ผบ.ตร.สุดอาลัย’ดาบวิชัย’ ตำรวจต้นแบบ ผู้สร้างแรงบันดาลใจอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้ชาวบ้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772093

ผบ.ตร.สุดอาลัย'ดาบวิชัย' ตำรวจต้นแบบ ผู้สร้างแรงบันดาลใจอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้ชาวบ้าน

ผบ.ตร.สุดอาลัย’ดาบวิชัย’ ตำรวจต้นแบบ ผู้สร้างแรงบันดาลใจอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้ชาวบ้าน

วันอังคาร ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 19.52 น.

ผบ.ตร.สุดอาลัย’ดาบวิชัย’ ตำรวจต้นแบบ ผู้สร้างแรงบันดาลใจอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้ชาวบ้าน และคนรุ่นหลัง ปลูกมาแล้วกว่า 3 ล้านต้น เสียชีวิตในวัย 77 ปี

วันนี้ (28 พฤศจิกายน 2566) พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.พิษณุุ วัตถุ ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ เป็นตัวแทนมอบพวงหรีด และเงินร่วมทำบุญกับครอบครัว ร.ต.ต.วิชัย สุริยุทธ หรือดาบวิชัย ซึ่งเสียชีวิตในวัย 77 ปี ที่บ้านเกิดจังหวัดศรีสะเกษ เมื่อคืนวันที่ 25 พ.ย.2566 ที่ผ่านมา ท่ามกลางความเศร้าโศกของครอบครัว รวมถึงเพื่อนข้าราชการตำรวจ และประชาชนคนไทย ต่อการจากไปของท่านในครั้งนี้ นอกจากนี้ ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ เป็นตัวแทน พล.ต.ท.ฐากูร  นัทธีศรี  ผบช.ภ.3  มอบพวงหรีด และ พ.ต.ท.อิทธิพล กริสว่าง รองผกก.ป.ปรท.ผกก.สภ.ปรางค์กู่  มอบพวงหรีด  ในนาม  สภ.ปรางค์กู่
 
นอกจากนี้ เวลา 16.00 น. ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ ร่วมพิธีน้ำหลวงอาบศพ โดยมี นายอนุพงษ์  สุขสมนิตย์  ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ  เป็นประธาน  

ร.ต.ต.วิชัย สุริยุทธ หรือดาบวิชัย นับเป็นปูชนียบุคคลของข้าราชการตํารวจ อีกนายหนึ่ง ที่เป็นต้นแบบแห่งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้ชาวบ้าน และคนรุ่นหลัง ได้ตระหนักถึงป่าไม้ และการปลูกป่าเพื่อชุมชม 

สำหรับ ดาบวิชัย ถูกยกให้เป็นคนปลูกต้นไม้แห่งบ้านปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ โดยทุ่มเทแรงใจและความปรารถนาดีให้กับสังคม ตั้งแต่ปี 2531 ชาวบ้าน อ.ปรางค์กู่ ต่างเคยชินกับภาพชายที่ถือถุงปุ๋ย จอบ หรือเสียม ก้มลงขุดดินปลูกต้นไม้ทั้งต้นยาง ต้นมะค่าแต้ ต้นขี้เหล็ก สะเดา ริมถนนสายหลัก ริมสระขุดใหม่ ที่หัวไร่ปลายนาของชาวบ้าน ผ่านมาแล้วหลายปีเขาปลูกต้นไม้นับล้านต้น ต่อมาได้ส่งเสริมการทำไร่นาสวนผสมให้กับชาวบ้าน โดยมีพันธุ์พืชที่หลากหลาย ตั้งแต่พืชล้มลุก พืชสวนครัว ไปจนถึงไม้ยืนต้นที่ใช้ประโยชน์ และชาวบ้านหันมาทำการเกษตรแนวทางนี้เพิ่มขึ้น เช่น ต.สำโรงปราสาท และ ต.ตูม นอกจากนี้ ดาบวิชัย ยังทำหน้าที่อบรมเยาวชน ในฐานะวิทยากรของหน่วยงานต่าง ๆ นำแนวทางพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ ทั้งเรื่องการปลูกต้นไม้ รักษาสภาพแวดล้อมให้ชุมชน และรณรงค์เรื่องโทษของยาเสพติด อีกด้วย

ระงับกู้ยืม‘นศ.’ ‘ศุภมาส’สั่งตรวจสอบ ย้ำต้องดูแลอย่าให้เสียสิทธิ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772058

ระงับกู้ยืม‘นศ.’ ‘ศุภมาส’สั่งตรวจสอบ ย้ำต้องดูแลอย่าให้เสียสิทธิ์

ระงับกู้ยืม‘นศ.’ ‘ศุภมาส’สั่งตรวจสอบ ย้ำต้องดูแลอย่าให้เสียสิทธิ์

วันอังคาร ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 17.47 น.

“ศุภมาส”ชี้”กยศ.”ระงับการกู้ยืม นศ.ปี 1 คณะพยาบาลศาสตร์ เหตุข้อมูลการกู้ยืมไม่ตรงตามที่ยื่นขอ และอยู่ระหว่างตรวจสอบคุณสมบัติจาก กยศ. พร้อมสั่งการให้ ผอ.กคอ.ลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับ กยศ.สัปดาห์หน้า ย้ำต้องดูแล นศ.อย่าให้เสียสิทธิ์การกู้

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีกลุ่มตัวแทนของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ได้ยื่นหนังสือร้องทุกข์กับศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดศรีษะเกษ ว่ายังไม่ได้รับอนุมัติเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา จำนวน 42 คน ซึ่งทุกคนต่างได้รับความเดือดร้อน เพราะไม่มีเงินใช้จ่ายเป็นค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพ โดยภายหลังทางกองทุนกูยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้ออกมาชี้แจงว่า เหตุที่ล่าช้าเนื่องจากตรวจพบความไม่สอดคล้องของข้อมูล และพบความผิดปกติในการยื่นกู้ โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ และรอการชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมจากสถานศึกษานั้น

รมว.อว.กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ในส่วนของ อว.ตนได้สั่งตรวจสอบไปยังสถาบันการศึกษาต้นสังกัด พบว่า กรณีนี้เป็นกรณีสืบเนื่องจากการที่วิทยาลัยเฉลิมกาญจนาระยองได้ปิดกิจการ และได้โอนนักศึกษาไปเรียนรวมกันที่มหาวิทยาลัยดังกล่าว โดยขณะนี้ กยศ.กำลังตรวจสอบข้อมูลนักศึกษาที่ยื่นกู้จำนวน 6,823 ราย เพื่อให้สอดคล้องตามคุณสมบัติผู้กู้ตามที่ กยศ.กำหนดไว้ ทั้งนี้ หากนักศึกษาผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว กยศ.จะอนุมัติได้ทันที

“ดิฉันได้รับรายงานว่า กยศ.จะลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อมูลในสัปดาห์หน้า และกระทรวง อว.จะส่งผู้อำนวยการกองยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา (กคอ.) เป็นผู้แทนร่วมลงพื้นที่ด้วย ในฐานะ รมว.อว.ได้กำชับให้ผู้แทนกระทรวง อว.ให้ดูแลและประสานอำนวยความสะดวกเพื่อไม่ให้นักศึกษาเสียสิทธิ์ในการกู้ยืมเรียนจาก กยศ.ซึ่งถือเป็นโอกาสทางการศึกษาของเยาวชน โดยที่ผ่านมา อว.ก็ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบยังสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ที่มีนักศึกษากู้ยืมเรียน เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือดูแล และไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการเรียนของนักศึกษามาโดยตลอด เผื่อหากมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นเกี่ยวกับการกู้ยืมจะได้เร่งแก้ปัญหาร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาต้นสังกัดเพื่อไม่ให้กระทบกับนักศึกษา นอกจากนี้ อว.ยังพร้อมสนับสนุนและดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาหนี้ให้กับประชาชน โดยเฉพาะในส่วนของหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมเรียน ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตอีกด้วย” น.ส.ศุภมาส กล่าว

‘ปธ.องคมนตรี’เชิญหนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 43 ฉบับพระราชทานมอบแก่’ปลัด มท.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772013

'ปธ.องคมนตรี'เชิญหนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 43 ฉบับพระราชทานมอบแก่'ปลัด มท.'

‘ปธ.องคมนตรี’เชิญหนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 43 ฉบับพระราชทานมอบแก่’ปลัด มท.’

วันอังคาร ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 15.20 น.

ประธานองคมนตรี เชิญหนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 43 ฉบับพระราชทานมอบแก่ปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อเชิญไปมอบแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด จำนวน 9,416 เล่ม

วันนี้ (28 พ.ย.66) เวลา 09.30 น.ที่ห้องรับรอง 3 ทำเนียบองคมนตรี พระราชอุทยานสราญรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นประธานในพิธีเชิญหนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 43 ฉบับพระราชทานมอบแก่ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย จำนวน 9,416 เล่ม โดยมี นายแพทย์เกษม วัฒนชัย ประธานกรรมการมูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นายจรัลธาดา กรรณสูต นายอำพน กิตติอำพน รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ นายธงทอง จันทรางศุ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิฯ นายสมคิด จันทมฤก นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายชยาวุธ จันทร อธิบดีกรมที่ดิน นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการปกครอง นายขจร ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมในพิธี

โอกาสนี้ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เปิดกรวยกระทงดอกไม้ถวายธูปเทียนแพถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วเชิญหนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 43 ฉบับพระราชทาน วางบนพานเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากนั้น นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้ารับหนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 43 ฉบับพระราชทาน เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นอันเสร็จพิธี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จัดพิธีมอบหนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 43 ฉบับพระราชทานแก่ปลัดกระทรวงมหาดไทยเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ เพื่อเชิญไปมอบแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด จำนวน 9,416 เล่ม จากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดจะได้เชิญไปมอบให้แก่สถานศึกษาเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการศึกษาต่อไป

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปณิธานอันมุ่งมั่นในการสืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้วยการนำเอาองค์ความรู้ที่แตกต่างกันตามหมวดสาขาวิชาต่างๆ ให้นักวิชาการ ผู้รู้ ช่วยกันเรียบเรียงในภาษาที่ง่าย เผยแพร่ไปสู่เด็ก เยาวชน และผู้ใหญ่ ในทุกจังหวัด ทำให้ทั้งผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ เด็ก และเยาวชน ได้มีโอกาสในการที่จะแสวงหาองค์ความรู้ที่แตกต่างหลากหลาย ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการที่จะทำให้เด็กสามารถเติบใหญ่ และทำให้ผู้ใหญ่สามารถแนะนำลูกหลาน ให้มีความรู้และความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก และที่สำคัญที่สุด นอกจากนี้ ทรงมีพระราชดำริให้จัดทำสารานุกรมในรูปแบบ E-Book ด้วย อันจะยิ่งทำให้สามารถทำให้เรื่องราวต่าง ๆ ในสารานุกรมสามารถแพร่กระจายไปสู่ประชาชนทุกวัยได้โดยง่าย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานให้กับพวกเราชาวไทย” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า หนังสือชุดสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ ถือกำเนิดขึ้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่มีพระราชประสงค์จะให้มีหนังสือที่จะรวบรวมความรู้แขนงต่าง ๆ สำหรับพสกนิกรได้มีโอกาสอ่านและศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งได้ริเริ่มดำเนินการในปีพุทธศักราช 2511 โดย พลโท พระยาศัลวิธานนิเทศ รับสนองพระราชประสงค์เกี่ยวกับการจัดทำหนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยได้รับพระราชทานเงินจำนวนหนึ่ง เพื่อเป็นทุนในการจัดทำและได้ดำเนินงานมาจนถึงพุทธศักราช 2562 และต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เปลี่ยนสถานะเป็นมูลนิธิ โดยใช้ชื่อว่า “มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้เงินและทรัพย์สินของโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เป็นทุนเริ่มแรก ในการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ ทั้งยังมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ที่ปรึกษา และมีนายแพทย์เกษม วัฒนชัย เป็นประธานกรรมการมูลนิธิฯ

“สำหรับหนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 43 ฉบับพระราชทานเล่มนี้ มีสาระที่น่าสนใจรวม 8 เรื่อง ได้แก่ 1.ประเพณีสิบสองเดือน มีเนื้อหาว่าด้วยงานประเพณีต่างๆ ในวิถีไทยที่มีขึ้นประจำเดือนต่าง ๆ สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต คติความเชื่อ และจิตใจอันดีงามของคนไทยที่มีมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน เช่น เทศกาลสงกรานต์ การรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ ประเพณีแห่เทียนพรรษา ประเพณีตักบาตรเทโว ประเพณีทอดกฐินและผ้าป่า 2.ชาวมอญในประเทศไทย มีเนื้อหาว่าด้วยมอญ ซึ่งเป็นชนชาติเก่าแก่แต่โบราณ บางส่วนยังอยู่ทางตอนใต้ของประเทศเมียนมา และชาวไทยเชื้อสายมอญ ที่มีชุมชนมอญกระจายอยู่มากถึง 37 จังหวัด โดยชาวมอญสามารถอยู่ร่วมกับชาวไทยได้เป็นอย่างดี ขณะที่ชาวมอญเหล่านั้นยังคงรักษาธรรมเนียมประเพณีความเชื่อของชนชาติไว้ได้ ทำให้สามารถรักษาวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมไว้ให้ปรากฏแม้จนปัจจุบัน 3.การศึกษาแบบวิถีไทย มีเนื้อหาว่าด้วยเรื่องการศึกษาตามทัศนะและวิธีการของไทย ที่เน้นการเล่าเรียนซึ่งกลมกลืนไปกับวิถีชีวิต วิถีทางศาสนา และวิถีทางวัฒนธรรม การศึกษา มีทั้งสถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา และระบบโรงเรียนทำงานประสานสอดคล้องกัน การศึกษาแบบวิถีไทยจึงเป็นกระบวนการพัฒนาชีวิตที่เจริญและพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปอย่างสอดคล้องกับกาลเวลาและสิ่งแวดล้อม 4.กัญชงและกัญชา พืชทั้งสองอย่างเป็นพืชล้มลุกที่มีอายุเพียงปีเดียว และอยู่คู่กับมนุษย์มานานหลายพันปีแล้ว ในปัจจุบันกัญชงสามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น ทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม กระดาษ อาหารผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเครื่องสำอาง ขณะที่กัญชาซึ่งเป็นพืชตระกูลเดียวกัน นิยมปลูกเพื่อใช้เป็นยารักษาโรคหรือใช้ในการป้องกันบำบัดโรคเบื้องต้น แต่ต้องอยู่ในความควบคุมของรัฐ

5.การเพาะเลี้ยงไส้เดือนดินซึ่งเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ไม่มีขา ลำตัวยาวเป็นปล้อง มีทั้งชนิดที่อยู่ผิวหน้าดินและชนิดที่ชุดรูอยู่ใต้ดิน เมื่อไส้เดือนดินกินเศษผักผลไม้จะถ่ายมูลออกมาผสมลงไปในดินทำให้ได้ปุ๋ยหมักที่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืช การเพาะเลี้ยงไส้เดือนดินจึงมีประโยชน์ทั้งในด้านการกำจัดเศษวัสดุอินทรีย์ ช่วยลดปริมาณขยะ และทำให้ได้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพดีเพื่อใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีราคาแพงด้วย 6.การบริหารจัดการลุ่มน้ำโดยชุมชน เพราะน้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ทางหนึ่งที่ทุกคนจะสามารถช่วยเหลือชุมชนของตนเองให้มีน้ำใช้ได้ตลอดทั้งปี คือ การช่วยกันดูแลรักษา หาแนวทางในการจัดการและพัฒนาแหล่งน้ำในชุมชนด้วยความร่วมมือร่วมใจจากทุกคน และน้อมนำแนวพระราชดำริเรื่อง “เกษตรทฤษฎีใหม่” ปรัชญา” เศรษฐกิจพอเพียง” รวมทั้งแนวทาง “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาใช้ประโยชน์ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน 7.ดาราจักร ศัพท์ภาษาไทยของคำว่า Galaxy หมายถึงระบบขนาดใหญ่ของดาวฤกษ์จำนวนหลายพันล้านถึงหลายแสนล้านดวงที่รวมกันอยู่ จนเกิดเป็นรูปร่างต่าง ๆ เช่น ดาราจักรของเรามีชื่อว่าดาราจักรทางช้างเผือก เพราะดาวฤกษ์ส่วนใหญ่ที่เป็นองค์ประกอบของดาราจักรนี้ปรากฏอยู่ในบริเวณท้องฟ้าที่เรียกว่า ทางช้างเผือก ดาราจักรประกอบด้วยดาวฤกษ์ เทหวัตถุ ที่อยู่ระหว่างดาวฤกษ์ หลุมดำมวลยวดยิ่งซึ่งอยู่ที่ศูนย์กลางของดาราจักร และสสารมืดที่อยู่รอบนอกของดาราจักร และ 8.โรคหลอดเลือดสมอง สมองซึ่งเป็นหนึ่งในอวัยวะสำคัญที่สุดของร่างกายต้องการเลือดมาหล่อเลี้ยงการทำงานอยู่เสมอ โรคหลอดเลือดสมองไม่ว่าจะเป็นอาการตีบ ตัน หรือแตก ล้วนทำให้สมองทำงานผิดไปจากปกติ และถ้ามีความรุนแรงมากก็อาจถึงแก่ชีวิตได้ การรู้จักวิธีสังเกตอาการและการป้องกันสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง เช่น การเลิกสูบบุรี และการรับประทานอาหารที่ถูกต้องออกกำลังกายอย่างเหมาะสม จึงช่วยลดความเสี่ยงและอันตรายของการเป็นโรคหลอดเลือดสมองได้” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย

– 006

ปลัดศธ.เตรียมการสรรหา’ผู้บริหารต้น’แทนตำแหน่งว่าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771992

ปลัดศธ.เตรียมการสรรหา'ผู้บริหารต้น'แทนตำแหน่งว่าง

ปลัดศธ.เตรียมการสรรหา’ผู้บริหารต้น’แทนตำแหน่งว่าง

วันอังคาร ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.13 น.

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนน 2566 นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานปลัด ศธ.เตรียมการสรรหาผู้บริหารต้นหรือข้าราชการระดับ 9 โดยล่าสุดทางกองบริหารทรัพยากรบุคคล (กบค.) ได้เสนอตำแหน่งว่างขึ้นมาแล้ว เพื่อเข้าสู่กระบวนการ ซึ่งเท่าที่ดูมีตำแหน่งว่างที่ต้องเร่งดำเนินการสรรหา อาทิ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) 2 ตำแหน่ง ผู้ช่วยปลัด ศธ. 1 ตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) 1 ตำแหน่ง เป็นต้น ขณะเดียวกันจะหารือกับส่วนราชการอื่นที่มีตำแหน่งผู้บริหารต้นที่ยังว่างอยู่ เช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งยังมีตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ว่างอยู่ 1 ตำแหน่ง ว่าจะดำเนินการสรรหาพร้อมกันไปในคราวเดียวหรือไม่

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ในส่วนของรองอธิบดี สกร.ที่ต้องดำเนินการสรรหาเพิ่มนั้น เหตุเพราะที่ประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) ศธ.ที่มี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ.เป็นประธาน เมื่อเร็วๆ นี้ มีมติไล่ออกจากราชการ 1 ราย (รองอธิบดี สกร.) เนื่องด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดกับผู้ร่วมดำเนินโครงการจัดซื้อครุภัณฑ์ภายใต้โครงการแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 หรือ SP 2 ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และล่าสุด รองอธิบดี สกร.รายดังกล่าวได้รับทราบคำสั่งดังกล่าวแล้ว ดังนั้น ทาง สกร.จึงแจ้งอัตราว่างมาที่สำนักงานปลัด ศธ.เพื่อดำเนินการสรรหาแทนอัตราว่างต่อไป

“หากสอบถามไปยัง สพฐ.และตอบกลับมาว่าจะดำเนินการสรรหาพร้อมกัน สำนักงานปลัด ศธ.ก็จะประกาศตำแหน่งว่าง เพื่อรับสมัครผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้ารับการสรรหา ซึ่งการสรรหาผู้บริหารต้น จะต้องผ่านการประเมินสมรรถนะ จากคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ด้วย หากใครยังไม่มี หรือหมดอายุแล้วก็จะต้องประสานกับ ก.พ.เพื่อเข้ารับการประเมินใหม่ ก่อนเข้าสู่กระบวนการประเมินเพื่อคัดเลือก โดยในการคัดเลือก จะต้องมีการสัมภาษณ์แสดงวิสัยทัศน์ ตามนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) ในเรื่องจิตสำนึกการรักชาติ รักประเทศ รักประชาชน มีจริยธรรม และมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ ทางสำนักงานปลัด ศธ.จะเร่งดำเนินการสรรหาผู้บริหารต้นแทนอัตราว่างโดยเร็วที่สุด เพื่อให้การบริหารงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ” นายสุเทพ กล่าว

กยศ.แจงปม‘นักศึกษาพยาบาล’ร่ำไห้ ไม่ได้รับอนุมัติเงินกู้ พบข้อมูลไม่สอดคล้อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771956

กยศ.แจงปม‘นักศึกษาพยาบาล’ร่ำไห้ ไม่ได้รับอนุมัติเงินกู้ พบข้อมูลไม่สอดคล้อง

กยศ.แจงปม‘นักศึกษาพยาบาล’ร่ำไห้ ไม่ได้รับอนุมัติเงินกู้ พบข้อมูลไม่สอดคล้อง

วันอังคาร ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 11.56 น.

‘กยศ.’ชี้แจงกรณี‘นักศึกษาพยาบาล’ยังไม่ได้รับอนุมัติเงินกู้ เหตุตรวจพบความไม่สอดคล้องของข้อมูล อยู่ระหว่างรอการชี้แจงจากสถานศึกษา ยืนยันถ้ามีคุณสมบัติครบสามารถกู้เงินได้ทุกคน

28 พฤศจิกายน 2566 กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ชี้แจงกรณีที่กลุ่มตัวแทนของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งได้ยื่นหนังสือร้องทุกข์กับศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดศรีสะเกษ ว่ายังไม่ได้รับอนุมัติเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา โดยกองทุนได้ตรวจสอบพบความไม่สอดคล้องของข้อมูลและพบความผิดปกติในการยื่นขอกู้ยืม ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบและรอการชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมจากทางสถานศึกษา 

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้เปิดเผยว่า “จากกรณีที่นักศึกษาพยาบาลเข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์กับศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดศรีสะเกษ ว่ายังไม่ได้รับอนุมัติการให้เงินกู้ยืมจากกองทุนนั้น กองทุนขอชี้แจงว่าสถานศึกษาดังกล่าว มีผู้กู้ยืมเงินในปีการศึกษา 2564 จำนวน 9,199 ราย ปีการศึกษา 2565 จำนวน 14,937 ราย และปีการศึกษา 2566 มีผู้ยื่นขอกู้ยืม จำนวน 23,136 ราย ซึ่งผู้กู้ที่ได้ยื่นขอกู้ยืมเงินในปี 2566 ได้รับการอนุมัติให้กู้ยืมเงินแล้ว จำนวน 16,313 ราย คงเหลือยังไม่อนุมัติให้กู้ยืม จำนวน 6,823 ราย เนื่องจากได้ตรวจสอบพบว่าในกลุ่มที่ยังไม่อนุมัตินี้เป็นผู้ที่มีงานทำ 2,644 ราย ซึ่งไม่เป็นไปตามคุณสมบัติของการกู้ยืม ทั้งนี้ กองทุนตรวจพบความไม่สอดคล้องของข้อมูลหลายประการ เช่น ผู้กู้ยืมบางรายแจ้งว่าไม่ทราบข้อมูลของบิดามารดา และเมื่อกองทุนขอข้อมูลเพิ่มเติม บางรายแจ้งว่าไม่สะดวกในการเตรียมเอกสาร นอกจากนั้นผู้รับรองรายได้บางรายมีการรับรองรายได้ให้กับครอบครัวของผู้กู้ยืมจำนวนมากที่มีภูมิลำเนาต่างจังหวัดกัน และเมื่อกองทุนติดต่อไปตามหมายเลขโทรศัพท์ที่ได้ให้ไว้แต่ติดต่อไม่ได้

ทั้งนี้ กองทุนได้กำหนดคุณสมบัติของผู้กู้ยืมเงินคือ 1. มีสัญชาติไทย 2. ศึกษาหรือได้รับการตอบรับให้เข้าศึกษาอยู่ในสถานศึกษาที่ร่วมดำเนินงานกับกองทุน 3. เป็นผู้ขอกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาในการเข้าศึกษาที่สถานศึกษาเพียงแห่งเดียวในคราวภาคการศึกษาเดียวกัน 4. มีผลการเรียนดีหรือผ่านเกณฑ์การวัดและประเมินผลของสถานศึกษา 5. มีความประพฤติดี ไม่ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของสถานศึกษาขั้นร้ายแรงหรือไม่เป็นผู้ที่มีความประพฤติเสื่อมเสีย

กองทุนได้กำหนดลักษณะต้องห้าม ดังนี้ 1. ไม่เป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขาใดสาขาหนึ่งมาก่อน 2. ไม่เป็นผู้ปฏิบัติงานและรับเงินเดือนหรือค่าจ้างประจำในหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน ในลักษณะเต็มเวลา เว้นแต่จะได้กำหนดเป็นอย่างอื่นในคุณสมบัติเฉพาะสำหรับการให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาลักษณะหนึ่งลักษณะใด 3. ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย 4. ไม่เป็นหรือเคยเป็นผู้ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ 5. ไม่เป็นหรือเคยเป็นผู้ที่ผิดนัดชำระหนี้กับกองทุน เว้นแต่ได้ชำระหนี้ดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบและรอการชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมจากทางสถานศึกษา

“กองทุนได้แจ้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งเป็นต้นสังกัดของสถานศึกษาให้ทราบแล้ว โดยกองทุนและเจ้าหน้าที่ของทางกระทรวง อว. จะลงพื้นที่เพื่อไปตรวจสอบและรับฟังคำชี้แจงของสถานศึกษาในสัปดาห์หน้า กองทุนขอยืนยันว่า ผู้กู้ยืมที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีลักษณะต้องห้ามและดำเนินการตามระเบียบที่กองทุนกำหนดจะมีสิทธิได้กู้ยืมอย่างแน่นอน” ผู้จัดการกองทุนฯ กยศ. กล่าว

ประชาชนร่วมประเพณีลอยกระทง ‘คลองโอ่งอ่าง’คึกคัก (ประมวลภาพ)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771856

ประชาชนร่วมประเพณีลอยกระทง 'คลองโอ่งอ่าง'คึกคัก (ประมวลภาพ)

ประชาชนร่วมประเพณีลอยกระทง ‘คลองโอ่งอ่าง’คึกคัก (ประมวลภาพ)

วันจันทร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 19.02 น.

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศบริเวณคลองโอ่งอ่าง มีประชาชน ชาวไทยและต่างชาติ ร่วมสืบสานประเพณี วันลอยกระทง แสงสุขแห่งสายน้ำ อยากคึกคัก

‘สพฐ.’เร่งช่วยเหลือครูคืนถิ่น ไฟเขียวขอย้ายกลับบ้านไปดูแลพ่อป่วยอัลไซเมอร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771843

'สพฐ.'เร่งช่วยเหลือครูคืนถิ่น ไฟเขียวขอย้ายกลับบ้านไปดูแลพ่อป่วยอัลไซเมอร์

‘สพฐ.’เร่งช่วยเหลือครูคืนถิ่น ไฟเขียวขอย้ายกลับบ้านไปดูแลพ่อป่วยอัลไซเมอร์

วันจันทร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 18.49 น.

สพฐ. แจงกรณีครูผิดหวังไม่ได้ย้ายกลับบ้าน พร้อมเร่งช่วยเหลือไม่ให้ครูเดือดร้อน

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2566 นางเกศทิพย์ ศุภวานิช โฆษกสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (โฆษก สพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏบนสื่อออนไลน์ถึงกรณีที่มีข้าราชการครูคนหนึ่ง ขอย้ายกลับบ้านเพื่อดูแลพ่อที่ป่วยดูแลตัวเองไม่ได้ โดยต้องเดินทางไป-กลับ จากบ้านไปโรงเรียนกว่า 40 กิโลเมตรทุกวัน และดูแลพ่อเพียงคนเดียว แต่ไม่ได้รับการพิจารณาย้ายจากทางโรงเรียนต้นสังกัดนั้น

นางเกศทิพย์ กล่าวว่า จากประเด็นดังกล่าว ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ได้มอบหมายศูนย์ความปลอดภัย สพฐ. ติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น พบว่า ครูคนดังกล่าวเป็นข้าราชการครูของโรงเรียนแห่งหนึ่งในตำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ ได้เคยแจ้งความประสงค์จะขอไปช่วยราชการอีกโรงเรียนหนึ่ง ที่อยู่ในตำบลโคกกง อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อดูแลบิดาซึ่งป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และในครอบครัวมีพี่น้องด้วยกัน 4 คน คุณครูเป็นพี่คนโต ซึ่งในแต่ละวันทุกคนต้องออกไปทำงาน ไม่มีใครดูแลบิดา ต้องฝาก อสม. ช่วยดูแลให้ โดยคุณครูได้ทำเรื่องขอไปช่วยราชการที่โรงเรียนดังกล่าว กับทางโรงเรียนต้นสังกัด ทางผู้อำนวยการโรงเรียนต้นสังกัดจึงได้ดำเนินการตามกระบวนการโดยการเชิญคณะกรรมการสถานศึกษามาประชุมร่วมกัน และผลสรุปในที่ประชุมไม่อนุญาตให้ไปช่วยราชการ

นางเกศทิพย์ กล่าวต่อไปว่า การพิจารณาย้ายครูมีองค์ประกอบหลายข้อ โดยเหตุผลของการย้ายก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการพิจารณา ซึ่งตามระเบียบ หากเป็นการขอไปช่วยราชการภายในเขตพื้นที่เดียวกัน ทางสำนักงานเขตพื้นที่ฯ สามารถเสนอขอให้ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ ทำการพิจารณาอนุมัติได้ แต่หากเป็นการขอไปช่วยราชการที่ต่างเขตพื้นที่ ต้องส่งเรื่องเข้ามาที่ สพฐ. ส่วนกลางให้ทำการพิจารณาอนุญาต ทั้งนี้ ทางโรงเรียนต้นสังกัดอาจให้ความเห็นไม่อนุญาต แต่ผู้บังคับบัญชาสามารถใช้ดุลยพินิจ พิจารณาให้การอนุญาตได้ตามเหตุผลแล้วแต่กรณี  ซึ่งในกรณีของข้าราชการครูคนดังกล่าว ล่าสุด ทางสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ สพฐ.  ได้มีการประสานไปยังผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ ในการอนุญาตให้ย้ายไปช่วยราชการได้ โดยเสนอไปที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ ให้ทำการพิจารณาอนุมัติ และทางสำนักงานเขตพื้นที่ฯ จะเกลี่ยพนักงานราชการที่ทำหน้าที่ครูผู้สอน ให้มาชดเชยยังโรงเรียนต้นสังกัดต่อไป

“ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ) และเลขาธิการ กพฐ. ได้รับทราบถึงประเด็นดังกล่าวและมีความห่วงใยครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงได้เน้นย้ำการขับเคลื่อนนโยบายลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ทั้งในเรื่องครูและบุคลากรทางการศึกษาคืนถิ่น ที่ต้องดำเนินการโยกย้ายกลับภูมิลำเนาด้วยความโปร่งใส ไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง รวมถึงการปรับวิธีการประเมินวิทยฐานะ การเร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินครู การลดขั้นตอนมุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน และจัดหาอุปกรณ์การสอนและสวัสดิการ เพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีความเป็นอยู่ที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ คืนครูกลับสู่ห้องเรียน และสามารถจัดการเรียนการสอนให้นักเรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ

ทั้งนี้ เลขาธิการ กพฐ. ให้ สพร. ปรับเกณฑ์การช่วยราชการเพื่อให้สามารถแก้ปัญหาในกรณีที่ครูประสบปัญหาเช่นนี้ตามความเป็นจริง ซึ่งทุกส่วนที่เกี่ยวข้องพร้อมดำเนินการเพื่อให้ครูและบุคลากรทำงานได้อย่างมีความสุข โดยไม่มีความกังวลใด ๆและให้ทุกคนมุ่งพัฒนาผู้เรียนได้อย่างเต็มที่” โฆษก สพฐ. กล่าว

วธ.ชวน’แต่งไทยไปลอยกระทง’ ร่วมสืบสานเทศกาลประเพณีลอยกระทง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771815

วธ.ชวน'แต่งไทยไปลอยกระทง' ร่วมสืบสานเทศกาลประเพณีลอยกระทง

วธ.ชวน’แต่งไทยไปลอยกระทง’ ร่วมสืบสานเทศกาลประเพณีลอยกระทง

วันจันทร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 17.19 น.

วธ.ชวน“แต่งไทยไปลอยกระทง” ร่วมสืบสานเทศกาลประเพณีลอยกระทงยิ่งใหญ่ที่สุโขทัย เชียงราย วัดอรุณราชวราม ไอคอนสยาม นครปฐม หนุนซอฟต์พาวเวอร์ด้านเฟสติวัล-ท่องเที่ยว สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ

เมื่อวันที่ 27 พ.ย.2566 นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า รัฐบาลมุ่งขับเคลื่อน Soft Power โดยเฉพาะด้านเฟสติวัลเทศกาลประเพณีและด้านท่องเที่ยว สอดคล้องกับเป้าหมายของกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ในการส่งเสริมคุณค่าเทศกาลประเพณีของชาติและเทศกาลอื่นๆด้านวัฒนธรรมให้เป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ จึงได้ร่วมจัดงาน Thailand Winter Festivals ที่เป็นงานเฟสติวัลและเทศกาลประเพณีในกรุงเทพฯและจังหวัดต่างๆ ซึ่งรวมถึงงานเทศกาลประเพณีลอยกระทงที่วธ.บูรณาการกับหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชนจัดงานขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในหลายพื้นที่ อาทิ งานสืบสานตำนานยี่เป็ง ลอยกระทง 4 ชาติ ประทีปบ้านล้านดวง จังหวัดเชียงราย งานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย งานลอยกระทงสายน้ำแห่งวัฒนธรรม ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร งาน “SOOKSIAM ลำนำ วันเพ็ญ” ณ เมืองสุขสยาม ไอคอนสยาม ชั้น G กรุงเทพฯ งานร่วมสืบสานวัฒนธรรมไทย งานประเพณีลอยกระทง จังหวัดนครปฐม เป็นต้น ซึ่งมีกิจกรรมส่งเสริมและรณรงค์ให้ประชาชนแต่งกายชุดไทยไปลอยกระทงเพื่ออนุรักษ์ความเป็นไทย การประกวดกระทง การประกวดนางนพมาศ การแสดงพื้นบ้าน การจำหน่าย และจัดแสดงผลิตภัณฑ์อาหารพื้นบ้าน รวมทั้งมุ่งยกระดับงานประเพณีลอยกระทงให้เป็นงานระดับนานาชาติ นอกจากนี้ วธ.จัดกิจกรรมร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทงผ่านบัตรอวยพรอิเล็กทรอนิกส์ กระทรวงวัฒนธรรม “ลอยกระทง สายน้ำแห่งวัฒนธรรม Loy Krathong : River of Culture” ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 พฤศจิกายน 2566 ได้ที่ลิงค์ : https://ecard.m-culture.go.th

รมว.วธ.กล่าวอีกว่า การจัดงานประเพณีลอยกระทงที่วธ.ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆจัดขึ้นมุ่งเน้นประเด็นคุณค่าสาระของวัฒนธรรมประเพณี วิถีอัตลักษณ์ท้องถิ่น ได้แก่ 1.จัดกิจกรรมเน้นคุณค่าและสาระของวัฒนธรรม ประเพณี การท่องเที่ยวและสุขภาพ โดยคำนึงถึงความเหมาะสม ความหลากหลายของแต่ละท้องถิ่น 2.ส่งเสริมให้จังหวัดต่างๆ ร่วมจัดกิจกรรมทางศาสนา ความเชื่อ ในประเพณีลอยกระทงอย่างเหมาะสม 3.รณรงค์ให้ประชาชนสืบสานคุณค่าสาระและสิ่งที่ควรทำของประเพณีลอยกระทง รักษาความสะอาดแม่น้ำ ลำคลอง ประดิษฐ์กระทงด้วยวัสดุในท้องถิ่นหรือวัสดุที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม 4.สนับสนุนศิลปินพื้นบ้านในการจัดกิจกรรมการละเล่น และการแสดงทางวัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่น 5.ผู้เข้าร่วมงาน ควรคำนึงถึงหลักสิทธิ มนุษยชน เช่น การไม่คุกคามทางเพศ การไม่เล่นประทัด พลุ ดอกไม้ไฟในที่สาธารณะ 6.ขับขี่ยานพาหนะและใช้ถนนหนทางให้ปฏิบัติตาม กฎหมาย กฎจราจรอย่างเคร่งครัด

นายเสริมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า 7.การดำเนินการจัดงานตามคำแนะนำในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด โรคติดเชื้อของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด และการรักษาความปลอดภัยในด้านอื่นๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 8.ส่งเสริมภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประเพณีลอยกระทงทั้งในระดับท้องถิ่น ประเทศ และระหว่างประเทศ 9.ส่งเสริมภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน ในการเผยแพร่คุณค่าสาระของประเพณีลอยกระทงที่แท้จริงของต่อชาวต่างชาติ 10.ส่งเสริมในการสร้างความตระหนักรู้ ต่อประชาชนเกี่ยวกับประเพณีลอยกระทงในประเทศไทยในฐานะที่เป็นมรดกภูมิปัญญาของชาติ สร้างความภาคภูมิใจและหวงแหนในประเพณีลอยกระทงต่อประชาชน 11.รณรงค์ให้ประชาชนสร้างอัตลักษณ์ความเป็นไทยในการเข้าร่วมกิจกรรม ประเพณีลอยกระทง เช่น แต่งกายด้วยชุดสุภาพผ้าไทย ผ้าท้องถิ่น หรือชุดไทยที่เป็นอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น เป็นต้น 12.ส่งเสริมกิจกรรมที่มีความสร้างสรรค์ที่สามารถพัฒนาต่อยอดคุณค่าสาระลอยกระทง เพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจของชุมชนและของประเทศ โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ในชุมชน และยังคงอัตลักษณ์ของความเป็นท้องถิ่น ขณะเดียวกันประเทศไทยโดยวธ.เตรียมเสนอขึ้นทะเบียนเทศกาลประเพณีลอยกระทง เป็นรายการตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ในปี 2567

– 006

‘วัดพระธรรมกาย’ทอดกฐินอินเดีย ดินแดนถ้ำพุทธ 2,000 กว่าปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771810

'วัดพระธรรมกาย'ทอดกฐินอินเดีย ดินแดนถ้ำพุทธ 2,000 กว่าปี

‘วัดพระธรรมกาย’ทอดกฐินอินเดีย ดินแดนถ้ำพุทธ 2,000 กว่าปี

วันจันทร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 17.05 น.

เมื่อวันที่ 26 พ.ย.2566 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส, ดร. ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย และ พระพรชัย พลวธมฺโม,ดร. ประธานองค์การพุทธโลก เป็นผู้แทน หลวงพ่อธัมมชโย วัดพระธรรมกาย มูลนิธิธรรมกาย, นายบิมราว แฮทเทียมไบ๊ท์  ผู้อำนวยการวิทยาลัยสัมโพธิ และศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ถวายปัจจัยร่วมบุญทอดกฐิน ณ วัดพุทธวิปัสสนาวิหาร เมืองออรังกาบัด รัฐมหาราษฏร์ อินเดีย ในพิธีมีภิกษุ ภิกษุณี ร่วมงาน 50 กว่ารูป และสาธชุนร่วมงานกว่า 500 คน ในงานมีการสวดมนต์ นั่งสมาธิ ฟังธรรม กล่าวถวายผ้ากฐินและบริวาร โดยผู้แทนของหลวงพ่อธัมมชโย โดยมี พระวิสุทธานันทะ มหาเถโร เจ้าอาวาส วัดพุทธวิปัสสนาวิหาร เมืองออรังกาบัด และ เจ้าอาวาสวัดในพุทธคยา และ มุมไบ รวม 3 วัด ท่านบวช ที่ วัดมหาธาตุ ในปี พ.ศ. 2528 ปัจจุบันบวชได้ 38 พรรษา

ด้าน พระวิสุทธานันทะ มหาเถโร เจ้าอาวาสกล่าวว่า “มีความปลื้มปิติ สำหรับงานกฐินในวันนี้ บินมาจากพุทธคยา เพื่อร่วมงานในครั้งนี้โดยเฉพาะ ในออรังกาบัด มีวัดพุทธราว 100 วัด ปีหน้าจะนิมนต์ เจ้าอาวาสพระมางานกฐินทั้ง   100  รูป เพื่อถวายผ้าไตร ทุกรูป และอยากให้ วัดพระธรรมกายมาสร้างวัดสาขา ที่ออรังกาบัด เพื่อทำให้พุทธศาสนารุ่งเรือง และฝากกราบขอบพระคุณ หลวงพ่อธัมมชโย และ ผู้แทน ที่มาทอดกฐินในวันนี้”

ส่วน นายบิมราว แฮทเทียมไบ๊ท์  ผู้อำนวยการวิทยาลัยสัมโพธิ และ ผู้ประสานงานกฐินนานาชาติ มิตรภาพ ไทย-อินเดีย ในครั้งนี้กล่าวว่า “ดีใจ ปลื้มใจมาก นับเป็นงานกฐินนานาชาติครั้งแรก สำหรับตนเอง จึงพยายามจัดงานให้ดีที่สุด และสมเกียรติ ในการต้อนรับคณะผู้แทนหลวงพ่อธัมมชโย ทั้งการประชาสัมพันธ์การจัดงานกฐิน ขึ้นป้ายคัทเอาท์ การถวายสังฆทานคณะสงฆ์ และจัดเลี้ยงสาธุชน ที่มาร่วมงานทุกคน และงานนี้นับเป็นจุดเริ่มต้น ที่จะมีกิจกรรมทางพุทธศาสนา อื่นๆ ต่อไป”

ด้าน พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส, ดร. ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า “อินเดียเป็นดินแดนต้นกำเนิดพระพุทธศาสนา และเมืองออรังกาบัด ที่จัดทอดกฐิน มีความสำคัญ เพราะมี วัดถ้ำในพุทธศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก คือ ถ้ำอชันตา สร้างโดยพระภิกษุ ในพ.ศ. 350 และ ถ้ำเอลโลรา การมาทอดกฐินครั้งนี้ จึงมีความสำคัญอย่างน้อย 4 ประการ คือ 1.เป็นการสั่งบุญใหญ่ถวายหลวงพ่อธัมมชโย 2.ทำนุบำรุงและรักษาพระพุทธศาสนาให้สืบทอดต่อไป 3.สร้างสานสัมพันธ์พระสงฆ์และชาวพุทธอินเดีย-ไทย และ 4.สร้างความสามัคคีแข็งแรงของชาวพุทธอินเดีย วันนี้ปบื้ใจที่ได้เป็นผู้แทนของหลวงพ่อธัมมชโย และหวังว่าจะได้ร่วมมือกันทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอินเดีย ยิ่งๆ ขึ้นไปในอนาคต”

– 006

ถึงไทยแล้ว!!! แสตมป์แพงสุดในโลก มูลค่าสูงกว่า 300 ล้านบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771786

ถึงไทยแล้ว!!! แสตมป์แพงสุดในโลก มูลค่าสูงกว่า 300 ล้านบาท

ถึงไทยแล้ว!!! แสตมป์แพงสุดในโลก มูลค่าสูงกว่า 300 ล้านบาท

วันจันทร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 15.42 น.

ถึงไทยแล้ว!! แสตมป์แพงสุดในโลก และแพงสุดในเอเชีย “ครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกที่โคจรมาพบกัน” ชวนคนไทยร่วมชมความยิ่งใหญ่ ในงานโพสต์ติเวิร์ส 27 พ.ย. – 3 ธ.ค.นี้ ที่ไปรษณีย์กลาง บางรัก

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2566 บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และสมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ (ส.ต.ท.) นำแสตมป์สีม่วงแดง 1 เซ็นต์ บริติช กีอานา ปี 1856 (The British Guiana One-Cent Black on Magenta) แสตมป์ที่แพงที่สุดในโลกที่มีมูลค่าสูงกว่า 300 ล้านบาท และแสตมป์มังกร พิมพ์กลับหัว  (500 Mon) ปี 1871 ซึ่งมีราคาแพงที่สุดในทวีปเอเชีย มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท โดยแสตมป์ทั้งสองดวงเดินทางมาถึงประเทศไทยแล้ว และเตรียมจัดแสดงในงาน POSTiverse  ส่งสุขไปทุกเวิร์ส 140 ปี ไปรษณีย์ไทย และงานแสดงตราไปรษณียากรโลก 2566 ณ อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก โดยเป็นครั้งแรกของโลกที่แสตมป์ที่แพงที่สุดของโลกและแพงที่สุดของเอเชียได้ถูกจัดแสดงร่วมกัน

สำหรับการจัดส่งแสตมป์ทั้งสองดวงมาที่อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก มีมาตรการการคุมเข้มตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่เดินทางมาถึงท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ และตลอดเส้นทางการขนส่ง จนถึงโซนนิทรรศการที่จัดแสดง รวมถึงมีการรักษาความปลอดภัยสูงสุดตลอดการจัดแสดงทั้ง 7 วัน ด้วยนวัตกรรมสำหรับการจัดแสดงผลงานศิลปะโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังจัดแสดงพันธบัตรทองคำแท่ง พ.ศ. 2485 ที่ปัจจุบันพบอยู่เพียงสองแท่งในโลก มูลค่า 50 ล้านบาท ซึ่งแท่งที่หนึ่งจะนำมามาจัดแสดงที่งาน ณ บริเวณชั้นใต้ดิน และอีกหนึ่งแท่งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย

งานแสดงตราไปรณียากรโลก 2566 ยังมีแสตมป์ไฮไลท์ที่นำมาจัดแสดง ได้แก่ แสตมป์สะสมส่วนพระองค์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี แผงประกวดที่ได้รางวัลจากสมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ (สตท.) ผลงานการประกวดตราไปรษณียากรจากนักสะสม กว่า 60 ประเทศทั่วโลก แม่พิมพ์แสตมป์ชุดแรกของไทย “ชุดโสฬศ” อายุ 140 ปีที่หาชมที่ไหนไม่ได้

ติดตามข่าวสารไปรษณีย์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ : www.thailandpost.co.th , เฟซบุ๊ก : บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด , ทวิตเตอร์ : @Thailand_Post , ไลน์ออฟฟิเชียล : @Thailand Post , ติ๊กต็อก : @thailandpostchannel

– 006