‘ลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์’ร่วมวิ่งเพื่อสันติภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771710

‘ลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์’ร่วมวิ่งเพื่อสันติภาพ

‘ลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์’ร่วมวิ่งเพื่อสันติภาพ

วันจันทร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 11.53 น.

‘ลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์’ร่วมวิ่งเพื่อสันติภาพ

26 พฤศจิกายน 2566 ณ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม สโมสรลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์ ร่วมวิ่งเพื่อสันติภาพ (Peace Run) ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการดำเนินโครงการ “ลูกเสือผู้นำสันติภาพ ประเทศไทย (Messengers of Peace, THAILAND)” โดยมีวัตถุประสงค์ของการจัดงาน เพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างค่านิยม แรงบันดาลใจในการบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม อันเป็นการสร้างสรรค์สันติภาพให้กับประเทศไทยและโลก ทางหนึ่ง เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมของลูกเสือผู้นำสันติภาพ ประเทศไทย สู่สายตาลูกเสือและบุคลากรทางการลูกเสือทั่วโลกผ่านองค์การลูกเสือโลก (World Organization of the Scout Movement) และเพื่อนำรายได้จากการจัดงาน สนับสนุนโครงการที่จัดทำโดยลูกเสือ ที่ส่งเสริมเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN Sustainable Development Goals – SDGs) และการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับลูกเสือผู้นำสันติภาพทั่วประเทศ

กลุ่มเป้าหมายที่ร่วมงาน “วิ่งเพื่อสันติภาพ – Peace Run” คือ ลูกเสือ – เนตรนารี, ผู้กำกับลูกเสือ, เครือข่ายลูกเสือผู้นำสันติภาพ ประเทศไทย, ลูกเสือ – เนตรนารีและบุคลากรทางการลูกเสือจากหลากหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก, เด็ก, เยาวชน, นักวิ่ง, และบุคคลที่สนใจทั่วไป ประเภทของการแข่งขัน มี 4 ประเภท ได้แก่ 1) เดิน วิ่งเพื่อสุขภาพ ระยะทาง 3 กิโลเมตร 2) Fun Run ระยะทาง 5 กิโลเมตร 3) มินิมาราธอน ระยะทาง 10.5 กิโลเมตร และ 4) ประเภทพิเศษ (VIP)

ดร.สาธิต ปรัชญาอริยะกุล เลขาธิการและผู้อำนวยการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย(TSPCA) กล่าวว่า ในส่วนของสโมสรลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์ ได้มีการออกซุ้มกิจกรรมเพื่อการสร้างจิตสำนึก ภายใต้กฎลูกเสือข้อ 6  “ลูกเสือมีความเมตตากรุณาต่อสัตว์” และหลักการจัดสวัสดิภาพสัตว์ 5 ประการ กิจกรรมศิลปะยึกยือ โดยดร.พลเดช  วรฉัตร  อดีตเอกอัครราชทูตไทย ประจำประเทศศรีลังกา และสาธารณรัฐมัลดีฟส์ และนายกสโมสรลูกเสือสัตว์ดิภาพสัตว์ รศ.ดร.น.สพ.ศิวะพงษ์ สังข์ประดิษฐ์  คุณภูวรา เลิศบุญปัญญา กรรมการ คุณสุริยัน ผาฟองยุน เลขาธิการ  คุณธีระพนธ์ บุตรเหมรัศมิ์ ผู้ช่วยเลขาธิการ สโมสรลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์  เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

สำหรับโครงการลูกเสือผู้นำสันติภาพ (Messengers of Peace – MoP) จุดเริ่มต้น คือ โครงการ Gift for Peace ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อปลายปี พ.ศ. 2544 (ค.ศ. 2001) โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากลูกเสือทั่วโลกที่อาสาช่วยเหลือบรรเทาทุกข์และบูรณะฟื้นฟูสภาพความเสียหายจากเหตุการณ์ภัยพิบัติรุนแรงทางธรรมชาติ ในขณะนั้น King Abdullah กษัตริย์แห่งราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบียได้ทรงสังเกตโครงการ Gift for Peace ของลูกเสือนี้อย่างใกล้ชิดและทรงกล่าวว่า “Scouts are the messengers of peace – ลูกเสือคือผู้นำสันติภาพ” จากนั้นพระองค์และ King Carl XVI Gustaf กษัตริย์แห่งราชอาณาจักรสวีเดน (ประธานกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิลูกเสือโลก) ได้ริเริ่มโครงการเพื่อเผยแพร่สันติภาพและความสงบสุขโดยลูกเสือทั่วโลก ที่มีชื่อว่า “ลูกเสือผู้นำสันติภาพ – Messengers of Peace (MoP)” ซึ่งได้เปิดตัวขึ้นในเดือนกันยายน พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011) โดยคณะกรรมการลูกเสือโลก (World Scout Committee) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม จิตอาสา เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับลูกเสือและอาสาสมัครทั่วโลกในการทำความดีต่อไป

ในประเทศไทย โครงการลูกเสือผู้นำสันติภาพ Messengers of Peace (MoP) จัดตั้งขึ้นพร้อมกับอีกหลายประเทศทั่วโลกในปี พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011) ซึ่งตัวอย่างกิจกรรม ได้แก่ การฝึกอบรมลูกเสือ เนตรนารีเกี่ยวกับการทำโครงการที่ส่งเสริมเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และสร้างสรรค์สันติภาพ, การฝึกอบรมผู้ประสานงานโครงการลูกเสือผู้นำสันติภาพ ระดับท้องถิ่น (MoP Local Coordinator), การเป็นเจ้าภาพการจัดฝึกอบรมผู้ประสานงานโครงการลูกเสือผู้นำสันติภาพระดับประเทศ (MoP National Coordinator) ซึ่งมีผู้เข้าร่วมอบรมมาจากกว่า 20 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก, การลงนามในบันทึกความเข้าใจในข้อตกลง (MOU) กับองค์กรระดับสากลและระดับประเทศที่ให้ความสำคัญกับงานอาสาสมัครและสันติภาพ เช่น โรตารีสากล (ภาค 3350), องค์การการศึกษาปฐมวัยโลกแห่งประเทศไทย (World Organization of Early Childhood Education), สถานศึกษาหลากหลายระดับ สังกัด และประเภท, จัดกิจกรรมวันสันติภาพสากล (International Day of Peace) อีกทั้งการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของสำนักงานลูกเสือแห่งชาติมากมาย เช่น งานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ, การนำเสนอผลงานของลูกเสือไทยต่อเลขาธิการองค์การลูกเสือโลก และสมาคมลูกเสืออาเซียนเพื่อความร่วมมือในภาคพื้น (ASEAN Scout Association for Regional Cooperation) ฯลฯ ปัจจุบันมี ดร.วรรยดา บุตรานนท์ เป็นผู้ประสานโครงการ Messengers of Peace ขององค์การลูกเสือโลก (ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก) ประจำประเทศไทย  อีกด้วย

วันลอยกระทง!!! ประเพณีตักบาตรท้องน้ำ’คลองมหาสวัสดิ์’ (ประมวลภาพ)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771707

วันลอยกระทง!!! ประเพณีตักบาตรท้องน้ำ'คลองมหาสวัสดิ์' (ประมวลภาพ)

วันลอยกระทง!!! ประเพณีตักบาตรท้องน้ำ’คลองมหาสวัสดิ์’ (ประมวลภาพ)

วันจันทร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 11.37 น.

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2566 กิจกรรมพิธีการตักบาตรท้องน้ำ โดยพระสงฆ์บิณฑบาตรทางเรือล่องมาในคลองมหาสวัสดิ์ พร้อมกับชมการแสดงเพลงทางเรือ ประเพณีตักบาตรท้องน้ำเนื่องในวันลอยกระทง เป็นประเพณีที่มีมานานแล้ว ทั้งนี้ งานจะจัดขึ้นในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ซึ่งตรงกับวันลอยกระทง ณ บริเวณคลองมหาสวัสดิ์ หน้าวัดสุวรรณาราม เป็นการทำบุญขอขมาพระแม่คงคาและอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่จมน้ำเสียชีวิตในคลองมหาสวัสดิ์ การจัดพิธีตักบาตรท้องน้ำจึงเป็นกุศโลบายภูมิปัญญาพื้นบ้านในการทำให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมคลองช่วยกันดูแลคลองและระมัดระวังบุตรหลานไม่ให้ตกน้ำ โดยลักษณะงานพระจะออกบิณฑบาตทางเรือในช่วงเช้า ประชาชนที่มาทำบุญที่วัดส่วนใหญ่จะนำเรือที่ใช้ชีวิตประจำวันมาจอดเรียงรายอยู่ริมฝั่งหรือบนเรือ เพื่อใส่บาตรพระสงฆ์

– 006

GISTDA เปิดภาพจากอวกาศส่องพื้นที่ลอยกระทง‘อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771705

GISTDA เปิดภาพจากอวกาศส่องพื้นที่ลอยกระทง‘อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย’

GISTDA เปิดภาพจากอวกาศส่องพื้นที่ลอยกระทง‘อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย’

วันจันทร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 11.23 น.

GISTDA เปิดภาพจากอวกาศส่องพื้นที่ลอยกระทง‘อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย’

27 พฤศจิกายน 2566 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดภาพจากอวกาศด้วยดาวเทียม pléiades ส่องพื้นที่“ลอยกระทง” หรือ  “เผาเทียนเล่นไฟ” บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยที่ขึ้นชื่อในเรื่องการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีลอยกระทงที่จัดอย่างยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี เป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญที่เราต้องนึกถึง มีฉากหลังที่มีโบราณสถานสวยงาม นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติที่ไปร่วมพร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดไทยโบราณสวยงาม

เมื่อมองจากอวกาศ เราจะเห็นภาพบริเวณพิกัด 17.0172 ° N  , 99.7034 °E ปรากฏพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ที่ภายในประกอบด้วยโบราณสถานที่สวยงามมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ดวงตาจากอวกาศดวงนี้ถูกบันทึกไว้ด้วยภาพถ่ายจากดาวเทียม pléiades ที่มองเห็นพื้นที่ทั้งหมดภายในอาณาบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยได้อย่างเด่นชัด มีขอบเขตที่ชัดเจนซึ่งประกอบไปด้วยวัดวาอารามต่าง ๆอยู่ภายใน อาทิ วัดมหาธาตุ วัดตระพังเงิน วัดตระพังทอง วัดชนะสงคราม ฯลฯ รวมไปถึง เจดีย์ และพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ผู้คิดค้นอักษรไทยที่เรามีใช้มาจนถึงทุกวันนี้ จุดที่น่าสังเกตคือ ด้านการวางผังเมืองมีการออกแบบมาอย่างลงตัวตั้งแต่ในสมัยอดีต มีแหล่งน้ำไว้รองรับสำหรับการอุปโภค บริโภค จนถึงปัจจุบันมีบ้านเรือนสร้างขึ้นอย่างหนาแน่นบริเวณทิศตะวันออกของอุทยานฯ 

ดาวเทียม pléiades เป็นดาวเทียมที่บันทึกภาพอุทยานไว้ในครั้งนี้ ซึ่งเป็นดาวเทียมสัญชาติฝรั่งเศส โดยบริษัท Airbus ที่เป็นพันธมิตรกับ GISTDA เป็นดาวเทียมรายละเอียดสูง ชนิด optical รายละเอียด 50 เซนติเมตร ทำงานร่วมกันแบบ Constellation ให้รายละเอียดภาพชนิดภาพขาวดำ (Panchromatic) ได้สูงถึง 50 เซนติเมตร และ 2.00 เมตร สำหรับชนิดสี (Multispectral) สามารถถ่ายภาพซ้ำบริเวณพื้นที่เดิมเฉลี่ยได้ทุกวัน ซึ่งประโยชน์ของภาพที่จะนำไปใช้งานในส่วนใหญ่เป็นด้านงานป้องกันและความมั่นคง สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเฝ้าระวังและรักษาความสงบในประเทศ , ด้านทรัพยากรชายฝั่งทะเล สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อการรักษาความปลอดภัยทางทะเลและการใช้งานด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเล เช่น การระบุกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย, เส้นทางการค้า, การตรวจสอบการรั่วไหลของน้ำมันและประมงที่ผิดกฎหมาย เป็นต้น และด้านการจัดการเมือง สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการใช้ประโยชน์ที่ดินและการจัดการเมือง การติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ ดูทิศทางการขยายตัวของเมือง เพื่อให้เกิดการจัดทำผังเมืองให้มีความเหมาะสมตามลักษณะของเมืองประเภทนั้นๆ เป็นต้น

สำหรับใครที่สนใจจะไปเที่ยว การเดินทางก็สะดวกสบายพร้อมรองรับนักท่องเที่ยว อุทยานฯมีการจัดงาน 10 วัน 10 คืน ตั้งแต่วันที่ 18-27 พฤศจิกายนนี้ นอกจากนี้ยังจะได้ตื่นตาตื่นใจกับแสงสีเสียงอย่างอลังการ มีทั้ง การแสดงโขน , การจำลองการซื้อหาอาหารในตลาดสมัยกรุงสุโขทัยโดยการแลกเบี้ย , การประกวดนางนพมาศ , การเล่นพลุตะไล ไฟส่งสว่างเต็มท้องฟ้าทุกคืนอีกด้วย

‘กางเกงแมว’สุดปัง!ต่อยอด‘Soft Power โคราช’ถึง‘เสื้อ-หมวก’ คนแห่ซื้อเพียบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771681

‘กางเกงแมว’สุดปัง!ต่อยอด‘Soft Power โคราช’ถึง‘เสื้อ-หมวก’ คนแห่ซื้อเพียบ

‘กางเกงแมว’สุดปัง!ต่อยอด‘Soft Power โคราช’ถึง‘เสื้อ-หมวก’ คนแห่ซื้อเพียบ

วันจันทร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 08.42 น.

‘กางเกงแมว’ซอฟต์พาวเวอร์‘โคราช’สุดปัง ต่อยอดสู่‘เสื้อ-หมวก’ คนแห่ซื้อแน่น เชิญชวนผู้ประกอบการนำลวดลาย KORAT Monogram ไปใช้ในผลิตภัณฑ์ได้อย่างแพร่หลาย

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.นครราชสีมา ว่า เมื่อช่วงค่ำวันที่ 26 พฤศจิกายน 2566 ที่บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน “มามูย่า” ได้มีประชาชนชาวโคราชเดินทางไปซื้อเสื้อแมว และหมวกแมว หลังจากก่อนหน้านี้หอการค้าจังหวัดนครราชสีมาได้ผลักดัน “กางเกงแมว” เป็น Soft Power ของ จ.นครราชสีมา โดยเป็นลาย KORAT Monogram (โคราช โมโนแกรม) ไปสกรีนบนกางเกงแมว ซึ่งได้ต่อยอดนำลาย KORAT Monogram ไปสกรีนลงบนเสื้อยืด หมวก กระเป๋า และกระติกน้ำ ได้รับความสนใจจากประชาชนแห่ต่อคิวซื้อแน่นไม่แพ้กางเกงแมว

สำหรับลาย KORAT Monogram ที่อยู่บนกางเกงแมวนั้น เป็นภาพโมโนแกรมที่สื่อถึง จ.นครราชสีมา มีรูปแมวเป็นสัตว์ประจำจังหวัดนครราชสีมา ปราสาทหินพิมาย ประตูชุมพล และดอกสาธร ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำ จ.นครราชสีมา โดยลวดลายที่ทำออกมานั้นสวยงามถูกใจชาวโคราชเป็นอย่างมาก จนทำให้เกิดเป็นกระแสคนต่อแถวยาวเข้าคิวซื้อกางเกงแมว

นางสาวพจนกร รัตนพงษ์วณิช รองประธานฝ่ายท่องเที่ยว และลงทุน หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า หอการค้าจังหวัดนครราชสีมาได้ผลักดันกิจกรรมงานมามูย่าในครั้งนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของ จ.นครราชสีมา รวมทั้งผลักดันสินค้ากางเกงแมวให้เป็น Soft Power ของจังหวัด ถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก ประชาชนชาวโคราช และทั่วประเทศ ต่างให้ความสนใจสั่งจองซื้อกางเกงแมวกันอย่างล้นหลาม

“จากนี้ไปผู้ประกอบการหรือร้านค้าทั่วไปสามารถนำลวดลาย KORAT Monogram ไปใช้ในผลิตภัณฑ์สินค้าต่างๆได้อย่างแพร่หลาย โดยสามารถเข้าไปโหลดลวดลาย KORAT Monogram ได้ทางเพจเฟซบุ๊ค KORAT Monogram” นางสาวพจนกร กล่าว     ///////////-005

‘เสมา 1’ตรวจเยี่ยมสนามทดสอบรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771589

'เสมา 1'ตรวจเยี่ยมสนามทดสอบรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู

‘เสมา 1’ตรวจเยี่ยมสนามทดสอบรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 21.10 น.

“เสมา 1″ตรวจเยี่ยมสนามทดสอบรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ เอ่ยชมคุรุสภาดำเนินการจัดทดสอบยอดเยี่ยม ไร้ปัญหาทุจริต

วันนี้ (26 พ.ย.2566) พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะ ประธานกรรมการคุรุสภา พร้อมด้วย ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา ดร.สุดา สุขอ่ำ รองเลขาธิการคุรุสภา ผศ.ดร.พลรพี ทุมมาพันธ์ รองเลขาธิการคุรุสภา คณะอนุกรรมการอำนวยการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู เพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู รายวิชาครู ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2566 รอบที่ 4 ณ ศูนย์สอบภาคกลาง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งคุรุสภาได้จัดการทดสอบผ่านระบบ Computer-Based ทั่วประเทศเป็นครั้งแรก

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ เป็นการตรวจเยี่ยมความเรียบร้อยของสนามทดสอบ รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูฯ รวมถึงมาให้กำลังใจแก่ผู้เข้าทดสอบทุกคน ซึ่งภาพรวมของการจัดการทดสอบฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย นอกจากนี้แล้ว การจัดการทดสอบโดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการจัดทดสอบผ่านระบบ Computer-Based มีความทันสมัย สะดวก และปลอดภัย ซึ่งนอกจากศูนย์สอบภาคกลาง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แห่งนี้แล้วนั้น จากรายงานพบว่า การจัดการทดสอบในทุกสนามสอบอีก 7 แห่ง ก็ได้ดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยเช่นเดียวกัน รวมทั้ง การจัดการทดสอบทั้ง 3 รอบที่ผ่านมาก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทุกสนามสอบปฏิบัติตามมาตรการ การเข้ารับการทดสอบอย่างเคร่งครัด
ขณะที่ในส่วนของข้อสอบที่ใช้จัดการทดสอบนั้น เป็นไปตามมาตรฐานของการทดสอบ โดยจะเป็นข้อสอบ ในแนวทางการวัดเชิงสถานการณ์ (Situation-Based Testing) ซึ่งเป็นข้อสอบเชิงบูรณาการความรู้ทักษะ และคุณลักษณะที่เป็นองค์รวมที่แสดงถึงการแสดงออกของสมรรถนะตามวิชาชีพครู ตามขอบเขตสถานการณ์การทำงานของครู ซึ่งหลักสูตรผลิตครูได้สอนในเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว และนักศึกษาได้พบเจอในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพในการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า การทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูฯ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2566 คุรุสภาได้จัดขึ้น จำนวน 4 รอบ มีผู้เข้ารับการทดสอบฯ จำนวนทั้งสิ้น 15,932 คน จำแนกผู้มีสิทธิ์เข้าสอบตามสนามสอบ ได้แก่  สนามสอบกรุงเทพฯ จำนวน 3,890 คน จังหวัดจันทบุรี จำนวน 2,109 คน จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 2,642 คน จังหวัดลำปาง จำนวน 1,671 คน จังหวัดขอนแก่น จำนวน 1,413 คน จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 500 คน จังหวัดสุราษฎ์ธานี จำนวน 2,105 คน และจังหวัดสงขลา 1,557 คน และเมื่อเสร็จสิ้นการทดสอบทุกสนามในวันนี้แล้วจะประกาศผลสอบในวันที่ 15 มกราคม 2567 ผ่านทางเว็บไซต์ https://ksp66.thaijobjob.com/ และผ่านระบบ “KSP Self-Service” ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา โดยสามารถตรวจสอบและพิมพ์ผลการทดสอบฯ เป็นรายบุคคลในรายวิชาที่เข้าทดสอบผ่านช่องทางออนไลน์ได้ด้วยตนเอง

“ผมได้กำชับให้คุรุสภาดำเนินการจัดทดสอบด้วยความเรียบร้อย ซึ่งเบื้องต้นนั้นยังไม่พบปัญหาหรืออุปสรรคใด ๆ ก็ถือว่าดำเนินการจัดการทดสอบได้ดี โดยตนมุ่งเน้นให้ทุกกระบวนการในการจัดทดสอบจะต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม และสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน เพื่อส่งผลให้ได้ผู้ที่จะมาประกอบวิชาชีพครู ที่สามารถเป็นต้นแบบที่ดีให้แก่เด็กและเยาวชนของประเทศชาติต่อไป” รมว.ศธ.กล่าว

– 006

เปิดแข่งขันภาษาจีน Friendship Cup ครั้งที่ 14 มุ่งพัฒนาศักยภาพเด็กไทยในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771654

เปิดแข่งขันภาษาจีน Friendship Cup ครั้งที่ 14 มุ่งพัฒนาศักยภาพเด็กไทยในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์

เปิดแข่งขันภาษาจีน Friendship Cup ครั้งที่ 14 มุ่งพัฒนาศักยภาพเด็กไทยในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 19.45 น.

การแข่งขันภาษาจีน Friendship Cup ครั้งที่ 14 มุ่งพัฒนาศักยภาพเด็กไทยในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมแจกทุนการศึกษากว่า 50 รางวัล

เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2566 ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมกับสมาคมแลกเปลี่ยนบุคลากรไทย-จีน Jeenthainews.com (จีน-ไทยนิวส์) มหาวิทยาลัยภาษาและการค้าต่างประเทศกวางตุ้ง เครือข่ายการศึกษานานาชาติไทย-จีน (iGET) และโรงเรียนภาษาสายสัมพันธ์ จัดการแข่งขันภาษาจีน Friendship Cup ครั้งที่ 14  ภายใต้หัวข้อ “创意经济 : เศรษฐกิจสร้างสรรค์” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียนนำเสนอการท่องเที่ยวไทยอย่างสร้างสรรค์  สอดรับกับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ และพัฒนาบุคลากรด้านภาษาจีนของไทยให้ตอบโจทย์การพัฒนาในยุคใหม่ โดยมีการมอบทุนการศึกษาทั้งแบบเต็มจำนวนและทุนบางส่วนแก่ผู้แข่งขันรวมกว่า 50 กว่ารางวัล 

ไทยมีจีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งและตลาดส่งออกอันดับสอง การพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนของเยาวชนไทย จึงถือเป็นหนึ่งในพันธกิจสำคัญ ที่จะส่งเสริมและผลักดันความร่วมมือระหว่างไทย-จีนในหลากหลายสาขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคหลังโควิด-19 ที่นานาประเทศต่างปรับใช้แนวคิด ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’  (Creative Economy) ซึ่งอาศัยองค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ ทรัพยากรในท้องถิ่น และนวัตกรรม ซึ่งไทยเองให้ความสำคัญและมุ่งส่งเสริมเศรษฐกิจผ่านแนวคิดนี้ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่เน้นความหลากหลายและเน้นความยั่งยืน

การแข่งขันปีนี้มี 4 รายการ ได้แก่  คัดลายมือ  กล่าวสุนทรพจน์ ร้องและเต้นเพลงจีน รวมถึงเล่าเรื่องเที่ยวไทยสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นการนำเสนอแง่มุมต่างๆ ของประเทศไทยให้ชาวจีนได้รับรู้ ผ่านไอเดียสุดสร้างสรรค์ โดยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์มอบทุนการศึกษา ระดับปริญญาตรีตลอดหลักสูตร 100% สำหรับผู้แข่งขันระดับมัธยมปลายที่ได้รางวัลชนะเลิศในทุกประเภทการแข่งขัน ทุนระดับปริญญาตรีตลอดหลักสูตร 50% สำหรับผู้แข่งขันระดับมัธยมปลายที่ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในทุกประเภทการแข่งขัน ทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีตลอดหลักสูตร 25% สำหรับผู้แข่งขันระดับมัธยมปลายที่ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ในทุกประเภทการแข่งขัน ส่วนผู้แข่งขันระดับมัธยมปลายที่ได้รางวัลชมเชย จะได้รับทุนดังกล่าวในสัดส่วน 10% นอกจากนี้ ยังมีเงินรางวัลให้แก่ผู้ได้รางวัลในแต่ละการแข่งขันด้วย 

ด้านมหาวิทยาลัยภาษาและการค้าต่างประเทศกวางตุ้ง (GDUFS) สถาบันอุดมศึกษาของมณฑลกวางตุ้งที่มีชื่อเสียงด้านวิชาภาษาต่างประเทศ การค้าระหว่างประเทศ และการบริหารธุรกิจ  มอบทุนการศึกษาเต็มจำนวนระดับปริญญาตรี 2 รางวัล  ในการนี้ คณะการศึกษาสำหรับชาวต่างชาติ มหาวิทยาลัยภาษาและการค้าต่างประเทศกวางตุ้ง ยังได้ลงนามในบันทึกความร่วมมือกับจีนไทยนิวส์ ว่าด้วยการประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัยและการให้ข้อมูลด้านการศึกษาในจีนที่น่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจชาวไทย

งานนี้ยังได้รับการสนับสนุนหนังสือ “จับจ้องมองจีน” เพื่อนำมาแจกจ่ายให้แก่นักเรียน คณาจารย์ และผู้ปกครอง โดยเป็นหนังสือที่รวบรวมข้อมูลจากรายการ “จับจ้องมองจีน” ทางช่องเนชั่นทีวี  รายการที่มุ่งให้คนไทยได้รู้จักจีนในทุกมิติ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

ผศ.ดร.ศิริเดช  คำสุพรหม ผู้ช่วยรองอธิการบดี สายงานภาคีสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาและยกระดับการเรียนการสอนภาษาจีน และธุรกิจการท่องเที่ยวให้สู่ความเป็นสากล  ซึ่งสอดคล้องกับเจตจำนงของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ที่มุ่งเน้นพัฒนานักศึกษาให้มีทักษะในการใช้ภาษาที่หลากหลาย เพื่อสร้างผู้ประกอบการที่มีคุณภาพในแต่ละสาขาวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นภาษาจีน  ภาษาอังกฤษ  ภาษาเกาหลี  และภาษาญี่ปุ่น  อีกทั้งการส่งเสริมกับกลุ่มเยาวชนนั้นถือเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติในอนาคต

รศ.ดร. ไช่ หง  คณบดีคณะการศึกษาสำหรับชาวต่างชาติ มหาวิทยาลัยภาษาและการค้าต่างประเทศกวางตุ้ง เผยว่ามหาวิทยาลัยฯ มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างจีนและไทย โดยสาขาวิชาภาษาไทยของมหาวิทยาลัยฯ ได้รับรางวัล “Friend of Thailand” ในปี 2556 โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งมหาวิทยาลัยฯ ถือเป็นสถาบันด้านการเรียนการสอนแห่งเดียวในโลกที่ได้รับรางวัลนี้ พร้อมกล่าวถึงความประทับใจนักศึกษาไทย ในเทศกาลวัฒนธรรมโลกครั้งที่ 15 ของมหาวิทยาลัย ที่นำเสนอวัฒนธรรมไทยด้วยภาษาจีนที่คล่องแคล่วแก่นักศึกษาจากทั่วโลก ทั้งยังทำจัดกิจกรรมได้เป็นอย่างดี รวมถึงกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้วัฒนธรรมจีน

ผศ.ดร.ชัชวาล หังสพฤกษ์  ประธานเครือข่ายการศึกษานานาชาติไทย-จีน กล่าวว่า 20 ปีที่ผ่านมา การเรียนภาษาจีนในไทยได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ปัจจุบันมหาวิทยาลัยกว่า 60 แห่ง และโรงเรียนกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ มีการจัดหลักสูตรภาษาจีน ทำให้มีนักเรียนไทยกว่า 1.3 ล้านคน เรียนภาษาจีนเป็นภาษาที่ 2 ซึ่งการจัดการแข่งขัน Friendship Cup เป็นเวทีสำหรับการแสดงความรู้ความสามารถของนักเรียนไทยที่มีทักษะภาษาจีนเป็นเลิศ ซึ่งในแต่ละปีผู้จัดล้วนเห็นถึงความตั้งใจ และความสามารถด้านภาษาจีนของนักเรียนผู้เข้าร่วมการแข่งขัน จึงรู้สึกประทับใจ ชื่นชมในความพยายาม และความสามารถของนักเรียนทุกคน พร้อมขอบคุณผู้จัดทุกฝ่ายที่ให้โอกาสนักเรียนแสดงความสามารถ ทั้งยังช่วยให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือด้านการศึกษาต่อประเทศจีน ที่ตอบโจทย์นักเรียนชาวไทย

นางสุมิตรา ทองแสง  นักวิชาการศึกษาชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กล่าวว่า ไทยและจีนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมายาวนาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 1-6 มิถุนายน พ.ศ. 2566 นับเป็นครั้งที่ 50 ที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนตั้งแต่ปี 1981 ในโอกาสนี้พระองค์ได้พระราชทานสัมภาษณ์พิเศษแก่ China Media Group ภาคภาษาไทยเกี่ยวกับการเรียนภาษาจีน ดังนั้น ไทยจึงเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ภาษาจีนมาโดยตลอด ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการของไทยให้ความสำคัญและสนับสนุนการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาจีน เพื่อบ่มเพาะบุคลากร  พัฒนาเศรษฐกิจร่วมกัน และสร้างโอกาสการแข่งขันในตลาด

‘ชัยวุฒิ’ทอดกฐินวัดครุฑฯอยุธยา บูรณะพระประธานกรุงเก่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771653

'ชัยวุฒิ'ทอดกฐินวัดครุฑฯอยุธยา บูรณะพระประธานกรุงเก่า

‘ชัยวุฒิ’ทอดกฐินวัดครุฑฯอยุธยา บูรณะพระประธานกรุงเก่า

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 19.43 น.

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2566 ที่วัดครุฑธาราม ตำบลคลองสระบัว อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธานในพิธีทอดกฐินสามัคคี เพื่อบูรณะองค์พระประธานในโบสถ์สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยมีสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ จ.อยุธยา และ จ.ปทุมธานี พร้อมทั้งพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาใน จ.พระนครศรีอยุธยา มาร่วมบุญกันอย่างคึกคัก รวมยอดเงินทำบุญในครั้งนี้ได้จำนวน 1,009,999 บาท

ทั้งนี้ วัดครุฑธาราม สร้างขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ (พระเจ้าเอกทัศน์) ในปี พ.ศ.2302 ซึ่งพระโอษฐ์ของเศียรพระประธานมีลักษณะที่เรียกว่า ปากครุฑ พ้องกับชื่อวัด จึงมีการเรียกชื่อพระประธานองค์นี้ว่า หลวงพ่อครุฑ โดยภายในวัดมีอุโบสถแบบสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนปลาย มีลักษณะเป็นอาคารขนาดย่อมฐานอาคารแอ่นโค้ง กรอบหน้าจั่วประดับช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ ด้านหน้าต่อมุขยื่นและมีหลังคาจั่นหับคลุม

– 006

‘บิ๊กต่อ’พร้อมศิษยานุศิษย์ ร่วมกราบสรีระร่าง-สรงน้ำ’หลวงพ่อพัฒน์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771613

'บิ๊กต่อ'พร้อมศิษยานุศิษย์ ร่วมกราบสรีระร่าง-สรงน้ำ'หลวงพ่อพัฒน์'

‘บิ๊กต่อ’พร้อมศิษยานุศิษย์ ร่วมกราบสรีระร่าง-สรงน้ำ’หลวงพ่อพัฒน์’

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 18.08 น.

“บิ๊กต่อ”หนึ่งในศิษย์ก้นกุฏิที่ถูกยกเป็นเหมือนลูกบุญธรรม พร้อมศิษยานุศิษย์ ทั่วสารทิศร่วมกราบสรีระร่าง-สรงน้ำ“หลวงพ่อพัฒน์”เกจิดังเมืองปากน้ำโพ แน่นลานวัดห้วยด้วน

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2566 ที่หน้าอาคารศาลา 100 ปี ภายวัดห้วยด้วน หรือวัดธารทหาร อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ ศิษยานุศิษย์ ทั่วสารทิศเดินทางไปร่วมพิธีสรงน้ำสรีระ พระราชมงคลวัชราจารย์ หรือหลวงพ่อพัฒน์ ปุญญกาโม เกจิชื่อดัง และอดีตเจ้าอาวาสวัดห้วยด้วน ที่มรณภาพด้วยโรคชรา เมื่อเวลา 01.35 น. ของวันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา

โดยทางวัดมีการจัดเตรียมสถานที่ ตั้งเต็นท์และจัดวางเก้าอี้ไว้หลายจุด เพื่อให้ผู้คนเข้ามานั่งรอก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่พิธีสรงน้ำเฉพาะในส่วนของศิษยานุศิษย์ และพุทธศาสนิกชนทั่วไป กระทั่งเวลาประมาณ 12.00 น. ก็ได้มีการจัดระเบียบศรัทธาสาธุชนต่อแถวกันที่ด้านหน้าอาคารศาลา 100 ปีก่อน จากนั้นจึงได้ทยอยปล่อยแถวให้เดินขึ้นไปที่บนศาลาชั้น 2 เพื่อทำพิธีสรงน้ำขอขมาสรีระของหลวงพ่อพัฒน์ พร้อมรับแจกของชำร่วยเป็นรูปภาพโปสเตอร์ขนาดใหญ่ และเหรียญทองแดงของหลวงพ่อพัฒน์ รุ่นรับเสด็จ ปี 2565 ทุกคน ไปจนถึงเวลา 17.00 น. และหลังจากนั้นทางส่วนราชการก็จะทำพิธีอันเชิญน้ำสรงพระราชทานต่อไป

ทั้งนี้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุวิมล ผบ.ตร. พร้อมด้วยพล.ต.ต.วิวิฒน์ คำชำนาญ รองผบช.สอท. และได้ข้าราชการตำรวจจำนวนหนึ่ง เดินทางไปร่วมสรงน้ำสรีระหลวงพ่อพัฒน์ โดย “บิ๊กต่อ” ได้เข้าไปกราบที่เท้าและหัวไหล่ของสรีระหลวงพ่อพัฒน์ เพื่อกราบลาเป็นครั้งสุดท้าย ในฐานะลูกศิษย์ก้นกุฎิ ที่หลวงพ่อพัฒน์ยกให้เป็นลูกบุญธรรมของท่าน ส่วนพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมนั้น จะมีพิธีดังกล่าวตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2566 เริ่มเวลา 18.30 น. โดยยังไม่มีการกำหนดวันพระราชทานเพลิงศพ และการเก็บรักษาสรีระของหลวงพ่อพัฒน์ จะถูกบรรจุไว้ในโรงแก้ว ที่จัดทำขึ้นเป็นพิธี และตั้งไว้อยู่ภายในห้องปลอดเชื้อ

– 006

สวนดุสิตโพลชู‘ลอยกระทง’ศักยภาพสูง Soft Power ดึงดูดต่างชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771541

สวนดุสิตโพลชู‘ลอยกระทง’ศักยภาพสูง Soft Power ดึงดูดต่างชาติ

สวนดุสิตโพลชู‘ลอยกระทง’ศักยภาพสูง Soft Power ดึงดูดต่างชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 09.03 น.

‘สวนดุสิตโพล’ชู‘ลอยกระทง’ศักยภาพสูง Soft Power ดึงดูดต่างชาติ แนะใช้โซเชียล-พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน ช่วยถ่ายทอดวัฒนธรรม

26 พฤศจิกายน 2566 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “วันลอยกระทงกับวัฒนธรรม ประเพณีและประวัติศาสตร์ไทย” จำนวน 1,424 คน (สำรวจทางออนไลน์) ระหว่างวันที่ 12-23 พฤศจิกายน 2566 สรุปผลได้ ดังนี้

1. ประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของ “วันลอยกระทง” มากน้อยเพียงใด

อันดับ 1 พอรู้บ้าง 69.03%

อันดับ 2 รู้เป็นอย่างดี 24.23%

อันดับ 3 ไม่ค่อยรู้ 6.74%

2. ประชาชนคิดว่า “วันลอยกระทง” มีบทบาทสำคัญอย่างไร

อันดับ 1 เป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมประเพณีไทยสู่สายตาชาวโลก 95.35%

อันดับ 2 ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว 68.48%

อันดับ 3 ผู้คนได้มาพบปะสังสรรค์ ทำกิจกรรมร่วมกัน 62.55%

3. ประชาชนคิดว่าประเพณีลอยกระทงมีศักยภาพในการเป็น Soft Power ของไทยมากน้อยเพียงใด

อันดับ 1 มาก 70.72%

อันดับ 2 ปานกลาง 26.05%

อันดับ 3 น้อย 3.23%

4. ประชาชนคิดว่า “วันลอยกระทง” เกี่ยวข้องกับ Soft Power ของไทยอย่างไร

อันดับ 1 ช่วยดึงดูดความสนใจ ทำให้ต่างชาติได้เห็นถึงประเพณี ศิลปะ ดนตรี อาหาร การแต่งกาย 89.63%

อันดับ 2 มีเอกลักษณ์โดดเด่น สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนไทย 85.83%

อันดับ 3 เป็นเทศกาลที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น 72.28%

5. “วันลอยกระทง” ทำให้ประชาชนสนใจเกี่ยวกับวัฒนธรรม ประเพณี และประวัติศาสตร์ไทยมากขึ้นหรือไม่

อันดับ 1 สนใจมากขึ้น 51.54%

อันดับ 2 สนใจเท่าเดิม 46.63%

อันดับ 3 ไม่สนใจ 1.83%

6. ประชาชนคิดว่าปัญหาและอุปสรรคของการถ่ายทอดเกี่ยวกับวัฒนธรรม ประเพณี และประวัติศาสตร์ไทยคืออะไร

อันดับ 1 การเปลี่ยนแปลงของสังคม ค่านิยม และพฤติกรรมของคนไทย 71.59%

อันดับ 2 การเรียนการสอนยาก มีเนื้อหา รายละเอียดเยอะ 69.48%

อันดับ 3 หาผู้ถ่ายทอดสื่อสารข้อมูลได้ยาก ขาดองค์ความรู้และความเข้าใจ 67.72%

7. ประชาชนคิดว่าควรทำอย่างไรจึงจะทำให้คนไทยสนใจวัฒนธรรม ประเพณี และประวัติศาสตร์ไทยมากขึ้น

อันดับ 1 นำเทคโนโลยีและสื่อโซเชียลมาช่วยเผยแพร่ เชื่อมโยงกับปัจจุบัน 85.09%

อันดับ 2 พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ที่เข้าใจง่าย 71.02%

อันดับ 3 ประชาชนและทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และสืบทอด 70.60%

ม.แม่ฟ้าหลวง ร่วมขับเคลื่อนไทยแลนด์เบียนนาเล่ฯจัดกิจกรรม’สิ่งอันตรธานที่ต้องประสงค์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771433

ม.แม่ฟ้าหลวง ร่วมขับเคลื่อนไทยแลนด์เบียนนาเล่ฯจัดกิจกรรม'สิ่งอันตรธานที่ต้องประสงค์'

ม.แม่ฟ้าหลวง ร่วมขับเคลื่อนไทยแลนด์เบียนนาเล่ฯจัดกิจกรรม’สิ่งอันตรธานที่ต้องประสงค์’

วันเสาร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.40 น.

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ร่วมขับเคลื่อนไทยแลนด์เบียนนาเล่ เชียงราย 2023  จัดกิจกรรม “สิ่งอันตรธานที่ต้องประสงค์”

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2566 ที่เรียวกังคาเฟ่ ตำบลบัวสลี อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม สำนักศิปลวัฒนธรรมร่วมสมัยจังหวัดเชียงราย และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย จัดกิจกรรมทางการศึกษาในหัวข้อ “สิ่งอันตรธานที่ต้องประสงค์” The desirable vanishing things เป็นการทำงานศิลปะภาพพิมพ์แกะไม้ร่วมกับศิลปินกลุ่มปังร็อค ซุลาป ในระหว่างวันที่ 25-26 พฤศจิกายน 2566 โดยมี รศ.ดร.พลวัฒ ประพัฒน์ทอง หัวหน้าพิพิธภัณฑ์อารยธรรมลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พร้อมด้วยกลุ่มศิลปินในจังหวัดเชียงราย สภาเยาวชนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายและผู้ที่สนใจในงานศิลปะในพื้นที่จังหวัดเชียงราย รวมทั้งกลุ่มศิลปินปังร็อค ซุลาป เป็นกลุ่มศิลปินชนพื้นเมืองจากรัฐซาบะฮ์ บนเกาะบอร์เนียว ประเทศมาเลเซีย ดำเนินการทำกิจกรรมร่วมกัน 

รศ.ดร.พลวัฒ ประพัฒน์ทอง หัวหน้าพิพิธภัณฑ์อารยธรรมลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ครั้งที่ 3 ไทยแลนด์เบียนนาเล่ เชียงราย 2023 โดยได้นำกลุ่มศิลปินปังร็อค ซุลาป มาร่วมในการถ่ายทอดผลงานศิลป การทำงานศิลปะภาพพิมพ์แกะไม้ ทั้งในรูปแบบตามคิด และการแกะไม้ตามภาพที่ต้องการ โดยศิลปะเหล่านี้จะมีความสวยงาม ตามรูปแบบการแกะไม้ในรูปแบบต่างๆ 

รศ.ดร.พลวัฒ กล่าวว่า สำหรับงานไทยแลนด์ เบียนนาเล่ ปังร็อค ซุลาป ได้มาพำนักในจังหวัดเชียงรายเป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้วเพื่อศึกษาเรียนรู้ทางด้านนิเวศวัฒนธรรมกับชุมชนชาวประมงริมฝั่งแม่น้ำโขง อิง และกก ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์ของแม่น้ำ และได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชุมชนแม่ลาว เรื่องราวจากชุมชนเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างผลงานภาพพิมพ์แกะไม้ขนาดใหญ่ จัดแสดงอยู่ภายในกระท่อมซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่นาใกล้หอศิลป์ร่วมสมัยเมืองเชียงราย นอกจากใช้เป็นพื้นที่แสดงผลงาน กระท่อมยังเป็นพื้นที่สำหรับ การพบปะแลกเปลี่ยน สร้างสรรค์ผลงาน และทำกิจกรรมทางศิลปะร่วมกัน

การจัดกิจกรรมทางการศึกษาร่วมกับกลุ่มปังร็อค ซุลาป เพื่อขับเคลื่อนมิติทางสังคมในโลกปัจจุบันที่ได้แยก ธรรมชาติ ออกจากวัฒนธรรมสร้างวิกฤตในยุคที่หลายคนเรียกว่า ‘แอนโทรโปซีน’ (Anthropocene) มนุษย์ได้กลายเป็นสปีชีส์ที่สร้างผลกระทบให้กับโลกมากที่สุด ช่วงเวลาที่มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่สร้างอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างมีนัยสำคัญ ศิลปิน กลุ่ม Pangrok Sulap ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้วยงานศิลปะทำให้งานศิลปะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคม นโยบายของรัฐ และความคิดทำลายล้างโลกของมนุษย์ ในการแสดงผลงานในมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ครั้งที่ 3 ไทยแลนด์เบียนนาเล่ เชียงราย 2023 ได้จัดทำ กิจกรรมทางการศึกษาขึ้นเพื่อให้เยาวชน และชุมชนลุกขึ้นมาขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงโลกด้วยตนเอง ทำให้ วัฒนธรรมกับธรรมชาติสมดุลระหว่างกัน

รศ.ดร.พลวัฒ กล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มศิลปินปังร็อค ซุลาป เป็นกลุ่มศิลปินชนพื้นเมืองจากรัฐซาบะฮ์ บนเกาะบอร์เนียว มาเลเซีย ปังร็อค หมายถึง พังค์ร็อค และ ซุลาป หมายถึง กระท่อม ซึ่งเรียกขานถึงสถานที่พักผ่อนของชาวนาในรัฐซาบะฮ์กลุ่มประกอบด้วยศิลปินจากหลากหลายสาขา ภัณฑารักษ์ นักเขียน นักวิจัย นักเคลื่อนไหว นักดนตรี นักออกแบบกราฟิก ผู้ประกอบการหัตถกรรมและอื่นๆ ความหลากหลายคือส่วนสำคัญที่ช่วยให้กลุ่มเข้มแข็งและมีพลวัตมากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินกิจกรรมและโครงการต่างๆ ของกลุ่ม และนอกเหนือจากพันธกิจในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนผ่านงานศิลปะแล้วนั้น ทางกลุ่มยังได้มีการจัดทำนิทรรศการศิลปะ โครงการและความร่วมมือเพื่อพัฒนาสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการศึกษาของชุมชนหลายแห่ง 

“จุดจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ยังเป็นอีกพื้นที่หนึ่ง ที่จะจัด พาวิลเลียนศิลปะ ไทยแลนด์เบียนนาเล่ เชียงราย 2023 อ.แม่ลาว จ.เชียงราย ที่นักท่องเที่ยว ศิลปินจากทั่วโลก จะมาเที่ยวชม การถ่ายทอดผลงานศิลปะ ออกมาเป็นหุ่นฟางในทุ่งนา ที่ชาวบ้าน ศิลปินร่วมกันออกแบบ หุ่นฟางตามแนวคิดของตัวเอง ว่าตัวตนที่แท้จริงในความคิดเป็นอย่างอย่างไร ซึ่งจะสื่อออกเป็นแนวศิลปะทั้งหมด โดยจะมีหลากหลายหุ่นฟาง ใบหน้าที่ต่างกันออกไป นอกจากนี้ยังมีตลาดศิลปะที่ยิ่งใหญ่ จะสื่อออกไปถึงชาวเชียงรายชื่นชอบในงานศิลปะ จนเป็นสามารถทำเป็นอาชีพ และสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้” หัวหน้าพิพิธภัณฑ์อารยธรรมลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าว – 003