มอบโล่บุคลากรทางการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766613

มอบโล่บุคลากรทางการศึกษา

มอบโล่บุคลากรทางการศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 มอบโล่เกียรติบัตร เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติแก่ผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา รางวัล ผลงานดีเด่นในด้านต่างๆ ในที่ประชุมผู้บริหารสถานศึกษา และบุคลากรทางการศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2567 ครั้งที่ 1/2567 ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2

ซีเอ็ดเปิดตัวหนังสือ ‘อาหารปรุงสุข’ เมนูความสุขสูตรคิ้วต่ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766614

ซีเอ็ดเปิดตัวหนังสือ ‘อาหารปรุงสุข’ เมนูความสุขสูตรคิ้วต่ำ

ซีเอ็ดเปิดตัวหนังสือ ‘อาหารปรุงสุข’ เมนูความสุขสูตรคิ้วต่ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) “ซีเอ็ด” และ สำนักพิมพ์ฟีก้า (FIKA) ร่วมเปิดตัวหนังสือ “อาหารปรุงสุข” เมนูความสุขสูตรคิ้วต่ำ ผลงานการเขียนและภาพประกอบฝีมือนักเขียนชื่อดังที่มีผู้ติดตามทางโซเชียลมีเดียกว่า 3 ล้านคน “คิ้วต่ำ” คุณอนุชิต คำน้อย นักเขียนที่ได้รับรางวัล ‘Winner’ กลุ่มประเภท “Best Creator Performance on Social Media” สาขา “Art & Illustration 2023” (กลุ่มรางวัลผู้ผลิตเนื้อหาเกี่ยวกับศิลปะและงานวาด) จาก “Thailand Social Awards ครั้งที่ 11” โดยมี ศุภรัตน์ ตั้งศรีวงศ์ ผู้อำนวยการสายงานซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) มาร่วมแสดงความยินดี ณ เวทีกิจกรรมงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 28 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

LEARN จัดทัพบุกตลาดอินเตอร์ ดันแนวคิดพลเมืองโลก ดันคนไทยสู่สากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766617

LEARN จัดทัพบุกตลาดอินเตอร์  ดันแนวคิดพลเมืองโลก ดันคนไทยสู่สากล

LEARN จัดทัพบุกตลาดอินเตอร์ ดันแนวคิดพลเมืองโลก ดันคนไทยสู่สากล

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

LEARN Corporation เจ้าของกลุ่มธุรกิจ EdTech (Education Technology) ผนึกกำลัง 4 ธุรกิจในเครือฯ บุกตลาดการเรียนรู้ภาคอินเตอร์ มุ่งพัฒนาแนวความคิดและทัศนคติสู่การเป็นพลเมืองผ่านโอกาสสัมผัสประสบการณ์จริงกับสถาบันทั้งใน และต่างประเทศ เพื่อผลักดันศักยภาพคนไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ

นายสาธร อุพันวัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เลิร์น คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจ EdTech (Education Technology) หรือเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้สำหรับทุกวัย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคมด้วยการเรียนรู้ ส่งเสริมแนวคิดการเป็นพลเมืองโลก (Global Citizen) หรือทัศนคติแบบสากล ทั้งในเชิงการพัฒนาความคิด สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อปลูกฝังทัศนคตินึกคิดถึงส่วนรวมการเคารพและเข้าใจผู้อื่น จึงได้ผลักดันกลุ่มธุรกิจ Out-School กลุ่มพัฒนาการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนก้าวสู่อาชีพ ภายใต้ 4 ธุรกิจในเครือฯ ได้แก่ Ignite by OnDemand ให้บริการหลักสูตรพัฒนาความรู้และให้คำปรึกษาสำหรับผู้สนใจ Premier ศึกษาต่อมหาวิทยาลัยนานาชาติในประเทศไทย, Prep by OnDemand ให้บริการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของผู้เรียน ด้วยหลักสูตรปูพื้นฐาน Academic English หรือภาษาอังกฤษเชิงวิชาการสำหรับเตรียมศึกษาต่อพร้อมหลักสูตรสำหรับสอบเข้ามหาวิทยาลัย และหลักสูตรเพื่อสอบแข่งขันชิงทุนการศึกษา, APPA ให้บริการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ค้นหาตัวตนและความชอบผู้เรียน ผ่านโปรแกรม Camp, Thematic Camp หรือกิจกรรมเฉพาะความสนใจ เรียนและทำกิจกรรมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ และ EduSmith บริการให้คำปรึกษาสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ

“จากปัญหาการเรียนรู้ในไทย LEARN ปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ด้านการพัฒนาความสามารถและส่งเสริมศักยภาพคนไทย จึงผลักดันแนวคิดพลเมืองโลกผ่านกลยุทธ์รวบกลุ่มธุรกิจการเรียนรู้ภาคอินเตอร์ให้ทำงานร่วมกัน ตั้งแต่ขั้นตอนการปรับบริการ จัดสรรหลักสูตร ตลอดจนการประสานงานให้สอดคล้องเพื่อให้ทีมงานเห็นภาพรวมเดียวกัน อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับความเข้าถึง เข้าใจ และผลลัพธ์ที่ดีที่สุดของนักเรียนและผู้ปกครองเพื่อคงคุณภาพมาตรฐานการบริการควบคู่กัน โดยเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมการเป็นพลเมืองโลกของผู้เรียน นำไปสู่การพัฒนาศักยภาพคนไทยและยกระดับสังคมให้เป็นสังคมคุณภาพทัดเทียมนานาชาติ” นายสาธร อุพันวัน กล่าวทิ้งท้าย

ไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ แนะ เคล็ดลับเข้ามหาวิทยาลัยดังทั่วโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766618

ไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ แนะ  เคล็ดลับเข้ามหาวิทยาลัยดังทั่วโลก

ไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ แนะ เคล็ดลับเข้ามหาวิทยาลัยดังทั่วโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มร.นิค แกลล็อพ (Mr.Nick Gallop) ครูใหญ่ของโรงเรียนนานาชาติ ไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ พร้อมด้วยครูคาร์ลีย์ บาร์เบอร์ (Carly Barber) หัวหน้าระดับชั้น Senior School และ ครูโซฟี พีท (Sophie Peat) หัวหน้าระดับชั้น Sixth Form ได้แบ่งปันประสบการณ์และแนะนำขั้นตอนการสมัครเข้ามหาวิทยาลัยและวิธีการจัดอันดับมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่มีประโยชน์สำหรับผู้สนใจเรียนต่อมหาวิทยาลัยต่างประเทศ ดังนี้

ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสามท่านได้ให้ข้อสรุปข้อเสนอแนะที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ คือ ให้ความสำคัญกับความสนใจและความชอบของตนเอง สนใจวิชาการที่ชอบส่วนตัวมากกว่าการจัดอันดับของมหาวิทยาลัยนั้นๆ, มองไกลกว่าอันดับมหาวิทยาลัย การจัดอันดับมหาวิทยาลัยมีความสำคัญก็จริง แต่ไม่ควรนำมาเป็นปัจจัยประกอบการตัดสินใจเพียงปัจจัยเดียว โฟกัสการค้นหาไปที่มหาวิทยาลัยที่เหมาะกับเป้าหมายของผู้เรียนเป็นสำคัญ, สำรวจมหาวิทยาลัย สำรวจกลุ่มมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง เช่น Oxbridge, Russell Group, และ Ivy League แต่ควรรับรู้ด้วยว่ามหาวิทยาลัยที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเรา อาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ในกลุ่มเหล่านี้, ความโดดเด่นทางวิชาการมีความสำคัญ มหาวิทยาลัยต่างๆ มักจะเลือกและสรรหานักเรียนที่มีผลสอบทางวิชาการดีดังนั้น ควรรักษาผลการเรียนให้ดีเข้าไว้,เข้าร่วมกิจกรรมเสริมหลักสูตร(Supercurricular Activities) นอกเหนือไปจากหลักสูตรการเรียน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความหลงใหลและความมุ่งมั่นในสาขาความรู้ที่เฉพาะเจาะจงของตนเอง, เริ่มต้นตั้งแต่เนิ่นๆ เริ่มคิดเกี่ยวกับการสมัครเข้ามหาวิทยาลัยตั้งแต่เนิ่นๆ และปรึกษาหาคำแนะนำจากครูและที่ปรึกษา

เริ่มคิดเกี่ยวกับการสมัครเข้ามหาวิทยาลัยตั้งแต่เนิ่นๆ และปรึกษาหาคำแนะนำจากครูและที่ปรึกษา, การเลือกสายวิชามีความสำคัญ เลือกสายวิชาให้เข้ากับความพึงพอใจทางอาชีพของตนเอง โดยเฉพาะสาขาที่มีการแข่งขันสูง, เตรียมตัวสำหรับการสัมภาษณ์ เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการสัมภาษณ์ เนื่องจากสไตล์และเนื้อหาของการสัมภาษณ์อาจแตกต่างกันมากในแต่ละมหาวิทยาลัย, การสนับสนุนจากผู้ปกครอง พูดคุยกับผู้ปกครองอย่างสม่ำเสมอเกี่ยวกับแผนการเรียนมหาวิทยาลัยของตนเอง รวมถึงข้อพิจารณาทางด้านการเงินและความต้องการเกี่ยวกับทำเลที่ตั้งของมหาวิทยาลัย, ใช้ประโยชน์จากบริการที่ปรึกษาหรือการสนับสนุน และใช้ประโยชน์จากการให้บริการสนับสนุนของโรงเรียนหรือวิทยาลัย เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการเลือกมหาวิทยาลัยที่ดี

ผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าวทิ้งท้ายว่า เคล็ดลับอันมีค่าในการสนับสนุนบุตรหลานของผู้ปกครองนั้น ควรเปิดกว้างทางความคิดกับลูกๆ ในปัจจัยต่างๆ เช่น ความสนใจ ทั้งคณะ และสถานที่ศึกษาตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษามีความคิดที่ชัดเจนเกี่ยวกับสถาบันที่ตนต้องการ

ไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ เปิดมอบทุนการศึกษานักเรียน ทั้งจากโรงเรียนนานาชาติและโรงเรียนไทยศึกษาต่อในระดับชั้น Sixth Form (อายุ 16-18 ปี) ในงาน Sixth Form Scholarship ในวันเสาร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2023 ผู้ปกครองที่สนใจ ลงทะเบียนได้ที่ ลิงก์ : https://forms.gle/6bRfahUaiZ5uCupP8

จุฬาฯ-ปตท.สผ. ร่วมมือวิชาการ พัฒนาเทคโนฯสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766620

จุฬาฯ-ปตท.สผ. ร่วมมือวิชาการ  พัฒนาเทคโนฯสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ

จุฬาฯ-ปตท.สผ. ร่วมมือวิชาการ พัฒนาเทคโนฯสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมมือกับ ปตท.สผ. ภายใต้ความร่วมมือในโครงการ PTTEP Subsurface University Energy Connect ให้ความสำคัญทางวิชาการศึกษาและวิจัยที่เกี่ยวข้องกับงานธรณีศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยี CCS ร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำ

นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า โครงการ PTTEP Subsurface University
Energy Connect โครงการความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา พัฒนางานวิจัย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และสร้างบุคลากรด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในหลากหลายสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง เช่น ธรณีศาสตร์ วิศวกรรมปิโตรเลียม เป็นต้น เพราะเนื่องจากปิโตรเลียมยังคงเป็นแหล่งพลังงานหลัก ขณะเดียวกันองค์ความรู้ในด้านธรณีศาสตร์ ทั้งธรณีวิทยาและธรณีฟิสิกส์ สามารถนำมาใช้ในการพัฒนากระบวนการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CCS (Carbon Capture and Storage) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญในการนำมาใช้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ เพื่อช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายของประเทศไทยในการลดปัญหาภาวะโลกร้อน

ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าที่ผ่านมาจุฬาฯ ได้รับการสนับสนุนด้านทุนวิจัยและการพัฒนาหลักสูตรทางด้านปิโตรเลียมจาก ปตท.สผ. ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพทางด้านงานวิจัย วิชาการของจุฬาฯ ในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวหน้า สำหรับความร่วมมือทางวิชาการระหว่างจุฬาฯ กับ ปตท.สผ. ภายใต้โครงการ PTTEP Subsurface University Energy Connect ในครั้งนี้จะช่วยต่อยอดงานวิจัยและความร่วมมือทางวิชาการระหว่างทั้งสององค์กรรวมไปถึงการเพิ่มองค์ความรู้ใหม่ทางด้านงานธรณีศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมซึ่งจะมีส่วนร่วมผลักดันประเทศไทยให้ก้าวเข้าสู่สังคมที่มีความยั่งยืนทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมต่อไป

ที่ผ่านมา ภายใต้โครงการ PTTEP Subsurface University Energy Connect ปตท.สผ. ได้ลงนามความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมีเป้าหมายจะขยายความร่วมมือดังกล่าวไปยังมหาวิทยาลัยอื่นๆ ต่อไป

อธิการบดี มทร.รัตนโกสินทร์ รับรางวัล HOWE SMART CEO AWARD

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766619

อธิการบดี มทร.รัตนโกสินทร์  รับรางวัล HOWE SMART CEO AWARD

อธิการบดี มทร.รัตนโกสินทร์ รับรางวัล HOWE SMART CEO AWARD

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ หรือ มทร.รัตนโกสินทร์ ได้รับรางวัล HOWE Smart CEO Award 2023 เนื่องด้วยเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่ส่งเสริมและพัฒนารวมถึงการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาขับเคลื่อนและผลักดันให้ มทร.รัตนโกสินทร์ กลายเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม เพื่อให้นักศึกษาได้ใช้นวัตกรรมสมัยใหม่ได้ถูกต้องเหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพ และพร้อมพัฒนาเพื่อก้าวขึ้นเป็นนักปฏิบัติที่เปี่ยมไปด้วยความรู้และความสามารถอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้ มทร.รัตนโกสินทร์ มีความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคม และยังเป็นมหาวิทยาลัยต้นแบบในเรื่องของการใช้พลังงานทดแทน

รางวัล HOWE Smart CEO Award 2023 เป็นรางวัลที่มอบสำหรับ“ซีอีโอ” ที่มีผลงานโดดเด่นที่มีคุณสมบัติ ความเป็นผู้นำ มีวิสัยทัศน์ มีความสามารถในการบริหารงาน มีจริยธรรมและบรรษัทภิบาลในการดำเนินธุรกิจมีความกล้าหาญ มีความเห็นอกเห็นใจและมีวิจารณญาณ ผสมกับการใช้แนวคิดแบบผู้ประกอบการ รวมถึงการสร้าง นวัตกรรม และการทำธุรกิจแบบยั่งยืน จัดโดย “HOWE Magazine” เป็นปีที่ 12 ปีนี้จัดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 30 ตุลาคม 2566 ที่คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์

สกสว.จัดระดมสมอง ยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หนุนใช้องค์ความรู้’ววน.’ขับเคลื่อนประเทศเพิ่มรายได้ปชช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766616

สกสว.จัดระดมสมอง ยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หนุนใช้องค์ความรู้'ววน.'ขับเคลื่อนประเทศเพิ่มรายได้ปชช.

สกสว.จัดระดมสมอง ยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หนุนใช้องค์ความรู้’ววน.’ขับเคลื่อนประเทศเพิ่มรายได้ปชช.

วันพุธ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 19.25 น.

สกสว. จัดการประชุมระดมความเห็นการพัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนของกองทุน ววน. สู่จุดมุ่งเน้นที่สำคัญของ Creative economy และ soft power หนุนสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศได้อย่างยั่งยืนและมั่นคง

1 พศจิกายน 2566 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดการประชุมระดมความเห็นการพัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) เพื่อกำหนดทิศทางและจุดมุ่งเน้นที่สำคัญของ Creative economy และ soft power ที่ประเทศไทยมีโอกาสและมีศักยภาพ ด้วยการใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน ให้เป็นไปอย่างมีทิศทางเชิงกลยุทธ์ นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยได้รับเกียรติจาก คุณสุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรี ผู้แทน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กระทรวง อว.) เป็นประธานเปิดงานโดยมี นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี กรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง ยุทธศาสตร์และการขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ ของประเทศไทย และความคาดหวังต่อการสนับสนุนจาก ระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ณ โรงแรม Eastin Grand Hotel Phayathai กรุงเทพ ฯ

ในโอกาสนี้ คุณสุชาดา แทนทรัพย์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยใช้องค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ ทรัพย์สินทางปัญญาที่เชื่อมโยงกับพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ในการผลิตสินค้าและบริการในรูปแบบใหม่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจหรือคุณค่าทางสังคม นอกจากนี้ยังได้มีการผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่าน Soft Power เดินหน้า นโยบาย 1 ครอบครัว 1 Soft Power หรือ OFOS และมีการจัดตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ เพื่อกำหนดเป้าหมายการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล บูรณาการการดำเนินงานของส่วนราชการและภาคเอกชนให้มีประสิทธิภาพและมีความสอดคล้องกับการพัฒนาศักยภาพของประเทศไทยไปสู่นานาประเทศ

กระทรวง อว. ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ โดยมีนโยบายมุ่งเน้นในด้านการวิจัยและนวัตกรรม คือ“วิจัย-นวัตกรรมดี ตอบโจทย์ ตรงความต้องการ” ทำให้กระทรวง อว. เป็นกระทรวงเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประชาชนและกับประเทศโดยใช้องค์ความรู้และนวัตกรรม

“ตามนโยบายของ กระทรวง อว. มุ่งเน้นในการเป็นหน่วยงานหลักในการสร้างคน สร้างความรู้ สร้างนวัตกรรมและพัฒนาประเทศ เน้นประเด็นสำคัญของประเทศ ซึ่งอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ อว.ต้องการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยการนำนวัตกรรม เครื่องมือและองค์ความรู้ที่ทันสมัยมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์ให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศไทยทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม โดย อว. จะสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ โดยมีหลักการสำคัญ คือ “เอกชนนำ รัฐสนับสนุน” ให้เอกชนผู้ที่จะใช้ประโยชน์เป็นผู้กำหนดทิศทางว่าควรจะทำเรื่องอะไร อย่างไร แล้วสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ของ อว. จะเข้าไปดำเนินการและสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง พร้อมปลดล็อกระเบียบ ข้อจำกัดต่าง ๆ นอกจากนี้ อว. จะมุ่งส่งเสริมการสร้างและสนับสนุนผู้ประกอบการนวัตกรรม เพิ่มจำนวนผู้ประกอบการนวัตกรรมทุกระดับ ตั้งแต่ระดับเยาวชน สตาร์ตอัพ SMEs และบริษัทเอกชนขนาดใหญ่” คุณสุชาดา กล่าวสรุป

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลให้การสนับสนุนเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศบนฐานของการสร้างและใช้องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ผนวกกับการนำความคิดสร้างสรรค์และทรัพย์สินทางปัญญาที่เชื่อมโยงกับฐานทุนทางวัฒนธรรมต่อยอด
สู่การผลิตสินค้าและบริการใหม่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566 ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติขึ้น เพื่อทำหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์ จัดทำนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ รวมถึงจัดให้มีกลไก มาตรการต่าง ๆ เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในและต่างประเทศในการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์

สกสว. ในฐานะหน่วยนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จึงได้มีการจัดทำแผนงานการพัฒนาและยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เน้นคุณค่า สร้างความยั่งยืนและเพิ่มรายได้ของประเทศขึ้น เพื่อให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะสร้างมูลค่าจากการขายสินค้าและบริการจากเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จึงได้จัดการประชุมระดมความเห็นการพัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย ในครั้งนี้ เพื่อกำหนดทิศทางและจุดมุ่งเน้นที่สำคัญ ในการเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้าและบริการเดิมที่มีอยู่นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ จากการต่อยอดต้นทุนวัฒนธรรมและภูมิปัญญาปัญญาท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ สามารถเพิ่มรายได้และคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน รวมถึงเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการและเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ

“สกสว. เป็นหน่วยงานกลางในการบริหารจัดการกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) มีหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศในทุกด้าน เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน”

‘อุเทนถวาย’ล่า 5 หมื่นชื่อยกร่างพรบ. ลั่นไม่ย้ายไปไหน-‘อว.’ตั้งคณะทำงานหาทางออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766589

'อุเทนถวาย'ล่า 5 หมื่นชื่อยกร่างพรบ. ลั่นไม่ย้ายไปไหน-'อว.'ตั้งคณะทำงานหาทางออก

‘อุเทนถวาย’ล่า 5 หมื่นชื่อยกร่างพรบ. ลั่นไม่ย้ายไปไหน-‘อว.’ตั้งคณะทำงานหาทางออก

วันพุธ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 17.18 น.

“อุเทนถวาย”ยังอึมครึม ไม่ชัดเจนว่าจะย้ายหรือขยายพื้นที่ ด้านกลุ่มนศ.ประกาศลั่นจะไม่ย้ายไปไหนแน่นอน ประกาศเตรียมล่า 5 หมื่นรายชื่อยกร่างพ.ร.บ.ของตัวเองเช่นเดียวกับที่จุฬาฯ ด้าน รมต.อว.เตรียมตั้งคณะทำงานหาทางออก

เมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 1 พ.ย.2566 ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวาย ถนนพญาไท กทม. รศ.ดร.ฤกษ์ชัย ฟูประทีปศิริ อธิการบดี มทร.ตะวันออก แถลงข่าวภายหลังหารือผู้บริหาร ศิษย์เก่า และศิษย์ ปัจจุบัน ว่า เป็นการมาพูดคุย ปรับความเข้าใจ โดยงานนี้ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) เจ้ากระทรวงเป็นแกนหลักในการเปิดโต๊ะเจรจา

ทั้งนี้ การพูดคุยมีหลายเรื่อง ทั้งเรื่องที่นักศึกษาไม่สบายใจ จะทำให้กระทบกับการเรียน การทำงานของบุคคลากร ซึ่งทางมหาวิทยาลัยฯยืนยันว่า จะต้องมีการดูแลให้เรียบร้อย ซึ่งพื้นที่ตรงนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ รัฐมนตรีว่าการอว. ลงมาดูแลด้วยตัวเอง โดยเปิดโอกาสให้ตัวแทนนักศึกษา ศิษย์เก่า และบุคลากร ร่วมเป็นคณะกรรมการขับเตลื่อนเรื่องดังกล่าว ซึ่งทางรัฐมนตรีว่าการอว. ให้ความสำคัญกับอุเทนถวาย เพราะ อยู่คู่สังคมมากว่า 90 ปี

“รัฐมนตรีว่าการ อว.ไม่ได้พูดถึงการย้าย แต่พูดถึงการขยายและยกระดับอุเทนถวายเป็นสถานบันที่มีศักดิ์ศรี เชื่อว่าจะมีทางออกที่ทุกคนสบายใจ โดยรัฐมนตรีว่าการ อว.จะตั้งคณะกรรมการ โดยมีปลัด อว.เป็นประธาน กรรมการ มีอธิการบดีจุฬาฯ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก อัยการสูงสุด สำนักงบประมาณ นายกสมาคมนักศึกษาเก่าและปัจจุบัน นายกสมโสรนักศึกษาเพื่อดำเนินการเรื่องนี้”รศ.ดร.ฤกษ์ชัย

ส่วนจะได้ข้อสรุปเมื่อใดนั้น ขณะนี้ยังไม่เริ่มต้นจคงตอบไม่ได้ว่าจะเดินไปทางไหน ส่วนคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ทางรัฐมนตรีว่าการ อว.มองไกลกว่านั้น เพราะไม่เหมือนกับการย้ายบ้าน ไม่อยากให้ฟันธง แต่วันนี้เรามาคุยกันเรื่องอุเทนถวายเป็นสมบัติของชาติ  นักศึกษาปัจจุบัน จะได้เรียนจนจบการศึกษาที่นี่ เชื่อว่าทุกอย่างจะมีทางออก และไม่ได้บอกว่าจะย้าย แต่เป็นการขยาย ตนมาเป็นอธิการบดี 6 เดือน ทราบว่ามีปัญหาตรงส่วนนี้ ก็พร้อมรับฟัง และขณะนี้ยังมีการรับนักศึกษาปี 2567 เข้าเรียนตามปกติ ส่วนปีต่อไปต้องดูว่าจะเดินไปอย่างไร รัฐมนตรีว่าการอว.พูดไว้เป็นคีย์เวิร์ดสำคัญว่าอุเทนฯ ดำรงค์ไว้ซึ่งศักดิ์ศรี ส่วนจะอยู่ต่อ อยู่รวมกันหรือขยายอย่างไร เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งยังไม่มีความชัดเจน เรื่องนี้ต้องมองหลายมิติ ทั้งด้านการศึกษา และมิติด้านสังคม อุเทนฯ มีประวัติมายาวนาน เป็นเรื่องมรดกวัฒนธรรม เป็นซอฟต์เพาเวอร์ และเป็นมรดกของชาติ

รศ.ดร.ฤกษ์ชัย กล่าวต่อว่า ยืนยันว่า อุเทนถวาย มีความสำคัญในตัวเองอยู่แล้ว ส่วนแนวทางดำเนินการจะเป็นอย่างไรนั้น ต้องรอผลการหารือกับคณะกรรมการฯ ส่วนเรื่องกรอบเวลาว่าจะได้ข้อสรุปและแล้วเสร็จเมื่อไรนั้นยังคงบอกไม่ได้ เพราะเรื่องนี้มีหลายมิติ กับทางจุฬาฯเราก็พี่น้องกันพูดคุยกันได้

“ส่วนการร่วมตัวคัดค้านการย้ายของนักศึกษานั้น เราเป็นประชาธิปไตยการแสดงออกโดนสันติ ก็น่าจะสามารถทำได้ และอะไรที่ไม่เข้าใจผมเชื่อว่าอุเทนฯ เป็นลูกผู้ชายพอ เรื่องความขัดแย้งไม่น่ามี ที่ผ่านมาเป็นเรื่องของข้อมูลที่ไม่ชัดเจน แต่วันนี้รัฐมนตรีว่าการ อว. ทำให้มีความชัดเจนแล้ว“ อธิการบดีมทร.ตะวันออก กล่าว

ด้านนายทักษิต เรียบร้อย นายกสโมสรนักศึกษา กล่าวว่า ได้แจ้งอธิการบดีฯ ยืนยันว่าเราจะไม่ย้าย และจะตั้งทีมเพื่อประชุมรวมกับรัฐมนตรีว่าการ อว. รวมทั้งจะรวบรวมรายชื่อศิษย์เก่า กว่า 50,000 รายชื่อ เพื่อยกร่างพ.ร.บ.ของตัวเองเช่นเดียวกับที่จุฬาฯดำเนินการร่าง พ.ร.บ.มาแล้ว

ขณะที่ นายเดชา เดชะตุงคะ อุปนายกสมาคมนักศึกษาเก่าอุเทนถวาย ยืนยันว่า เราจะอยู่ที่นี่ไม่ย้ายไปไหน เพราะอุเทนฯ จุฬาฯ อยู่รั้วติดกันมากว่า 93 ปี แล้วทำไมต้องมีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น เพราะมีการใช้อำนาจพิเศษ ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ดึง 2 สถาบันมาเป็นโฉนดเดียวกัน ทั้งที่ ร.6 ให้ใช้พื้นที่นี้เป็นพื้นที่การศึกษา ไม่ใช่พื้นที่เชิงพาณิชย์ โดยตนเสนอที่ประชุมว่า ควรมีการทำประชามติ ในระบบประชาธิปไตยผ่านกระบวนการรัฐสภาฯ

“ยืนยันว่าอุเทนถวายยังคงอยู่ตรงนี้คู่สังคมไทย จะไม่ย้ายไปไหนแน่นอน นักศึกษาอุเทนถวายจะต้องได้เรียนและจบที่นี่โดยมีพี่ๆศิษย์เก่าคอยดูแล ดังนั้นทุกคนไม่ต้องกังวล ส่วนการขยาย นั้น เป็นเรื่องของการเพิ่มพื้นที่ เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มีการขยายไปรังสิต แต่ที่ตั้งเดิม อุเทนฯ ยังต้องอยู่ตรงนี้สร้างบุคลากรไปจนชั่วลูกชั่วหลานจะไม่ย้ายไปไหนแน่นอน”นายเดชา กล่าว

-001

ท่าจะจบยาก?! ‘ศิษย์เก่า-ใหม่’รวมตัวค้านย้าย’อุเทนถวาย’ออกจากพื้นที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766464

ท่าจะจบยาก?! 'ศิษย์เก่า-ใหม่'รวมตัวค้านย้าย'อุเทนถวาย'ออกจากพื้นที่

ท่าจะจบยาก?! ‘ศิษย์เก่า-ใหม่’รวมตัวค้านย้าย’อุเทนถวาย’ออกจากพื้นที่

วันพุธ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.09 น.

ย้ายอุเทนถวายจบยาก! ศิษย์ปัจจุบัน-ศิษย์เก่าอุเทนฯ รวมตัวค้านย้ายออกจากพื้นที่ อธิการฯเร่งประชุมชี้แจง

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ที่มหาวิทยาลัยเทคโลยีราชมงคล (มทร.) ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน รวมตัวคัดค้านการย้าย มทร.ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ออกจากพื้นที่เดิม หลังศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งให้กำหนดให้ย้ายออก เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา โดยมีการเปิดตั้งโต๊ะให้ลงชื่อคัดค้าน และร่วมสนับสนุนผลักดันให้เกิดการทบทวนหาแนวทางพัฒนาพื้นที่เดิมของ มทร.ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ให้ยังคงเป็นสถานศึกษาภายใต้ชื่อ อุเทนถวาย สืบต่อไป แทนการย้ายสถานศึกษาไปยังที่ตั้งใหม่ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 100 นาย ตรึงกำลังรักษาความปลอดภัย

จากนั้น รศ.ดร.ฤกษ์ชัย ฟูประทีปศิริ อธิการบดี มทร.ตะวันออก ประชุมร่วมกับผู้บริหารอุเทนฯ นายทักษิต เรียบร้อย นายกสโมสรนักศึกษา ตัวแทนศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจ ถึงการย้ายออกจากพื้นที่เดิม โดยภายในวิทยาเขตอุเทนถวาย มีนักศึกษา กว่า 150 คน ยืนเรียงแถวบริเวณทางเข้า ตลอดสองข้างทางถือป้ายคัดค้านการย้ายวิทยาเขตอุเทนถวาย

ด้าน นายศิลป์ชัย จันทร์กระจ่าง ศิษย์เก่าอุเทนทวาย ที่มาร่วมคัดค้าน กล่าวว่า ทางศิษย์เก่าอุเทนฯ ยืนยันไม่ย้ายออกจากพื้นที่เดิมอย่างแน่นอน เพราะกฎหมายที่ออกมาให้จุฬาฯ ได้ที่ดินคืน เป็นกฎหมายที่ไม่มีความเป็นธรรม เหมือนการออก พ.ร.บ.ลักหลับ ทั้งที่ศิษย์อุเทนฯ ที่จบออกไป ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติจำนวนมาก ส่วนกรณีที่ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ออกมาระบุว่า อุเทนฯ ต้องย้ายออกตามคำสั่งศาลนั้น คิดว่า รมว.อว.ทำไปตามหน้าที่ ซึ่งกลุ่มศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันเอง ก็ต้องทำตามหน้าที่ คือคัดค้านการย้ายอุเทนเช่นเดียวกัน

“ทางศิษย์เก่าไม่เห็นด้วย และยืนยันไม่ย้ายออกจากพื้นที่เดิมอย่างแน่นอน ซึ่งในทางกฎหมายเราอาจสู่ไม่ได้ ก็คงต้องขอความเป็นธรรม และขอความเห็นใจ ซึ่งหากทางผู้ที่เกี่ยวข้องยังยืนยันให้ย้ายออก ก็คงต้องมาดูว่าจะกำหนดท่าทีอย่างไรต่อไป” นายศิลป์ชัย กล่าว

ด้านกลุ่มตัวแทนนักศึกษาปัจจุบัน กล่าวว่า นักศุกษาที่มาเรียนที่วิทยาเขตอุเทนถวาย มาจากต่างจังหวัด มาจากพื้นที่ห่างไกล ตั้งใจมาเรียนที่นี่ด้วยความศรัทธาสถาบัน เพราะมีประวัติมาอย่างยาวนาน อยู่กันแบบครอบครัวหนึ่งจึงมีความผูกพัน และผลิตวิศวกรที่ดีออกมามากมาย หากจะย้ายสถาบันไปอยู่ที่อื่นพวกเราไม่สบายใจ

“ถ้าอยากพัฒนาก็ให้พัฒนาตรงนี้ให้ดีขึ้น ถ้าย้ายไปอยู่ที่อื่นนักศึกษาที่มาเช้าบ่ายอยู่แถวนี้ ก็จะกระทบหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านจิตใจ เพราะเราอยู่ที่นี่กันมานาน ผูกพันลึกซึ้ง สภาพแวดล้อมก็ดี ที่ใหม่ก็ไม่รู้จะดีเท่าที่นี้หรือไม่ ถ้าจะบอกว่าให้ย้ายตามคำสั่งศาล พวกเราก็ทำอะไรไม่ได้ แต่อยากขอความเมตตาเอ็นดูจากทุกฝ่าย ให้เห็นใจให้วิทยาเขตอยู่ที่เดิม และได้รับการพัฒนาต่อไป” กลุ่มนักศึกษาปัจจุบัน กล่าว

– 006

รับเปิดเทอม! รองผู้ว่าฯกทม.ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียน ย้ำความปลอดภัยจราจร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766427

รับเปิดเทอม! รองผู้ว่าฯกทม.ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียน ย้ำความปลอดภัยจราจร

รับเปิดเทอม! รองผู้ว่าฯกทม.ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียน ย้ำความปลอดภัยจราจร

วันพุธ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 11.31 น.

ตรวจ รร.กทม.เปิดเทอม 2 เน้นมาตรการรับภัยฝุ่น ปรับเกณฑ์วัดค่าเฉลี่ยมาตรฐานโลก ชักธงสีทุก 3 ชม. / ย้ำความปลอดภัยจราจร-ทางข้าม-ใส่หมวกกันน็อก / เผยได้รับความนิยม! ให้นร.แต่งชุดไปรเวท1วัน เดินหน้าต่อ รร.สังกัดอื่นอยากทำบ้างก็ได้

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมสถานศึกษาวันเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ณ โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย เขตสายไหม ว่า ในภาคเรียนที่ 2 จะเน้นเตรียมความพร้อมมาตรการเรื่องของภัยฝุ่น รวมถึงความปลอดภัยเบื้องต้น เรื่องของจราจร การเดินทางของเด็กนักเรียน ซึ่งต้องกวดขันกันอีกครั้งทั้งการข้ามทางม้าลาย การสวมหมวกกันน็อก การขับรถความเร็วตามกฎหมายกำหนด และ เมาไม่ขับ ซึ่งน้องๆ นักเรียนเป็นส่วนสำคัญที่จะส่งสารไปถึงครอบครัว พ่อแม่จะเชื่อเด็กๆ จะทำให้การปลุกจิตสำนึกสำเร็จได้ ในส่วนของหมวกกันน็อก เราได้รับการสนับสนุนมา 1 แสนกว่าใบ ให้ทุกโรงเรียน แต่ก็ยังพบเห็นเด็กที่ยังไม่ใส่หมวกกันน็อกอยู่ ซึ่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้เน้นย้ำผู้อำนวยการโรงเรียนรณรงค์เรื่องนี้ให้ชัดเจนต่อเนื่อง ปัจจุบันบางโรงเรียนทำได้ดีแล้ว แต่ที่ยังพบไม่ใส่หมวกกันน็อก อาจเพราะผู้ปกครองเห็นว่าอยู่ใกล้โรงเรียนมากไม่ต้องใส่ก็ได้ แต่อุบัติเหตุอาจจะเกิดขึ้นได้ไม่เลือกเวลาโรงเรียนก็ต้องกวดขันให้ใส่หมวกกันน็อกทุกครั้ง และกทม.กำลังออกแบบมาตรการรณรงค์เพิ่มมาช่วยทางโรงเรียน โดยอาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมจะมาช่วยออกแบบ เช่น ให้เด็กติดสติ๊กเกอร์ที่ชอบให้รู้สึกเป็นเจ้าของ มีการอวดกันใส่ถ่ายรูปลงโซเชี่ยล เป็นต้น

สำหรับเรื่องภัยฝุ่น จะมีการปรับเกณฑ์การวัดค่าเฉลี่ยฝุ่นให้เป็นไปตามมาตรฐานโลก โดย กทม.ได้ประชุมร่วมเครือข่ายอากาศสะอาด และกระทรวงสาธารณสุข ทั้งโลกไม่ได้วัดค่า 24 ชม.แล้ว เพราะฝุ่นอาจเข้ามาระหว่างวัน เราจึงปรับการวัดค่าฝุ่นให้เหมาะสม เป็นวัดค่าเฉลี่ยทุก 3 ชม. การปักธงคุณภาพอากาศของโรงเรียนจะถี่ขึ้นตามค่าฝุ่นเรียลไทม์ และมาตรการจะเป็นไปตามสีธง 5 สี สีฟ้า (ดีมาก) สีเขียว (ดี) สีเหลือง (ปานกลาง) สีส้ม (เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ) และสีแดง (มีผลกระทบต่อสุขภาพ) จะละเอียดมากขึ้น ซึ่งถ้าเริ่มสีส้ม ก็จะให้งดกิจกรรมกลางแจ้ง

ในส่วนของการแต่งกายจากที่กทม. อนุญาตให้นักเรียนใส่ชุดไปรเวทได้อย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ ก็ให้ทุกโรงเรียนประเมิน หัวใจของเรื่องนี้คือ การลดค่าใช้จ่าย และเรื่องสิทธิเสรีภาพ ปัจจุบันผลตอบรับค่อนข้างดี โรงเรียนสังกัดอื่นก็อยากทำบ้าง ซึ่งตนเชื่อว่าโรงเรียนในสังกัดและนอกสังกัดน่าจะไปด้วยกันได้ อนาคตจะมีการปรับเพิ่มวันหรือไม่ก็ต้องค่อยๆดูไป เพราะตนเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กอยากมาโรงเรียน เพราะเด็กเห็นว่าโรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย และได้แสดงออกความเป็นตัวเองจากการแต่งกาย

ทั้งนี้ โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย รายงานผลประเมินการใส่ชุดไปรเวท ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษาที่ 1 ได้เริ่มให้นักเรียนแต่งชุดไปรเวททุกวันพุธ ซึ่งโรงเรียนได้ทำแบบสอบถามผู้ปกครอง 80% ให้แต่งชุดไปรเวทเหมือนเดิม ถือว่าได้รับความนิยมจากผู้ปกครอง ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อชุดนักเรียน และเด็กมีอิสระในการแต่งตัว โดยเด็กไม่ได้แต่งมาแข่งกัน แต่งตามความพร้อมของแต่ละคน และอยู่ในระเบียบวินัยดี ซึ่งจะต้องมีการประเมินทุกภาคเรียน

– 006