‘Climate Innovation – Net Zero’ ปฏิรูปอาชีวะ ชู ‘ทักษะเหนือปริญญา’

‘Climate Innovation - Net Zero’ ปฏิรูปอาชีวะ ชู ‘ทักษะเหนือปริญญา’

‘Climate Innovation – Net Zero’ ปฏิรูปอาชีวะ ชู ‘ทักษะเหนือปริญญา’

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศาสตราจารย์กิตติคุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สภานโยบาย) ครั้งที่ 2/2569 โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะรองประธาน พร้อมด้วย ศ. ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และ ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ในฐานะเลขานุการสภานโยบาย รวมถึงผู้บริหารระดับสูงและผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

โดยที่ประชุมสภานโยบายได้ให้ความเห็นชอบ “ข้อเสนอเพื่อขับเคลื่อนภารกิจด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) พ.ศ.2570 – 2575” เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการนำพาประเทศเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และดำเนินการตามกลไกของความตกลงปารีส เพื่อลดผลกระทบทั้งความเสี่ยงทางกายภาพและความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน

ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าวมุ่งเน้นการใช้เครื่องมือทาง อววน. เข้ามาสนับสนุน การปรับตัวและสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของผู้ประกอบการภายในประเทศให้สามารถรับมือกับเงื่อนไขมาตรการทางการค้าใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสในการดึงดูดการลงทุนและเพิ่มมูลค่า GDP ให้สูงขึ้น รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง โดยประกอบด้วย 3 แผนงานหลัก ได้แก่ 1.กรอบและแผนงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก และงานวิจัยเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การเสริมศักยภาพการเตือนภัยล่วงหน้า การจัดการทรัพยากรน้ำ การเกษตรยั่งยืน และการประเมินความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ  2.แผนงานการพัฒนากำลังคนทักษะสูง เร่งสร้างบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อรองรับผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมและบริการในการเปลี่ยนผ่านสู่ตลาดสีเขียว รวมทั้งผลิตกำลังคนที่จะทำหน้าที่เป็นกลไกสนับสนุน ทั้งนักนโยบาย ภาครัฐ และประชาชน  และ 3.แผนงาน Net Zero Campus สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศโดยส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาเป็นพื้นที่ต้นแบบในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นพื้นที่ทดลองนวัตกรรม และมีระบบการประเมินคาร์บอนที่เป็นมาตรฐานเดียวกับประเทศ

ศาสตราจารย์กิตติคุณบวรศักดิ์ ได้ให้ข้อคิดเห็นเชิงนโยบายต่อระบบบริหารราชการแผ่นดินที่ยังขาดการบูรณาการ โดยยกตัวอย่างประเด็นเร่งด่วนอย่างการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานรับผิดชอบกระจายอยู่ในหลายกระทรวง จึงเสนอให้พิจารณาจัดตั้งหน่วยงานกลางระดับกระทรวง เพื่อให้การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมีเอกภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ในมิติด้านการพัฒนากำลังคน ได้เสนอแนะให้เร่งปฏิรูปอาชีวศึกษา โดยปรับเปลี่ยนค่านิยมจากที่มุ่งเน้น ‘ปริญญา’ ไปสู่การสร้าง ‘ทักษะที่ปฏิบัติได้จริง’ (ทักษะเหนือปริญญา) เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่ และเชื่อมโยงกับระบบการอุดมศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยเร่งให้ สอวช. ประสานความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงาน ก.พ. และตัวแทนผู้ประกอบการ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง พร้อมเร่งปรับเปลี่ยนมุมมองและค่านิยมที่มีต่อระบบอาชีวศึกษาใหม่

‘นฤมล’ สั่งปิดด่วน รร.บ้านบางหว้า เหตุยิงกันดับใกล้โรงเรียน ยังจับมือปืนไม่ได้

‘นฤมล’ สั่งปิดด่วน รร.บ้านบางหว้า เหตุยิงกันดับใกล้โรงเรียน ยังจับมือปืนไม่ได้

‘นฤมล’ สั่งปิดด่วน รร.บ้านบางหว้า เหตุยิงกันดับใกล้โรงเรียน ยังจับมือปืนไม่ได้

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.32 น.

“รมว.นฤมล”สั่งปิด รร.บ้านบางหว้า จ.พังงา  หลังเหตุยิงกันดับคาซอยใกล้โรงเรียน ยังล่าตัวมือปืนไม่ได้ ย้ำความปลอดภัยต้องมาก่อน เตือนสถานศึกษาทั่ว ปท.เข้มแผนเผชิญเหตุ สกัดพฤติกรรมเลียนแบบ

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.30 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า  ได้รับรายงานเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนก่อเหตุในพื้นที่หมู่ที่ 9 ตำบลคุระ อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต โดยจุดเกิดเหตุอยู่บริเวณใกล้เคียง โรงเรียนบ้านบางหว้า สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่ รวมถึงนักเรียน ครู และผู้ปกครองอย่างมาก

ศ.ดร.นฤมล ระบุว่า ทันทีที่ได้รับรายงาน ได้ประสานไปยังผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านบางหว้า ให้พิจารณาหยุดทำการเรียนการสอนเป็นการชั่วคราวในวันนี้เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา เนื่องจากขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้ สำหรับการเปิดเรียนในวันจันทร์ที่ 23 ก.พ. 2569 นั้น หากสถานการณ์คลี่คลายและเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมความปลอดภัยในพื้นที่ได้ ทางโรงเรียนจะกลับมาเปิดทำการเรียนการสอนตามปกติ แต่หากยังมีความเสี่ยงจะมีการพิจารณามาตรการเพิ่มเติมโดยยึดหลักปลอดภัยไว้ก่อนเป็นสำคัญ

ศ.ดร.นฤมล ยังฝากถึงสถานศึกษาทั่วประเทศให้เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังความปลอดภัยภายในและโดยรอบสถานศึกษา โดยเฉพาะการสังเกตพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายเลียนแบบเหตุรุนแรง (Copycat Behavior) ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ และอาจสร้างความสูญเสียซ้ำแบบเหตุการณ์ที่จังหวัดสงขลา จึงขอให้ทุกโรงเรียนทบทวนแผนเผชิญเหตุ ตรวจสอบระบบรักษาความปลอดภัย ประสานผู้ปกครอง และดูแลสภาพจิตใจนักเรียนอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยของลูกหลานของเรา 
 

ส.ล.ศ.จับมือ! ยกระดับนวัตกรรม ‘นักเรียนยุคใหม่’ ต่อยอดทักษะสู่อาชีพ

ส.ล.ศ.จับมือ! ยกระดับนวัตกรรม 'นักเรียนยุคใหม่' ต่อยอดทักษะสู่อาชีพ

ส.ล.ศ.จับมือ! ยกระดับนวัตกรรม ‘นักเรียนยุคใหม่’ ต่อยอดทักษะสู่อาชีพ

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.49 น.

‘เซนต์หลุยส์ศึกษา’ จับมือ เอ็มม่า อลิส! ยกระดับนวัตกรรม ‘นักเรียนยุคใหม่’ ต่อยอดทักษะสู่อาชีพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมเซนต์หลุยส์ 4 เซอร์ปาตริส พรนภา ปรัชญาคุณ ผู้จัดการและผู้อำนวยการโรงเรียนเซนต์หลุยส์ศึกษา เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือร่วมกับผู้แทนจาก ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็มม่า อลิส โดยมีคณะผู้บริหารและคณะครูร่วมเป็นสักขีพยานในความร่วมมือครั้งสำคัญนี้

เซอร์ปาตริส พรนภา เปิดเผยว่า นอกเหนือจากด้านคุณธรรมจริยธรรมที่โรงเรียนเน้นย้ำมาตลอด ความร่วมมือในครั้งนี้จะเข้ามาเติมเต็มด้าน ‘ทักษะแห่งอนาคต’ โดยการนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนไม่ได้เรียนรู้เพียงแค่ในตำรา แต่สามารถนำความรู้ไปแก้ปัญหาและต่อยอดในการประกอบอาชีพในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ด้านผู้แทนจากห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็มม่า อลิส ระบุว่า มีความยินดีที่จะสนับสนุนทั้งด้านองค์ความรู้และทรัพยากร เพื่อบ่มเพาะเยาวชนให้มีความคิดสร้างสรรค์และปรับตัวเก่ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของประชากรในโลกยุคใหม่

การลงนามในครั้งนี้ ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้างเครือข่ายระหว่างสถานศึกษากับภาคเอกชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้พร้อมสำหรับการพัฒนาประเทศในระยะยาว

////////////////-026

อุปถัมภ์วิทยาพนมโชว์! ‘รถโกคาร์ทไฟฟ้า-เครื่องเก็บผ้า AI’ มุ่งเป้าปั้นนักคิดยุคใหม่

อุปถัมภ์วิทยาพนมโชว์! ‘รถโกคาร์ทไฟฟ้า-เครื่องเก็บผ้า AI’ มุ่งเป้าปั้นนักคิดยุคใหม่

อุปถัมภ์วิทยาพนมโชว์! ‘รถโกคาร์ทไฟฟ้า-เครื่องเก็บผ้า AI’ มุ่งเป้าปั้นนักคิดยุคใหม่

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.36 น.

ล้ำไปอีกขั้น! เด็กอุปถัมภ์วิทยาพนมโชว์ ‘รถโกคาร์ทไฟฟ้า-เครื่องเก็บผ้า AI’ มุ่งเป้าปั้นนักคิดยุคใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงเรียนอุปถัมภ์วิทยาพนม จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองประจำปีภายใต้ชื่องาน ‘ครอบครัวอุปถัมภ์ ปีการศึกษา 2568’ ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความภาคภูมิใจของผู้ปกครอง โดยเน้นการแสดงศักยภาพทางวิชาการและการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ของนักเรียน

ในปีนี้ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 2 ได้นำเสนอโครงงานที่เกิดจากการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติจริง (Active Learning) ซึ่งมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันและสังคมรอบโรงเรียน โดยมีสิ่งประดิษฐ์ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก ได้แก่ 1.รถโกคาร์ทไฟฟ้า พลังงานสะอาดฝีมือเยาวชน 2.เครื่องตาก/เก็บผ้าอัตโนมัติ นวัตกรรมอำนวยความสะดวกในครัวเรือน และ 3.เครื่องให้อาหารสัตว์และเครื่องหยอดเมล็ดผักบุ้ง เครื่องมือลดแรงงานเพื่อเกษตรกรและคนรักสัตว์ในชุมชน

นอกจากทักษะด้านสิ่งประดิษฐ์ นักเรียนยังได้แสดงความสามารถด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษผ่านกิจกรรมสุนทรพจน์ในหัวข้อ ‘My Hero’ รวมถึงการนำเสนอแนวคิดโครงงานวิชาการด้วยตนเองต่อสาธารณชน แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจ และการวิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่โลกอนาคตต้องการ

ความสำเร็จในครั้งนี้ ได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากภาคเอกชน โดย นายเอกสิทธิ์ เกิดกฤษฎานนท์ ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มม่า อลิส (Godlike Innovators) ที่เข้ามาสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนในวิชา ‘นวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ (AI)’ ร่วมพัฒนาหลักสูตรเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อติดอาวุธความรู้ให้เด็กนักเรียนก้าวทันโลกยุคดิจิทัล

งานครอบครัวอุปถัมภ์ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่งานนิทรรศการแสดงผลงาน แต่คือภาพสะท้อนของความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน ในการสร้าง ‘นักคิด นักประดิษฐ์ และนักพัฒนา’ รุ่นใหม่ที่จะเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญของประเทศอย่างแท้จริง

//////////////-026

มมส เปิดม่าน มหาหมอลำเฟสติวัล จากรากเหง้าสู่นวัตกรรม Soft Power สากล

มมส เปิดม่าน มหาหมอลำเฟสติวัล จากรากเหง้าสู่นวัตกรรม Soft Power สากล

มมส เปิดม่าน มหาหมอลำเฟสติวัล จากรากเหง้าสู่นวัตกรรม Soft Power สากล

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมื่อศิลปะแห่งจิตวิญญาณชาวอีสาน ถูกตีโจทย์ใหม่ด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กลายเป็นเทศกาลระดับโลกที่สะกดสายตาคนทั่วประเทศในงาน “มหาหมอลำเฟสติวัล” ภายใต้โครงการยกระดับเทศกาลสู่ระดับสากล กรณีศึกษามหาหมอลำ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ตลาดต้นสน จ.มหาสารคาม

โดยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) และภาคีเครือข่าย ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่านต้นทุนทางวัฒนธรรมอันทรงพลัง

อาจารย์ทม เกตุวงศา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มมส กล่าวว่า ความโดดเด่นของงานในครั้งนี้ คือการเชื่อมโยงวิถีหมอลำเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ผ่านโปรแกรม “2 วัน 1 คืน ม่วนซื่น มหาหมอลำ สัมผัสวัฒนธรรมเมืองตักสิลา” ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้เข้าถึงรากเหง้าของชาวมหาสารคามอย่างครบวงจร

เริ่มต้นจากการเสริมสิริมงคลกราบสักการะพระพุทธกันทรวิชัย อภิสมัยธรรมนายก พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมือง ก่อนจะเดินทางเข้าสู่อำเภอโกสุมพิสัย เพื่อสัมผัสวิถีเกษตรทฤษฎีใหม่ที่ไร่แสนดี ที่นี่ผู้มาเยือนจะได้ดื่มด่ำกับน้ำไผ่มหัศจรรย์ ผ่อนคลายร่างกายด้วยสปาแช่เท้าและนวดประคบสมุนไพร พร้อมลิ้มรสอาหารพื้นถิ่นจากวัตถุดิบอินทรีย์ อาทิ ขนมจีนด้องแด้ง และทำถั่วตัดโบราณ รับประทานอาหารกลางวันด้วยเมนูพื้นบ้าน รับชมหมอลำกลอนขับกล่อมช่วยเจริญอาหาร

จากนั้น มุ่งหน้าสู่พื้นที่จัดงานมหาหมอลำเฟสติวัล เพื่อสัมผัสการแสดงอันหลากหลาย ตั้งแต่ศิลปินแห่งชาติ คณะหมอลำชื่อดังจากทั้งไทยและ สปป.ลาว ไปจนถึงการแสดงร่วมสมัยอย่างศิลป์อีสานออร์เคสตรา และนิทรรศการ “หมอลำ” จังหวะชีวิตชาวอีสานที่สะท้อนว่าหมอลำไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิง แต่คือวิถีแห่งศิลป์และจิตวิญญาณที่เป็น Soft Power สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาค

และในวันที่สอง มีโปรแกรมท่องเที่ยวเดินทางไปที่วัดพุทธวนาราม (วัดป่าวังน้ำเย็น) ชมอุโบสถไม้ตะเคียนใหญ่ที่สุดในโลก ปราสาท 3 ฤดู สักการะเจดีย์ศรีมหาสารคาม, ชมอุทยานวัฒนธรรมสร้างสรรค์ มมส แหล่งรวมมรดกอีสาน เอกสารโบราณ,วัดพระพุทธมงคล สักการะหลวงพ่อพระยืนพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สมัยทวารวดี อายุกว่า 1,200 ปี รับประทานอาหารพื้นถิ่นที่ บ้านสวนซุมแซง สนับสนุนสินค้าชุมชน ที่บ้านหนองเขื่อนช้าง

ด้านทิศทางการขับเคลื่อนในอนาคต รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดี มมส ระบุว่า หมอลำคือ DNA ที่ฝังรากลึกในมหาวิทยาลัย ซึ่งมีการสืบสานผ่านการจัดการเรียนการสอนและบ่มเพาะศิลปินรุ่นใหม่เข้าสู่วงการมืออาชีพอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ รศ.ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการ บพข. เน้นย้ำว่าการสนับสนุนครั้งนี้มุ่งสร้างเศรษฐกิจสร้างคุณค่า โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาเพิ่มความน่าสนใจให้กับผู้ชม

สอดรับกับแนวคิดของ ศ.ดร.ไพโรจน์ ประมวล หัวหน้าโครงการฯ ที่ต้องการสร้างความหมายใหม่ให้คำว่า “มหาหมอลำ” สื่อถึงความยิ่งใหญ่ที่มีจุดกำเนิด ณ มหาสารคาม ผ่านกลไกของ Mor Lam Innovation Lab และ Morlum Creative Hub ที่นำเทคโนโลยี Projection Mapping, AR/VR และระบบ Morlum Streaming มาใช้ยกระดับอุตสาหกรรมหมอลำสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ความยิ่งใหญ่ของมหาหมอลำเฟสติวัล จะเดินทางไปมอบความม่วนซื่นอย่างต่อเนื่องในวันที่ 5 เมษายน 2569 ณ จ.หนองคาย และวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ณ จ.นครพนม เพื่อตอกย้ำความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ไทย

นักศึกษา มวล.คว้ารองแชมป์เวทีนานาชาติ ‘ASCN & SUN Thailand 2026’ ซิวตั๋วบินลัดฟ้าไปโชว์ผลงานที่ญี่ปุ่น

นักศึกษา มวล.คว้ารองแชมป์เวทีนานาชาติ ‘ASCN & SUN Thailand 2026’ ซิวตั๋วบินลัดฟ้าไปโชว์ผลงานที่ญี่ปุ่น

นักศึกษา มวล.คว้ารองแชมป์เวทีนานาชาติ ‘ASCN & SUN Thailand 2026’ ซิวตั๋วบินลัดฟ้าไปโชว์ผลงานที่ญี่ปุ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นักศึกษาหลักสูตรการตลาดดิจิทัลและการสร้างแบรนด์ สำนักวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากการนำเสนอผลงาน “EcoLoop Community Model” ในงานประชุมวิชาการ ASCN & SUN Thailand 2026 ชูแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนแก้ปัญหาชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมรับสิทธิ์เป็นตัวแทนประเทศไทยเดินทางไปนำเสนอผลงานรอบชิงชนะเลิศ ณ ประเทศญี่ปุ่น

ผศ.ดร.พิมพ์ลภัส พงศกรรังศิลป์ คณบดีสำนักวิชาการจัดการ มวล. เปิดเผยว่า สำนักวิชาฯ ได้ส่งตัวแทนนักศึกษาหลักสูตรการตลาดดิจิทัลและการสร้างแบรนด์ ได้แก่ นางสาวนภัสสร รัตนสุวรรณ, นายนพนันท์ เศรษฐี และนางสาวอานัสนา ปาแต เข้าร่วมการแข่งขันในงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ ASCN & SUN Thailand 2026 ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีทีมที่ผ่านการคัดเลือกจากเครือข่ายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศไทยและเอเชียรวมกว่า 13 ทีม

ผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ สามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่น คว้ารางวัล รองชนะเลิศอันดับ 1 พร้อมเงินรางวัล 20,000 บาทภายใต้หัวข้อ “SDGs Integration: บูรณาการความรู้สู่การปฏิบัติจริง” ผ่านโครงงาน “EcoLoop Community Model” ซึ่งเป็นโมเดลที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงและตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปนำเสนอผลงานในระดับนานาชาติ ณ ประเทศญี่ปุ่น ช่วงปลายปีนี้

“รางวัลครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพรอบด้านของนักศึกษา ทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม และความกล้าแสดงออกบนเวทีสากล ผลงาน EcoLoop Community Model ยืนยันอย่างชัดเจนว่านักศึกษาของเราไม่ได้เรียนรู้เพียงทฤษฎีในห้องเรียน แต่สามารถต่อยอดองค์ความรู้สู่การสร้างนวัตกรรมเพื่อชุมชนและเศรษฐกิจหมุนเวียนได้จริง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาของสำนักวิชาฯ ที่มุ่งเน้นการพัฒนานักศึกษาแบบองค์รวม (Holistic Development) ผ่านการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการและการเปิดโอกาสสู่เวทีระดับโลก” ผศ.ดร.พิมพ์ลภัส กล่าว

ด้าน น.ส.อานัสนา ปาแต ตัวแทนทีมผู้พัฒนาโมเดล กล่าวถึงรายละเอียดของผลงานว่า EcoLoop Community Model คือโมเดลการพัฒนาชุมชนที่ใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาเป็นหัวใจหลักในการเปลี่ยน ‘ขยะ’ ให้เป็น ‘มูลค่า’ โดยวางระบบการทำงานอย่างครบวงจร ตั้งแต่การจัดการขยะที่ต้นทาง การเพิ่มมูลค่าสินค้าชุมชน การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ไปจนถึงการปลูกฝังพฤติกรรมความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในวิถีชีวิตของคนในชุมชน

“ขณะนี้ทีมงานกำลังเตรียมความพร้อมอย่างเข้มข้น ทั้งการลงพื้นที่เก็บข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นจากชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุด นอกจากนี้ยังมุ่งพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ โดยฝึกการเล่าเรื่อง (Storytelling) และจำลองสถานการณ์การตอบคำถามร่วมกับอาจารย์และเพื่อนในทีม เพื่อสร้างความมั่นใจในการเป็นตัวแทนประเทศไทยไปนำเสนอผลงานสู่สายตานานาชาติ” น.ส.อานัสนา กล่าวทิ้งท้าย

สสส.จับมือภาคีลงนาม MOU ปั้น ‘ระบบอาหารสุขภาวะ’ สู่โรงเรียน – ชุมชนต้นแบบ

สสส.จับมือภาคีลงนาม MOU ปั้น ‘ระบบอาหารสุขภาวะ’ สู่โรงเรียน - ชุมชนต้นแบบ

สสส.จับมือภาคีลงนาม MOU ปั้น ‘ระบบอาหารสุขภาวะ’ สู่โรงเรียน – ชุมชนต้นแบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน มูลนิธิเอ็มโอเอไทย อ.เมือง จ.ลพบุรี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กลุ่มโรงเรียนเพชรท่าวุ้ง มูลนิธิ MOA ไทยร่วมกับ เทศบาลตำบลท่าศาลา จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาระบบอาหารสุขภาวะในพื้นที่จังหวัดลพบุรี ภายใต้โครงการ “ขยายและพัฒนากลไกการขับเคลื่อนพื้นที่ต้นแบบการจัดการระบบอาหารสุขภาวะด้วยวิธีเกษตรธรรมชาติ สู่การพัฒนาต้นแบบชุมชนอาหารสุขภาวะ”

โครงการดังกล่าวดำเนินงานโดยมูลนิธิ MOA ไทย ร่วมกับสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. มีเป้าหมายสร้าง “พลเมืองอาหาร” และขยายพื้นที่ต้นแบบระบบอาหารที่ยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและสุขภาวะของชุมชน โดยตลอดระยะเวลาดำเนินงาน ได้ขยายผลในหลายจังหวัด รวมถึงจังหวัดลพบุรี และพัฒนาเกษตรกรเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐานเกษตรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง

นางประภาศรี บุญวิเศษ กรรมการกองทุนฯ สสส. และประธานกรรมการบริหารแผน คณะที่ 5 กล่าวถึงทิศทางเชิงนโยบายว่า โรคไม่ติดต่อ (NCDs) กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของไทย โดยมีประชากรจำนวน กว่า 27.4 ล้านคนมีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน และ ผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงรวมเกือบ 20 ล้านคน จากรายงานการสำรวจสุขภาพคนไทยล่าสุด โดยมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาล ไขมัน และโซเดียมสูง ขณะเดียวกัน การเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพและหลากหลายยังมีความแตกต่างกันตามรายได้และพื้นที่

“โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการมีอาหารเพียงพอ แต่คือการเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการ และเหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย การพัฒนาระบบอาหารสุขภาวะในระดับจังหวัดจึงเป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำด้านโภชนาการ และป้องกันโรค NCDs อย่างยั่งยืน”

น.ส.นิรมล ราศรี ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ (สำนัก 5) สสส. กล่าวว่า แผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สสส. มุ่งเพิ่มสัดส่วนประชาชนที่มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะ และยกระดับความรอบรู้ด้านอาหาร พร้อมผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านอาหารในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม การดำเนินงานของโครงการร่วมกับ มูลนิธิ MOA ไทย ในช่วงที่ผ่านมาได้พัฒนาแกนนำนักส่งเสริมสุขภาพจำนวน 25 คน ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมาย 7 จังหวัด มีการอบรมเกษตรกร 180 คน และมีเกษตรกร 91 คนที่ปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐานเกษตรธรรมชาติ พร้อมทั้งเกิดโรงเรียนต้นแบบอาหารสุขภาวะ และชุมชนต้นแบบที่ขับเคลื่อนระบบอาหารตลอดห่วงโซ่ การลงนามความร่วมมือกับกลุ่มโรงเรียนเพชรท่าวุ้งในครั้งนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญของจังหวัดลพบุรีในการสร้างสภาพแวดล้อมด้านอาหารที่เอื้อต่อสุขภาวะ และเชื่อมโยงเศรษฐกิจอาหารชุมชน ตั้งแต่การผลิต การจัดการเรียนรู้ในโรงเรียน ไปจนถึงการเข้าถึงของผู้บริโภค

ด้าน นายสุชาญ ศีลอำนวย เลขานุการมูลนิธิ MOA ไทย และผู้รับผิดชอบโครงการ กล่าวว่า มูลนิธิ MOA ไทย ได้ดำเนินงานส่งเสริมเกษตรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง โดยจัดอบรมหลักสูตรเกษตรธรรมชาติ MOA และระบบรับรองมาตรฐานรวม 7 รุ่น มีผู้เข้าร่วมกว่า 333 คน และมีผู้ผ่านเกณฑ์รับวุฒิบัตรร้อยละ 89.2 ปัจจุบันมีเกษตรกรได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรธรรมชาติแล้ว 108 แปลง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 533 ไร่ ในหลายจังหวัด รวมถึง จ.ลพบุรี การพัฒนาโรงเรียนต้นแบบอาหารสุขภาวะร่วมกับกลุ่มโรงเรียนเพชรท่าวุ้ง จะช่วยบูรณาการองค์ความรู้เกษตรธรรมชาติเข้าสู่กระบวนการเรียนการสอน สร้างความเข้าใจเรื่องโภชนาการ ความปลอดภัยอาหาร และเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้บริโภคในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

มศว Kick Off ‘Green U’ มหา’ลัยสีเขียว + 6 ออฟฟิศสีเขียว เพื่อสุขภาวะที่ดีของคนในชุมชนโดยรอบ

มศว Kick Off ‘Green U’ มหา’ลัยสีเขียว +  6 ออฟฟิศสีเขียว เพื่อสุขภาวะที่ดีของคนในชุมชนโดยรอบ

มศว Kick Off ‘Green U’ มหา’ลัยสีเขียว + 6 ออฟฟิศสีเขียว เพื่อสุขภาวะที่ดีของคนในชุมชนโดยรอบ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) มหาวิทยาลัยเพื่อสังคมยุคใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมในแนวนโยบาย L O V E S ซึ่ง E ( Environment ) สื่อถึงการสร้างความรู้ ความเข้าใจสู่การเป็น Green University Awareness หรือ มหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University) และปรับภูมิทัศน์ให้มหาวิทยาลัยเป็น Universal Design รวมถึง Health and Well- being areas เพื่อสุขภาวะที่ดีของคนในสังคมชุมชนโดยรอบ เช่น อโศกโมเดล – องครักษ์โมเดล เป็นต้น โดยล่าสุด มศว จะจัดโครงการ Green University Awareness : สร้างความรู้ความเข้าใจสู่การเป็น Green University (Kick Off)  ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.00-12.00 น. ณ หอดนตรีและการแสดงอโศกมนตรี 1 อาคารนวัตกรรม : ศ.ดร.สาโรช บัวศรี มศว ประสานมิตร กทม. เพื่อขับเคลื่อนนโยบายมหาวิทยาลัยสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม สร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมแก่ประชาคมภายในและภายนอก โดยเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกที่สนใจเข้ารับฟังการเสวนาได้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

รศ.ดร.ภูมิ มูลศิลป์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาองค์กรและกิจการพิเศษ มศว เปิดเผยว่า แม้ มศว ประสานมิตร จะตั้งอยู่ย่านใจกลางเมืองที่แวดล้อมด้วยตึกสูงระฟ้า แทบไม่มีพื้นที่สีเขียว แต่หลังจากที่เราได้ผ่าตึกคณะศึกษาศาสตร์และสังคมศาสตร์แล้วขึ้นแนวดิ่งทดแทน เพื่อเปิดเชื่อมโยงพื้นที่มหาวิทยาลัยออกสู่สังคมภายนอก ทำให้เกิดความเชื่อมโยงสังคมชุมชนภายในและภายนอก โดยเฉพาะการมีภูมิทัศน์หรือโลเคชั่นที่สวยงามต่างๆ โดยล่าสุดเราร่วมมือกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อประกาศเจตนารมณ์และขับเคลื่อนนโยบายมหาวิทยาลัยสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม  สะท้อนความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยในการยกระดับการบริหารจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบและเปิดตัว 6 ส่วนงาน ที่เข้าร่วมการประเมิน สำนักงานสีเขียว (Green Office) อีกด้วย

ด้าน เจฟฟรี เบญจกุล นักแสดงผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้รักใส่ใจสิ่งแวดล้อมตัวยง หนึ่งในผู้ร่วมเวทีเสวนา “มุมมองและประสบการณ์ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน” กล่าวว่า โครงการฯเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของมหาวิทยาลัยและสังคม ในการสร้างความตระหนักรู้ไม่พอแต่เรายังต้องรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ไม่ว่าเราจะอยู่ภาคส่วนไหนหรือเป็นใครก็ตามเพราะสิ่งแวดล้อมมีผลต่อสุขภาวะทั้งร่างกายและจิตใจของมนุษย์เรา การที่ มศว ได้ลุกขึ้นประกาศความชัดเจนว่าจะผลักดันขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่การเป็น Green University ทั้งในมิติการบริหารจัดการองค์กร การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมสู่สังคมให้ได้อย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม แม้จะต้องใช้เวลาแต่ก็เชื่อว่าจะทำได้ผลจากพลังคนรุ่นใหม่ที่ มศว มีทรัพยากรบุคคล มีองค์ความรู้ มีหน่วยงาน ที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่มากพอ จึงไม่น่ายากที่ มศว จะเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยแกนนำ Green U อย่างประสบผลสำเร็จ

สิ้นศิลปินแห่งชาติ ‘ชูวงศ์ ฉายะจินดา’ สิริอายุ 96 ปี เจ้าของบทประพันธ์ ‘จำเลยรัก’

สิ้นศิลปินแห่งชาติ ‘ชูวงศ์ ฉายะจินดา’ สิริอายุ 96 ปี เจ้าของบทประพันธ์ ‘จำเลยรัก’

สิ้นศิลปินแห่งชาติ ‘ชูวงศ์ ฉายะจินดา’ สิริอายุ 96 ปี เจ้าของบทประพันธ์ ‘จำเลยรัก’

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.02 น.

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 มีรายงานว่า คุณชูวงศ์ ฉายะจินดา นักเขียนชื่อดัง ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2559 เสียชีวิตอย่างสงบ เมื่อเวลา 16.27 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ที่นครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย สิริอายุ 96 ปี

โดย วัดธรรมรังษี เมลเบิร์น ออสเตรเลีย ได้โพสต์แจ้งข่าวเศร้า และกำหนดการงานสวดอภิธรรม เป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่ 19-21 กุมภาพันธ์ ณ วัดธรรมรังษี เมลเบิร์น ออสเตรเลีย เวลา 18.00 น

สำหรับผลงานสร้างชื่อโด่งดังยาวนานกว่า 60 ปี อาทิ จำเลยรัก พรหมพยศ ม่านยังใจ ฟ้าพยับ (สร้างเป็นละครโทรทัศน์ ช่อง 7 ปี 2568)​ ฟ้ามีตะวัน หัวใจฉันมีเธอ (สร้างเป็นละครโทรทัศน์ 2 ครั้ง ช่อง 7 2550 และ 2563) ไฟปรารถนา มณีมรณะ (สร้างเป็นละครโทรทัศน์ ช่องวัน 2566) มรดกมืด (สร้างเป็นละครโทรทัศน์ ช่อง 7 ปี 2569) มาลัยร้อยชีวิต ม่านบังใจ (สร้างเป็นละครโทรทัศน์ 2 ครั้ง ช่อง 7 2543 และ 2563) แม่จอมขวัญ (สร้างเป็นละครโทรทัศน์ ช่อง 7 ปี 2569) วิมานทราย (หัวใจกาฝาก) ช่อง 7

‘SPGS International School Bangkok’ ปักหมุดการศึกษาระดับโลก เชื่อมโยงมรดกแห่งความเป็นเลิศกว่า 120 ปี

‘SPGS International School Bangkok’ ปักหมุดการศึกษาระดับโลก เชื่อมโยงมรดกแห่งความเป็นเลิศกว่า 120 ปี

‘SPGS International School Bangkok’ ปักหมุดการศึกษาระดับโลก เชื่อมโยงมรดกแห่งความเป็นเลิศกว่า 120 ปี

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรงเรียนนานาชาติ เอสพีจีเอส กรุงเทพฯ (SPGS International School Bangkok) เตรียมเปิดประตูสู่บทใหม่ของการศึกษานานาชาติ ในเดือนสิงหาคม 2569 นำรากฐานการศึกษาระดับโลกจาก St Paul’s Girls’ School, London สถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศอังกฤษที่หล่อหลอมความเป็นเลิศมากว่า 120 ปี พร้อมมาตรฐานทางวิชาการที่ได้รับการยอมรับในเวทีสากลมาสู่ประเทศไทย ซึ่งจะเปิดรับนักเรียนชายและหญิงอายุระหว่าง 2–18 ปี โดยในปีการศึกษา 2569/2570 จะเริ่มเปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับเตรียมอนุบาลถึงระดับประถมศึกษา (Pre-Nursery to Year 6) และมีแผนเปิดระดับมัธยมศึกษา (Senior School) ต่อในปีการศึกษา 2570/2571

เบน เตชะอุบล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ (CGD) กล่าวว่า วิสัยทัศน์คือการ ‘ย่อโลกให้เล็กลง’ ด้วยการนำมาตรฐานการศึกษาระดับโลกมาสู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยสามารถเข้าถึงการศึกษานานาชาติคุณภาพสูงได้ใกล้ตัว ลดข้อจำกัดด้านการเดินทาง และสร้างสมดุลระหว่างการเรียนรู้กับชีวิตประจำวัน กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองที่มีศักยภาพสูงและเป็นเมืองยุทธศาสตร์ที่เปี่ยมด้วยพลัง มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และความเปิดกว้าง จึงเป็นเมืองที่พร้อมรองรับครอบครัวจากทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมการเรียนรู้ระดับโลก

“ความร่วมมือครั้งนี้ เรามีเป้าหมายร่วมกันในการยกระดับภูมิทัศน์ทางการศึกษา สร้างสภาพแวดล้อมที่หล่อหลอมความคิดสร้างสรรค์ การคิดอย่างอิสระ และการคิดเชิงวิเคราะห์ เพื่อให้นักเรียนทุกคนได้ค้นพบและเติบโตบนศักยภาพเฉพาะตัวของตนเองอย่างแท้จริง” เบน กล่าวและว่า ด้วยประสบการณ์ด้านการศึกษายาวนานกว่า 120 ปี โรงเรียน St Paul’s Girls’ School ยึดมั่นในปรัชญาที่เชื่อว่า การเรียนรู้ต้องตั้งอยู่บนความเข้าใจอย่างแท้จริงและความกล้าที่จะตั้งคำถาม โรงเรียนจึงออกแบบบรรยากาศการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วม การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ และการค้นหาความสนใจเฉพาะตัวของนักเรียนแต่ละคน

ลิซ ฮิวเออร์ (Liz Hewer) ครูใหญ่ ของ St Paul’s Girls’ School, London กล่าวว่า การเปิดโรงเรียนนานาชาติ เอสพีจีเอส กรุงเทพฯ ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ St Paul’s Girls’ School ภายใต้การบริหารของคุณลีห์ โอฮารา (Leigh O’Hara) ครูใหญ่ผู้ก่อตั้ง (Founding Headmaster) โรงเรียนนานาชาติ เอสพีจีเอส กรุงเทพฯ ผู้ปกครองสามารถมั่นใจได้ว่า ทั้งแนวทางการเรียนการสอนและคุณค่าหลักของที่นี่ได้รับการถ่ายทอดและดำเนินไปในทิศทางเดียวกับโรงเรียนต้นแบบในกรุงลอนดอนอย่างครบถ้วน ด้วยการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดของทีมผู้บริหาร ความมุ่งมั่นที่จะสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีคุณภาพ การดูแลเอาใจใส่อย่างรอบด้าน และการมองหาโอกาสในการพัฒนาเด็กนักเรียนอย่างเต็มศักยภาพ ตามแบบอย่างของ St Paul’s Girls’ School ที่สืบทอดกันมากว่าศตวรรษ

ด้าน ลีห์ โอฮารา (Leigh O’Hara) ครูใหญ่ผู้ก่อตั้ง (Founding Headmaster) โรงเรียนนานาชาติ เอสพีจีเอส กรุงเทพฯ ผู้เคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงที่โรงเรียนในกรุงลอนดอนเป็นเวลายาวนานกว่า 11 ปี กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงเรียนนานาชาติ เอสพีจีเอส กรุงเทพฯ ตั้งใจพัฒนาการศึกษาในแนวทางแบบองค์รวม โดยนำเอกลักษณ์ของการเรียนการสอนแบบ St Paul’s Girls’ School มาสู่ประเทศไทย เราได้ออกแบบหลักสูตรอย่างหลากหลาย เปิดพื้นที่ให้นักเรียนได้คิดอย่างสร้างสรรค์และพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างรอบด้าน ควบคู่ไปกับความร่วมมือระหว่างครูกับครอบครัวอย่างใกล้ชิดรวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ที่เคารพและเข้าใจวัฒนธรรมไทยอย่างแท้จริง เพื่อให้การศึกษาของโรงเรียนมีคุณภาพ เหมาะสมกับบริบทของเมืองไทย และเตรียมความพร้อมให้นักเรียนก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

โรงเรียนนานาชาติ เอสพีจีเอส กรุงเทพฯ ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยการผสานหลักสูตร English National Curriculum ที่ได้รับการพัฒนาและยกระดับให้เข้ากับหลักสูตร IBDP (International Baccalaureate Diploma Programme) เพื่อหล่อหลอมความเข้มข้นทางวิชาการควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างสร้างสรรค์ เสริมด้วยศูนย์การออกแบบและนวัตกรรมของโรงเรียน รวมถึงกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่หลากหลาย ครอบคลุมด้านวิชาการ กีฬา ศิลปะ และดนตรี เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักเรียนได้ค้นพบศักยภาพของตนเองในทุกมิติ

โรงเรียนสามารถรองรับนักเรียนได้มากกว่า 1,800 คน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกระดับสากลที่เอื้อต่อการเรียนรู้สำหรับเด็ก อาทิ หอประชุมขนาด 600 ที่นั่ง อัฒจันทร์ โรงละครแบล็คบ็อกซ์ สตูดิโอบันทึกเสียงระดับมืออาชีพ สระว่ายน้ำในร่ม สนามฟุตบอล (Skyline Football Pitch) สนามเทนนิส ศูนย์การออกแบบและนวัตกรรม (Centre for Design & Innovation) ศูนย์สุขภาวะ (Wellbeing Centers) และพื้นที่สีเขียวเพื่อการเรียนรู้กลางแจ้ง (Forest School) ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวคิดของโรงเรียนภายใต้คติ “รากฐานการศึกษาที่เปี่ยมด้วยความหมาย สู่ความเป็นไปได้ที่ไม่สิ้นสุด (An Education Rich in Meaning and Possibility)” ที่มุ่งส่งเสริมการเติบโตของนักเรียนทุกคนอย่างสมดุล ครอบคลุมทั้งด้านสังคม อารมณ์ และวิชาการอย่างแท้จริง