เด็กราชบุรีชูโครงการหลวงจาก ร.9 สู่ ร.10 โดนใจสมาชิกวุฒิสภา คว้าตำแหน่ง ยุวทูต สว.รักษ์สิ่งแวดล้อม คนแรกไปครอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776112

เด็กราชบุรีชูโครงการหลวงจาก ร.9 สู่ ร.10 โดนใจสมาชิกวุฒิสภา คว้าตำแหน่ง ยุวทูต สว.รักษ์สิ่งแวดล้อม คนแรกไปครอง

เด็กราชบุรีชูโครงการหลวงจาก ร.9 สู่ ร.10 โดนใจสมาชิกวุฒิสภา คว้าตำแหน่ง ยุวทูต สว.รักษ์สิ่งแวดล้อม คนแรกไปครอง

วันอังคาร ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 18.51 น.

เด็กราชบุรีชูโครงการหลวงจาก ร.9 สู่ ร.10 โดนใจสมาชิกวุฒิสภา คว้าตำแหน่ง ยุวทูต สว.รักษ์สิ่งแวดล้อม คนแรกไปครอง

หนูน้อย ป.2 จากราชบุรี ชูความรักสถาบันเทิดองค์ราชันย์สานต่อโครงการจากรัชกาลที่ 9 สู่รัชกาลที่ 10 โดนใจคณะกรรมาการสมาชิกวุฒิสภา คว้ารางวัล ยุวทูต สว.รักษ์สิ่งแวดล้อม คนแรก จากผู้ส่งคลิปเข้าร่วมแข่งขันกว่า 350 คนทั่วประเทศ

คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ร่วมกับ สมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย จัดโครงการประกวด “ยุวทูต สว.รักษ์สิ่งแวดล้อม”การพูดเชิงสร้างสรรค์ผ่านสื่อ TikTok ในหัวข้อ “สถาบันพระมหากษัตริย์กับการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาศวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 5 ธันวาคม 2566

โดยเป็นโครงการที่เปิดรับสมัครเด็กระดับประถมศึกษา ปีที่ 1-6 จากทั่วประเทศ ทำคลิปพูดถึงพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยผู้ชนะจะได้เดินทางไปรายงานข่าวเด็กและทัศนศึกษา ณ ดิสนีย์แลนด์ ฮ่องกง มีเด็กๆ ส่งคลิปเล่าเรื่องราวของสถาบันพระมหากษัตริย์จากทั่วประเทศกว่า 350 คน และได้จัดการประกวดรอบชิงชนะเลิศ 10 คนสุดท้าย เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2566 ณ ห้อง 402 อาคารรัฐสภา กรุงเทพฯ โดยมีสมาชิกวุฒิสภา เข้าร่วมในงาน เช่น พลเอก โปฏก บุญนาค ,นายแพทย์ อำพล จินดาวัฒนะ ,คุณกรรณภว์ ธนภรรคภวิน , นายสาธิต เหล่าสุวรรณ ,พลเอก ชยุติ สุวรรณมาศ , พลเอก พิศณุ พุทธวงศ์ รวมถึง พลตรี วัลลภ เมืองแก้ว,พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร ,พลเอกประสาท สุขเกษตร, พลเอก ศุภรัตน์ พัฒนาวิสุทธิ์ พร้อมด้วย ที่ปรึกษากรรมาธิการ ,อนุกรรมาธิการ , เด็กนักเรียน ครูอาจารย์ ผู้บริหารสถานศึกษา และสื่อมวลชน รวมกว่า 100 คน เข้าร่วมงาน

พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ประธานในพิธีกล่าวว่า “รู้สึกดีใจและปลื้มใจมากๆ ที่ได้เห็นลูกหลานเด็กๆ ประถมศึกษา อายุน้อยๆ ก็มาพูด มาบอกเล่า เรื่องราวของพระมหากรุณาธิคุณสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่างคล่องแคล่ว และมีความรู้จริง สังเกตจากตอนกรรมาการสอบถาม เด็กๆ ก็สามารถตอบได้ว่าไปค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมมาจากกูลเกิ้ล จากพ่อแม่ช่วยบอกช่วยสอน จากครูอาจารย์ช่วยติว เรียกได้ว่า เป็นการทำงานร่วมกันของสถาบันครอบครัว สถานศึกษา เพื่อปลูกฝั่งคุณงามความดี เรื่องราวดีดี ของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ได้ทรงงานเพื่อประเทศชาติมากมายหลากหลายด้าน แม้การประกวดครั้งนี้จะเป็นเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นให้เด็กๆ ได้ไปค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมถึงพระราชกรณียกิจและโครงการอื่นๆ ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ได้ทรงทำเพื่อประเทศชาติของเราไว้อย่างมากมายนานัปการต่อไป”

พลเอก มารุต ปัชโชตะสิงห์ สมาชิกวุฒิสภา  รองประธานคนที่สอง คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ประธานโครงการ กล่าวว่า “นับเป็นครั้งที่ 2 ที่คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ได้จัดทำโครงการเพื่อเด็กๆ โดยครั้งแรก เราได้จัดโครงการประกวดวาดภาพ เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2565 มาในปีนี้ เราจัดเป็นโครงการประกวดพูด เนื่องในโอกาสวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2566 โดยให้สื่อ TikTok ซึ่งเป็นสื่อยอดนิยมของเด็กๆ และผู้คนในยุคปัจจุบัน โดยเปิดรับสมัครผ่านช่องทางของสมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย มีเด็กๆส่งคลิปเข้าร่วม

ประกวดกว่า 350 คลิปจากทั่วประเทศ และกรรมการได้คัดเลือกเพื่อให้ได้ผู้เข้ารอบชิงชนะเลิศ 10 คนสุดท้าย ซึ่งต้องมาพูดสดๆ พูดจริงๆ บนเวทีต่อหน้าคณะกรรมาการ พร้อมตอบคำถาม ซึ่งเด็กๆ ทั้ง 10 ก็ทำได้ดีมากๆ ทั้งการพูดที่ฉะฉาน การตอบคำถามที่รู้จริง ในโครงการพระราชดำริต่างๆ ที่เลือกมาพูด เช่น เด็กที่พูดเกี่ยวกับโครงการพระราชดำริกังหันน้ำชัยพัฒนา ก็มีการไปถ่ายทำคลิปการพูด ณ สถานที่ที่มีกังหันน้ำจริง และหาข้อมูลเพิ่มเติมมาตอบคำถามกรรมการได้อย่างถูกต้อง ตรงกับวัตถุประสงค์ของการจัดทำโครงการที่สมาชิกวุฒิสภาเราต้องการให้เด็กๆ ค้นห้ข้อมูล โครงการต่างๆที่สถาบันพระมหากษัตริย์ได้ทรงทำเพื่อแผ่นดินไทยไว้มากมาย เมื่อเด็กๆ ค้นหา เรียนรู้ เข้าใจด้วยตนเอง ก็จะเกิดความรักในสถาบันจากความรู้ ไม่ใช่แค่รักจากผู้ใหญ่บอกต่อๆกันมาเท่านั้น”

นายจุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ อุปนายกสมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย ผู้ร่วมดำเนินการโครงการและเป็นหนึ่งในกรรมการตัดสินรอบชิงชนะเลิศ กล่าวว่า “ทางสมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย ต้องขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ที่เปิดโอกาสให้ศูนย์ข่าวเยาวชนไทยเข้ามาร่วมเป็นผู้จัดโครงการนี้ เพราะทางสมาคมฯ เชี่ยวชาญมีประสบการณ์ในการทำโครงการด้านสื่อเพื่อพัฒนาเด็กเยาวชนมากว่า 24 ปี และมีเครือข่ายการทำงานด้านเด็กเยาวชนครอบคลุมกว่า 70 จังหวัดทั่วประเทศ การได้มีโอกาสทำโครงการเพื่อให้เด็กๆ อาจารย์ ผู้ปกครอง ได้ช่วยกันค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ นับเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่งครับ”

 ในการประกวดรอบชิงชนะเลิศ มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่านได้แก่

ประธานคณะกรรมการตัดสินรอบชิงชนะเลิศ

พลเอก ดร.มารุต ปัชโชตะสิงห์ สมาชิกวุฒิสภา

รองประธานคนที่ 2 คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา

 สว.วีระศักดิ์ โค้วสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา

กรรมรองประธานคนที่ 4 คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา

  สว.ประยูร เหล่าสายเชื้อ สมาชิกวุฒิสภา

กรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา

 คุณพิมพ์ณัฐชยา บุณยมาลิก

ที่ปรึกษา อนุกรรมาธิการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัด การปฏิรูปประเทศ และการจัดทำและดำเนินการ

ตามยุทธศาสตร์ชาติด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา

 คุณจุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ

อุปนายกสมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย

 สำหรับผลการแข่งขันในครั้งนี้ ได้แก่

ผู้ชนะเลิศ ได้รับตำแหน่ง ยุวทูต สว.รักษ์สิ่งแวดล้อม 2566 เป็นคนแรก คือ เด็กหญิงณิชาพัชร์ ชัยงาม นักเรียนชั้น ป.2 โรงเรียนธรรมาธิปไตย จังหวัดราชบุรี ได้รับทุนการศึกษา 10,000 บาท โล่เกียรติยศ และประกาศนียบัตรจาก พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา พร้อมทุนทัศนศึกษาและรายงานข่าวเยาวชน ณ ฮ่องกง ดิสนีย์แลนด์ จากบริษัท มหารวย เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด

ส่วนผู้ได้รับรางวัลอื่นๆ ได้แก่

รองชนะเลิศอันดับ 1 และขวัญใจมหาชนผ่านสื่อ TikTok

เด็กหญิงณธิดา เพิ่มพูนสวัสดิ์ นักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย กรุงเทพฯ

รองชนะเลิศอันดับ 2

เด็กชายปรีชาวิชญ์ ไชยภักดิ์ นักเรียนชั้น ป.2 โรงเรียนเจริญวิทยา จังหวัดอำนาจเจริญ

รางวัลยอดเยี่ยม 7 รางวัล

เด็กหญิงซาชาร่า เจดส์ ฮาร์ทลีย์ โรงเรียนบ้านพร้อมบุญ ขอนแก่น

เด็กชายเบญจภาคี ทศพรเบญจรัชต์ โรงเรียนสารสาสน์วิเทศหนองแขม กรุงเทพฯ

เด็กหญิงกัลปังหา ยาทอง โรงเรียนวัดสว่างอารมณ์  จังหวัดภูเก็ต

เด็กชายธีรภัทร อธิโรจน์เมธา โรงเรียนปราโมชวิทยารามอินทรา กรุงเทพฯ

เด็กชายธีรภัทร เจริญศรี   โรงเรียนเทศบาล 4 เฉลิมพระเกียรติ จังหวัดกาฬสินธุ์

เด็กหญิงไปรยา โครตวงศ์  โรงเรียนปลูกจิต กรุงเทพฯ 

เด็กหญิงชนันชา สุภสมัย โรงเรียนอิสมาอีลียะห์มูลนิธิ จังหวัดตรัง

นอกจากนี้ยังมีรางวัลดีเด่น และรางวัลชมเชย รวม 30 รางวัลที่มอบให้กับเด็กๆในโครงการนี้

สำหรับนักเรียนผู้ชนะเลิศ จะได้เดินทางไปทำหน้าที่นักข่าวเด็ก รายงานข่าว ณ ประเทศฮ่องกง โดยการสนับสนุนจากสมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย เพื่อเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 และสื่อโซเซียล พร้อมทั้งได้ทัศนศึกษา ณ ดิสนีย์แลนด์ ฮ่องกง โดยการสนับสนุนจาก บริษัท มหารวย เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด

‘ท่านอ้น’ ร่วมมอบทุนยุวทูต สว.รักษ์สิ่งแวดล้อม ที่วุฒิสภา ก่อนกลับอเมริกา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775985

'ท่านอ้น' ร่วมมอบทุนยุวทูต สว.รักษ์สิ่งแวดล้อม ที่วุฒิสภา ก่อนกลับอเมริกา

‘ท่านอ้น’ ร่วมมอบทุนยุวทูต สว.รักษ์สิ่งแวดล้อม ที่วุฒิสภา ก่อนกลับอเมริกา

วันอังคาร ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 13.45 น.

‘ท่านอ้น’ ร่วมมอบทุนยุวทูต สว.รักษ์สิ่งแวดล้อม ที่วุฒิสภา ก่อนกลับอเมริกา 

หลังจากเดินทางมาทำกิจกรรมอันเป็นประโยชน์มากมายในประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นการเดินทางมาเยือนแผ่นดินเกิดเป็นครั้งที่ 2 ท่านอ้น วัชเรศร วิวัชรวงศ์ นอกจากจะได้ร่วมทำกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อแผ่นดินเกิดหลายอย่างแล้ว ก่อนเดินทางกลับ ท่านอ้น ยังได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมในการจัดงาน โครงการประกวด “ยุวทูต สว.รักษ์สิ่งแวดล้อม”การพูดเชิงสร้างสรรค์ในหัวข้อ “สถาบันพระมหากษัตริย์กับการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม”เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช

มหาราชบรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาศวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 5 ธันวาคม 2566 ซึ่งจัดโดย กรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา โดยในรอบชิงชนะเลิศ มีเด็กๆ จาก 7 จังหวัด รวม 10 คนเข้าร่วมแข่งขัน ทั้งนี้ ท่านอ้น ได้มอบหมายให้ผู้แทน นำทุนการศึกษา เพื่อสมทบเป็นรางวัลมอบให้กับเด็กๆ ที่มาแข่งขันในครั้งนี้อีกด้วย โดย พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา

ทั้งนี้ การประกวดนอกจากจะเป็นกิจกรรมที่วุฒิสภาจัดเพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาศวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ

5 ธันวาคม 2566 แล้ว ยังเป็นการจัดเพื่อกระตุ้นให้เด็กๆ ได้เห็นความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งตรงกับเป้าหมายในการทำงานของท่านอ้นทั้งเรื่องส่งเสริมเด็กๆ และเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งล่าสุดท่านอ้นก็ได้ไปร่วมกิจกรรมปลูกป่าชายเลน ของมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ โดยปลูกต้นโกงกาง ณ ศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน จังหวัดสมุทรสงครามมาแล้ว.

มทร.ล้านนา ผุดนวัตกรรม ‘เซ็นเซอร์’ เตือนภัยไฟป่าเรียลไทม์ ครั้งแรกของไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775812

มทร.ล้านนา ผุดนวัตกรรม ‘เซ็นเซอร์’  เตือนภัยไฟป่าเรียลไทม์ ครั้งแรกของไทย

มทร.ล้านนา ผุดนวัตกรรม ‘เซ็นเซอร์’ เตือนภัยไฟป่าเรียลไทม์ ครั้งแรกของไทย

วันอังคาร ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 07.00 น.

ศูนย์วิจัยระบบพลังงานสะอาด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ล้านนา เปิดตัว นวัตกรรม “เซ็นเซอร์” ระบบเตือนภัยไฟป่าแบบเรียลไทม์แจ้งพิกัดไฟป่า ป้องกันไฟลุกลามทำลายผืนป่าลดการสูญเสียเจ้าหน้าที่ ทั้งแก้ปัญหาฝุ่นPM2.5 เร่งพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นใช้งานง่ายขึ้น และราคาถูก หวังติดตั้งช่วยดับไฟป่าทั่วประเทศ

ผศ.ดร.จัตตุฤทธิ์ ทองปรอน รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ล้านนา เปิดเผยว่า จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ทางภาคเหนือตอนบน มักมีปัญหาเรื่องฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และไฟป่า มหาวิทยาลัยมุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมเพื่อชุมชน จึงร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ ในการดำเนินโครงการเกี่ยวกับการแก้ปัญหาไฟป่า ซึ่งศูนย์วิจัยระบบพลังงานสะอาด มทร.ล้านนา ได้ดำเนินโครงการวิจัย “ลมหายใจเชิงดอย : การเพิ่มประสิทธิภาพกลไกการทำงานให้บริการสาธารณะ เพื่อส่งเสริมสุขภาวะประชาชนของเครือข่ายเทศบาลลุ่มน้ำแม่กวงด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลแพลตฟอร์ม “การเตือนภัยจุดที่มีความร้อน” อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยได้มีการพัฒนาระบบเซ็นเซอร์ เตือนภัยจุดที่มีความร้อน ทำให้สามารถรู้พิกัดจุดเกิดไฟป่า รวมถึงลดปริมาณการเข้าไปในพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ร่วมด้วย เพราะที่ผ่านมาเมื่อไม่มีระบบเซ็นเซอร์ เวลาเกิดไฟป่า จะมีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตจากการเข้าไปดับเพลิงจำนวนมาก เพราะไม่รู้ทิศทางของลม และไม่สามารถหนีออกมาได้ทัน

“ระบบเซ็นเซอร์ที่พัฒนาขึ้นนี้ เป็นการแจ้งเตือน และรู้พิกัดไฟป่า จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปดับเพลิงได้ทันควบคุมการลามของไฟป่าได้ รวมถึงเป็นการลดปัญหาหมอกควัน และฝุ่นละออง PM2.5 อันเกิดจากไฟป่า โดยหลังจากนี้จะพัฒนาระบบเซ็นเซอร์ที่มีราคาไม่เกิน 100 บาท เป็นการใช้แบตเตอรี่ที่มีอายุการใช้งาน 2-3 ปี เมื่อแบตเตอรี่หมดก็สามารถนำกลับมาเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ ปัจจุบันยังไม่มีระบบเซ็นเซอร์แจ้งเตือนไฟป่าแบบเรียลไทม์ อย่างไรก็ตามระบบดังกล่าวยังคงต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถใช้งานได้ดีขึ้น ประหยัดมากขึ้น และติดตั้งได้ตามพื้นที่ต่างๆ ในป่า เพราะการที่รู้ตำแหน่งเกิดไฟป่าอย่างชัดเจน จะช่วยให้ป่าไม่ถูกทำลาย ช่วยแก้ปัญหามลพิษ และสิ่งแวดล้อมได้
อีกทั้งจะมีการพัฒนาเว็บไซต์ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึง และร่วมแก้ปัญหาร่วมกัน” ศ.ดร.จัตตุฤทธิ์ กล่าว

นอกจากนี้ มทร.ล้านนายังได้ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ และชุมชน ดำเนินการเกี่ยวกับไฟป่าผ่านโครงการต่างๆ มากมายอาทิ โครงการ Smoke Watch ซึ่งเป็นการออกแบบระบบแอปพลิเคชั่น โดยแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ 1.จุดความร้อน VIIRS Hotspot 2.แจ้งการเกิดไฟ 3.สถิติรายงานการแจ้งไฟ และ 4.แผนที่แสดงการแจ้งไฟ และมีการแจ้งเตือน แสดงผลเฉพาะจุดความร้อน VIIRS จะดำเนินการในพื้นที่จังหวัดเชียงรายก่อน

20 โรงเรียน นำบอร์ดเกมการเงิน Wishlist ใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ในโรงเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775811

20 โรงเรียน นำบอร์ดเกมการเงิน Wishlist  ใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ในโรงเรียน

20 โรงเรียน นำบอร์ดเกมการเงิน Wishlist ใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ในโรงเรียน

วันอังคาร ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Sea (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการอินเตอร์เนตแพลตฟอร์ม ได้แก่ การีนา (Garena) ช้อปปี้ (Shopee) และซีมันนี่(SeaMoney) ร่วมกับ Wizards of Learning สถาบันบอร์ดเกมเพื่อการเรียนรู้ และ The Money Coach จัดทำเวิร์กช็อปบอร์ดเกมการเงิน “Wishlist จัดสรรเงิน เติมความฝัน” ฝึกอบรมคุณครู ให้สามารถนำบอร์ดเกมการเงิน Wishlist ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสนับสนุนการวางรากฐานสุขภาพทางการเงินที่ดีให้แก่เด็กและเยาวชน ก็ได้มีการนำบอร์ดเกมการเงิน Wishlist ไปใช้เป็นสื่อการเรียนรู้กว่า 20 โรงเรียน และเตรียมทยอยแจกบอร์ดเกมการเงิน “Wishlist จัดสรรเงิน เติมความฝัน” อีกราว 500 กล่องในปี 2567 เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทั้งบุคลากรทางการศึกษาและเยาวชน ผ่านแหล่งการเรียนรู้ เช่น TK Park และ กิจกรรมการส่งเสริมความรู้ทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย

นางพุทธวรรณ สุภัทรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร Sea (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เรายังทำงานร่วมกับคุณครูอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าบอร์ดเกม Wishlist ได้รับการตอบรับที่ดีจากนักเรียน โดยเฉพาะด้านการกระตุ้นความกระตือรือร้นในการเรียนรู้เรื่องการเงินที่เข้าใจยาก นอกจากนี้คุณครูยังพบว่าบอร์ดเกมการเงิน Wishlist เป็นสื่อการเรียนรู้ที่ช่วยสร้างประสบการณ์จำลองที่ช่วยให้เยาวชนที่ยังมีประสบการณ์ทางการเงินค่อนข้างจำกัด ได้ทำความรู้จักกับภาพรวมจักรวาลทางการเงิน และเราสังเกตเห็นพัฒนาการที่ชัดเจนในการบริหารจัดการเงินภายในเกมระหว่างการเล่นรอบแรกและรอบถัดๆ ไป”

“เด็กๆ แต่ละคนอาจตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนทางการเงิน และมีความรู้เรื่องการเงินในระดับที่ต่างกันไป นอกจากเด็กๆ จะได้เรียนรู้จากเกมแล้ว ยังได้เรียนรู้จากการสังเกตวิธีการจัดการการเงินของเพื่อนร่วมเกมอีกด้วย นับเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ช่วยเปิดมุมมองเกี่ยวกับวิธีการจัดสรรเงินได้อย่างเป็นธรรมชาติ เริ่มมีการจัดการทางการเงินที่ดีขึ้นมีการคิดวิเคราะห์และวางแผนทางการเงินที่ระมัดระวังและตอบโจทย์ “รายการความฝัน” ซึ่งเป็นภารกิจภายในเกมมากขึ้น เมื่อคุณครูทำหน้าที่เป็นผู้เอื้ออำนวยการเรียนรู้ (Learning Facilitator) ช่วยถอดบทเรียน ก็จะทำให้ผู้เล่นเชื่อมโยงสถานการณ์ภายในเกมเข้ากับชีวิตจริงได้ และเข้าใจว่าจะนำประสบการณ์จากเกมไปปรับใช้ในการจัดสรรเงินในชีวิตประจำวันของพวกเขาอย่างไร” นางพุทธวรรณ กล่าวเสริม

บอร์ดเกมการเงิน Wishlist จะพาผู้เล่นไปทำความรู้จักมีหลากหลายแง่มุม เช่น การจัดสรรรายรับให้มีสภาพคล่องทางการเงิน การแบ่งกระเป๋าเงินออมและใช้จ่าย การซื้อสินค้าให้เกิดความคุ้มค่าและตอบโจทย์เป้าหมาย การบริหารหนี้สินจากการกู้เงิน การวางแผนการผ่อนสินค้า การทำให้เงินงอกเงย เช่น เลือกออมเพื่อรับดอกเบี้ย หรือเลือกทำงานเพื่อสร้างรายได้เสริม ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดบอร์ดเกมการเงิน“Wishlist จัดสรรเงิน เติมความฝัน” เพิ่มเติมและดาวน์โหลดบอร์ดเกมในเวอร์ชั่น Print & Play ไปเล่นได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้จาก SeaAcademy.co

SPU โชว์ 4 นวัตกรรมสร้างสรรค์ ไอเดียนักศึกษาโครงการสู่เจ้าของธุรกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775808

SPU โชว์ 4 นวัตกรรมสร้างสรรค์  ไอเดียนักศึกษาโครงการสู่เจ้าของธุรกิจ

SPU โชว์ 4 นวัตกรรมสร้างสรรค์ ไอเดียนักศึกษาโครงการสู่เจ้าของธุรกิจ

วันอังคาร ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจมหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดกิจกรรมIDEA Market 2023 งานโชว์ไอเดียนวัตกรรมสร้างสรรค์ของนักศึกษา โดยออกบูธขายสินค้าจากการบูรณาการเรียนรู้ และนำเสนอผ่านการทำโครงงานตามโจทย์ที่ได้รับ เป็นการปูทางให้นักศึกษา พร้อมก้าวเข้าสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจปีนี้มี 4 ไอเดียธุรกิจน่าสนใจ ได้แก่เยลลี่ลดบุหรี่ ตังเมไต้หวัน คาเฟ่ เอาใจเหล่าทาสแมว และยาดมกลิ่นอโรม่า

ไอเดีย สินค้าเพื่อสุขภาพของผู้ที่เสพติดนิโคติน “Meracle” เยลลี่ลดบุหรี่ มีแรงบันดาลจากการที่อยากให้คนไทยลดปริมาณการสูบบุหรี่ลงผลิตภัณฑ์ทำมาจากสมุนไพรไทย ได้แก่ รางจืด หญ้าดอกขาว กานพลู มะขามป้อม มะนาว ที่มีส่วนช่วยในการเลิกบุหรี่ได้ ธุรกิจนี้มีเป้าหมายในการต่อยอดนำผลิตภัณฑ์ไปเข้าร่วมการโครงการช่วยเหลือผู้ที่อยากเลิกบุหรี่ตามสถานพยาบาลต่างๆ

ธุรกิจถัดไป เกิดจากแนวคิดอยากนำเสนอสินค้าให้เป็นที่รู้จักในไทยมากขึ้น นั่นก็คือ “ขนมนูกัต” หรือที่รู้จักกันคือ “ตังเมไต้หวัน” เป็นขนมที่ทำมาจากมาร์ชเมลโลว์ผสมกับของแห้งอย่างแครกเกอร์ ถั่ว อัลมอนด์ และธัญพืช มีความหวาน หอม นุ่มนวล สินค้าที่นำมาโชว์ในงานมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งรสชาติกล้วยหอม ช็อกโกบานาน่า และมอลต์ โดยโปรเจกท์นี้ทางทีมนักศึกษาสามารถแก้ปัญหาด้านการเก็บรักษาและกลิ่นหืนของขนมได้อีกด้วย

“Nya-Nya-Nya Cafe” คาเฟ่เอาใจเหล่าทาสแมว ที่ให้บริการครบครัน ลูกค้าสามารถนั่งรับประทานอาหาร เครื่องดื่ม เบเกอรี่ ไอศกรีม พร้อมกับเล่นน้องแมวเพลินๆ ได้ รวมถึง
มีบริการรับฝากแมว หรือโรงแรมแมวซึ่งธุรกิจนี้ชูเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากคาเฟ่แมวอื่นๆ คือมีบริการ “แมวบำบัด” ช่วยลดความวิตกกังวลของคนในสังคม เพื่อไม่ให้เกิดผู้ป่วยซึมเศร้าและโรคเครียดเพิ่มขึ้น โดยจะมีการทำแบบทดสอบด้านสุขภาพจิตก่อนเข้าคาเฟ่ จากนั้นสามารถรับบริการพบปะน้องแมว ที่มีคุณสมบัติเฉพาะมาบำบัดความเครียดได้

ปิดท้ายด้วย ธุรกิจยาดมกลิ่นอโรม่า “Bettbreath” ที่มีกลิ่นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ช่วยสร้างความผ่อนคลาย โดยใช้ดอกจำปี เเละส้ม เป็นส่วนผสม ให้ผู้บริโภคได้เห็นถึงสรรพคุณของ
ผลไม้และดอกไม้ไทย อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยในอนาคตจะแตกไลน์กลิ่นยาดมให้ครอบคลุม เพื่อขยายฐานลูกค้า ด้วยการชูไอเดียคอนเซ็ปต์อื่นๆ มาเกี่ยวข้อง เช่น กลิ่นสายมู กลิ่นตามวันเกิด กรุ๊ปเลือด ราศีเกิด ธาตุประจำตัว เป็นต้น

SPU โชว์ 4 นวัตกรรมสร้างสรรค์ ไอเดียนักศึกษาโครงการสู่เจ้าของธุรกิจ

วันอังคาร ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจมหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดกิจกรรมIDEA Market 2023 งานโชว์ไอเดียนวัตกรรมสร้างสรรค์ของนักศึกษา โดยออกบูธขายสินค้าจากการบูรณาการเรียนรู้ และนำเสนอผ่านการทำโครงงานตามโจทย์ที่ได้รับ เป็นการปูทางให้นักศึกษา พร้อมก้าวเข้าสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจปีนี้มี 4 ไอเดียธุรกิจน่าสนใจ ได้แก่เยลลี่ลดบุหรี่ ตังเมไต้หวัน คาเฟ่ เอาใจเหล่าทาสแมว และยาดมกลิ่นอโรม่า

ไอเดีย สินค้าเพื่อสุขภาพของผู้ที่เสพติดนิโคติน “Meracle” เยลลี่ลดบุหรี่ มีแรงบันดาลจากการที่อยากให้คนไทยลดปริมาณการสูบบุหรี่ลงผลิตภัณฑ์ทำมาจากสมุนไพรไทย ได้แก่ รางจืด หญ้าดอกขาว กานพลู มะขามป้อม มะนาว ที่มีส่วนช่วยในการเลิกบุหรี่ได้ ธุรกิจนี้มีเป้าหมายในการต่อยอดนำผลิตภัณฑ์ไปเข้าร่วมการโครงการช่วยเหลือผู้ที่อยากเลิกบุหรี่ตามสถานพยาบาลต่างๆ

ธุรกิจถัดไป เกิดจากแนวคิดอยากนำเสนอสินค้าให้เป็นที่รู้จักในไทยมากขึ้น นั่นก็คือ “ขนมนูกัต” หรือที่รู้จักกันคือ “ตังเมไต้หวัน” เป็นขนมที่ทำมาจากมาร์ชเมลโลว์ผสมกับของแห้งอย่างแครกเกอร์ ถั่ว อัลมอนด์ และธัญพืช มีความหวาน หอม นุ่มนวล สินค้าที่นำมาโชว์ในงานมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งรสชาติกล้วยหอม ช็อกโกบานาน่า และมอลต์ โดยโปรเจกท์นี้ทางทีมนักศึกษาสามารถแก้ปัญหาด้านการเก็บรักษาและกลิ่นหืนของขนมได้อีกด้วย

“Nya-Nya-Nya Cafe” คาเฟ่เอาใจเหล่าทาสแมว ที่ให้บริการครบครัน ลูกค้าสามารถนั่งรับประทานอาหาร เครื่องดื่ม เบเกอรี่ ไอศกรีม พร้อมกับเล่นน้องแมวเพลินๆ ได้ รวมถึง
มีบริการรับฝากแมว หรือโรงแรมแมวซึ่งธุรกิจนี้ชูเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากคาเฟ่แมวอื่นๆ คือมีบริการ “แมวบำบัด” ช่วยลดความวิตกกังวลของคนในสังคม เพื่อไม่ให้เกิดผู้ป่วยซึมเศร้าและโรคเครียดเพิ่มขึ้น โดยจะมีการทำแบบทดสอบด้านสุขภาพจิตก่อนเข้าคาเฟ่ จากนั้นสามารถรับบริการพบปะน้องแมว ที่มีคุณสมบัติเฉพาะมาบำบัดความเครียดได้

ปิดท้ายด้วย ธุรกิจยาดมกลิ่นอโรม่า “Bettbreath” ที่มีกลิ่นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ช่วยสร้างความผ่อนคลาย โดยใช้ดอกจำปี เเละส้ม เป็นส่วนผสม ให้ผู้บริโภคได้เห็นถึงสรรพคุณของ
ผลไม้และดอกไม้ไทย อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยในอนาคตจะแตกไลน์กลิ่นยาดมให้ครอบคลุม เพื่อขยายฐานลูกค้า ด้วยการชูไอเดียคอนเซ็ปต์อื่นๆ มาเกี่ยวข้อง เช่น กลิ่นสายมู กลิ่นตามวันเกิด กรุ๊ปเลือด ราศีเกิด ธาตุประจำตัว เป็นต้น

บริติช เคานซิล จัดงานศิษย์เก่า UK รีวิวเทรนด์โลกพร้อมก้าวสู่ปี 2024

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775809

บริติช เคานซิล จัดงานศิษย์เก่า UK  รีวิวเทรนด์โลกพร้อมก้าวสู่ปี 2024

บริติช เคานซิล จัดงานศิษย์เก่า UK รีวิวเทรนด์โลกพร้อมก้าวสู่ปี 2024

วันอังคาร ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริติช เคานซิล ประเทศไทย จัดงาน “Alumni UK special talk and networking” รีวิวเทรนด์โลกพร้อมก้าวสู่ปี 2024 อย่างมั่นใจ ร่วมรับฟังมุมมองเทรนด์ใหม่ของโลกจาก
ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมเผยแนวโน้มการจ้างงานและทักษะใหม่ๆ ที่หลายบริษัทและองค์กรกำลังมองหา

ไฮไลท์ของงาน พบกับวิทยากรผู้มากประสบการณ์ อาทิ ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างและสื่อสารแบรนด์อย่างยั่งยืน เจ้าของหนังสือขายดีตลอดกาล “อัจฉริยะการตลาด”, ดร.ชิดชนก เทพสุนทร ศิษย์เก่าและกูรูด้าน AI และเทคโนโลยีใหม่ๆ, ดร.ร่มเย็น โกไศยกานนท์ ศิษย์เก่าและผู้เชี่ยวชาญด้านความเท่าเทียมทางเพศหรือ gender equality ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน ศิษย์เก่าผู้มากด้วยประสบการณ์ทั้งในแวดวงสื่อและบริษัทชั้นนำ

ขอเชิญศิษย์เก่าร่วมงานในวันพุธที่ 20 ธันวาคม 2566 เวลา 18.30-20.30 น. ณ สมาคมสโมสรอังกฤษ เข้าร่วมงานได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้สนใจ ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านทาง http://www.britishcouncil.or.th

ชนะเลิศ BEST ถอดบทเรียน IT

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775807

ชนะเลิศ BEST ถอดบทเรียน IT

ชนะเลิศ BEST ถอดบทเรียน IT

วันอังคาร ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นางนุชสรา ทองดอนคำ รองผู้อำนวยการเขตสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลก เขต 2 รับโล่รางวัลชนะเลิศ ระดับประเทศ การถอดบทเรียน BEST PRACTICE ประเภทผู้รับผิดชอบโครงการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุจริต การประเมิน ITA ONLINE ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 “เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาด้วย PLK 2 MODEL” เมื่อเร็วๆ นี้ ณ โรงแรมเอวาน่า กทม.

จุฬาฯ-อาลีบาบา คลาวด์ เปิดตัว ศูนย์ฝึกอบรมแห่งแรกของโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775810

จุฬาฯ-อาลีบาบา คลาวด์ เปิดตัว  ศูนย์ฝึกอบรมแห่งแรกของโลก

จุฬาฯ-อาลีบาบา คลาวด์ เปิดตัว ศูนย์ฝึกอบรมแห่งแรกของโลก

วันอังคาร ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมมือกับอาลีบาบา คลาวด์ เปิดตัว Alibaba Cloud Academy Skills Center ซึ่งเป็นศูนย์ฝึกอบรมของอาลีบาบา คลาวด์ แห่งแรกในโลก ตั้งอยู่ ณ สำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีเป้าหมายในการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลให้กับผู้มีความสามารถรุ่นใหม่ในประเทศไทย เปิดโอกาสให้นิสิตจุฬาฯ และประชาชนทั่วไป เข้าถึงหลักสูตรอบรมที่หลากหลายโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เริ่มด้วยการอบรมด้าน Generative AI ตามด้วยคลาวด์คอมพิวติ้ง

นอกจากงานฝึกอบรมแล้วศูนย์นี้ยังมีบทบาทเสมือนแพลตฟอร์มสำหรับการสรรหาบุคลากรเชิงกลยุทธ์ โดยมีการนำเสนอโอกาสในการทำงานประจำและโอกาสฝึกงานในด้านต่างๆ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอาลีบาบาคลาวด์ ในการพัฒนาและบ่มเพาะผู้มีความสามารถในท้องถิ่น พร้อมทั้งเสริมความแข็งแกร่งให้กับการดำเนินงานในระดับภูมิภาค

‘เอกชน’ หวั่นความผันผวนโลกกระทบธุรกิจกังวล ‘เด็กเกิดน้อย-กฎระเบียบรัฐแข็งตัว’มธ. ชูบทบาท ‘มหา’ลัย’ ร่วมคลุกวงในแก้ปัญหา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775902

‘เอกชน’ หวั่นความผันผวนโลกกระทบธุรกิจกังวล ‘เด็กเกิดน้อย-กฎระเบียบรัฐแข็งตัว’มธ. ชูบทบาท ‘มหา’ลัย’ ร่วมคลุกวงในแก้ปัญหา

‘เอกชน’ หวั่นความผันผวนโลกกระทบธุรกิจกังวล ‘เด็กเกิดน้อย-กฎระเบียบรัฐแข็งตัว’มธ. ชูบทบาท ‘มหา’ลัย’ ร่วมคลุกวงในแก้ปัญหา

วันจันทร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 20.11 น.

‘เอกชน’ หวั่นความผันผวนโลกกระทบธุรกิจกังวล ‘เด็กเกิดน้อย-กฎระเบียบรัฐแข็งตัว’มธ. ชูบทบาท ‘มหา’ลัย’ ร่วมคลุกวงในแก้ปัญหา

ตัวแทนธุรกิจเอกชนชั้นนำ ร่วมอภิปรายสถานการณ์-ปัญหาเศรษฐกิจไทยเนื่องใน “วันธรรมศาสตร์” 10 ธ.ค. สะท้อนปัญหาด้านทรัพยากร-โครงสร้างประชากร พร้อมจำนวนแรงงานที่ยังไม่สอดคล้องความต้องการ ย้ำอุปสรรคด้านกฎหมาย-กฎระเบียบของรัฐ จำเป็นต้องลดความซับซ้อน ด้าน “ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์” ยันบทบาทมหาวิทยาลัยต้องมีส่วนเข้าไปแก้ไข ตอบโจทย์อุตสาหกรรม-ช่วยขับเคลื่อนประเทศ

นายพิชัย ชุณหวชิร ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) เปิดเผยในการอภิปรายหัวข้อ “ทิศทางเศรษฐกิจไทย ในยุคดิจิตอล” ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในวันธรรมศาสตร์ 10 ธันวาคม 2566 ณ สมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยระบุตอนหนึ่งว่า ปัจจุบันแม้สถานการณ์ของโลกจะอยู่ในความยุ่งเหยิง ซับซ้อน และไม่แน่นอน แต่หนึ่งในสิ่งที่แน่นอนคือจำนวนทรัพยากรบนโลกที่ร่อยหรอน้อยลงทุกวัน เมื่อหารเฉลี่ยต่อจำนวนประชากรที่มีมากขึ้นหลายเท่าจากในอดีต

“อย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือสมัยก่อนพ่อมีลูก 8 คนยังเลี้ยงได้ แต่คนรุ่นหลังแค่มีลูกคนเดียวยังแทบตาย ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่ประเมินได้บนความไม่แน่นอน คือทิศทางของอนาคตที่จะอยู่บนการแย่งชิงฐานทรัพยากร และพยากรณ์ได้ว่ามนุษย์จะลำบากขึ้นอย่างแน่นอน” นายพิชัย ระบุ

นายพิชัย กล่าวว่า อย่างไรก็ตามแม้จำนวนการบริโภคจะเพิ่มขึ้น แต่กำลังการผลิตของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะฝั่งเอเชียก็เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน ซึ่งจะทำให้ธุรกิจที่แข่งขันในเชิงการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) และการใช้เทคโนโลยีจะน่ากลัวมากขึ้น ขณะเดียวกันท่ามกลางภูมิทัศน์การเมืองโลกที่มีการแบ่งขั้ว การกีดกันการค้า ตลอดจนกระแสของการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม หรือสิทธิมนุษยชนต่างๆ เหล่านี้จึงเป็นโจทย์ที่เราจะต้องนำมาคิดและปรับตัว

นายพิชัย กล่าวอีกว่า ไทยในฐานะที่เป็นประเทศขนาดเล็กคงจะต้องวางตัวและเดินตามกระแสเหล่านี้ ในขณะเดียวกันก็ควรจะต้องพึ่งพากำลังการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งเป็นบทเรียนที่เห็นได้จากสถานการณ์โควิด-19 ควบคู่ไปกับการปรับปรุงโครงสร้างการผลิตที่เพิ่มความทันสมัย พร้อมกันนั้นก็จะต้องลดข้อจำกัดต่างๆ เช่น กฎหมาย กฎระเบียบบางอย่างที่เก่ามาก และบางอันก็ขัดกันเอง ซึ่งทำให้คนทำธุรกิจมีความยากลำบาก

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ภาคธุรกิจเผชิญในปัจจุบัน คือความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในหลากหลายมิติ และไม่มีสูตรตายตัวอีกต่อไปว่าทำสิ่งใดแล้วจะประสบผลสำเร็จ โดยเฉพาะบทเรียนสำคัญจากช่วงโควิด-19 คือไม่มีใครทราบได้ว่าสถานการณ์จะเป็นไปอีกนานเท่าไร จึงแสดงให้เห็นว่าเราไม่สามารถมีแผนธุรกิจเดียวได้ แต่จำเป็นจะต้องมีแผนสำรองถัดไปเตรียมเอาไว้ด้วย

นางศุภจี กล่าวว่า ขณะเดียวกันในโลกธุรกิจก็มีความทับซ้อนกันมากยิ่งขึ้น จนไม่มีอุตสาหกรรมใดที่จะอยู่รอดปลอดภัยไปได้ตลอด ตัวอย่างเช่นธนาคาร ปัจจุบันไม่ได้แข่งขันกับธนาคารด้วยกันเองเท่านั้น แต่ยังมีผู้เล่นใหม่ๆ ในสายเทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งร้านสะดวกซื้อที่เข้ามาเป็นคู่แข่งด้วย รวมไปถึงอีกปัญหาสำคัญในขณะนี้คือความขัดแย้งทางความคิด ที่มีความแตกต่างกันระหว่างคนหลากหลายเจนเนอเรชั่น อันเป็นสิ่งที่หลายองค์กรพบเจอในปัจจุบัน

“ภาคธุรกิจไทยยังเจอกับแรงกดดันต่างๆ เช่น ภูมิทัศน์ของโลกที่ปัจจุบันมีแนวคิดเปลี่ยนจากโลกาภิวัฒน์ กลับมาสู่การพึ่งพาตนเองมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ที่จะทำให้มีคนเข้าสู่ระบบแรงงานน้อยลง แต่ขณะเดียวกันก็มีความไม่สอดคล้องกันระหว่างทักษะที่ภาคธุรกิจต้องการ กับปริมาณแรงงานที่ถูกผลิตออกมาด้วย ซึ่งตรงนี้อาจต้องพึ่งมหาวิทยาลัยในการช่วยผลิตคน หรือให้ข้อเสนอแนะแก่ภาคส่วนต่างๆ ในฐานะสถาบันวิชาการ” นางศุภจี ระบุ

นางศุภจี ยังกล่าวอีกว่า แม้จะเผชิญกับแรงกดดันต่างๆ แต่ก็ยังมีโอกาสหากทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยกันผลักให้เศรษฐกิจไทยพัฒนาต่อไปได้ จึงอยากฝาก 6 ข้อเสนอถึงรัฐบาล ที่ประกอบด้วย “3 สร้าง” ได้แก่ สร้าง Branding ประเทศไทย เช่นการเข้าสู่ตลาดพรีเมียมมากขึ้น, สร้างความมั่นใจนักท่องเที่ยว, สร้างมาตรฐานยกระดับแรงงาน ผนวกกับ “2 กระตุ้น” คือ กระตุ้นประสิทธิภาพ เช่นให้สิทธิประโยชน์ภาคธุรกิจมากขึ้น, กระตุ้นความยั่งยืน และ “1 ลด” คือ ลดความซับซ้อน โดยเฉพาะกฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ

ด้าน ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า จากมุมมองของตัวแทนภาคธุรกิจเอกชนชั้นนำในครั้งนี้ ทำให้ได้พบถึงภาพปัญหาที่เห็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาโครงสร้างประชากร หรือความซ้ำซ้อนยุ่งยากของกฎระเบียบต่างๆ เป็นต้น ขณะเดียวกันก็พบว่ายังมีอีกหลายเรื่องซึ่งเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องเข้าไปมีบทบาท

“ตัวอย่างเช่น ปัญหาความไม่ได้สมดุลของตลาดแรงงาน ที่สถาบันการศึกษาไม่ได้ผลิตคนตามความต้องการของตลาด ผลิตได้มากแต่ตลาดไม่ต้องการ หรือที่ตลาดต้องการกลับมีไม่เพียงพอ รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานของทรัพยากรบุคลากรที่ป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะต้องได้รับการยกระดับมาตรฐาน ที่มหาวิทยาลัยจำเป็นจะต้องทำมากขึ้น และยังรวมไปถึงบทบาทการวิจัยและพัฒนาในด้านต่างๆ” ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ระบุ

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวว่า จากมุมมองอันมีค่าของภาคธุรกิจนี้ ถือเป็นพันธกิจที่สำคัญของมหาวิทยาลัยไทย และถึงเวลาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เองจะต้องเดินหน้าพูดคุยกับภาคธุรกิจเอกชนอย่างจริงจัง เพื่อนำมุมมองข้อเสนอที่ได้มาปรับปรุงหลักสูตร พัฒนากระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้สามารถผลิตทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์อุตสาหกรรม และช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจที่จะยกระดับการพัฒนาของประเทศต่อไปได้

‘สพฐ.’ตั้งอนุกรรมการฯ 7 คณะ ลุยแก้หนี้ครูกองโต 9 แสนราย 1.4 ล้านล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775814

'สพฐ.'ตั้งอนุกรรมการฯ 7 คณะ ลุยแก้หนี้ครูกองโต 9 แสนราย 1.4 ล้านล้าน

‘สพฐ.’ตั้งอนุกรรมการฯ 7 คณะ ลุยแก้หนี้ครูกองโต 9 แสนราย 1.4 ล้านล้าน

วันจันทร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 16.35 น.

สพฐ.เอาจริงรุดแก้หนี้ครู 9 แสนราย ตั้งอนุกรรมการฯ 7 คณะ คืนศักดิ์ศรีให้ครูกลับมายิ้มได้

วันที่ 18 ธันวาคม 2566 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานเปิดการประชุมพร้อมมอบนโยบายแก่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขตทั่วประเทศ กรณีการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยมี นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา สพฐ. เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุม สพฐ. 2 กระทรวงศึกษาธิการ ควบคู่กับการประชุมผ่านระบบ Video Conference

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญการแก้ปัญหาหนี้สินของประชาชนอย่างเป็นระบบ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล) มีนโยบายให้ สพฐ. หาแนวทางผ่อนคลายภาระหนี้สิน เพื่อสร้างความสุขแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา เพราะแหล่งข้อมูลหนี้สินครูที่ใหญ่ที่สุดของ ศธ.  อยู่ที่ สพฐ. ดังนั้นในวันนี้จึงได้เชิญทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มาประชุมหารือและมอบแนวทางการดำเนินงานแก่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต ทั่วประเทศ “

เพื่อขับเคลื่อนมาตรการลดภาระหนี้สิน เลขาธิการ กพฐ. ได้มอบหมายสถานีแก้หนี้ระดับเขตพื้นที่ สำรวจสภาพหนี้และจัดกลุ่มครูตามภาระหนี้สิน เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มสีแดง หรือ กลุ่มวิกฤตคือ ผู้ที่เหลือเงินเดือนไม่ถึง 30% หลังจากหักการชำระหนี้ และกำลังถูกฟ้องร้องดำเนินคดี  โดยเลขาธิการ กพฐ.ได้เน้นย้ำให้ทุกเขตพื้นที่ เร่งช่วยเหลือเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อชะลอการดำเนินการทางกฎหมายและหาแนวทางบริหารจัดการหนี้ต่อไป 2.กลุ่มสีเหลืองคือ กลุ่มที่เหลือเงินเดือนไม่ถึง 30% มีแนวโน้มจะเป็นหนี้วิกฤต ให้มีการปรับโครงสร้างหนี้ ควบคุมยอดหนี้ และ 3.กลุ่มสีเขียวคือ กลุ่มครูที่มีหนี้เล็กน้อย ถึงไม่มีหนี้สิน

“ในเชิงการป้องกัน ได้เน้นย้ำผู้บังคับบัญชา ทั้ง ผอ.เขตพื้นที่ และ ผอ.โรงเรียน ให้ตรวจสอบสภาพหนี้สินครูก่อนมีการอนุมัติกู้ในระบบต่างๆ เพื่อคงสภาพของกลุ่มสีเขียวและกลุ่มสีเหลืองเอาไว้ เพื่อให้ครูและบุคลากรทุกคนสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ทั้งนี้ ให้เรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูเป็นตัวชี้วัดของสถานีแก้หนี้ระดับเขตพื้นที่ฯ และจะมีการติดตามผลอย่างใกล้ชิด เป็นรายเดือนต่อไป” ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าว

ทางด้าน นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย โดยมี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ และมี รองเลขาธิการ กพฐ. ร่วมเป็นคณะกรรมการ เพื่อวิเคราะห์ปัญหา จัดทำแนวทางแก้ไขสถานการณ์หนี้ของประชาชนทั้งประเทศ

ทั้งนี้ จากการประชุมหารือคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย เมื่อวันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา ที่ประชุมเสนอแนวทางแก้ไขหนี้กลุ่มข้าราชการ ในเบื้องต้น ดังนี้

1) ตระหนักถึงปัญหาความซับซ้อนของหนี้ข้าราชการครู จำนวน 900,000 ราย มูลหนี้ 1.4 ล้านล้านบาท 2) กำหนดให้มีเงินเหลือเพื่อดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่น้อยกว่า 30% ของเงินเดือน โดยภายในเดือนมกราคม 2567 จะต้องมีการดำเนินการเบื้องต้นที่ชัดเจน เช่น ลดอัตราดอกเบี้ย/ปรับจำนวนงวดให้ยาวขึ้น ไม่เกินอายุ 75 ปี และ3) กำชับมาตรการของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการดำเนินงานของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการหักเงินเดือน เงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ. 2551 และ 4) ขยายผลจาก ข้อ 1-3 ไปยังหนี้นอกระบบ

“เพื่อเป็นการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ อย่างเป็นรูปธรรม สอดรับกับแนวทางของคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย ซึ่งเป็นคณะกรรมการระดับชาติ  สพฐ. ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมีคณะอนุกรรมการฯ ย่อย อีก 7 คณะ เพื่อให้การปฏิบัติงานครอบคลุมทุกมิติ และขอให้สถานีแก้หนี้ครูร่วมปฏิบัติงานที่สำคัญนี้กับศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา สพฐ. เพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายในการทำให้คุณภาพชีวิตของบุคลากรในสังกัดดีขึ้นต่อไป” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว