาสนี้ ผู้บริหารระดับสูงของ ศธ. ได้ลงพื้นที่เพื่อร่วมกิจกรรม Kick Off “สุขาดี มีความสุข” ในทุกภูมิภาค จำนวน 5 จุด ได้แก่ จุดที่ 1 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนวัดหนองน้ำส้ม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จุดที่ 2 นายเชิดศักดิ์ โภคกุลกานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนบ้านสร้างถ่อ จังหวัดอุบลราชธานี  จุดที่ 3 นายวิศรุต ปู่เพ็ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนบ้านร่องแซง จังหวัดขอนแก่น จุดที่ 4 โรงเรียนอนุบาลพิจิตร จังหวัดพิจิตร  และจุดที่ 5 โรงเรียนวัดธารน้ำไหล จังหวัดสุราษฎร์ธานี

พลตำรวจเอก เพิ่มพูน กล่าวว่า ตามที่ตนได้สื่อสารนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ “เรียนดี มีความสุข” ไปยังทุกเขตพื้นที่ รวมถึงได้แจ้งในการประชุมเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา เพื่อขอให้สถานศึกษาได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมการเปิดภาคเรียน ปีการศึกษา 2567 ในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดทำโครงการ “สุขาดี มีความสุข” เพื่อพัฒนาและปรับปรุงห้องน้ำโรงเรียนในสังกัด ให้ถูกสุขลักษณะและปลอดภัย พร้อมทั้งปลูกฝังให้นักเรียนรู้จักการใช้ บำรุง ดูแล และรักษาห้องน้ำอย่างถูกวิธี เพื่อจะได้มีห้องน้ำโรงเรียนที่ถูกสุขลักษณะ เสริมสร้างความปลอดภัยต่อสุขอนามัยที่ดีของนักเรียน ส่งผลให้เรียนดี มีความสุข ไปพร้อมกัน

 “จากการสำรวจความคิดเห็นของนักเรียน ว่ามีความต้องการให้ปรับปรุงเรื่องใดภายในโรงเรียน และผลการสำรวจส่วนใหญ่ พบว่า นอกจากได้เรียนในห้องเรียนที่ดี มีบรรยากาศที่สร้างสรรค์กับครูผู้สอนแล้ว สิ่งที่นักเรียนต้องการมากที่สุด คือ ให้มีการปรับปรุงห้องน้ำ สพฐ. จึงนำความต้องการของนักเรียนมาดำเนินโครงการ “สุขาดี มีความสุข” โดยมอบหมายให้โรงเรียนในสังกัด สพฐ. ทุกแห่งทั่วประเทศ สำรวจห้องน้ำ ปรับปรุงซ่อมแซม ให้ห้องน้ำของทุกโรงเรียนสะอาด สะดวก สบาย ถูกสุขลักษณะ สวยงาม ซึ่งในวันนี้ทุกโรงเรียนได้ดำเนินการปรับปรุงห้องน้ำแล้วเสร็จ จึงมีกิจกรรม Kick Off ติดป้ายโลโก้ “สุขาดี มีความสุข” พร้อมใช้รองรับในการเปิดภาคเรียนที่ 1/2567 ในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้” รมว.ศธ. กล่าว

ทางด้านนางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ตามที่ได้รับมอบหมายจาก ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. มอบนโยบายการปรับปรุงห้องน้ำโรงเรียน ในปีการศึกษา 2567 นี้ สพฐ. ได้จัดสรรงบประมาณในการปรับปรุงให้แก่โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 80 คน จำนวน 9,698 โรงเรียน โรงเรียนละ 10,000 บาท รวมใช้งบประมาณ 97 ล้านบาท ส่วนโรงเรียนทั่วไปใช้เงินรายได้ของสถานศึกษา หรือเงินอื่นๆ ที่โรงเรียนสามารถบริหารจัดการได้ ซึ่งผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ได้มีการลงพื้นที่กำกับติดตามและช่วยเหลือโรงเรียนในการปรับปรุงห้องน้ำ มีการถ่ายภาพก่อนและหลังการปรับปรุงส่งมาให้ สพฐ. ด้วย โดยได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า ต่อไปห้องน้ำของโรงเรียน มีสุขภัณฑ์ โถส้วม โถปัสสาวะ อ่างล้างมือ ที่สะอาดถูกสุขลักษณะ, ประตู ช่องระบายอากาศ อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานและมีความปลอดภัย, ระบบน้ำประปา ให้เพียงพอ, ระบบไฟฟ้า ไฟแสงสว่างภายในเพียงพอและปลอดภัย, ทาสีห้องน้ำ จัดสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกให้เหมาะสมถูกสุขลักษณะ ซึ่งครูและนักเรียนจะใช้ห้องน้ำร่วมกัน ก็จะระวังเรื่องความสะอาดมากขึ้น และสามารถลดการที่เด็กทำเรื่องไม่เหมาะสมในห้องน้ำได้ เพราะครูอาจจะ
เข้าไปพบเจอได้

“ทั้งนี้ หลังจาก Kick Off “สุขาดี มีความสุข” ในทุกโรงเรียนทั่วประเทศแล้ว สพฐ. จะมอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่ง มีการประเมินติดตามผลเป็นระยะ เพื่อให้ห้องน้ำของโรงเรียนอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน สะอาด สะดวก สบาย ถูกสุขลักษณะ สวยงาม ตามเป้าหมายของโครงการฯ อย่างต่อเนื่อง” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว