‘สส.ก้าวไกล’ เตรียมลงพื้นที่เก็บข้อมูลเด็กไร้หลักฐานทางทะเบียนราษฎร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/753271

'สส.ก้าวไกล' เตรียมลงพื้นที่เก็บข้อมูลเด็กไร้หลักฐานทางทะเบียนราษฎร

‘สส.ก้าวไกล’ เตรียมลงพื้นที่เก็บข้อมูลเด็กไร้หลักฐานทางทะเบียนราษฎร

วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 21.53 น.

“ก้าวไกล”เตรียมลงพื้นที่เก็บข้อมูลเด็กไร้หลักฐานทางทะเบียนราษฎร “ปารมี”เผยเป็นห่วงเด็ก 126 คนถูกส่งกลับพม่า-พระอาจารย์ มจร.เป็นห่วงสามเณรไร้รัฐไร้สัญชาติไม่ได้เรียนหนังสือ

29 สิงหาคม 2566 นายปารมี ไวเจริญ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าถึงการตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญเพื่อพิจารณาแนวทางการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ว่า ในวันที่ 3-4 กันยายน 2566 พรรคก้าวไกลและเครือข่ายภาคประชาสังคม จะลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อศึกษารวบรวมข้อมูลเด็กนักเรียน เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาการออกรหัส G (Generate Code) แก่เด็กไร้สถานทางทะเบียนราษฎรทั่วประเทศ ซึ่งครอบคลุมไปถึงสามเณรที่ไร้รัฐไร้สัญชาติ โดยในระหว่างที่กำลังรอสภาผู้แทนฯบรรจุวาระก็ได้เร่งศึกษาและรวบรวมข้อมูลเด็กกลุ่มนี้เพิ่มเติม

นายปารมี กล่าวว่า สำหรับกรณีเด็กนักเรียนในโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง จำนวน 126 คน ที่หลุดออกจากระบบการศึกษาและถูกส่งกลับประเทศพม่านั้น เท่าที่ทราบนั้นมีการส่งกลับไปเกือบหมดทั้งหมดแล้ว แม้ว่าทางพรรคก้าวไกลจะมีช่องทางในติดต่อผู้ปกครองของเด็กได้ แต่ยังมีความหวั่นใจอย่างยิ่ง เพราะไม่เห็นมีหน่วยราชการไทยติดตามเด็กเหล่านี้เลย ซึ่งน่ากังวลว่าเด็กจะตกอยู่ในสภาวะที่ยากลำบาก

“เราไม่รู้เลยว่าพวกเขาเป็นตายร้ายดีอย่างไร จริงๆแล้วควรเร่งนำเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษา ไม่ใช่แค่กรณีของเด็กนักเรียน 126 คนที่จ.อ่างทองเท่านั้นที่เราต้องเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน เพราะยังมีกรณีสามเณรไร้รัฐไร้สัญชาติที่กำลังประสบปัญหาไม่สามารถออกรหัส G ได้และไม่มีโรงเรียนรองรับสามเณรที่ต้องการเรียน ป.1-6 สามเณรบางรูปต้องนำชื่อไปฝากไว้กับโรงเรียนประถมศึกษาภายใต้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เนื่องจากเวลาถ่ายรูปติดบัตรสามเณรต้องเปลี่ยนจีวรให้เป็นชุดเครื่องแบบนักเรียน เรามองว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความไม่สบายใจสำหรับบุคคลที่ต้องการที่จะศึกษาเรียนรู้ทางพระธรรมวินัย ถือว่าการกระทำนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพราะการเอาชื่อเข้าไปไว้อีกโรงเรียนหนึ่ง แต่เด็กเหล่านี้ไม่ได้ศึกษาในโรงเรียนที่มีชื่อนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ผิดกฎระเบียบของกระทรวงการศึกษาได้ พวกเขาควรได้เรียนโรงเรียนที่มุ่งเน้นหลักสูตรของตนเอง”นายปารมี กล่าว

ส.ส.พรรคก้าวไกล กล่าวว่า แม้แต่โรงเรียนปริยัติธรรมศึกษาแผนกสามัญศึกษา ก็เปิดรับเฉพาะมัธยมศึกษาเท่านั้น ทั้งๆที่สามเณรที่เรียนชั้นประถมควรมีโอกาสได้เรียนด้วย ซึ่งเรื่องนี้หลายฝ่ายต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหา เพราะว่าไม่ใช่แค่สามเณรที่ไร้รัฐไร้สัญชาติเท่านั้นที่กำลังประสบปัญหา สามเณรที่มีสัญชาติไทยเองก็ประสบปัญหาในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน เรามองว่ากฎหมายและกฎระเบียบของกระทรวงศึกษาหรือมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะออกรหัส G เพื่อจะรองรับสิทธิและให้การศึกษาแก่เด็กนักเรียนไร้สถานทางทะเบียนเพื่อเข้าเรียนนั้นมีอยู่แล้ว เพียงแต่ปัญหาหลัก ๆในขณะนี้คือขาดการติดต่อประสานงานและขาดศูนย์ดำเนินงาน ทำให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ไม่กล้าตัดสินใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงมหาดไทย (มท.) ที่ไม่มีการประสานงานและทำงานร่วมกัน ทำให้ใช้ระยะเวลานานกว่าจะแก้ไขปัญหาออกรหัส G ในบางกรณีกว่าจะสามารถออกได้ เด็กนักเรียนบางคนเรียนจบไปแล้ว และมีเด็กรุ่นใหม่ๆ เข้ามาทับซ้อน จึงทำให้ปัญหานั้นสะสมไปเรื่อย ๆ และเป็นปัญหาเรื้อรังในอนาคต

ขณะที่พระวิสิทธิ์ ฐิตวิสิทฺโธ (วงใส) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.) วิทยาเขตเชียงใหม่ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีโอกาสเดินทางไปยังจังหวัดเชียงตุง รัฐฉานตะวันออก ประเทศพม่า เพื่อไปศึกษาประเด็นปัญหาสามเณรไร้รัฐไร้สัญชาติในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากประเทศไทยเป็นพื้นที่ปลายน้ำที่ลูกเณรเข้ามาพึ่งพาอาศัยลี้ภัยสงคราม เมื่อได้ลงพื้นที่ปรากฏว่าในประเทศพม่าก็มีการจัดการศึกษาให้กับสามเณรเช่นเดียวกัน เพียงแต่พวกเขาไม่จำเป็นต้องใช้เลขระบุสถานะทางทะเบียน และการจัดการศึกษาก็เพื่อให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ สามารถสื่อสารกันและกันได้เท่านั้น เพราะเป็นที่เข้าใจกันดีว่าประเทศพม่ามีหลากหลายชาติพันธุ์และพูดคุยกันคนละภาษา

พระวิสิทธิ์กล่าวว่า สามเณรสามารถแบ่งประเภทได้  3 ส่วน คือ 1.สามเณรที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เข้ารับการศึกษาโดยไม่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลพม่า และอยู่ในพื้นที่เงียบสงบ 2.สามเณรที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้ารับการศึกษาโดยมีรัฐบาลพม่าสนับสนุน 3.สามเณรกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต่อต้านรัฐบาลพม่าและอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งผู้ปกครอง พ่อแม่ของสามเณรบางส่วนเป็นผู้อพยพลี้ภัยทางการเมือง และนำลูกมาบวชเพราะต้องการปกป้องลูกให้อาศัยร่มกาสาวพัสตร์จากภัยสงคราม

“มีเด็กผู้หญิงบางคนที่จำเป็นต้องโกนผมเพื่อเข้าเรียนเช่นเดียวกัน หลายคนเป็นเด็กกำพร้าและหากสงครามยุติลงก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะมีโอกาสได้พบครอบครัวหรือไม่ เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง หากสามเณรไร้รัฐไร้สัญชาติที่อยู่ในประเทศไทยไม่ได้รับการแก้ปัญหา และหากถูกส่งตัวกลับไปยังพื้นที่ต้นน้ำที่เป็นพื้นที่อันตรายนั้น ก็ไม่รู้ชะตาชีวิตของพวกเขานั้นจะเป็นอย่างไร”พระวิสิทธิ์ กล่าว

มข.คะแนนพุ่งคว้าองค์กรเกรด A ประเมิน ITA คุณธรรม-ความโปร่งใสหน่วยงานภาครัฐปี’66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/753118

มข.คะแนนพุ่งคว้าองค์กรเกรด A ประเมิน ITA คุณธรรม-ความโปร่งใสหน่วยงานภาครัฐปี'66

มข.คะแนนพุ่งคว้าองค์กรเกรด A ประเมิน ITA คุณธรรม-ความโปร่งใสหน่วยงานภาครัฐปี’66

วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 15.30 น.

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประกาศผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ซึ่งรวมถึงมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยในปีนี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ผลการประเมิน รวม 90.06 คะแนน ซึ่งประเมินคะแนนจาก 3 ส่วน ดังนี้

1. แบบตรวจการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (Open Data Integrity and Transparency Assessment: OIT) ได้คะแนน 97.50

2. แบบวัดการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก (External Integrity and Transparency Assessment: EIT) ได้คะแนน 84.57

3. แบบวัดการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายใน (Internal Integrity and Transparency Assessment: IIT) ได้คะแนน 85.67

สำหรับผลการประเมินดังกล่าว ผศ.นพ.ธรา ธรรมโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ระบุว่า ปีนี้มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้คะแนนในระดับเกรด A และที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยได้คะแนนมากกว่า 85 คะแนน

“มหาวิทยาลัยขอนแก่นให้ความสำคัญกับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส และเข้าร่วมการประเมินไม่เคยขาด ปีนี้เราได้คะแนนเป็นองค์กรเกรด A เช่นเดียวกับหลายปีที่ผ่านมา โดยมีผลประเมินโดดเด่นด้านการป้องกันการทุจริต และการเปิดเผยข้อมูลที่ได้คะแนนเกือบเต็ม ส่วนคะแนนที่ยังน้อยอยู่คือ การปฏิบัติการที่ต้องปรับปรุงและพัฒนาต่อไป”

ผศ.นพ.ธรา กล่าวต่อว่า การได้รับคะแนนเกรด A ในครั้งนี้สะท้อนถึงการให้ความสำคัญในด้านคุณธรรมและความโปร่งใสของมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยผู้บริหารและสภามหาวิทยาลัยได้ติดตามประเด็นนี้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังได้กำหนดตัวชี้วัดการประเมินความโปร่งใสของผู้บริหารโดยใช้คะแนน ITA เป็นองค์ประกอบมานานกว่า 4 ปีแล้ว พร้อมกำหนดประเด็นด้านคุณธรรมความโปร่งใสเป็นยุทธศาสตร์ที่ 10 ของมหาวิทยาลัยด้วย

“ITA เป็นส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัย ซึ่งภาพลักษณ์ด้านนี้ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นนั้นมีความโดดเด่น เพราะเป็นมหาวิทยาลัยแรกที่ได้รับรางวัลด้านความโปร่งใสจาก ป.ป.ช. เมื่อปี 2563 ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่นดำเนินการด้านนี้อย่างต่อเนื่อง”

ทั้งนี้ บุคลากรและนักศึกษาทุกคนเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยให้ภาพลักษณ์ด้านคุณธรรมความโปร่งใสของมหาวิทยาลัยขอนแก่นโดดเด่นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะบุคลากรที่ปฏิสัมพันธ์กับบุคคลภายนอกนั้นต้องมีความโปร่งใส ให้บริการเท่าเทียมกัน ไม่เรียกรับผลประโยชน์ และมีจิตให้บริการ รวมถึงนักศึกษาที่ประพฤติดี ช่วยเหลือชุมชน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นภาพสะท้อนของมหาวิทยาลัยขอนแก่นให้ได้รับผลการประเมินคะแนน ITA เพิ่มมากขึ้น ในอนาคตจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในมหาวิทยาลัยขอนแก่น

นักเรียน‘บว.ลำปาง’เจ๋ง คว้าเหรียญทองความเป็นเลิศ ด้านวิชาการคณิตศาสตร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/753093

นักเรียน‘บว.ลำปาง’เจ๋ง คว้าเหรียญทองความเป็นเลิศ ด้านวิชาการคณิตศาสตร์

นักเรียน‘บว.ลำปาง’เจ๋ง คว้าเหรียญทองความเป็นเลิศ ด้านวิชาการคณิตศาสตร์

วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 14.26 น.

นักเรียน‘บว.ลำปาง’เจ๋ง คว้าเหรียญทองความเป็นเลิศ ด้านวิชาการคณิตศาสตร์

29 สิงหาคม 2566 ร่วมแสดงความยินดี  กับเยาวชน คนเก่ง ลูกหลาน ชาวลำปาง โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลำปาง ลำพูน เข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์วิชาการ ครั้งที่ 8 ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ เมื่อวันที่ 7 – 8 สิงหาคม 2566  ที่ผ่านมา ผลปรากฏว่า ได้รับรางวัลเหรียญทอง

การแข่งขันโครงงานประเภทสร้างทฤษฎีหรือคำอธิบายทางคณิตศาสตร์ ระดับ ม.ปลาย

1. นางสาวอัญชิสา เตชะวงศ์ ม.5/9

2. นางสาวนิรนุช วงศ์เขียว ม.5/9

3. นายศิวกร ฝั้นแปง ม.5/9

คุณครูผู้ควบคุม 1. ครูจิตรี ฤทธิ์เนติกุล 2. ครูนราพร ณ จันตา ผู้ให้การสนับสนุน นายนิรันดร  หมื่นสุข ผู้อำนวยการโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย

หัวเว่ยร่วม depa อบรมนักศึกษาหัวกะทิ เพิ่มทักษะดิจิทัล และภาวะผู้นำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752886

หัวเว่ยร่วม depa อบรมนักศึกษาหัวกะทิ เพิ่มทักษะดิจิทัล และภาวะผู้นำ

หัวเว่ยร่วม depa อบรมนักศึกษาหัวกะทิ เพิ่มทักษะดิจิทัล และภาวะผู้นำ

วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หัวเว่ย ประเทศไทย ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เปิดตัวโครงการ Seeds for the Future ประจำปี พ.ศ. 2566 ค่ายฝึกอบรมนักศึกษาระดับหัวกะทิ 20 คน จากประเทศไทย เพื่อส่งเสริมทักษะดิจิทัลอันทันสมัย ภาวะผู้นำ และประสบการณ์แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย และผู้เข้าร่วมโครงการจะได้ร่วมพัฒนาโครงการสตาร์ทอัพตามแนวคิด “Tech4Good”

โครงการ Seeds for the Future 2023 จัดขึ้น 8 วัน ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2566 โดยงานนี้มีผู้เชี่ยวชาญภาคอุตสาหกรรมที่มีชื่อเสียงมาถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น 5G, AI และคลาวด์ การไปศึกษาดูงานที่ ศูนย์ Ecosystem Innovation Center ของหัวเว่ย และสัมผัสประสบการณ์ทางด้านวัฒนธรรมจีน และได้ทำงานเป็นทีมเพื่อพัฒนาโครงการสตาร์ทอัพของตนตามแนวคิด “Tech4Good” แลกเปลี่ยนแนวคิดใหม่ๆ ในปี พ.ศ. 2566 นี้ หัวเว่ยได้ยกระดับคุณภาพทางการศึกษาในโครงการฯ อาทิ มีผู้ให้คำปรึกษาด้าน Tech4Good คอยให้ความช่วยเหลือแก่นิสิตนักศึกษาตลอดเวลา และเมื่อผ่านหลักสูตร Seeds Academyภาคบังคับ ครอบคลุมทั้งหัวข้อ 5G, AI, Cloud และ Digital Power จะได้รับประกาศนียบัตรจากโครงการ นอกจากนี้ ผู้จบหลักสูตรทุกคนจะถือเป็นศิษย์เก่าโครงการ (Seed alumni network) ซึ่งเป็นเครือข่ายสำหรับการติดต่อสื่อสารกับคนที่เคยเข้าร่วมโครงการฯ ก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ ผู้เข้าอบรมที่มีศักยภาพโดดเด่นจำนวน 5 คน จะได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยไปศึกษาดูงานระดับภูมิภาคในประเทศจีน ระหว่างวันที่ 15 ถึง 19 กันยายนนี้ ที่สำนักงานใหญ่ของหัวเว่ย ที่เมืองเซิ่นเจิ้น และศูนย์วิจัยและพัฒนา ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน และเข้าร่วมการแข่งขัน Tech4Good ในระดับโลกอีกด้วย ซึ่งหัวเว่ย ประเทศไทยจะแนะนำให้ทีมได้รู้จักกับนักลงทุนโครงการร่วมทุนต่างๆ หากทีมได้รับรางวัลใดรางวัลหนึ่งใน 3 รางวัลสูงสุด โครงการนี้มุ่งหมายเพื่อสนับสนุนและปลูกฝังแนวความคิดสร้างสรรค์ และช่วยให้นิสิตนักศึกษาต่อยอดนวัตกรรมไปสู่ระดับนานาชาติต่อไป

คาโอเดินหน้าดูแลสุขอนามัยในเด็กในกทม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752884

คาโอเดินหน้าดูแลสุขอนามัยในเด็กในกทม.

คาโอเดินหน้าดูแลสุขอนามัยในเด็กในกทม.

วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธาน เปิดตัวโครงการ “เสริมสร้างความสะอาดมีอนามัย ห่างไกลโรคติดต่อในโรงเรียน” โครงการโดย บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย ผลิตภัณฑ์ไฮเตอร์ และมาจิคลีนร่วมกับ สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร โดยมุ่งรณรงค์ให้เกิดการสร้างสุขอนามัยที่ดี เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดและการติดเชื้อโรคมือเท้าปากในกลุ่มเด็กเล็ก และโรคติดเชื้ออื่นๆ ที่เกิดจากการสัมผัสพื้นผิวที่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคต่างๆ เริ่มเปิดตัวโครงการฯที่โรงเรียนวิชูทิศ เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร เมื่อเร็วๆ นี้

หอการค้าไทย ร่วมกับ ม.หอการค้า เปิดติวเข้ามหา’ลัยทั่วไทย ทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752882

หอการค้าไทย ร่วมกับ ม.หอการค้า เปิดติวเข้ามหา’ลัยทั่วไทย ทั่วประเทศ

หอการค้าไทย ร่วมกับ ม.หอการค้า เปิดติวเข้ามหา’ลัยทั่วไทย ทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย นายสุธี ทองแย้ม ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี นายสุรสีห์ ศรีอินทร์สุทธิ์ประธานหอการค้าจังหวัดนนทบุรีดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และ นางสาวณารินทร์ เทศขยัน ประธาน YEC หอการค้าจังหวัดนนทบุรีตลอดจนทีมผู้บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) กลุ่มธุรกิจ TCP ธนาคารออมสิน สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล รวมถึงภาคธุรกิจของจังหวัดนนทบุรี ร่วมเปิด“โครงการติวเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย UTCC TUTOR ติวทั่วไทย พิชิตมหา’ลัยในฝัน 16 จังหวัด ทั่วประเทศไทย ปี 2566” ณ เวสต์เกตฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกตอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี กิจกรรมจัดขึ้นเนื่องในวาระครบรอบ 90 ปี หอการค้าไทย และครบรอบ 60 ปี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) เมื่อเร็วๆ นี้

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดโครงการติวเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย UTCC TUTOR ติวทั่วไทย พิชิตมหา’ลัยในฝัน มาเป็นระยะเวลามากกว่า 10 ปี เพื่อให้นักเรียนในส่วนภูมิภาคได้รับความรู้ทางวิชาการในรูปแบบออนทัวร์โรดโชว์ทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนนักเรียนชั้นมัธยมปลายให้มีโอกาสเข้าถึงการเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างมีคุณภาพทั่วถึงทุกภูมิภาคโดยจัดติวฟรี ในวิชา A-LEVEL คณิตศาสตร์ 1 และ A-LEVEL ภาษาอังกฤษ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม-ธันวาคม 2566 เพื่อให้เยาวชนไทยได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพื่อเตรียมความพร้อมในการสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในคณะต่างๆ ได้ตามเป้าหมายความใฝ่ฝันมุ่งหวังในชีวิตของนักเรียนทุกคน

นักเรียนระดับชั้นมัธยมปลายทุกคน ติวฟรีทุกจังหวัดเลือกสถานที่ที่จะติวได้ แถมยังได้รับใบเกียรติบัตร สนใจสมัครและติดตามข่าวสาร และสอบถามเพิ่มเติม ได้ที่ : Line Official Account : @utcctutor หรือคลิก https://lin.ee/jyoQ47c

‘อว.’ แสดงผลงานและมอบประกาศฯ ผู้สำเร็จหลักสูตร ‘COMMU MAX’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752879

‘อว.’ แสดงผลงานและมอบประกาศฯ ผู้สำเร็จหลักสูตร ‘COMMU MAX’

‘อว.’ แสดงผลงานและมอบประกาศฯ ผู้สำเร็จหลักสูตร ‘COMMU MAX’

วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)  เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จหลักสูตรพัฒนานักนวัตกรรมการสื่อสารภาครัฐ “COMMU MAX” (คอมมู แม็กซ์) ร่วมด้วย ดร.ธันยพร สุนทรธรรม ผู้ช่วยอธิการบดี (ฝ่ายการนักศึกษา) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้อำนวยการ TUXSA MBA (Business Innovation) หัวหน้าโครงการผู้นำทีมวิจัยในการพัฒนาหลักสูตรพัฒนานักนวัตกรรมการสื่อสารภาครัฐ “COMMU MAX เมื่อวันก่อน ณ ห้องบอลรูม A-B โรงแรมมารวยการ์เด้น

นอกจากนี้ ในงานยังมีการแสดงผลงานที่ชนะการแข่งขัน 4 รางวัล ได้แก่ รางวัล The Winner Prize (รางวัลชนะเลิศ) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วว.) (NECTEC) และ ซินโครตรอน ที่สื่อสารเกี่ยวกับงานสัมมนา NECTEC ACE 2023 “Data for Thai, Data for All”, รางวัล The First-Runner Up (รองชนะเลิศอันดับ 1)  สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สื่อสารเกี่ยวกับการรู้ “เฒ่า” ทันสื่อ ในโครงการเกษียณมีดี, รางวัล Second-Runner Up (รองชนะเลิศอันดับ 2) สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวง อว. (สร.อว), สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (สป.อว.), และ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสาตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)  สื่อสารเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศผ่านการปฏิรูประบบการอุดมศึกษาและการพัฒนาบุคลากรการวิจัยผ่านหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์และรางวัลรางวัล Popular Vote ผู้อบรมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), หน่วยงานบริหารเเละจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และ กองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TedFund) โดยได้ทำการสื่อสารเกี่ยวกับโครงการทุนวิจัยเพื่อยกระดับผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมไทย (IDEs)

หลักสูตรพัฒนานักนวัตกรรมการสื่อสารภาครัฐ “COMMU MAX” เป็นหลักสูตรภายใต้โครงการ นวัตกรรมการสื่อสารสำหรับนโยบายภาครัฐ : แซนด์บ็อกซ์นวัตกรรมเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการสื่อสารนโยบายของกระทรวง อว. บนสื่อสังคมออนไลน์ โดยการอบรมครั้งแรกนี้ มีบุคลากรทั้งในระดับผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในฝ่ายการประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กรเข้าร่วมกว่า 90 คนจากหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และมหาวิทยาลัยต่างๆ ในสังกัด กระทรวง อว. ทั้งหมด 31 หน่วยงาน อบรมเป็นระยะเวลา 2 เดือน

รับโอวาทก่อนไปเรียนต่อที่จีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752883

รับโอวาทก่อนไปเรียนต่อที่จีน

รับโอวาทก่อนไปเรียนต่อที่จีน

วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผศ.ดร.ไพบูลย์ สุขวิจิตร บาร์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม พร้อมด้วย อาจารย์หลี่ จุน หัวหน้าสาขาวิชาภาษาจีนสื่อสารธุรกิจ นำทีมนักศึกษาสาขาวิชาภาษาจีนการสื่อสารธุรกิจ หลักสูตร 2+2 ปริญญา 60 คน เข้าพบ ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดี เพื่อรับโอวาทและคำสอน ก่อนไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยซีอาน สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นเวลา 2 ปีเต็ม ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม กทม.(บางเขน)

มทร.ธัญบุรี ร่วมสถาบันวิทยาลัยชุมชน เดินหน้านโยบายธนาคารหน่วยกิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752881

มทร.ธัญบุรี ร่วมสถาบันวิทยาลัยชุมชน  เดินหน้านโยบายธนาคารหน่วยกิต

มทร.ธัญบุรี ร่วมสถาบันวิทยาลัยชุมชน เดินหน้านโยบายธนาคารหน่วยกิต

วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) และนายเจริญชัย วงษ์จินดา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถาบันวิทยาลัยชุมชน (ส.วชช.) ร่วมลงนามความร่วมมือ “การจัดการศึกษาและการสะสมหน่วยกิตในระบบธนาคารหน่วยกิต โดยมี ดร.สิริกร มณีรินทร์ นายกสภาสถาบันวิทยาลัยชุมชน และ รศ.ดร.นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์ ที่ปรึกษามทร.ธัญบุรี ร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อวันก่อน ณ มทร. ธัญบุรี

ดร.สิริกร มณีรินทร์ นายกสภาสถาบันวิทยาลัยชุมชน กล่าวว่า แนวคิดที่สถาบันวิทยาลัยชุมชนเริ่มดำเนินโครงการคลังหน่วยกิต เนื่องจากภายหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุควิถีชีวิตใหม่ จึงเล็งเห็นว่าระบบการศึกษาตลอดชีวิตมีประโยชน์ต่อผู้เรียนในยุคใหม่ เพราะพฤติกรรมของผู้เรียนสมัยนี้เปลี่ยนไป ความสนใจเรียนในระบบแบบยาวๆ มีแนวโน้มลดลง ดังนั้นการออกแบบระบบที่สามารถเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนตามอัธยาศัย ตามความจำเป็นของชีวิตในแต่ละช่วงชีวิตจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ ประกอบกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ได้ออกแบบระบบคลังหน่วยกิตของชาติ(National Credit Bank System) ขึ้นพร้อมทั้งออกระเบียบในระดับกระทรวง มีมติให้สถาบันวิทยาลัยชุมชนดำเนินการเรื่องนี้ให้สอดคล้องกับระบบคลังหน่วยกิตของชาติ

“การลงนามร่วมมือกับมทร. ธัญบุรีเพื่อจัดการศึกษาและพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้เต็มศักยภาพ มีความรู้ มีทักษะด้านวิชาการ ทักษะด้านวิชาชีพ สมรรถนะ และมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรการจัดการศึกษา และการสะสมหน่วยกิตในระบบธนาคารหน่วยกิตหรือคลังหน่วยกิตพร้อมทั้งร่วมมือกันส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สร้างความเข้มแข็งของท้องถิ่นและชุมชน สร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาคุณภาพและนวัตกรรมการศึกษา ซึ่งขั้นตอนต่อไปจะร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรม ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระบบคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจในระดับชุมชน ในส่วนของ ส.วชช.เองได้ดำเนินการเบื้องต้นด้วยการออกระเบียบเพื่อรองรับเรื่องนี้เอาไว้แล้ว โดยเปิดโอกาสให้มีการเทียบโอนหน่วยกิตระหว่างกันได้ ทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย และการเทียบประสบการณ์ได้ด้วย ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ชุมชน ปราชญ์ชาวบ้านและบุคคลทั่วไปที่มีความชำนาญเป็นเลิศด้านต่างๆ มาเทียบสมรรถนะได้ โดยจะมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาพิจารณาดำเนินการให้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นการยกระดับคุณภาพฝีมืองานของประชาชน” ดร.สิริกรกล่าว

ด้าน รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวว่า ในส่วนของ มทร.ธัญบุรี จะดำเนินการออกแบบและพัฒนาหลักสูตร หลักสูตรระยะสั้น หลักสูตร non-degree การจัดการเรียนรู้และการวัดประเมินผล ทั้งจะร่วมกับสถาบันวิทยาลัยชุมชน จัดการประชุม สัมมนา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้านการจัดการศึกษาตลอดชีวิตในระบบธนาคารหน่วยกิต (คลังหน่วยกิต) มีการจัดวิทยากร แหล่งเรียนรู้ และแหล่งศึกษาหาความรู้เสริม ให้กับผู้เข้าร่วมโครงการ และการที่ความร่วมมือกับสถาบันวิทยาลัยชุมชนในครั้งนี้เนื่องจากเห็นว่าวิทยาลัยชุมชนเป็นองค์กรที่ช่วยพัฒนาประเทศอย่างก้าวหน้า เป็นสถาบันที่อยู่ในพื้นที่ มีความร่วมมือกับชุมชน และจะเป็นการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนขึ้นมาอีกทางหนึ่งเช่นกัน

สกสว.แจงหลักเกณฑ์ประเมินผลลัพธ์ผลกระทบ แผนงานวิจัยไม่เกิน100ล้าน มุ่งเปลี่ยนประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752860

สกสว.แจงหลักเกณฑ์ประเมินผลลัพธ์ผลกระทบ แผนงานวิจัยไม่เกิน100ล้าน มุ่งเปลี่ยนประเทศ

สกสว.แจงหลักเกณฑ์ประเมินผลลัพธ์ผลกระทบ แผนงานวิจัยไม่เกิน100ล้าน มุ่งเปลี่ยนประเทศ

วันจันทร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 15.49 น.

สกสว.จัดประชุมชี้แจงกรอบและหลักเกณฑ์การประเมินผลลัพธ์และผลกระทบสำหรับแผนงานที่มีงบประมาณน้อยกว่า 100 ล้านบาท มุ่งใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง สร้างการเปลี่ยนแปลงต่อสังคมและประเทศ โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีงบ 2567

28 สิงหาคม 2566 รศ. ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ เลขานุการคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุนวิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงกรอบและหลักเกณฑ์การประเมินผลลัพธ์และผลกระทบสำหรับแผนงานที่มีงบประมาณน้อยกว่า 100 ล้านบาท ที่ได้รับการจัดสรรผ่านกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ โฮเทล พญาไท กรุงเทพฯ เพื่อให้หน่วยงานสามารถวางแผนการดำเนินงานได้อย่างเหมาะสม โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2567 เป็นต้นไป

หลังจากกองทุน ววน. ได้อนุมัติงบประมาณวิจัยและนวัตกรรมตั้งแต่ปีงบประมาณ 2563 แก่หน่วยบริหารและจัดการทุน รวมถึงและหน่วยรับงบประมาณงานวิจัยเชิงมูลฐาน ซึ่งได้ดำเนินงานเสร็จสิ้นแล้วจำนวนหนึ่ง คณะกรรมการติดตามและประเมินผลฯ จึงมีมติเห็นชอบต่อกรอบและหลักเกณฑ์การประเมินผลลัพธ์และผลกระทบ โดยอาศัยผู้ประเมินจากภายนอกทั้งนักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำส่งผลการประเมินให้กับ สกสว. เพื่อดำเนินการต่อไป และใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดสรรงบประมาณวิจัย

“การประเมินผลงานวิจัยและนวัตกรรมจะประเมินผลลัพธ์และผลกระทบใน 2 มิติ คือ ผลกระทบเชิงวิชาการ และผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม สร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน ขณะที่ผลการดำเนินงานของหน่วยบริหารและจัดการทุน รวมถึงหน่วยรับงบประมาณ จะประเมินจากความสามารถในการดำเนินการตามแผน ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์และผลลัพธ์ผลกระทบที่เกิดขึ้น และกระบวนการทำงานในการบริหารจัดการแผนงานหรือโครงการวิจัย” รศ. ดร.พงศ์พันธ์กล่าว

ทั้งนี้ สกสว.คาดหวังว่าระบบ ววน.ของประเทศจะถูกขับเคลื่อนและพัฒนาให้ดีขึ้นด้วยการทำงานแบบเครือข่าย และเผยแพร่ผลการประเมินสู่สาธารณะ หน่วยงานสามารถพัฒนาอย่างต่อเนื่องและบริหารจัดการทุนสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศ นำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์และเกิดผลกระทบในวงกว้าง ทั้งการสร้างองค์ความรู้ใหม่ การต่อยอดงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ การผลักดันนโยบายและกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การส่งเสริมให้ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยต่อยอดหรือความเป็นหุ้นส่วน และการพัฒนาบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานด้าน ววน. โดยหัวหน้าโครงการวิจัยจะต้องรายงานผลลัพธ์ทุกปีต่อเนื่อง 5 ปีงบประมาณ

เมื่อ สกสว.ได้ประกาศหลักเกณฑ์การประเมินแผนงานแล้ว หากหน่วยงานใดไม่มีความพร้อมที่จะดำเนินการอันเนื่องจากเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุอันควรได้รับการยกเว้นการประเมินในปีงบประมาณใด ๆ ให้ทำเรื่องขอเลื่อนหรือขอยกเว้นโดยผ่านการอนุมัติผู้อำนวยการ สกสว.เป็นกรณีไป ทั้งนี้ผลการพิจารณาของผู้อำนวยการ สกสว. ถือเป็นที่สิ้นสุด โดย สกสว.จะสนับสนุนการจัดทำฐานข้อมูลผู้ประเมินผลกระทบเผยแพร่ภายในเดือนกันยายน 2566 จัดอบรมเทคนิคการประเมินและการจัดทำรายงานการประเมินแบบเบื้องต้นให้กับเจ้าหน้าที่ของหน่วยบริหารและจัดการทุน และหน่วยรับงบประมาณ พร้อมกับให้งบประมาณสนับสนุนการประเมินแผนงานแก่หน่วยรับงบประมาณร้อยละ 5 แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท ภายใต้กรอบงบประมาณเสริมสร้างความเข้มแข็งในการบริหารงานวิจัยและนวัตกรรมของหน่วยงาน

ด้าน ดร.ปิยะทัศน์ พาฬอนุรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักติดตามและประเมินผล สกสว. กล่าวถึงหลักการเบื้องต้นในการประเมินสำหรับนักประเมิน ว่าจะต้องจัดทำเส้นทางสู่ผลกระทบ โดยผลลัพธ์จะเกิดขึ้นเมื่อมีผู้ใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยที่ชัดเจนและการยอมรับนำไปใช้ ทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมและประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อมที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจในเชิงบวกและเชิงลบ ซึ่งผลงานที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านสังคม ชุมชนและพื้นที่ หรือด้านนโยบาย ควรมีความร่วมมือกับ ‘ภาคีเครือข่าย’ ผู้ขับเคลื่อนที่มีบทบาทหน้าที่โดยตรง

นอกจากนี้ยังพิจารณาผลประโยชน์ส่วนเพิ่มที่เกิดจากการใช้ผลงานวิจัยเปรียบเทียบกับต้นทุนที่ใช้ในการดำเนินงานวิจัย พร้อมกันนี้ต้องมีดัชนีชี้วัด ได้แก่ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนเชิงสังคม หรืออัตราส่วนระหว่างผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการใช้ผลงานวิจัยต่อต้นทุนวิจัยในระดับแผนงาน หรือชุดโครงการหรือโครงการแล้วแต่กรณี รวมถึงเอกสารแนะนำเพื่อศึกษาเพิ่มเติม โดยสามารถดาวน์โหลดคู่มือได้ที่ https://www.tsri.or.th/download/download/57/monitoring-evaluation/