ปลัดกระทรวงมหาดไทยนำข้าราชการถวายราชสักการะพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771405

ปลัดกระทรวงมหาดไทยนำข้าราชการถวายราชสักการะพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ปลัดกระทรวงมหาดไทยนำข้าราชการถวายราชสักการะพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

วันเสาร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 11.13 น.

ปลัดกระทรวงมหาดไทยนำข้าราชการถวายราชสักการะพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

25 พฤศจิกายน 2566 เวลา 07.20 น. ที่สวนลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ได้แก่ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการปกครอง นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายขจร ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ข้าราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย วางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต 25 พฤศจิกายน 2566

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือที่พวกเราคนไทยขานพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2423 ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 29 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระนามเมื่อแรกประสูติว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ มุสิกนาม โดยทรงมีพระเชษฐภคินีและพระอนุชาร่วมพระชนนี 7 พระองค์ ครั้นพระชนมายุย่างเข้า 9 พรรษาเมื่อ พ.ศ. 2431 ทรงรับพระราชทานสถาปนาพระอิสริยศักดิ์เป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ กรมขุนเทพทวารวดี และต่อมา ในปี พ.ศ. 2437 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาพระองค์ให้ทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร โดยทรงดำรงพระราชอิสริยยศที่สยามมกุฎราชกุมารเป็นพระองค์ที่ 2 ของประเทศไทย และพระองค์ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2453 ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 6 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ และเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2468 รวมพระชนมายุ 44 พรรษา ดำรงสิริราชสมบัติเป็นระยะเวลา 15 ปี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระอัจฉริยภาพและทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในหลายสาขา ทั้งด้านการเมือง การปกครอง การทหาร การศึกษา การสาธารณสุข การต่างประเทศ วรรณกรรม และอักษรศาสตร์ โดยทรงพระราชนิพนธ์บทร้อยแก้วและร้อยกรองไว้รวมกว่าพันเรื่อง โดยทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า “สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า” อันหมายความว่า พระเจ้าแผ่นดินผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นปราชญ์ เป็นพระราชสมัญญาที่ประชาชนทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อแสดงถึงพระปรีชาสามารถของพระองค์ อาทิ ทรงจัดตั้ง “คณะโขนสมัครเล่น” ซึ่งต่อมามีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “โขนบรรดาศักดิ์” เนื่องจากผู้แสดงทั้งหมดเป็นผู้ที่รับราชการและได้รับพระราชทานให้มีบรรดาศักดิ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งกรมโขนหลวง และทรงพระราชนิพนธ์บทละครพูด และโปรดฯ ให้จัดการแสดงละครพระราชนิพนธ์และละครอื่น ๆ เพื่อเก็บเงินบำรุงสาธารณกุศลมาเป็นลำดับตราบจนสิ้นรัชสมัย ทั้งนี้ ในปี พ.ศ. 2454 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งวงศ์ดุริยางค์ชนิดออเคสตราวงแรกของประเทศไทยและภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ และในปี พ.ศ. 2457 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง “โรงเรียนทหารกระบี่หลวง” ซึ่งมุ่งเน้นฝึกหัดเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ความชำนาญในวิชานาฏดุริยางคศิลป์ เพื่อสืบทอดศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่ามิให้เสื่อมสูญ มีนักเรียนที่มีชื่อเสียง เช่น ศาสตราจารย์มนตรี ตราโมท นายเอื้อ สุนทรสนาน และนายอาคม สายาคม เป็นต้น และจากพระราชกรณียกิจในด้านดังกล่าว ทำให้ในปี พ.ศ. 2524 องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศยกย่องพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสฉลองวันพระราชสมภพครบ 100 พรรษา เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2524 ว่าทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก ผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรม ในฐานะที่ทรงเป็นนักปราชญ์ นักประพันธ์ กวี และนักแต่งบทละครไว้เป็นจำนวนมาก

“ในด้านการปกครอง ทรงเน้นความสำคัญของ “ชาติ” เป็นหัวใจของการปกครอง โดยในรัชสมัยของพระองค์ นอกจากจะทรงดำเนินการปกครองตามแบบแผนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงริเริ่มไว้แล้ว ยังได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดการปรับเปลี่ยนบางอย่างเพิ่มเติม เช่น การปรับเปลี่ยนระเบียบราชการบางส่วนในกระทรวงมหาดไทย โดยโปรดเกล้าฯ ให้รวมหัวเมืองมณฑลที่ใกล้เคียงกันจัดเป็นภาค และทรงแยกหัวเมืองในมณฑลพายัพออกเป็น 2 มณฑล คือ มณฑลพายัพ มีเขตปกครอง คือ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน และเชียงราย กับมณฑลมหาราษฎร์ มีเขตปกครองคือ จังหวัดแพร่ ลำปาง และน่าน แล้วโปรดให้เรียกรวมว่า “มณฑลพายัพ” และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนตำแหน่ง สมุหเทศาภิบาล ขึ้นเป็นอุปราชมณฑลภาคพายัพ เป็นต้น นอกจากนี้ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กหลวง หรือวชิราวุธวิทยาลัยในปัจจุบันขึ้นแทนการสร้างวัดประจำรัชกาล เพื่อบำรุงการศึกษาของเยาวชนของชาติ และทรงมีพระมหากรุณาธิคุณในด้านการวางรากฐานระบบราชการไทย โดยทรงสถาปนา “โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ซึ่งต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้โรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ เป็น “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” และทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนา “กองเสือป่า” ขึ้น โดยพระองค์เป็นผู้บัญชาการ เพื่อให้พลเรือนซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการในราชสำนักได้มีโอกาสฝึกหัดระเบียบวินัย มีการบังคับบัญชาเป็นหมู่เหล่าเช่นเดียวกับทหาร เพื่อป้องกันภัยอันตรายที่จะมีแก่ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อีกทั้งมีพระราชดำริในด้านการสาธารณสุข โดยให้จัดสร้าง “โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงพยาบาลวชิรพยาบาล” นอกจากนี้ พระองค์ทรงเป็นพระผู้พระราชทานกำเนิด “กิจการลูกเสือในประเทศไทย” โดยทรงเห็นว่าหากเยาวชนของชาติได้รับการฝึกหัดให้มีวินัยและได้เรียนรู้วิธีสืบข่าวเสียแต่ยังเยาว์ เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ นอกจากจะมีระเบียบวินัยเป็นพลเมืองดีของชาติแล้ว ยังจะสามารถนำความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติได้ด้วย จึงทรงยกร่าง “ข้อบังคับลักษณะปกครองลูกเสือ” โปรดเกล้าฯ ให้ตราข้อบังคับนี้ไว้ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2454” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ กล่าวเพิ่มเติมว่า  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชกรณียกิจที่สำคัญที่เป็นการริเริ่มวางรากฐานการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยทรงโปรดให้จัดตั้ง “ดุสิตธานี” ภายในบริเวณพระราชวังดุสิตขึ้นในปี พ.ศ. 2461 เพื่อเป็นแบบทดลองการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีลักษณะเป็นการปกครองส่วนท้องถิ่นแบบเทศบาล ซึ่งภายในดุสิตธานี ได้มีการจำลองรูปแบบการปกครองและสิ่งอำนวยความสะดวก สถานที่ราชการ อาคารบ้านเรือน อาทิ ที่ทำการรัฐบาล บ้านเรือนราษฎร พระราชวัง ศาสนสถาน สถานที่ราชการ โรงทหาร ร้านค้า โรงพยาบาล ตลาด โรงแรม ธนาคาร สถานประกอบธุรกิจต่าง ๆ โดยมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานอย่างครบถ้วน และทรงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขนานนามสกุล พระพุทธศักราช 2456 เพื่อช่วยกำหนดตัวบุคคลได้แน่นอนกว่าการเรียกชื่อเพียงอย่างเดียว เป็นต้น

“สำหรับ “สวนลุมพินี” เป็นสวนสาธารณะแห่งแรกของกรุงเทพมหานครอันเป็นอนุสรณ์หวนรำลึกนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานไว้ โดยมีจุดเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2468 ในโอกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 15 ปี ประกอบกับเศรษฐกิจตกต่ำหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จึงทรงพระราชดำริให้จัดงานแสดงพิพิธภัณฑ์สรรพสินค้าและทรัพยากรธรรมชาติ เฉกเช่นประเทศตะวันตกที่ได้ทำได้ผลมาแล้ว โดยกำหนดจัดในฤดูหนาวปลายในปีดังกล่าว และทรงมีพระราชประสงค์ว่า เมื่อเลิกการจัดงานแล้วให้จัดทำเป็นสวนพฤกษชาติ เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาและใช้พักผ่อน โดยพระองค์ได้พระราชทานพระราชทรัพย์เป็นทุนประเดิมในการเตรียมสถานที่ ซึ่งภายในมีการขุดสระกว้าง สร้างเกาะลอยกลางน้ำ ตัดถนน และสร้างถาวรวัตถุ เช่น หอนาฬิกา ตึกแบบกรีก และพระราชทานชื่อว่า “สวนลุมพินี” หมายถึงสถานที่ประสูติแห่งพระพุทธเจ้า ณ ลุมพินีวัน ประเทศเนปาล แต่แล้วพระองค์ก็เสด็จสวรรคตก่อนกำหนดเปิดงานจึงไม่ได้จัดงานดังกล่าว จนกระทั่งต่อมา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ผู้ทรงเป็นพระอนุชาธิราชเจ้า ทรงสานต่อการทำเป็นสวนสาธารณะจนแล้วเสร็จ และในปี พ.ศ. 2485 ได้มีการจัดสร้างพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้น ณ สวนลุมพินีแห่งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้สักการะ และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระผู้พระราชทานกำเนิดสวนลุมพินี” นายสุทธิพงษ์ ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันเปี่ยมล้นของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ผู้ทรงมีคุณูปการอันเป็นรากฐานความมั่นคงของประเทศ ส่งผลให้เกิดความอยู่ดีมีสุขของพสกนิกรชาวไทยตราบจนถึงปัจจุบัน จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันตั้งจิตเป็นกุศลประกอบคุณงามความดี เพื่อเป็นการปฏิบัติบูชาน้อมถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต 25 พฤศจิกายน 2566 โดยพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ

‘ดุสิตโพล’เผย 85.50% อาชีวะตีกันเพราะปลูกฝังค่านิยมที่ผิดๆ แนะทุกฝ่ายร่วมมือแก้ปัญหา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771399

'ดุสิตโพล'เผย 85.50% อาชีวะตีกันเพราะปลูกฝังค่านิยมที่ผิดๆ แนะทุกฝ่ายร่วมมือแก้ปัญหา

‘ดุสิตโพล’เผย 85.50% อาชีวะตีกันเพราะปลูกฝังค่านิยมที่ผิดๆ แนะทุกฝ่ายร่วมมือแก้ปัญหา

วันเสาร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 10.06 น.

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2566  สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่องความปลอดภัยในชีวิตของคนไทย ณ วันนี้ กรณีศึกษา “เด็กอาชีวะ” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,161 คน สำรวจระหว่างวันที่ 21-24 พฤศจิกายน 2566 พบว่า จากกรณีการทะเลาะวิวาทจนถึงแก่ชีวิตของเด็กอาชีวะที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ โดยกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 87.83 มองว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมืออย่างจริงจัง มีมาตรการ แนวทางป้องกันที่เด็ดขาด คิดว่าสาเหตุของการทะเลาะวิวาท คือการปลูกฝังค่านิยมที่ผิด ๆ รักศักดิ์ศรี สถาบัน ร้อยละ 85.50 ขณะที่การแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเด็ดขาด เพิ่มโทษสูงสุด ร้อยละ 74.03 ทั้งนี้ประชาชนดูแลความปลอดภัยของตนเองด้วยการหลีกเลี่ยงเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง ร้อยละ 91.62 โดยหน่วยงานที่ควรเข้ามาเร่งแก้ปัญหานี้คือกระทรวงศึกษาธิการ ร้อยละ 88.10 และหากประชาชนมีบุตรหลาน ก็มองว่าไม่อยากให้เรียนต่อสายอาชีวศึกษา ร้อยละ 80.34

การเรียนสายอาชีวศึกษามีความสำคัญต่อตลาดแรงงานไทยอย่างยิ่ง แต่จากสถิติกลับพบว่าผู้สนใจศึกษาต่อในสายอาชีพไม่สูงนัก อีกทั้งการรับรู้ข่าวในสื่อต่าง ๆ ก็ยิ่งทำให้ผู้ปกครองมีความวิตกกังวลมากขึ้น จากผลสำรวจที่ผ่านมาของสวนดุสิตโพล พบว่า สาเหตุของการก่อเหตุทะเลาะวิวาทมุ่งไปที่ความขัดแย้งระหว่างสถาบัน แต่ปัจจุบันกลับพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมสะท้อนให้เห็นถึงขอบข่ายของปัญหาที่กว้างขึ้นและฝังรากลึก ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องเร่งปราบปรามและกระทรวงศึกษาธิการต้องแก้ปัญหาในระยะยาว

‘อธิการฯปทุมวัน’ยันไม่เกี่ยวข้องเหตุรุนแรง ชี้เช็คชื่อแล้วล้วนเป็นอดีต นศ. ส่ง 140 รายชื่อให้ตร.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771352

'อธิการฯปทุมวัน'ยันไม่เกี่ยวข้องเหตุรุนแรง ชี้เช็คชื่อแล้วล้วนเป็นอดีต นศ. ส่ง 140 รายชื่อให้ตร.

‘อธิการฯปทุมวัน’ยันไม่เกี่ยวข้องเหตุรุนแรง ชี้เช็คชื่อแล้วล้วนเป็นอดีต นศ. ส่ง 140 รายชื่อให้ตร.

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 19.45 น.

อธิการฯปทุมวัน พร้อมผู้บริหารตั้งโต๊ะ แถลงแสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของ”น้องหยอด-ครูเจี๊ยบ” ยันตรวจสอบรายชื่อแล้วผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมทั้งหมดพ้นสภาพการเป็นนักศีกษาไปแล้ว ย้ำการกระทำรุนแรงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถาบัน ส่วนข่าวนักศึกษาร่วมกลุ่มกว่า 80 กว่าตั้งองค์กรเถื่อนนั้น ทางสถาบันไม่มีข้อมูล ทางตำรวจยังไม่ได้ให้รายชื่อมา แต่หากพบว่าเป็นนักศึกษาของสถาบัน ก็ต้องตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามขั้นตอน

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2566 นายเสถียร ธัญญศรีรัตน์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน พร้อมด้วยผู้บริหารสถานบันฯ แถลงกรณีกลุ่มคนที่อ้างว่า เป็นนักศึกษาจากสถาบันฯก่อเหตุ ยิงนายธนสรณ์ หรือ หยอด ห้องสวัสดิ์ อายุ 19 ปี นักศึกษาชั้นปี 1 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวายและ น.ส.ศิรดา หรือ ครูเจี๊ยบ สินประเสริฐ อายุ 45 ปี ครูสอนวิชาคอมพิวเตอร์ ระดับชั้น ม.ต้น โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ เสียชีวิตนั้น ทางสถาบันฯ ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของครูเจี๊ยบและน้องหยอดเป็นอย่างยิ่ง โดยล่าสุดได้มีการจับผู้ต้องสงสัยและมีชื่อของสถาบันฯเข้าไปเกี่ยวข้อง และจากการตรวจสอบรายชื่อทั้งหมด เป็นนักศึกษาที่พ้นสภาพไปแล้ว ปัจจุบันไม่ได้มีสถานะเป็นนักศึกษาของสถาบันฯ

ทั้งนี้ สถาบันฯมีนักศึกษาอยู่ประมาณ 1,300 คน กว่า 1,000 คน ทำงาน และมาเรียนเสาร์-อาทิตย์ ที่เหลืออีกกว่า 200 คน จะเป็นปริญญาโท และเอก เหลือนักศึกษาภาคปกติเพียง 100 คน

“การเรียนการสอนในคณะวิศวกรรมศาสตร์ค่อนข้างเข้มข้น สถาบันฯมีชื่อเสียงมากว่า 90 ปี นักศึกษาสายอาชีพก็อยากจะเข้าเรียนและจบที่ปทุมวัน โดยเพิ่งประกาศรายชื่อนักศึกษาที่พ้นสภาพไปแล้ว เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมากว่า 140 คน ส่วนใหญ่ที่พ้นสภาพไปเพราะมาขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษา และไม่ได้มาเรียน แต่ใช้ชื่อปทุมวันออกไปแสดงสัญลักษณ์ต่าง ๆ ในทางเสียหาย ดังนั้น ขอแถลงว่า การกระทำของผู้ต้องสงสัยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถาบันทั้งสิ้น โดยเด็กปัจจุบันสร้างชื่อเสียง มีการแข่งขันได้รับรางวัลชนะเลิศมากมาย สภาพแวดล้อมภายในสถาบันเงียบสงบเพราะเด็กอยู่ในห้องเรียน ปทุมวันเป็นสถาบันอันทรงเกียรติ มีชื่อเสียงมานาน มีระบบการรักษาความปลอดภัย ทั้งภายใน ภายนอก มีการประสานความร่วมมือกับสน.ปทุมวัน มีการเรียนการสอนเข้มข้น ถึงเข้ามาได้แต่จบยากปีนักศึกษาจบเพียงปีละ 500 คน ดังนั้น จึงขอปฏิเสธว่าข่าวความรุ่นแรงที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับสถาบัน” อธิการบดีฯ กล่าว

อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ทางสถาบันฯมีการทำความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้สามารถเข้าตรวจค้นได้ 24 ชั่วโมง หากมีผู้ต้องสงสัยเข้ามาแอบแฝงสามารถดำเนินคดีได้ทันที ส่วนการรับน้องรุนแรง ทางสถาบันจะไม่ให้มีการจัดกิจกรรมดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาติจากสถาบันฯ แต่ถ้ามีการแอบไปรับน้องแล้วเกิดความรุนแรงขึ้น จะลงโทษพักการเรียน ซึ่งก็ได้มีการดำเนินการมาแล้ว โดยมีโทษสูงสุดถึงขั้นไล่ออก ส่วนที่มีข่าวว่า มีอาจารย์เข้าไปค้ำประกันผู้ต้องหากรณีก่อเหตุยิงในงานแต่งเมื่อปีที่ผ่านมานั้น ยังไม่เห็นรายชื่ออาจารย์ไปเกี่ยวข้อง เพราะอาจารย์จะทำอะไรต้องได้รับอนุมัติจากอธิการบดี

“อุเทนฯ กับปทุมวัน พยายามหามาตรการป้องกัน ไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้น แต่ส่วนใหญ่เหตุการณ์ไปเกิดขึ้นภายนอก และบางครั้งมีการอ้างโปรไฟล์ปทุมวัน ก็ได้มีการตรวจสอบ รวมถึงมีการตั้งกลุ่มป้องกันเหตุ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ห้างสรรพสินค้าในพื้นที่ แต่หากเหตุการณ์ไปเกิดไกลจากนอกพื้นที่ ก็ดูได้ยาก ทั้งนี้ ในสถาบันฯ ก็จะมีกลุ่มนักศึกษาที่ตั้งใจเรียน ถึงช่วงเวลาเลิกเรียน อาจารย์ก็จะมาดูแลส่งนักศึกษากลับบ้าน แจ้งสถานีรถไฟฟ้า ให้มีอาจารย์ที่ปรึกษาค่อยสอดส่อง ตั้งกลุ่มไลน์ร่วมกับผู้ปกครอง ส่วนหนักใจหรือไม่เด็กที่พ้นสภาพไปแล้ว เอาชื่อสถาบันไป ขอบอกว่าหนักใจมาก เราตรวจสอบไม่เจอ ทำให้สถาบันตกเป็นจำเลยสังคม บางคนพ้นสภาพไปแล้วแต่ผู้ปกครอง ก็ยังเข้าใจว่า เด็กเรียนอยู่ จึงได้มีการพูดคุยทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง นักศึกษาที่เคยเข้ามา แล้วพ้นสภาพไป ศิษย์เก่าก็ไม่ใช่ ศิษย์ปัจจุบันก็ไม่ใช่ ผมก็คงเข้าไปควบคุมไม่ได้ ต้องให้นิติกรดำเนินการ หากมีการอ้างชื่อ ก็ต้องให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินคดีตามขั้นตอน” อธิการบดีฯ กล่าว

ด้านนายวีนัส ทัดเนียม รองอธิการบดี กล่าวว่า ทางปทุมวันได้ส่งรายชื่อนักศึกษาที่พ้นสภาพทั้ง 140 คนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว และจากการตรวจสอบผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย เข้ามาเรียนปีการศึกษา 2565 ขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษา แต่ไม่ได้ลงทะเบียนเรียน จึงให้พ้นสภาพนักศึกษาไป อย่างไรก็ตามการรับนักศึกษาปทุมวันชั้นปีที่1 ทุกคนจะต้องมีการตรวจสอบประวัติลายนิ้วมือก่อนเข้าเรียน หากพบว่า มีการทำความผิดมาก่อนก็จะไม่รับเข้าเรียน ทั้งนี้การตรวจสอบดังกล่าว เพื่อบันทึกประวัติไว้ที่สถานีตำรวจ หากมีการทำความผิด เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถตรวจสอบได้ทันที และหากมีการกระทำความผิดก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย รวมถึงยังมีมาตรการว่า กรณีทำผิดวินัย จะต้องมีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง หากพบว่า มีมูลก็จะต้องมีการปฏิบัติตามมาตรการที่สถาบันกำหนด เช่น พักการเรียน 1 ปี หรือมากกว่านั้นแล้วแต่ผลการตรวจสอบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า นอกจากผู้ต้องหาทั้ง8 รายซึ่งพ้นภาพไปแล้ว ทราบว่ามีการร่วมกลุ่มของนักศึกษาทั้งเก่าและปัจจุบัน นายวีนัส กล่าวว่า เรื่องนี้ได้มีการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และคงต้องรอข้อมูล ซึ่งทางสถาบันได้มีการประสานงานกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ตลอด ขณะเดียวกันสถาบันฯ ก็ยินดีให้ข้อมูลที่ตำรวจร้องขอมา ส่วนนักศึกษาที่มีการร่วมกลุ่มกว่า 80 กว่าคนนั้น สถาบันไม่มีข้อมูล ทางตำรวจยังไม่ได้ให้รายชื่อมา แต่หากพบว่า เป็นนักศึกษาของสถาบัน ก็ต้องตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามขั้นตอน

“เรื่องนี้เกิดขึ้นภายนอก สถาบันไม่ทราบชื่อ แม้กระทั่งผู้ต้องหาทั้ง 8 คน สถาบันฯก็เพิ่งมาทราบชื่อภายหลัง เพราะเราไม่ได้เป็นหน่วยสืบสวน สถาบันทำหน้าที่จัดการเรียนการสอน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เกิดข้างนอก นอกเหนือจากอำนาจหน้าที่ของสถาบัน ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ กำกับดูแลโดยกระทรวงการอุดทศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผลิตคนที่มีคุณธรรม คนดีไปทำงาน ขณะนี้ประเทศชาติขาดวิศวะเป็นแสนอัตรา เด็กปทุมวัน ก่อนจบมีบริษัทมารอรับเข้าทำงาน ส่วนผู้ที่ไปก่อเหตุ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถาบัน สถาบันไม่ทราบอะไรเลย แต่เด็กปัจจุบันสถาบันจะมีการควบคุมมาตรฐาน เป็นวิศวกรในภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก” รองอธิการบดีกล่าว

เทศบาลนครเชียงราย MOU เทศบาลเมืองจิ่งหง สิบสองปันนา สถาปนาเมืองมิตรภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771318

เทศบาลนครเชียงราย MOU เทศบาลเมืองจิ่งหง สิบสองปันนา สถาปนาเมืองมิตรภาพ

เทศบาลนครเชียงราย MOU เทศบาลเมืองจิ่งหง สิบสองปันนา สถาปนาเมืองมิตรภาพ

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 17.18 น.

วันที่ 24 พ.ย.66 นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และ ผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครเชียงราย ให้การต้อนรับ นาย เต้า ไห่ชิง (Dao Haiqing) นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองจิ่งหง พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เทศบาลเมืองจิ่งหง สิบสองปันนา มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ห้องประชุม โรงเรียรเทศบาล 7 ฝั่งหมิ่น ต.ริมกก อ.เมือง จ.เชียงราย

ซึ่งการพบปะกันครั้งนี้ ทางเทศบาลเมืองจิ่งหง สิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ได้แจ้งเจตจำนง อย่างเป็นทางการ ที่เดินทางมาร่วมลงนาม ว่าด้วยการสถาปนาเมืองมิตรภาพ บ้านพี่เมืองน้อง หลังจากก่อนหน้านี้ ทั้ง 2 เทศบาลฯ ได้มีการแลกเปลี่ยนทางด้านทรัพยากรและบุคลากรมาเป็นระยะเวลาหลายปีต่อเนื่อง จนประสบความสำเร็จทางด้านความร่วมมือ ทางการศึกษาและด้านอื่น ๆ 

ดังนั้นทั้ง 2 เทศบาล จึงขอสานสัมพันธ์ที่ดีมากขึ้น ด้วยการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน เพื่อให้การพัฒนาในด้านอื่นๆ มีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้ง 2 ฝ่ายทั้งในด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวในพื้นที่

โดยนายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวว่า ถือว่าเป็นโอกาสอันนี้ ที่ได้มีการลงนามในครั้งนี้ หากเป็นไปได้ในอนาคตจะได้เสนอเรื่องไปยังส่วนกลางของประเทศไทย เพื่อร่วมกัน เดินทางไป เมืองจิ่งหง สิบสองปันนา มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ในการสร้างมิตรภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น และต้องขอขอบคุณทาง เมืองจิ่งหงฯ เปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนการเรียนการสอนของทั้ง 2 เมือง ทั้งส่งนักเรียน นักศึกษา คณะครู ไปแลกเปลี่ยนรู้ที่ เมืองจิ่งหง และ ทาง เมืองจิ่งหง  ก็จะส่ง นักเรียน นักศึกษา และคณะครู จากจีน มายังเชียงรายด้วยเช่นกัน รวมไปถึงการเปิดให้มีการเชื่อมโยงเมืองแห่งการท่องเที่ยว และเมืองธุรกิจเข้าด้วยกัน

ทางด้านนาย เต้า ไห่ชิง (Dao Haiqing) นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองจิ่งหง กล่าวว่า อนาคตหากมีความเป็นไปได้ เมืองจิ่งหง พร้อมเปิดพื้นที่ให้ เทศบาลนครเชียงราย เปิดที่ทำการจุดประสานงานทุกเรื่องในเมืองจิ่งหง  พร้อมจะอำนวยความสะดวกทุกเรื่อง เพราะจะได้ประสานงานกันสะดวกมากยิ่งขึ้น และทางเมืองจิ่งหง ก็พร้อมมาเปิดจุดบริการในพื้นที่เทศบาลนครเชียงราย ในการทำหน้าที่ประสานงานของทั้ง  2 เมือง ประการสำคัญที่สุดคือเรื่องการศึกษา การท่องเที่ยว และการทำธุรกิจร่วมกันทุกด้าน ที่จะขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ซึ่งเชื่อว่า การลงนามในครั้งนี้ จะเป็นผลดีต่อ 2 เมือง

‘สกสว.’นำทัพ จัดเวทีระดมความคิดเห็นระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771313

'สกสว.'นำทัพ จัดเวทีระดมความคิดเห็นระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้

‘สกสว.’นำทัพ จัดเวทีระดมความคิดเห็นระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 17.01 น.

กองทุน ววน. โดย สกสว. ประสานความร่วมมือ สศช. ขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจใต้ พัฒนาเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ ด้านการคมนาคมขนส่ง เชื่อมโยงฝั่งอ่าวไทย – ฝั่งอันดามัน – ประเทศแถบเอเชียใต้

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับจังหวัดชุมพร ได้จัดประชุมระดมความเห็นระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC): เป้าหมายและความคาดหวังต่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ด้านการวิจัยและพัฒนาและการถ่ายทอดเทคโนโลยี  โดยมี นายวิสาห์ พูลศิริรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. รศ.ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการ สกสว. นายบุญชัย ฉัตรประเทืองกุล ผู้อำนวยการกองพัฒนายุทธศาสตร์พื้นที่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เกษตรจังหวัด สำนักงานอุตสาหกรรมภาค อุตสาหกรรมจังหวัด พาณิชย์จังหวัด ท่องเที่ยวจังหวัด ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาค สภาเกษตรกร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ฯลฯ เข้าร่วมประชุมระดมสมองในครั้งนี้

โอกาสนี้ นายวิสาห์ พูลศิริรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร กล่าวถึงการขับเคลื่อน SEC ว่า ที่ผ่านมายังมีการทำความเข้าใจขั้นตอนการทำงานในพื้นที่ค่อนข้างน้อย แต่ด้วยมีการกำหนดนโยบายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ที่ประกอบด้วยจังหวัดระนอง ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ซึ่งจะเป็นการทำงานที่เชื่อมโยงระหว่างกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยกับฝั่งอันดามัน อีกทั้งเป็นการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบขนส่ง โดยเฉพาะเส้นทางหลักที่เชื่อมระหว่างภาคใต้ สู่ชายแดนไทยสู่มาเลเซีย และการบูรณาการการทำงานระหว่างส่วนภูมิภาคกับส่วนกลางระดับประเทศ ที่สำคัญ แผนดังกล่าวยังสอดคล้องกับแผนจังหวัด ซึ่งมีเป้าหมายการพัฒนา คือ “ชุมพรเมืองน่าอยู่ บนพื้นฐานการเกษตรกรรมและการท่องเที่ยวคุณภาพ เชื่อมโยงการพัฒนาสองฝั่งทะเล”  โดยนำเอาข้อมูลข้อเท็จจริงผ่านกระบวนการวิเคราะห์โดยกระบวนการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ ประกอบด้วย ภาคราชการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ประกอบกับพิจารณาปัญหาและความต้องการในการพัฒนาของพื้นที่ (Area) อำเภอต่างๆ และได้ร่วมกันกำหนดตำแหน่งการพัฒนาจังหวัดชุมพร “การพัฒนาการเกษตร ควบคู่การท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพ” และได้กำหนดประเด็นการพัฒนาจังหวัดเป็น 4 ด้าน ประกอบด้วย 1 การพัฒนาการเกษตรกรรมการท่องเที่ยวและเชื่อมโยงการพัฒนาในระดับภูมิภาค 2 การพัฒนาคน ครอบครัว ชุมชน และสังคมให้มีความมั่นคงตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 3 การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และพลังงานให้มีความสมดุลและยั่งยืน 4 เพิ่มประสิทธิภาพระบบการบริหารจัดการเชิงบูรณาการและการจัดการความมั่นคงเพื่อการพัฒนาแบบประชารัฐ

ด้าน รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวถึงวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการจัดงาน ว่า สืบเนื่องจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้นำวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มาส่งเสริมและขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ โดยมอบหมายให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นผู้ดำเนินการจัดทำแผนและการขับเคลื่อนร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การประชุมวันนี้จึงเป็นเวทีเพื่อรับฟังข้อมูลและความต้องการของพื้นที่และการทำความรู้จักหน่วยงานทั้งจากส่วนกลางและในพื้นที่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ ด้านการคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงฝั่งอ่าวไทย – ฝั่งอันดามัน – ประเทศแถบเอเชียใต้ และเป็นฐานอุตสาหกรรมชีวภาพการแปรรูปการเกษตรและการท่องเที่ยวมูลค่าสูง และเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมวัฒนธรรมและพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองน่าอยู่ มีเป้าหมายคือ (1) เป็นฐานการพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ยางพารา อาหารทะเลมูลค่าสูง รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาพืชเศรษฐกิจสำคัญ (2) เป็นประตูสู่การท่องเที่ยวอ่าวไทยและอันดามัน (3) โครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม เชื่อมโยงฝั่งอ่าวไทย – ฝั่งอันดามัน – ประเทศแถบเอเชียใต้ และ (4) พัฒนาให้เป็นเมืองน่าอยู่ เอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคม

โดยที่ประชุมได้มีการอภิปรายและแลกเปลี่ยน ที่น่าสนใจ อาทิ ความเห็นจากทางภาคเอกชนที่ได้กล่าวถึง ศักยภาพของพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) โดยเฉพาะประมงและเกษตร ซึ่งต้องการการพัฒนาและยกระดับการแปรรูปผลผลิตด้านการเกษตร การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ และการพัฒนาคนในพื้นที่ให้มีศักยภาพเพื่อรองรับการพัฒนาด้านต่างๆ นอกจากนี้รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่ามีความต้องการงานวิจัยเข้ามาพัฒนาการเกษตรทั้งระบบ รวมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ มีข้อเสนอให้จัดตั้งกองทุนนวัตกรรมให้กับพืชแต่ละชนิด เช่น ทุเรียน ปาล์มน้ำมัน เป็นต้น และเสนอให้มีคณะกรรมการที่ประกอบด้วยภาครัฐและเอกชนร่วมกันคิดและดำเนินการ ในส่วนสภาเกษตรกรจังหวัดสุราษฎร์ธานีให้ความเห็นต่อเรื่องการสร้างความเข้าใจต่อเรื่องทิศทางและแนวทางการขับเคลื่อน SEC กับคนในพื้นที่ สภาเกษตรกรจังหวัดนครศรีธรรมราช ควรมีการพัฒนาพืชเศรษฐกิจให้เป็นเรื่องๆ เช่น ทุเรียน ปาล์มน้ำมัน ตั้งคณะกรรมการเฉพาะพืช เพื่อแก้ไขปัญหาทั้งระบบของพืชนั้นๆ เป็นต้น
  
ขณะที่ นายบุญชัย ฉัตรประเทืองกุล ผู้อำนวยการกองพัฒนายุทธศาสตร์พื้นที่ สศช. กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจ คือการยกระดับรายได้และเศรษฐกิจของพื้นที่และประเทศ ในส่วนกลไกการขับเคลื่อนนั้นมีทั้งกลไกส่วนกลางระดับประเทศ ที่ประกอบด้วยทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงาน และมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานในการขับเคลื่อน สำหรับภาคใต้จะมีจุดเน้นสำคัญคือ การเป็นประตูสำคัญของการเชื่อมโยงเพื่อการส่งเสริมการเกษตร ประมง การยกระดับคุณภาพมาตรฐาน โดยจะเน้น อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร อุตสาหกรรมชีวภาพ   อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ซึ่ง วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยเสริมศักยภาพของพื้นที่ ดังนั้น จึงอยากใช้โอกาสนี้ทำความเข้าใจ และประสานให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่ ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

‘สอวช.’เวิร์คช็อปจัดตั้ง University Holding Companyให้‘มรภ.-มทร.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771218

‘สอวช.’เวิร์คช็อปจัดตั้ง University Holding Companyให้‘มรภ.-มทร.’

‘สอวช.’เวิร์คช็อปจัดตั้ง University Holding Companyให้‘มรภ.-มทร.’

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 13.45 น.

‘สอวช.’จัดประชุมทำความเข้าใจ การจัดตั้ง University Holding Company ให้กับ‘มรภ.-มทร.’ หวังดึงพลังเครือข่ายมหาวิทยาลัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

24 พฤศจิกายน 2566 ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวในงาน ประชุมชี้แจงแนวทางส่งเสริมการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากสถาบันอุดมศึกษา สู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ด้วยกลไก University Holding Company ของกลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า หลังมีการประกาศระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการ่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนในโครงการซึ่งนำผลวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ พ.ศ. 2566 ซึ่งมีผลบังคับใช้กับสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ หน่วยงานของรัฐที่มีภารกิจและวัตถุประสงค์ด้านการวิจัยและนวัตกรรมและหน่วยงานของรัฐตามที่สภานโยบายกำหนด ทำให้เกิดคำถามถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินงาน University Holding Company ของกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏและกลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล จึงเป็นที่มาของการประชุมในวันนี้ เพื่อเป็นเวทีในการทำความเข้าใจให้กับมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อน University Holding Company ในกลุ่มมหาวิทยาลัย

ด้าน ดร.กิติพงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า การส่งเสริมนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากสถาบันอุดมศึกษาสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ด้วยกลไก University Holding Company จะเป็นพลังที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวอยู่ในขณะนี้ได้ และเชื่อว่ามหาวิทยาลัยและประชาคมเครือข่ายนวัตกรรมจะเป็นพลังสำคัญในการขยับเศรษฐกิจของประเทศ

ทั้งนี้ การจัดตั้ง University Holding Company เพื่อทำการร่วมลงทุนสามารถดำเนินการได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งจัดตั้งโดยมหาวิทยาลัยเดียว หรือ รวมกลุ่มมหาวิทยาลัยเพื่อใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ร่วมกัน

ดร.กิติพงค์ ได้ยกตัวอย่างเศรษฐกิจประเทศจีนที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากรัฐบาลใช้นโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรม หรือ Innovation Driven Enterprises (IDE) ซึ่งประกอบธุรกิจโดยอาศัยนวัตกรรมทั้งในการพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิต ในส่วนของประเทศไทยก็มี IDE ที่ประสบความสำเร็จหลายบริษัทซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่อุตสาหกรรมที่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep tech) เท่านั้น แต่รวมไปถึงบริษัทในอุตสาหกรรมการเกษตร อาหาร การบริการต่าง ๆ ซึ่งหากได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจังก็จะช่วยให้เติบโตขยายขนาดหรือ scale-up ต่อได้ 

ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวด้วยว่า หลังจากนี้ จะมีการ Spin-off หน่วยบริหารจัดการทุนภายใต้โครงสร้างเดิมไปเป็นสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.) องค์การมหาชน ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถทำการร่วมลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพได้ นอกจากนี้ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการ่วมลงทุนฯ ได้มีการปลดล็อก ให้อาจารย์ นักวิจัย หรือบุคลากรในมหาลัย สามารถออกไปเป็นสตาร์ทอัพได้ 

ด้าน นางสาวนิรดา วีระโสภณ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวถึงกฎหมายและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการร่วมลงทุนและการจัดตั้ง University Holding Company โดยระบุว่า ปัจจัยที่มหาวิทยาลัยต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนการจัดตั้งคือ จำนวนผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่พร้อมใช้ประโยชน์ บุคลากรที่สามารถดำเนินการในธุรกิจนวัตกรรม ตลอดจนระบบสนับสนุนการเชื่อมโยงงานนวัตกรรมไปสู่การดำเนินธุรกิจ และงบประมาณในการจัดตั้งและงบประมาณสำหรับการร่วมทุน

นางสาวนิรดา ยังได้กล่าวถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้ง University Holding Company ว่า มี พ.ร.บ. การอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 มาตรา 39 ที่กำหนดให้มีการนำผลวิจัยและนวัตกรรมของสถาบันอุดมศึกษาไปใช้ประโยชน์ สถาบันอุดมศึกษาอาจจัดตั้งนิติบุคคลหรือร่วมลงทุนกับหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำผลการวิจัยและนวัตกรรมของสถาบันอุดมศึกษาไปใช้ประโยชน์ได้

นอกจากนี้ ยังมี พ.ร.บ.ส่งเสริม ววน. พ.ศ. 2562 มาตรา 31 ที่กำหนดว่า เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ หน่วยงานของรัฐอาจร่วมลงทุนในโครงการซึ่งนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ได้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่สภานโยบายกำหนด และได้ชี้แจงถึงข้อกังวลเกี่ยวกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความเป็นรัฐวิสาหกิจของ Holding company อีกด้วย

ทั้งนี้ ในการประชุมได้มีการแบ่งกลุ่มย่อยเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกลไก University Holding Company โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มสถาบันอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างนวัตกรรม และกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีประสบการณ์ในการทำ University Holding Company รวมถึงบริษัทสตาร์ทอัพสปินออฟภาคเอกชนที่มีการทำงานร่วมกับ University Holding Company เป็นผู้แนะนำและถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับทั้ง 2 กลุ่มมหาวิทยาลัย จากนั้นได้มีการแลกเปลี่ยนมุมมอง และตอบข้อซักถาม ซึ่งความเห็นส่วนใหญ่พบว่า กฎและระเบียบบางอย่างยังเป็นอุปสรรคที่ทำให้ University Holding Company เติบโตได้ยาก แต่ทางกลุ่มมหาวิทยาลัยมองเห็นถึงศักยภาพ โอกาส และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากกลไกดังกล่าว การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันในครั้งนี้ จึงถือเป็นการสะท้อนให้เห็นข้อจำกัดในการดำเนินการจริงของมหาวิทยาลัย ที่จะเป็นข้อมูลให้กระทรวง อว. และ สอวช. ร่วมดำเนินการและหาแนวทางส่งเสริมสนับสนุนที่เหมาะสมให้กับมหาวิทยาลัยต่อไป ////////////-005

วธ.ปลื้มผลโพล ‘วันลอยกระทง’ ปี 66 คนไทย เห็นความสำคัญเพื่อขอขมาต่อพระแม่คงคา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771200

วธ.ปลื้มผลโพล ‘วันลอยกระทง’ ปี 66 คนไทย เห็นความสำคัญเพื่อขอขมาต่อพระแม่คงคา

วธ.ปลื้มผลโพล ‘วันลอยกระทง’ ปี 66 คนไทย เห็นความสำคัญเพื่อขอขมาต่อพระแม่คงคา

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 13.21 น.

วธ.ปลื้ม ผลโพล“วันลอยกระทง” ปี 66  คนไทยร้อยละ 69.33 เห็นความสำคัญเพื่อขอขมาต่อพระแม่คงคา บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม วธ.พร้อมผลักดันประเพณีลอยกระทงสู่ระดับนานาชาติ 

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2566 นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) ร่วมกับสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นเด็ก เยาวชน และประชาชน ที่มีต่อ “วันลอยกระทง” ประจำปี พ.ศ. 2566 จากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ 17,428 คน ครอบคลุมทุกอาชีพและทุกภูมิภาค โดยผลสรุปพบว่า เด็ก เยาวชน และประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 86.38 ทราบว่าวันลอยกระทงปีนี้ตรงกับวันที่ 27 พฤศจิกายน เมื่อสอบถามความเห็นการลอยกระทง เป็นการร่วมสืบสานประเพณีวัฒนธรรมให้คงอยู่คู่สังคมไทยหรือไม่ ผู้ตอบแบบสอบถาม ร้อยละ 92.33 เห็นด้วย และเห็นว่าประเพณีลอยกระทงมีความสำคัญอย่างไร 3 อันดับแรก คือ ร้อยละ 69.33 เพื่อขอขมาต่อพระแม่คงคา บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ร้อยละ 50.98 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และร้อยละ 46.49 เพื่อรู้คุณค่าของน้ำ และการปฏิบัติต่อการใช้น้ำ เนื่องจากน้ำเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน 

รมว.วธ. กล่าวอีกว่า เมื่อสอบถามเด็ก เยาวชน และประชาชนคิดว่าสถานที่ที่จะไปลอยกระทงในปีนี้ 3 อันดับแรก พบว่า ร้อยละ 49.33 ตามงานวัด ชุมชน สวนสาธารณะ ที่จัดงานลอยกระทง ร้อยละ 23.56  สระน้ำ บึง แม่น้ำ ลำคลอง และร้อยละ 10.46 ยังไม่แน่ใจ ส่วนสถานที่ที่มีความน่าสนใจในการลอยกระทง 3 อันดับแรก คือ ร้อยละ 28.90 จังหวัดสุโขทัย งานการแสดงแสงเสียง งานลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ ร้อยละ 19.64 จังหวัดเชียงใหม่  งานประเพณียี่เป็งล้านนา/ประเพณีเดือนยี่เป็ง และร้อยละ 17.16 ไอคอนสยาม นอกจากนี้ ผลสำรวจได้สอบถามควรจัดกิจกรรมใดในงานประเพณีลอยกระทง ร้อยละ 58.76 การประกวดกระทงสวยงาม ร้อยละ 53.60 เห็นว่า ควรจัดกิจกรรมการประกวดนางนพมาศ ร้อยละ 48.85 กิจกรรมการแต่งกายชุดไทยเข้าร่วมประเพณีลอยกระทง ร้อยละ 43.33 กิจกรรมการทำบุญ ไหว้พระ และร้อยละ 41.73 กิจกรรมการแสดงดนตรีไทย และศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน ส่วนการลอยกระทงอย่างไรให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ร้อยละ 71.09 เห็นว่า ลอยกระทงโดยใช้วัสดุธรรมชาติ  ร้อยละ 51.50 1 ครอบครัว 1 กระทง และร้อยละ 45.02 ลอยกระทงออนไลน์ และเมื่อสอบถามถึงวิธีการที่จะจูงใจหรือเชิญชวนเข้าร่วมประเพณีลอยกระทง ร้อยละ 63.69 เห็นว่า ครอบครัวพาลูกหลานไปร่วมงานลอยกระทง ร้อยละ 48.78 หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ร่วมจัดกิจกรรมรณรงค์ ส่งเสริม อนุรักษ์และสืบสานประเพณีลอยกระทง และร้อยละ 42.66 เข้าร่วมกิจกรรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 

นายเสริมศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า เมื่อสอบถามถึงเด็ก เยาวชน และประชาชนห่วงและกังวลมากที่สุดจากการจัดงานประเพณีลอยกระทงในปีนี้พบว่า 3 อันดับแรก ได้แก่ ร้อยละ 31.50 เกิดอุบัติเหตุ เช่น พลัดตกน้ำ จมน้ำ อุบัติเหตุทางการจราจร ร้อยละ 25.78 เกิดขยะในแม่น้ำ และร้อยละ 20.68 การทะเลาะวิวาท การทำอนาจาร ขณะเดียวกันเมื่อสอบถามเกี่ยวกับ เด็ก เยาวชน และประชาชนเกี่ยวกับการส่งเสริมและรณรงค์ให้ประชาชนแต่งกายชุดไทยไปลอยกระทง ส่วนใหญ่เห็นด้วยเพราะเป็นการอนุรักษ์ความเป็นไทย ส่งเสริมวัฒนธรรมไทย ส่งเสริมเอกลักษณ์ของชาติ แสดงถึงความเป็นไทย ร่วมสืบสานประเพณีไทยที่มีมาแต่โบราณ สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในชาติ เป็นแบบอย่างให้กับคนรุ่นหลัง เป็นโอกาสที่ดีที่ทุกคนจะได้ร่วมกันสวมใส่ชุดไทยในงานเทศกาลประเพณีและยังทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้เห็นถึงวัฒนธรรมไทยอย่างแท้จริง รวมทั้งยังได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ที่บริการให้เช่าและจำหน่ายชุดไทยด้วย

นอกจากนี้ เมื่อสอบถามเกี่ยวกับแนวทางที่ให้กระทรวงวัฒนธรรมได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ สืบสาน และส่งเสริมประเพณีลอยกระทง ผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่า ควรจัดกิจกรรมประเพณีลอยกระทงทุกปี เพื่ออนุรักษ์ สืบสานและส่งเสริมประเพณีลอยกระทงที่ทรงคุณค่าไม่ให้สูญหาย การปฏิบัติตามแบบประเพณีวัฒนธรรมที่เหมาะสม ซึ่งสะท้อนถึงการแสดงออกที่งดงาม อ่อนโยน เอื้ออาทร มีน้ำใจไมตรีให้แก่กันและการแสดงความกตัญญูต่อ “น้ำ” และสนับสนุนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การจัดกิจกรรมประเพณีลอยกระทงทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด การส่งเสริมและรณรงค์ให้ใช้วัสดุจากธรรมชาติในการทำกระทง ร่วมใส่ใจสายน้ำและสิ่งแวดล้อม โดยการใช้กระทงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 

รมว.วธ. กล่าวด้วยว่า วธ.พร้อมรับความคิดเห็นต่างๆ เกี่ยวกับวันลอยกระทงมาดำเนินการทั้งการส่งเสริมและรณรงค์ให้ประชาชนแต่งกายชุดไทยไปลอยกระทงเพื่ออนุรักษ์ความเป็นไทยและส่งเสริมวัฒนธรรมไทย สนับสนุนการจัดกิจกรรมประเพณีลอยกระทง เช่น การประกวดกระทง การประกวดนางนพมาศ การแสดงพื้นบ้าน การจำหน่าย และจัดแสดงผลิตภัณฑ์อาหารพื้นบ้าน เป็นต้น รวมทั้งมุ่งยกระดับงานประเพณีลอยกระทงให้เป็นงานระดับนานาชาติ

วธ. เสริมพลัง Soft Power ในเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 554 ปี พระปฐมบรมศาสดาศาสนาซิกข์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771177

วธ. เสริมพลัง Soft Power ในเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 554 ปี พระปฐมบรมศาสดาศาสนาซิกข์

วธ. เสริมพลัง Soft Power ในเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 554 ปี พระปฐมบรมศาสดาศาสนาซิกข์

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 11.02 น.

วธ. เสริมพลัง Soft Power ด้วยเสน่ห์แห่งสีสัน เทศกาลแห่งศรัทธา ในเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 554 ปี “พระปฐมบรมศาสดาศาสนาซิกข์”

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2566 นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ร่วมกับองค์การเครือข่ายทั้ง 5 ศาสนา ดำเนินนโยบายขับเคลื่อน Soft Power ในมิติศาสนา จัดโครงการ “เสน่ห์แห่งสีสัน เทศกาลแห่งศรัทธา” โดยร่วมกับองค์การทางศาสนาซิกข์ คือ สมาคมศรีคุรุสิงห์สภา จัดพิธีเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบปีที่ 554 วันคล้ายวันประสูติ พระศาสดาศรีคุรุนานักเทพ พระปฐมบรมศาสดา ระหว่างวันที่ 24-27 พฤศจิกายน 2566 ณ คุรุดวาราศรีคุรุสิงห์สภา เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร การจัดงานเฉลิมฉลองในปีนี้ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ของทุกปีตามปฏิทินจันทรคติ และตามประกาศอย่างเป็นทางการจากประเทศอินเดีย ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2566 จึงนับเป็นวันที่สำคัญยิ่ง เนื่องจากครบรอบ 554 ปี แห่งการก่อตั้งศาสนาซิกข์ ชาวซิกข์ทั่วโลกจะจัดให้มีพิธีเฉลิมฉลอง เพื่อน้อมรำลึกถึงพระเมตตาของพระศาสดา ที่ได้โปรดอบรมสั่งสอนให้ศาสนิกชนเดินเจริญรอยตามหลักความเป็นจริงอย่างเคร่งครัด โดยเน้นให้ครองตนในเพศคฤหัสถ์ แต่อบรมใจให้เป็นบรรพชิต ประพฤติและปฏิบัติตามความชอบธรรมอย่างเสมอภาค โดยไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของความเป็นมนุษย์ พระองค์ทรงมอบหลักการครองตนด้วยปรัชญาที่ว่า “ตั้งจิตภาวนา ทำมาหากินสุจริต ผลผลิตแบ่งปัน” ซึ่งคำสั่งสอนของพระองค์ถูกสืบทอดมาจวบจนทุกวันนี้

รมว.วธ. กล่าวต่อว่า วันประสูติของพระศาสดาศรีคุรุนานักเทพ ถือเป็นประเพณีทางศาสนาซิกข์ที่จะทำพิธีอย่างยิ่งใหญ่ที่สุด เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2566 เวลา 18.00 น. หรือ 60 ชั่วโมง ก่อนถึงวันเฉลิมฉลองวันคล้ายวันประสูติองค์ปฐมบรมศาสดา โดยมีพิธีกรรมสำคัญคือ การแห่อัญเชิญพระศาสดานิรันดร์กาล “พระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์สาหิบ” จำนวน 5 รูป (เล่ม) ในศาสนสถาน มาประดิษฐานบนอาสนะที่ได้เตรียมการไว้โดยเฉพาะอย่างสมพระเกียรติ จากนั้นศาสนิกชนจะร่วมใจประกอบพิธีอคันด์ ปาธ หรือการสวดเจริญธรรมจากพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์สาหิบ อย่างต่อเนื่องจนสมบูรณ์ ไม่มีการหยุดพัก ด้วยศรัทธาอันแรงกล้าตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน โดยการสวดจะสิ้นสุดลงในช่วงเช้าวันที่ 27 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันคล้ายวันประสูติองค์ปฐมบรมศาสดา แล้วจึงแห่อัญเชิญพระศาสดานิรันดร์กาลกลับยังที่ประทับ ในปีนี้กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ได้รับเชิญร่วมในพิธีการสำคัญนี้ และได้รับเกียรติในการกล่าวร่วมแสดงความยินดีแก่ศาสนิกชนชาวซิกข์ในวาระครบรอบ 554 ปี พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการองค์ความรู้ทางศาสนาซิกข์ ในเรื่องประวัติพระปฐมศาสดา และสัญลักษณ์ 5ก ของชาวซิกข์ที่ต้องมีติดตัวตลอดเวลา อันได้แก่ การ่า คือ กำไลเหล็ก กาช่า คือ กางเกงชั้นใน เกศา คือ การไว้ผมยาว กังฆะ คือ หวีปักผม กริปาน คือ กริช นอกจากนี้ชาวซิกข์เชื่อว่าการทำบุญสูงที่สุดของชาวซิกข์ คือ การแบ่งปันเพื่อผู้อื่นที่ขาดแคลนและเพื่อสังคมที่ถูกลิดรอนโอกาส ฉะนั้นการแบ่งปันจึงเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่โอกาสยังไม่อำนวย นับเป็นศาสนวินัยและเป็นศาสนบัญญัติเพื่อจรรโลงไว้ซึ่งสังคม ไม่ใช่ศาสนา โดยในงานนี้จะมีการเปิดให้บริการคลินิกผู้ยากไร้ “นานักมิชชั่น สุขศาลา” สำหรับให้บริการด้านสุขภาพแก่บุคคลทั่วไปโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา ในบริเวณด้านหน้าศาสนสถานอีกด้วย

ทั้งนี้ การที่กระทรวงวัฒนธรรมได้ร่วมสนับสนุนประเพณีทางศาสนา ผ่านโครงการเสน่ห์แห่งสีสัน เทศกาลแห่งศรัทธา ภายใต้การจัดกิจกรรมเทศกาลของศาสนาซิกข์ ก่อให้เกิดการอนุรักษ์ ส่งเสริมวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมอันดีงาม ศาสนิกชนทุกศาสนาได้รู้จักวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายอินเดีย เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง เสริมสร้างแนวคิดการอยู่ร่วมกัน การให้เกียรติกันในสังคมพหุวัฒนธรรม โดยให้ผู้นำศาสนานำองค์ความรู้ทางศาสนาที่ถูกต้อง มาเผยแพร่ให้ความรู้แก่บุคคลทั่วไป ผ่านเทศกาลประเพณีที่สำคัญในรูปแบบของ Soft Power ด้านเทศกาล ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับ Soft Power รวมทั้งเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีของชาวไทยเชื้อสายอินเดีย เกิดความเข้าใจอันดีทางศาสนาอันจะนำไปสู่การเกิดความรัก ความสามัคคีในสังคมไทย ทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและเทศกาลในมิติทางศาสนา นำมาสู่การเสริมสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการในการขายสินค้าและบริการต่าง ๆ ในพื้นที่โดยรอบ อาทิ ร้านอาหารอินเดียต้นตำรับดั้งเดิม ขนมท้องถิ่น ที่พัก โรงแรม โฮสเทล รวมไปถึงร้านขายของที่ระลึก เป็นต้น ซึ่งสามารถสร้างรายได้แก่ชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการจัดเทศกาลได้อย่างยั่งยืน

กรมการศาสนาได้ขับเคลื่อนโครงการ “เสน่ห์แห่งสีสัน เทศกาลแห่งศรัทธา” อย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาร่วมจัดกิจกรรม “เทศกาลนวราตรี” และ “เทศกาลดิวาลี” ของศาสนาศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู และยังได้เตรียมการจัดงาน “เทศกาลแห่ดาวคริสต์มาส” ของศาสนาคริสต์ ณ จังหวัดสกลนคร งาน “เสน่ห์วันวาน เทศกาลงานวัด” ของศาสนาพุทธ ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร และงาน “วันอาซูรอสัมพันธ์” ของศาสนาอิสลาม ณ จังหวัดนราธิวาส เพื่อส่งเสริมเทศกาลประเพณีด้านศาสนาและวัฒนธรรม ให้เป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยว และเสริมสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยให้มั่นคงสืบไป

‘สมเด็จพระสังฆราช’โปรดประทานผ้าพระกฐิน เพื่อเชิญไปทอดถวายพระสงฆ์ซึ่งจำพรรษาถ้วนไตรมาส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771048

'สมเด็จพระสังฆราช'โปรดประทานผ้าพระกฐิน เพื่อเชิญไปทอดถวายพระสงฆ์ซึ่งจำพรรษาถ้วนไตรมาส

‘สมเด็จพระสังฆราช’โปรดประทานผ้าพระกฐิน เพื่อเชิญไปทอดถวายพระสงฆ์ซึ่งจำพรรษาถ้วนไตรมาส

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 15.57 น.

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โปรดประทานผ้าพระกฐิน เพื่อเชิญไปทอดถวายพระสงฆ์ซึ่งจำพรรษาถ้วนไตรมาส ณ วัดแสงธรรมสุทธาราม ตำบลชุมแสง อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์

วันนี้ (23 พ.ย.66) เวลา 10.09 น. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โปรดประทานผ้าพระกฐินเพื่อเชิญไปทอดถวายพระสงฆ์ซึ่งจำพรรษาถ้วนไตรมาส ณ วัดแสงธรรมสุทธาราม ตำบลชุมแสง อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ โดยได้รับเมตตาจากสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส โดยมี นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ นางวราภรณ์ เสริมภักดีกุล ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดนครสวรรค์ นายประสพโชค อยู่สำราญ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าส่วนราชการ พร้อมด้วยพุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดนครสวรรค์ ร่วมในพิธี

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และพระพุทธศรีสุคต พระพุทธปฏิมาประจำวัดแสงธรรมสุทธาราม และเปิดกระทงดอกไม้ธูปเทียนแพถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จุดเครื่องทองน้อยบูชาพระรูป สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ พร้อมเปิดกระทงดอกไม้ธูปเทียนแพถวายสักการะพระรูป สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และเชิญผ้าพระกฐินประทาน กล่าวบท นะโม 3 จบ กล่าวคำถวายผ้าพระกฐิน จบแล้วจึงถวายผ้าพระกฐินและเทียนบูชาพระปาฏิโมกข์แด่พระสงฆ์รูปที่ 2 พระสงฆ์กระทำอปโลกนกรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ถวายบริวารกฐิน นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำพุทธศาสนิกชนถวายเครื่องไทยธรรม และมอบปัจจัยโดยเสด็จพระกุศลในการถวายผ้าพระกฐินประทานแด่พระสิริวชิรสุธี เจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ (ธ) เจ้าอาวาสวัดแสงธรรมสุทธาราม กรวดน้ำ พระสงฆ์ทั้งนั้นอนุโมทนา ประธานกราบลาพระรัตนตรัย เป็นอันเสร็จพิธี โดยมียอดปัจจัยที่ถวายเพื่อทำนุบำรุงศาสนา เป็นจำนวนทั้งสิ้น 3,068,728 บาท

ในการนี้ เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช โปรดประทานสัมโมทนียกถา ความโดยสังเขปว่า วัดแสงธรรมสุทธารามแห่งนี้ ก่อตั้งขึ้นราว 60 กว่าปีที่แล้ว โดยพระดำริของเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ ที่ทรงริเริ่มให้มีการสร้างขึ้น และโปรดให้ พระราชโสภณ (ละออ นิรโช) ขณะดำรงสมณศักดิ์ “พระมหาละออ นิรโช” เปรียญธรรม 7 ประโยค วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งพระมหาละออผู้นี้ท่านเป็นคนในพื้นที่ผู้สละความสุขส่วนตนในมหานครมาประดิษฐานการพระศาสนาให้มั่นคงมากขึ้น ณ ภูมิลำเนาของตน ต่อมาคณะกรรมการสร้างวัดเห็นว่าพื้นที่วัดยังน้อยเกินไปควรหาทางขยายเพื่อเพิ่มเติมพื้นที่ใช้สอย จึงซื้อที่ดินทางด้านใต้ของวัด กระทั่งเมื่อมีเสนาสนะเพียงพอต่อการพักอาศัยของพระสงฆ์แล้ว จึงนิมนต์พระสงฆ์จากวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดเทพศิรินทราวาสมาจำพรรษาฉลองศรัทธา โดยเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2497 วัดได้เปิดการเรียนการสอนนักธรรมชั้นตรี มีพระมหาปรุง สุปญฺโญ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นพระอาจารย์สอน นับว่าเป็นการเริ่มต้นการศึกษาพระปริยัติธรรมด้วยดี แต่เมื่อออกพรรษาและรับกฐินแล้วภิกษุสามเณรก็แยกย้ายกลับไปปฏิบัติศาสนกิจในสำนักของตน ต่อมาสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ มีพระบัญชาให้พระสงฆ์วัดราชบพิธไปรักษาศาสนสมบัติและปฏิบัติศาสนกิจ ณ วัดแสงธรรมสุทธาราม ทั้งนี้ ด้วยความมุ่งมั่นของเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ ที่จะนำความเจริญให้ท้องถิ่นอำเภอชุมแสงแห่งนี้ จึงเสด็จมาทางรถไฟ เพื่อมาทอดกฐินและประทับแรม อันเป็นปฐมบทแห่งการก่อสร้างและทำนุบำรุงเกื้อหนุนจุนเจือ จนบัดนี้ได้รับการจัดตั้งวัด มีเสนาสนะมั่นคง มีอุโบสถ ศาลาการเปรียญ มีโรงเรียนเกิดขึ้น ทำให้การศึกษาต่าง ๆ ได้บังเกิดขึ้นในวัด อันสะท้อนให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่า พระองค์ไม่ได้มาเพียงเพื่อสร้างวัดอย่างเดียว แต่เป็นการนำความเจริญมาสู่ท้องถิ่นอำเภอชุมแสง ซึ่งเมื่อครั้งเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ยังดำรงพระชนม์ชีพ จะเสด็จมาปีละ 1-2 ครั้ง เพื่อช่วยดูแลการก่อสร้างอุปถัมภ์วัดแห่งนี้จนสำเร็จลุล่วง เป็นที่สถิตของพระเถระผู้ใหญ่ในจังหวัดนครสวรรค์ และเป็นสาขาวัดอีกสาขาหนึ่งของวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

“ในวันนี้เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โปรดเมตตามาถวายผ้าพระกฐินแก่พระภิกษุที่จำพรรษาครบไตรมาส ซึ่งได้มีการส่งผ้ากฐินมาทอดยังวัดแสงธรรมแห่งนี้โดยตลอด ซึ่งเป็นวัดสาขาของราชบพิธ และวัดนี้เป็นวัดสุดท้ายของฤดูกาลกฐินนี้ ที่ได้รับความเมตตาจากท่านสาธุชนทั้งหลายเป็นอย่างดี ซึ่งยอดรวมคร่าว ๆ ก็ประมาณ 3 ล้านเศษ ซึ่งจะทำให้การบูรณะเสนาสนะของพุทธารามนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยต่อไป ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ได้เจ้าอาวาสวัดที่เป็นเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ (ธ) มาปกครอง ซึ่งวัดแห่งนี้เป็นวัดสำคัญของชาวบ้านที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันมาโดยตลอด นับตั้งแต่อาตมาได้เดินทางมาครั้งแรกเมื่อประมาณ ปี 2507 – 2508 ซึ่งเป็นระยะเวลาล่วงมาหลาย 10 ปีแล้ว ดังนั้น ขอให้พวกเราช่วยกันดูแล เพราะวัดมิใช่สมบัติของเจ้าอาวาส หรือของคณะสงฆ์ แต่เป็นสมบัติของพระศาสนา ในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธก็ต้องช่วยกันบำรุงพระศาสนา จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าอาวาสหรือคณะสงฆ์บำรุงอย่างเดียวก็อาจจะไม่ถูกนัก เพราะเป็นวัดนี้เป็นสมบัติของศาสนา เป็นสมบัติของประเทศชาติที่เราจะต้องช่วยกันบำรุงช่วยกันนำกำลังจัดการให้เรียบร้อย เพราะฉะนั้นอาตมาถือว่าการทำบุญในวันนี้ ไม่ได้ทำเพื่อวัดแสงธรรมอย่างเดียว แต่เราทำบุญไว้เพื่อรักษาศาสนา ในฐานะธรรมทายาท ที่จะช่วยกันบำรุงพระศาสนา ดังคำที่กล่าวกันว่า “วัดจะดีมีหลักฐานเพราะบ้านช่วย บ้านจะสวยเพราะมีวัดดัดนิสัย บ้านกับวัดผลัดกันช่วยก็อวยชัย ถ้าขัดกันก็เรียบร้อยทั้งสองทาง” ดังนั้น คณะสงฆ์ในวันนี้มีหน้าที่ในการบำรุงศาสนาบำรุงศาสนวัตถุ ทำสิ่งที่เกิดประโยชน์แก่พระศาสนา เราเข้ามาบวชแล้วต้องเข้ามาอุดหนุนศาสนา ช่วยกันศึกษาเล่าเรียน เวลาประพฤติตัวให้นึกถึงชาวบ้านที่เขาได้ทำนุบำรุงด้วยปัจจัย 4 ซึ่งถ้าเราทำไม่ดีนั้นก็ถือว่าเป็นหนี้ของเราที่เขาเลื่อมใส แต่ถ้าเราทำดี ศึกษาเล่าเรียนประพฤติปฏิบัติดี ดูแลกิจวัตร ประพฤติตนเอาไว้ได้เป็นอย่างดี ก็จะเป็นกำลังของประชาชน ในการเป็นผู้นำคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งหากเราทำได้เช่นนี้ทุกรูป ทุกวัดวาอาราม ก็จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อยดีงาม เพราะฉะนั้นก็จะขอฝากภิกษุสามเณรทุกรูปที่อยู่ในวันนี้ก็ดีที่อยู่ในละแวกนี้ก็ดี ให้ช่วยกันดูแลพระศาสนาอย่าเป็นภาระหรือปล่อยเวลาล่วงเลย เราเข้ามาบวชต้องบวชทั้งด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ และขอให้สาธุชนทั้งหลายที่ดูแลวัดนั้นก็ขอให้ดูแลวัดอย่างจริงจัง เมื่อพระได้ดูแลอบรมสั่งสอนแล้ว ก็ควรนำไปประพฤติปฏิบัติด้วย” สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กล่าว

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กล่าวสัมโมทนียกถาเพิ่มเติมว่า ในปัจจุบันเราเรียกร้องให้มีคนดีในสังคม แต่สังคมจะดีได้นั้น พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชดำรัสไว้ว่า เราต้องช่วยกันสร้างคนดีในสังคม ให้สังคมของเรานั้นเต็มไปด้วยคนดี คนไม่ดีก็จะไม่มีที่ยืนในสังคมของเรา ซึ่งเราไม่สามารถจะทำทุกคนให้เป็นคนดีได้หมด เราจะทำอย่างไรให้สร้างคนให้เป็นคนดีมากขึ้นเหล่านี้เป็นต้น ซึ่งเป็นพระบรมราโชบายมาโดยตลอด สำหรับในการสร้างวัด รัชกาลที่ 9 ก็มีพระราชดำริของท่านมาโดยตลอดว่า ควรสร้างวัดไม่ให้วิจิตรพิสดารใหญ่โตมโหฬาร แต่สร้างให้พระสงฆ์ปฏิบัติศาสนกิจได้ถูกตามพระวินัย ให้ชุมชนในละแวกในหมู่บ้านนั้นได้มาใช้สอยในการประกอบศาสนกิจ ศึกษาปฏิบัติ ทำให้เป็นสถานที่สาธารณะส่วนกลางของพระศาสนา ในส่วนของพุทธบริษัทอันนี้เป็นหน้าที่ของชาวพุทธที่เราต้องถือปฏิบัติ ข้อสำคัญที่สุด คือ เราต้องช่วยกันดูแลตนเอง โดยการนำหลักธรรมคำสอนไปปฏิบัติ มิใช่เข้าวัดแล้วไม่ได้อะไรกลับไปเลย เหมือนมามือเปล่ากลับไปมือเปล่าไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการเข้าวัด เปรียบเหมือนนำคัมภีร์ที่ว่างเปล่าไม่ได้มีจารึกคำสอนอะไรไว้เลย

“วันนี้เรามาร่วมบุญกันด้วยอามิสบูชาในการบูรณะปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุ แต่สิ่งที่พระพุทธเจ้าได้บอกว่าสิ่งที่มีอานิสงส์มากกว่าคือ “ปฏิบัติบูชา” ซึ่งเราต้องมีการปฏิบัติตามหลักพระธรรมคำสั่งสอน เพื่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง และความเจริญรุ่งเรืองเหล่านั้นจะเกิดกับประเทศชาติของเรา เป็นสังคมที่มีความสุข ความเจริญ ไม่เบียดเบียนข่มเหงรังแกกัน อยู่กันด้วยความเรียบร้อยดีงาม มีความสมัครสามัคคีกันเอื้ออาทรกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นคำสอนทางพระศาสนาของเรา และไม่ได้สอนให้ทุกคนไปสวรรค์ไปนิพพาน แต่สอนให้ทุกคนมีหลักธรรมประจำใจ ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน อยู่กันด้วยความผาสุกเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว เมื่อเราปฏิบัติได้เช่นนี้สังคมของเรา ตลอดจนครอบครัวของเรา และประเทศชาติบ้านเมืองของเราก็จะอยู่กันด้วยความเรียบร้อยดีงาม ไม่ข่มเหงรังแกกัน ประพฤติตามหลักคำสอน ขอฝากคำปรารภด้วยกับพระสงฆ์และญาติโยมทั้งหลายที่เข้ามาในวัดแสงธรรมแห่งนี้ ขอให้ทุกท่านจงช่วยกันดูแลพระศาสนาและนำหลักธรรมคำสั่งสอนนั้นไปประพฤติอย่างจริงจัง เหมือนดังเช่นพระมหากษัตริย์ของเรา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านได้เคยให้สัมภาษณ์แก่นักข่าวต่างประเทศ โดยมีนักข่าวถามท่านว่าหน้าที่ของท่านในการเป็นพระมหากษัตริย์คืออะไรท่านตอบว่า “ไม่รู้” ท่าน “รู้” แต่เพียงว่าเมื่อตื่นจากบรรทม สิ่งที่ท่านคิด คือ พี่น้องประชาชนจะประสบความทุกข์ยากอะไรหรือไม่ มีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจอะไรหรือไม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งท่านคิดตลอดเวลาหลังจากตื่นจากบรรทม เช่นเดียวกันกับพวกเราขอให้เรานึกถึงเสมอว่าในขณะที่เราดำเนินชีวิต ประพฤติตน เราต้องคิดว่าเราจะสามารถทำอะไรที่เป็นความดีความงามให้แก่ตัวเองและแก่สังคมได้ ซึ่งถ้าสามารถตั้งไว้อย่างนี้ตลอดเวลา ตลอดอารมณ์ได้ตั้งแต่ตื่นนอน สังคมประเทศชาติก็จะเจริญรุ่งเรืองไพบูลย์” สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กล่าว

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กล่าวสัมโมทนียกถา ในตอนท้ายว่า ขออำนาจแห่งคุณพระศรีพระรัตนตรัย และคุณงามความดีทั้งปวงที่เราทั้งหลายได้ตั้งใจทำรวมกันทั้งในอดีตและปัจจุบัน จงมารวมกันเป็นพระรัตนตรัย อำนวยพรให้ทุกท่านมีความเจริญงอกงามไพบูลย์ ในธรรมะของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจริญยิ่งด้วยจตุรพิธพรชัย มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ ธรรมสารสมบัติ ตลอดกาลนานเทอญฯ

– 006

‘กระทรวงยุติธรรม’ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจําปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771011

'กระทรวงยุติธรรม'ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจําปี 2566

‘กระทรวงยุติธรรม’ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจําปี 2566

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 15.04 น.

กระทรวงยุติธรรม ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจําปี 2566 ณ วัดชุมพลนิกายารามราชวรวิหาร​ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2566 เวลา 09.59 น. พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของกระทรวงยุติธรรม ประจําปีพุทธศักราช 2566 โดยมี นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย นายยู่สิน จินตภากร​ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม นายวัลลภ นาคบัว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม​ รักษา​ราชการ​แทน​อธิบดี​กรม​ราชทัณฑ์​ พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และคณะผู้บริหาร​หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่​จังหวัด​พระนครศรีอยุธยา​ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการ​ในสังกัด​กระทรวงยุติธรรม ตลอดจนประชาชนผู้มีจิตศรัทธา เข้าร่วมในพิธีฯ ณ วัดชุมพลนิกายาราม ราชวรวิหาร ตำบลบ้านเลน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

สำหรับยอดเงินที่ถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของกระทรวงยุติธรรม ประจําปีพุทธศักราช 2566 เป็นจำนวนยอดเงินรวม 1,701,022.​40 บาท​  โดยมีประชาชนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบด้วย และในโอกาสนี้ได้ถวายปัจจัยบำรุงและบูรณะพระอาราม รวมทั้ง​มอบเป็นทุนการศึกษาให้กับโรงเรียน​ จำนวน​ 4 โรงเรียน​ ดังนี้ โรงเรียน​วัดชุมพลนิกายาราม โรงเรียนวัดบางปะอิน (วัดเซ) โรงเรียนชุมชนวัดกำแพง และโรงเรียนบางปะอิน ราชานุเคราะห์ 1 รวมทั้งบำรุงพระพุทธศาสนาด้านอื่นๆ ต่อไป

– 006